พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๔๕๑-๕๐๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 451

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ทำความสำคัญในท่านว่าเป็นสมณะสิ้นกาลประมาณเท่านี้, บัดนี้ ท่านขว้างท่อนไม้ไปเพราะความเป็นผู้ประสงค์จะประหารข้าพเจ้า, ท่านไม่เป็นสมณะแต่กาลที่ท่านขว้างท่อนไม้ไปแล้วทีเดียว, ประโยชน์อะไรด้วนชฎาทั้งหลายของบุคคลผู้ทรามปัญญาเช่นท่าน, ประโยชน์อะไรด้วยหนังเนื้อชื่ออชินะพร้อมทั้งกีบ. เพราะภายในของท่านรกรุงรัง, ท่านย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอกอย่างเดียวเท่านั้น.”

พระศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่า “พราหมณ์นี้ ได้เป็นดาบสผู้หลอกลวงในกาลนั้น, ส่วนพระยาเหี้ย ได้เป็นเรานี่เอง” ดังนี้ แล้วทรงประมวลชาดก เมื่อจะทรงแสดงเหตุแห่งดาบสนั้น ถูกเหี้ยตัวฉลาดข่มในกาลนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑๑. กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ กินฺเต อชินสาฏิยา

อพฺภนฺตรนฺเต คหนํ พาหิรํ ปริมชฺชสิ.

“ผู้มีปัญญาทราม ประโยชน์อะไรด้วยชฎาทั้งหลายของเธอ, ประโยชน์อะไรด้วยผ้าที่ทำด้วยหนังเนื้อชื่ออชินะของเธอ; ภายในของเธอรกรุงรัง, เธอย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า กินฺเต ชฏาหิ ความว่า ดูก่อนผู้ทรามปัญญา ประโยชน์อะไรด้วยชฎาเหล่านี้ แม้อันเธอเกล้าไว้ดีแล้วและด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังเนื้อชื่ออชินะนี้ พร้อมทั้งกีบอันเธอนุ่งแล้วของเธอ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 452

บทว่า อพฺภนฺตรํ ความว่า ในภายในของเธอรกรุงรังด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น, เธอย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก เหมือนคูถช้างคูถข้างคูถม้าเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอกอย่างเดียว.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องกุหกพราหมณ์ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 453

๑๒. เรื่องนางกิสาโคตรมี [๒๗๕]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภนางกิสาโคตรมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ปํสุกูลธรํ” เป็นต้น.

นางโคตมีเห็นท้าวสักกะ

ได้ยินว่า ในกาลนั้นท้าวสักกะเข้าไปเฝ้าพระศาสดา พร้อมกับเทวบริษัท ในที่สุดแห่งปฐมยาม ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ทรงสดับธรรมกถาอันเป็นที่ตั้งแหงความระลึกถึงอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

ในขณะนั้น นางกิสาโคตมีคิดว่า “เราจักเฝ้าพระศาสดา” เหาะมาทางอากาศแล้ว เห็นท้าวสักกะ จึงกลับไปเสีย* ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นนางผู้ถวายบังคมแล้ว กลับไปอยู่ ทูลถามพระศาสดาว่า “พระเจ้าข้า ภิกษุณีนั่นชื่อไร ? พอมาเห็นพระองค์แล้วก็กลับ.”

นางกิสาโคตมีเลิศทางทรงผ้าบังสุกุล

พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร ภิกษุณีนั่น ชื่อกิสาโคตรมี เป็นธิดาของตถาคต เป็นยอดแห่งพระเถรีผู้ทรงผ้าบังสุกุลทั้งหลาย” ดังนี้ตรัสพระคาถานี้ว่า

๑๒. ปํสุกูลธรํ ชนฺตุ กิสนฺธมนิสนฺถตํ

เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราเรียกชนผู้ทรงผ้าบังสุกุล ผู้ผอม สะพรั่งด้วยเอ็น ผู้เพ่งอยู่ผู้เดียวในป่านั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

  • การเที่ยวไปกลางคืนเสมอ ๆ ภิกษุณีมิได้ประพฤติ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 454

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสํ ความว่า ก็ชนทั้งหลายผู้ทรงผ้าบังสุกุล บำเพ็ญข้อปฏิบัติอันสมควรแก่ตน ย่อมเป็นผู้มีเนื้อและโลหิตน้อย และเป็นผู้มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น; เหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่างนั้น.

สองบทว่า เอกํ วนสฺมึ ความว่า เราย่อมเรียกบุคคลผู้เพ่งอยู่ผู้เดียวในที่สงัดนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องนางกิสาโคตรมี จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 455

๑๓. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ๒๗๖

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพราหมณ์คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “น จาหํ” เป็นต้น.

พราหมณ์เข้าเฝ้าพระศาสดา

ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า “พระสมณโคดม ตรัสเรียกสาวกทั้งหลายของพระองค์ว่า ‘พราหมณ์,’ ส่วนเราก็เป็นผู้เกิดในกำเนิดพราหมณ์, การที่พระองค์ต สเรียกเราอย่างนั้นบ้าง ย่อมควร” ดังนี้แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเนื้อความนั้น.

ลักษณะแห่งพราหมณ์

ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะเขาว่า “พราหมณ์ เราย่อมไม่เรียกว่า ‘พราหมณ์’ ด้วยเหตุสักว่าเกิดในกำเนิดพราหมณ์เท่านั้น, ส่วนผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ถือมั่น, เราเรียกผู้นั้นว่า ‘เป็นพราหมณ์” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓. น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ

โภวาที นาม โส โหติ ส เว โหติ สกิญฺจโน

อกิญฺจนํ อนาทนํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราไม่เรียกบุคคลผู้เกิดแต่กำเนิด ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิดว่า เป็นพราหมณ์; เขาย่อมเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที, เขาย่อมเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล, เราเรียกผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่า เป็นพราหมณ์.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 456

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยนิชํ ได้แก่ ผู้เกิดแล้วแต่กำเนิด.

บทว่า มตฺติสมฺภวํ ความว่า ผู้เกิดแล้วในท้องอันเป็นของมีอยู่แห่งมารดาผู้เป็นพราหมณี.

บทว่า โภวาที ความว่า ก็เขาเที่ยวกล่าวอยู่ว่า “ผู้เจริญ ผู้เจริญ”

ในคำที่ร้องเรียกกันเป็นต้น ย่อมเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที, เขาแล ยังเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล ด้วยกิเลสเครื่องกังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น๑แต่เราเรียกผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นอาทิ ผู้ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่มหาชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 457

๑๔. เรื่องอุคคเสน ๒๗๗

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภเศรษฐีบุตรชื่ออุคคเสน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “สพฺพสญฺโญชนํ”* เป็นต้น.

พระอรหันต์ย่อมไม่กลัว

เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในอรรถแห่งพระคาถาว่า “มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต” เป็นต้นนั้นแล.

ก็ในกาลนั้น พระศาสดา เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า พระอุคคเสนย่อมกล่าวว่า ‘เราไม่กลัว’ ชะรอยว่าจะพยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคำไม่จริง,” จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เช่นกับบุตรของเรา มีสังโยชน์อันตัดได้แล้ว ย่อมไม่กลัวเลย” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑๔. สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา โย เว น ปริตสฺสติ

สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใดแล ตัดสังโยชน์ทั้งปวงได้แล้ว ย่อมไม่สะดุ้ง, เราเรียกผู้นั้น ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องได้ ผู้หลุดพ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสญฺโญชนํ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ อย่าง.

บทว่า น ปริตสฺสติ ได้แก่ ย่อมไม่กลัวเพราะตัณหา.

บทว่า ตมหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ ความว่า เราเรียกผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า

  • บาลี เป็น สพฺพสํโยชนํ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 458

ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง เพราะความที่กิเลสเครื่องข้องทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น อันล่วงได้แล้ว ผู้ชื่อว่าพรากได้แล้ว เพราะไม่มีแห่งโยคะแม้ ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องอุคคเสน จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 459

๑๕. เรื่องพราหมณ์ ๒ คน [๒๗๘]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพราหมณ์ ๒ คน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “เฉตฺวา นทฺธึ” เป็นต้น.

พราหมณ์สองคนเอาโคแข่งขันกัน

ได้ยินว่า ในพราหมณ์สองคนนั้น พราหมณ์คนหนึ่งมีโคชื่อว่า จูฬโรหิต, คนหนึ่งมีโคชื่อว่ามหาโรหิต.

