พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๕๑-๑๐๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 



 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 51
พวกโจรมีมาก" ปิดแล้วฝังตั้งไว้ในแผ่นดิน. ลำดับนั้น เศรษฐีมาจากที่
บำรุงแห่งพระราชาแล้ว กล่าวกะนางว่า " นางผู้เจริญ ฉันหิว, อะไร ๆ
มีไหม ?" นางนั้น ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่มีอยู่ว่า " ไม่มี " กล่าวว่า " นาย
ข้าวสารมีอยู่ทะนานหนึ่ง."
เศรษฐี. ข้าวสารทะนานหนึ่งนั้น อยู่ที่ไหน ?
ภรรยา. ฉันฝังตั้งไว้ เพราะกลัวแต่โจร.
เศรษฐี. ถ้ากระนั้น หล่อนจงขุดมันขึ้นมาแล้ว หุงต้มอะไร ๆ เถิด.
ภรรยา. ถ้าเราจักต้มข้าวต้ม, ก็จักเพียงพอกัน ๒ มื้อ; ถ้าเราจัก
หุงข้าวสวย, ก็จักเพียงพอเพียงมื้อเดียวเท่านั้น; ฉันจักหุงต้มอะไรล่ะ ? นาย.
เศรษฐี. ปัจจัยอย่างอื่นของพวกเราไม่มี, พวกเราต่อบริโภคข้าว
สวยแล้วก็จักตาย; หล่อนจงหุงข้าวสวยนั่นแหละ.
ภรรยาแห่งเศรษฐีนั้น หุงข้าวสวยแล้ว แบ่งให้เป็น ๕ ส่วน
คดข้าวสวยส่วนหนึ่งวางไว้ข้างหน้าของเศรษฐี.
เศรษฐีถวายภัตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
ในขณะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ภูเขาคันธมาทน์ ออก
จากสมาบัติ. ทราบว่า ในภายในสมาบัติ ความหิวย่อมไม่เบียดเบียน
เพราะผลแห่งสมาบัติ, แต่ว่า เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายออกจาก
สมาบัติแล้ว ความหิวมีกำลังย่อมเกิดขึ้น เป็นราวกะว่าเผาพื้นท้องอยู่;
เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ตรวจดูฐานะที่จะได้ (อาหาร)
แล้ว จึงไป.
ก็ในวันนั้น ชนทั้งหลาย ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
แล้ว ย่อมได้สมบัติ บรรดาสมบัติมีตำแหน่งเสนาบดีเป็นต้นอย่างใดอย่าง

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 52
หนึ่ง; เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้นั้น ตรวจดูอยู่ด้วยทิพยจักษุ
ดำริว่า ฉาตกภัย เกิดขึ้นแล้วในชมพูทวีปทั้งสิ้น, และในเรือนเศรษฐี
เขาหุงข้าวสุกอันสำเร็จด้วยข้าวสารทะนานหนึ่งเท่านั้นเพื่อคน ๕ คน; ชน
เหล่านั้นจักมีศรัทธา หรืออาจเพื่อจะทำการสงเคราะห์แก่เราหรือหนอ
แล ? " เห็นความที่ชนเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา ทั้งสามารถเพื่อจะทำการ
สงเคราะห์ จึงถือเอาบาตรจีวรไปแสดงตนยืนอยู่ที่ประตู (เรือน) ข้างหน้า
ของเศรษฐี. เศรษฐีนั้น พอเห็นท่านเข้าก็มีจิตเลื่อมใส คิดว่า " เรา
ประสบฉาตกภัยเห็นปานนี้ เพราะความที่เราไม่ให้ทานแม้ในกาลก่อน.
ก็แลภัตนี้พึงรักษาเราไว้สิ้นวันเดียวเท่านั้น, ส่วนภัตที่เราถวายแล้วแก่
พระผู้เป็นเจ้า จักนำประโยชน์เกื้อกูลมาแก่เราหลายโกฏิกัป " แล้วนำ
ถาดแห่งภัตนั้นออกมา เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ไหว้ด้วยเบญจางค-
ประดิษฐ์ นิมนต์ให้เข้าไปสู่เรือน เมื่อท่านนั่งบนอาสนะแล้วจึงล้างเท้า
(ของท่าน) วาง (ถาดภัต) ไว้บนตั่งทอง แล้วถือเอาถาดภัตนั้น มา
ตักลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า. เมื่อภัตเหลือกึ่งหนึ่ง, พระปัจเจก-
พุทธเจ้า เอามือปิดบาตรเสีย.
