พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๕๐๑-๕๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 501

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ความว่า ละบุญและบาปแม้ทั้งสองบทว่า สงฺคํ ได้แก่ กิเลสเครื่องข้องอันต่างด้วยราคะเป็นต้น.

บทว่า อุปจฺจคา ได้แก่ ก้าวล่วงแล้ว. อธิบายว่า เราเรียกผู้ซึ่งชื่อว่าไม่มีความโศก เพราะไม่มีความโศกอันมีวัฏฏะเป็นมูล ผู้ชื่อว่ามีธุลีไปปราศแล้ว เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้นในภายใน ผู้ชื่อว่าบริสุทธิ์แล้วเพราะความเป็นผู้ไม่มีอุปกิเลสนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระเรวตเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 502

๓๐. เรื่องพระจันทาภเถระ ๒๙๓

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระจันทาภเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “จนฺทํว” เป็นต้น.

พระจันทาภะเคยเป็นพ่อค้าไม้จันทร์แดง

อนุปุพพีกถาในเรื่องของพระจันทาภเถระ ดังต่อไปนี้ :-

“ได้ยินว่า ในอดีตกาล พ่อค้าในกรุงพาราณสีคนหนึ่งคิดว่า “เราจักไปสู่ปัจจันตชนบทแล้ว นำไม้จันทน์แดงมา” ขนเอาวัตถุเป็นอันมาก มีผ้าและเครื่องอาภรณ์เป็นต้น ไปยังปัจจันตชนบท ด้วยเกวียน ๕๐๐ ยึดที่พักใกล้ประตูบ้านแล้ว ถามพวกเด็กเลี้ยงโคในดงว่า “มนุษย์ไร ๆ ในบ้านนี้ ผู้ทำงานที่เชิงเขามีอยู่หรื ?”

พวกเด็กเลี้ยงโค. จ๊ะ มีอยู่.

พ่อค้า. มนุษย์นั่นชื่ออะไร ?

พวกเด็กเลี้ยงโค. มนุษย์นั่นชื่อโน้น.

พ่อค้า. ก็ภรรยาหรือพวกบุตรของเขา มีชื่ออย่างไร ?

พวกเด็กเลี้ยงโค. เขามีชื่ออย่างนั้น ๆ.

พ่อค้า. ก็เรือนของเขาอยู่ที่ไหน ?

พวกเด็กเลี้ยงโค. เรือนของเขาอยู่ที่ชื่อโน้น.

พ่อค้านั้น นั่งบนยานน้อยอันสบาย ไปสู่ประตูเรือนของเขาตามสัญญาที่พวกเด็กเหล่านั้นให้แล้ว ลงจากยาน เข้าไปสู่เรือนแล้วเรียกหาหญิงนั้นว่า “ชื่อโน้น.” หญิงนั้นคิดว่า “บุคคลนี้ จักเป็นญาติของพวกเราคนหนึ่ง” จึงมาโดยเร็ว ปูอาสนะไว้ (รับรอง).


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 503

พ่อค้านั้น นั่งบนอาสนะนั้นแล้ว ระบุชื่อถามว่า “สหายของฉันไปไหน ?”

หญิง. ไปสู่ป่า นาย.

พ่อค้า ระบุชื่อของคนทั้งปวงเทียว ถามว่า “บุตรของฉันชื่อโน้น ธิดาของฉันชื่อโน้น ไปไหน ? ดังนี้แล้ว กล่าวว่า “ท่านพึงให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์เหล่านี้ แก่ชนเหล่านั้น, ในเวลาที่แม้สหายของฉันกลับมาแล้วจากดง หล่อนพึงให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์นี้” แล้วได้ให้ (วัตถุเหล่านั้น).

นางทำสักการะอย่างยิ่งแก่เขาแล้ว ในเวลาที่สามีมา จึงกล่าวว่า “นาย บุคคลนี้ จำเดิมแต่เขามาแล้ว ระบุชื่อของชนทั้งปวงแล้ว ให้สิ่งนี้และสิ่งนี้” ฝ่ายสามีของหญิงนั้น ก็ทำกิจอันควรทำแก่เขา. ครั้นในเวลาเย็น พ่อค้านั่งบนที่นอน ถามเขาว่า “สหาย ท่านเที่ยวไปที่เชิงเขา เคยเห็นอะไรมาก ?”

ชายเจ้าถิ่น. ฉันไม่เห็นอย่างอื่น, แต่ฉันเห็นต้นไม้ชนิดที่มีกิ่งแดงมาก.

พ่อค้า. ต้นไม้ (ชนิดนั้น) มีมากหรือ ?

ชายเจ้าถิ่น, จ้ะ ต้นไม้ (ชนิดนั้น) มีมาก.

พ่อค้า กล่าวว่า “ถ้ากระนั้น ท่านจงแสดงไม้เหล่านั้นแก่ฉัน” ดังนี้แล้ว ไปกับเขา ตัดต้นจันทน์แดงบรรทุกให้เต็มเกวียน ๕๐๐ เล่มแล้ว เมื่อเดินมา กล่าวกะชายนั้นว่า “สหาย เรือนของฉันมีอยู่ในที่ชื่อโน้นในกรุงพาราณสี, ท่านพึงมายังสำนักของตลอดกาลตามกาล, ฉันไม่มีความต้องการด้วยเครื่องบรรณาการอย่างอื่น, ท่านพึงนำมาเฉพาะแต่ต้นไม้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 504

ที่มีกิ่งแดงเท่านั้น. เขารับรองว่า “ดีละ” แล้วเมื่อมาสู่สำนักของพ่อค้านั้นตลอดกาลตามกาล ย่อมนำมาแต่ไม้จันทน์แดงเท่านั้น. แม้พ่อค้านั้นก็ให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่เขา.

โดยสมัยอื่นอีกแต่กาลนั้น เมื่อพระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว

เมื่อสถูปทองอันเขาประดิษฐานไว้แล้ว, บุรุษนั้นได้บรรทุกไม้จันทน์แดงเป็นอันมาก ไปสู่กรุงพาราณสี.

ครั้งนั้น พ่อค้านั้นผู้เป็นสหายของเขา ให้บดไม้จันทน์เป็นอันมากให้เต็มถาดแล้ว กล่าวว่า “สหาย ท่านจงมา, พวกเราจักไปสู่ที่ก่อเจดีย์จนกว่าจะหุงภัต (สุก) แล้วจึงกลับ” ได้พาเขาไปในที่นั้นทำการบูชาด้วยไม้จันทน์แล้ว.

สหายชาวปัจจันตชนบทของเขาแม้นั้น ได้สร้างที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทร์ด้วยไม้จันทน์ ในห้องแห่งพระเจดีย์, บุรพกรรมของเขามีเพียงนี้เท่านั้น.

อานิสงส์การบูชาด้วยไม้จันทร์แดง

เขาจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก ยังพุทธันดรหนึ่งให้สิ้นไปแล้วในเทวโลกนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงราชคฤห์. รัศมีเช่นกับด้วยมณฑลพระจันทร์ตั้งขึ้นจากมณฑลแห่งนาภีของเขา. เพราะเหตุนั้น พวกญาติจึงขนานนามของเขาว่า “จันทาภะ” นัยว่า นั่นเป็นผลแห่งการทำที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทร์ ในพระเจดีย์ของเขา.

พราหมณ์ทั้งหลายคิดกันว่า “พวกเราอาจเพื่อพาเอาพราหมณ์นี้ไปหากินกะโลกเขาได้” ดังนี้แล้ว ให้เขานั่งบนยานน้อย เที่ยวกล่าวว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 505

“ผู้ใดเอามือลูบคลำสรีระของจันทาภพราหมณ์นี้, ผู้นั้นจะได้อิสริยสมบัติชื่อเห็นปานนี้.”

ชนทั้งหลาย เมื่อให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง แสนหนึ่งบ้างนั่นแล จึงจะได้เพื่ออามือถูกต้องสรีระของพราหมณ์นั้น.

พราหมณ์เหล่านั้น เที่ยวไปเนือง ๆ อยู่อย่างนี้ ก็ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ ยึดเอาที่พักในระหว่างแห่งพระนครและวิหารแล้ว.

อริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิแม้ในกรุงสาวัตถี ถวายทานในกาลก่อนแห่งภัตแล้ว ในกาลภายหลังภัต มีมือถือของหอมระเบียบดอกไม้ผ้าและเภสัชเป็นต้น ไปเพื่อฟังธรรม. พราหมณ์ทั้งหลายเห็นอริยสาวกเหล่านั้นแล้ว ถามว่า “ท่านทั้งหลายจะไปที่ไหนกัน ?”

อริยสาวก. พวกเราจักไปสู่สำนักของพระศาสดา เพื่อฟังธรรม.

พวกพราหมณ์. ท่านทั้งหลายจงมา, ท่านทั้งหลายไปในที่นั้นแล้วจักทำอะไร ? อานุภาพเช่นกับด้วยอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ ของพวกข้าพเจ้าไม่มี, เพราะว่าชนทั้งหลายถูกต้องสรีระของจันทาภพราหมณ์นั่น ย่อมได้สมบัติชื่อนี้, ท่านทั้งหลายจงมา, จงดูจันทาภพราหมณ์นั้น.

อริยสาวกเหล่านั้นกล่าวว่า “ชื่อว่าอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ของท่านทั้งหลาย เป็นอย่างไร ? พระศาสดาของพวกเราเท่านั้น มีอานุภาพมาก.” อริยสาวกและพวกพราหมณ์เหล่านั้น ไม่อาจเพื่อยังกันและกันให้ยินยอมได้ จึงกล่าวว่า “พวกเราไปสู่วิหารแล้ว จักรู้อานุภาพของจันทาภพราหมณ์ หรือของพระศาสดาของพวกเรา” ดังนี้แล้วได้พาจันทาภพราหมณ์นั้นไปสู่วิหารแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 506 จันทาภพราหมณ์อับเฉาในสำนักพระศาสดา

พระศาสดา เมื่อจันทาภพราหมณ์นั้น พอเข้าไปสู่สำนักของพระองค์, ได้ทรงทำให้รัศมีเพียงดังพระจันทร์หายไปเสีย. จันทาภพราหมณ์นั้น ได้เป็นประหนึ่งกาในกระเช้าถ่าน ในสำนักพระศาสดา. ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายจึงนำเขาไปไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. รัศมีได้กลับเป็นปกติอย่างเดิม. พราหมณ์ก็นำมาสู่สำนักพระศาสดาอีก. รัศมีก็หายไปอย่างนั้นเหมือนกัน. จันทาภพราหมณ์ไปแล้วอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง เห็นรัศมีหายไปอยู่ จึงคิดว่า “ผู้นี้ เห็นจะรู้มนต์เป็นเครื่องหายไปแห่งรัศมี.” เขาจึงทูลถามพระศาสดาว่า “พระองค์ทรงทราบมนต์เป็นเครื่องหายไปแห่งรัศมีหรือหนอแล ?”

พระศาสดา. เออ เรารู้.

จันทาภะ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทานแก่ข้าพระองค์บ้าง.

พระศาสดา. เราไม่อาจเพื่อให้แก่บุคคลผู้ไม่บวช.

จันทาภะนั้นกล่าวกะพวกพราหมณ์ว่า “เมื่อฉันเรียนมนต์นั่นแล้ว ฉันจักเป็นผู้ประเสริฐในชมพูทวีปทั้งสิ้น, พวกท่านจงรออยู่ที่นี่ก่อน, ฉันจักบวชเรียนมนต์โดย ๒-๓ วัน เท่านั้น.” เขาทูลขอการบรรพชากะพระศาสดา ได้อุปสมบทแล้ว.

ครั้งนั้น พระศาสดาจึงตรัสบอกอาการ ๓๒ แก่จันทาภภิกษุนั้น.

เธอทูลถามว่า “นี้อะไร ?”

พระศาสดา. นี้เป็นบริกรรมแห่งมนต์, เธอควรสาธยาย.

แม้พวกพราหมณ์มาในระหว่าง ๆ แล้ว ถามว่า “ท่านเรียนมนต์ได้แล้วหรือ ?”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 507

จันทาภะ. ยังก่อน. ฉันกำลังเรียน.

เขาบรรลุพระอรหัตโดย ๒-๓ วันเท่านั้น ในเวลาที่พวกพราหมณ์มาถามแล้ว กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงไปเถิด. เดี๋ยวนี้ฉันเป็นผู้มีธรรมเครื่องไม่ไปเสียแล้ว.” ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลแด่พระตถาคตว่า “พระเจ้าข้า ภิกษุนี้กล่าวคำไม่จริง ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล.”

พระขีณาสพกล่าวแต่คำจริง

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ จันทาภะบุตรของเรามีอาสวะสิ้นแล้ว ย่อมกล่าวแต่คำจริงเท่านั้น” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓๐. จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ

นนฺทิภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราเรียกผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีภพเครื่องเพลิดเพลินสิ้นแล้ว เหมือนพระจันทร์ ที่ปราศจากมลทินนั้นว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมลํ ได้แก่ เว้นแล้วจากมลทินมีหมอกเป็นต้น.

บทว่า สุทฺธํ ได้แก่ ไม่มีอุปกิเลส.

บทว่า วิปฺปสนฺนํ ได้แก่ มีจิตผ่องใสแล้ว.