ในวันหนึ่ง เขาทั้งสองเถียงกันว่า “โคของท่านแข็งแรง หรือโคของเราแข็งแรง” ดังนี้แล้ว ต่างกล่าวกันว่า “ประโยชน์อะไรของเราทั้งหลาย ด้วยการเถียงกัน, เราแข่งกันแล้ว จักรู้” ยังเกวียนให้เต็มด้วยทรายที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี แล้วเทียมโค.

ในขณะนั้น แม้ภิกษุทั้งหลายก็ได้ไปแล้วในที่นั้น เพื่อสรงน้ำ. พราหมณ์ทั้งหลายแข่งโคกันแล้ว. เกวียนได้หยุดนิ่งอยู่, ส่วนชะเนาะและเชือกทั้งหลายขาดแล้ว.

ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ไปยังวิหาร กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระศาสดา.

ควรตัดชะเนาะและเชือกภายใน

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ชะเนาะและเชือกนั่นเป็นแต่ภายนอก, คนใดคนหนึ่งก็ตัดชะเนาะและเชือกเหล่านั้นได้ทั้งนั้น, ฝ่ายภิกษุตัดชะเนาะคือความโกรธ และเชือกคือตัณหาอันเป็นไปภายในควร” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 460

๑๕. เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ สนฺทานํ* สหนุกฺกมํ

อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราเรียกบุคคลผู้ตัดชะเนาะ เชือก และเครื่องต่อพร้อมทั้งหลาย ผู้มีลิ่มสลักอันถอนขึ้นแล้ว ผู้รู้แล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นทฺธึ ได้แก่ ความโกรธอันเป็นไปโดยความเป็นเครื่องผูกรัด.

บทว่า วรตฺตํ ได้แก่ ตัณหาอันเป็นไปโดยความเป็นเครื่องผูก.

บาทพระคาถาว่า สนฺธานํ สหนุกฺกมํ เป็นต้น ความว่า เราเรียกบุคคลผู้ตัดเครื่องต่อคือทิฏฐิ ๖๒* อันประกอบด้วยสายคืออนุสัย แม้ทั้งปวงนี้ตั้งอยู่แล้ว ผู้ชื่อว่า มีลิ่มสลักอันถอนขึ้นแล้ว เพราะความที่ลิ่มสลักคืออวิชชาเป็นของอันตนถอนขึ้นแล้ว ผู้ชื่อว่า รู้แล้วเพราะรู้สัจจะ ๔ นั้นว่าเป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ภิกษุ ๕๐๐ รูปตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว. เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องพราหมณ์ ๒ คน จบ.

____________________

  • ม. โป. และ อรรถกถา เป็น สนฺธานํ.
    • ที. สี. ๙/๔๙.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 461

๑๖. เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ [๒๗๙]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อกฺโกสํ” เป็นต้น.

นางธนัญชานีถูกด่า

ความพิสดารว่า นางพราหมณีชื่อธนัญชานี ของภารทวาชพราหมณ์ผู้พี่ชายของอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ได้เป็นโสดาบันแล้ว. นางจามก็ดี ไอก็ดี พลาดก็ดี เปล่งอุทานนี้ว่า “นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (ความนอบน้อม จงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้น).”

วันหนึ่ง ในเวลาที่อังคาสพราหมณ์ นางพลาดแล้ว เปล่งอุทานขึ้นอย่างนั้นนั่นแล ด้วยเสียงอันดัง. พราหมณ์โกรธแล้ว กล่าวว่า “หญิงถ่อยนี้ พลาดแล้วในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมกล่าวสรรเสริญพระสมณะหัวโล้นนั้นอย่างนี้ทุกที” ดังนี้แล้ว กล่าวว่า “หญิงถ่อย บัดนี้ข้าจักไปยกวาทะต่อศาสดานั้นของเจ้า.”

ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า “จงไปเถิดพราหมณ์ดิฉันไม่เห็นบุคคลผู้จะยกวาทะต่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้: เออ ก็ครั้นไปแล้ว จงทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า.” เขาไปสู่สำนักพระศาสดา ไม่ถวายบังคมเลย ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว, เมื่อจะทูลถามปัญหา จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 462

“บุคคลฆ่าอะไรได้สิ จึงอยู่เป็นสุข, ฆ่าอะไรได้สิ จึงไม่เศร้าโศก, ข้าแต่พระโคดม พระองค์ย่อมชอบใจซึ่งการฆ่าธรรมอะไรสิ ซึ่งเป็นธรรมอันเอก.”

ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เขา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

“บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงอยู่เป็นสุข. ฆ่าความโกรธได้แล้วจึงไม่เศร้าโศก, พราหมณ์ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ อันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน, เพราะบุคคลนั้นฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.”

พราหมณ์ ๔ คนบรรลุพระอรหัตผล เขาเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.

ครั้งนั้น อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ผู้น้องชายของเขา ได้ฟังว่า “ได้ยินว่า พี่ชายของเราบวชแล้ว” ก็โกรธ จึงมาด่าพระศาสดาด้วยวาจาหยาบคาย ซึ่งมิใช่วาจาสัตบุรุษ. แม้เขาก็ถูกพระศาสดาให้รู้สำนึกแล้ว ด้วยข้ออุปมาด้วยการให้ของควรเคี้ยวเป็นต้นแก่แขกทั้งหลาย เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. น้องชายทั้งสองของเธอแม้อื่นอีก คือสุนทริกภารทวาชะ พิลังคกภารทวาชะ (พากัน) ด่าพระศาสดาเหมือนกัน อันพระศาสดาทรงแนะนำบวชแล้วบรรลุพระอรหัต.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 463

ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย คุณของพระพุทธเจ้าน่าอัศจรรย์หนอ: เมื่อพราหมณ์พี่น้องชายทั้ง ๔ ด่าอยู่, พระศาสดาไม่ตรัสอะไร ๆ กลับเป็นที่พึ่งของพราหมณ์เหล่านั้นอีก.”

พระศาสดาเป็นที่พึ่งของมหาชน

พระศาสดา เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ด้วยกถาชื่อนี้” จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่ประทุษร้าย ในชนทั้งหลายผู้ประทุษร้าย เพราะความที่เราประกอบด้วยกำลังคือขันติ ย่อมเป็นที่พึ่งของมหาชนโดยแท้ ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑๖. อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ

ขนฺตีพลํ พลาณีกํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใด ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นซึ่งคำด่าและการตีและการจำจองได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีกำลังคือขันติ มีหมู่พลว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทุฏฺโฐ เป็นต้น ความว่า ผู้ใดเป็นผู้มีใจไม่โกรธ อดกลั้นคำด่าและคำบริภาษ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ และการดีด้วยฝ่ามือเป็นต้น และการจำด้วยเครื่องจำคือขื่อเป็นต้น, เราเรียกผู้นั้น คือผู้เห็นปานนั้น ซึ่งชื่อว่ามีกำลังคือขันติ เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังคือขันติ ผู้ชื่อว่ามีหมู่พล เพราะความเป็นผู้ประกอบ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 464

ด้วยกำลังคือขันติ อันเป็นหมู่ เพราะเกิดขึ้นบ่อย ๆ นั่นแล ว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องอักโกสกภารทวารพราหมณ์ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 465

๑๗. เรื่องพระสารีบุตรเถระ [๒๘๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อกฺโกธนํ” เป็นต้น.

พระเถระสละทรัพย์ออกบวช

ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระเถระเที่ยวไปบิณฑบาตกับด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้ไปยังประตูเรือนของมารดา ในบ้านนาลกะ.

ครั้งนั้น นางนิมนต์ให้ท่านนั่งแล้ว อังคาสอยู่ ด่าว่า “ผู้เจริญท่านไม่ได้ของเคี้ยวที่เป็นเดน และน้ำข้าวที่เป็นเดน ก็สมควรจะกินน้ำข้าวที่ติดอยู่ทางหลังกระบวย ในเรือนของคนอื่น, ท่านสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิบวชเสียได้, ท่านให้เราฉิบหายแล้ว, บัดนี้ท่านจงบริโภคเถิด.” นางพลางถวายภัตแม้แก่ภิกษุทั้งหลาย กล่าวว่า “บุตรของเราถูกท่านทั้งหลายทำให้เป็นคนรับใช้ของตนแล้ว, บัดนี้ พวกท่านจงบริโภคเถิด,” พระเถระรับภิกษาแล้วได้ตรงไปยังวิหารทีเดียว.