ทีนั้น เศรษฐีจึงกล่าวกะพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นว่า " ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ นี้เป็นส่วนหนึ่งแห่งข้าวสุกที่เขาหุงไว้เพื่อคน ๕ คน ด้วยข้าวสาร
ทะนานหนึ่ง, กระผมไม่อาจเพื่อจะแบ่งภัตนี้ให้เป็น ๒ ส่วน, ขอท่าน
จงอย่ากระทำการสงเคราะห์แก่กระผมในโลกนี้เลย, กระผมใคร่เพื่อจะ
ถวายไม่ให้มีส่วนเหลือ" แล้วได้ถวายภัตทั้งหมด. ก็แลครั้นถวายแล้ว
ได้ตั้งความปรารถนาว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าอย่าได้ประสบ
 ๑. แปลหักประโยคกรรมเป็นประโยคกัตตุ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 53
ฉาตกภัยเห็นปานนี้ ในที่ข้าพเจ้าเกิดอีกเลย, ตั้งแต่บัดนี้ไป ข้าพเจ้าพึง
สามารถเพื่อจะให้ภัตอันเป็นพืชแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น, ไม่พึงทำการงาน
เลี้ยงชีพด้วยมือของตนเอง, ในขณะที่ข้าพเจ้าใช้ให้คนชำระฉาง ๑,๒๕๐
ฉางแล้ว สนานศีรษะนั่งอยู่ที่ประตูแห่งฉางเหล่านั้นแล้ว แลดูในเบื้องบน
เท่านั้น ธารแห่งข้าวสาลีแดง พึงตกลงมายังฉางทั้งหมดให้เต็มเพื่อ
ข้าพเจ้า, และผู้นี้นั่นแหละจงเป็นภรรยา, ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นบุตร, ผู้นี้
นั่นแหละจงเป็นหญิงสะใภ้, ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นทาสของข้าพเจ้า ใน
สถานที่ข้าพเจ้าเกิดแล้ว ๆ."
ทั้ง ๕ คนปรารถนาให้ได้อยู่ร่วมกัน
ฝ่ายภรรยาของเศรษฐีนั้น ก็คิดว่า " เมื่อสามีของเราถูกความหิว
เบียดเบียนอยู่ เราก็ไม่อาจเพื่อจะบริโภคได้" จึงถวายส่วนของตนแก่
พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วตั้งความปรารถนาว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จำเดิม
แต่นี้ ดิฉันไม่พึงประสบฉาตกภัยเห็นปานนี้ ในสถานที่ดิฉันเกิดแล้ว, อนึ่ง
แม้เมื่อดิฉันวางถาดภัตไว้ข้างหน้า ให้อยู่ซึ่งภัตแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น,
ดิฉันยังไม่ลุกขึ้นเพียงใด, ที่แห่งภัตที่ดิฉันตักแล้ว ๆ จงเป็นของบริบูรณ์
อยู่อย่างเดิมเพียงนั้น, ท่านผู้นี้แหละจงเป็นสามี, ผู้นี้แหละจงเป็นบุตร,
ผู้นี้แหละจงเป็นหญิงสะใภ้, ผู้นี้แหละจงเป็นทาส (ของดิฉัน)," แม้บุตร
ของเศรษฐีนั้น ก็ถวายส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งความ
ปรารถนาว่า " จำเดิมแต่นี้ไป ข้าพเจ้าไม่พึงประสบฉาตกภัยเห็นปานนี้,
อนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าถือเอาถุงกหาปณะหนึ่งพัน แม้ให้กหาปณะ แก่ชาว
ชมพูทวีปทั้งสิ้นอยู่ ถุงนี้จงเต็มอยู่อย่างเดิม, ท่านทั้งสองนี้นั่นแหละจง
เป็นมารดาบิดา, หญิงคนนี้จงเป็นภรรยา, ผู้นี้จงเป็นทาส ของข้าพเจ้า."

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 54
แม้ลูกสะใภ้ของเศรษฐีนั้น ถวายส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว
ก็ตั้งความปรารถนาว่า "จำเดิมแต่นี้ไป ดิฉันไม่พึงพบเห็นฉาตกภัยเห็น
ปานนี้, อนึ่ง เมื่อดิฉันตั้งกระบุงข้าวเปลือกกระบุงหนึ่งไว้ข้างหน้า แม้ให้
อยู่ซึ่งภัตอันเป็นพืชแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ความหมดสิ้นไปอย่าปรากฏ.