บทว่า อนาวิลํ ได้แก่ เว้นแล้วจากมลทินมีกิเลสเป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 508

บทว่า นนฺทิภวปริกฺขีณํ ความว่า เราเรียกผู้มีตัณหาในภพทั้ง ๓ สิ้นแล้วนับว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระจันทาภเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 509

๓๑. เรื่องพระสีวลีเถระ ๒๙๔

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยเมืองกุณฑิโกลิยะ ประทับอยู่ในป่าชื่อกุณฑธาน ทรงปรารภพระสีวสีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “โย อิมํ” เป็นต้น.

พระนางสุปปวาสาทรงอดกลั้นทุกข์ได้ด้วยวิตก ๓ ข้อ

ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระธิดาของพระโกลิยวงศ์ พระนามว่าสุปปวาสา ทรงครรภ์สิ้น ๗ ปี มีครรภ์อันหลง (มาอีก) ๗ วัน ถูกทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว, ทรงอดกลั้นทุกข์นั้น ด้วยวิตก ๓ ข้อเหล่านี้คือ “(๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบหนอ; (๒) พระสงฆ์สาวกใดปฏิบัติเพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ, พระสงฆ์สาวกนั้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ; (๓) ทุกข์เห็นปานนี้” ไม่มีในพระนิพพานใด.

พระนิพพานนั้น เป็นสุขดีหนอ” ดังนี้แล้ว ทรงส่งพระสวามีไปสู่สำนักของพระศาสดา, เมื่อพระสวามีนั้น กราบทูลการถวายบังคมแด่พระศาสดาตามคำของพระนางแล้ว, ในขณะที่พระศาสดาตรัสว่า “พระธิดาโกลิยวงศ์พระนามว่าสุปปวาสาจงเป็นผู้มีสุข ไม่มีโรค, ประสูติพระโอรสซึ่งหาโรคมิได้เถิด” ดังนี้นั่นแหละ เป็นผู้สบาย หายพระโรค ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้แล้ว ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วได้ทรงถวายมหาทาน สิ้น ๗ วัน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 510

พระโอรสได้บรรลุพระอรหัต

แม้พระโอรสของพระนาง ถือเอาธมกรกกรองน้ำถวายพระสงฆ์ได้จำเดิมแต่วันที่ประสูติแล้ว. ในกาลต่อมา พระโอรสนั้นเสด็จออกบรรพชาแล้วบรรลุพระอรหัต.

ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านจงดู. ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตชื่อเห็นปานนี้ ยังเสวยทุกข์ในท้องของมารดาตลอดกาล ประมาณเท่านี้, จะป่วยกล่าวไปไยเล่าถึงชนเหล่าอื่น; ทุกข์เป็นอันมากหนอ อันภิกษุนี้ถอนแล้ว.”

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ด้วยกถาชื่อนี้” จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เออ บุตรของเราพ้นจากทุกข์ประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้วอยู่” ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓๑. โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ สํสารํ โมหมฺจฺจคา

ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถงฺกถี

อนุปาทาย นิพฺพุโต ตมหํ พฺรูมิ พฺหาหฺมณํ.

“ผู้ใด ล่วงทางอ้อม หล่ม สงสาร และโมหะนี้ไปแล้ว เป็นผู้ข้ามไปได้ ถึงฝั่ง มีปกติเพ่ง หากิเลสเครื่องหวั่นไหวมิได้ ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร ไม่ถือมั่น ดับแล้ว, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 511

แก้อรรถ

พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้) :-

ความว่า ภิกษุใด ล่วงทางคือราคะ หล่มคือกิเลส สังสารวัฏ และโมหะอันไม่ให้แทงตลอดอริยสัจทั้ง ๕ นี้ไปแล้ว, เป็นผู้ข้ามโอฆะทั้ง ๔ ได้ ถึงฝั่งแล้วโดยลำดับ, มีปกติเพ่งด้วยฌาน ๒ อย่าง, ชื่อว่าหากิเลสเครื่องหวั่นไหวมิได้ เพราะไม่มีตัณหา, ชื่อว่าไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร เพราะไม่มีวาจาเป็นเครื่องกล่าวว่าอย่างไร, ชื่อว่าไม่ถือมั่นแล้ว เพราะไม่มีอุปาทาน ชื่อว่าดับแล้ว เพราะอันดับไปแห่งกิเลส; เราเรียกภิกษุนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระสีวลีเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 512

๓๒. เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ ๒๙๕

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระสุนทรสมุทรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “โยธ กาเม” เป็นต้น.

กุลบุตรออกบวช

ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี กุลบุตรคนหนึ่งชื่อสุนทรสมุทรกุมารเกิดในตระกูลใหญ่อันมีสมบัติ ๔๐ โกฏิ.

วันหนึ่ง เขาเห็นมหาชนมีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นในมือไปสู่พระเชตวันเพื่อต้องการฟังธรรม ในเวลาภายหลังภัตจึงถามว่า “พวกท่านจะไปไหนกัน ?” เมื่อมหาชนนั้นบอกว่า “พวกฉันจะไปสู่สำนักพระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรม, กล่าวว่า “ฉันก็จักไป” แล้วไปกับมหาชนนั้น นั่ง ณ ที่สุดบริษัท.

พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของเขา จึงทรงแสดงอนุปุพพีกถา.

เขาคิดว่า “บุคคลผู้อยู่ครองเรือน ไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้เป็นดุจสังข์ที่ขัดแล้วได้.” อาศัยพระกถาของพระศาสดา มีความอุตสาหะเกิดแล้วในบรรพชา, เมื่อบริษัทหลีกไปแล้ว, จึงทูลขอบรรพชากะพระศาสดาได้สดับว่า “พระตถาคตทั้งหลาย ไม่ยังกุลบุตรที่มารดาบิดายังไม่อนุญาตให้บรรพชา” จึงไปสู่เรือนแล้ว ยังมารดาบิดาให้อนุญาตด้วยความพยายามมากเหมือนกุลบุตรชื่อรัฏฐบาลเป็นต้น ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักพระศาสดาแล้ว คิดว่า “ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยการอยู่ในที่นี้” จึงออกจากกรุงสาวัตถีนั้นไปสู่กรุงราชคฤห์ เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ยังกาลให้ล่วงไปแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 513

หญิงแพศยารับอาสาจะให้พระเถระสึกให้ได้

ต่อมาวันหนึ่ง มารดาบิดาของพระสุนทรสมุทรเถระนั้น เห็นพวกกุมารที่เป็นสหายของท่าน กำลังเล่นอยู่ด้วยสิริโสภาคย์*อันใหญ่ในวันมหรสพวันหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี คร่ำครวญว่า “การเล่นชนิดนี้ บุตรของเราได้โดยยาก.”

ในขณะนั้น หญิงแพศยาคนหนึ่งไปสู่ตระกูลนั้น เห็นมารดาของพระสุนทรสมุทรเถระนั้นกำลังนั่งร้องไห้อยู่ จึงถามว่า “คุณแม่ เพราะเหตุไร ? คุณแม่จึงร้องไห้.”

มารดาพระสุนทรสมุทร. ฉันคิดถึงลูก จึงร้องไห้.

หญิงแพศยา. ก็บุตรนั้นไปที่ไหนเล่า ? คุณแม่.

มารดาพระสุนทรสมุทร. บวชใน (สำนัก) ภิกษุทั้งหลาย.

หญิงแพศยา. การให้ท่านสึกเสีย ไม่ควรหรือ ?

มารดาพระสุนทรสมุทร. ควร แต่เธอไม่ปรารถนา, เธอออกจากกรุงสาวัตถีนี้ ไปสู่กรุงราชคฤห์.

หญิงแพศยา. ถ้าดิฉันพึงให้ท่านสึกได้ไซร้, คุณแม่พึงทำอะไร ? แก่ดิฉัน.

มารดาพระสุนทรสมุทร. พวกฉันพึงทำเจ้าให้เป็นเจ้าของแห่งขุมทรัพย์ตระกูลนี้.

หญิงแพศยากล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น คุณแม่จงให้สินจ้างแก่ดิฉัน” ถือเอาสินจ้างแล้ว ไปสู่กรุงราชคฤห์ด้วยบริวารหมู่ใหญ่ กำหนดถนนที่เที่ยวบิณฑบาตของท่านได้แล้ว ยึดเอาเรือนเป็นที่พักหลังหนึ่งในที่นั้น

  • ความเป็นผู้มีส่วนงามด้วยสิริ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 514

ตกแต่งอาหารที่ประณีตไว้แต่เช้าตรู่ แล้วถวายภิกษาในเวลาพระเถระเข้าไปบิณฑบาต โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน นิมนต์ว่า “ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงนั่งในที่นี้นี่แหละ ทำภัตกิจ” แล้วรับเอาบาตร. ท่านได้ให้บาตรแล้ว.

หญิงแพศยาออกอุบายเกลี้ยกล่อมพระเถระ

ครั้งนั้น หญิงแพศยานั้นเลี้ยงพระเถระนั้น ด้วยอาหารอันประณีตเรียนว่า “ท่านเจ้าข้า การเที่ยวบิณฑบาตในที่นี้นี่แหละสะดวกดี” นิมนต์ให้พระเถระนั่งฉันที่ระเบียง ๒-๓ วัน แล้ว เอาขนมเกลี้ยกล่อมพวกเด็กแล้วพูดว่า “พวกเจ้าจงมา, ในเวลาพระเถระมาแล้ว แม้ฉันห้ามอยู่, พวกเจ้าพึงมาในที่นี้ แล้ว (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้น.”

ในวันรุ่งขึ้นเวลาพระเถระฉัน พวกเด็กเหล่านั้นแม้ถูกหญิงแพศยานั้นห้ามอยู่ ก็ (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นแล้ว.

ในวันรุ่งขึ้น หญิงแพศยานั้นเรียนว่า “พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่ก็ไม่ฟังคำของดิฉัน ยัง (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นในที่นี้ได้, ขอท่านจงนั่งภายในเรือนเถิด” ให้ท่านนั่งภายในแล้ว นิมนต์ให้ฉันสิ้น ๒-๓ วัน, นางเกลี้ยกล่อมเด็กอีก พูดว่า “พวกเจ้า แม้ถูกฉันห้ามอยู่ พึงทำเสียงอึกทึก ในเวลาพระเถระฉัน.” เด็กเหล่านั้น ทำอย่างนั้นแล้ว.

ในวันรุ่งขึ้น นางกล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ในที่นี้มีเสียงอึกทึกเหลือเกิน, พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่ ก็ไม่เชื่อถือถ้อยคำของดิฉัน; นิมนต์ท่านนั่งเสียในปราสาทเบื้องบนเถิด,” เมื่อพระเถระรับนิมนต์แล้ว, ทำพระเถระไว้ข้างหน้า เมื่อจะขึ้นไปสู่ปราสาท ปิดประตูทั้งหลายเสีย จึงขึ้นไปสู่ปราสาท. พระเถระ แม้เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 515

อย่างอุกฤษฏ์ ถูกความอยากในรสพัวพันแล้ว จึงขึ้นไปสู่ปราสาท ๗ ชั้น ตามคำของนาง.

หญิงแพศยาแสดงอาการ ๔๐ อย่าง เกี้ยวพระเถระ

นางให้พระเถระนั่งแล้ว แสดงแง่งอนของหญิง ลีลาของหญิงซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า “เพื่อนผู้มีหน้าเอิบอิ่ม ได้ยินว่า หญิงย่อมเกี้ยวชายด้วยฐานะ ๔๐ อย่าง*คือ : สะบัดสะบิ้ง ๑ ก้มลง ๑ กรีดกราย ๑ ชมดชม้อย ๑ เอาเล็บดีดเล็บ ๑ เอาเท้าเหยียบเท้า ๑ เอาไม้ขีดแผ่นดิน ๑ ชูเด็กขึ้น ๑ ลดเด็กลง ๑ เล่นเอง ๑ ให้เด็กเล่น ๑ จูบเด็ก ๑ ให้เด็กจูบ ๑ รับประทานเอง ๑ ให้เด็กรับประทาน ๑ ให้ของเด็ก ๑ ขอของคืน ๑ ล้อเลียนเด็ก** ๑ พูดดัง ๑ พูดค่อย ๑ พูดคำเปิดเผย ๑ พูดลี้ลับ ๑ (ทำนิมิต) ด้วยการฟ้อน ด้วยการขับ ด้วยการประโคม ด้วยการร้องไห้ ด้วยการเยื้องกราย ด้วยการแต่งตัว ๑ ซิกซี้ ๑ จ้องมองดู ๑ สั่นสะเอว ๑ ยังของลับให้ไหว ๑ ถ่างขา ๑ หุบเขา ๑ แสดงถัน ๑ แสดงรักแร้ ๑ แสดงสะดือ ๑ ขยิบตา ๑ ยักคิ้ว ๑ แม้มริมฝีปาก ๑ แลบลิ้น ๑ เปลื้องผ้า ๑ นุ่งผ้า ๑ สยายผม ๑ เกล้าผม ๑” ยืนข้างหน้าของพระเถระนั้นแล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-

“หญิงแพศยาผู้มีเท้าย้อมแล้วด้วยน้ำครั่ง สวมเขียงเท้า (กล่าวแล้วว่า) แม้ท่านก็เป็นชายหนุ่มสำหรับดิฉัน และแม้ดิฉันก็เป็นหญิงสาวสำหรับท่าน, แม้เราทั้งสองแก่แล้ว มีไม้เท้ากรานไปข้างหน้าจึงจักบวช.”

