พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๔๐๑-๔๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 401

แผ่ซ่านไปทั่วพระนคร. ก็เมื่อขนมพอสักว่าอันเจ้าศากยะเหล่านั้น ทรงวางไว้ในพระโอษฐ์ กลิ่นนั้นได้แผ่ไปสู่เส้นสำหรับรสตั้ง ๗ พันตั้งอยู่แล้ว. เจ้าอนุรุทธะทรงดำริว่า “ในกาลก่อนแต่นี้ พระมารดาเห็นจะไม่ทรงรักเรา. เพราะในกาลอื่น พระองค์ท่านไม่เคยทอดขนมไม่มีแก่เรา.”

พระกุมารนั้นไปแล้ว ทูลกะพระมารดาอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระมารดาหม่อมฉันไม่เป็นที่รักของพระองค์หรือ ?”

มารดา. พ่อ พูดอะไร ? เจ้าเป็นที่รักยิ่งของแม่ แม้กว่านัยน์ตาทั้งสอง แม้กว่าเนื้อในหทัย.

อนุรุทธะ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าหม่อมฉันเป็นที่รักของพระองค์ไซร้.

เพราะเหตุอะไร ? ในกาลก่อน พระองค์จึงไม่ได้ประทานขนมไม่มีเห็นปานนี้แก่หม่อมฉัน.

พระนางตรัสถามบุรุษนั้นว่า “พ่อ อะไรได้มีในถาดหรือ ?”

บุรุษนั้นทูลว่า “มี พระแม่เจ้า, ถาดเต็มเปี่ยมด้วยขนมทั้งหลาย, ขนมเห็นปานนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็น.”

พระนางดำริว่า “บุตรของเราได้ทำบุญไว้แล้ว, ขนมทิพย์จักเป็นของอันเทพดาทั้งหลายส่งไปให้บุตรของเรา.”

แม้เจ้าอนุรุทธะ ก็ทูลกะพระมารดาว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า ขนมเห็นปานนี้ หม่อมฉันไม่เคยกินเลย, จำเดิมแต่นี้ พระองค์พึงทอดเฉพาะขนมไม่มีเท่านั้น แก่หม่อมฉัน.”

จำเดิมแต่นั้น พระนางทรงล้างถาดทองคำแล้ว ปิดด้วยถาดใบอื่นส่งไป (ให้) ในเวลาเจ้าอนุรุทธะทูลว่า “หม่อมฉันมีประสงค์จะบริโภคขนม.” เทพดาทั้งหลายย่อมยังถาดให้เต็ม (ด้วยขนม). พระกุมารนั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 402

เมื่ออยู่ในท่ามกลางวัง มิได้ทราบเนื้อความแห่งบทว่า “ไม่มี” ด้วยอาการอย่างนี้ เสวยแต่ขนมทิพย์ทั้งนั้น.

ก็เมื่อโอรสของเจ้าศากยะผนวชตามลำดับตระกูล เพื่อเป็นบริวารของพระศาสดา, เมื่อเจ้ามหานามศากยะตรัสว่า “พ่อ ในตระกูลของพวกเรา ใคร ๆ ซึ่งบวชแล้วไม่มี, เธอหรือฉันควรจะบวช.” เจ้าอนุรุทธะตรัสว่า “หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง ไม่สามารถจะบวชได้.”

เจ้ามหานาม. ถ้ากระนั้น เธอจงเรียนการงานเสีย. ฉันจักบวช.

เจ้าอนุรุทธะ. ชื่อว่าการงานนี้ เป็นอย่างไร ?

จริงอยู่ เจ้าอนุรุทธะย่อมไม่ทราบแม้ที่เกิดขึ้นแห่งภัต, จักทราบการงานได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น.

ก็วันหนึ่ง เจ้าศากยะสามพระองค์ คือ อนุรุทธะ ภัททิยะ กิมพิละปรึกษากันว่า “ชื่อว่าภัต เกิดในที่ไหน ?” บรรดาเจ้าศากยะทั้งสามพระองค์นั้น เจ้ากิมพิละตรัสว่า “ภัตเกิดขึ้นในฉาง.” ได้ยินว่าวันหนึ่งเจ้ากิมพิละนั้น ได้เห็นข้าวเปลือกที่เขาขึ้นใส่ในฉาง; เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้ ด้วยสำคัญว่า “ภัต ย่อมเกิดขึ้นในฉาง.”

ครั้งนั้น เจ้าภัททิยะตรัสกะเจ้ากิมพิละนั้นว่า “ท่านยังไม่ทราบ”

ดังนี้แล้ว ตรัสว่า “ธรรมดาภัต ย่อมเกิดขึ้นในหม้อข้าว.” ได้ยินว่า วันหนึ่ง เจ้าภัททิยะนั้น เห็นชนทั้งหลายคดภัตออกจากหม้อข้าวนั้นแล้วได้ทำความสำคัญว่า “ภัตนั่นเกิดขึ้นในหม้อนี้เอง,” เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น.

เจ้าอนุรุทธะตรัสกะเจ้าทั้งสองนั้นว่า “แม้ท่านทั้งสองก็ยังไม่ทราบ” แล้วตรัสว่า “ภัตเกิดขึ้นในถาดทองคำใบใหญ่* ซึ่งสูงได้

  • โตก.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 403

ศอกกำมา.” ได้ยินว่า ท่านไม่เคยเห็นเขาตำข้าวเปลือก ไม่เคยเห็นเขาหุงภัต, ท่านเห็นแต่ภัตที่เขาคดออกไว้ในถาดทองคำแล้ว ตั้งไว้ข้างหน้าเท่านั้น; เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ทำความสำคัญว่า “ภัตนั่น ย่อมเกิดขึ้นในถาดนั่นเอง; เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น. กุลบุตรผู้มีบุญมาก เมื่อไม่รู้แม้ที่เกิดขึ้นแห่งภัตอย่างนั้น จักรู้การงานทั้งหลายอย่างไรได้.

เจ้าอนุรุทธะนั้น ได้สดับความที่การงานทั้งหลายที่เจ้าพี่ตรัสบอกโดยนัยเป็นต้นว่า “อนุรุทธะ จงมาเถิด, ฉันจักสอนเพื่อการอยู่ครองเรือนแก่เธอ: อันผู้อยู่ครองเรือน จำต้องไถนาก่อน” ดังนี้ เป็นของไม่มีที่สุดจึงทูลลาพระมารดาว่า “ความต้องการด้วยการอยู่ครองเรือนของหม่อมฉันไม่มี” แล้วเสด็จออกไปพร้อมกับพระโอรสของเจ้าศากยะห้าพระองค์มีเจ้าภัททิยะเป็นประมุข เข้าไปเฝ้าพระศาสดาที่อนุปิยอัมพวัน ทรงผนวชแล้ว, ก็แลครั้นผนวชแล้ว พระอนุรุทธะเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา ๓ โดยลำดับ เป็นผู้นั่งบนอาสนะเดียว สามารถเล็งดูโลกธาตุพ้นหนึ่งได้ด้วยทิพยจักษุ ดุจผลมะขามป้อมที่บุคคลวางไว้บนฝ่ามือฉะนั้น จึงเปล่งอุทานขึ้นว่า :-

“เราย่อมระลึกได้ซึ่งบุพเพนิวาส,* ทิพยจักษุเราก็ชำระแล้ว, เราเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นผู้ถึงฤทธิ์, คำสอนของพระพุทธเจ้า อันเราทำแล้ว.”

พิจารณาดูว่า “เราทำกรรมอะไรหนอ ? จึงได้สมบัตินี้” ทราบได้ว่า “เราได้ตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ” ทราบ (ต่อไป) อีกว่า “เราท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ในกาล

  • ขันธ์อันอาศัยอยู่ในกาลก่อน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 404

ชื่อโน้น ได้อาศัยสุมนเศรษฐี ในกรุงพาราณสีเลี้ยงชีพ เป็นผู้ชื่อว่าอันนภาระ” ดังนี้แล้ว กล่าวว่า :- “ในกาลก่อน เราเป็นผู้ชื่อว่าอันนภาระ เป็นคนเข็ญใจ ขนหญ้า เราถวายบิณฑบาตแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ ผู้มียศ.”

พระเถระระลึกถึงสหายเก่า

ครั้งนั้น ท่านได้มีความปริวิตกฉะนี้ว่า “สุมนเศรษฐีผู้เป็นสหายของเรา ได้กหาปณะแล้วรับเอาส่วนบุญจากบิณฑบาตซึ่งเราถวายแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ ในกาลนั้น, บัดนี้ เกิดในที่ไหนหนอแล ?” ทีนั้นท่านได้เล็งเห็นเศรษฐีนั้นว่า “บ้านชื่อว่ามุณฑนิคม มีอยู่ที่เชิงเขาใกล้ดงไฟไหม้. อุบาสกชื่อมหามุณฑะในมุณฑนิคมนั้น มีบุตรสองคน คือมหาสุมนะ, จูฬสุมนะ, ในบุตรสองคนนั้น สุมนเศรษฐี เกิดเป็นจูฬสุมนะ; “ก็แลครั้นเห็นแล้ว คิดว่า “เมื่อเราไปในที่นั้น, อุปการะจะมีหรือไม่มีหนอ ?”

ท่านใคร่ครวญอยู่ได้เห็นเหตุนี้ว่า “เมื่อเราไปในที่นั้น. จูฬสุมนะนั้นมีอายุ ๗ ขวบเท่านั้นจักออกบวช, และจักบรรลุพระอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จนั่นเอง” ก็แลท่านครั้นเห็นแล้ว เมื่อภายในกาลฝนใกล้เข้ามา จึงไปทางอากาศลงที่ประตูบ้าน. ส่วนมหามุณฑอุบาสก เป็นผู้คุ้นเคยของพระเถระแม้ในกาลก่อนเหมือนกัน. เขาเห็นพระเถระครองจีวรในเวลาบิณฑบาต จึงกล่าวกะมหาสุมนะผู้บุตรว่า “พ่อ พระผู้เป็นเจ้าอนุรุทธเถระของเรามาแล้ว; เจ้าจงไปรับบาตรของท่านให้ทันเวลาที่ใคร ๆ คนอื่นยังไม่รับบาตรของท่านไป; พ่อจักให้เขาปูอาสนะไว้.” มหาสุมนะได้ทำอย่างนั้นแล้ว. อุบาสกอังคาสพระเถระภายในเรือนโดยเคารพแล้ว รับ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 405

ปฏิญญาเพื่อต้องการแก่การอยู่ (จำพรรษา) ตลอดไตรมาส. พระเถระรับนิมนต์แล้ว.