ท่านทั้งสองนี้นั่นแหละจงเป็นแม่ผัวและพ่อผัว, ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นสามี.
ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นทาส (ของดิฉัน)." แม้ทาสของเศรษฐีนั้น ก็ถวาย
ส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็ตั้งความปรารถนาว่า "จำเดิม
แต่นี้ไป ข้าพเจ้าไม่พึงพบเห็นฉาตกภัยเห็นปานนี้, คนเหล่านี้ทั้งหมดจง
เป็นนาย, และเมื่อข้าพเจ้าไถนาอยู่, รอย ๗ รอยประมาณเท่าเรือโกลน
คือ 'ข้างนี้ ๓ รอย ข้างโน้น ๓ รอย ในท่ามกลาง ๑ รอย, จงเป็นไป."
นายปุณณะนั้น ปรารถนาตำแหน่งเสนาบดีก็สามารถจะได้ในวันนั้นเทียว.
แต่ว่า ด้วยความรักในนายทั้งหลาย เขาจึงตั้งความปรารถนาว่า "คน
เหล่านี้นั่นแหละจงเป็นนายของข้าพเจ้า." ในที่สุดแห่งถ้อยคำของชน
ทั้งหมด พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า "จงเป็นอย่างนั้นเถิด" แล้วกระทำ
อนุโมทนาด้วยคาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วคิดว่า "เรายังจิตของชน
ทั้งหลายเหล่านี้ให้เลื่อมใส ย่อมควร" จึงอธิษฐานว่า "ชนเหล่านี้ จง
เห็นเราจนถึงภูเขาคันธมาทน์" ดังนี้แล้วก็หลีกไป. แม้ชนเหล่านั้น ได้
ยืนแลดูอยู่เทียว. พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นไปแล้ว แบ่งภัตนั้นกับด้วย
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์. ด้วยอานุภาพแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น
ภัตนั้นเพียงพอแล้วแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด. ชนแม้เหล่านั้นได้ยืน
แลดูอยู่ทีเดียว.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 55
อานิสงส์ของการถวายทาน
ก็เมื่อเวลาเที่ยงล่วงไปแล้ว ภรรยาเศรษฐีล้างหม้อข้าวแล้วปิดตั้งไว้,
ฝ่ายเศรษฐีถูกความหิวบีบคั้น นอนแล้วหลับไป. เศรษฐีนั้นตื่นขึ้นใน
เวลาเย็น กล่าวกะภรรยาว่า " นางผู้เจริญ ฉันหิวเหลือเกิน, ข้าวตัง
ก้นหม้อมีอยู่บ้างไหมหนอ ?" ภรรยานั้น แม้ทราบความที่ตนล้างหม้อตั้ง
ไว้แล้ว ก็ไม่กล่าวว่า " ไม่มี " " คิดว่าเราเปิดหม้อข้าวแล้วจึงจะบอก"
ดังนี้แล้ว จึงลุกขึ้นไปสู่ที่ใกล้หม้อข้าวแล้วเปิดหม้อข้าว.
ในขณะนั้นเอง หม้อข้าวเต็มด้วยภัต มีสีเช่นกับดอกมะลิตูม ได้
ดุนฝาละมีตั้งอยู่แล้ว. ภรรยานั้นเห็นภัตนั้นแล้ว เป็นผู้มีสรีระอันปิติถูก
ต้องแล้ว กล่าวกะเศรษฐีว่า " จงลุกขึ้นเถิดนาย, ดิฉันล้างหม้อข้าวปิด
ไว้, แต่หม้อข้าวนั้นนั่นเต็มด้วยภัต มีสีเช่นกับด้วยดอกมะลิตูม, ชื่อว่า
บุญทั้งหลายควรที่จะกระทำ, ชื่อว่าทานควรจะให้; ขอท่านจงลุกขึ้นเถิด
นาย, บริโภคเสียเถิด." ภรรยานั้นได้ให้ภัตแก่บิดาและบุตรทั้งสองแล้ว.
เมื่อบิดาและบุตรนั้นบริโภคเสร็จแล้ว นางนั่งบริโภคกับด้วยลูกสะใภ้แล้ว
ได้ให้ภัตแก่นายปุณณะ. ที่แห่งภัตอันชนเหล่านั้นตักแล้ว ๆ ย่อมไม่สิ้น
ไป. ปรากฏเฉพาะตรงที่ตักด้วยทัพพีคราวเดียวเท่านั้น.