ครั้งนั้น ท่านพระราหุล เอื้อเฟื้อพระศาสดาด้วยบิณฑบาตแล้ว.

ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า “ราหุล พวกเธอไป ณ ที่ไหน.”

พระราหุล. พวกข้าพระองค์ไปยังบ้านของย่า พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. ก็อุปัชฌายะของเธอ ถูกย่ากล่าวอย่างไร ?

พระราหุล. พระเจ้าข้า พระอุปัชฌายะของข้าพระองค์ ถูกย่าด่าแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 466

พระศาสดา. อุปัชฌายะของเธอถูกย่าว่าอย่างไร ?

พระราหุล. ว่ากล่าวถ้อยคำชื่อนี้ พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. ส่วนอุปัชฌายะของเธอ ว่าอย่างไร ?

พระราหุล. ไม่ว่าอะไร ๆ เลย พระเจ้าข้า.

ภิกษุทั้งหลายสรรเสริญพระเถระ

ภิกษุทั้งหลาย ฟังคำนั้นแล้ว สนทนากันในโรงธรรมว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย คุณทั้งหลายของพระสารีบุตรเถระน่าอัศจรรย์หนอ: เมื่อมารดาของท่านด่าอยู่ชื่ออย่างนั้น แม้เหตุสักว่าความโกรธ มิได้มีเลย.”

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยกถาอะไรหนอ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ด้วยกถาชื่อนี้,” จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลายเป็นผู้โกรธเลย” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑๗. อกฺโกธนํ วตวนฺตํ สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ

ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราเรียกผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีตัณหา

เครื่องฟูขึ้น ผู้ฝึกแล้ว มีสรีระในที่สุดนั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตฺตวนฺตํ* เป็นต้น ความว่า เราเรียกผู้ประกอบด้วยวัตรคือธุดงค์ ผู้มีศีลด้วยปาริสุทธิศีล ๔ ผู้ชื่อว่าไม่มีตัณหา

  • บาลีเป็น วตวนฺตํ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 467

เครื่องฟูขึ้น เพราะไม่มีเครื่องฟูขึ้นคือตัณหา ผู้ชื่อว่าฝึกแล้ว เพราะฝึกอินทรีย์ ๖ ผู้ชื่อว่ามีสรีระมีในที่สุด เพราะอัตภาพอันตั้งอยู่ในที่สุดนั้นว่าเป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 468

๑๘. เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี [๒๘๑]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระอุบลวรรณาเถรี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “วาริ โปกฺขรปตฺเตว” เป็นต้น. มหาชนเข้าใจว่าพระขีณาสพยินดีกามสุข

เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้วแล ในอรรถกถาแห่งพระคาถาว่า “มธุวา มญฺญตี พาโล”* เป็นต้น.

จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวว่า “โดยสมัยอื่นอีก มหาชนสนทนากันในโรงธรรมว่า “ถึงพระขีณาสพทั้งหลาย ชะรอยจะยังเสพกาม, ทำไมจักไม่เสพ ? เพราะท่านเหล่านั้น ไม่ใช่ไม้ผุ ไม่ใช่จอมปลวก ยังมีเนื้อและสรีระสดชื่นอยู่เทียว๑เหตุนั้น แม้พระขีณาสพเหล่านั้น จึงยังยินดีกามสุขมีอยู่.”

พระขีณาสพไม่ติดอยู่ในกาม

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ด้วยกถาชื่อนี้” จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่ยินดีซึ่งกามสุข ไม่เสพกาม, เหมือนอย่างว่าหยาดน้ำที่ตกลงบนใบบัว ย่อมไม่ติด ไม่ค้างอยู่, ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียวฉันใด; อนึ่ง เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาด ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม, ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียว

  • มาใน ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๒ พาลวรรค เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 469

ฉันใด; แม้กามทั้งสองอย่าง ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ในจิตของพระขีณาสพฉันนั้น” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาในพราหมณวรรคนี้ว่า :-

๑๘. วาริ โปกฺขรปตฺเตว อารคฺเคริว สาสโป

โย น ลิมฺปติ กาเมสุ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใด ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุผักกาด ไม่ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลมฉะนั้น, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย น ลิปฺปติ* เป็นต้น ความว่าผู้ใด ย่อมไม่ติดแม้ในกามทั้งสองอย่างในภายใน คือไม่ตั้งอยู่ในกามนั้นอย่างนี้นั่นแล, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี จบ.

____________________

  • บาลีเป็น ลิมฺปติ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 470

๑๙. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๒๘๒]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “โย ทุกฺขสฺส” เป็นต้น.

ทาสของพราหมณ์หนีไปบวช

ได้ยินว่า ทาสคนหนึ่งของพราหมณ์นั้น เมื่อสิกขาบทอันพระศาสดายังไม่ทรงบัญญัติ หนีไปบวชบรรลุพระอรหัตแล้ว. พราหมณ์ค้นหาอยู่ก็ไม่พบ ในวันหนึ่งพบท่านเข้าไปบิณฑบาตกับพระศาสดาที่ระหว่างประตูได้ยึดจีวรไว้อย่างมั่น. พระศาสดาเสด็จกลับ ตรัสถามว่า “นี่อะไรกัน ? พราหมณ์.”

พราหมณ์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ (ภิกษุนี้) เป็นทาสของข้าพระองค์.

พระศาสดา. พราหมณ์ ภิกษุนั่น เป็นผู้มีภาระอันปลงแล้ว.

เมื่อพระศาสดาตรัสว่า “เป็นผู้มีภาระอันปลงแล้ว,” พราหมณ์กำหนดได้ว่า “เป็นพระอรหันต์.” เหตุนั้น เมื่อพราหมณ์กราบทูลแม้อีกว่า “อย่างนั้นหรือ ? พระโคดมผู้เจริญ.”

พระศาสดาตรัสว่า “ถูกแล้ว พราหมณ์ ภิกษุนั่นเป็นผู้มีภาระอันปลงแล้ว” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑๙. โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ อิเธว ขยมตฺตโน

ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺรหฺมณํ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 471

“ผู้ใด ในศาสนานี้แล รู้ชัดความสิ้นไปแห่งทุกข์ของตน, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีภาระอันปลงแล้ว ผู้พรากได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ ขันธทุกข์.

บทว่า ปนฺนภารํ เป็นต้น ความว่า เราเรียกผู้มีภาระคือขันธ์อันปลงแล้ว ผู้พรากได้แล้วจากโยคะ ๔ หรือสรรพกิเลสนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนาได้เป็นประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 472

๒๐. เรื่องพระเขมาภิกษุณี [๒๘๓]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเขมาภิกษุณี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “คมฺภีรปญฺญํ” เป็นต้น.

พระเขมาภิกษุณีพบท้าวสักกะ

ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง ท้าวสักกเทวราชเสด็จมากับเทวบริษัทในระหว่างแห่งปฐมยาม ประทับนั่งสดับธรรมกถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงอยู่ ในสำนักพระศาสดา.

ในขณะนั้น พระเขมาภิกษุณีมาด้วยดำริว่า “จักเฝ้าพระศาสดา” เห็นท้าวสักกะแล้ว ยืนอยู่ในอากาศนั่นเอง ถวายบังคมพระศาสดาแล้วก็กลับไป.

ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็นพระเขมานั้นแล้ว ทูลถามว่า “พระเจ้าข้า ภิกษุณีนั่นชื่ออะไร ? มายืนอยู่ในอากาศนั้นเอง ถวายบังคมแล้วกลับไป.”

ลักษณะแห่งพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา

พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร ภิกษุณีนั่น เป็นธิดาของตถาคตชื่อเขมา เป็นผู้มีปัญญามาก ฉลาดในทางและมิใช่ทาง” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๐. คมฺภีรปญฺญ เมธาวึ มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ

อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 473

“เราเรียกผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุด นั้นว่าเป็นพราหมณ์.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คมฺภีรปญฺญํ เป็นต้น ความว่า เราเรียกบุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา อันเป็นไปในธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้นอันลึกซึ้ง ผู้เป็นปราชญ์ ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเรืองในธรรม ผู้ชื่อว่าฉลาด ในทางและมิใช่ทาง เพราะความเป็นผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทางอย่างนี้ คือ นี้เป็นทางแห่งทุคติ, นี้เป็นทางแห่งสุคติ, นี้เป็นทางแห่งพระนิพพาน, นี้มิใช่ทาง, ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุด กล่าวคือพระอรหัตนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระเขมาภิกษุณี จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 474

๒๑. เรื่องพระติสสเถระอยู่ในเงื้อมเขา [๒๘๔]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระติสสเถระผู้อยู่ในเงื้อมเขา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อสํสฏฺฐิ” เป็นต้น.