  • มาในอัฏฐกถาชาดก ๘/๒๖๑ กุณาลชาดก.
    • กตมนุกโรติ ย่อมทำตามซึ่งกรรมอันเด็กทำแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 516

พระเถระชนะหญิงแพศยาเพราะอาศัยพระศาสดา

ครั้งนั้น ความสังเวชใหญ่ได้เกิดขึ้นแก่พระเถระว่า “โอหนอ ! กรรมที่เราไม่ใคร่ครวญแล้วทำ หนัก.” ในขณะนั้น พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในพระเชตวัน ณ ที่ไกลประมาณ ๔๕ โยชน์นั่นแล ทรงเห็นเหตุนั้นแล้วได้ทรงทำความยิ้มแย้มให้ปรากฏ.

ลำดับนั้น พระอานนทเถระทูลถามพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า อะไรหนอแล ? เป็นเหตุ, อะไร ? เป็นปัจจัย แห่งการทรงทำความยิ้มแย้มให้ปรากฏ.

พระศาสดาตรัสว่า. อานนท์ สงครามของภิกษุชื่อสุนทรสมุทรและของหญิงแพศยา กำลังเป็นไปอยู่ บนพื้นปราสาท ๗ ชั้น ในกรุงราชคฤห์.

พระอานนท์ทูลถามว่า พระเจ้าข้า ความชนะจักมีแก่ใครหนอแล ? ความปราชัยจักมีแก่ใคร ?

พระศาสดาตรัสว่า “อานนท์ ความชนะจักมีแก่สุนทรสมุทร, ความปราชัยจักมีแก่หญิงแพศยา” ดังนี้แล้ว ทรงประกาศความชนะของพระเถระ ประทับนั่งในพระเชตะวันนั้นนั่นเอง ทรงแผ่พระรัศมีไป ตรัสว่า “ภิกษุ เธอจงหมดอาลัย ละกามแม้ทั้งสองเสีย” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓๒. โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช

กามภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“บุคคลใด ละกามทั้งหลายในโลกนี้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้มีกามและภพสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 517

แก้อรรถ

พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้) :-

ความว่า บุคคลใด ละกามแม้ทั้งสองในโลกนี้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ผู้มีกามสิ้นแล้ว และผู้มีภพสิ้นแล้วว่าเป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เหาะขึ้นไปสู่เวหาสด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ทะลุมณฑลช่อฟ้าออกไปแล้ว ชมเชยพระสรีระพระศาสดาอยู่นั่นเทียว มาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว.

พระศาสดาเป็นที่พึ่งของพระเถระ

ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันแม้ในโรงธรรมว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสุนทรสมุทรเถระ อาศัยรสที่พึงรู้ด้วยลิ้น เกือบเสียท่า. แต่พระศาสดาเป็นที่พึ่งของเธอ.”

พระศาสดาทรงสดับกถานั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราเป็นที่พึ่งของสุนทรสมุทรนั่น แต่ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้, แม้ในกาลก่อน เราก็เป็นที่พึ่งของสุนทรสมุทรนั่น ผู้ติดอยู่ในรสตัณหาแล้วเหมือนกัน” อันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา เพื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ทรงยังวาตมิคชาดก*นี้ให้พิสดารว่า :-

“ได้ยินว่า สภาพอื่นที่เลวกว่ารสทั้งหลาย คือการเคยชินกัน หรือการสนิมสนมกัน ย่อมไม่มี, คนรักษาอุทยานชื่อสญชัย ย่อมนำเนื้อสมันตัวอาศัยอยู่ในรกชัฏ มาสู่อำนาจได้ ก็เพราะรสทั้งหลาย.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 518

ดังนี้แล้ว ทรงประมวลชาดกว่า “ในกาลนั้น สุนทรสมุทรได้เป็นเนื้อสมัน, ส่วนมหาอำมาตย์ของพระราชาผู้กล่าวคาถานี้แล้ว ให้ปล่อยเนื้อนั้นไป ได้เป็นเรานี้เอง.”

เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ จบ.

____________________

  • ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๕. อรรถกถา. ๑/๒๗๗.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 519

๓๓. เรื่องพระโชติกเถระ [๒๙๖]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระโชติกเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “โยธ ตณฺหํ” เป็นต้น. บุรพกรรมของสองพี่น้อง

อนุปุพพีกถาในเรื่องนั้น ดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า ในอดีตกาล กุฎุมพี ๒ คนพี่น้องในกรุงพาราณสียังชนให้ทำไร่อ้อยไว้เป็นอันมาก.

ต่อมาวันหนึ่ง น้องชายไปยังไร่อ้อย คิดว่า “เราจักให้อ้อยลำหนึ่งแก่พี่ชาย ลำหนึ่งจักเป็นของเรา” แล้ว ผูกลำอ้อยทั้งสองลำในที่ ๆ ตัดแล้ว เพื่อต้องการไม่ให้รสไหลออก ถือเอาแล้ว.

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น กิจด้วยการหีบอ้อยด้วยเครื่องยนต์ ไม่มีในเวลาอ้อยลำที่เขาตัดที่ปลายหรือที่โคนแล้วยกขึ้น รส (อ้อย) ย่อมไหลออกเองทีเดียว เหมือนน้ำไหลออกจากธมกรกฉะนั้น. ก็ในเวลาที่เขาถือเอาลำอ้อยจากไร่เดินมา พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ภูเขาคันธมาทน์ออกจากสมาบัติแล้ว ใคร่ครวญว่า “วันนี้ เราจักทำการอนุเคราะห์แก่ใครหนอแล ?” เห็นเขาเข้าไปในข่ายคือญาณของตน และทราบความที่เขาเป็นผู้สามารถเพื่อจะทำการสงเคราะห์ได้ จึงถือบาตรและจีวรแล้ว มาด้วยฤทธิ์ได้ยืนอยู่ข้างหน้าของเขา. น้องชาวถวายอ้อยแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ก็มีจิตเลื่อมใส จึงลาดผ้าห่ม


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 520

บนภูมิประเทศที่สูงกว่า แล้วนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้านั่ง ด้วยคำว่า “นิมนต์นั่งที่นี้ ขอรับ” แล้วก็กล่าวว่า “ขอท่านจงน้อมบาตรมาเถิด” ได้แก่ที่ผูกลำอ้อย วางไว้เบื้องบนบาตร. รสไหลลงเต็มบาตรแล้ว. เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าดื่มรส (อ้อย) นั้นแล้ว, เขาคิดว่า “ดีจริง พระผู้เป็นเจ้าของเราดื่มรส (อ้อย) แล้ว, ถ้าพี่ชายของเราจักให้นำมูลค่ามา, เราก็จักให้มูลค่า; ถ้าจักให้เรานาส่วนบุญมา, เราก็จักให้ส่วนบุญ” แล้วกล่าวว่า “นิมนต์ท่านน้อมบาตรเข้ามาเถิด ขอรับ” แล้วได้แก้ลำอ้อยแม้ที่ ๒ ถวายรส.

นัยว่า เขามิได้มีความคิดที่จะลวงแม้มีประมาณเท่านี้ว่า “พี่ชายของเราจักนำอ้อยลำอื่นจากไร่อ้อยมาเคี้ยวกิน” ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นผู้ใคร่จะแบ่งรสอ้อยลำนั้นกับด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่าอื่น เพราะความที่ตนดื่มรสอ้อยลำแรกนั้น จึงรับไว้เท่านั้น แล้วก็นั่งอยู่. เขาทราบอาการของท่านแล้ว จึงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้งความปรารถนาว่า “ท่านขอรับ รสอันเลิศนี้ใด ที่กระผมถวายแล้ว, ด้วยผลแห่งรสอันเลิศนี้

กระผมพึงเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ในที่สุดพึงบรรลุธรรมที่ท่านบรรลุแล้วนั่นแล.” แม้พระปัจเจกพุทะเจ้า ก็กล่าวว่า “ขอความปรารถนาที่ท่านตั้งไว้แล้ว จงสำเร็จอย่างนั้น” แล้วทำอนุโมทนาแก่เขาด้วย ๒ คาถาว่า “อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ” เป็นต้น, แล้วก็อธิษฐานโดยประการที่เขาจะเห็นได้ แล้วเหาะไปสู่เขาคันธมาทน์โดยทางอากาศแล้วได้ถวายรส (อ้อย) แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป. เขาเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้ว ไปสู่สำนักพี่ชาย, เธอพี่ชายถามว่า “เจ้าไปไหน ?” จึงบอกว่า “ฉันไปตรวจดูไร่อ้อย” ถูกพี่ชายกล่าวว่า “จะมีประโยชน์อะไรด้วยคน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 521

อย่างเจ้าไปไร่อ้อย, เจ้าควรจะถือเอาลำอ้อยมา ๑ ลำ หรือ ๒ ลำมิใช่หรือ ?” กล่าวว่า “พี่ ถูกละ, ฉันถือเอาอ้อยมา ๒ ลำ, แต่ฉันเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง จึงถวายรสแต่ลำอ้อยของฉัน แล้วถวายรสแต่ลำอ้อยแม้ของพี่ ด้วยคิดว่า เราจักให้มูลค่าหรือส่วนบุญ;’ พี่จักรับเอามูลค่าอ้อยนั้นหรือจักรับเอาส่วนบุญ ?”

พี่ชาย. ก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำอะไร ?

น้องชาย. ท่านดื่มรสจากลำอ้อยของฉันแล้ว ก็ถือเอารสจากลำอ้อยของพี่ไปสู่เขาคันธมาทน์โดยอากาศ แล้วได้ให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป. พี่ชายเลื่อมใสขออนุโมทนาส่วนบุญ

พี่ชายนั้น เมื่อเขากำลังกล่าวอยู่นั้นแหละ, เป็นผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว หาระหว่างมิได้ ได้ทำความปรารถนาว่า “การบรรลุธรรมที่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเห็นแล้วนั่นแหละ พึงมีแก่เรา.” น้องชายปรารถนาสมบัติ ๓ อย่าง ส่วนพี่ชายปรารถนาพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.

นี้เป็นบุรพกรรมของชนทั้งสองนั้น.

สองพี่น้องได้เกิดร่วมกันอีกในชาติต่อมา ชนทั้งสองนั้น ดำรงอยู่ตลอดอายุแล้ว เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก ยังพุทธันดรหนึ่งให้สิ้นไป. ในเวลาชนทั้งสองนั้นไปเทวโลกนั่นแหละ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสีเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก.

พี่น้องทั้งสองแม้นั้น เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว, ผู้พี่ชายก็คงเป็นพี่ชาย ผู้น้องชายก็คงเป็นน้องชาย ถือปฏิสนธิในเรือนแห่งตระกูลหนึ่งในพันธุมดีนคร.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 522

บรรดาเด็กทั้งสองนั้น มารดาบิดาได้ตั้งชื่อของผู้พี่ชายว่า “เสนาะ” ของผู้น้องชายว่า “อปราชิต.” เมื่อพี่น้องทั้งสองนั้น กำลังรวบรวมขุมทรัพย์อยู่ ในเวลาเติบโตแล้ว,* เสนกุฎุมพี ได้ฟังการป่าวร้องในพันธุมดีนครของอุบาสกผู้โฆษณาธรรมว่า “พุทธรัตนะเกิดขึ้นแล้วในโลก, ธรรมรัตนะเกิดขึ้นแล้วในโลก, สังฆรัตนะเกิดขึ้นแล้วในโลก, พวกท่านจงให้ทานทั้งหลาย จงทำบุญทั้งหลาย วันนี้เป็นดิถีที่ ๑๔ วันนี้เป็นดิถีที่ ๑๕, พวกท่านจงทำอุโบสถ จงฟังธรรม” เห็นมหาชนถวายทานในกาลก่อนภัตแล้ว ไปเพื่อฟังธรรมในกาลภายหลังภัต จึงถามว่า “พวกท่านจะไปไหน ? ” เมื่อมหาชนบอกว่า “พวกฉันจะไปสู่สำนักพระศาสดา เพื่อฟังธรรม.” จึงพูดว่า “แม้ฉันก็จักไป” แล้วก็ไปพร้อมกับชนเหล่านั้นทีเดียว นั่งแล้วในที่สุดบริษัท.

พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของเขา จึงตรัสอนุปุพพีกถา. เขาฟังธรรมของพระศาสดาแล้ว เกิดความอุตสาหะในบรรพชา จึงทูลขอบรรพชากะพระศาสดา.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า “ก็พวกญาติที่ท่านจะพึงอำลามีไหม ?”

เสนกุฎุมพี. มี พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. ถ้าอย่างนั้น ท่านไปอำลา แล้วจงมา.

พี่ชายลาน้องชายออกบวชแล้วได้บรรลุพระอรหัต

เขาไปสู่สำนักของน้องชายแล้ว กล่าวว่า “ทรัพย์สมบัติใด มีอยู่ในตระกูลนี้ ทรัพย์สมบัตินั้นทั้งหมด จงเป็นของเจ้า.”

  • หมายความว่า ได้ตั้งหลักฐานในการครองเรือนแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 523

น้องชาย. ก็พี่เล่า ? ขอรับ.

เสนกุฎุมพี. ฉันจักบวชในสำนักของพระศาสดา.

น้องชาย. พี่พูดอะไร ? ฉันเมื่อมารดาตายแล้ว ก็ได้พี่เป็นเหมือนมารดา, เมื่อบิดาตายแล้ว ก็ได้พี่เป็นเหมือนบิดา; ตระกูลนี้ก็มีโภคะมาก, พี่ดำรงอยู่ในเรือนนี่แหละ ก็สามารถจะทำบุญได้. พี่อย่าทำอย่างนั้น.

