พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๑๕๑-๒๐๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 151

พระศาสดา ประทับนั่งบนอาสนะอันตกแต่งแล้ว. ทั้งภิกษุสงฆ์ ทั้งหมู่เจ้าลิจฉวีนั่งแวดล้อมพระศาสดาแล้ว. แม้ท้าวสักกเทวราชอันหมู่เทวดาแวดล้อมแล้ว ได้ประทับยืนในโอกาสสมควร. ฝ่ายพระเถระเที่ยวไปสู่พระนครทั้งสิ้นโดยลำดับแล้ว มากับมหาชนผู้หายโรค ถวายบังคมพระศาสดานั่งแล้ว พระศาสดาทรงตรวจดูบริษัทแล้ว ได้ทรงภาษิตรัตนสูตรนั้นนั่นเอง. ในกาลจบเทศนา การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พันแล้ว.

พระศาสดา ทรงแสดงรัตนสูตรนั้นเหมือนกันตลอด ๗ วัน คือแม้ในวันรุ่งขึ้น ก็ทรงแสดงอย่างนั้น ทรงทราบความที่ภัยทั้งปวงสงบแล้ว ตรัสเตือนหมู่เจ้าลิจฉวีแล้ว เสด็จออกจากเมืองไพศาลี. เจ้าลิจฉวีทั้งหลายทรงทำสักการะทวีคูณ นำเสด็จพระศาสดาไปสู่ฝั่งแม่น้ำคงคาโดย ๓ วันอีก.

พวกพระยานาคทำการบูชาพระศาสดา

พระยานาคทั้งหลายผู้เกิดในแม่น้ำคงคา คิดว่ามนุษย์ทั้งหลายย่อมทำสักการะแด่พระตถาคต, เราทั้งหลายจะทำอะไรหนอ ?” พระยานาคเหล่านั้นนิรมิตเรือสำเร็จด้วยทองคำ เงิน และแก้วมณี จัดตั้งบัลลังก์สำเร็จด้วยทองคำ เงิน และแก้วมณี ทำน้ำให้ดาดาษด้วยดอกปทุม ๕ สี แล้วทูลอ้อนวอนพระศาสดา เพื่อประโยชน์เสด็จขึ้นเรือของตน ๆ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงทำการอนุเคราะห์แม้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.” มนุษย์และนาคทั้งหลายย่อมทำการบูชาพระตถาคต.

เทวดาทั้งปวง ตั้งต้นแต่เทวดาผู้สถิต ณ ภาคพื้น ตลอดถึงพรหมโลกชั้นอกนิฏฐ์คิดว่า “พวกเราจะทำอะไรหนอ ?” แล้วทำสักการะ.

บรรดามนุษย์และอมนุษย์เหล่านั้น นาคทั้งหลายยกฉัตรซ้อน ๆ กันขึ้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 152

ประมาณโยชน์หนึ่ง. ฉัตรที่ซ้อน ๆ กัน อันมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลายคือนาคภายใต้ มนุษย์ที่พื้นดิน ภุมมัฏฐกเทวดาที่ต้นไม้ กอไม้ และภูเขาเป็นต้น อากาสัฏฐกเทวดาในกลางหาว ต่างก็ยกขึ้นแล้ว ตั้งต้นแต่นาคภพตลอดถึงพรหมโลก โดยรอบจักรวาล ด้วยประการฉะนี้. ในระหว่างฉัตรมีธงชัย, ในระหว่างธงชัยมีธงแผ่นผ้า, ในระหว่าง ๆ แห่งธงเหล่านั้น ได้มีเครื่องสักการะมีพวงดอกไม้ จุณเครื่องอบ และกระแจะเป็นต้น.

เทพบุตรทั้งหลายประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ถือเพศแห่งคนเล่นมหรสพ ป่าวร้องเที่ยวไปในอากาศ. ได้ยินว่า สมาคม ๓ แห่งเท่านั้นคือ “สมาคมในเวลาแสดงยมกปาฏิหาริย์ ๑ สมาคมในเวลาเสด็จลงจากเทวโลก ๑ สมาคมในเวลาลงสู่คงคานี้ ๑” ได้เป็นสมาคมใหญ่.

พระเจ้าพิมพิสารให้เตรียมรับเสด็จพระพุทธเจ้าอีก

ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสาร ทรงตระเตรียมสักการะทวีคูณ จากสักการะ อันพวกเจ้าลิจฉวีทำ ได้ทรงยืนแลดูการเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ที่ฝั่งโน้น. พระศาสดาทอดพระเนตรการบริจาคใหญ่ ของพระราชาทั้งหลายใน ๒ ฝั่งแห่งแม่น้ำคงคา และทรงทราบอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย มีนาคเป็นต้น แล้วทรงนิรมิตพระพุทธนิรมิตพระองค์หนึ่ง ๆ มีภิกษุองค์ละ ๕๐๐ เป็นบริวารไว้ที่เรือลำหนึ่ง ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นอันหมู่นาคแวดล้อมแล้ว ได้ประทับนั่ง ณ ภายใต้แห่งเศวตฉัตรคันหนึ่ง ๆ และต้นกัลปพฤกษ์และพวงระเบียบดอกไม้. ทรงนิรมิตพระพุทธนิรมิตพระองค์หนึ่ง ๆ พร้อมทั้งบริวารในโอกาสแห่งหนึ่ง ๆ แม้ในเทวดาทั้งหลายมีเทวดาชั้นภุมมัฏฐกะเป็นต้น. เมื่อห้องจักรวาลทั้งสิ้นเกิดเป็นประหนึ่งว่า มีมหรสพอันเดียวและมีการเล่นอันเดียว ด้วยประการฉะนี้แล้ว, พระศาสดา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 153

เมื่อจะทรงทำการอนุเคราะห์แก่นาคทั้งหลาย ได้เสด็จขึ้นสู่เรือแก้วลำหนึ่ง.

แม้บรรดาภิกษุทั้งหลายรูปหนึ่ง ๆ ก็ขึ้นสู่เรือลำหนึ่ง ๆ เหมือนกัน.

พระยานาคทั้งหลาย นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้เข้าไปสู่นาคภพ ฟังธรรมกถาในสำนักของพระศาสดาตลอดคืนยังรุ่งในวันที่ ๒ อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยของควรเคี้ยวด้วยของควรบริโภคอันเป็นทิพย์. พระศาสดาทรงทำอนุโมทนาแล้วออกจากนาคภพ อันเทวดาในจักรวาลทั้งสิ้นบูชาอยู่ ทรงข้ามแม่น้ำคงคาด้วยเรือ ๕๐๐ ลำแล้ว.

พระราชาทรงต้อนรับ อัญเชิญพระศาสดาให้เสด็จลงจากเรือ ทรงทำสักการะทวีคูณ จากสักการะอันเจ้าลิจฉวีทั้งหลายทำในเวลาเสด็จมา นำพระศาสดามาสู่กรุงราชคฤห์ โดย ๕ วัน โดยนัยก่อนนั่นแล.

พวกภิกษุชมพุทธานุภาพ

ในวันที่ ๒ พวกภิกษุกลับจากบิณฑบาตแล้ว ในเวลาเย็นนั่งประชุมกันในโรงธรรม สนทนากันว่า “น่าชม ! อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. น่าประหลาดใจ ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพากันเลื่อมใสในพระศาสดา; พระราชาทั้งหลายทรงทำพื้นที่ให้สม่ำเสมอในหนทาง ๘ โยชน์ ทั้งฝั่งนี้ฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคา เกลี่ยทรายลงลาดดอกไม้มีสีต่าง ๆ โดยส่วนสูงประมาณเพียงเข่า ด้วยความเลื่อมใสอันเป็นไปแล้วในพระพุทธเจ้า, น้ำในแม่น้ำคงคาก็ดาดาษ ด้วยดอกปทุม ๕ สี ด้วยอานุภาพนาค, เทวดาทั้งหลายก็ยกฉัตรซ้อน ๆ กันขึ้นตลอดถึงอกนิฏฐภพ, ห้องจักรวาลทั้งสิ้นเกิดเป็นเพียงดังว่ามีเครื่องประดับเป็นอันเดียว และมีมหรสพเป็นอันเดียว.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 154

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า “ด้วยกถาชื่อนี้,” จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เครื่องบูชาและลักการะนี้ มิได้บังเกิดขึ้นแก่เราด้วยพุทธานุภาพ, มิได้เกิดขึ้นด้วยอานุภาพนาคและเทวดาและพรหม, แต่ว่าเกิดด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคมีประมาณน้อยในอดีต” อันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนแล้ว ใคร่จะประกาศเนื้อความนั้นจึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า :-

เรื่องสุสิมมาณพ

ในอดีตกาล ในเมืองตักกสิลา ได้มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังขะ. เขามีบุตร (คนหนึ่ง) เป็นมาณพชื่อสุสิมะ มีอายุย่างเข้า ๑๖ ปี. ในวันหนึ่ง สุสิมมาณพนั้นเข้าไปหาบิดาแล้ว กล่าวว่า “พ่อ ผมปรารถนาจะเข้าไปสู่เมืองพาราณสีท่องมนต์.” ลำดับนั้น บิดากล่าวกะเขาว่า “พ่อ ถ้ากระนั้น พราหมณ์ชื่อโน้นเป็นสหายของพ่อ เจ้าจงไปสู่สำนักของสหายนั้น แล้วเรียนเถิด.” เขารับคำว่า “ดีละ” แล้วถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ เข้าไปหาพราหมณ์นั้นแล้ว บอกความที่ตนอันบิดาส่งมาแล้ว.

ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นรับเขาไว้ ด้วยคิดว่า “บุตรสหายของเรา” แล้วเริ่มบอกมนต์กะเขา ผู้มีความกระวนกระวายอันระงับแล้วโดยวันเจริญ* สุสิมมาณพนั้น เรียนเร็วด้วย เรียนได้มากด้วย ทรงจำมนต์ที่เรียนแล้ว ๆ ไม่ให้เสื่อมไป ราวกะว่าน้ำมันสีหะอันเขาเทไว้ในภาชนะทองคำ ต่อกาลไม่นานนัก ได้เรียนมนต์ทั้งหมดอันตนพึงเรียนจากปากของอาจารย์ ทำการสาธยายอยู่ ย่อมเห็นเบื้องต้นและท่ามกลางแห่งศิลปที่ตนเรียนแล้วเท่า

  • คืนวันดี เป็นวันมงคล.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 155

นั้น, (แต่) ไม่เห็นที่สุด. เขาเข้าไปหาอาจารย์แล้ว กล่าวว่า “ผมย่อมเห็นเบื้องต้นและท่ามกลางแห่งศิลปนี้เท่านั้น, ย่อมไม่เห็นที่สุด,” เมื่ออาจารย์กล่าวว่า “พ่อ แม้ฉันก็ไม่เห็น,” จึงถามว่า “ข้าแต่อาจารย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครจะรู้ที่สุด.” เมื่ออาจารย์กล่าวว่า “พ่อ ฤษีทั้งหลายเหล่านั้นย่อมอยู่ในป่าอิสิปตนะ, ฤษีเหล่านั้นพึงรู้, เจ้าเข้าไปสู่สำนักของท่านแล้วจงถามเถิด,” จึงเข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว ถามว่า “ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายย่อมรู้ที่สุดหรือ ?”