เทพดากลัวผู้มีศีลบริสุทธิ์

ได้ยินว่า พระเถระนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว เข้าไปสู่ป่า พลางตรวจดูเสนาสนะเป็นที่สบาย ถึงเงื้อมถ้ำแห่งหนึ่ง. ในขณะที่ท่านถึงนั้นเอง จิตของท่านได้ (ถึง) ความเป็นธรรมชาติแน่แน่วแล้ว.

ท่านคิดว่า “เราเมื่ออยู่ในที่นี้ จักสามารถเพื่อให้กิจแห่งบรรพชิตสำเร็จได้.

เทพดาผู้สิงอยู่แม้ที่ถ้ำคิดว่า “ภิกษุผู้มีศีลมาแล้ว, การที่เราอยู่ในที่แห่งเดียวกันกับภิกษุนี้ ลำบาก; ก็ภิกษุนี้จักอยู่ในที่สิ้นราตรีหนึ่งเท่านั้นก็จักจากไป” จึงพาบุตรทั้งหลายออกไป.

ในวันรุ่งขึ้น พระเถระเข้าไปสู่โคจรคามแต่เช้าตรู่ เพื่อบิณฑบาต.

ครั้งนั้น อุบาสิกาคนหนึ่งเห็นท่านแล้ว กลับได้ความรักเพียงดังบุตรแล้ว นิมนต์ให้นั่งในเรือน ให้ฉันแล้ว อ้อนวอนเพื่อต้องการให้อาศัยตนอยู่ตลอด ๓ เดือน. ฝ่ายท่านก็รับ ด้วยคิดว่า “เราอาศัยอุบาสิกานี้สามารถเพื่อทำการสลัดออกจากภพได้” ดังนี้แล้ว ได้ไปยังถ้ำนั้นแล.

เทพดาเห็นท่านกำลังเดินมา คิดว่า “พระเถระนี้จักเป็นผู้อันใคร ๆ นิมนต์ไว้แน่แท้, ท่านคงจักไปในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 475

เทพยดาคิดอบายให้ภิกษุไปจากที่นั้น เมื่อเวลาประมาณกึ่งเดือนล่วงไปแล้วอย่างนี้, เทพดาก็ติดว่า “ภิกษุนี้ เห็นจักอยู่ในที่นี้จริง ๆ สิ้นภายในฤดูฝน, ก็การที่เรากับบุตรน้อยทั้งหลายอยู่ในที่อันเดียวกันกับผู้มีศีล เป็นการทำได้ยาก; อนึ่งเราไม่อาจจะกล่าวกะภิกษุนี้ว่า ‘ท่านจงออกไปเสีย’ ดังนี้ได้, ความพลั้งพลาดในศีลของภิกษุนี้มีอยู่ไหมหนอ ?” ดังนี้แล้ว ตรวจดูอยู่ด้วยทิพยจักษุ ก็ยังไม่เห็นความพลั้งพลาดในศีลของท่าน ตั้งแต่เวลาอุปสมบท จึงคิดว่า “ศีลของท่านบริสุทธิ์, เราจักทำเหตุบางอย่างนั่นเทียว ให้ความเสื่อมเสียเกิดขึ้นแก่ท่าน” ดังนี้แล้ว จึง (เข้าไป) สิงในสรีระของบุตรคนใหญ่ของอุบาสิกา ในตระกูลอุปัฏฐาก บิดคอแล้ว. นัยน์ตาทั้งสองของบุตรนั้นเหลือกแล้ว, น้ำลายไหลออกจากปาก. อุบาสิกาเห็นบุตรนั้นแล้ว ร้องว่า “นี้อะไรกัน ?”

ครั้งนั้น เทพดามีรูปไม่ปรากฏ กล่าวกะอุบาสิกานั้นอย่างนี้ว่า “บุตรนั่นเราจับไว้แล้ว, เราไม่มีความต้องการแม้ด้วยพลีกรรม, แต่ท่านจงขอชะเอมเครือกะพระเถระผู้เข้าถึงตระกูลของท่านแล้ว เอาชะเอมเครือนั้นทอดน้ำมันแล้ว จงให้แก่บุตรนี้โดยวิธีนัดถุเถิด, เมื่อทำอย่างนี้ เราจึงจักปล่อยบุตรนี้.”

อุบาสิกา. บุตรนั่น จงฉิบหายหรือตายไปก็ตามเถิด, ฉันไม่อาจจะขอชะเอมเครือกะพระผู้เป็นเจ้าได้.

เทพดา. ถ้าท่านไม่อาจจะขอชะเอมเครือไซร้, ท่านจงบอกเพื่อใส่ผงหิงคุลงในจมูกของบุตรนั้น.

อุบาสิกา. ฉันไม่อาจเพื่อกล่าวคำแม้อย่างนี้ได้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 476

เทพดา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเทน้ำล้างเท้าของพระเถระนั้น ลงบนศีรษะ (บุตร) เถิด.

อุบาสิกากล่าวว่า “ฉันอาจทำข้อนี้ได้,” นิมนต์ให้พระเถระผู้มาตามเวลานั่งแล้ว ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว ล้างเท้าของพระเถระผู้นั่งอยู่ในระหว่างภัต รองเอาน้ำไว้แล้ว เรียนให้ทราบว่า “ท่านผู้เจริญ ฉันจะรดน้ำนี้ลงบนศีรษะของเด็ก,” เมื่อท่านอนุญาตว่า “จงรดเถิด,” ได้ทำอย่างนั้นแล้ว. เทพดาปล่อยเด็กนั้นในขณะนั้นเอง แล้วได้ไปยืนอยู่ที่ประตูถ้ำ แม้พระเถระ ในเวลาเสร็จภัตกิจ ลุกจากอาสนะ สาธยายอาการ ๓๒ อยู่เทียว เพราะความที่ท่านเป็นผู้ไม่ละเลยกัมมัฏฐาน หลีกไปแล้ว.

ครั้นในเวลาท่านถึงประตูถ้ำ เทพดานั้นกล่าวกะท่านว่า “พ่อหมอใหญ่ ท่านอย่าเข้ามาในที่นี้.” ท่านยืนอยู่ ณ ที่นั้นเอง กล่าวว่า “ท่านเป็นใคร ?”

เทพดา. ข้าพเจ้าเป็นเทพดาผู้สิงอยู่ในที่นี้.

พระเถระคิดว่า “ที่อันเราทำเวชกรรมมีอยู่หรือหนอแล ?” ดังนี้แล้ว ตรวจดูจำเติมแต่กาลอุปสมบท ก็ยังไม่เห็นความเศร้าหมองหรือด่างพร้อยในศีลของตน จึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นที่ที่ข้าพเจ้าทำเวชกรรมเลย, ท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะเหตุไร ?”

เทพดา. ท่านไม่เห็นหรือ ?

พระเถระ. เออ เราไม่เห็น.

เทพดา. ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะบอกแก่ท่าน.

พระเถระ. (เชิญ) ท่านจงบอก.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 477

เทพดา. การพูดในสิ่งที่ไกลจงยกไว้ก่อนเถิด, ในวันนี้เอง ท่านรดน้ำล้างเท้าแก่บุตรของอุปัฏฐาก ซึ่งถูกอมนุษย์สิงแล้ว บนศีรษะ หรือไม่ได้รด.

พระเถระ. เออ เราได้รด.

เทพดา. นั่นเป็นไรเล่า ? ท่านไม่เห็นหรือ ?

พระเถระ. ท่านกล่าวประสงค์เหตุนั่นหรือ ?

เทพดา. จ้ะ ข้าพเจ้ากล่าวประสงค์เหตุนั่น.

ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ต้องร้อนใจ

พระเถระติดว่า “โอหนอ ตนเราตั้งไว้ชอบแล้ว, เราประพฤติสมควรแก่ศาสนาแล้วจริง, แม้เทพดามิได้เห็นความเศร้าหมองหรือด่างพร้อยในจตุปาริสุทธิศีลของเรา ได้เห็นแต่เพียงน้ำล้างเท้า อันเรารดแล้วบนศีรษะของทารก.” ปีติมีกำลังเพราะปรารภศีลเกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน. ท่านข่มปีติอันมีกำลังนั้นไว้แล้ว ไม่ทำแม้การยกเท้าขึ้น บรรลุพระอรหัตในที่นั้นนั่นเอง แล้วกล่าวว่า “ท่านประทุษร้ายสมณะผู้บริสุทธิ์เช่นเรา, ท่านอย่าอยู่ในชัฏแห่งป่านี้, ท่านนั่นแล จงออกไปเสีย” เมื่อจะสอนเทวดาจึงเปล่งอุทานนี้ว่า :-

“การอยู่ของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ, ท่านอย่าประทุษร้ายเราผู้ไม่มีมลทิน ผู้มีตบะ ผู้บริสุทธิ์แล้ว, ท่านจงออกจากป่าใหญ่เสียเถิด.”

ท่านอยู่ในที่นั้นนั่นแล ตลอดไตรมาส ออกพรรษาแล้วไปยังสำนักพระศาสดา ถูกภิกษุทั้งหลายถามว่า “ผู้มีอายุ กิจแห่งบรรพชิตท่านให้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 478

ถึงที่สุดแล้วหรือ ?” จึงบอกเรื่องนั้นทั้งหมด จำเดิมแต่การเข้าจำพรรษาในถ้ำนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย, เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ผู้มีอายุ ท่านถูกเทพดาว่ากล่าวอยู่อย่างนั้น ไม่โกรธหรือ ?” กล่าวว่า “ผมไม่โกรธ.”

ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคตว่า “พระเจ้าข้า ภิกษุนี้ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล, แม้ถูกเทพดาว่ากล่าวคำชื่อนี้อยู่ ย่อมกล่าวได้ว่า “เราไม่โกรธ.” ลักษณะพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา

พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของพระภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราย่อมไม่โกรธเลย, เพราะขึ้นชื่อว่าความเกี่ยวข้องด้วยคฤหัสถ์หรือด้วยบรรพชิตทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุตรของเรานั่น, บุตรของเรานั่น ไม่เกี่ยวข้อง ปรารถนาน้อย สันโดษ” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๑. อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ อนาคาเรหิ จูภยํ

อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราเรียกบุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยชน ๒ จำพวกคือคฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ผู้ไม่มีอาลัยเที่ยวไป ผู้ปรารถนาน้อยนั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสํสฏฺฐํ ความว่า ชื่อว่า ผู้ไม่เกี่ยวข้องเพราะความไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยการดู การฟัง การสนทนา การบริโภคและด้วยกาย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 479

บทว่า อุภยํ ได้แก่ ผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยชนแม้ ๒ จำพวก คือคฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑.

บทว่า อโนกสารึ ได้แก่ ผู้ไม่มีอาลัยเที่ยวไป. อธิบายว่า เราเรียกผู้นั้น คือเห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระติสสเถระผู้อยู่ในเงื้อมเขา จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 480

๒๒. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ๒๘๕

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “นิธาย” เป็นต้น. ภิกษุเดินทางร่วมกับหญิงแม้ไม่รู้ก็มีโทษ

ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว พยายามอยู่ในป่า บรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า “เราจักกราบทูลคุณอันตนได้แล้วแด่พระศาสดา” จึงออกจากป่านั้น.

ครั้งนั้น หญิงคนหนึ่งในบ้านตำบลหนึ่ง ทำการทะเลาะกับสามี, เมื่อสามีนั้นออกไปภายนอก, คิดว่า “เราจักไปสู่เรือนตระกูล” จึงเดินทางไป พบภิกษุนั้นในระหว่างทาง คิดว่า “เราจักอาศัยพระเถระนี้ไป” จึงติดตามไปข้างหลัง ๆ. แต่พระเถระไม่เห็นนาง.

ครั้งนั้น สามีของนางมาสู่เรือน ไม่เห็นนาง คิดว่า “นางจักไปสู่บ้านแห่งตระกูลแล้ว” ติดตามไปพบนางแล้วคิดว่า “อันหญิงนี้คนเดียว ไม่อาจเดินข้ามดงนี้ได้, มันอาศัยอะไรหนอ ? จึงไปได้” ดังนี้แล้วตรวจดูอยู่ เห็นพระเถระแล้ว คิดว่า “พระเถระนี้จักเป็นผู้พาหญิงนี้ออกไปแล้ว” จึงขู่พระเถระ.

ครั้งนั้น หญิงนั้นจึงกล่าวกะสามีนั้นว่า “ท่านผู้เจริญนั่น มิได้เห็นมิได้ร้องเรียกดิฉันเลย, คุณอย่าได้ว่ากล่าวอะไร ๆ กะท่านเลย.”

พระเถระถูกสามีของหญิงนั้นตีแต่ไม่โกรธ

สามีนั้นมีความโกรธเกิดขึ้นว่า “ก็เจ้าจักไม่บอกบุคคลผู้พาเจ้าไปแก่เราหรือ ? เราจักทำกรรมอันสมควรแก่ภิกษุนี้ (แทน) ตัวเจ้าให้ได้.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 481

ด้วยความอาฆาตในหญิง จึงตีพระเถระ แล้วพาหญิงนั้นกลับไป.

ทั่วสรีระของพระเถระได้เป็นปมเกิดขึ้นแล้ว. ครั้นในกาลแห่งพระเถระนั้นมาสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลายพากันนวดสรีระ เห็นปมแล้วถามว่า “นี่อะไร ?” ท่านบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุเหล่านั้น.

ลำดับนั้น พวกภิกษุถามท่านว่า “ผู้มีอายุ ก็เมื่อบุรุษนั้นประหารอยู่อย่างนั้น, ท่านได้กล่าวอะไร ? หรือความโกรธเกิดแก่ท่านไหม ?” พระเถระกล่าวว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ความโกรธย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เรา.”

ภิกษุเหล่านั้น ไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นแล้วกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ภิกษุนั้น อันข้าพระองค์ทั้งหลายกล่าวอยู่ว่า ‘ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านไหม’ ยังกล่าวได้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลายความโกรธย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เรา,’ ภิกษุนั้นกล่าวคำไม่จริง พยากรณ์อรหัตผล.”

พระขีณาสพแม้ถูกตีก็ไม่โกรธ

พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย มีอาชญาอันวางแล้ว, พระขีณาสพเหล่านั้น ย่อมไม่ทำความโกรธในชนทั้งหลาย แม้ผู้ประหารอยู่” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๒. นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ ตเสสุ ถาวเรสุ จ

โย น หนฺติ น ฆาเตติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใดวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะดุ้งและผู้มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 482

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิธาย ได้แก่ วางแล้ว คือ ปลงลงแล้ว.

สองบทว่า ตเสสุ ถาวเรสุ จ ความว่า ผู้ชื่อว่าสะดุ้ง เพราะความสะดุ้งด้วยสามารถแห่งตัณหา และผู้ชื่อว่า มั่นคง เพราะความเป็นผู้มั่นคงโดยความไม่มีแห่งตัณหา.

สองบทว่า โย น หนฺติ เป็นต้น ความว่า ผู้ใด ชื่อว่ามีอาชญาอันวางแล้ว เพราะความเป็นผู้มีปฏิฆะไปปราศแล้วในสัตว์ทั้งปวงอย่างนี้ ย่อมไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ซึ่งสัตว์อะไรๆ, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 483

๒๓. เรื่องสามเณร ๒๘๖

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภสามเณรทั้งหลาย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อวิรุทฺธํ” เป็นต้น. พราหมณีเสียใจเพราะได้สามเณรน้อย

ได้ยินว่า พราหมณีคนหนึ่ง จัดแจงอุทเทสภัตไว้เพื่อภิกษุ ๔ รูปกล่าวกะพราหมณ์ว่า “พราหมณ์ ท่านจงไปวิหารแล้ว เจาะจงนำพราหมณ์แก่ ๔ คนมา.” พราหมณ์นั้นไปสู่วิหารแล้วกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย เจ้าจงให้พราหมณ์ ๔ คนแก่ผม.”

สามเณรผู้เป็นขีณาสพ ๔ รูป ซึ่งมีอายุ ๗ ปี คือ “สังกิจจสามเณรบัณฑิตสามเณร โสปากสามเณร เรวตสามเณร” ถึงแล้วแก่พราหมณ์นั้น.