ครั้งนั้น อุบาสกปฏิบัติพระเถระนั้นตลอดไตรมาส เป็นเหมือนปฏิบัติอยู่วันเดียว ในวันมหาปวารณา จึงนำไตรจีวรและอาหารวัตถุ มีน้ำอ้อย น้ำมัน และข้าวสารเป็นต้นมาแล้ว วางไว้ใกล้เท้าของพระเถระเรียนว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรับเถิด ขอรับ.”

ไม่รับวัตถุกลับได้สามเณร

พระเถระ. อย่าเลยอุบาสก ความต้องการด้วยวัตถุนี้ของฉัน ไม่มี.

อุบาสก. ท่านผู้เจริญ นี่ชื่อว่า วัสสาวาสิกลาภ (คือลาภอันเกิดแก่ผู้อยู่จำพรรษา), ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรับวัตถุนั้นไว้เถิด.

พระเถระ. ช่างเถิด อุบาสก.

อุบาสก. ท่านย่อมไม่รับเพื่ออะไร ? ขอรับ.

พระเถระ. แม้สามเณรผู้เป็นกับปิยการก ในสำนักของฉันก็ไม่มี.

อุบาสก. ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้นมหาสุมนะเป็นบุตรของกระผมจักเป็นสามเณร.

พระเถระ. อุบาสก ความต้องการด้วยมหาสุมนะของฉันก็ไม่มี.

อุบาสก, ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้าจงให้จูฬสุมนะบวชเถิด.

พระเถระ. รับว่า “ดีละ” แล้วให้จูฬสุมนะบวช. จูฬสุมนะนั้นบรรลุอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จนั่นเอง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 406

พระเถระ อยู่ในที่นั้นกับจูฬสุมนสามเณรนั้นประมาณกึ่งเดือนแล้วลาพวกญาติของเธอว่า “พวกฉันจักเฝ้าพระศาสดา” ดังนี้แล้วไปทางอากาศ ลงที่กระท่อมอันตั้งอยู่ในป่า ในหิมวันตประเทศ. พระเถระปรารภความเพียรเสมอ

ก็พระเถระ แม้ตามปกติเป็นผู้ปรารภความเพียร. เมื่อท่านกำลังจงกรมอยู่ในที่นั้น ในคืนแรกและคืนต่อมา ลมในท้องตั้งขึ้นแล้ว.

ครั้งนั้น สามเณรเห็นท่านลำบาก จึงเรียนถามว่า “ท่านขอรับโรคอะไร ? ย่อมเสียดแทงท่าน.”

พระเถระ. ลมเสียดท้องเกิดขึ้นแก่ฉันแล้ว.

สามเณร. แม้ในกาลอื่น ลมเสียดท้องเคยเกิดขึ้นหรือ ขอรับ.

พระเถระ. เออ ผู้มีอายุ.

สามเณร. ความสบาย ย่อมมีด้วยอะไรเล่า ? ขอรับ.

พระเถระ. เมื่อฉันได้น้ำดื่มจากสระอโนดาต, ความสบายย่อมมีผู้มีอายุ.

สามเณร. ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น กระผมจะนำมา (ถวาย).

พระเถระ. เธอจักอาจ (นำมา) หรือ ? สามเณร.

สามเณร. อาจอยู่ ขอรับ.

พระเถระ. ถ้ากระนั้น นาคราชชื่อปันนกะ ในสระอโนดาตย่อมรู้จักฉัน. เธอจงบอกแก่นาคราชนั้น แล้วนำขวดน้ำดื่มขวดหนึ่งมาเพื่อประโยชน์แก่การประกอบยาเถิด.

เธอรับว่า “ดีละ” แล้วไหว้พระอุปัชฌายะ เหาะขึ้นสู่เวหาสได้ไปตลอดที่ ๕๐๐ โยชน์แล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 407

สามเณรต่อสู้กับพระยานาค

ก็วันนั้น นาคราชมีนาคนักฟ้อนแวดล้อมแล้ว ปรารถนาจะเล่นน้ำ. นาคราชนั้น พอได้เห็นสามเณรผู้ไปอยู่เท่านั้น ก็โกรธคิดเห็นว่า “สมณะโล้นนี้ เที่ยวโปรยฝุ่นที่เท้าของตนลงกระหม่อมของเรา, สมณะโล้นนี้จักเป็นผู้มาแล้วเพื่อต้องการน้ำดื่มในสระอโนดาต, บัดนี้เราจะไม่ให้น้ำดื่มแก่เธอ” ดังนี้แล้ว นอนปิดสระอโนดาตซึ่งมีประมาณถึง ๕๐๐ โยชน์ด้วยพังพาน ดุจบุคคลปิดหม้อข้าวด้วยถาดใหญ่ฉะนั้น.

สามเณร พอแลดูอาการของนาคราชแล้วก็ทราบว่า “นาคราชนี้โกรธแล้ว” จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- “นาคราช ผู้มีเดชกล้า มีกำลังมาก ท่านจงฟัง (คำ) ของข้าพเจ้าเถิด, จงให้หม้อน้ำดื่มแก่ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าเป็นผู้มาแล้วเพื่อประโยชน์แก่น้ำสำหรับประกอบยา.”

นาคราชฟังคาถานั้นแล้ว กล่าวคาถานี้ว่า :-

“แม่น้ำใหญ่ชื่อคงคา ณ เบื้องทิศบูรพา ย่อมไหลไปสู่มหาสมุทร, ท่านจงนำเอาน้ำดื่มจากแม่น้ำคงคานั้นไปเถิด.”

สามเณรฟังคำนั้นแล้วคิดว่า “พระยานาคนี้จักไม่ให้ตามความปรารถนาของตน, เราจักทำพลการให้มันรู้อานุภาพใหญ่ จักข่มพระยานาคนี้แล้ว จึงจักนำน้ำดื่มไป” ดังนี้แล้ว กล่าวว่า “มหาราช พระอุปัชฌายะให้ข้าพเจ้านำน้ำดื่มมาจากสระอโนดาตเท่านั้น, เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 408

จักนำน้ำดื่มนี้อย่างเดียวไป, ท่านจงหลีกไปเสียอย่าห้ามข้าพเจ้าเลย” ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า :- “ข้าพเจ้าจักนำน้ำดื่มไปจากสระอโนดาตนี้เท่านั้น, ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความต้องการด้วยน้ำดื่มนี้เท่านั้น, ถ้าเรี่ยวแรงและกำลังมีอยู่ไซร้, นาคราชท่านจงขัดขวางไว้เถิด.”

ครั้งนั้น พระยานาคกล่าวกะเธอว่า :-

“สามเณร ถ้าท่านมีความกล้าหาญอย่างลูกผู้ชายไซร้, ข้าพเจ้าชอบใจคำพูดของท่าน, เชิญท่านนำน้ำดื่มของข้าพเจ้าไปเถิด.”

ลำดับนั้น สามเณรตอบกะพระยานาคนั้นว่า “มหาราช ข้าพเจ้าจักนำไปอย่างนั้น, เมื่อพระยานาคพูดว่า “เมื่อท่านสามารถก็จงนำไปเถิด” รับปฏิญญาถึง ๓ ครั้งว่า “ถ้ากระนั้น ท่านจงรู้ด้วยดีเถิด” แล้วคิดว่า “การที่เราแสดงอานุภาพแห่งพระพุทธศาสนาแล้วจึงนำน้ำไป สมควรอยู่” ได้ไปสู่สำนักของพวกอากาสัฏฐกเทพดาก่อน. เทพดาเหล่านั้นมาไหว้แล้วกล่าวว่า “อะไรกัน ? ขอรับ” แล้วพากันยืนอยู่.

สามเณรกล่าวว่า “สงครามของข้าพเจ้ากับปันนกนาคราชจักมี ที่หลังสระอโนดาตนี่, พวกท่านจงไปในที่นั้นแล้ว ดูความชนะและความแพ้.” สามเณรนั้นเข้าไปหาท้าวโลกบาลทั้ง ๔ และท้าวสักกะ ท้าวสุยาม ท้าวสันดุสิต ท้าวสุนิมมิต และท้าววสวัตดี แล้วบอกเนื้อความนั้นโดยทำนองนั้นแล. ต่อแต่นั้น สามเณรไปโดยลำดับจนถึงพรหมโลก อันพรหมทั้งหลาย ในที่นั้น ๆ ผู้มาไหว้แล้วยืนอยู่ถามว่า “อะไรกัน ? ขอรับ” จึงแจ้งเนื้อความนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 409

สามเณรนั้นเที่ยวไปบอกในที่ทุกแห่ง ๆ โดยครู่เดียวเท่านั้น เว้นเสียแต่อสัญญีสัตว์และอรูปพรหม ด้วยอาการอย่างนี้. ถึงเทพดาทุก ๆ จำพวกฟังคำของเธอแล้ว ประชุมกันเต็มอากาศไม่มีที่ว่าง ที่หลังสระอโนดาต ดุจจุรณแห่งขนมที่บุคคลใส่ไว้ในทะนานฉะนั้น.

สามเณรเชิญเทพดามาดูการรบ

เมื่อหมู่เทพดาประชุมกันแล้ว, สามเณรยืน ณ อากาศ กล่าวกะพระยานาคว่า :-

“นาคราช ผู้มีเดชกล้า มีกำลังมาก ท่านจงฟังคำของข้าพเจ้า ท่านจงให้หม้อน้ำดื่มแก่ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าเป็นผู้มาเพื่อต้องการน้ำประกอบยา.”

ทีนั้น นาคกล่าวกะเธอว่า :-

“สามเณร ถ้าท่านมีความกล้าหาญอยู่อย่างลูกผู้ชายไซร้, ข้าพเจ้าชอบใจคำพูดของท่าน, ท่านจงนำน้ำดื่มของข้าพเจ้าไปเถิด.”