ปัจเจก. เออ เราทั้งหลายย่อมรู้

สุสิมะ. ถ้ากระนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงบอกแก่ข้าพเจ้า.

ปัจเจก. เราทั้งหลายย่อมไม่บอกแก่คนไม่ใช่บรรพชิต, ถ้าท่านมีประสงค์ด้วยที่สุด, จงบวชเถิด.

สุสิมมาณพนั้นรับว่า “ดีละ” แล้วบวชในสำนักพระปัจเจกพุทธะเหล่านั้น. ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธะเหล่านั้นกล่าวแก่ท่านว่า “เธอจงศึกษาข้อนี้ก่อน” แล้วบอกอภิสมาจาริกวัตร โดยนัยเป็นต้นว่า “ท่านพึงนุ่งอย่างนี้, พึงห่มอย่างนี้.” ท่านศึกษาอยู่ในอภิสมาจาริกวัตรนั้น เพราะความที่ตนมีอุปนิสัยสมบูรณ์ ต่อกาลไม่นานนักก็ตรัสรู้ปัจเจกสัมโพธิปรากฏในเมืองพาราณสีทั้งสิ้น เป็นราวกะว่าพระจันทร์เต็มดวงปรากฏอยู่ในท้องฟ้า ได้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ. ท่านได้ปรินิพพานต่อกาลไม่นานเลย เพราะความที่แห่งกรรมซึ่งอำนวยผลให้เป็นผู้มีอายุน้อยอันตนทำแล้ว. ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย และมหาชน (ช่วยกัน) ทำสรีรกิจของท่านแล้ว ถือเอาธาตุประดิษฐานพระสถูปไว้ใกล้ประตูพระนคร.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 156

ฝ่ายสังขพราหมณ์ คิดว่า “บุตรของเราไปนานแล้ว, เราจักรู้ความเป็นไปของเขา” ปรารถนาจะเห็นบุตรนั้น จึงออกจากเมืองตักกสิลา ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ เห็นหมู่มหาชนประชุมกันแล้ว คิดว่า “ในชนเหล่านี้ แม้คนหนึ่งจักรู้ความเป็นไปแห่งบุตรของเราเป็นแน่.” จึงเข้าไปหาแล้ว ถามว่า “มาณพชื่อสุสิมะมาในที่นี้, ท่านทั้งหลายทราบข่าวคราวของเขาบ้างหรือหนอ ?” มหาชนตอบว่า “เออ พราหมณ์ เรารู้, สุสิมมาณพนั้นสาธยายไตรเพท ในสำนักของพราหมณ์ชื่อโน้น บวชแล้วทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิปัญญา ปรินิพพานแล้ว, นี้สถูปของท่านอันเราทั้งหลายให้ตั้งเฉพาะแล้ว.” สังขพราหมณ์นั้น ประหารพื้นดินด้วยมือร้องให้คร่ำครวญแล้ว ไปยังลานพระเจดีย์ ถอนหญ้าขึ้นแล้ว เอาผ้าห่ม นำทรายมา เกลี่ยลงที่ลานพระเจดีย์ ประพรมด้วยน้ำในลักจั่น ทำบูชาด้วยดอกไม้ป่า ยกธงแผ่นผ้าด้วยผ้าสาฎก ผูกฉัตรของตนในเบื้องบนแห่งพระสถูปแล้วก็หลีกไป.

อานิสงส์แห่งการบริจาคสุขพอประมาณ

พระศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในกาลนั้นเราได้เป็นสังขพราหมณ์, เราได้ถอนหญ้าในลานพระเจดีย์ ของพระปัจเจกพุทธะชื่อสุสิมะ, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงทำหนทาง ๘ โยชน์ให้ปราศจากตอและหนามทำให้สะอาด มีพื้นสม่ำเสมอ, เราได้เกลี่ยทรายลงในลานพระเจดีย์นั้น, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงเกลี่ยทรายลงในหนทาง ๘ โยชน์แล้ว; เราทำการบูชาด้วยดอกไม้ป่าที่พระสถูปนั้น, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงโปรยดอกไม้สีต่าง ๆ ลงในหนทาง ๘ โยชน์, น้ำในคงคาในที่ประมาณ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 157

โยชน์หนึ่งจึงดาดาษไปด้วยดอกปทุม ๕ สี, เราได้ประพรมพื้นที่ในลานพระเจดีย์นั้น ด้วยน้ำในลักจั่น, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ฝนโบกขรพรรษจึงตกลงในเมืองไพศาลี, เราได้ยกธงแผ่นผ้าขึ้นและผูกฉัตรไว้บนพระเจดีย์นั้น, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ห้องจักรวาลทั้งสิ้น จึงเป็นราวกะว่ามีมหรสพเป็นอันเดียวกัน ด้วยธงชัย ธงแผ่นผ้า และฉัตรซ้อน ๆ กันเป็นต้นตลอดถึงอกนิฏฐภพ, ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุดังนี้แลบูชาสักการะนั่นเกิดในแก่เรา ด้วยพุทธานุภาพก็หาไม่, เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งนาคเทวดาและพรหมก็หาไม่, แต่ว่า เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคมีประมาณน้อย ในอดีตกาล ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑. มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ

จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ.

“ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะสละสุขพอประมาณเสีย, ผู้มีปัญญา เมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ก็พึงสละสุขพอประมาณเสีย [จึงจะได้พบสุขอันไพบูลย์].”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺตาสุขปริจฺจาคา ความว่า เพราะสละสุขเล็กน้อยพอประมาณ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “มตฺตาสุขํ.” สุขอันโอฬาร ได้แก่สุขคือพระนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สุขอันไพบูลย์. ความว่า ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์นั้น.

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า “ก็ชื่อว่าสุขพอประมาณ ย่อมเกิด


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 158

ขึ้นแก่บุคคลผู้ให้จัดแจงถาดโภชนะถาดหนึ่ง แล้วบริโภคอยู่, ส่วนชื่อว่า นิพพานสุข อันไพบูลย์ คืออันโอฬาร ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้สละสุขพอประมาณนั้นเสียแล้ว ทำอุโบสถอยู่บ้าง; ให้ทานอยู่บ้าง; เพราะเหตุนั้นถ้าบุคคลเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะสละสุขพอประมาณนั้นเสีย อย่างนั้น, เมื่อเช่นนั้นบัณฑิตเมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์นั่นโดยชอบ ก็พึงสละสุขพอประมาณนั้นเสีย.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องบุรพกรรมของพระองค์ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 159

๒. เรื่องกุมาริกากินไข่ไก่ [๒๑๕]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภกุมาริกาผู้กินไข่ไก่คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ปรทุกฺขูปธาเนน” เป็นต้น. แม่ไก่ผูกอาฆาตในนางกุมาริกา

ได้ยินว่า บ้านหนึ่งชื่อปัณฑุระ อยู่ไม่ไกลเมืองสาวัตถี, ในบ้านนั้น มีชาวประมงอยู่คนหนึ่ง. เขาเมื่อไปยังเมืองสาวัตถี เห็นไข่เต่าริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดีแล้ว ถือเอาไข่เต่าเหล่านั้นไปสู่เมืองสาวัตถีให้ต้มในเรือนหลังหนึ่งแล้วเคี้ยวกิน ได้ให้ไข่ฟองหนึ่งแก่กุมาริกาในเรือนนั้น. นางเคี้ยวกินไข่เต่านั้นแล้ว จำเดิมแต่นั้น ไม่ปรารถนาซึ่งของควรเคี้ยวอย่างอื่น. ครั้งนั้นมารดาของนาง ถือเอาไข่ฟองหนึ่งจากที่แม่ไก่ไข่แล้ว ได้ให้ (แก่นาง). นางเคี้ยวกินไข่ฟองนั้นแล้ว อันความอยากในรสผูกแล้ว

จำเดิมแต่นั้น ก็ถือเอาไข่ไก่มาเคี้ยวกินเองทีเดียว. ในเวลาตกฟอง แม่ไก่เห็นกุมาริกานั้นถือเอาไข่ของตนเคี้ยวกินอยู่ ถูกกุมาริกานั้นเบียดเบียนแล้วผูกอาฆาต ตั้งความปรารถนาว่า “บัดนี้เราเคลื่อนจากอัตภาพนี้แล้ว พึงเกิดเป็นยักษิณี เป็นผู้สามารถจะเคี้ยวกินทารกของเจ้า” ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นนางแมวในเรือนนั้นนั่นเอง. การจองเวรกันให้เกิดทุกข์

แม้นางกุมาริกานอกนี้ ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นแม่ไก่ในเรือนนั้นเหมือนกัน. แม่ไก่ตกฟองทั้งหลายแล้ว. นางแมวมาเคี้ยวกินฟองไข่เหล่านั้นแล้ว แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ก็เคี้ยวกินแล้วเหมือนกัน. แม่ไก่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 160

ทำความปรารถนาว่า “เจ้าเคี้ยวกินฟองไข่ทั้งหลายของเราตลอด ๓ คราว บัดนี้ ยังปรารถนาจะเคี้ยวกินเรา, เราเคลื่อนจากอัตภาพนี้แล้ว พึงได้เพื่อเคี้ยวกินเจ้าพร้อมทั้งลูก” เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดเป็นนางเสือเหลือง.

ฝ่ายนางแมวนอกนี้ ทำกาละแล้วบังเกิดเป็นนางเนื้อ. ในเวลานางเนื้อนั้นคลอดแล้ว นางเสือเหลืองก็มาเคี้ยวกินนางเนื้อนั้นพร้อมด้วยลูกทั้งหลาย. สองสัตว์นั้นเคี้ยวกินอยู่อย่างนี้ ยังทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่กันและกันใน ๕๐๐ อัตภาพ ในที่สุดนางหนึ่งเกิดเป็นยักษิณี, นางหนึ่งเกิดเป็นกุลธิดาในเมืองสาวัตถี.

เบื้องหน้าแต่นี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในพระคาถาว่า “น หิ เวเรน เวรานิ” เป็นอาทิ นั่นแล.

แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดาตรัสว่า “ก็เวรย่อมระงับด้วยความไม่มีเวร, ย่อมไม่ระงับด้วยเวร,” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ชนแม้ทั้งสองงจึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒. ปรทุกขูปธาเนน โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ

เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ เวรา โส น ปริมุจฺจติ.

“ผู้ใด ย่อมปรารถนาสุขเพื่อตน เพราะก่อทุกข์ในผู้อื่น, ผู้นั้น เป็นผู้ระคนด้วยเครื่องระคนคือเวรย่อมไม่พ้นจากเวรได้.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรทุกฺขุปธาเนน ความว่า เพราะก่อทุกข์ในผู้อื่น, อธิบายว่า เพราะยังทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 161

บาทพระคาถาว่า เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ระคนแล้วด้วยเครื่องระคนคือเวร อันตนทำให้แก่กันและกัน ด้วยสามารถแห่งการด่าและการด่าตอบ การประหารและการประหารตอบ เป็นต้น.

บาทพระคาถาว่า เวรา โส น ปริมุจฺจติ ความว่า ย่อมถึงทุกข์อย่างเดียว ตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยสามารถแห่งเวร.