พราหมณี แต่งตั้งอาสนะทั้งหลายควรแก่ค่ามากไว้ เห็นสามเณรแล้ว โกรธ บ่นพึมพำอยู่ เหมือนเกลืออันบุคคลใส่ลงที่เตาไฟ กล่าวว่า “ท่านไปวิหารแล้ว พาเด็ก ๔ คนแม้ปูนหลานของตนซึ่งไม่สมควรมาแล้ว” จ่งไม่ให้สามเณรเหล่านั้นนั่งบนอาสนะเหล่านั้น ลาดตั่งที่ต่ำ ๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงนั่งบนตั่งเหล่านั้น” กล่าวว่า “พราหมณ์ท่านจงไป จงเลือกพราหมณ์แก่แล้วนำมา.” แม้อัครสาวกทั้งสองก็ไม่เป็นที่พอใจของพราหมณี พราหมณ์ไปสู่วิหาร พบพระสารีบุตรเถระแล้ว เรียนว่า “มาเถิดท่าน, เราจักไปสู่เรือนของเราทั้งหลาย” ดังนี้แล้ว นำมา. พระเถระมาเห็นสามเณรทั้งหลายแล้ว ถามว่า “พราหมณ์เหล่านี้ได้ภัตแล้วหรือ ?”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 484

เมื่อเขาตอบว่า “ยังไม่ได้,” จึงทราบความที่เขาจัดภัตไว้เพื่อพราหมณ์ ๔ คนเท่านั้น กล่าวว่า “พวกท่านจงนำบาตรของเรามา” แล้วรับบาตรหลีกไป.

ฝ่ายพราหมณี ถามว่า “พราหมณ์นี้กล่าวอะไร ?” เมื่อพราหมณ์ตอบว่า “ท่านกล่าวว่า ‘การที่พราหมณ์ผู้นั่งอยู่เหล่านั่นได้ (ก่อน) จึงควร, จงนำบาตรของเรามา, รับเอาบาตรของตนแล้วไป” จึงกล่าวว่า “พระเถระนั้น เห็นจะไม่ประสงค์เพื่อจะฉัน, ท่านจงรีบไปเลือกดูพราหมณ์อื่นแล้วนำมา.” พราหมณ์ไปพบพระมหาโมคคัลลานเถระ ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน นำมาแล้ว.

แม้ท่าน เห็นสามเณรทั้งหลายแล้ว ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วก็รับบาตรหลีกไป

ลำดับนั้น พราหมณีกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า “พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ไม่ประสงค์เพื่อจะฉันกระมัง ? ท่านจงไปสู่โรงสวดของพราหมณ์นำพราหมณ์แก่คนหนึ่งมา.”

ฝ่ายสามเณรทั้งหลาย ไม่ได้อะไร ๆ จำเดิมแต่เช้า ถูกความหิวบีบคั้น นั่งอยู่แล้ว. ท้าวสักกะปลอมเป็นพราหมณ์แก่มาทรมานพราหมณี

ครั้งนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนแล้ว เพราะเดชคุณของสามเณรเหล่านั้น. ท้าวเธอทรงใคร่ครวญอยู่ ก็ทราบความที่สามเณรเหล่านั้นนั่งหิวโหยอยู่ตั้งแต่เช้า ทรงดำริว่า “การที่เราไปในที่นั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 485

ควร” จึง (แปลง) เป็นพราหมณ์แก่คร่ำคร่าเพราะชรา ประทับนั่งอยู่บนอาสนะที่เลิศของพราหมณ์ทั้งหลาย ในโรงสวดของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์พอเห็นท้าวสักกะนั้นแล้วคิดว่า “คราวนี้พราหมณีของเราจักพอใจ” กล่าวว่า “มาเถิดท่าน, พวกเราจักไปสู่เรือน” ได้พาท้าวเธอไปสู่เรือนแล้ว.

พราหมณี พอเห็นท้าวสักกะเท่านั้น มีจิตยินดีแล้ว ลาดเครื่องลาดบนอาสนะ ๒ (ซ้อน) ในที่เดียวกัน กล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้า เชิญท่านนั่งบนเครื่องลาดนี้เถิด.”

ท้าวสักกะเสด็จเข้าไปสู่เรือน แล้วไหว้สามเณรทั้ง ๔ รูปด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วจึงประทับนั่งโดยบัลลังก์ที่พื้นท้ายอาสนะของสามเณรเหล่านั้น.

ครั้งนั้น พราหมณีเห็นท้าวเธอกล่าวกะพราหมณ์ว่า “แย่จริงพราหมณ์ท่านนำมาแล้ว, ท่านพาพราหมณ์บ้าแม้นั้นมา (อีก), พราหมณ์นั้นเที่ยวไหว้สามเณรปูนหลานของตนได้; ประโยชน์อะไรด้วยพราหมณ์นี้, ท่านจงขับไล่พราหมณ์นี้ออกไปเสีย.” พราหมณ์แปลงนั้น ถูกเขาจับที่คอบ้าง ที่มือบ้าง ที่รักแร้บ้าง ฉุดคร่าออกไปอยู่ ก็ยังไม่ปรารถนาแม้เพื่อจะลุกขึ้น.

ลำดับนั้น พราหมณีกล่าวกะพราหมณ์ผู้สามีนั้นว่า “พราหมณ์มาเถิด, ท่านจงจับที่มือข้างหนึ่ง, ฉันจักจับที่มือข้างหนึ่ง.” ทั้งสองคนจับที่มือทั้งสองแล้วโบยที่หลังอยู่ ได้ช่วยกันคร่าไปไว้ในภายนอกแต่ประตูเรือนแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 486

ฝ่ายท้าวสักกะ ก็คงประทับนั่งในที่ตนนั่งนั่นแล กวักพระหัตถ์แล้ว. ทั้งสองงผัวเมียนั้น กลับมาเห็นท้าวสักกะนั้นประดับนั่งอยู่อย่างเดิม ร้องอยู่ด้วยความกลัว ปล่อยไปแล้ว. ในขณะนั้น ท้าวสักกะให้เขาทราบความที่พระองค์เป็นท้าวสักกะแล้ว.

ลำดับนั้น ผัวเมียทั้งสองได้ถวายอาหารแก่สามเณรเหล่านั้นแล้ว. ชนแม้ทั้ง ๕ รับอาหารแล้ว, รูปหนึ่งทำลายมณฑลช่อฟ้าไป, รูปหนึ่งทำลายส่วนเบื้องหน้าแห่งหลังคาไป, รูปหนึ่งทำลายส่วนเบื้องหลังแห่งหลังคาไป, รูปหนึ่งดำลงในแผ่นดินไป, ฝ่ายท้าวสักกะก็เสด็จออกไปโดยทางหนึ่ง, ชนแม้ทั้ง ๕ ได้ไปสู่ที่ทั้ง ๕ ด้วยประการฉะนี้. พวกสามเณรเล่าเรื่องที่ถูกทรมาน

ก็แล จำเดิมแต่นั้นมา ทราบว่าเรือนนั้น ชื่อว่าเป็นเรือนมีช่อง ๕.

ในกาลที่สามเณรไปสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลาย ถามแม้ซึ่งสามเณรทั้งหลายว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย เรื่องนี้เป็นเช่นไรกัน ?” พวกสามเณร. ท่านทั้งหลายจงอย่าถามพวกกระผม, จำเดิมแต่กาลที่พราหมณีเห็นพวกกระผมแล้ว พราหมณีถูกความโกรธครอบงำ ไม่ให้พวกกระผมนั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ แล้วยังกล่าวว่า ‘ท่านจงนำพราหมณ์แก่มาเร็ว,’ อุปัชฌายะของพวกกระผมมาเห็นพวกกระผมแล้ว กล่าวว่า

‘การที่พราหมณ์ผู้นั่งอยู่เหล่านี้ได้ (อาหารก่อน) ควร,’ ให้นำบาตรมาแล้วออกไป, เมื่อนางพราหมณีกล่าวว่า ‘ท่านจงนำพราหมณ์แก่อื่นมา,’ พราหมณ์นำพระมหาโมคคัลลานเถระมาแล้ว, ท่านเห็นพวกกระผม ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วหลีกไป, ทีนั้น พราหมณีกล่าวว่า ‘พราหมณ์เหล่านี้ เป็นผู้ไม่ประสงค์จะฉัน, ท่านจงไป, จงนำพราหมณ์แก่คนหนึ่ง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 487

จากโรงสวดของพราหมณ์มาเถิด’ แล้วส่งพราหมณ์ไป, พราหมณ์นั้นไปที่โรงสวดนั้นแล้ว นำท้าวสักกะผู้เสด็จมาด้วยเพศแห่งพราหมณ์มา, ในกาลที่ท้าวสักกะนั้นเสด็จมาแล้ว ผัวเมียทั้งสองจึงได้ถวายอาหารแก่พวกกระผม.