เสนกุฎุมพี. ฉันฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว, ฉันดำรงอยู่ในท่ามกลางเรือน ไม่อาจบำเพ็ญธรรมนั้นได้; ฉันจักบวชให้ได้, เจ้าจงกลับ. เขายังน้องชายให้กลับไปด้วยอาการอย่างนั้นแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักพระศาสดาแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต.

ฝ่ายน้องชาย คิดว่า “เราจักทำสักการะแก่บรรพชิตผู้พี่ชาย” จึงถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขสิ้น ๗ วัน ไหว้พี่ชายแล้วกล่าวว่า “ท่านขอรับ ท่านท่าการสลัดออกจากภพแห่งตนได้แล้ว, ส่วนกระผม ยังเป็นผู้พัวพันด้วยกามคุณ ๕,* ไม่อาจออกบวชได้, ขอท่านจงบอกบุญกรรมอันใหญ่ที่สมควร แก่กระผมผู้ดำรงอยู่ในเรือนนี่แหละ.”

ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะน้องชายนั้นว่า “ดีละ เจ้าผู้เป็นบัณฑิต เจ้าจงให้ สร้างพระคันธกุฎี สำหรับพระศาสดา.”

น้องชายสร้างพระคันธกุฎีถวายพระศาสดา

น้องชายนั้นรับว่า “สาธุ” แล้วยังชนให้นำไม้ต่าง ๆ มาแล้วให้ถากเพื่อประโยชน์แก่ทัพสัมภาระทั้งหลายมีเสาเป็นต้น ให้ทำเสาทั้งหมดให้ขจิตด้วยแก้ว ๗ ประการ คือต้นหนึ่งขจิตด้วยทองคำ ต้นหนึ่งขจิต

  • คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 524

ด้วยเงิน ต้นหนึ่งขจิตด้วยแก้วมณีเป็นต้น แล้วให้สร้างพระคันธกุฎีด้วยเสาเหล่านั้น ให้มุงด้วยกระเบื้องสำหรับมุงอันขจิตด้วยแก้ว ๗ ประการเหมือนกัน.

ก็ในเวลาสร้างพระคันธกุฎีนั้นแล หลานชายชื่ออปราชิต ผู้มีชื่อเหมือนกับคนนั่นแล เข้าไปหาอปราชิตกุฎุมพีนั้นแล้ว กล่าวว่า “แม้ฉันก็จักสร้าง, ท่านจงให้ส่วนบุญแก่ฉันเถิด ลุง” เขากล่าวว่า “พ่อ ฉันไม่ให้, ฉันจักสร้างไม่ให้ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่น.”

หลานชายนั้น อ้อนวอนแม้เป็นอันมาก เมื่อไม่ได้ส่วนบุญ จึงคิดว่า “การที่เราได้กุญชรศาลาข้างหน้าพระคันธกุฎี ย่อมควร” ดังนี้แล้วจึงให้สร้างกุญชรศาลา*ที่สำเร็จด้วยแก้ว ๙ ประการ. เขาเกิดเป็นเมณฑกเศรษฐีในพุทธุปบาทกาลนี้.

ก็บานหน้าต่างใหญ่ ๓ บาน ที่สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ ได้มีแล้วในพระคันธกุฎี. อปราชิตคฤหบดีให้สร้างสระโบกขรณี ๓ สระ ที่โบกด้วยปูนขาว ณ ภายใต้ที่ตรงบานหน้าต่างเหล่านั้น ให้เต็มด้วยน้ำหอมอันเกิดแต่ชาติทั้ง ๔** แล้วให้ปลูกดอกไม้ ๕ สี***, ให้ย่อยบรรดาแก้ว ๗ ประการ แก้วที่ควรแก่ความเป็นของที่จะพึงย่อยได้แล้วถือเอาแก้วนอกนี้ทั้งหมดทีเดียว โปรยรอบพระคันธกุฎีโดยถ่องแถวเพียงเข่า ยังบริเวณให้เต็มแล้ว.

  • ศาลามีรูปคล้ายช้าง.
    • กุงฺกุมํ หญ้าฝรั่น ๑. ยวนปุปฺผํ ดอกไม้เกิดในยวนประเทศ ๑. ตครํ กฤษณา ๑. ตุรุกฺโข กำยาน ๑.
      • เบื้องหน้าแต่นี้ คำพูดอย่างนี้ปรากฏโดยมาก. เพื่อจะโปรยพระสรีระด้วยสายแห่งเกสรทั้งหลาย อันตั้งขึ้นแล้วด้วยกำลังลม ในกาลแห่งพระตถาคตประทับนั่งภายในแล้ว กระเบื้องที่ยอดพระคันธกุฎี ได้สำเร็จด้วยทองคำอันสุกปลั่ง. หาง (กระเบื้อง) สำเร็จด้วยแก้วประพาฬตอนล่าง กระเบื้องมุงสำเร็จด้วยแก้วมณี. พระคันธกุฎีนั้น ได้ตั้งอยู่งดงามดุจนกยูงลำแพน ด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 525

คฤหบดีชื่ออปราชิต ยังพระคันกุฎีให้สำเร็จด้วยอาการอย่างนั้นแล้วจึงเข้าไปหาพระเถระผู้พี่ชาย เรียนว่า “ท่านขอรับ พระคันธกุฎีสำเร็จแล้ว. กระผมหวังการใช้สอยพระคันธกุฎีนั้น, ได้ยินว่า บุญเป็นอันมากย่อมมีเพราะการใช้สอย.”

พระเถระนั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ทราบว่า กุฎุมพีผู้นี้ให้สร้างพระคันธกุฎีเพื่อพระองค์, บัดนี้เธอหวังการใช้สอย.”

พระศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะแล้ว เสด็จไปสู่ที่เฉพาะหน้าพระคันธกุฎี ทอดพระเนตรกองรัตนะที่เขากองล้อมรอบพระคันธกุฎี ได้ประทับยืนอยู่แล้วที่ซุ้มแห่งประตู๑, ก็เมื่อกุฎุมพีนั้นกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า การรักษาจักมีแก่ข้าพระองค์เอง, ขอพระองค์จงเสด็จเข้าไปเถิด.” พระศาสดาเสด็จเข้าไปแล้ว.

เขาตั้งการรักษารัตนะที่โปรยไว้รอบพระคันธกุฎี

แม้กุฎุมพีก็ตั้งการรักษาไว้โดยรอบ สั่งมนุษย์ทั้งหลายไว้ว่า “พ่อ ๑. เบื้องหน้าแต่นี้ คำพูดอย่างนี้ ปรากฏโดยมาก: ลำดับนั้น กุฏุมพีกราบทูลพระองค์ว่า “ขอพระองค์โปรดเสด็จเข้าไปเถิด พระเจ้าข้า” พระศาสดาประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแล ทอดพระเนตรดูพระเถระพี่ชายของกุฏุมพีนั้นถึง ๓ ครั้ง, พระเถระทราบด้วยอาการที่พระองค์ทอดพระเนตรแล้วนั่นแล กล่าวกะน้องชายว่า “มาเถิด พ่อ เธอจงทูลพระศาสดาว่า การรักษาจักมีแก่ข้าพระองค์เอง ขอเชิญพระองค์ประทับอยู่ตามสบายเถิด” เขาฟังคำพระเถระแล้ว ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กราบทูลว่า “พระเจ้าข้า พวกมนุษย์เข้าไปที่โคนไม้แล้ว ไม่มีความเยื่อใยหลีกไปฉันใด, อนึ่ง พวกมนุษย์ข้ามแม่น้ำ ไม่มีความเยื่อใย สละพ่วงแพเสียได้ฉันใด, ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ความความเยื่อใยฉันนั้น ประทับอยู่เถิด.” ก็พระศาสดาประทับยืนอยู่เพื่ออะไร ๆ ได้ยินว่า พระองค์ทรงมีพระปริวิตกอย่างนี้ว่า “ชนเป็นอันมาก ย่อมมาสู่สำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในเวลาก่อนภัตบ้าง ในเวลาหลังภัตบ้าง เมื่อชนเหล่านั้นถือเอารัตนะทั้งหลายไปอยู่, พวกเราไม่อาจห้ามได้ กุฎุมพีพึงติเตียนว่า ‘เมื่อรัตนะประมาณเท่านี้เราโปรยลงแล้วที่บริเวณ, พระศาสดาไม่ห้ามปรามอุปัฏฐากของพระองค์ แม้ผู้นำ (รัตนะ) ไปอยู่ ดังนี้แล้วทำความอาฆาตในเรา พึงเป็นผู้เข้าถึงอบาย ‘เพราะเหตุนี้ พระศาสดาจึงได้ประทับยืนอยู่แล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 526

พวกเธอจงห้ามชนทั้งหลายผู้ถือเอา (รัตนะ) ด้วยพก หรือด้วยกระเช้าและกระสอบไป, แต่อย่าห้ามชนผู้ถือเอาด้วยมือไป.” แม้ในภายในนครก็ให้บอกว่า “รัตนะ ๗ ประการ อันเราโปรยลงแล้วที่บริเวณพระคันธกุฎี, มนุษย์เข็ญใจทั้งหลายผู้ฟังธรรมในสำนักพระศาสดาแล้วไป จงถือเอาเต็มมือทั้งสอง, มนุษย์ทั้งหลายแม้ถึงสุขแล้วก็จงถือเอาด้วยมือเดียว.”

ได้ยินว่า เขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ชนทั้งหลายผู้มีศรัทธาประสงค์จะฟังธรรมก่อนจึงจักไปทีเดียว, ส่วนผู้ไม่มีศรัทธา ไปด้วยความโลภในทรัพย์ ฟังธรรมแล้ว ก็จักพ้นจากทุกข์ได้;” เพราะเหตุนั้น เขาจึงให้บอกอย่างนั้น เพื่อต้องการจะสงเคราะห์ชน.

มหาชน ถือเอารัตนะทั้งหลายตามกำหนดที่เขาบอกแล้วนั่นแล. เมื่อรัตนะที่เขาโปรยลงไว้คราวเดียว หมดแล้ว เขาจึงให้โปรยลงเรื่อย ๆ โดยถ่องแถวเพียงเข่า ถึง ๓ ครั้ง. อนึ่ง เขาวางแก้วมณีอันหาค่ามิได้ประมาณเท่าผลแตงโม แทบบาทมูลของพระศาสดา.

ได้ยินว่า เขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ชื่อว่า ความอิ่ม จักไม่มีแก่ชนทั้งหลายผู้แลดูรัศมีแห่งแก้วมณี พร้อมด้วยพระรัศมีอันมีสีดุจทองคำแต่พระสรีระของพระศาสดา; เพราะฉะนั้น เขาจึงได้ทำอย่างนั้น. แม้มหาชนก็แลดูไม่อิ่มเลย.

พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิลักแก้วมณี

ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิคนหนึ่ง คิดว่า “ได้ยินว่าแก้วมณีที่มีค่ามาก อันกุฎุมพีนั้นวางไว้แทบบาทมูลของพระศาสดา, เราจักลักแก้วมณีนั้น” จึงไปสู่วิหาร เข้าไปโดยระหว่างมหาชนผู้มาแล้วเพื่อจะถวายบังคมพระศาสดา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 527

กุฎุมพีกำหนดไว้ว่า “พราหมณ์นี้ มีประสงค์จะถือเอาแก้วมณี” ด้วยอาการแห่งการเข้าไปแห่งพราหมณ์นั้นนั่นแล คิดว่า “โอหนอ ! พราหมณ์ไม่ควรถือเอา.”

แม้พราหมณ์นั้น วางมือไว้แทบบาทมูลคล้ายจะถวายบังคมพระศาสดา ถือเอาแก้วมีซ่อนไว้ในเกลียวผ้า หลีกไปแล้ว. กุฎุมพีไม่อาจยังจิตให้เลื่อมใสในพราหมณ์นั้นได้.

ในกาลจบธรรมกถา กุฏุมพีนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า “พระเจ้าข้า รัตนะ ๗ ประการอันข้าพระองค์โปรยล้อมรอบพระคันธกุฎีสิ้น ๓ ครั้ง โดยถ่องแถวเพียงเข่า, เมื่อชนทั้งหลายถือเอารัตนะเหล่านั้นขึ้นชื่อว่า ความอาฆาตมิได้มีแล้วแก่ข้าพระองค์, จิตยิ่งเลื่อมใสขึ้นเรื่อย ๆ, แต่วันนี้ ข้าพระองค์คิดว่า “โอหนอ ! พราหมณ์นี้ ไม่ควรถือเอาแก้วมณี,” เมื่อพราหมณ์นั้นถือเอาแก้วมณีไปแล้ว, จึงไม่อาจยังจิตให้เลื่อมใสได้.”

พระศาสดาทรงสดับคำของกุฎุมพีนั้นแล้ว ตรัสว่า “อุบาสก ท่านไม่อาจเพื่อจะทำของมีอยู่ของตน ให้เป็นของอันชนเหล่าอื่นพึงนำไปไม่ได้มิใช่หรือ ?” ดังนี้แล้ว ได้ประทานนัยแล้ว.