สามเณรนั้นรับคำปฏิญญาของนาคราชถึง ๓ ครั้งแล้ว ยืน ณ อากาศนั้นเอง นิรมิตอัตภาพเป็นพรหมประมาณ ๑๒ โยชน์ แล้วลงจากอากาศ เหยียบที่พังพานของพระยานาค กดให้หน้าคว่ำลงแล้ว. ในทันทีนั้นเอง เมื่อสามเณรพอสักว่าเหยียบพังพานของพระยานาคเท่านั้น แผ่นพังพานได้หดเข้าประมาณเท่าทัพพี ดุจหนังสดอันบุรุษผู้มีกำลังเหยียบแล้วฉะนั้น.

ในที่ซึ่งพ้นจากพังพานของพระยานาคออกมา สายน้ำประมาณเท่าลำตาล


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 410

พุ่งขึ้นแล้ว. สามเณรยังขวดน้ำดื่มให้เต็ม ณ อากาศนั้นเอง. หมู่เทพได้ให้สาธุการแล้ว.

พระยานาคแพ้สามเณร

นาคราชละอาย โกรธต่อสามเณรแล้ว. นัยน์ตาทั้งสองของนาคราชนั้นได้มีสีดุจดอกชบา. พระยานาคนั้นคิดว่า “สมณะโล้นนี้ให้หมู่เทพประชุมกันแล้ว ถือเอาน้ำดื่ม ยังเราให้ละอายแล้ว, เราจะจับเธอ สอดมือเข้าในปากแล้ว ขยี้เนื้อหทัยของเธอเสีย, หรือจะจับเธอที่เท้า แล้วขว้างไปฟากแม่น้ำข้างโน้น” ดังนี้แล้วติดตามไปโดยเร็ว. แม้ติดตามไปอยู่ ก็ไม่สามารถจะทันสามเณรได้เลย.

สามเณรมาแล้ว วางน้ำดื่มไว้ในมือพระอุปัชฌายะ เรียนว่า “ขอท่านจงดื่มเถิด ขอรับ.”

พระยานาคพูดเท็จแต่สามเณรไม่พูดเท็จ

แม้พระยานาคก็มาข้างหลัง กล่าวว่า “ท่านอนุรุทธะผู้เจริญ สามเณรถือเอาน้ำซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้เลยมา, ขอท่านจงอย่าดื่ม.”

พระเถระ. ถามว่า “นัยว่า อย่างนั้นหรือ ? สามเณร.”

สามเณร. ขอนิมนท์ท่านดื่มเถิด ขอรับ, น่าดื่มอันพระยานาคนี้ให้แล้ว กระผมจึงนำมา. พระเถระทราบว่า “ขึ้นชื่อว่าการกล่าวคำเท็จของสามเณรผู้เป็นขีณาสพ ย่อมไม่มี” จึงดื่มน้ำแล้ว. อาพาธของท่านสงบลงในขณะนั้นเอง.

นาคราชกล่าวกะพระเถระอีกว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นผู้อันสามเณรให้หมู่เทพทั้งหมดประชุมกันให้ละอายแล้ว ข้าพเจ้าจักผ่าหทัยของเธอ, หรือจักจับเธอที่เท้า และขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำข้างโน้น.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 411

พระเถระกล่าวว่า “มหาราช สามเณรมีอานุภาพมาก, ท่านจักไม่สามารถเพื่อสู้รบกับสามเณรได้; ท่านจงให้สามเณรนั้น อดโทษแล้วกลับไปเสียเถิด.”

พระยานาคขอขมาสามเณร

พระยานาคนั้น ย่อมรู้อานุภาพของสามเณรแม้เอง, แต่ติดตามมาเพราะความละอาย.

ลำดับนั้น พระยานาคให้สามเณรนั้นอดโทษตามคำของพระเถระทำความชอบพอกันฉันมิตรกับเธอ จึงกล่าวว่า “จำเดิมความต้องการด้วยน้ำในสระอโนดาตมีอยู่, กิจด้วยการมาแห่งพระผู้เป็นเจ้าย่อมไม่มี พระผู้เป็นเจ้าพึงส่ง (ข่าว) ไปถึงข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าเองจักนำน้ำมาถวาย” ดังนี้แล้ว หลีกไป, แม้พระเถระก็พาสามเณรไปแล้ว.

พระศาสดาทรงทราบความมาแห่งพระเถระแล้ว ประทับนั่งทอดพระเนตรการมาแห่งพระเถระบนปราสาทของมิคารมารดา. ถึงพวกภิกษุก็เห็นพระเถระซึ่งกำลังมา ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตรและจีวร.

พวกภิกษุล้อเลียนสามเณร

ครั้งนั้น ภิกษุนางพวกจับสามเณรที่ศีรษะบ้าง ที่หูทั้ง ๒ บ้างที่แขนบ้าง พลางเขย่า กล่าวว่า “ไม่กระสันหรือ ? สามเณร.” พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นกิริยาซึ่งภิกษุนั้นแล้ว ทรงดำริว่า “กรรมของภิกษุเหล่านี้หยาบจริง. ภิกษุเหล่านี้ จับสามเณรเป็นดุจจับอสรพิษที่คอ, พวกเธอหารู้อานุภาพของสามเณรไม่; วันนี้ การที่เราทำคุณของสุมนสามเณรให้ปรากฏ สมควรอยู่.” แม้พระเถระก็มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 412

พระศาสดาทรงทำคุณของสามเณรให้ปรากฏ

พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับด้วยท่านแล้ว ตรัสเรียกพระอานนทเถระมาว่า “อานนท์ เราเป็นผู้มีความประสงค์เพื่อจะล้างเท้าทั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต เธอจงให้หม้อแก่พวกสามเณรแล้วให้นำน้ำมาเถิด.”

พระเถระ ให้สามเณรประมาณ ๕๐๐ ในวิหารประชุมกันแล้ว.

บรรดาสามเณรเหล่านั้น สุมนสามเณรได้เป็นผู้ใหม่กว่าสามเณรทั้งหมด. พระเถระกล่าวกะสามเณรผู้แก่กว่าสามเณรทั้งหมดว่า “สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต, เธอจงถือหม้อน้ำไปนำน้ำมาเถิด.” สามเณรนั้นไม่ปรารถนา ด้วยกล่าวว่า “กระผมไม่สามารถ ขอรับ.” พระเถระถามสามเณรทั้งหลายแม้ที่เหลือโดยลำดับ. แม้สามเณรเหล่านั้น ก็พูดปลีกตัวอย่างนั้นแล.

มีคำถามว่า “ก็บรรดาสามเณรเหล่านี้ เณรผู้เป็นขีณาสพไม่มีหรือ ?”

แก้ว่า “มีอยู่. แต่สามเณรเหล่านั้นไม่ปรารถนา ด้วยคิดเห็นว่า “พวงดอกไม้นี้ พระศาสดาไม่ทรงผูกไว้เพื่อพวกเรา พระองค์ทรงผูกไว้เพื่อสุมนสามเณรองค์เดียว. แต่พวกสามเณรผู้เป็นปุถุชนไม่ปรารถนาก็เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่สามารถนั่นเอ.”

ก็ในที่สุด เมื่อวาระถึงแก่สุมนสามเณรเข้า, พระเถระกล่าวว่า “สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต, ได้ยินว่า เธอจงถือเอาหม้อไปตักน้ำมา” สุมนสามเณรนั้น เรียนว่า “เมื่อพระศาสดาทรงให้นำมา, กระผมจักนำมา” ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 413

พระองค์ให้ข้าพระองค์นำน้ำมาจากสระอโนดาตหรือ ? พระเจ้าข้า”

พระศาสดา ตรัสว่า “อย่างนั้น สุมนะ.”

สุมนสามเณรนั้น เอามือจับหม้อใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งจุน้ำได้ตั้ง ๖๐ หม้อ ในบรรดาหม้อสำหรับเสนาสนะ ซึ่งเลี่ยมดาดด้วยทองแท่ง อันนางวิสาขาให้สร้างไว้ หิ้วไปด้วยคิดว่า “ความต้องการของเราด้วยหม้ออันเรายกขึ้นตั้งไว้บนจะงอยบ่านี้ ย่อมไม่มี” เหาะขึ้นสู่เวหาส บ่ายหน้าต่อหิมวันตประเทศ รีบไปแล้ว.

นาคราชเห็นสามเณรซึ่งกำลังมาแต่ไกลเทียว จึงต้อนรับ แบกหม้อด้วยจะงอยบ่า กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า เมื่อผู้รับใช้เช่นข้าพเจ้ามีอยู่เพราะอะไร พระผู้เป็นเจ้าจึงมาเสียเอง; เมื่อความต้องการน้ำมีอยู่, เหตุไร ? พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ส่งเพียงข่าวสาสน์มา” ดังนี้แล้ว เอาหม้อตักน้ำแบกเองกล่าวว่า “นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถิดขอรับ, ข้าพเจ้าเองจักนำไป.” สามเณรกล่าวว่า “มหาราช ท่านจงหยุด, ข้าพเจ้าเองเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้มา” ดังนี้ให้พระยานาคกลับแล้ว เอามือจับที่ขอบปากหม้อ เหาะมาทางอากาศ.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแลดูเธอซึ่งกำลังมา ตรัสเรียกพวกภิกษุมาแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูการเยื้องกรายของสามเณร, เธอย่อมงดงามดุจพระยาหงส์ในอากาศฉะนั้น.”

แม้สามเณรนั้นวางหม้อน้ำแล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืนอยู่.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า “สุมนะ เธอมีอายุได้เท่าไร ?