ภิกษุทั้งหลาย. พวกเธอไม่โกรธแก่เขา ผู้ทำอยู่อย่างนั้นหรือ ?

พวกสามเณร. พวกกระผมไม่โกรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ฟังคำนั้นแล้ว กราบทูลแด่พระศาสดาว่า “พระเจ้าข้า สามเณรเหล่านี้ กล่าวคำไม่จริงว่า ‘พวกกระผมไม่โกรธ’ ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล.”

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่เคียดแค้นในชนทั้งหลาย แม้ผู้เคียดแค้นแล้วเลย” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๓. อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ

สาทาเนสุ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราย่อมเรียกบุคคลผู้ไม่เคียดแค้น ในบุคคลผู้เคียดแค้น ผู้ดับเสียได้ในบุคคลผู้มีอาชญาในตน ผู้ไม่ถือมั่นในบุคคลผู้ถือมั่นนั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิรุทฺธํ เป็นต้น ความว่า เราย่อมเรียกบุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น ผู้ชื่อว่าไม่เคียดแค้น เพราะความไม่มีอาฆาตในพวกโลกิยมหาชน แม้ผู้เคียดแค้นแล้ว ด้วยอำนาจแห่งความอาฆาต


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 488

ผู้ชื่อว่าดับเสียได้ คือผู้มีอาชญาอันปลงแล้ว ในชนทั้งหลาย ผู้ชื่อว่ามีอาชญาในตน เพราะความที่เข้าเป็นผู้ไม่เว้นจากการให้ประหารชนเหล่าอื่น

ในเมื่อท่อนไม้หรือศัสตราในมือ แม้ไม่มีอยู่ ผู้ชื่อว่าไม่ถือมั่น เพราะความไม่มีการยึดถือนั้น ในชนทั้งหลาย ผู้ชื่อว่ามีความถือมั่น เพราะความที่ยึดถือขันธ์ทั้ง ๕ ว่า “เรา” ว่า “ของเขา” ว่าเป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องสามเณร จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 489

๒๔. เรื่องพระมหาปันถกเถระ [๒๘๗]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระมหาปันถูกเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยสฺส ราโค จ” เป็นต้น.

มหาปันถกะขับไล่พระผู้น้องชายจากวิหาร

ความพิสดารว่า ท่านมหาปันถกะนั้นขับไล่พระจูฬปันถกะ ผู้ไม่อาจเพื่อกระทำ (ท่อง) คาถาหนึ่งให้คล่องแคล่วได้โดย ๔ เดือน ออกจากวิหารด้วยคำว่า “เธอเป็นผู้อาภัพแม้ในพระศาสนา ทั้งเป็นผู้เสื่อมแล้วจากโภคะของคฤหัสถ์, ประโยชน์อะไรของเธอด้วยการอยู่ในวิหารนี้, เธอจงออกไปเสียจากวิหารนี้, แล้วปิดประตู.”

ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมชื่อนี้พระมหาปันถกะทำได้, ชะรอยความโกรธย่อมเกิดมีขึ้นแม้แก่พระขีณาสพทั้งหลาย.”

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่าด้วยถ้อยคำชื่อนี้” จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพทั้งหลาย, แต่บุตรของเราทำกรรมนั้น เพราะความที่ตนเป็นผู้มุ่งอรรถเป็นเบื้องหน้า และเพราะเป็นผู้มุ่งธรรมเป็นเบื้องหน้า” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๔. ยสฺส ราโค จ โทโส จ มาโน มกฺโข จ ปาติโต

สาสโปริว อารคฺคา ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 490

“ราคะ โทสะ มานะและมักขะ อันผู้ใดให้ตกไปแล้ว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลมฉะนั้น เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารคฺคา เป็นต้น ความว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเหล่านั่น และมักขะมีอันลบหลู่คุณของผู้อื่นเป็นลักษณะนี้ อันผู้ใดให้ตกไปแล้ว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลมฉะนั้น, กิเลสเหล่านั้น ย่อมไม่ตั้งอยู่ในจิต เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลมฉะนั้น, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระมหาปันถกเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 491

๒๕. เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ [๒๘๘]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระปิลินทวัจฉเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อกกฺกสํ” เป็นต้น.

พระปิลินทวัจฉะใช้วาทะว่าคนถ่อยจนติดปาก

ได้ยินว่า ท่านปิลินทวัจฉะนั้น กล่าวคำเป็นต้นว่า “คนถ่อย จงมา, คนถ่อย จงไป” ย่อมร้องเรียกทั้งคฤหัสถ์ทั้งบรรพชิต ด้วยวาทะว่าคนถ่อยทั้งนั้น.

ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุเป็นอันมากกราบทูลแด่พระศาสดาว่า “พระเจ้าข้า ท่านปิลินทวัจฉะ ย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยยวาทะว่าคนถ่อย.”

พระศาสดารับสั่งให้หาท่านมาแล้ว ตรัสถามว่า “ปิลินทวัจฉะ ได้ยินว่า เธอร้องเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยวาทะว่าคนถ่อยจริงหรือ ?”

เมื่อท่านกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระเจ้าข้า” จึงทรงกระทำบุพเพนิวาสของท่านปิลินทวัจฉะนั้นไว้ในพระหฤทัย แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายพวกเธออย่ายกโทษแก่ภิกษุชื่อปิลินทวัจฉะเลย, ภิกษุทั้งหลาย วัจฉะหามีโทสะในภายใน ร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่า คนถ่อยไม่, ภิกษุทั้งหลาย ๕๐๐ ชาติของภิกษุชื่อวัจฉะไม่สับสนกัน, ทั้งหมดนั้นเกิดแล้วในตระกูลพราหมณ์ ในภายหลัง, วาทะคนถ่อยนั้น เธอร้องเรียกมาแล้วตลอดกาลนาน, ถ้อยคำกระทบกระทั่งชนเหล่าอื่น อันเป็นคำระคายหู คำหยาบคายนั่นเทียว ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ, เพราะว่าบุตรของ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 492

เรากล่าวอย่างนั้น ด้วยอำนาจแห่งความเคยชิน” เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๕. อกฺกกสํ วิญฺญาปนึ คิรึ สจฺจํ อุทีรเย

ยาย นาภิสเช กญฺจิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใด พึงกล่าวถ้อยคำอันไม่ระคายหู อันให้รู้กันได้ เป็นคำจริง อันเป็นเหตุไม่ยังใคร ๆ ให้ขัดใจ, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺกฺกสํ ได้แก่ คำไม่หยาบ.

บทว่า วิญฺญาปนึ ได้แก่ ให้รู้เนื้อความกันได้.

บทว่า สจฺจํ ได้แก่ เป็นเนื้อความอันจริง.

บทว่า นาภิสเช เป็นต้น ความว่า บุคคลไม่พึงยังบุคคลอื่นให้ข้องใจด้วยอำนาจแห่งการให้เขาโกรธ ด้วยถ้อยคำอันใด, ธรรมดาพระขีณาสพพึงกล่าวถ้อยคำเห็นปานนั้นนั่นแล; เหตุนั้น เราจึงเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 493

๒๖. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ๒๘๙

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “โยธ ทีฆํ” เป็นต้น. พระขีณาสพถือเอาของคนอื่นด้วยบังสุกุลสัญญา

ได้ยินว่า พราหมณ์มิจฉาที่ทิฏฐิคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี เปลื้องผ้าสาฎกสำหรับห่ม วางไว้ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง เพราะกลัวถูกกลิ่นตัวจับนั่งผินหน้าออกมาข้างนอกประตูเรือน.

ลำดับนั้น พระขีณาสพรูปหนึ่งทำภัตกิจแล้ว กำลังเดินไปสู่วิหารเห็นผ้าสาฎกนั้นแล้ว เหลียวดูข้างโน้นและข้างนี้ เมื่อไม่เห็นใคร ๆ จึงคิดว่า “ผ้าสาฎกนี้หาเจ้าของมิได้” แล้วอธิษฐานเป็นผ้าบังสุกุล ถือเอาแล้ว.