กุฎุมพีนั้น ดำรงอยู่ในนัยที่พระศาสดาประทานแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ได้ทำการปรารถนาว่า “พระเจ้าข้า พระราชาหรือโจรแม้หลายร้อย ชื่อว่าสามารถเพื่อจะข่มเหงข้าพระองค์ ถือเอาแม้เส้นด้ายแห่งชายผ้าอันเป็นของข้าพระองค์ จงอย่ามี นับแต่วันนี้เป็นต้นไป, แม้ไฟก็อย่าไหม้ของ ๆ ข้าพระองค์, แม้น้ำก็อย่าพัด.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 528

แม้พระศาสดา ก็ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่กุฎุมพีนั้นว่า “ขอความปรารถนาที่ท่านปรารถนาอย่างนั้น จงสำเร็จ.” กุฎุมพีนั้น เมื่อทำการฉลองพระคันธกุฎี ถวายมหาทานแก่ภิกษุ ๖๘ แสน ในภายในวิหารนั่นแหละ ตลอด ๙ เดือน ในกาลเป็นที่สุด ได้ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุทุกรูป. ผ้าสาฎกสำหรับทำจีวรของภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์ได้มีค่าถึงพันหนึ่ง.

อปราชิตกุฎุมพีเกิดเป็นโชติกเศรษฐี

กุฎุมพีนั้น ทำบุญทั้งหลายจนตลอดอายุอย่างนั้นแล้ว เคลื่อนจากอัตภาพนั้น บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกตลอดกาลประมาณเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ อยู่ในท้องของมารดาตลอด ๙ เดือนครึ่ง.

ก็ในวันที่กุฎุมพีนั้นเกิด สรรพอาวุธทั้งหลายในพระนครทั้งสิ้นรุ่งโรจน์แล้ว. แม้อาภรณ์ทั้งหลายที่สวมกายของชนทั้งปวง* เป็นราวกะว่ารุ่งโรจน์ เปล่งรัศมีออกแล้ว. พระนครได้รุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน. แม้เศรษฐีก็ได้ไปสู่ที่บำรุงพระราชาแต่เช้าตรู่.

ครั้งนั้น พระราชาตรัสถามเศรษฐีนั้นว่า “วันนี้สรรพอาวุธทั้งหลายรุ่งโรจน์แล้ว, พระนครก็รุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน; ท่านรู้เหตุในเรื่องนี้ไหม ?”

เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทราบ.

พระราชา. เหตุอะไร ? เศรษฐี.

  • กายารุฬฺหา อันขึ้นแล้วสู่กาย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 529

เศรษฐี. ทาสของพระองค์เกิดในเรือนของข้าพระองค์, ความรุ่งโรจน์นั้น ได้มีแล้วด้วยเดชแห่งบุญของเขานั่นแหละ.

พระราชา. เขาจักเป็นโจรกระมัง ?

เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ข้อนั้นไม่มี, สัตว์มีบุญได้ทำอภินิหารไว้แล้ว.

พระราชาทรงตั้งทรัพย์ค่าเลี้ยงดูวันละพัน ด้วยพระดำรัสว่า “ถ้ากระนั้น เธอเลี้ยงเขาไว้ให้ดีจึงจะควร, นี้จงเป็นค่าน้ำนมสำหรับเขา.”

ครั้นในวันเป็นที่ตั้งชื่อ ชนทั้งหลายจึงตั้งชื่อของเขาว่า “โชติกะ” นั่นแหละ เพราะพระนครทั้งสิ้นรุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน.

ต่อมา ในเวลาที่เขาเติบโตแล้ว เมื่อภาคพื้นอันเขาลงชำระอยู่ เพื่อต้องการปลูกเรือน ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนแล้ว.

ท้าวสักกะเสด็จมานิรมิตสมบัติให้โชติเศรษฐี

ท้าวสักกะทรงใคร่ครวญดูว่า “นี้เหตุอะไรหนอแล ?” ทรงทราบว่า “ชนทั้งหลายกำลังจับจองที่ปลูกเรือนเพื่อโชติกะ” ทรงดำริว่า “โชติกะนี้ จักไม่อยู่ในเรือนที่ชนเหล่านั่นทำแล้ว, การที่เราไปในที่นั้น ควร” แล้วเสด็จไปที่นั้นด้วยเพศแห่งนายช่างไม้ ตรัสว่า “พวกท่านทำอะไรกัน ?”

เหล่าชน. พวกฉันจับจองที่ปลูกเรือน สำหรับโชติกะ.

ท้าวสักกะตรัสว่า “พวกท่านจงหลีกไป, โชติกะนี้จักไม่อยู่ในเรือนที่พวกท่านปลูก” แล้วทอดพระเนตรดูภูมิประเทศประมาณ ๑๖ กรีส. ภูมิประเทศนั้น ได้เป็นที่สม่ำเสมอในทันใดนั้นนั่นเอง ดุจวงกสิณ. ท้าวเธอทรงดำริอีกว่า “ขอปราสาท ๗ ชั้นสำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ จง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 530

ชำแรกแผ่นดินผุดขึ้น ณ ที่นี้” แล้วทอดพระเนตรดู. ปราสาท (เห็นปานนั้น) ผุดขึ้นแล้วในขณะนั้นนั่นเอง. ท้าวสักกะทรงดำริอีกว่า “ขอกำแพง ๗ ชั้น ที่สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ จงผุดขึ้นแวดล้อมปราสาทนี้” แล้วทอดพระเนตรดู. กำแพงเห็นปานนั้นผุดขึ้นแล้ว. ครั้งนั้นท้าวเธอทรงดำริว่า “ขอต้นกัลปพฤกษ์ทั้งหลาย จงผุดขึ้นในที่สุดรอบกำแพงเหล่านั้น” แล้วทอดพระเนตรดู. ต้นกัลปพฤกษ์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ผุดขึ้นแล้ว. ท้าวเธอทรงดำริว่า “ขุมทรัพย์ ๔ ขุม จงผุดขึ้นที่มุมทั้ง ๔ แห่งปราสาท” แล้วทอดพระเนตรดู. ทุกสิ่งได้มีอย่างนั้นเหมือนกัน.

ก็บรรดาขุมทรัพย์ทั้งหลาย ขุมทรัพย์ขุมหนึ่งได้มีประมาณโยชน์หนึ่ง, ขุมหนึ่งได้มีประมาณ ๓ คาวุต, ขุมหนึ่งได้มีประมาณกึ่งโยชน์, ขุมหนึ่งได้มีประมาณคาวุตหนึ่ง*, ที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ ยักษ์ ๗ ตนยึดการรักษาไว้แล้ว. ในซุ้มประตูที่ ๑ ยักษ์ชื่อยมโมลีพร้อมด้วยยักษ์พันหนึ่งที่เป็นบริวารของตน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๒ ยักษ์ชื่ออุปปละพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๒ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๓ ยักษ์ชื่อวชิระพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๓ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๔ ยักษ์ชื่อวชิรพาหุพร้อมด้วยยักษ์ที่

  • เบื้องหน้าแต่นี้ คำพูดอย่างนี้ ปรากฏโดยมาก: ก็ประมาณนั่น ได้เป็นประมาณแห่งปากขุมทรัพย์ที่เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์. เบื้องล่างได้มีที่สุดแผ่นดิน, ประมาณขอบปากแห่งขุมทรัพย์ที่เกิดขึ้นแก่โชติกเศรษฐี ท่านมิได้กล่าวไว้. ขุมทรัพย์ทุกขุมเต็มเปี่ยมเทียวผุดขึ้น เหมือนผลตาลที่เขาฝานหัวฉะนั้น, ลำอ้อย ๔ ลำ เป็นวิการแห่งทองคำ ประมาณเท่าต้นตาลรุ่น ๆ เกิดขึ้นที่มุมปราสาททั้ง ๔. ลำอ้อยเหล่านั้นมีใบเป็นวิการแห่งแก้วมณี มีข้อเป็นวิการแห่งทองคำ. นับว่าสมบัตินั้นเกิดขึ้นแล้ว เพื่อแสดงบุรพกรรม (ของเขา)


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 531

เป็นบริวารของตน ๔ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๕ ยักษ์ชื่อสกฏะพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๕ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๖ ยักษ์ชื่อสกฏัตถะพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๖ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๗ ยักษ์ชื่อทิสามุขะพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๗ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว. ทั้งภายในและภายนอกแห่งปราสาท ได้มีการรักษาอย่างมั่นคงแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้.

พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานฉัตรตั้งให้เป็นเศรษฐี

พระราชาทรงพระนามว่าพิมพิสาร ทรงสดับว่า “ได้ยินว่า ปราสาท ๗ ชั้น ซึ่งสำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ ผุดขึ้นแล้วเพื่อโชติกะ, กำแพง ๗ ชั้น ซุ้มประตู ๗ ซุ้ม ขุมทรัพย์ ๔ ขุมก็ผุดขึ้นแล้ว (เพื่อโชติกะเหมือนกัน)” ทรงส่งฉัตรตำแหน่งเศรษฐีไป (ให้) แล้ว, เขาได้เป็นผู้ชื่อว่า โชติกเศรษฐี. ก็หญิงผู้มีบุญกรรมอันทำไว้แล้วกับโชติกเศรษฐีนั้น เกิดแล้วในอุตตรกุรุทวีป. ครั้งนั้น เทพดานำนางมาจากอุตตรกุรุทวีปนั้นแล้ว ให้นั่งในห้องอันเป็นสิริ. หญิงนั้นเมื่อมา ถือเอาทะนานข้าวสารทะนานหนึ่ง และแผ่นศิลาอันลุกโพลง ๓ แผ่น (มา), ภัตของชนทั้งสองนั้น ได้มีแล้วด้วยทะนานข้าวสารนั้นนั่นเทียว ตลอดชีวิต. ดังได้สดับมา ถ้าชนเหล่านั้นเป็นผู้มีประสงค์จะยังแม้เกวียน ๑๐๐ เล่มให้เต็มด้วยข้าวสาร, มันก็คงปรากฏเป็นทะนานอันเต็มด้วยข้าวสารอยู่นั่นเอง. ในเวลาหุงภัต พวกเขาใส่ข้าวสารในหม้อ แล้ววางไว้เบื้องบน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 532

แผ่นศิลาเหล่านั้น. แผ่นศิลาก็ลุกโพลงขึ้นในขณะนั้นนั่นเอง เมื่อภัตสักว่าสุกแล้ว ย่อมดับไป พวกเขารู้ความที่ภัตสุกแล้ว ด้วยสัญญานั้นนั่นแหละ. แม้ในเวลาแกงของควรแกงเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. เขาทั้งสองย่อมหุงต้มอาหารด้วยแผ่นศิลาอันลุกโพลงด้วยอาการอย่างนี้. ชนเหล่านั้น ย่อมอยู่ด้วยแสงสว่างแห่งแก้วมณี, ไม่รู้แสงสว่างของไฟหรือประทีปเลย.

มหาชนต่างแตกตื่นมาชมสมบัติ

ได้ยินว่า สมบัติของโชติกเศรษฐีเห็นปานนั้น ได้ปรากฏทั่วชมพูทวีปทั้งสิ้นแล้ว. มหาชนเทียมยานเป็นต้นมา เพื่อต้องการดู.

โชติกเศรษฐี สั่งให้หุงภัตด้วยข้าวสารที่นำมาจากอุตตรกุรุทวีปแล้วให้ ๆ แก่ชนทั้งหลายผู้มาแล้ว ๆ, สั่งว่า “ชนทั้งหลายจงถือเอาผ้า, จงถือเอาเครื่องประดับ จากต้นกัลปพฤกษ์ทั้งหลาย,” แล้วให้เปิดปากขุมทรัพย์ที่มีประมาณคาวุตหนึ่ง แล้วสั่งว่า “ชนทั้งหลายจงถือเอาทรัพย์พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้.” เมื่อชนทั้งหลายผู้อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ถือเอาทรัพย์ไปอยู่ ปากแห่งขุมทรัพย์มิได้พร่องลงแล้ว แม้เพียงองคุลีเดียว.

ได้ยินว่า นั่นเป็นผลแห่งรัตนะที่เขาโปรยลง ทำให้เป็นทรายในบริเวณพระคันธกุฎี.

พระเจ้าพิมพิสารมีพระประสงค์จะชมปราสาท

เมื่อมหาชน ถือเอาผ้าอาภรณ์ และทรัพย์ตามความปรารถนาไปอยู่อย่างนั้น, พระเจ้าพิมพิสารมีพระประสงค์จะทอดพระเนตรปราสาทของโชติกเศรษฐีนั้นบ้าง เมื่อมหาชนมาอยู่ จึงไม่ได้โอกาสแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 533

ในกาลต่อมา เมื่อพวกมนุษย์น้อยลง เพราะถือเอาวัตถาภรณ์และทรัพย์ตามความปรารถนาไปแล้ว พระราชาจึงตรัสกะบิดาของโชติกะว่า “ฉันมีความประสงค์จะชมปราสาทของบุตรของท่าน.” บิดาของโชติกะนั้นกราบทูลว่า “ดีละ สมมติเทพ” แล้วไปบอกแก่บุตรว่า “พ่อ พระราชามีพระประสงค์จะทอดพระเนตรปราสาทของเจ้า,” เขาพูดว่า “ดีละคุณพ่อ, ขอพระองค์เสด็จมาเถิด.”

พระราชา ได้เสด็จไปในที่นั้นพร้อมด้วยข้าราชบริพารเป็นอันมาก.

ทาสีผู้ปัดกวาดเทหยากเยื่อที่ซุ้มประตูที่ ๑ ได้ถวายมือแด่พระราชา.

พระราชาทรงละอาย ด้วยทรงสำคัญว่า “ภรรยาของเศรษฐี” จึงไม่ทรงวางพระหัตถ์ที่แขนของนาง. พระราชาทรงสำคัญทาสีแม้ที่ซุ้มประตูที่เหลือทั้งหลายว่า “ภรรยาของเศรษฐี” อย่างนั้น จึงไม่ทรง

วางพระหัตถ์ที่แขนของทาสีเหล่านั้น.