สามเณรกราบทูลว่า “มีอายุ ๗ ขวบ พระเจ้าข้า.” พระศาสดาตรัสว่า “สุมนะ ถ้ากระนั้น ตั้งแต่วันนี้ เธอจงเป็นภิกษุเถิด” ดังนี้แล้ว ได้ประทานทายัชชอุปสมบท.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 414

ได้ยินว่า สามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี ๒ รูปเท่านั้น ได้อุปสมบท คือสุมนสามเณรนี้รูปหนึ่ง โสปากสามเณรรูปหนึ่ง เมื่อสุมนสามเณรนั้นอุปสมบทแล้วอย่างนั้น พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมนี้น่าอัศจรรย์:- อานุภาพของสามเณรน้อย แม้เห็นปานนี้ก็มีได้, อานุภาพเห็นปานนี้ พวกเราไม่เคยเห็นแล้ว ในกาลก่อนแต่กาลนี้.” สมบัติย่อมสำเร็จแก่เด็ก ๆ ได้

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ?” เมื่อพวกเธอกราบทูลว่า “ด้วยเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า” ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในศาสนาของเรา บุคคลแม้เป็นเด็ก ปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมได้สมบัติเห็นปานนี้เหมือนกัน” เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑๒. โย หเว ทหโร ภิกฺขุ ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน

โส อิมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.

“ภิกษุใด แลยังหนุ่ม พากเพียรอยู่ในพระพุทธศาสนา, ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างดุจพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากหมอก (เมฆ) สว่างอยู่ฉะนั้น.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุญฺชติ ได้แก่ พากเพียร คือพยายามอยู่.

บทว่า ปภาเสติ เป็นต้น ความว่า ภิกษุนั้นย่อมยังโลกต่างโดยขันธโลกเป็นต้น ให้สว่างได้ คือย่อมทำให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 415

ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยอรหัตมรรคของตน ดุจพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากเครื่องกำบังมีหมอกเป็นต้นฉะนั้น.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล

เรื่องสุมนสามเณร จบ.

ภิกขุวรรควรรคนา จบ.

วรรคที่ ๒๕ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 416

คาถาธรรมบท

พราหมณวรรค*ที่ ๒๖ ว่าด้วยคุณธรรมของผู้เป็นพราหมณ์

[๓๖] ๑. พราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหาจงบรรเทากามทั้งหลายเสีย ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว เป็นผู้รู้พระนิพพาน อันอะไร ๆ กระทำไม่ได้แล้วนะ พราหมณ์.

๒. ในกาลใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้งสอง ในกาลนั้น กิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงของพราหมณ์ผู้รู้อยู่ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้.

๓. ฝั่งก็ดี ที่มิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและที่มิใช่ฝั่งก็ดีไม่มีแก่ผู้ใด เราเรียกผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวายไปปราศแล้ว ผู้พราก (จากกิเลส) ได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๔. เราเรียกบุคคลผู้มีความเพ่ง ผู้ปราศจากธุลีอยู่แต่ผู้เดียว มีกิจอันกระทำแล้ว หาอาสวะมิได้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดแล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๕. พระอาทิตย์ ย่อมส่องแสงในกลางวัน พระจันทร์ย่อมรุ่งเรื่องในกลางคืน กษัตริย์ทรงเครื่องรบแล้ว ย่อมรุ่งเรือง พราหมณ์ผู้มีความเพ่ง ย่อม

  • วรรคนี้ มีอรรถกถา ๓๙ เรื่อง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 417

รุ่งเรือง ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดชตลอดกลางวันและกลางคืน.

๖. บุคคลมีบาปอันลอยแล้วแล เราเรียกว่าพราหมณ์ บุคคลที่เราเรียกว่า สมณะ เพราะความประพฤติเรียบร้อย บุคคลขับไล่มลทินของตนอยู่เพราะเหตุนั้น เราเรียกว่า บรรพชิต.

๗. พราหมณ์ไม่ควรประหารแก่พราหมณ์ ไม่ควรจอง (เวร) แก่เขา น่าติเตียนพราหมณ์ผู้ประหารพราหมณ์ น่าติเตียนพราหมณ์ผู้จอง (เวร) ยิ่งกว่าพราหมณ์ผู้ประหารนั้น. ความเกียจกันใจจากอารมณ์ อันเป็นที่รักทั้งหลายใด ความเกียดกันนั่นย่อมเป็นความประเสริฐไม่น้อยแก่พราหมณ์ ใจอันสัมปยุตด้วยความเบียดเบียน ย่อมกลับได้จากวัตถุใด ๆ ความทุกข์ย่อมสงบได้เพราะวัตถุนั้น ๆ นั่นแล.

๘. ความชั่วทางกาย วาจา และใจของบุคคลใดไม่มี เราเรียกบุคคลนั้น ผู้สำรวมแล้วโดยฐานะ ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.

๙. บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากอาจารย์ใด พึงนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาเพลิงอยู่ฉะนั้น.

๑๐. บุคคลย่อมเป็นพราหมณ์ ด้วยชฎา ด้วย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 418

โคตร ด้วยชาติหามิได้ สัจจะและธรรมมีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้สะอาด และผู้นั้นเป็นพราหมณ์.

๑๑. ผู้มีปัญญาทราม ประโยชน์อะไรด้วยชฎาทั้งหลายของเธอ ประโยชน์อะไรด้วยผ้าที่ทำด้วยหนังสัตว์ของเธอ ภายในของเธอรกรุงรัง เธอย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก.

๑๒. เราเรียกชนผู้ทรงผ้าบังสุกุล ผู้ผอม สะพรั่งด้วยเอ็น ผู้เพ่งอยู่ผู้เดียวในป่านั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๑๓. เราไม่เรียกบุคคลผู้เกิดแต่กำเนิด ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิดว่าเป็นพราหมณ์ เขาย่อมเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที เขาย่อมเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล เราเรียกผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๑๔. ผู้ใดแล ตัดสังโยชน์ทั้งปวงได้แล้ว ย่อมไม่สะดุ้ง เราเรียกผู้นั้น ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องได้ผู้หลุดพ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๑๕. เราเรียกบุคคลผู้ตัดชะเนาะ เชือก และเครื่องต่อพร้อมทั้งสาย ผู้มีลิ่มสลักอันถอนขึ้นแล้วผู้รู้แล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๑๖. ผู้ใด ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นซึ่งคำด่าและการตีและการจองจำได้ เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีกำลังคือขันติ มีหมู่พลว่า เป็นพราหมณ์.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 419

๑๗. เราเรียกผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีตัณหาเครื่องฟูขึ้น ผู้ฝึกแล้ว มีสรีระในที่สุดนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๑๘. ผู้ใด ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลมฉะนั้น เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๑๙. ผู้ใด ในศาสนานี้แล รู้ชัดความสิ้นไปแห่งทุกข์ของตน เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีภาระอันปลงแล้วผู้พรากได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๒๐. เราเรียกผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุดนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๒๑. เราเรียกบุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยชนสองจำพวก คือ คฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ผู้ไม่มีอาลัย เที่ยวไป ผู้ปรารถนาน้อยนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๒๒. ผู้ใด วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะดุ้งและผู้มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๒๓. เราย่อมเรียกบุคคลผู้ไม่เคียดแค้น ในบุคคลผู้เคียดแค้น ผู้ดับเสียได้ในบุคคลผู้มีอาชญาในตน ผู้ไม่ถือมั่นในบุคคลผู้ถือมั่นนั้นว่า เป็นพราหมณ์.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 420

๒๔. ราคะ โทสะ มานะและมักขะ อันผู้ใดให้ตกไปแล้ว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลมฉะนั้น เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๒๕. ผู้ใด พึงกล่าวถ้อยคำอันไม่ระคายหู อันให้รู้กันได้เป็นคำจริง อันเป็นเหตุไม่ยังใคร ๆ ให้ขัดใจ เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๒๖. ผู้ใด ไม่ถือเอาของยาวหรือสั้น น้อยหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม อันเขาไม่ให้แล้วในโลกนี้เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๒๗. ความหลังของผู้ใด ไม่มีในโลกนี้และโลกหน้า เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความหลัง พราก (กิเลส) ได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๒๘. ความอาลัยของบุคคลใดไม่มี บุคคลใดรู้ชัดแล้ว เป็นผู้ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร เราเรียกบุคคลนั้น ผู้หยั่งลงสู่อมตะ ตามบรรลุแล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๒๙. ผู้ใด ล่วงบุญและบาปทั้งสอง และกิเลสเครื่องข้องเสียได้ในโลกนี้ เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความโศก มีธุลีไปปราศแล้ว ผู้บริสุทธิ์แล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๓๐. เราเรียกผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีภพ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 421

เครื่องเพลิดเพลินสิ้นแล้ว เหมือนพระจันทร์ที่ปราศจากมลทินนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๓๑. ผู้ใด ล่วงทางอ้อม หล่ม สงสาร และโมหะนี้ไปแล้วเป็นผู้ข้ามไปได้ ถึงฝั่ง มีปกติเพ่ง หากิเลสเครื่องหวั่นไหวมิได้ ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร ไม่ถือมั่น ดับแล้ว เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์.

๓๒. บุคคลใด ละกามทั้งหลายในโลกนี้แล้วเป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้ เราเรียกบุคคลนั้นผู้มีกามและภพสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๓๓. ผู้ใด ละตัณหาในโลกนี้ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน เว้นเสียได้ เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีตัณหาและภพอันสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๓๔. ผู้ใด ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ ล่วงกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของทิพย์ได้แล้ว เราเรียกผู้นั้น ซึ่งพรากกิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.

๓๕. เราเรียกบุคคลนั้น ซึ่งละความยินดีและความไม่ยินดีได้แล้ว ผู้เย็น ไม่มีอุปธิ ครอบงำโลกทั้งปวง ผู้แกล้วกล้าว่า เป็นพราหมณ์.

๓๖. ผู้ใด รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่ข้อง ไปดี รู้แล้ว


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 422

ว่า เป็นพราหมณ์. เทพยดาคนธรรพ์และหมู่มนุษย์ย่อมไม่รู้คติของผู้ใด เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้ไกลกิเลสว่า เป็นพราหมณ์.

๓๗. ความกังวลในก่อน ในภายหลัง และในท่ามกลางของผู้ใดไม่มี เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความกังวล ไม่มีความยึดมั่นว่า เป็นพราหมณ์.

๓๘. เราเรียกบุคคลผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้ชนะโดยวิเศษ ไม่หวั่นไหว ผู้ล้างแล้ว ผู้รู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

๓๙. บุคคลใด รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน ทั้งเห็นสวรรค์และอบาย อนึ่ง บรรลุความสิ้นไปแห่งชาติเสร็จกิจแล้ว เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เราเรียกบุคคลนั้น ซึ่งมีพรหมจรรย์อันอยู่เสร็จสรรพแล้วว่า เป็นพราหมณ์.

จบพราหมณวรรคที่ ๒๖.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 423

๒๖. พราหมณวรรควรรณนา

๑. เรื่องพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก [๒๖๔]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม” เป็นต้น.

พวกภิกษุรังเกียจวาทะของพราหมณ์

ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส เริ่มตั้งนิตยภัตเพื่อภิกษุมีประมาณ ๑๖ รูป ไว้ในเรือนของตน รับบาตรในเวลาภิกษุทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า “ขอพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้เจริญ จงมา, ขอพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้เจริญ จงนั่ง” เมื่อจะกล่าวคำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็กล่าวคำประกอบเฉพาะด้วยวาทะว่าพระอรหันต์เท่านั้น. บรรดาภิกษุเหล่านั้น พวกที่เป็นปุถุชนคิดกันว่า “พราหมณ์นี้ มีความสำคัญในพวกเราว่าเป็นพระอรหันต์” พวกที่เป็นพระขีณาสพก็คิดว่า “พราหมณ์นี้ ย่อมรู้ความที่พวกเราเป็นพระขีณาสพ,”

ภิกษุแม้ทั้งหมดนั้น ประพฤติรังเกียจอยู่อย่างนี้ จึงไม่ไปสู่เรือนของพราหมณ์นั้น. เขาเป็นผู้มีทุกข์เสียใจ คิดว่า “ทำไมหนอแล พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่มา” จึงไปยังวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้น.

ไม่เป็นอาบัติเพราะไม่ยินดีต่อวาทะนั้น

พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 424

ทั้งหลาย ข้อนั้นอย่างไร” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว, จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอยังยินดีวาทะว่า เป็นพระอรหันต์อยู่หรือ.”

พวกภิกษุ. พวกข้าพระองค์ไม่ยินดี พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น, คำนั้น เป็นคำกล่าวด้วยความเลื่อมใสของมนุษย์ทั้งหลาย, ภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติในเพราะการกล่าวด้วยความเลื่อมใส; ก็แลอีกอย่างหนึ่ง ความรักใคร่ในพระอรหันต์ทั้งหลายของพราหมณ์ มีประมาณยิ่ง; เหตุนั้น แม้พวกเธอตัดกระแสตัณหาแล้วบรรลุพระอรหันต์นั่นแล ควร” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑. ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม กาเม ปนูท พฺราหฺมณ

สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ.

“พราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา, จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย, ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว เป็นผู้รู้พระนิพพานอันอะไร ๆ กระทำไม่ได้นะ พราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรกฺกมฺม เป็นต้น ความว่า ขึ้นชื่อว่ากระแสตัณหา ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะตัดได้ด้วยความพยายามมีประมาณน้อย; เหตุนั้นท่านจงพยายามตัดกระแสนั้น ด้วยความบากบั่นอย่างใหญ่ซึ่งสัมปยุตด้วยญาณ คือจงบรรเทา ได้แก่ จงขับไล่กามแม้ทั้งสองเสียเถิด.

คำว่า พฺราหฺมณ นั้น เป็นคำร้องเรียกพระขีณาสพทั้งหลาย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 425

บทว่า สงฺขารานํ ความว่า รู้ความสิ้นไปแห่งขันธ์ ๕.

บทว่า อกตญฺญู ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะเป็นผู้ชื่อว่า อกตัญญ. เพราะรู้พระนิพพาน อันอะไร ๆ บรรดาโลกธาตุทั้งหลายมีทองคำเป็นต้น ทำไม่ได้.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 426

๒. เรื่องภิกษุมากรูป [๒๖๕]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภภิกษุมากรูปตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ” เป็นต้น.

พระสารีบุตรทูลถามปัญหาเพื่อพวกภิกษุ

ในวันหนึ่ง ภิกษุผู้อยู่ในทิศประมาณ ๓๐ รูป มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง. พระสารีบุตรเถระเล็งเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของภิกษุเหล่านั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ยืนอยู่เทียว ทูลถามปัญหานี้ว่า “พระเจ้าข้า ธรรมทั้งหลายที่พระองค์ตรัสเรียกว่า ‘ธรรม ๒ ประการ ๆ ดังนี้; ธรรม ๒ ประการนี้เป็นไฉนหนอแล ?” ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า “สารีบุตร สมถะและวิปัสสนาเรียกว่าธรรม ๒ ประการแล” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒. ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ

อถสฺส สพฺเพ สํโยคา อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต.

“ในกาลใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมสอง ในกาลนั้น กิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงของพราหมณ์ผู้รู้อยู่ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา เป็นต้น ความว่า ในกาลใดพระขีณาสพนี้เป็นผู้ถึงฝั่ง ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา อันตั้งอยู่โดยส่วน ๒ ด้วยอำนาจแห่งการถึงฝั่งคืออภิญญาเป็นต้น, ในกาลนั้นกิเลส


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 427

เครื่องประกอบทั้งหลาย มีกิเลสเครื่องประกอบคือกามเป็นต้นทั้งปวง ซึ่งสามารถเพื่อประกอบไว้ในวัฏฏะของพระขีณาสพนั้น ผู้รู้อยู่อย่างนี้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความสิ้นไป.

ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุมากรูป จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 428

๓. เรื่องมาร ๒๖๖

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภมาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยสฺส ปารํ อปารํ วา” เป็นต้น.

มารปลอมตัวทูลถามเรื่องฝั่ง

ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง มารนั้นปลอมเป็นบุรุษคนใดคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระศาสดา แล้วทูลถามว่า “พระเจ้าข้า สถานที่อันพระองค์ตรัสว่า ‘ฝั่ง ๆ,’ อะไรหนอแล ? ที่ชื่อว่าฝั่งนั่น.” พระศาสดาทรงทราบว่า “นี้เป็นมาร” จึงตรัสว่า “มารผู้มีบาปประโยชน์อะไรของท่านด้วยฝั่ง, ฝั่งนั้น อันผู้มีราคะไปปราศแล้วทั้งหลายพึงถึง” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓. ยสฺส ปารํ อปารํ วา ปาราปารํ น วิชฺชติ

วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ฝั่งก็ดี ที่มิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและมิใช่ฝั่งก็ดี ไม่มีแก่ผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีความกระวนกระวายไปปราศแล้ว ผู้พราก (จากกิเลส) ได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

อายตนะอันเป็นไปในภายใน ๖ ชื่อว่า ปารํ ในพระคาถานั้น อายตนะอันมี ณ ภายนอก ๖ ชื่อว่า อปารํ. อายตนะทั้งสองนั้น ชื่อว่า ปาราปารํ. พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 429

บทว่า น วิชฺชติ ความว่า ฝั่งและที่มิใช่ฝั่งทั้งหมดนั่น ไม่มีแก่ผู้ใด เพราะความไม่มีการยึดถือว่า “เรา” หรือว่า “ของเรา,” เราเรียกผู้นั้น ซึ่งชื่อว่ามีความกระวนกระวายไปปราศแล้ว เพราะอันไปปราศแห่งความกระวนกระวายคือกิเลสทั้งหลาย ผู้พรากจากกิเลสทั้งปวงได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องมาร จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 430

๔. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ๒๖๗

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ฌายึ” เป็นต้น.

พราหมณ์ทูลถามเรื่องพราหมณ์กะพระศาสดา

ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า “พระศาสดา ตรัสเรียกสาวกของพระองค์ว่า ‘พราหมณ์,’ ส่วนเราเป็นพราหมณ์โดยชาติและโคตร, การที่พระองค์จะตรัสเรียกเราอย่างนั้นบ้าง ควร.” เขาเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามเนื้อความนั้นแล้ว.

พระศาสดาตรัสว่า “เรามิได้เรียกบุคคลว่า ‘พราหมณ์’ ด้วยเหตุสักว่าชาติและโคตร, แต่เราเรียกบุคคลผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั่นเท่านั้น (ว่าเป็นพราหมณ์)” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๔. ฌายึ วิรชมาสีนํ กตกิจฺจํ อนาสวํ

อุตฺตมตฺถํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราเรียกบุคคลผู้มีความเพ่ง ผู้ปราศจากธุลีอยู่แต่ผู้เดียว มีกิจอันกระทำแล้ว หาอาสวะมิได้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดแล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายึ เป็นต้น ความว่า เราเรียกบุคคลผู้เพ่งอยู่ด้วยฌาน ๒ อย่าง ผู้ปราศจากธุลี ด้วยธุลีคือกาม อยู่แต่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 431

ผู้เดียวในป่า ชื่อว่าผู้มีกิจอันกระทำแล้ว เพราะกิจ ๑๖ อย่าง* อันตนทำด้วยมรรค ๔ แล้ว ชื่อว่าหาอาสวะมิได้ เพราะไม่มีอาสวะทั้งหลายบรรลุประโยชน์อันสูงสุด คือพระอรหัตแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนาได้เป็นประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ.