ในกาลจบเทศนา นางยักษิณีตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลาย สมาทานศีล ๕ พ้นแล้วจากเวร, ฝ่ายกุลธิดานอกนี้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องกุมาริกากินไข่ไก่ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 162

๓. เรื่องภิกษุชาวนครภัททิยะ [๒๑๖]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อเสด็จอาศัยนครภัททิยะ ประทับอยู่ในชาติยาวันทรงปรารภภิกษุชาวนครภัททิยะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยํ หิ กิจฺจํ” เป็นต้น.

ภิกษุละเลยสมณกิจ

ดังได้สดับมา ภิกษุชาวนครภัททิยะเหล่านั้น ได้เป็นผู้ขวนขวายในการประดับเขียงเท้า.

สมจริงตามที่พระอุบาลีเถระกล่าวไว้ว่า “ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุนครภัททิยะ ตามประกอบความเพียรในการประดับเขียงเท้าชนิดต่าง ๆ กันอยู่: ทำเองบ้าง ให้คนอื่นทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าหญ้าธรรมดาทำเองบ้าง ให้คนอื่นทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าหญ้าปล้อง เขียงเท้าหญ้ามุงกระต่าย เขียงเท้าต้นแป้ง เขียงเท้าผ้ากัมพล, ย่อมละทิ้งอุทเทส (ศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัย) ปริปุจฉา (การไต่ถาม) อธิศีล (อินทรียสังวร) อธิจิต (สมถภาวนา) อธิปัญญา (วิปัสสนาภาวนา). ภิกษุทั้งหลาย ตำหนิโทษความที่ทำเช่นนั้นของภิกษุเหล่านั้น จึงกราบทูลแด่พระศาสดา.

พระศาสดาทรงตำหนิโทษแล้วเทศนา

พระศาสดา ทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายมาด้วยกิจอย่างอื่นแล้ว ขวนขวายในกิจอย่างอื่นแล” ดังนี้แล้ว

เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

๓. ยญฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ อกิจฺจํ ปน กยิรติ๑

อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 163

เยสญฺจ สุสมารทฺธา นิจฺจํ กายคตา สติ

อกิจฺจนฺเต น เสวนฺติ กิจฺเจ สาตจฺจการิโน

สตานํ สมฺปชานานํ อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวา.

“ก็ ภิกษุละทิ้งสิ่งที่ควรทำ, แต่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ; อาสวะ*ทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีมานะประดุจไม้อ้ออันยกขึ้นแล้ว ประมาทแล้ว; ส่วนสติอันไปในกาย อันภิกษุเหล่าใด ปรารภด้วยดีเป็นนิตย์, ภิกษุเหล่านั้นมีปกติทำเนือง ๆ ในกิจที่ควรทำย่อมไม่เสพสิ่งที่ไม่ควรทำ; อาสวะทั้งหลายของภิกษุเหล่านั้น ผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ยํ หิ กิจฺจํ ความว่า ก็กรรมมีอาทิอย่างนี้คือ การคุ้มครองศีลขันธ์อันหาประมาณมิได้ การอยู่ป่าเป็นวัตร การรักษาธุดงค์ ความเป็นผู้ยินดีในภาวนา ชื่อว่าเป็นกิจอันควรทำของภิกษุ จำเดิมแต่กาลบวชแล้ว. แต่ภิกษุเหล่านี้ละเลย คือทอดทิ้งกิจที่ควรทำของตนเสีย.

บทว่า อกิจฺจํ เป็นต้น ความว่า ก็การประดับร่ม การประดับรองเท้า การประดับเขียงเท้า บาตร โอ ธมกรก ประคดเอว อังสะ ชื่อว่าเป็นกิจไม่ควรทำของภิกษุ. อธิบายว่า ภิกษุเหล่าใดทำสิ่งนั้น, อาสวะ

  • อาสวะมี ๔ คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ๑ ภวาสวะ อาสวะคือภพ ๑ ทิฏฐาสวะ อาสวะ คือความเห็นผิด ๑ อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ๑.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 164

ทั้ง ๔ ย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้ชื่อว่า มีมานะประดุจไม้อ้ออันยกขึ้นแล้ว เพราะการยกมานะเพียงดังไม้อ้อเที่ยวไป ชื่อว่าประมาทแล้ว เพราะปล่อยสติ.

บทว่า สุสมารทฺธา ได้แก่ ประคองไว้ดีแล้ว.

สองบทว่า กายคตา สติ ได้แก่ ภาวนาอันเป็นเครื่องตามเห็นกาย.

บทว่า อกิจฺ จํ ความว่า ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่เสพ คือไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำนั่น มีการประดับร่มเป็นต้น.

บทว่า กิจฺเจ ความว่า ในสิ่งอันตนพึงทำ คือในกรณียะ มีการคุ้มครองศีลขันธ์อันหาประมาณมิได้เป็นต้น จำเดิมแต่กาลบวชแล้ว.

บทว่า สาตจฺจการิโน ได้แก่ มีปกติทำเนือง ๆ คือทำไม่หยุด, อธิบายว่า อาสวะแม้ทั้ง ๔ ของภิกษุเหล่านั้น ผู้ชื่อว่ามีสติ เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ ผู้ชื่อว่ามีสัมปชัญญะ เพราะสัมปชัญญะ ๔ อย่าง คือ ‘สาตถกสัมปชัญญะ สัปปายสัมปชัญญะ โคจรสัมปชัญญะ อสัมโมหสัมปชัญญะ’ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือถึงความสิ้นไป ได้แก่ ไม่มี.

ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว. เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลที่ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุชาวนครภัททิยะ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 165

๔. เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ [๒๑๗]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระลกุณฏกภัททิยเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา” เป็นต้น. อาคันตุกภิกษุเข้าเฝ้าพระศาสดา

ความพิสดารว่า วันหนึ่งภิกษุอาคันตุกะหลายรูปด้วยกัน เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ผู้ประทับนั่ง ณ ที่ประทับกลางวัน ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ขณะนั้นพระลกุณฏกภัททิยเถระเดินผ่านไปในที่ไม่ไกลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระศาสดา ทรงทราบวารจิต (คือความคิด) ของภิกษุเหล่านั้นแล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นหรือ ? ภิกษุนี้ฆ่ามารดาบิดาแล้วเป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไปอยู่” เมื่อภิกษุเหล่านั้นมองดูหน้ากันและกันแล้ว แล่นไปสู่ความสงสัยว่า “พระศาสดา ตรัสอะไรหนอแล ?” จึงกราบทูลว่า “พระองค์ตรัสคำนั่นชื่ออะไร ?” เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๔. มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา ราชาโน เทฺว จ ขตฺติเย

รฏฺฐํ สานุจรํ หนฺตฺวา อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ.

“บุคคลฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ทั้งสอง และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมด้วยเจ้าพนักงานเก็บส่วยแล้ว เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์ ไปอยู่.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 166

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สานุจรํ ได้แก่ ผู้เป็นไปกับด้วยผู้จัดการส่วยให้สำเร็จ คือเจ้าพนักงานเก็บส่วย.

ก็ในพระคาถานี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยว่า ตัณหา ชื่อว่ามารดาเพราะให้สัตว์ทั้งหลายเกิดในภพ ๓ เพราะบาลีว่า “ตัณหายังบุรุษให้เกิด.” อัสมิมานะ* ชื่อว่าบิดา เพราะอัสมิมานะอาศัยบิดาเกิดขึ้นว่า “เราเป็นราชโอรสของพระราชาชื่อโน้น หรือเป็นบุตรของมหาอำมาตย์ของพระราชาชื่อโน้น” เป็นต้น. ทิฏฐิทุกชนิด ย่อมอิงสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิทั้งสอง เหมือนชาวโลกอาศัยพระราชาฉะนั้น, เพราะฉะนั้น สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ จึงชื่อว่าพระราชาผู้กษัตริย์สองพระองค์. อายตนะ ๑๒** ชื่อว่าแว่นแคว้น เพราะคล้ายคลึงกับแว่นแคว้น โดยอรรถว่ากว้างขวาง. ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี ซึ่งอาศัยอายตนะนั้น ดุจบุรุษเก็บส่วย จัดการส่วยให้สำเร็จ ชื่อว่าเจ้าพนักงานเก็บส่วย.

บทว่า อนีโฆ ได้แก่ ไม่มีทุกข์. บทว่า พฺราหมฺโณ ได้แก่ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว.

ในพระคาถานี้ มีอธิบายดังนี้ “ผู้ชื่อว่ามีอาสวะสิ้นแล้ว เพราะกิเลสเหล่านั้นมีตัณหาเป็นต้น อันตนกำจัดได้ ด้วยดาบคืออรหัตมรรคญาณ จึงเป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไปอยู่.”

ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว.

  • การถือว่าเป็นเรา.
    • อายตนะภายใน ๖ มีจักษุเป็นต้น. ภายนอก ๖ มีรูปเป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 167

(พระคาถาที่ ๒)

แม้ในพระคาถาที่ ๒ เรื่องก็เหมือนกับเรื่องก่อนนั่นเอง.

แม้ในกาลนั้น พระศาสดาทรงปรารภพระลกุณฏกภัททิยเถระเหมือนกัน เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา ราชาโน เทฺว จ โสตฺถิเย

เวยฺยคฺฆปญฺจมํ หนฺตฺวา อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ.

“บุคคลฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้งสองได้แล้ว และฆ่าหมวด ๕ แห่งนิวรณ์มีวิจิกิจฉานิวรณ์ เช่นกับหนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปเป็นที่ ๕ แล้ว เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์ ไปอยู่.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เทฺว จ โสตฺถิเย คือ ผู้เป็นพราหมณ์ทั้งสองด้วย.

ก็ในพระคาถานี้ พระศาสดาตรัสสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิให้เป็นพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้งสอง เพราะพระองค์เป็นใหญ่ในพระธรรมและเพราะพระองค์เป็นผู้ฉลาดในวิธีเทศนา.

บัณฑิตพึงทราบวิเคราะห์ ในบท เวยฺยคฺฆปญฺจมํ นี้ ว่าหนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไป มีภัยรอบด้าน เดินไปลำบาก ชื่อว่าทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้ว. แม้วิจิกิจฉานิวรณ์ ชื่อว่าเป็นดุจทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้วเพราะความที่วิจิกิจฉานิวรณ์นั้น คล้ายกับทนทางอันเสือโคร่งเที่ยวไปแล้วนั้น, วิจิกิจฉานิวรณ์เช่นกับทนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้วนั้น เป็นที่ ๕ แห่งหมวด ๕ แห่งนิวรณ์นั้น เพราะฉะนั้น หมวด ๕ แห่งนิวรณ์จึงชื่อว่ามีวิจิกิจฉานีวรณ์ เช่นกับทนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้วเป็นที่ ๕.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 168

ในพระคาถาที่ ๒ นี้ มีอธิบายดังนี้ว่า “ก็บุคคลฆ่าหมวด ๕ แห่งนีวรณ์มีวิจิกิจฉานีวรณ์เช่นกับทนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้วเป็นที่ ๕ นี้ ไม่ให้มีส่วนเหลือ ด้วยดาบคืออรหัตมรรคญาณ เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์เที่ยวไปอยู่.”

บทที่เหลือ เป็นเช่นกับบทที่มีในก่อนนั่นแล ดังนี้แล.

เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 169

๕. เรื่องนายทารุสากฏิกะ [๒๑๘]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุตรของนายทารุสากฏิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “สุปฺปพุทฺธํ” เป็นต้น. เด็กสองคนเล่นขลุบ

ความพิสดารว่า เด็กในพระนครราชคฤห์สองคน คือ “บุตรของบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิคนหนึ่ง บุตรของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิคนหนึ่ง” เล่นขลุบอยู่ด้วยกันเนือง ๆ. ในเด็กสองคนนั้น บุตรของบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อจะทอดขลุบ. ระลึกถึงพุทธานุสสติแล้วกล่าวว่า “นโม พุทฺธสฺส” แล้วจึงทอดขลุบ. เด็กนอกนี้ระลึกเฉพาะพระคุณทั้งหลาย ของพวกเดียรถีย์แล้ว กล่าวว่า “นโม อรหนฺตานิ” แล้วจึงทอด.

ในเด็กสองคนนั้น บุตรของบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ย่อมชนะ, เด็กคนนอกนี้ ย่อมแพ้. บุตรของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น เห็นกิริยาของบุตรผู้เป็นสัมมาทิฏฐินั้นแล้ว คิดว่า “เพื่อนคนนี้ ระลึกแล้วอย่างนั้น กล่าวแล้วอย่างนั้น ทอดขลุบไปจึงชนะเรา, แม้เราก็จักทำอย่างนั้น (บ้าง)” ได้ทำการสั่งสมในพุทธานุสสติแล้ว.

เด็กผู้เป็นสัมมาทิฏฐิไปป่ากับบิดา

ภายหลังวันหนึ่ง บิดาของเด็กผู้เป็นสัมมาทิฏฐินั้น เทียมเกวียนแล้วไปเพื่อต้องการไม้ ได้พาเด็กแม้นั้นไปแล้ว บรรทุกเกวียนให้เต็มแล้วด้วยไม้ในดง ขับมาอยู่ (ถึง) ภายนอกเมือง ปล่อยโคไปในที่อันมีความสำราญด้วยน้ำ ในที่ใกล้ป่าช้า แล้วได้กระทำการจัดแจงภัต.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 170

ลำดับนั้น โคของเขาเข้าไปสู่เมืองกับหมู่โคที่เข้าไปสู่เมืองในเวลาเย็น. ฝ่ายนายสากฏิกะเที่ยวติดตามโคอยู่ เข้าไปสู่เมืองแล้วในเวลาเย็นพบโคแล้วจูงออกไปอยู่ ไม่ทันถึงประตู ก็เมื่อเขายังไม่ทันถึงนั่นแหละ, ประตูปิดเสียแล้ว. ขณะนั้น บุตรของเขาผู้เดียวเท่านั้น นอนแล้วในภายใต้แห่งเกวียนในส่วนแห่งราตรีก้าวลงสู่ความหลับแล้ว.

เจริญพุทธานุสสติป้องกันอมนุษย์ได้

ก็กรุงราชคฤห์ แม้ตามปกติก็มากไปด้วยอมนุษย์. อนึ่ง เด็กนี้ก็นอนแล้วในที่ใกล้แห่งป่าช้า. พวกอมนุษย์ในที่ใกล้แห่งป่าช้านั้นเห็นเขาแล้ว. อมนุษย์คนหนึ่ง ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเสี้ยนหนามต่อพระศาสนา, อมนุษย์ตนหนึ่ง เป็นสัมมาทิฏฐิ.

ในอมนุษย์ทั้งสองนั้น อมนุษย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิกล่าวว่า “เด็กคนนี้เป็นภักษาหารของพวกเรา, พวกเราจงเคี้ยวกินเด็กคนนี้.” อมนุษย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐินอกนี้ ห้ามอมนุษย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ด้วยคำว่า “อย่าเลย, ท่านอย่าชอบใจเลย.” อมนุษย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น แม้ถูกอมนุษย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐินั้นห้ามอยู่ ก็ไม่เอื้อเฟื้อถ้อยคำของเขา จับเท้าเด็กคร่ามาแล้ว.

ในขณะนั้น เด็กนั้นกล่าวว่า “นโม พุทฺธสฺส” เพราะความที่ตนเป็นผู้สั่งสมในพุทธานุสสติ. อมนุษย์กลัวภัยใหญ่ จึงได้ถอยไปยืนอยู่แล้ว. อมนุษย์รักษาและบำรุงเด็กผู้นอนในป่าคนเดียว

ลำดับนั้น อมนุษย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐินอกนี้ กล่าวกะอมนุษย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินั้นว่า.“พวกเราทำสิ่งอันไม่ควรทำเสียแล้ว, พวกเราจงทำทัณฑกรรมเพื่อเด็กนั้นเสียเถิด” ดังนี้แล้ว ได้ยืนรักษาเด็กนั้น. อมนุษย์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 171

ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิเข้าไปสู่พระนคร ยังถาดโภชนะของพระราชาให้เต็มแล้วนำโภชนะมา.

ต่อมา อมนุษย์แม้ทั้งสองเป็นประดุจว่ามารดาและบิดาของเด็กนั้นปลุกเด็กนั้นให้ลุกขึ้นแล้ว ให้บริโภคโภชนะนั้น ประกาศความเป็นไปนั้นแล้ว จารึกอักษรที่ถาดโภชนะ ด้วยอานุภาพของยักษ์ ด้วยอธิษฐานว่า “พระราชาเท่านั้น จงเห็นอักษรเหล่านี้, คนอื่นจงอย่าเห็น” ดังนี้แล้วจึงไป.

ในวันรุ่งขึ้น พวกราชบุรุษทำความโกลาหลอยู่ว่า “พวกโจรลักเอาภัณฑะคือภาชนะไปจากราชตระกูลแล้ว” จึงปิดประตูทั้งหลายแล้วค้นดู เมื่อไม่เห็นในพระนคร จึงออกจากพระนคร ตรวจดูข้างโน้นและข้างนี้ จึงเห็นถาดอันเป็นวิการแห่งทองคำบนเกวียนที่บรรทุกฟืน จึงจับเด็กนั้น ด้วยความสำคัญว่า “เด็กนี้เป็นโจร” ดังนี้แล้ว แสดงแด่พระราชา. เด็กถูกไต่สวน

พระราชาทอดพระเนตรเห็นอักษรทั้งหลายแล้ว ตรัสถามว่า “นี่อะไรกัน ? พ่อ.” เด็กนั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ทราบ, มารดาบิดาของข้าพระองค์มาให้บริโภคในราตรีแล้วได้ยืนรักษาอยู่. ข้าพระองค์คิดว่า ‘มารดาบิดารักษาเราอยู่” จึงไม่มีความกลัวเลย เข้าถึงความหลับแล้ว, ข้าพระองค์ทราบเพียงเท่านี้.”

ลำดับนั้น แม้มารดาและบิดาของเด็กนั้น ก็ได้ไปสู่ที่นั้นแล้ว. พระราชาทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ทรงพาชนทั้งสามนั้นไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูลความเป็นไปทั้งปวงแล้ว ทูลถามว่า “ข้าแต่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 172

พระองค์ผู้เจริญ พุทธานุสสติเท่านั้น ย่อมเป็นคุณชาติเครื่องรักษาหรือหนอแล ? หรือว่าอนุสสติอื่น แม้มีธัมมานุสสติเป็นต้น ก็เป็นคุณชาติเครื่องรักษา.”

พระศาสดาทรงแสดงฐานะ ๖

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสแก่พระราชานั้นว่า “มหาบพิตร พุทธานุสสติอย่างเดียวเท่านั้น เป็นคุณชาติเครื่องรักษาก็หามิได้, ก็จิตอันชนเหล่าใดอบรมดีแล้วโดยฐานะ ๖. กิจด้วยอันรักษาและป้องกันอย่างอื่นหรือด้วยมนต์และโอสถ ย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงฐานะ ๖ ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

๕. สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ ทา โคตมสาวกา

เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ.

ปฺปพุทฺธํ พุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา

สํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ ธมฺมคตา สติ.

ปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา

สํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ สงฺฆคตา สติ.

ปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา

สํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ กายคตา สติ.

ปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา

สํ ทิวา จ รตฺโต จ อหึสาย รโต มโน.

ปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา

สํ. ทิวา จ รตฺโต จ ภาวนาย รโต นโน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 173

“สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.

สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.

สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.

สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในกายเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.

ใจของชนเหล่าใด ยินดีแล้วในอันไม่เบียดเบียนทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.

ใจของชนเหล่าใด ยินดีแล้วในภาวนา ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระโคดมตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้นยึดสติอันไปแล้วในพระพุทธเจ้า หลับอยู่นั่นเทียวเมื่อตื่น ชื่อว่าตื่นอยู่ด้วยดี.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 174

บาทพระคาถาว่า สทา โคตมสาวกา ความว่า ชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม เพราะความที่ตนเป็นผู้เกิดแล้วในที่สุดแห่งการฟังแห่งพระพุทธเจ้าผู้โคตมโคตร (และ) เพราะความเป็นคืออันฟังอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นนั่นแล.

สองบทว่า พุทฺธคตา สติ ความว่า สติของชนเหล่าใดปรารภพระพุทธคุณทั้งหลายอันต่างด้วยคุณมีว่า “อิติปิ โส ภควา” เป็นต้น เกิดขึ้นอยู่ มีอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์, ชนเหล่านั้น ชื่อว่าตื่นอยู่ด้วยดีแม้ในกาลทุกเมื่อ. ก็ชนเหล่านั้น เมื่อไม่อาจ (เพื่อจะกระทำ) อย่างนั้นได้ทำซึ่งพุทธานุสสติไว้ในใจ ในวันหนึ่ง ๓ เวลา ๒ เวลา (หรือ) แม้เวลาเดียว ชื่อว่าตื่นอยู่ด้วยดีเหมือนกัน.

สองบทว่า ธมฺมคตา สต ความว่า สติที่ปรารภพระธรรมคุณทั้งหลาย อันต่างด้วยคุณมีว่า “สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม” เป็นต้น อันเกิดขึ้นอยู่.

สองบทว่า สงฺฆคตา สติ ความว่า สติที่ปรารภพระสังฆคุณทั้งหลายอันต่างด้วยคุณมีว่า “สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ” เป็นต้น อันเกิดขึ้นอยู่.

สองบทว่า กายคตา สติ ความว่า สติอันเกิดขึ้นอยู่ ด้วยสามารถแห่งอาการ ๓๒ ด้วยสามารถแห่งการอยู่ในป่าช้า ๙ ด้วยสามารถแห่งรูปฌานมีนีลกสิณอันเป็นไปในภายในเป็นต้น.

สองบทว่า อหึสาย รโต ความว่า ยินดีแล้วในกรุณาภาวนา (การเจริญกรุณา) อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า “ภิกษุนั้นมีใจสหรคตด้วยกรุณา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 175

บทว่า ภาวนาย ได้แก่ เมตตาภาวนา, จริงอยู่ ภาวนาที่เหลือแม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในบทว่า “ภาวนาย” นี้ เพราะความที่กรุณาภาวนาพระองค์ตรัสไว้แล้วในหนหลังแม้โดยแท้, ถึงดังนั้น เมตตาภาวนาเท่านั้น พระองค์ทรงประสงค์เอาในบทว่า “ภาวนาย” นี้, คำที่เหลือ ผู้ศึกษาพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในคาถาต้นนั้นเทียว.