โชติกเศรษฐี มาต้อนรับพระราชาถวายบังคมแล้ว อยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ กราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ขอเชิญเสด็จไปข้างหน้าเถิด” แผ่นดินที่ประดับด้วยแก้วมณี ย่อมปรากฏแก่พระราชา เป็นเหมือนเหวที่ลึกตั้ง ๑๐๐ ชั่วบุรุษ. ท้าวเธอทรงสำคัญว่า “โชติกะนี้ ขุดบ่อไว้เพื่อต้องการจับเรา” จึงไม่อาจเพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินไปได้.”*

โชติกะ กราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ นี้มิใช่บ่อ, ขอพระองค์จงเสด็จมาข้างหลังข้าพระองค์” แล้วได้เป็นผู้นำเสด็จ.** พระราชา ทรงเหยียบพื้นในเวลาที่โชติกะนั้นเหยียบแล้ว เสด็จเที่ยวทอดพระเนตรปราสาทตั้งแต่พื้นชั้นล่าง.

  • ปาทํ นิกฺขิปิตุ เพื่ออันวางพระบาทลง.
    • ปุรโต อโหสิ ได้มีข้างหน้า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 534

พระเจ้าอชาตศัตรูทรงน้อยพระทัย

ในคราวนั้น พระราชกุมารทรงพระนามว่าอชาตศัตรู ทรงจับองคุลีของพระราชบิดา เสด็จเที่ยวไปอยู่ ทรงดำริว่า “โอ ทูลกระหม่อมของเราเป็นอันพาล, ชื่อว่าคฤหบดียังอยู่ในปราสาทที่ทำด้วยแก้ว ๗ ประการได้ ทูลกระหม่อมของเรานี่ เป็นถึงพระราชา ยังประทับอยู่ในพระราชมณเฑียรที่ทำด้วยไม้, บัดนี้ เราจักเป็นพระราชาแล้ว จักไม่ให้คฤหบดีนี้อยู่ในปราสาทนี้.”* เมื่อพระราชากำลังเสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาทชั้นบนนั่นแหละ เป็นเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า. ท้าวเธอตรัสเรียกเศรษฐีมาแล้ว ตรัสว่า “มหาเศรษฐี พวกเราจักบริโภคอาหารเช้าในที่นี้นี่แหละ.”

เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ก็ทราบอยู่, พระกระยาหารสำหรับสมมติเทพ ข้าพระองค์ตระเตรียมไว้แล้ว.” ท้าวเธอทรงสรงสนานด้วยหม้อน้ำหอม ๑๖ หม้อ แล้วประทับนั่งบนบัลลังก์อันเป็นที่นั่งของเศรษฐีนั่นแหละ ที่เขาตกแต่งไว้ในมณฑปเป็นที่นั่งของเศรษฐี ซึ่งทำด้วยแก้ว.

พระราชาประทับเสวยในบ้านโชติกเศรษฐี

ครั้งนั้น พวกบุรุษถวายน้ำสำหรับล้างพระหัตถ์แด่ท้าวเธอ แล้วคดข้าวปายาสเปียกจากภาชนะทองคำที่มีค่าได้แสนหนึ่ง วางไว้ตรงพระพักตร์.

พระราชาทรงเริ่มจะเสวยด้วยสำคัญว่า “เป็นโภชนะ.”

เศรษฐีกราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ นี้ไม่ใช่ภาชนะ, นี้เป็นข้าวปายาสเปียก. พวกบุรุษคดโภชนะใสในภาชนะทองคำใบอื่น แล้ววางไว้บนถาดเดิม.”

  • อิมสฺส อิมสฺมึ ปาสาเท วสิตุ น ทสฺสามิ เราจักไม่ให้อยู่ในปราสาทนี้ แก่คฤหบดีนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 535

ได้ยินว่า การบริโภคภาชนะนั้นด้วยไออุ่นที่พลุ่งขึ้นจากภาชนะข้าวปายาสเปียกนั้น ย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งความสบาย. พระราชาเมื่อเสวยโภชนะที่มีรสอร่อย ก็มิได้ทรงรู้ประมาณ.

ลำดับนั้น เศรษฐีถวายบังคมท้าวเธอแล้ว ประคองอัญชลีกราบทูลว่า “พอที พระเจ้าข้า, เพียงเท่านี้ก็พอ, พระองค์ไม่ทรงสามารถเพื่อจะให้โภชนะที่ยิ่งกว่านี้ไป ให้ย่อยได้.” ทีนั้น พระราชาตรัสกะเขาว่า “คฤหบดี เธอทำความหนักใจหรือจึงพูดถึงภัตของตน ?”

เศรษฐี. “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า, เพราะภัตเพื่อหมู่พลของพระองค์แม้ทั้งหมด ก็อันนี้แหละ, แกงก็อันนี้, ก็แต่ว่าข้าพระองค์กลัวต่อความเสื่อมยศ.

พระราชา. เพราะเหตุไร ?

เศรษฐี. ถ้าว่า เหตุสักว่าความอึดอัดแห่งพระกาย จะพึงมีแก่สมมติเทพเจ้าไซร้, ข้าพระองค์ย่อมกลัวต่อคำว่า ‘วานนี้ พระราชาเสวย (ภัต) ในเรือนของเศรษฐี. เศรษฐีคงจักทำอะไร (ถวายเป็นแน่) ‘พระเจ้าข้า.’

พระราชา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนำภัตไป, จงนำน้ำมา.

ในเวลาเสร็จภัตกิจของพระราชา ราชบริพารทั้งหมดก็บริโภคภตนั้นนั่นแหละ.

พระราชาทรงสนทนากับเศรษฐี

พระราชาประทับนั่งสนทนาปรารภถึงความสุข ตรัสเรียกเศรษฐีมาแล้วตรัสว่า “ภรรยาของท่านในเรือนนี้ไม่มีหรือ ?”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 536

เศรษฐี. มี พระเจ้าข้า.

พระราชา. นางอยู่ที่ไหน ?

เศรษฐี กราบทูลว่า นางนั่งอยู่ในห้องอันมีสิริ ยังไม่ทราบเกล้าว่าสมมติเทพเสด็จมา. ก็พระราชาพร้อมด้วยราชบริพาร เสด็จมาแล้วแต่เช้าตรู่ก็จริง, ถึงอย่างนั้น นางก็ยังไม่รู้ว่าท้าวเธอเสด็จมา.

ลำดับนั้น เศรษฐีรู้ว่า “พระราชามีพระประสงค์จะทอดพระเนตรภริยาของเรา” จึงไปสู่สำนักของนางแล้ว บอกว่า “พระราชาเสด็จมาแล้ว, การที่หล่อนเฝ้าพระราชา ไม่ควรหรือ ?”

ภรรยาเศรษฐีน้อยใจที่ยังมีผู้ใหญ่กว่าตน

นางนอนอยู่นั่นแล กล่าวว่า “นาย ชื่อว่าพระราชานั้นเป็นอย่างไร ?” เมื่อเขาบอกว่า “คนที่เป็นใหญ่ของพวกเรา ชื่อว่าพระราชา,” จึงแจ้งความที่คนเป็นผู้มีใจไม่แช่มชื่นอยู่ กล่าวว่า “พวกเรา ยังมีแม้บุคคลผู้เป็นใหญ่ (นับว่า) ทำบุญกรรมทั้งหลายไว้ไม่ดีหนอ, พวกเราทำบุญกรรมทั้งหลายชื่อด้วยไม่มีศรัทธา จึงถึงสมบัติเกิดแล้วในที่ของชนอื่นผู้เป็นใหญ่; ทานจักเป็นของอันเราทั้งหลายไม่เธอแล้วให้เป็นแน่, นี่เป็นผลของทานนั้น” แล้วกล่าวว่า “นาย บัดนี้ฉันจักทำอย่างไร ?”

สามี. หล่อนจงถือเอาพัดก้านตาลมาพัดถวายพระราชา.

เมื่อนางถือพัดก้านตาลมาพัดถวายพระราชาอยู่ ลม (มี) กลิ่นแห่งพระภูษาสำหรับโพกของพระราชา กระทบนัยน์ตาของนางแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 537

ภรรยาเศรษฐีน้ำตาไหล

ลำดับนั้น สายแห่งน้ำตาไหลออกจากนัยน์ตาของนาง. พระราชาทอดพระเนตรเห็นอาการนั้น จึงตรัสกะเศรษฐีว่า “มหาเศรษฐี ธรรมดามาตุคาม มีความรู้น้อย ชะรอยจะร้องไห้ เพราะกลัวว่า ‘พระราชาจะพึงยึดเอาสมบัติของสามีของเรา,’ ท่านจงปลอบนาง, เราไม่มีความต้องการด้วยสมบัติของท่าน.”

เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ นางมิได้ร้องไห้.

พระราชา. เมื่อเป็นเช่นนั้น นั่นอะไรกันเล่า ?

เศรษฐี. น้ำตาของนางไหลออกมาแล้ว เพราะกลิ่นแห่งพระภูษาสำหรับโพกของพระองค์, ด้วยว่าภรรยาของข้าพระองค์นี้ ไม่เคยเห็นแสงสว่างของประทีปหรือแสงสว่างของไฟ ย่อมบริโภค นั่งและนอนด้วยแสงสว่างของแก้วมณีเท่านั้น; ส่วนสมมติเทพ คงจักประทับนั่งด้วยแสงสว่างแห่งประทีป.

พระราชา. ถูกละ เศรษฐี.

เศรษฐีกราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าเช่นนั้น จำเดิมแต่วันนี้ขอพระองค์จงประทับนั่งด้วยแสงสว่างแห่งแก้วมณี” แล้วได้ถวายแก้วมณีอันหาค่ามิได้ ใหญ่ประมาณเท่าผลแตงโม. พระราชาทอดพระเนตรเรือนแล้ว ตรัสว่า “สมบัติของโชติกะมากจริง” แล้วได้เสด็จไป.*

นี้เป็นเรื่องเกิดของพระโชติกเถระก่อน

  • เบื้องหน้าแต่นี้ เรื่องพระชฏิลเถระ พึงเป็นเรื่องอันท่านเรียงไว้ในภายหลัง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 538

เด็กชฎิละถูกมารดาเอาลอยน้ำ

บัดนี้ พึงทราบการอุบัติของพระเถระชื่อชฎิละ :-

ความพิสดารว่า ในกรุงพาราณสี ได้มีธิดาของเศรษฐีคนหนึ่งเป็นผู้มีรูปสวย. มารดาบิดาให้หญิงคนใช้ไว้คนหนึ่ง เพื่อต้องการรักษานางในเวลานางมีอายุรุ่นราว ๑๕-๑๖ ปี ให้อยู่ในห้องอันมีสิริบนพื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น.

วันหนึ่ง วิทยาธรคนหนึ่งกำลังเหาะไปทางอากาศ เห็นนางกำลังเปิดหน้าต่าง แลดูภายนอกอยู่ เกิดความสิเนหา จึงเข้าไปทางหน้าต่างแล้วได้ทำความเชยชิดกับนาง. นางอาศัยการอยู่ร่วม (หลับนอน) กับวิทยาธรนั้น ตั้งครรภ์แล้ว ต่อกาลไม่นานเลย.

ลำดับนั้น หญิงคนใช้นั้นเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า “คุณนายนี่อะไรกัน ? อันนางบอกว่า “ข้อนั้นจงยกไว้, เจ้าอย่าบอกแก่ใคร ๆ,” จึงได้เป็นผู้นิ่งเสียเพราะกลัว. โดยกาลล่วงไป ๑๐ เดือน แม้นางคลอดบุตรแล้ว ให้หญิงคนใช้นำภาชนะใหม่มา ให้เด็กนั้นนอนในภาชนะนั้นแล้ว ปิดภาชนะนั้นเสีย วางพวงดอกไม้ไว้ข้างบน สั่งหญิงคนใช้ว่า “เจ้าจงเอาศีรษะเทินภาชนะนี้ไปลอยเสียในแม่น้ำคงคา, ถ้าถูกใคร ๆ ถามว่า ‘นี่อะไร ?’ เจ้าพึงบอกว่า ‘พลีกรรมของคุณนายของฉัน.” หญิงคนใช้นั้นได้ทำอย่างนั้น.

หญิง ๒ คนเถียงกันเพราะเด็กชฎิละก็หญิง ๒ คนกำลังอาบน้ำอยู่ในภายใต้แม่น้ำคงคา เห็นภาชนะนั้นถูกน้ำพัดมาอยู่, หญิงคนหนึ่งพูดว่า “ภาชนะนั้นเป็นของฉัน.” คนหนึ่งพูดว่า “สิ่งที่มีอยู่ในภาชนะนั้น เป็นของฉัน,” เมื่อภาชนะ (ลอยมา)


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 539

ถึงแล้ว, จึงจับภาชนะนั้นวางไว้บนบก เปิดดูเห็นเด็ก, หญิงคนหนึ่ง พูดว่า “เด็กเป็นของฉันทีเดียว เพราะฉันกล่าวว่า ‘ภาชนะเป็นของฉัน.” คนหนึ่งพูดว่า “เด็กเป็นของฉันเพราะฉันกล่าวว่า ‘สิ่งที่มีอยู่ในภาชนะเป็นของฉันทีเดียว.”

หญิงทั้งสองนั้นเถียงกัน ไปสู่ศาลวินิจฉัยแล้ว แจ้งเนื้อความนั้น

เมื่อพวกอำมาตย์ไม่สามารถจะวินิจฉัยได้, จึงได้ไปสู่สำนักพระราชา.