____________________

  • ทุกข์ มีกิจ ๔:- ปีฬนตฺถ ในอรรถว่าเบียดเบียน ๑. สงฺขตตฺถ ในอรรถว่าปัจจัยประชุมแต่ง ๑. สนฺตาปนตฺถ ในอรรถว่าเร่าร้อน ๑. วิปริณามตฺถ ในอรรถว่าแปรปรวน ๑. สมุทัย มีกิจ ๔:- อายฺหนตฺถ ในอรรถว่าทำให้เกิดกองทุกข์ ๑. นิทานตฺถ ในอรรถว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ๑. สงฺโยคตฺถ ในอรรถว่าประกอบไว้ด้วยสังสารทุกข์ ๑. ปลิโพธนตฺถ ในอรรถว่าขังอยู่ในเรือนจำคือสังสารทุกข์ ๑. นิโรธ มีกิจ ๔:- นิสฺสรณตฺถ ในอรรถว่าออกจากอุปธิ ๑. วิเวกตฺก ในอรรถว่าสงัดจากหมู่คือกิเลส ๑. อสงฺขตตฺถ ในอรรถว่าปัจจัยประชุมแต่งไม่ได้ ๑. อมตตฺถ ในอรรถว่า เป็นอมตรส (ไม่รู้จักตาย) ๑. มรรค มีกิจ ๔:- นิยฺยานตฺถ ในอรรถว่าออกจากสงสาร ๑. เหตฺวตฺถ ในอรรถว่า เป็นเหตุแห่งพระนิพพาน ๑. ทสฺสนตฺถ ในอรรถว่าเห็นพระนิพพาน ๑. อธิปเตยฺยตฺถ ในอรรถว่าเป็นอธิบดีในอันเห็นพระนิพพาน ๑.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 432

๕. เรื่องพระอานนทเถระ [๒๖๘]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในปราสาทของอุบาสิกาชื่อมิคารมารดา ทรงปรารภพระอานนทเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ” เป็นต้น.

รัศมีของวัตถุ ๕ อย่างต่างกัน

ได้ยินว่า ในวันมหาปวารณา พระเจ้าปเสนทิโกสลทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครบถ้วน ทรงถือเอาวัตถุทั้งหลายมีของหอมเป็นต้น ได้เสด็จไปยังวิหารแล้ว.

ในขณะนั้น พระกาฬุทายีเถระนั่งเข้าฌานอยู่ที่ท้ายบริษัท. ก็คำว่า ‘กาฬุทายีเถระ’ นั่น เป็นชื่อของท่านเอง. สรีระ (ของท่าน) มีสีเพียงดังทองคำ. ก็ในขณะนั้นพระจันทร์กำลังขึ้น, พระอาทิตย์กำลังอัสดงคต.

พระอานนท์เถระ แลดูรัศมีของพระอาทิตย์ซึ่งกำลังอัสดงคตและของพระจันทร์ซึ่งกำลังขึ้น แล้วมองดูพระสรีโรภาสของพระราชา สรีโรภาสของพระเถระ และพระสรีโรภาสของพระตถาคต. ในท่านเหล่านั้น

พระศาสดาย่อมไพโรจน์ล่วงรัศมีทั้งปวง. พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า “พระเจ้าข้า” ในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์แลดูรัศมีเหล่านี้อยู่, พระรัศมีของพระองค์เท่านั้นข้าพระองค์ชอบใจ, เพราะว่า พระสรีระของพระองค์ ย่อมไพโรจน์ล่วงรัศมีทั้ง.”

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า “อานนท์ ธรรมดาพระอาทิตย์ย่อมรุ่งเรืองในกลางวัน, พระจันทร์ ย่อมรุ่งเรืองในกลางคืน, พระราชา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 433

ย่อมรุ่งเรืองในเวลาประดับแล้วเท่านั้น, พระขีณาสพ ละความระคนด้วยหมู่แล้ว ย่อมรุ่งเรืองในภายในสมาบัติเท่านั้น, ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช ๕ อย่าง ทั้งในกลางคืน ทั้งในกลางวัน” ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๕. ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา

สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปิต ฌายี ตปติ พฺรหฺมโณ

อถ สพฺพมโหรตฺตึ พุทฺโธ ตปติ เตชสา.

“พระอาทิตย์ ย่อมส่องแสงในกลางวัน, พระจันทร์ ย่อมรุ่งเรืองในกลางคืน, กษัตริย์ ทรงเครื่องรบแล้ว ย่อมรุ่งเรือง, พราหมณ์ผู้มีความเพ่งย่อมรุ่งเรือง. ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดชตลอดกลางวันและกลางคืน.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ทิวา ตปติ ความว่า พระอาทิตย์ย่อมรุ่งเรืองเฉพาะในกลางวัน, แต่แม้ทางที่พระอาทิตย์นั้นไปในกลางคืนหาปรากฏไม่.

บทว่า จนฺทิมา ความว่า แม้พระจันทร์ ที่พ้นแล้วจากหมอกเป็นต้น ก็รุ่งเรืองเฉพาะในกลางคืน, หารุ่งเรืองในกลางวันไม่.

บทว่า สนฺนทฺโธ ความว่า พระราชาผู้ทรงประดับด้วยเครื่องอิสริยาภรณ์ทั้งปวงอันวิจิตรด้วยทองและแก้วมณี อันเสนามีองค์ ๔* แวดล้อมแล้วเท่านั้น ย่อมรุ่งเรือง, ท้าวเธอประทับอยู่ด้วยเพศอันบุคคลไม่รู้ (ปลอมเพศ) หารุ่งเรืองไม่.

  • พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 434

บทว่า ฌายี ความว่า ฝ่ายพระขีณาสพ เปลื้องหมู่แล้ว เพ่งอยู่เทียว ชื่อว่าย่อมรุ่งเรือง.

บทว่า เตชสา ความว่า ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงครอบงำเดชแห่งการทุศีลด้วยเดชแห่งศีล เดชแห่งคุณอันชั่ว ด้วยเดชแห่งคุณ เดชแห่งปัญญาทรามด้วยเดชแห่งปัญญา เดชแห่งสิ่งมิใช่บุญด้วยเดชแห่งบุญ เดชแห่งอธรรมด้วยเดชแห่งธรรม ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช ๕ อย่างนี้ตลอดกาลเป็นนิตย์ทีเดียว.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระอานนทเถระ จบ.

____________________



พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 435

๖. เรื่องบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง [๒๖๙]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “พาหิตปาโป” เป็นต้น.

พราหมณ์บวชนอกพระพุทธศาสนา

ได้ยินว่า พราหมณ์คนหนึ่งบวชแล้ว ด้วยการบวชในภายนอก (พระศาสนา) คิดว่า “พระสมณโคดม เรียกสาวกของพระองค์ ‘บรรพชิต’ ส่วนเราก็เป็นบรรพชิต, การพระองค์เรียกเราอย่างนั้นบ้าง ก็ควร “แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเนื้อความนั่น.

พระศาสดาตรัสว่า “เราหาเรียกว่า ‘บรรพชิต’ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่, ส่วนบุคคลผู้ชื่อว่าเป็นบรรพชิต เพราะความที่มลทินคือกิเลสทั้งหลายอันตนเว้นได้ขาด” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๖. พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ

สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ

ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ

ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ.

“บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เราเรียกว่า ‘พราหมณ์,’ บุคคลที่เราเรียกว่า ‘สมณะ’ เพราะความประพฤติเรียบร้อย, บุคคลขับไล่มลทินของตนอยู่ เพราะเหตุนั้น เราเรียกว่า ‘บรรพชิต.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 436

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมจริยาย คือ เพราะความประพฤติระงับซึ่งอกุศลธรรมทั้งปวง.

บทว่า ตสฺมา ความว่า บุคคลที่พระศาสดาตรัสเรียกว่า ‘พราหมณ์’ เพราะความเป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว, บุคคลที่พระศาสดาตรัสเรียกว่า ‘สมณะ’ เพราะความประพฤติสงบซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย; เหตุนั้น ผู้ใดประพฤติขับไล่ คือขจัดมลทินมีราคะเป็นต้นของตนอยู่, แม้ผู้นั้น พระศาสดาก็ตรัสเรียกว่า ‘บรรพชิต’ เพราะการขับไล่นั้น.

ในกาลจบเทศนา บรรพชิตนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 437

๗. เรื่องพระสารีบุตรเถระ [๒๗๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “น พฺราหฺมณสฺส” เป็นต้น.

พระเถระถูกพราหมณ์ตี

ได้ยินว่า มนุษย์เป็นอันมากในที่แห่งหนึ่ง กล่าวคุณกถาของพระเถระว่า “น่าชม พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ประกอบแล้วด้วยกำลังคือขันติ, เมื่อชนเหล่าอื่นด่าอยู่ก็ตาม ประหารอยู่ก็ตาม แม้เหตุสักว่าความโกรธ ย่อมไม่.”

ครั้งนั้น พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิคนหนึ่ง ถามว่า “ใครนั่น ไม่โกรธ.”

พวกมนุษย์. พระเถระของพวกฉัน.

พราหมณ์. บุคคลผู้ยั่วให้ท่านโกรธ จักไม่มีกระมัง ?

พวกมนุษย์. พราหมณ์ ข้อนั้น หามีไม่.

พราหมณ์. ถ้าเช่นนั้น เราจักยั่วให้ท่านโกรธ.

พวกมนุษย์. ถ้าท่านสามารถไซร้, ก็จงยั่วให้พระเถระโกรธเถิด.

พราหมณ์นั้น คิดว่า “เอาละ, เราจักรู้กิจที่ควรทำ” ดังนี้แล้ว เห็นพระเถระเข้าไปเพื่อภิกษา จึงเดินไปโดยส่วนข้างหลัง ได้ให้การประหารด้วยฝ่ามืออย่างแรงที่กลางหลัง. พระเถระมิได้คำนึงถึงเลยว่า “นี่ชื่ออะไรกัน” เดินไปแล้ว. ความเร่าร้อนเกิดขึ้นทั่วสรีระของพราหมณ์. เขาตกลงใจว่า “แหมพระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ด้วยคุณ” ดังนี้แล้ว หมอบลงแทบเท้าของพระเถระ เรียนว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 438

“ขอท่านจงอดโทษแก่กระผมเถิด ขอรับ” เมื่อพระเถระกล่าวว่า “นี่อะไรกัน ?” จึงเรียนว่า “กระผมประหารท่านเพื่อประสงค์จะทดลองดู.” พระเถระกล่าวว่า “ช่างเถิด, เราอดโทษให้ท่าน.” พราหมณ์จึงเรียนว่า “ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านอดโทษให้กระผมไซร้.” ก็ขอจงนั่งรับภิกษาในเรือนของกระผมเถิด” ดังนี้แล้ว ได้รับบาตรของพระเถระ. ฝ่ายพระเถระได้ให้บาตรแล้ว. พราหมณ์นำพระเถระไปเรือนอังคาสแล้ว.