ในกาลจบเทศนา ทารกนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยมารดาและบิดาแล้ว. ครั้นภายหลัง ชนแม้ทั้งหมดบวชแล้วบรรลุพระอรหัต. เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องนายทารุสากฏิกะ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 176

๖. เรื่องภิกษุวัชชีบุตร [๒๑๙]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยกรุงไพศาลี ประทับอยู่ในป่ามหาวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชีรูปใดรูปหนึ่ง ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวหมายเอาว่า* “ภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชีรูปใดรูปหนึ่ง อยู่ในราวป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ใกล้เมืองไพศาลี. ก็โดยสมัยนั้นแล ในกรุงไพศาลีมีการเล่นมหรสพตลอดคืนยังรุ่ง. ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้นได้ยินเสียงกึกก้องแห่งดนตรีที่เขาดีแล้วและประโคมแล้ว คร่ำครวญอยู่ กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า :-

“พวกเราผู้เดียว ย่อมอยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่า, ในราตรีเช่นนี้ บัดนี้ ใครเล่า ? ที่เลวกว่าพวกเรา.”

ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ” เป็นต้น.

เสียงกึกก้องเป็นปรปักษ์ต่อสมณเพศ

ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเป็นราชโอรสในแคว้นวัชชี สละราชสมบัติที่ถึงแล้วตามวาระ บวชแล้วในกรุงไพศาลี, เมื่อทั่วทั้งพระนครอันเขาประดับแล้วด้วยเครื่องประดับทั้งหลาย มีธงชัยและธงแผ่นผ้าเป็นต้น กระทำให้เนื่องเป็นอันเดียวกันกับชั้นจาตุมหาราช, เมื่อวาระเป็นที่เล่นมหรสพตลอดคืนยังรุ่ง ในวันเพ็ญเป็นที่บานแห่งดอกโกมุทเป็นไปอยู่, ได้ยินเสียงกึกก้องแห่งดนตรี มีกลองเป็นต้นที่เขาตีแล้ว และเสียงดนตรีมีพิณเป็นต้น ที่เขาประโคมแล้ว, เมื่อพระราชาเจ็ดพันเจ็ดร้อยเจ็ดพระองค์,

  • สํ. ส. ๑๕/ ข้อ ๗๘๓ วัชชีปุตตสูตร.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 177

และข้าราชบริพารทั้งหลาย มีอุปราชและเสนาบดีเป็นต้นของพระราชาเหล่านั้น ก็มีจำนวนเท่านั้นเหมือนกัน ซึ่งมีอยู่ในกรุงไพศาลี ประดับประดาแล้ว ก้าวลงสู่ถนนเพื่อต้องการจะเล่นนักษัตร, จงกรม (เดินกลับไปกลับมา) อยู่ที่จงกรมใหญ่ ประมาณ ๖๐ ศอก เห็นพระจันทร์เต็มดวงเด่นอยู่ในกลางท้องฟ้า ยืนพิงแผ่นกระดาน ณ ที่สุดจงกรมแล้ว มองดูอัตภาพประดุจไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า เพราะความที่ตนเว้นแล้วจากผ้าสำหรับโพกและเครื่องอลังการ คิดอยู่ว่า “คนอื่นที่เลวกว่าเรา มีอยู่หรือหนอ ?” แม้ประกอบด้วยคุณมีการอยู่ป่าเป็นวัตรเป็นต้นตามปกติ ในขณะนั้น ถูกความไม่ยินดียิ่งบีบคั้น จึงกล่าวอย่างนั้น.

เทวดากล่าวคาถาให้เกิดความสังเวช

ท่านได้ยินคาถานี้ ซึ่งเทวดาผู้สิงอยู่ในไพรสณฑ์นั้น กล่าวแล้วว่า* :-

“ท่านผู้เดียว อยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า, ชนเป็นอันมาก ย่อมกระหยิ่งต่อท่านนั้น ราวกะว่าพวกสัตว์นรก กระหยิ่มต่อชนทั้งหลาย ผู้ไปสู่สวรรค์ฉะนั้น.

ด้วยความประสงค์ว่า “เราจักยังภิกษุนี้ให้สังเวช” ในวันรุ่งขึ้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง.

พระศาสดาทรงแสดงทุกข์ ๕ อย่าง

พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ประสงค์จะประกาศความที่ฆราวาสเป็นทุกข์ จึงทรงรวบรวมทุกข์ ๕ อย่างแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  • สํ. ส. ๑๕/ข้อ ๗๘๕.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 178

๖. ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา

ทุกฺโข สมานสํวาโส ทุกฺขานุปติตทฺธคู

ตสฺมา น จทฺธคู สิยา น จ ทุกฺขานุปติโต สิยา.

“การบวชก็ยาก การยินดีก็ยาก เรือนที่ปกครองไม่ดี ให้เกิดทุกข์ การอยู่ร่วมกับผู้เสมอกัน* เป็นทุกข์ ผู้เดินทางไกล ก็ถูกทุกข์ติดตาม, เพราะฉะนั้นไม่พึงเป็นผู้เดินทางไกล และไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์ติดตาม.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุปฺกพฺพชฺชํ ความว่า ชื่อว่า การละกองแห่งโภคะน้อยก็ตาม มากก็ตาม และเครือญาติ บวชมอบอุระ (ถวายชีวิต) ในศาสนานี้ เป็นการยาก.

บทว่า ทุรภิรมํ ความว่า การที่กุลบุตรแม้บวชแล้วอย่างนั้น สืบต่อความเป็นไปแห่งชีวิต ด้วยการเที่ยวไปเพื่อภิกษา ยินดียิ่ง ด้วยสามารถแห่งการคุ้มครองคุณคือศีลอันไม่มีประมาณ และบำเพ็ญข้อปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมให้บริบูรณ์ เป็นการยาก.

บทว่า ทุราวาสา ความว่า ก็ราชกิจของพระราชา อิสรกิจของอิสรชนทั้งหลาย อันผู้ครองเรือนต้องนำไป, ชนข้างเคียงและสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม อันผู้ครองเรือนต้องสงเคราะห์, แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ การครองเรือนก็เต็มได้ยาก เหมือนหม้อที่ทะลุและมหาสมุทร; เพราะฉะนั้น ชื่อว่าเรือนเหล่านั่น ที่ปกครองไม่ดีจึงชื่อว่าให้เกิดทุกข์

  • ตามนัยอรรถกถา ประสงค์จะให้หมายความว่า การอยู่ร่วมกับผู้ไม่เสมอกัน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 179

คือให้ลำบากเพื่อจะอยู่ครอบครอง เพราะเหตุนั้นนั่นแล.

บาทพระคาถาว่า ทุกฺโข สมานสํวาโส ความว่า จริงอยู่ ชนเหล่าใดเป็นคฤหัสถ์ แม้เสมอกันโดยชาติ โคตร ตระกูล และโภคะก็ตาม เป็นบรรพชิต เสมอกันโดยคุณทั้งหลาย มีศีล อาจาระและพาหุสัจจะเป็นต้นก็ตาม (แต่) กล่าวคำเป็นต้นว่า “ท่านเป็นใคร ? เราเป็นใคร ?” เป็นผู้ขวนขวายในอธิกรณ์อยู่, ชนเหล่านั้น ชื่อว่าผู้ไม่เสมอกัน, ชื่อว่าการอยู่ร่วมกับชนเหล่านั้นเป็นทุกข์.”

บาทพระคาถาว่า ทุกฺขานุปติตทฺธคู ความว่า ชนเหล่าใดชื่อว่า ผู้เดินทางไกล เพราะความเป็นผู้ดำเนินไปสู่ทางไกล กล่าวคือวัฏฏะ; ชนเหล่านั้นถูกทุกข์ติดตามแท้.

สองบทว่า ตสฺมา น จทฺธคู ความว่า แม้ความเป็นผู้อันทุกข์ติดตาม ก็เป็นทุกข์ แม้ความเป็นผู้เดินทางไกล ก็เป็นทุกข์; เพราะฉะนั้นบุคคลไม่พึงเป็นผู้ชื่อว่าเดินทางไกล เพราะการเดินทางไกลกล่าวคือวัฏฏะด้วย ไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์มีประการดังกล่าวแล้วติดตามด้วย.

ในกาลจบเทศนา ภิกษุนั้นเบื่อหน่ายในทุกข์ที่พระองค์ตรัสในฐานะ ๕ แล้ว ทำลายสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ* ๕ อันเป็นส่วนเบื้องสูง** ๕ ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุวัชชีบุตร จบ.

____________________

  • สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ.
    • รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 180

๗. เรื่องจิตตคฤหบดี [๒๒๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภจิตตคฤหบดีตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “สทฺโธ สีเลน สมฺปนฺโน” เป็นต้น.

ลาภสักการะเกิดขึ้นแก่จิตตคฤหบดี

เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในวรรณนาแห่งพระคาถา ในพาลวรรคว่า “อสนฺตํ ภาวมิจฺเฉยฺย” เป็นต้น. แม้พระคาถา (นี้) ก็มาแล้วในพาลวรรคนั้นเหมือนกัน. จริงอยู่ ในพาลวรรคนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า (พระอานนทเถระ ทูลถามพระศาสดาว่า)” ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญก็สักการะนี้เกิดขึ้นแก่คฤหบดีนั่น แม้ผู้มาสู่สำนักของพระองค์เท่านั้นหรือ ? หรือแม้ไปในที่อื่นก็เกิดขึ้นเหมือนกัน ?”

พระศาสดาตรัสว่า “อานนท์ เมื่อจิตตคฤหบดีนั้นมาสู่สำนักของเราก็ดี ไปในที่อื่นก็ดี, สักการะย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น, เพราะอุบาสกนี้ เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยศีล, อุบาสกผู้เห็นปานนี้ ย่อมไปประเทศใด ๆ; ลาภสักการะย่อมเกิดแก่เขาในประเทศนั้น ๆ ทีเดียว” ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๗. สทฺโธ สีเลน สมฺปนฺโน ยโสโภคสมปฺปิโต

ยํ ยํ ปเทสํ ภชติ ตตฺถ ตตฺเถว ปูชิโต.

“ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อมด้วย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 181

ยศและโภคะ จะไปประเทศใด ๆ, ย่อมเป็นผู้อันเขาบูชาแล้ว ในประเทศนั้น ๆ ทีเดียว.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺโธ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยศรัทธาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ.

บทว่า สีเลน ความว่า ศีลมี ๒ อย่าง คือ ศีลสำหรับผู้ครองเรือน ๑ ศีลสำหรับผู้ไม่ครองเรือน ๑, ใน ๒ อย่างนั้น ศีลสำหรับผู้ครองเรือน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในบทนี้, ความว่า ผู้ประกอบด้วยศีลสำหรับผู้ครองเรือนนั้น.

บาทพระคาถาว่า ยโสโภคสมปฺปิโต ความว่า ผู้ประกอบแล้วด้วยยศสำหรับผู้ครองเรือน กล่าวคือความมีอุบาสก ๕๐๐ เป็นบริวาร เช่นของชนทั้งหลาย มีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น และด้วยโภคะ ๒ อย่าง (คือ) โภคะมีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้นอย่างหนึ่ง คืออริยทรัพย์ ๗ อย่างหนึ่ง.