ขณะนั้น พราหมณ์เห็นท่านแล้ว ด่าพลางเข้าไปหา กล่าวว่า “สมณะโล้น ท่านถือเอาผ้าสาฎกของข้าพเจ้าทำไม ?”

พระขีณาสพ. พราหมณ์ นั่นผ้าสาฎกของท่านหรือ ?

พราหมณ์. เออ สมณะ.

พระขีณาสพ. กล่าวว่า “ฉันไม่เห็นใครๆ จึงถือเอาผ้าสาฎกนั้นด้วยสัญญาว่าเป็นผ้าบังสุกุล, ท่านจงรับเอาผ้านั้นเถิด” ให้ (ผ้าสาฎก) แก่พราหมณ์นั้นแล้วไปสู่วิหาร บอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.

ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายฟังคำของท่านแล้ว เมื่อจะทำการเยาะเย้ยกับด้วยท่าน จึงกล่าวว่า “ผู้มีอายุ ผ้าสาฎกยาวหรือสั้น หยาบหรือละเอียดหนอแล ?”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 494

พระขีณาสพกล่าวว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ผ้าสาฎกยาวหรือสั้น หยาบหรือละเอียดก็ช่างเถิด, ความอาลัยในผ้าสาฎกนั้นของผมไม่มี ผมถือเอาด้วยความสำคัญว่าผ้าบังสุกุล (ต่างหาก)” ภิกษุทั้งหลายฟังคำนั้นแล้ว กราบทูลแด่พระตถาคตว่า “พระเจ้าข้า ภิกษุนั่นกล่าวคำไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล.”

พระขีณาสพไม่ถือเอาของคนอื่นด้วยเจตนาขโมย

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นกล่าวคำจริง, ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่ถือเอาสิ่งของ ๆ คนเหล่าอื่น” ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๖. โยธ ทีฆํ ว รสฺสํ วา อณุ ถูลํ สุภาสุภํ

โลเก อทินฺนํ นาทิยติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใด ไม่ถือเอาของยาวหรือสั้น น้อยหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม อันเขาไม่ให้แล้ว ในโลกนี้, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้)* :-

ความว่า บุคคลใด ย่อมไม่ถือเอาสิ่งของยาวหรือสั้น บรรดาวัตถุทั้งหลายมีผ้าสาฎกและเครื่องประดับเป็นต้น น้อยหรือใหญ่ บรรดาวัตถุทั้งหลาย มีแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น งามหรือไม่งาม ด้วยอำนาจ

  • ตสฺสตฺโถ....อตฺโถ นี้อาจจะแปลได้อีกนัยหนึ่งว่า เนื้อความว่า....ดังนี้ เป็นเนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 495

แห่งวัตถุอันมีค่ามากและมีค่าน้อย อันบุคคลอื่นหวงแหนแล้วในโลกนี้, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

____________________



พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 496

๒๗. เรื่องพระสารีบุตรเถระ [๒๙๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อาสา ยสฺส” เป็นต้น. พวกภิกษุเข้าใจว่าพระสารีบุตรยังมีตัณหา

ได้ยินว่า พระเถระนั้นมีภิกษุประมาณ ๕๐๐ เป็นบริวาร ไปสู่วิหารแห่งหนึ่งในชนบท แล้วเข้าจำพรรษา.

มนุษย์ทั้งหลาย เห็นพระเถระแล้ว ตระเตรียมผ้าจำนำพรรษาไว้เป็นอันมาก. พระเถระปวารณาแล้ว เมื่อผ้าจำนำพรรษาทั้งปวงยังไม่ทันถึง (แก่ท่าน) นั่นเทียว, เมื่อจะไปสู่สำนักพระศาสดา สั่งกะภิกษุทั้งหลายไว้ว่า “เมื่อผ้าจำนำพรรษาอันมนุษย์ทั้งหลายนำมาแล้วเพื่อภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย พวกท่านรับไว้แล้วเพื่อส่งไป, หรือเก็บไว้แล้วพึงส่งข่าวไป.” ก็แลพระเถระ ครั้นสั่งอย่างนี้แล้ว ได้ไปสู่สำนักพระศาสดา.

ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า “ถึงทุกวันนี้ตัณหาของพระสารีบุตรเถระ ชะรอยจะยังมีอยู่แน่, จริงอย่างนั้น พระเถระสั่งไว้แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ‘เมื่อพวกมนุษย์ถวายผ้าจำนำพรรษาแล้ว, พวกท่านพึงส่งผ้าจำนำพรรษาไป แก่พวกสัทธิวิหาริกของตน, หรือเก็บไว้แล้วพึงส่งข่าวไป’ ดังนี้แล้ว จึงมา.”

พระศาสดาเปลื้องความเข้าใจผิดของพวกภิกษุ

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยกถาอะไรหนอ ?” เมื่อภิกษุทั้งหลายนั้นกราบทูลว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 497

‘ด้วยกถาชื่อนี้,’ จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาย่อมไม่มีแก่บุตรของเรา, แต่เธอกล่าวอย่างนั้น ก็ด้วยคิดว่า ‘ก็ความเสื่อมจากบุญของพวกมนุษย์และความเสื่อมจากลาภที่ชอบธรรม ของภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายอย่าได้มี” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๗. อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ

นิราสยํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.


“ความหวังของผู้ใด ไม่มีในโลกนี้และโลกหน้า, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความหวัง พราก (กิเลส) ได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

ตัณหา ชื่อว่า อาสา ในพระคาถานั้น.

บทว่า นิราสาสํ* ได้แก่ ไม่มีตัณหา.

บทว่า วิสํยุตฺตํ ความว่า เราเรียกผู้พรากได้แล้วจากกิเลสทั้งปวงนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ.

____________________

  • บาลีเป็น นิราสยํ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 498

๒๘. เรื่องพระมหาโมคคัลลานเถระ ๒๙๑

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระมหาโมคคัลลานเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยสฺสาลยา” เป็นต้น.

พระศาสดาทรงแสดงลักษณะแห่งพราหมณ์

เรื่องก็เช่นกับเรื่องมีในก่อนนั่นเอง. แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดาตรัสความที่พระมหาโมคคัลลานเถระเป็นผู้ไม่มีตัณหาแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๘. ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ อญฺญาย อกถงฺกถี

อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ความอาลัยของบุคคลใดไม่มี, บุคคลใดรู้ชัดแล้ว เป็นผู้ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้หยั่งลงสู่อมตะ ตามบรรลุแล้วว่าเป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

ตัณหา ชื่อว่า อาลัย ในพระคาถานั้น.

บาทพระคาถาว่า อญฺญาย อกถงฺกถี ความว่า ผู้รู้วัตถุ ๘ ตามความเป็นจริงแล้ว เป็นผู้ไม่มีความสงสัย ด้วยความสงสัยซึ่งมีวัตถุ ๘.

บาทพระคาถาว่า อมโตคธํ อนุปฺปตฺต ความว่า เราเรียกบุคคลนั้น ผู้หยั่งลงสู่พระนิพพานชื่ออมตะ ตามบรรลุแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 499

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระมหาโมคคัลลานเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 500

๒๙. เรื่องพระเรวตเถระ ๒๙๒

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในบุพพาราม ทรงปรารภพระเรวตเถระตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “โยธ ปุญฺญญุจ” เป็นต้น.

พระขีณาสพไม่มีบุญและบาป

เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในอรรถกถาแห่งพระคาถาว่า “คาเม วา ยทิ วา รญฺเญ” เป็นต้นแล้วนั่นแล. จริงอยู่ ในเรื่องนั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า “ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า “น่าอัศจรรย์ สามเณรมีลาภ, น่าอัศจรรย์สามเณรมีบุญ; รูปเดียว (แท้) สร้างเรือนยอด ๕๐๐ หลังเพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูปได้.”

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ด้วยกถาชื่อนี้” จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุญย่อมไม่มีแก่บุตรของเรา, บาปก็มิได้มี; บุญบาปทั้งสองเธอละเสียแล้ว” ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒๙. โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา

อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใดล่วงบุญและบาปทั้งสอง และกิเลสเครื่องข้องเสียได้ในโลกนี้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความโศก มีธุลีไปปราศแล้ว ผู้บริสุทธิ์แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.”