พวกมนุษย์โกรธแล้ว ต่างก็คิดว่า “พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราผู้หาโทษมิได้ ถูกพราหมณ์นี้ประหารแล้ว, ความพ้นแม้จากท่อนไม้ไม่มีแก่พราหมณ์นั้น, พวกเราจักฆ่ามันเสียในที่นี้แหละ” ดังนี้แล้ว มีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นในมือ ได้ยืนซุ่มอยู่ที่ประตูเรือนของพราหมณ์.

พระเถระลุกขึ้นเดินไปอยู่ ได้ให้บาตรในมือของพราหมณ์.

พวกมนุษย์เห็นพราหมณ์นั้นเดินไปกับพระเถระ จึงเรียนว่า “ท่านขอรับ ขอท่านจงรับบาตรของท่านแล้วให้พราหมณ์กลับเสีย” พระเถระกล่าวว่า “นี่เรื่องอะไรกัน ? .”

พวกมนุษย์. พราหมณ์ประหารท่าน, พวกกระผมจักรู้กิจที่ควรทำแก่เขา.

พระเถระ. ก็ท่านถูกพราหมณ์นี้ประหารหรือ, หรือเราถูก ?

พวกมนุษย์. ท่านถูก ขอรับ.

พระเถระกล่าวว่า “พราหมณ์นั่นประหารเราแล้ว (แต่) ได้ขอขมาแล้ว, พวกท่านจงไปกันเถิด” ส่งพวกมนุษย์ไปแล้ว ให้พราหมณ์กลับได้ไปสู่วิหารนั่นเทียว. พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 439 ภิกษุทั้งหลายยกโทษว่า “นี่ชื่ออย่างไร ? พระสารีบุตรเถระถูกพราหมณ์ใดประหารแล้ว ยังนั่งรับภิกษาในเรือนของพราหมณ์นั้น นั่นแหละ มาแล้ว; จำเดิมแต่กาลที่พระเถระถูกพราหมณ์นั้นประหารแล้ว ต่อไปนี้ เขาจักไม่ละอายต่อใคร ๆ, จักเที่ยวตีภิกษุทั้งหลายที่เหลือ.”

พราหมณ์ไม่ควรประหารพราหมณ์

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ด้วยถ้อยคำชื่อนี้” แล้ว, ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์ชื่อว่าประหารพราหมณ์ ย่อมไม่มี, แต่พราหมณ์ผู้สมณะจักเป็นผู้ถูกพราหมณ์คฤหัสถ์ประหารได้; ขึ้นชื่อว่า ความโกรธนั่นย่อมถึงความถอนขึ้นได้ ด้วยอนาคามิมรรค” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

๗. น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ

ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ.

น พฺราหฺมณสฺเสตทภิญฺจิ เสยฺโย

ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ

ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ

ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํ.

“พราหมณ์ไม่ควรประหารแก่พราหมณ์ ไม่ควรจอง (เวร) แก่เขา, น่าติเตียนพราหมณ์ผู้จอง (เวร) ยิ่งกว่าพราหมณ์ผู้ประหารนั้น. ความเกียดกัน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 440

ใจ จากอารมณ์อันเป็นที่รักทั้งหลายใด, ความเกียดกันนั่น ย่อมเป็นความประเสริฐไม่น้อยแก่พราหมณ์, ใจอันสัมปยุตด้วยความเบียดเบียน ย่อมกลับได้จากวัตถุใด ๆ, ความทุกข์ย่อมสงบได้เพราะวัตถุนั้น ๆ นั้นแล.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหเรยฺย ความว่า พราหมณ์ผู้ขีณาสพรู้อยู่ว่า “เราเป็น (พระขีณาสพ)” ไม่ควรประหารแก่พราหมณ์ขีณาสพหรือพราหมณ์อื่น.

สองบทว่า นาสฺส มุญฺเจถ ความว่า พราหมณ์ขีณาสพแม้นั้น ถูกเขาประหารแล้ว ไม่ควรจองเวรแก่เขาผู้ประหารแล้วยืนอยู่, คือไม่ควรทำความโกรธในพราหมณ์นั้น.

บทว่า ธิ พฺราหมฺณสฺส ความว่า เราย่อมติเตียนพราหมณ์ผู้ประหารพราหมณ์ขีณาสพ.

บทว่า ตโต ธิ ความว่า ก็ผู้ใด ประหารตอบซึ่งเขาผู้ประหารอยู่ชื่อว่า ย่อมจองเวรในเบื้องบนของเขา, เราติเตียนผู้จองเวรนั้น แม้กว่าผู้ประหารนั้นทีเดียว.

สองบทว่า เอตทกิญฺจ เสยฺโย ความว่า การไม่ด่าตอบซึ่งบุคคลผู้ด่าอยู่ หรือการไม่ประหารตอบซึ่งบุคคลผู้ประหารอยู่ ของพระขีณาสพใด, การไม่ด่าตอบหรือการไม่ประหารตอบนั่น ย่อมเป็นความประเสริฐไม่ใช่น้อย คือไม่เป็นความประเสริฐที่มีประมาณน้อย แก่พราหมณ์ผู้เป็นขีณาสพนั้น, ที่แท้ย่อมเป็นความประเสริฐอันมีประมาณยิ่งทีเดียว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 441

บาทพระคาถาว่า ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ ความว่า ก็ความเกิดขึ้นแห่งความโกรธ ชื่อว่าอารมณ์เป็นที่รักแห่งใจ ของบุคคลผู้มักโกรธ, ก็บุคคลผู้มักโกรธนั่น จะผิดในมารดาบิดาก็ดี ในพระพุทธเจ้าเป็นต้นก็ดี ก็เพราะอารมณ์เป็นที่รักเหล่านั้น, เหตุนั้นความเกียดกันใจจากอารมณ์อันเป็นที่รักเหล่านั้น คือความข่มขี่จิตอันเกิดขึ้นอยู่ ด้วยอำนาจความโกรธ ของบุคคลผู้มักโกรธนั้นใด, ความเกียดกันนั่น ย่อมเป็นความประเสริฐไม่น้อย.

ใจอันสัมปยุตด้วยความโกรธ ชื่อว่า หึสมโน, ใจอันสัมปยุตด้วยความโกรธของเขานั้น เมื่อถึงความถอนขึ้นด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่าย่อมกลับได้จากวัตถุใด ๆ.

สองบทว่า ตโต ตโต ความว่า วัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้น ย่อมกลับได้เพราะวัตถุนั้น ๆ นั่นแล.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 442

๘. เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตรมี [๒๗๑]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระนางมหาปชาบดีโคตมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยสฺส กาเยน” เป็นต้น.

พระศาสดาทรงบัญญัติครุธรรม ๘

ความพิสดารว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมกับบริวารรับครุธรรม ๘ ประการ* อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว ในเมื่อเรื่องยังไม่เกิดขึ้น เหมือนบุรุษผู้มีชาติมักประดับรับพวงดอกไม้หอมด้วยเศียรเกล้าได้อุปสมบทแล้ว. อุปัชฌายะหรืออาจารย์อื่นของพระนางไม่มี. ภิกษุทั้งหลาย ปรารภพระเถรีผู้มีอุปสมบทอันได้แล้วอย่างนั้น โดยสมัยอื่นสนทนากันว่า “อาจารย์และอุปัชฌายะของพระนางมหาปชาบดีโคตมี ย่อมไม่ปรากฏ, พระนางถือเอาผ้ากาสายะทั้งหลายด้วยมือของตนเอง.”

ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ภิกษุณีทั้งหลายประพฤติรังเกียจอยู่ย่อมไม่ทำอุโบสถ ไม่ทำปวารณาร่วมกับพระนางเลย. ภิกษุณีทั้งหลายนั้นไปกราบทูลเนื้อความนั้นแม้แด่พระตถาคตแล้ว.

คนที่ควรเรียกว่าพราหมณ์

พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุณีเหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า “ครุธรรม ๘ ประการ เราให้แล้วแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี, เราเองเป็นอาจารย์

  • ภิกษุณีถึงมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ต้องกราบไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทให้วันนั้น ๑. ต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสภิกษุ ๑. ต้องหวังต่อธรรมทั้ง ๒ คือ ถามอุโบสถและไปรับโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกึ่งเดือน ๑. ออกพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ต้องแสวงหาอุปสมบทแก่นาง สิกขมานาผู้ศึกษาในธรรม ๖ สิ้น ๒ ปี ปักขมานัตในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ต้องแสวงหาอุปสมบทแก่นางสิกขมานาผู้ศึกษาในธรรม ๖ สิ้น ๒ ปี แล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ด่าแช่งภิกษุไม่ได้ ๑. ปิดทางไม่ให้ภิกษุสอนภิกษุ เปิดทางให้ภิกษุกล่าวสอนอย่างเดียว ๑. วิ. จุลล. ๗/๓๓๒.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 443

เราเองเป็นอุปัชฌายะของพระนาง, ชื่อว่าความรังเกียจในพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้เว้นแล้วจากทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น อันเธอทั้งหลายไม่ควรทำ” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๘. ยสฺส กาเยน วาจาย มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ

สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ความชั่วทางกาย วาจา และใจ ของบุคคลใดไม่มี, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้สำรวมแล้วโดยฐานะ ๓ ว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

กรรมมีโทษ คือมีทุกข์เป็นกำไร อันยังสัตว์ให้เป็นไปในอบายชื่อว่า ทุกฺกตํ ในพระคาถานั้น.

สองบทว่า ตีหิ ฐาเนหิ ความว่า เราเรียกบุคคลผู้มีทวารอันปิดแล้ว เพื่อต้องการห้ามความเข้าไปแห่งทุจริตเป็นต้น โดยเหตุ ๓ มีกายเป็นต้นเหล่านั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตรมี จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 444

๙. เรื่องพระสารีบุตรเถระ ๒๗๒

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺยํ” เป็นต้น. พระสารีบุตรเคารพในพระอัสสชิผู้อาจารย์

ได้ยินว่า ท่านพระสารีบุตรนั้น จำเดิมแต่กาลที่ท่านฟังธรรมในสำนักของพระอัสสชิเถระแล้วบรรลุโสดาปัตติผล สดับว่า “พระเถระย่อมอยู่ในทิศใด” ก็ประคองอัญชลีไปทางทิศนั้น นอนหันศีรษะไปทางทิศนั้นแล.

ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “พระสารีบุตรเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถึงวันนี้ก็เที่ยวนอนน้อมทิศทั้งหลายอยู่” ดังนี้แล้ว กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระตถาคต. พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระเถระมาแล้ว ตรัสถามว่า “สารีบุตรนัยว่า เธอเที่ยวนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ จริงหรือ ?” เมื่อพระเถระกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า พระองค์เท่านั้นย่อมทรงทราบความเป็นคืออันนอบน้อมหรือไม่นอบน้อมทิศทั้งหลาย ของข้าพระองค์” ดังนี้แล้ว, ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรย่อมไม่นอนน้อมทิศทั้งหลาย, แต่เพราะความที่เธอฟังธรรมจากสำนักของพระอัสสชิเถระ แล้วบรรลุโสดาปัตติผล จึงนอบน้อมอาจารย์ของตน; เพราะว่า ภิกษุอาศัยอาจารย์ใด ย่อมรู้ธรรม, ภิกษุนั้นพึงนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมไฟอยู่ฉะนั้น” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 445

๙. ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ

สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณ.

“บุคคลพึงรู้แจ้งธรรม อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทรงแสดงแล้ว จากอาจารย์ใด, พึงนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาเพลิงอยู่ฉะนั้น.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิหุตฺตํ ว ความว่า บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระตถาคตประกาศแล้ว จากอาจารย์ใด, พึงนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาเพลิงโดยเคารพ ด้วยการบำเรอด้วยดี และด้วยกิจทั้งหลายมีอัญชลีกรรมเป็นต้นฉะนั้น.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 446

๑๐. เรื่องชฎิลพราหมณ์ [๒๗๓]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภชฎิลพราหมณ์คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “น ชฏาหิ” เป็นต้น. ชฎิลต้องการให้ตรัสเรียกตนว่าพราหมณ์

ได้ยินว่า ชฎิลพราหมณ์นั้นคิดว่า “เราเกิดดีแล้วทั้งฝ่ายมารดา ทั้งผ่ายบิดา เกิดในตระกูลพราหมณ์, ถ้าพระสมณโคดมตรัสเรียกพระสาวกทั้งหลายของพระองค์ว่า ‘พราหมณ์’ การที่พระองค์ตรัสเรียกเราอย่างนั้นบ้าง ก็ควร” ดังนี้แล้ว จึงไปยังสำนักพระศาสดา ทูลถามเนื้อความนั้น.

ลักษณะแห่งพราหมณ์

ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะพราหมณ์นั้นว่า “พราหมณ์ เราไม่เรียกว่า ‘พราหมณ์’ ด้วยเหตุสักว่าชฎา ไม่เรียกด้วยเหตุสักว่าชาติและโคตร, แต่เราเรียกผู้มีสัจจะอันแทงตลอดแล้วเท่านั้นว่า “เป็นพราหมณ์” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑๐. น ชฏาหิ น โคตฺเตหิ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ

ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณ.

“บุคคลย่อมเป็นพราหมณ์ ด้วยชฎา ด้วยโคตร ด้วยชาติ หามิได้, สัจจะและธรรมมีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้สะอาด และผู้นั้นเป็นพราหมณ์.” พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 447

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจํ เป็นต้น ความว่า สัจญาณอันแทงตลอดซึ่งสัจจะ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๑๖ แล้วตั้งอยู่ และโลกุตรธรรม ๙ มีอยู่ในบุคคลใด, บุคคลนั้นเป็นผู้สะอาด และเป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องชฏิลพราหมณ์ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 448

๑๑. เรื่องกุหกพราหมณ์ [๒๗๔]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ทรงปรารภกุหกพราหมณ์ผู้มีวัตรดังค้างคาวคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “กินฺเต” เป็นต้น. พราหมณ์ลวงเอาสิ่งของของชาวเมือง

ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นขึ้นต้นกุ่มต้นหนึ่ง ใกล้ประตูพระนครเวสาลีเอาเท้าทั้งสองเหนี่ยวกิ่งไม้ ห้อยหัวลงอยู่ กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงให้โคแดง ๑๐๐ แก่เรา จงให้กหาปณะทั้งหลายแก่เรา จงให้หญิงบำเรอแก่เรา, ถ้าท่านทั้งหลายจักไม่ให้, เราตกจากต้นกุ่มนี้ตาย จักทำพระนครไม่ให้เป็นพระนคร.” ในกาลเป็นที่เสด็จเข้าไปยังพระนครแม้ของพระตถาคต ผู้อันหมู่ภิกษุแวดล้อมแล้ว ภิกษุทั้งหลายเห็นพราหมณ์นั้นแล้ว

แม้ในกาลเป็นที่เสด็จออกไป ก็เห็นเขาห้อยอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน.

ฝ่ายชาวพระนครต่างก็คิดว่า “พราหมณ์นี้ ห้อยอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เช้าพึงตกลง (ตา) ทำพระนครไม่ให้เป็นพระนคร” กลัวความล่มจมแห่งพระนคร จึงยอมรับว่า “พวกเราจะให้ของทุกอย่างที่พราหมณ์นั้นขอ” แล้วได้ให้. เขาได้ลงรับเอาสิ่งของทั้งปวงไป.

ภิกษุทั้งหลายเห็นเขาเที่ยวไปดุจแม่โค ใกล้อุปจารแห่งวิหาร จำได้จึงถามว่า “พราหมณ์ ท่านได้สิ่งของตามปรารถนาแล้วหรือ ?” ได้ฟังว่า “ขอรับ กระผมได้แล้ว” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระตถาคต ณ ภายในวิหาร.

พระศาสดาตรัสบุรพกรรมของพราหมณ์ พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์นั่นเป็นโจรหลอกลวง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 449

ในกาลนี้เท่านั้น หามิได้, ถึงในกาลก่อน ก็เป็นโจรหลอกลวงแล้วเหมือนกัน; ก็บัดนี้ พราหมณ์นั่นย่อมหลอกลวงพาลชนได้, แต่ในกาลนั้น ไม่อาจเพื่อหลอกลวงบัณฑิตทั้งหลายได้” ดังนี้แล้ว อันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า :-

“ในอดีตกาล ดาบสหลอกลวงรูปหนึ่ง อาศัยกาสิกคามตำบลหนึ่งย่อมสำเร็จการอยู่. ตระกูลหนึ่งบำรุงเธอ คือ:- ย่อมถวายส่วนหนึ่งแม้แก่เธอ จากของควรเคี้ยวและของควรบริโภคอันเกิดขึ้นแล้วในกลางวันเหมือนให้แก่บุตรของตน, เก็บส่วนอันเกิดขึ้นในตอนเย็นไว้ถวายในวันที่ ๒.

ต่อมาวันหนึ่ง ตระกูลนั้นได้เนื้อเหี้ย (มา) ในเวลาเย็น แกงไว้เรียบร้อยแล้ว เก็บส่วนหนึ่งจากส่วนที่แกงนั้นไว้ ถวายแก่เธอในวันที่ ๒. ดาบสพอกินเนื้อแล้ว ถูกความอยากในรสผูกพันแล้ว ถามว่า “นั่นชื่อเนื้ออะไร ?” ได้ฟังว่า “เนื้อเหี้ย” ดังนี้แล้ว เที่ยวไปเพื่อภิกษา รับเอาเนยใสนมส้มและเครื่องเผ็ดร้อนเป็นต้น ไปยังบรรณศาลา แล้วเก็บไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ก็พระยาเหี้ยอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง ณ ที่ไม่ไกลแห่งบรรณศาลา.

พระยาเหี้ยมาเพื่อไหว้พระดาบสตามกาลสมควร.

ก็ในวันนั้น ดาบสนั่นคิดว่า “เราจักฆ่าเหี้ยนั้น” ดังนี้แล้ว ซ่อนท่อนไม้ไว้ นั่งทำที่เหมือนหลับอยู่ ณ ที่ใกล้จอมปลวกนั้น.

พระยาเหี้ย ออกจากจอมปลวกแล้ว มายยังสำนักของเธอ กำหนดอาการได้แล้ว จึงกลับจากที่นั้น ด้วยคิดว่า “วันนี้ เราไม่ชอบใจอาการ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 450

ของอาจารย์.” ดาบสรู้ความกลับของเหี้ยนั้นแล้วขว้างท่อนไม้ไปเพื่อประสงค์จะฆ่าเหี้ยนั้น. ท่อนไม้พลาดไป, พระยาเหี้ยเข้าไปสู่จอมปลวกแล้วโผล่ศีรษะออกหาจากจอมปลวกนั้นแล้วแลดูทางที่มา กล่าวกะดาบสว่า :-

“ข้าพเจ้า สำคัญท่านผู้ไม่สำรวมว่าเป็นสมณะจึงเข้าไปหาแล้ว, ท่านนั้น ย่อมไม่เป็นสมณะ โดยประการที่ท่านเอาไม้ประหารข้าพเจ้า; ท่านผู้มีปัญญาทราม ประโยชน์อะไรด้วยชฎาทั้งหลายของท่าน, ประโยชน์อะไรด้วยผ้าที่ทำด้วยหนังสัตว์ของท่าน, ภายในของท่านรกรุงรัง ท่านย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก.”

ครั้งนั้น ดาบสเพื่อจะล่อพระยาเหี้ยนั้น ด้วยของมีอยู่ของตน จึงกล่าวอย่างนี้ว่า :-

“เหี้ย ท่านจงกลับมา จงบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีทั้งหลาย, น้ำมันและเกลือของข้าพเจ้ามีอยู่, ดีปลีของข้าพเจ้าก็มีเพียงพอ.”

พระยาเหี้ยฟังคำนั้นแล้ว กล่าวว่า “ท่านกล่าวโดยประการใด ๆ; ความที่ข้าพเจ้าประสงค์เพื่อหนีไปอย่างเดียว ย่อมมีโดยประการนั้น ๆ” ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า :-

“ข้าพเจ้านั้น ยิ่งจักเข้าไปสู่จอมปลวกลึกตั้ง ๑๐๐ ชั่วบุรุษ น้ำมันและเกลือของท่านจะเป็นประโยชน์อะไร ? ดีปลีก็ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า.”