สองบทว่า ยํ ยํ เป็นต้น ความว่า กุลบุตรผู้เห็นปานนี้ ไปสู่ประเทศใด ๆ ในทิศทั้งหลายมีทิศตะวันออกเป็นต้น; ย่อมเป็นผู้อันเขาบูชาแล้วในประเทศนั้น ๆ ด้วยลาภและสักการะเห็นปานนั้นเทียว.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องจิตตคฤหบดี จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 182

๘. เรื่องนางจูฬสุภัททา [๒๒๑]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ชื่อจูฬสุภัททา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ” เป็นต้น. สองเศรษฐีทำกติกาต่อกัน

ดังได้สดับมา เศรษฐีบุตรชื่ออุคคะ ชาวอุคคนครได้เป็นสหายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ตั้งแต่เวลาที่ยังเป็นหนุ่ม. สหายทั้งสองนั้น เรียนศิลปะอยู่ในตระกูลอาจารย์เดียวกัน ทำกติกาต่อกันว่า “ในเวลาที่เราทั้งสองเจริญวัย เมื่อบุตรและธิดาเกิดแล้ว, ผู้ใดขอธิดาเพื่อประโยชน์แก่บุตร: ผู้นั้นต้องให้ธิดาแก่ผู้นั้น” เขาทั้งสองเจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในตำแหน่งเศรษฐีในนครของตน ๆ.

สมัยหนึ่ง อุคคเศรษฐีประกอบการค้าขาย ได้ไปยังกรุงสาวัตถีด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม. อนาถบิณฑิกเศรษฐี เรียกนางจูฬสุภัททาธิดาของตนมาสั่งว่า “แม่ บิดาของเจ้าชื่ออุคคเศรษฐีมา, กิจที่ควรทำแก่เขา จงเป็นภาระของเจ้า.”

อุคคเศรษฐีขอนางจูฬสุภัททาเพื่อบุตร

นางรับว่า “ดีละ” จึงจัดโภชนะมีแกงและกับเป็นต้น ด้วยมือของตนเอง จำเดิมแต่วันอุคคเศรษฐีนั้นมา, เตรียมวัตถุต่าง ๆ มีระเบียบดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้นไว้, ในเวลาบริโภค ก็จัดน้ำสำหรับอาบไว้ (คอย) ท่านเศรษฐีนั้น ตั้งแต่เวลาอาบน้ำไป ย่อมทำกิจทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 183

อุคคเศรษฐี เห็นอาจารสมบัติของนางสุภัททานั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส

ในวันหนึ่ง นั่งอยู่กับ*อนาถบิณฑิกเศรษฐี ด้วยกถาอันปรารภความสุขแล้ว นึกได้ว่า “ในเวลายังเป็นหนุ่ม เราทั้งสองทำกติกาชื่ออย่างนี้ไว้แล้ว” จึงขอนางจูฬสุภัททา เพื่อประโยชน์แก่บุตรของตน. แต่อุคคเศรษฐีนั้นโดยปกติเป็นมิจฉาทิฏฐิ; เพราะฉะนั้น อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงกราบทูลความนั้นแด่พระทศพล อันพระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของอุคคเศรษฐีแล้วทรงอนุญาต, จึงปรึกษากับภรรยา แล้วรับคำของอุคคเศรษฐีนั้น กำหนดวัน (แต่งงาน) แล้ว, ทำสักการะเป็นอันมาก เหมือนอย่างธนญชัยเศรษฐีทำให้นางวิสาขาผู้เป็นธิดา แล้วส่งไปฉะนั้น, เรียกนางสุภัททามาแล้ว ให้โอวาท ๑๐ ข้อ เป็นต้นว่า “แม่ ธรรมดาสตรีผู้อยู่ในตระกูลพ่อผัว ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก” โดยนัยที่ธนญชัยเศรษฐีให้แก่นางวิสาขานั่นแล เมื่อจะส่งไป ยึดเอากุฎุมพี ๘ คนให้เป็นผู้รับรองว่า “ถ้าโทษของธิดาข้าพเจ้าเกิดขึ้นในที่ไปแล้ว, พวกท่านต้องชำระ,” ในวันเป็นที่ส่งธิดานั้นไป ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว, ส่งธิดาไปด้วยสักการะเป็นอันมาก ประหนึ่งจะแสดงความเจริญแห่งผลสุจริตทั้งหลาย อันธิดาทำไว้แล้วในภพก่อนให้ปรากฏแก่ชาวโลก. ในเวลานางถึงอุคคนครโดยลำดับ มหาชนพร้อมกับตระกูลพ่อผัว ได้ทำการต้อนรับ.

ฝ่ายนางจูฬสุภัททานั่น แสดงตนแก่ชาวนครทั้งสิ้น เหมือนนางวิสาขา เพื่อทำสิริสมบัติของตนให้ปรากฏ ยืนอยู่บนรถเข้าไปสู่นคร รับเครื่องบรรณาการที่ชาวนครส่งมาแล้ว ส่งไป [ตอบแทน] แก่ชนเหล่า

  • นั่งสนทนากันตามสบายกับอนาถบิณฑิกเศรษฐี.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 184

นั้น ๆ ด้วยสามารถแห่งวัตถุตามสมควร ได้ทำชาวนครทั้งสิ้นให้เนื่องเป็นอันเดียวกับด้วยคุณของตน. พ่อผัวให้นางจูฬสุภัททาไหว้ชีเปลือย

ก็ในวันมงคลเป็นต้น พ่อผัวของนาง เมื่อจะทำสักการะแก่พวกชีเปลือย ส่งไปด้วยคำว่า “นางจงมาไหว้พระสมณะทั้งหลายของพวกเรา.”

นางไม่อาจเพื่อจะดูชีเปลือยทั้งหลาย เพราะละอาย ไม่ปรารถนาจะไป. พ่อผัวนั้น แม้ส่ง (ข่าว) ไปบ่อย ๆ ถูกนางห้ามแล้ว จึงโกรธพูดว่า “พวกเธอจงขับไล่มันไปเสีย.”

นางคิดว่า “พ่อผัวไม่อาจยกโทษแก่เรา เพราะเหตุไม่สมควรได้” ให้คนเรียกกุฎุมพีมาแล้ว บอกความนั้น. กุฏุมพีเหล่านั้น ทราบความที่นางไม่มีโทษ จึงให้เศรษฐียินยอมแล้ว. เขาบอกแก่ภรรยาว่า “ลูกสะใภ้นี้ไม่ไหว้พระสมณะทั้งหลายของเรา ด้วยเข้าใจว่า “เป็นผู้ไม่มีความละอาย.”

ภรรยาเศรษฐีนั้น คิดว่า “พวกสมณะของลูกสะใภ้นี้ เป็นเช่นไรหนอแล ? นางสรรเสริญพระสมณะเหล่านั้นเหลือเกิน” ให้คนเรียกนางมาแล้ว พูดว่า :- “พวกพระสมณะของเจ้า เป็นเช่นไร ? เจ้าจึงสรรเสริญพระสมณะเหล่านั้นนักหนา. พระสมณะเหล่านั้น มีปกติอย่างไร ? มีสมาจารอย่างไร ? เจ้าอันเราถามแล้ว จงบอกเรื่องนั้นแก่เรา.”

ลำดับนั้น นางสุภัททาประกาศคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้า แก่แม่ผัวนั้นอยู่ ให้แม่ผัวยินดีแล้วด้วยคำทั้งหลายมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า :-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 185

สะใภ้บอกสมณภาพแก่แม่ผัว

“ท่านผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ท่านเดินยืนเรียบร้อย, มีจักษุทอดลง พูดพอประมาณ, พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. กายกรรมของท่านสะอาด. วจีกรรมไม่มัวหมอง, มโนกรรมหมดจดดี. พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. ท่านไม่มีมลทิน มีรัศมีดุจสังข์และมุกดา บริสุทธิ์ทั้งภายใน ภายนอกเต็มแล้วด้วยธรรมอันหมดจดทั้งหลาย. พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะลาภ และฟุบลงเพราะเสื่อมลาภ, ท่านผู้ตั้งอยู่อย่างเดียวเพราะลาภและเสื่อมลาภ. พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะยศ และฟุบลงเพราะเสื่อมยศ, ท่านผู้ตั้งอยู่อย่างเดียวเพราะยศและเสื่อมยศ, พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะสรรเสริญ และฟุบลงแม้เพราะนินทา, ท่านผู้สม่ำเสมอในเพราะนินทาและสรรเสริญ, พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะสุข และฟุบลงแม้เพราะทุกข์, ท่านไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์, พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น.”

นางจูฬสุภัททานิมนต์ภิกษุสงฆ์ฉันอาหาร

ลำดับนั้น แม่ผัวกล่าวกะนางว่า “เจ้าอาจแสดงสมณะทั้งหลายของ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 186

เจ้า แม้แก่พวกฉันได้หรือ” เมื่อนางตอบว่า “อาจ” จึงพูดว่า “ถ้ากระนั้น เจ้าจงทำโดยประการที่พวกฉันจะเห็นสมณะเหล่านั้น.” นางรับว่า “ดีละ” ตระเตรียมมหาทานเพื่อภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้วยืนอยู่บนพื้นปราสาทชั้นบน ผินหน้าไปเฉพาะพระเชตวัน ไหว้โดยเคารพด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ระลึกถึงพระพุทธคุณทั้งหลาย ทำการบูชาด้วยของหอม เครื่องอบ ดอกไม้และธูป กล่าว (อัญเชิญ) ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันเช้าในวันรุ่งขึ้น, ด้วยสัญญาณของข้าพเจ้านี้ ขอพระศาสดาจงทราบว่า เป็นผู้อันข้าพเจ้านิมนต์แล้ว” ดังนี้แล้ว จึงซัดดอกมะลิ ๘ กำไปในอากาศ.

ดอกไม้ทั้งหลาย ลอยไปเป็นเพดานอันสำเร็จด้วยระเบียบดอกไม้ได้คงที่อยู่เบื้องบนพระศาสดา ผู้ทรงแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท ๔. สัตบุรุษย่อมปรากฏในที่ไกล

ในขณะนั้น แม้อนาถบิณฑิกเศรษฐีสดับธรรมกถาแล้ว นิมนต์พระศาสดา เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้. พระศาสดาตรัสว่า “คฤหบดี ตถาคตรับภัตเพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว,” เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนอื่นมาก่อนกว่าข้าพระองค์ไม่มี, พระองค์ทรงรับภัตของใครหนอแล ?” ตรัสว่า “คฤหบดี นางจูฬสุภัททานิมนต์ไว้แล้ว.” เมื่อท่านเศรษฐีกล่าวว่า “นางสุภัททาอยู่ในที่ไกลที่สุดประมาณ ๑๒๐ โยชน์แต่ที่นี้มิใช่หรือ ? พระเจ้าข้า “ตรัสว่า “จ้ะ คฤหบดี. ก็สัตบุรุษทั้งหลาย แม้อยู่ในที่ไกล ย่อมปรากฏเหมือนยืนอยู่เฉพาะหน้า” ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 187

๘. ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ หิมวนฺโตว ปพฺพโต

อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ รตฺติขิตฺตา ยถา สรา.

“สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมพานต์, (ส่วน) อสัตบุรุษ ย่อมไม่ปรากฏในที่นี้, เหมือนลูกศรอันเขาซัด (ยิง) ไปในราตรีฉะนั้น.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺโต เป็นต้น ความว่า ปราชญ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ชื่อว่าสัตบุรุษ เพราะความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น สงบแล้ว, แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์สัตว์ผู้มีอธิการ (บุญ) อันทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน มีกุศลมูลสั่งสมไว้แล้ว (และ) อบรมภาวนาแล้วว่า “สัตบุรุษ.”

บทว่า ปกาเสนฺติ ความว่า แม้ยืนอยู่ที่ไกล เมื่อมาสู่คลองพระญาณแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมปรากฏได้.

บทว่า หิมวนฺโตว ความว่า เหมือนอย่างว่า ภูเขาหิมพานต์กว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ สูง ๕๐๐ โยชน์ ประดับด้วยยอด ๘๔,๐๐๐ ย่อมปรากฏแม้แก่ชนทั้งหลายผู้ยืนอยู่ในที่ไกล เหมือนตั้งอยู่เฉพาะหน้า ฉันใด; สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฏ ฉันนั้น.

บทว่า อสนฺเตตฺถ ความว่า บุคคลพาล หนักในทิฏฐธรรม มีปรโลกอันผ่านไปแล้ว เห็นแก่อามิส บวชเพื่อประโยชน์แก่ชีวิต ชื่อว่า อสัตบุรุษ, อสัตบุรุษเหล่านั้น แม้นั่งในที่นี้ คือในที่ใกล้มณฑลแห่งพระชานุเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏ คือย่อมไม่ทราบ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 188

สองบทว่า รตฺตึ ขิตฺตา คือเหมือนลูกศรที่ยิงไปในราตรี คือในที่มืด ประกอบด้วยองค์ ๔.*

อธิบายว่า อสัตบุรุษเหล่านั้น ย่อมไม่ปรากฏเพราะความไม่มีแห่งบุรพเหตุ ซึ่งเป็นอุปนิสัยเห็นปานนั้น.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น.

วิสสุกรรมนิรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลัง

แม้ท้าวสักกเทวราชแล ทรงทราบว่า “พระศาสดาทรงรับนิมนต์ของนางจูฬสุภัททาแล้ว” ทรงบังคับวิสสุกรรมเทพบุตรว่า “ท่านจงนิรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลัง แล้วนำภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ไปสู่อุคคนครในวันพรุ่งนี้.

ในวันรุ่งขึ้น วิสสุกรรมเทพบุตรนั้น นิรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลังแล้ว ได้ยืนอยู่ที่ประตูแห่งพระเชตวัน. พระศาสดาทรงเลือกแล้ว พาภิกษุขีณาสพผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้น ๕๐๐ รูป พร้อมด้วยบริวารประทับนั่งในเรือนยอดแล้ว ได้เสด็จไปยังอุคคนคร.

อุคคเศรษฐีกลับเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

แม้อุคคเศรษฐีพร้อมด้วยบริวาร แลดูทางเสด็จมาแห่งพระตถาคต โดยนัยอันนางสุภัททาให้แล้ว เห็นพระศาสดาเสด็จมาด้วยสิริสมบัติใหญ่เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ทำสักการะด้วยวัตถุทั้งหลาย มีระเบียบดอกไม้เป็นต้น ต้อนรับแล้ว ถวายบังคม ถวายมหาทาน นิมนต์ซ้ำอีก ได้ถวายมหาทานสิ้น ๗ วัน.

  • วันแรม ๑๔-๑๕ ค่ำ ๑ เที่ยงคืน ๑ ดงทึบ ๑ ก้อนเมฆ ๑.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 189

แม้พระศาสดา ทรงกำหนดธรรมเป็นที่สบายของเศรษฐีนั้นแล้วทรงแสดงธรรม. สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ทำเศรษฐีนั้นให้เป็นต้น ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว.

พระศาสดา เพื่อทรงอนุเคราะห์นางสุภัททา จึงรับสั่งให้พระอนุรุทธเถระกลับ ด้วยพระดำรัสว่า “เธอจงพักอยู่ในที่นี่แหละ” แล้วได้เสด็จไปยังกรุงสาวัตถีทีเดียว. ตั้งแต่นั้นมา ชาวนครนั้นได้มี ศรัทธาเลื่อมใสดังนี้แล.

เรื่องนางจูฬสุภัททา จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 190

๙. เรื่องพระเถระชื่อเอกวิหารี [๒๒๒]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระชื่อเอกวิหารี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “เอกาสนํ” เป็นต้น.

พวกภิกษุทูลเรื่องพระเถระแด่พระศาสดา

ได้ยินว่า พระเถระนั้นได้เป็นผู้ในปรากฏในระหว่างแห่งบริษัท ๔ ว่า “นั่งอยู่แต่ผู้เดียว เดินแต่ผู้เดียว ยืนแต่ผู้เดียว.” ต่อมาภิกษุทั้งหลายกราบทูลพระเถระนั้นแด่พระตถาคตว่า “พระเถระนี้ ชื่อว่ามีรูปอย่างนี้พระเจ้าข้า.”

ภิกษุพึงเป็นผู้สงัด

พระศาสดาประทานสาธุการว่า “สาธุ สาธุ” ดังนี้แล้วทรงสั่งสอนว่า “ธรรมดาภิกษุ พึงเป็นผู้สงัด” แล้วตรัสอานิสงส์ในวิเวก แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๙. เอกาสนํ เอกเสยฺยํ เอโก จรมตนฺทิโต

เอโก ทมยมตฺตานํ วนนฺเต รมิโต สิยา.

“ภิกษุพึงเสพที่นั่งคนเดียว ที่นอนคนเดียว, พึงเป็นผู้เดียว ไม่เกียจคร้านเที่ยวไปเป็นผู้เดียว ทรมานตน เป็นผู้ยินดียิ่งไปราวป่า.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เอกาสนํ เอกเสยฺยํ ความว่า ที่นั่งของภิกษุผู้ไม่ละมูลกัมมัฏฐาน นั่งแม้ในท่ามกลางแห่งภิกษุตั้งพัน ด้วย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 191

การทำไว้ในใจนั้นนั่นแล ชื่อว่า ที่นั่งคนเดียว. ก็ที่นอนของภิกษุผู้เข้าไปตั้งสติไว้แล้วนอนเหนือที่นอนอันเขาปูไว้ ในปราสาทเช่นกับโลหปราสาทก็ดี ในท่ามกลางภิกษุตั้งพันรูปก็ดี เป็นที่รองผ้าลาดอันวิจิตร อันควรแก่ค่ามาก โดย (ตะแคง) ข้างขวา ด้วยมนสิการในมูลกัมมัฏฐาน ชื่อว่าที่นอนคนเดียว. ภิกษุพึงเสพที่นั่งคนเดียวและที่นอนคนเดียวเห็นปานนั้น.

บทว่า อตนฺทิโต ความว่า ภิกษุเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน ด้วยการอาศัยกำลังแข้งเลี้ยงชีวิต เที่ยวไปแต่ผู้เดียวในทุก ๆ อิริยาบถ. บาทพระคาถาว่า เอโก ทมยมตฺตานํ ความว่า เป็นผู้ ๆ เดียวเท่านั้น ทรมานตน ด้วยสามารถแห่งการตามประกอบกัมมัฏฐานในที่ทั้งหลายมีที่พักกลางคืนเป็นต้น แล้วบรรลุมรรคและผล.

บาทพระคาถาว่า วนนฺเต รมิโต สิยา ความว่า ภิกษุเมื่อทรมานตนอย่างนั้น ชื่อว่า พึงเป็นผู้ยินดียิ่ง ในราวป่าอันสงัดจากเสียงทั้งหลายมีเสียงสตรีและบุรุษเป็นต้นทีเดียว. เพราะภิกษุผู้มีปกติอยู่พลุกพล่าน ไม่อาจทรมานตนอย่างนั้นได้.

ในกาลจบเทศนา ภิกษุเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น. ตั้งแต่นั้นมา มหาชนย่อมปรารถนาการอยู่คนเดียวเท่านั้นดังนี้แล.

เรื่องพระเถระชื่อเอกวิหารี จบ.

ปกิณณกวรรควรรณนา จบ.

วรรคที่ ๒๑ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 192

คาถาธรรมบท

นิรยวรรค*ที่ ๒๒ ว่าด้วยผู้มีธรรมเลวไปนรก

[๓๒] ๑. ผู้มักพูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ผู้ใดทำแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้ามิได้ทำ ชนแม้ทั้งสองนั้น เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทราม ละไปในโลกอื่นแล้วย่อมเป็นผู้เสมอกัน.

๒. ชนเป็นอันมาก มีคอพันด้วยผ้ากาสาวะ เป็นผู้มีธรรมลามก ไม่สำรวม ชนผู้ลามกเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงนรก เพราะกรรมลามกทั้งหลาย.

๓. ก้อนเหล็กอันร้อนประหนึ่งเปลวไฟ ภิกษุบริโภคยังดีกว่าภิกษุผู้ทุศีล ไม่สำรวม บริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร.

๔. นระผู้ประมาทชอบเสพภรรยาของคนอื่นย่อมถึงฐานะ ๔ อย่าง คือ การได้สิ่งที่มิใช่บุญ เป็นที่ ๑ การนอนไม่ได้ตามความปรารถนา เป็นที่ ๒ การนินทา เป็นที่ ๓ นรก เป็นที่ ๔. การได้สิ่งมิใช่บุญอย่างหนึ่ง คติลามกอย่างหนึ่ง ความยินดีของบุรุษผู้กลัว กับด้วยหญิงผู้กลัว มีประมาณน้อยอย่างหนึ่ง พระราชาย่อมลงอาญาอันหนักอย่างหนึ่งเพราะฉะนั้น นระไม่ควรเสพภรรยาของคนอื่น.

  • วรรคนี้ มีอรรถกถา ๙ เรื่อง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 193

๕. หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี ย่อมตามบาดมือนั่นเองฉันใด คุณเครื่องเป็นสมณะที่บุคคลลูบคลำไม่ดี ย่อมคร่าเขาไปในนรกฉันนั้น. การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรใดที่เศร้าหมอง พรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ กรรมทั้ง ๓ อย่างนั้นย่อมไม่มีผลมาก. หากว่าบุคคลพึงทำกรรมใด ควรทำกรรมนั้นให้จริง ควรบากบั่นทำกรรมนั้นให้มั่นเพราะว่าสมณธรรมเครื่องละเว้นที่ย่อหย่อน ยิ่งเกลี่ยธุลีลง.

๖. กรรมชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า (เพราะ) กรรมชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง ส่วนบุคคลทำกรรมใดแล้ว ไม่ตามเดือดร้อน กรรมนั้นเป็นกรรมดี อันบุคคลทำแล้วดีกว่า.

๗. ท่านทั้งหลายควรรักษาตน เหมือนกับพวกมนุษย์ป้องกันปัจจันตนคร ทั้งภายในและภายนอก ฉะนั้น. ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายเสีย เพราะว่าชนทั้งหลายผู้ล่วงเสียงขณะ เป็นผู้เบียดเสียดกันในนรก เศร้าโศกอยู่.