พระราชาทรงสดับคำของหญิงทั้งสองนั้น จึงตรัสว่า “เจ้าจงเอาเด็ก, เจ้าจงเอาภาชนะ.”

ก็หญิงผู้ที่ได้เด็ก ได้เป็นอุปัฏฐายิกาของพระมหากัจจายนเถระ, เพราะเหตุนั้น หญิงนั้นจึงเลี้ยงทารกนั้นไว้ ด้วยคิดว่า “จักให้เด็กนี้บวชในสำนักของพระเถระ.” เหตุที่เด็กนั้นได้รับตั้งชื่อว่าชฎิละ

ผมของเด็กนั้น ได้ปรากฏรุงรัง เพราะมลทินแห่งครรภ์อันเขาล้างออกไม่หมด ในวันที่เด็กนั้นเกิด. เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงตั้งชื่อเขาว่า “ชฎิล” นั้นแหละ.

ในเวลาที่เดินได้ พระเถระเข้าไปสู่เรือนนั้นเพื่อบิณฑบาต.

อุบาสิกานิมนต์พระเถระให้นั่งแล้ว ได้ถวายอาหาร.

พระเถระเห็นเด็ก จึงถามว่า “อุบาสิกา ท่านได้เด็กหรือ ?”

อุบาสิกาเรียนว่า “ได้ เจ้าค่ะ, ดิฉันเลี้ยงเด็กนี้ไว้ด้วยหวังว่า ‘จักให้บวชในสำนักของท่าน,’ ขอท่านจงให้เขาบวช” ดังนี้แล้ว ได้ถวายแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 540

พระมหากัจจายนะรับเด็กไปมอบให้อุปัฏฐาก

พระเถระรับว่า “ดีละ” แล้วพาเด็กนั้นไป ตรวจดูว่า “บุญกรรมที่จะเสวยสมบัติของคฤหัสถ์ของเด็กนี้ มีอยู่หรือหนอแล ?” คิดว่า “สัตว์ผู้มีบุญมาก จักเสวยสมบัติใหญ่, เด็กนี้ยังเล็กนัก, แม้ญาณของเขาก็ยังไม่ถึงความแก่รอบ” จึงได้พาเด็กนั้นไปสู่เรือนของอุปัฏฐากคนหนึ่ง ในกรุงตักกสิลา. อุปัฏฐากนั้นไหว้พระเถระแล้วยืนอยู่, เห็นเด็กนั้นแล้วเรียนถามว่า “ท่านได้เด็กหรือขอรับ ?”

พระเถระตอบว่า “เออ อุบาสกเขาจักบวช, แต่ยังเป็นเด็กเล็กนัก, จงอยู่ในสำนักของท่านเถิด.”

อุบาสกนั้นรับว่า “ดีละ ขอรับ” แล้วตั้งเด็กไว้ในฐานะเพียงดังบุตรบำรุงแล้ว.

ก็สินค้าในเรือนของอุบาสกนั้น เป็นของที่สั่งสมไว้แล้วสิ้น ๑๒ ปี.

เขาไปสู่ระหว่างแห่งบ้าน นำเอาสินค้าแม้ทั้งหมดไปสู่ตลาด ให้เด็กนั่งในตลาดแล้ว บอกราคาแห่งสินค้านั้น ๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าพึงถือเอาทรัพย์ชื่อมีประมาณเท่านี้ แล้วจึงให้สิ่งนี้และสิ่งนี้” ดังนี้แล้วหลีกไป.

เทพดาช่วยให้เด็กขายของได้หมด

ในวันนั้น เทพดาผู้รักษาพระนคร ทำให้ชนผู้มีความต้องการ (ด้วยวัตถุ) โดยที่สุดแม้สักว่าพริกและผักชี ให้บ่ายหน้าไปสู่ตลาดของเด็กเท่านั้น. เด็กนั้นขายสินค้าที่สะสมไว้สิ้น ๑๒ ปี (หมด) โดยวันเดียวเท่านั้น. กุฎุมพีมาไม่เห็นอะไร ๆ ในตลาด จึงกล่าวว่า “พ่อ สินค้าทั้งหมด เจ้าให้ฉิบหายเสียแล้วหรือ.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 541

เด็กตอบว่า “ฉันไม่ได้ให้สินค้าฉิบหาย, ฉันขายสินค้าทั้งหมดตามนัยที่ท่านบอกไว้แล้วนั่นแหละ, นี้เป็นค่าของสินค้าชื่อโน้น. นี้เป็นค่าของสินค้าชื่อโน้น.” กุฎุมพีปลื้มใจ คิดว่า “บุรุษที่หาค่ามิได้สามารถเพื่อจะเป็นอยู่ในที่ใดที่หนึ่งได้” จึงให้ลูกสาวผู้เจริญวัยแล้วในเรือนของตนแก่เขา สั่งพวกบุรุษว่า “พวกเจ้าจงสร้างเรือนแก่เขา” เมื่อเรือนสำเร็จแล้ว จึงบอกว่า “พวกเจ้าจงไป, จงอยู่ในเรือนของตน.”

ชฎิลกุมารได้เป็นเศรษฐีเพราะภูเขาทองผุดใกล้เรือน

ครั้นในเวลาที่ชฎิลกุมารนั้นเข้าไปสู่เรือน เมื่อธรณีประตูพอเขาเหยียบแล้วด้วยเท้าช้างหนึ่ง ภูเขาทองประมาณ ๘๐ ศอก ชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นแล้ว ณ ที่ส่วนอันมีข้างหลังเรือน. พระราชาพอสดับว่า “ข่าวว่า ภูเขาทองชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นใกล้เรือนของชฎิลกุมาร” จึงทรงส่งฉัตรสำหรับเศรษฐีไปประทานแก่เขา. เขาได้เป็นผู้มีชื่อว่า ชฎิลเศรษฐี. เขาได้บุตร ๓ คน.

ชฎิลเศรษฐีให้บุรุษเที่ยวสืบหาเศรษฐีที่เสมอกับตน

เขายังจิตให้เกิดขึ้นในการบวช ในเวลาที่บุตรเหล่านั้นเจริญวัยแล้วคิดว่า “ถ้าตระกูลเศรษฐีที่มีโภคะเสมอด้วยเราทั้งหลายจักมีไซร้, บุตรทั้งหลายก็จักให้บวชได้; ถ้าไม่มีไซร้, บุตรทั้งหลายก็จักไม่ให้; ในชมพูทวีป ตระกูลที่มีโภคะเสมอด้วยเราทั้งหลาย มีอยู่หรือหนอ” จึงให้ช่างทำอิฐที่สำเร็จด้วยทองคำ ด้ามปฏักที่สำเร็จด้วยทองคำ และเขียงเท้าที่สำเร็จด้วยทองคำ เพื่อต้องการจะทดลองดู ให้ในมือของบุรุษทั้งหลายแล้ว ส่งไปว่า “พวกเจ้าจงไป, จงถืออิฐที่สำเร็จด้วยทองคำเป็นต้นเหล่านี้ ทำเป็นเหมือนแลดูอะไร ๆ นั่นเทียว เที่ยวไปในพื้นชมพูทวีป


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 542

รู้ความที่ตระกูลแห่งเศรษฐีที่มีโภคะเสมอด้วยเรามีอยู่หรือไม่มีแล้ว จงมา.”

บุรุษเหล่านั้นเที่ยวจาริกไปถึงภัททิยนคร.

พวกบุรุษพบเมณฑกเศรษฐี

ครั้งนั้น เมณฑกเศรษฐีเห็นบุรุษเหล่านั้นแล้ว ถามว่า “พ่อทั้งหลายพวกท่านเที่ยวไปทำอะไรกัน ?” เมื่อพวกเขาบอกว่า “พวกฉันเที่ยวดูของสิ่งหนึ่ง,” รู้ว่า “กิจด้วยการถืออิฐที่สำเร็จด้วยทองคำเป็นต้นเหล่านี้เที่ยวไป เพื่อจะตรวจดูสิ่งอะไร ๆ นั่นแหละ ของบุรุษเหล่านี้ ย่อมไม่มี, บุรุษเหล่านี้เที่ยวสืบสวนดูเศรษฐี” จึงกล่าวว่า “พ่อทั้งหลาย พวกท่านจงเข้าไปตรวจดูหลังเรือนของเรา.”

บุรุษเหล่านั้น เห็นแพะทองคำทั้งหลาย มีประการดังกล่าวแล้วในหนหลัง มีขนาดเท่าช้าง ม้า และโคอุสุภะ ซึ่งเอาหลังจดหลัง ชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นแล้วในที่ประมาณ ๘ กรีส ที่หลังเรือนนั้นแล้ว เทียวไปในระหว่าง ๆ แพะเหล่านั้นแล้วออกไป.

ลำดับนั้น เศรษฐีถามบุรุษเหล่านั้นว่า “พ่อทั้งหลาย พวกท่านเที่ยวไปตรวจดูผู้ใด, ผู้นั้น พวกท่านเห็นแล้วหรือ ?” เมื่อพวกเขากล่าวว่า “เห็น นาย” จึงส่งไปแล้วด้วยพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงไป.”

บุรุษเหล่านั้นไปจากที่นั้นนั่นแหละแล้ว, เมื่อเศรษฐีของตนพูดว่า “พ่อทั้งหลาย ตระกูลเศรษฐีที่โภคะเสมอเราทั้งหลาย พวกเจ้าเห็นแล้วหรือ ?” บอกว่า “นาย ท่านจะมีอะไร ? สมบัติชื่อเห็นปานนี้ของเมณฑกเศรษฐีมีอยู่ ในภัททิยนคร” แล้วบอกเรื่องราวนั้นทั้งหมด.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 543

ชฏิลเศรษฐีให้สืบเสาะเป็นครั้งที่ ๒

เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจแช่มชื่น คิดว่า “ตระกูลเศรษฐีเราได้ไว้ก่อนแล้วตระกูลหนึ่ง, ตระกูลเศรษฐีแม้อื่นอีกมีอยู่หรือหนอ ?” แล้วให้ผ้ากัมพลมีค่าได้แสนหนึ่ง ส่งไปว่า “พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าจงไป, จงเสาะหาตระกูลเศรษฐีแม้อื่น.” พวกเขาไปสู่กรุงราชคฤห์แล้ว ทำกองฟืนในที่ไม่ไกลแต่เรือนของโชติกเศรษฐี ติดไฟแล้วได้ยืนอยู่.

ก็ในเวลาพวกชนถามว่า “นี้อะไรกัน ?” ก็บอกว่า “เมื่อพวกฉันจะขายผ้ากัมพลซึ่งมีค่ามากผืนหนึ่ง ผู้ซื้อไม่มี, พวกฉันแม้จะถือเที่ยวไปอยู่ ก็กลัวโจร, เพราะเหตุนั้น พวกฉันจักเผามันเสียแล้วจึงจักไป.”

พวกบุรุษพบโชติกเศรษฐี

ครั้งนั้น โชติกเศรษฐีเห็นพวกเขาจึงถามว่า “พวกนี้ทำอะไรกัน ?” ฟังเนื้อความนั้นแล้ว ให้เรียกมาถามว่า “ผ้ากัมพลมีค่าเท่าไร ?” เมื่อพวกเขาบอกว่า “มีค่าแสนหนึ่ง” จึงสั่งให้ ๆ ทรัพย์แสนหนึ่ง บอกว่า “พวกท่านจงให้ (ผ้าผืนนั้น) แก่ทาสีผู้กวาดซุ้มประตูเทหยากเยื่อ” แล้วส่งให้ในมือของพวกเขานั่นแล. ทาสีนั้นรับเอาผ้ากัมพลแล้วร้องไห้ ไปสู่สำนักของนาย บอกว่า “นาย เมื่อความผิดมีอยู่ ประหารดิฉันเสีย ไม่ควรหรือ ? เพราะเหตุไร จึงส่งผ้ากัมพลเนื้อหยาบอย่างนี้แก่ดิฉัน,? ดิฉันจักนุ่งหรือจักห่มผ้ากัมพลผืนนี้อย่างไรได้ ?”

โชติกเศรษฐี. ฉันมิได้ส่งไปให้เจ้าเพื่อประโยชน์แก่การนุ่งหรือการห่มนั่น แต่ส่งผ้ากัมพลผืนนั้นไปให้เจ้า เพื่อต้องการจะให้พับเข้าแล้ววางไว้ใกล้ที่นอนของเจ้า ในเวลาจะนอน เช็ดเท้าที่ล้างแล้วด้วยน้ำหอม (ต่างหาก), เจ้าไม่อาจทำกิจแม้นั่นได้หรือ ?


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 544

ทาสีนั้นกล่าวว่า “ถ้ากระนั้น ดิฉันอาจเพื่อจะทำกิจนั่นได้” จึงได้รับเอาไปแล้ว.

ฝ่ายบุรุษเหล่านั้น เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงไปสู่สำนักเศรษฐีของตน เมื่อเศรษฐีกล่าวว่า “พ่อทั้งหลาย ตระกูลแห่งเศรษฐีอันพวกเจ้าเห็นแล้วหรือ ?” เรียนว่า “นาย ท่านจะมีอะไร, สมบัติชื่อเห็นปานนี้ ของเศรษฐีชื่อโชติกะ มีอยู่ในกรุงราชคฤห์” จึงบอกสมบัติในเรือนทั้งหมดแล้วบอกเรื่องราวนั้น.

เศรษฐีฟังคำของบุรุษเหล่านั้นแล้วมีใจยินดี คิดว่า “บัดนี้เราจักได้บวช” จึงไปสู่สำนักของพระราชา กราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์มีประสงค์จะบวช.”