๘. สัตว์ทั้งหลาย ย่อมละอายเพราะสิ่งอันไม่ควรละอาย ไม่ละอายเพราะสิ่งอันควรละอาย สมาทานมิจฉาทิฏฐิ ย่อมถึงทุคติ. สัตว์ทั้งหลายย่อม พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 194 ละอายเพราะสิ่งอันควรละอาย สมาทานมิจฉาทิฏฐิย่อมถึงทุคติ สัตว์ทั้งหลายมีปกติเห็นในสิ่งอันไม่ควรกลัวว่าควรกลัว และมีปกติเห็นในสิ่งอันควรกลัวว่าไม่ควรกลัว สมาทานมิจฉาทิฏฐิ ย่อมเข้าถึงทุคติ.

๙. สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความรู้ว่ามีโทษ ในธรรมที่หาโทษนี้ได้ มีปกติเห็นว่าหาโทษมิได้ ในธรรมที่มีโทษ เห็นผู้ถือด้วยดีซึ่งมิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลายรู้ธรรมที่มีโทษโดยความเป็นธรรมมีโทษ รู้ธรรมที่หาโทษมิได้โดยความเป็นธรรมหาโทษมิได้ เป็นผู้ถือด้วยดีซึ่งสัมมาทิฏฐิ ย่อมไปสู่สุคติ.

จบนิรยวรรคที่ ๒๒.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 195

๒๒. นิรยวรรควรรณนา

๑. เรื่องนางปริยาชิกาชื่อสุนทรี ๒๒๓

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภนางปริพาชิกาชื่อสุนทรี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อภูตวาที” เป็นต้น.

พวกเดียรถีย์คิดตัดลาภสักการะพระศาสดา

เรื่องมาโดยพิสดารในอุทานนั่นแลว่า “ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันมหาชนสักการะ ทำความเคารพ นับถือ บูชาแล้ว” เป็นต้น. ส่วนเนื้อความย่อในเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า เมื่อลาภสักการะเช่นกับห้วงน้ำใหญ่แห่งปัญจมหานที เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์แล้ว, พวกอัญญเดียรถีย์ก็เสื่อมลาภสักการะ เป็นผู้อับแสง ประหนึ่งหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ร่วมประชุมปรึกษากันว่า “ตั้งแต่กาลแห่งพระสมณโคดมอุบัติขึ้น พวกเราก็เสื่อมลาภสักการะ, ใคร ๆ ย่อมไม่รู้แม้ความที่เราทั้งหลายมีอยู่, พวกเราจะพึงรวมกันกับใครหนอ ? ก่อโทษให้เกิดขึ้นแก่พระสมณโคดม แล้วยังลาภสักการะของเธอให้เสื่อมสูญ.”

พวกเดียรถีย์ให้นางสุนทรี ทำลายพระเกียรติพระศาสดา

ครั้งนั้น ความคิดได้เกิดขึ้นแก่อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นว่า “พวกเราร่วมกับนางสุนทรีจักสามารถ (ทำได้)” วันหนึ่ง พวกเขา (แกล้ง) ไม่สนทนากะนางสุนทรี ผู้เข้าไปยังอารามเดียรถีย์ ไหว้แล้วยืนอยู่. นางแม้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 196

ปราศรัยบ่อยๆ ก็ไม่ได้คำตอบ จึงถามว่า “พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ถูกใคร ๆ เบียดเบียนบ้างหรือ ?”

เดียรถีย์. น้องหญิง นางไม่เห็นพระสมณโคดมที่เที่ยวเบียดเบียนพวกเรา ทำให้เสื่อมลาภสักการะหรือ ?

นางสุนทรี. ดิฉันควรจะทำอย่างไร ในเรื่องนี้ ?

เดียรถีย์. น้องหญิง นางแลมีรูปสวย ถึงความเป็นผู้งามเลิศ จงยกโทษขึ้นแก่พระสมณโคดม แล้วให้มหาชนเชื่อถ้อยคำ ทำให้เสื่อมลาภสักการะ.

นางสุนทรีนั้น รับรองว่า “ดีละ” แล้วหลีกไป ตั้งแต่นั้นมา นางถือเอาสิ่งของมีระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ การบูรและของเผ็ดร้อนเป็นต้น เดินบ่ายหน้าตรงไปยังพระเชตะวัน ในเวลาที่มหาชนฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วกลับเข้าพระนครในเวลาเย็น, ถูกมหาชนถามว่า “ไปไหน” ก็ตอบว่า “ไปสำนักพระสมณโคดม, ฉันอยู่ในพระคันกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมนั้น” แล้วอยู่ในอารามเดียรถีย์แห่งใดแห่งหนึ่ง ย่างลงสู่ทาง (ที่ไปยัง) พระเชตะวันแต่เช้าตรู่ เดินบ่ายหน้าสู่พระนคร, นางถูกมหาชนถามว่า “ไปไหนสุนทรี ?” ตอบว่า “ฉันอยู่ในพระคันกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม ให้ท่านยินดีด้วยความยินดีเพราะกิเลสแล้ว จึงกลับมา.”

พวกภิกษุถูกพวกเดียรถีย์หาว่าฆ่านางสุนทรี

แต่นั้นมา โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน พวกเดียรถีย์ให้กหาปณะแก่พวกนักเลงแล้วกล่าวว่า “พวกท่านจงไปฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 197

ที่ระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ที่ใกล้พระคันธกุฎีของพระสมณโคดมแล้วกลับมา.”พวกนักเลงก็ได้ทำอย่างนั้น.

ลำดับนั้น เดียรถีย์ทั้งหลายได้ทำความโกลาหลขึ้นว่า “พวกเราไม่เห็นนางสุนทรี,” แล้วทูลแด่พระราชา ถูกพระราชาตรัสถามว่า “พวกท่านมีความสงสัยที่ไหน ?” ทูลว่า “นางสุนทรีอยู่ในพระเชตวันสิ้นวันเท่านี้, พวกอาตมภาพไม่ทราบความเป็นไปของนางในพระเชตวันนั้น.”

อันพระราชา ทรงอนุญาตว่า “ถ้ากระนั้น พวกท่านจงไป, ค้นพระเชตวันนั้นดูเถิด,” พาพวกอุปัฏฐากของตนไปยังพระเชตวัน ค้นอยู่ที่พบนางสุนทรีนั้น ในระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ จึงยกขึ้นเตียงเข้าไปยังพระนคร ทูลแด่พระราชาว่า “พระสาวกของพระสมณโคดมฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ด้วยคิดว่า ‘จักปกปิดกรรมลามกที่พระศาสดาทำ.”พระราชา ตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงไปเที่ยวประกาศให้ตลอดพระนครเถิด.”พวกเดียรถีย์พากันกล่าวคำเป็นต้นว่า “ขอท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของพวกสมณสักยบุตรเถิด” ในถนนแห่งพระนครแล้ว ได้ไปยังพระทวารแห่งพระราชนิเวศน์อีก. พระราชา รับสั่งให้ยกสรีระของนางสุนทรีขึ้นใส่แคร่ในป่าช้าผีดิบแล้วให้รักษาไว้. ชาวพระนครสาวัตถีเว้นพระอริยสาวกที่เหลือโดยมากพากันกล่าวคำเป็นต้นว่า “ขอท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของพวกสมณสักยบุตรเถิด” แล้วเที่ยวด่าพวกภิกษุ ในภายในพระนครบ้าง ภายนอกพระนครบ้าง ในป่าบ้าง. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคต.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 198

พระศาสดาตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น แม้พวกเธอจงกลับโจทพวกมนุษย์เหล่านั้นอย่างนั้น” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑. อภูตวาที นิรยํ อุเปติ

โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห

อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ

นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ.

“ผู้มักพูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก, หรือแม้ผู้ใดทำแล้ว กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ามิได้ทำ,’ ชนแม้ทั้งสองนั้น เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทราม ละไปในโลกอื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกัน.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภูตวาที ได้แก่ ผู้ไม่เห็นโทษของบุคคลอื่นเลย ทำการกล่าวเท็จ ตู่ผู้อื่นด้วยคำเปล่า.

บทว่า กตฺวา ความว่า หรือผู้ใดทำกรรมลามกแล้ว กล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิได้ทำกรรมนั่น.”

หลายบทว่า เปจฺจ สมา ภวนฺติ ความว่า ชนแม้ทั้งสองนั้นไปสู่ปรโลก ย่อมเป็นผู้เสมอกันโดยคติ เพราะการเข้าถึงนรก, คติของชนเหล่านั้นเท่านั้น ท่านผู้รู้กำหนดไว้แล้ว, แต่อายุของเขาท่านมิได้กำหนดไว้; เพราะว่าชนทั้งหลายทำบาปกรรมไว้มาก ย่อมไหม้ในนรกนาน ทำบาปกรรมไว้น้อย ย่อมไหม้สิ้นกาลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น; ก็เพราะกรรมที่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 199

ลามกของชนแม้ทั้งสองนั้นนั่นเอง (เป็นเหตุ), เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ.”

ก็บทว่า ปรตฺถ สัมพันธ์เข้ากับบทว่า ‘เปจฺจ’ ข้างหน้า. อธิบายว่า ชนผู้มีกรรมเลวทรามเหล่านั้น ละไปในโลกอื่น คือไปจากโลกนี้ย่อมเป็นผู้เสมอกันในปรโลก.

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

พวกฆ่านางสุนทรีถูกประหารชีวิต

พระราชา ทรงส่งราชบุรุษไปด้วยรับสั่งว่า “พวกเธอจงรู้ความที่คนอื่นฆ่านางสุนทรี.”ครั้งนั้น นักเลงเหล่านั้นดื่มสุราอยู่ด้วยกหาปณะเหล่านั้น ทำการทะเลาะกันและกัน. คนหนึ่งกล่าวกะคนหนึ่งว่า “แกฆ่านางสุนทรีด้วยประหารเพียงทีเดียวแล้ว หมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ดื่มสุราด้วยกหาปณะที่ได้มาจากการประหารนั้น, เรื่องนั้นยกเลิกเสียเถิด.”พวกราชบุรุษจึงจับนักเลงนั้นไปแสดงแด่พระราชา. ลำดับนั้น พระราชา ตรัสถามนักเลงเหล่านั้นว่า “พวกเธอฆ่านางสุนทรีหรือ ?”

พวกนักเลง. ข้าแต่สมมติเทพ พระเจ้าข้า.

พระราชา. ใครใช้พวกเธอให้ฆ่า ?

พวกนักเลง. พวกอัญญเดียรถีย์ พระเจ้าข้า.

พระราชา รับสั่งให้เรียกพวกเดียรถีย์มาแล้ว ทรงบังคับว่า “พวกเธอจงไปเที่ยวกล่าวทั่วพระนครอย่างนี้ว่า ‘นางสุนทรีนี้ ถูกพวกข้าพเจ้า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 200

ผู้ใคร่ยกโทษแก่พระสมณโคดมขึ้น ฆ่าแล้ว; โทษของพระสาวกของพระสมณโคดมไม่มี, เป็นโทษของข้าพเจ้าฝ่ายเดียว.”พวกเดียรถีย์ได้ทำอย่างนั้น. มหาชนผู้เขลาเชื่อแล้วในคราวนั้น. พวกเดียรถีย์ก็ดี พวกนักเลงก็ดี ถึงอาชญาเพราะการฆ่าคน. จำเดิมแต่นั้นมา สักการะได้มีมากแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย (ตามเคย) ดังนี้แล.

เรื่องนางปริพาชิกาชื่อสุนทรี จบ.

____________________