พระราชาตรัสว่า “ดีละ มหาเศรษฐี ท่านจงบวชเถิด.”

เศรษฐีนั้นไปสู่เรือนแล้ว ให้เรียกบุตรทั้งหลายมาแล้ว วางจอบมีด้ามเป็นทองคำ ตัวจอบเป็นเพชร ไว้ที่มือของบุตรคนใหญ่แล้ว กล่าวว่า “พ่อ เจ้าจงขุดเอาลิ่มทองจากภูเขาทองที่หลังเรือน.” ลูกชายคนใหญ่นั้น ถือเอาจอบไปสับภูเขาทอง. เวลาเขาสับภูเขาทองนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่เขาสับที่หินดาดฉะนั้น.

เศรษฐีรับจอบจากมือของลูกชายคนใหญ่นั้น ส่งให้ในมือของลูกชายคนกลาง. แม้ลูกชายคนกลางแม้นั้น สับภูเขาทองอยู่, เวลาเขาสับนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่เขาสับหินดาดฉะนั้น.

ลำดับนั้น เศรษฐีจึงส่งจอบนั้นให้ในมือของลูกชายคนเล็ก. เมื่อลูกชายคนเล็กนั้น รับอาจอบนั้นฟันอยู่ เวลาที่เขาฟันนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่เขาสับดินเหนียวที่เขาทำให้เป็นกองไว้ฉะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 545

ลำดับนั้น เศรษฐีจึงกล่าวกะลูกชายคนเล็กว่า “มาเถิดพ่อ, พอละ ด้วยทรัพย์ประมาณเท่านี้” แล้วให้เรียกพี่ชาย ๒ คนนอกนี้มาแล้ว บอกว่า “ภูเขาทองลูกนี้ ไม่ใช่เกิดเพื่อพวกเจ้า, เกิดขึ้นเพื่อพ่อและลูกชายคนเล็ก, พวกเจ้าจงใช่สอยรวมกันกับลูกชายคนเล็กนี้เถิด.”

ถามว่า “ก็เพราะเหตุไร ภูเขาทองนั้นจึงเกิดเพื่อบิดาและลูกชายคนเล็กเท่านั้น ? เพราะเหตุไร ชฎิลเศรษฐีจึงถูกโยนลงไปในน้ำในเวลาเกิดแล้ว ?”

แก้ว่า เพราะกรรมที่ตนทำแล้วนั่นเอง.

บุรพกรรมของชฎิลเศรษฐี

ความพิสดารว่า เมื่อมหาชนกำลังสร้างพระเจดีย์ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ พระขีณาสพองค์หนึ่งไปสู่เจติยสถาน แลดูแล้วถามว่า “พ่อทั้งหลาย เพราะเหตุไร มุขทางทิศอุดรแห่งเจดีย์ จึงยังไม่ก่อขึ้น ?”

มหาชน. ทองยังไม่พอ.

พระขีณาสพ. ฉันจักเข้าไปสู่ภายในบ้านแล้วชักชวน, พวกท่านจงทำกรรมโดยเอื้อเฟื้อเถิด.

ท่านกล่าวอย่างนั้นแล้วเข้าไปสู่พระนคร ชักชวนมหาชนว่า “แม่และพ่อทั้งหลาย ทองที่หน้ามุขข้างหนึ่งแห่งพระเจดีย์ของพวกเรา ยังไม่พอ, พวกท่านจงรู้ทองเถิด” ได้ไปสู่ตระกูลแห่งนายช่างทองแล้ว. ฝ่ายนายช่างทอง กำลังนั่งทะเลาะกับภรรยาอยู่ในขณะนั้นเอง.

ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะเขาว่า “ทองสำหรับหน้ามุขที่พระเจดีย์อันท่านทั้งหลายรับไว้ยังไม่พอ, การที่ท่านรู้ทองนั้นย่อมควร. เขากล่าว


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 546

ด้วยความโกรธต่อภรรยาว่า “ท่านจงโยนพระศาสดาของท่านลงในน้ำแล้วไปเสีย.”

ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า “ท่านทำกรรมอย่างสาหัสยิ่งท่านโกรธดิฉัน ควรจะด่าหรือควรจะเฆี่ยนดิฉันเท่านั้น, เหตุไฉนท่านจึงทำเวรในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันเล่า ?”

ทันใดนั้นเอง นายช่างทองเป็นผู้ถึงความสลดใจแล้ว กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงอดโทษแก่กระผม” แล้วหมอบลงแทบเท้าของพระเถระ.

พระเถระ. โยม ฉันหาถูกท่านว่ากล่าวอะไร ๆ ไม่, ท่านจงยังพระศาสดาให้อดโทษเถิด.

นายช่างทอง. ท่านเจ้าข้า กระผมจะทำอย่างไรเล่า จึงจะให้พระศาสดาอดโทษได้ ?

พระเถระ. ท่านจงทำหม้อดอกไม้ทองคำ ๓ หม้อ บรรจุเข้าไว้ภายในที่บรรจุพระธาตุแล้ว เป็นผู้มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ยังพระศาสดาให้อดโทษเถิด โยม.

เขารับว่า ดีละ ขอรับ” แล้วเมื่อจะทำดอกไม้ทองคำ ให้เรียกบุตรชายคนใหญ่ในบุตร ๓ คนมาแล้ว กล่าวว่า “มานี่แน่ะ พ่อ, พ่อได้กล่าวกะพระศาสดาด้วยคำเป็นเวร, เพราะฉะนั้น พ่อจักทำดอกไม้เหล่านี้ บรรจุในที่บรรจุพระธาตุ ให้พระศาสดาอดโทษ, แม้เจ้าแล ก็จงเป็นสหายของเรา.”

ลูกชายคนใหญ่นั้นบอกว่า “พ่ออันฉันใช้ให้กล่าวคำเป็นเวร หามิได้, พ่อทำแต่ลำพังเถิด” แล้วไม่ปรารถนาจะทำ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 547

ช่างทอง ให้เรียกลูกชายคนกลางมาแล้ว กล่าวเหมือนอย่างนั้น.

แม้ลูกชายคนกลางนั้น ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้น แล้วไม่ปรารถนาจะทำ.

เขาจึงให้เรียกลูกชายคนเล็กมาแล้ว ก็กล่าว (เหมือนอย่างนั้น).

ลูกชายคนเล็กนั้นคิดว่า “ธรรมดาว่ากิจที่เกิดขึ้นแก่บิดา ย่อมเป็นภาระของบุตร” จึงเป็นสหายของบิดา ได้ทำดอกไม้ทั้งหลายแล้ว. นายช่างทองยังหม้อดอกไม้ขนาดคืบหนึ่ง ๓ หม้อ ให้สำเร็จแล้วบรรจุในที่บรรจุพระธาตุ มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ยังพระศาสดาให้อดโทษแล้ว. เขาได้ถูกโยนลงไปในน้ำในเวลาเกิดถึง ๗ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้.

ก็อัตภาพของเขาที่ตั้งอยู่แล้วในที่สุดนี้ แม้ในบัดนี้ ก็ถูกโยนลงไปในน้ำ เพราะผลของกรรมนั้นเหมือนกัน. ส่วนบุตรของเขาสองคนใด ไม่ปรารถนาจะเป็นสหายในเวลาทำดอกไม้ทองคำ, เพราะเหตุนั้น ภูเขาทองจึงไม่เกิดสำหรับบุตรทั้งสองนั้น, แต่เกิดสำหรับลูกชายคนเล็ก เพราะความที่เขาทำดอกไม้ทองคำร่วมกัน (กับบิดา).

ชฎิลเศรษฐีออกบวชได้บรรลุพระอรหัต

เศรษฐีนั้นพร่ำสอนบุตรแล้ว บวชในสำนักพระศาสดา บรรลุพระอรหัตแล้วโดย ๒-๓ วันเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

โดยสมัยอื่น พระศาสดาเสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของบุตรทั้งหลายของเศรษฐีนั้น.

บุตรเหล่านั้น ได้ถวายภิกษาหารแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอดกึ่งเดือน.

ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า “ชฎิล ผู้มีอายุ แม้ใน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 548

วันนี้ ความทะยานอยากในภูเขาทองประมาณ ๘๐ ศอก และในบุตรทั้งหลายของท่านมีอยู่หรือ ?”

พระชฎิล. ผู้มีอายุ ตัณหาหรือมานะในภูเขาทองและบุตรเหล่านั้นของผม ย่อมไม่มี.

ภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวว่า “พระชฎิลเถระนี้ พูดไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล.”

พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาหรือมานะในภูเขาทองและบุตรเหล่านั้นของบุตรของเราย่อมไม่มี” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓๓. โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช

ตณฺหาภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใด ละตัณหาในโลกนี้ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน เว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีตัณหาและภพอันสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-

ผู้ใดละตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ ในโลกนี้เสียได้ เป็นผู้ไม่มีความต้องการอยู่ครองเรือน ชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีเรือน เว้นเสียได้ เราเรียกผู้ชื่อว่า มีตัณหาและภพอันสิ้นแล้ว เพราะความที่ตัณหาและภพเป็นของสิ้นแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 549

ปัตติผลเป็นต้นดังนี้แล.*

พระเจ้าอชาตศัตรูจะยึดเอาบ้านเศรษฐี

ฝ่ายพระเจ้าอชาตศัตรูกุมารสมคบกับพระเทวทัต ปลงพระชนม์พระราชบิดา ดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว ทรงดำริว่า “เราจักยึดเอาปราสาทของโชติกเศรษฐี” จึงทรงเตรียมการรบแล้วเสด็จออกไป พอทอดพระเนตรเห็นพระฉายของพระองค์พร้อมด้วยบริวารที่กำแพงแก้วเข้าพระทัยว่า “คฤหบดี เป็นผู้เตรียมการรบคุมพลออกมาแล้ว” จึงไม่ทรงสามารถจะเสด็จเข้าไปได้.

ในวันนั้น แม้เศรษฐีเป็นผู้รักษาอุโบสถ บริโภคอาหารเช้าแต่เช้าตรู่ ไปสู่วิหาร นั่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา.

ส่วนยักษ์ชื่อยมโมลี ผู้ยึดการรักษายืนอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๑ เห็นพระเจ้าอชาตศัตรูนั้น จึงถามว่า “ท่านจะไปไหน ?” แล้วกำจัดพระเจ้าอชาตศัตรูพร้อมด้วยราชบริพาร ติดตามไปในทิศใหญ่ทิศน้อยทั้งหลาย พระราชาได้เสด็จไปสู่วิหารแล้วเหมือนกัน.

ครั้งนั้น เศรษฐีพอเห็นท้าวเธอ จึงทูลว่า “เรื่องอะไรกัน ? พระเจ้าข้า” ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ยืนอยู่แล้ว.

พระราชา. คฤหบดี ท่านบังคับพวกบุรุษของท่านว่า ‘จงรบกับเรา’ แล้วมาในที่นี้ นั่งทำเป็นเหมือนฟังธรรมอยู่หรือ ?

เศรษฐี. ก็สมมติเทพ เสด็จไปเพื่อยึดเอาเรือนของข้าพระองค์มิใช่หรือ ?

พระราชา. เออ เราไป.

  • เบื้องหน้าแต่นี้ บัณฑิตพึงเห็นความสืบต่อด้วยเรื่องเดิม.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 550

เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ แม้พระราชาตั้งพัน ก็ไม่สามารถเพื่อจะยึดเอาเรือนของข้าพระองค์ได้ เพราะข้าพระองค์ไม่ปรารถนา.

พระราชาทรงถอดแหวนไม่ออก

ท้าวเธอกริ้วว่า “ก็ท่านจักเป็นพระราชาหรือ ?”

เศรษฐี. ข้าพระองค์ไม่เป็นพระราชา, แต่พระราชาหรือโจรไม่สามารถจะถือเอาแม้เส้นด้ายที่ชายผ้าอันเป็นของข้าพระองค์ได้ เพราะข้าพระองค์ไม่ปรารถนา.

พระราชา. ก็ฉันจักถือเอาตามความพอใจของท่านได้ อย่างไร ?

เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าอย่างนั้น แหวน ๒๐ วงเหล่านั้น ที่นิ้วมือทั้ง ๑๐ ของข้าพระองค์มีอยู่, ข้าพระองค์ไม่ถวายแหวนเหล่านี้แก่พระองค์: ถ้าพระองค์ทรงสามารถไซร้, ข้าพระองค์จงทรงถือเอาเถิด.

ก็พระราชานั้น ประทับนั่งกระโหย่งบนพื้น เมื่อจะทรงกระโดด ย่อมทรงกระโดดขึ้นสู่ที่ ๑๘ ศอกได้, ประทับยืน เมื่อจะทรงกระโดดย่อมทรงกระโดดขึ้นสู่ที่ ๘๐ ศอกได้. พระราชาแม้ทรงมีพระกำลังมากอย่างนี้ ทรงกระโดดไปมาอย่างโน้นและข้างนี้ ก็ไม่ทรงสามารถเพื่อจะถอดแม้ซึ่งแหวนวงหนึ่งได้.

เศรษฐีสลดใจใคร่จะบวช

ลำดับนั้น เศรษฐีกราบทูลกะท้าวเธอว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงลาดผ้าสาฎก” แล้วได้ทำนิ้วทั้งหลายให้ตรง. แหวนแม้ทั้ง ๒๐ วง หลุดออกแล้ว.

ลำดับนั้น เศรษฐีกราบทูลท้าวเธอว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ใคร ๆ