ในวันนั้นนั่นแล ฉางเป็นต้น ก็กลับเต็มแล้วโดยทำนองที่เต็มใน
ก่อนนั่นแล. นางให้กระทำการโฆษณาในเมืองว่า " ภัตเกิดขึ้นแล้วใน
เรือนของเศรษฐี, ผู้มีความต้องการด้วยภัตอันเป็นพืชจงมารับเอา."
มนุษย์ทั้งหลาย ถือเอาภัตอันเป็นพืชจากเรือนของเศรษฐีนั้นแล้ว. แม้
ชาวชมพูวีปทั้งสิ้น ก็อาศัยเศรษฐีนั้น ได้ชีวิตแล้วนั่นแล.
 ๑. เมล็ดข้าวอันไฟไหม้ทั้งหลาย.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 56
เศรษฐีและคณะไปเกิดที่ภัททิยนคร
เศรษฐีนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยว
อยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสกุลเศรษฐี
ในภัททิยนคร. แม้ภรรยาของเขาบังเกิดในสกุลมีโภคะมาก เจริญวัยแล้ว
ก็ได้ไปสู่เรือนของท่านเศรษฐีนั้นนั่นเอง. แพะทั้งหลายมีประการดังกล่าว
แล้ว อาศัยกรรมในกาลก่อนของเศรษฐีนั้นผุดขึ้นแล้วที่ภายหลังเรือน,
แม้บุตรก็ได้เป็นบุตรของท่านเหล่านั้นแหละ, หญิงสะใภ้ก็ได้เป็นหญิง
สะใภ้เหมือนกัน, ทาสก็ได้เป็นทาสเทียว. ต่อมาวันหนึ่ง ท่านเศรษฐีใคร่
จะทดลองบุญของตน จึงให้คนชำระฉาง ๑,๒๕๐ ฉาง สนานศีรษะแล้ว
นั่งที่ประตู แหงนดูเบื้องบน. ฉางแม้ทั้งหมดเต็มแล้วด้วยข้าวสาลีแดง
มีประการดังกล่าวแล้ว. เศรษฐีนั้นใคร่จะทดลองบุญแม้ของชนที่เหลือ
จึงกล่าวกะภรรยาและบุตรเป็นต้นว่า "เธอทั้งหลาย จงทดลองบุญแม้ของ
พวกเธอเถิด." ลำดับนั้น ภรรยาของเศรษฐีนั้น ประดับแล้วด้วยเครื่อง
อลังการทั้งปวง, เมื่อมหาชนกำลังแลดูอยู่นั้นแล, ใช้ให้คนตวงข้าวสาร
ทั้งหลาย ให้หุงข้าวสวยด้วยข้าวสารเหล่านั้น นั่งบนอาสนะอันเขาปูลาด
แล้วที่ซุ้มประตู ถือทัพพีทองคำแล้วให้ป่าวร้องว่า "ผู้มีความต้องการด้วย
ภัตจงมา แล้วได้ให้จนเต็มภาชนะที่ชนผู้มาแล้ว ๆ รับเอา. เมื่อนาง
นั้นให้อยู่แม้จนหมดวัน ก็ปรากฏเฉพาะตรงที่ ตักด้วยทัพพีเท่านั้น. ก็
ปทุมลักษณะเกิดเต็มฝ่ามือข้างซ้าย, จันทรลักษณะเกิดเต็มฝ่ามือข้างขวา,
เพราะนางจับหม้อข้าวด้วยมือซ้าย จับทัพพีด้วยมือขวา แล้วถวายภัตจน
เต็มบาตรของภิกษุสงฆ์ แม้ของพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลาย ด้วย
ประการดังนี้แล. ก็เพราะเหตุที่นางถือเอาธมกรกกรองน้ำถวายแก่ภิกษุสงฆ์

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 57
เที่ยวไป ๆ มา ๆ; ฉะนั้นจันทรลักษณะจึงเกิดเต็มฝ่าเท้าเบื้องขวาของนาง,
ปทุมลักษณะจึงเกิดจนเต็มฝ่าเท้าเบื้องซ้ายของนางนั้น. เพราะเหตุนี้
ญาติทั้งหลายจึงขนานนามของนางว่า " จันทปทุมา."
แม้บุตรของเศรษฐีนั้น สนานศีรษะแล้ว ถือเอาถุงกหาปณะพันหนึ่ง
กล่าวว่า " ผู้มีความต้องการด้วยกหาปณะทั้งหลายจงมา" แล้วได้ให้จน
เต็มภาชนะที่ชนผู้มาแล้ว ๆ รับเอา. กหาปณะพันหนึ่งก็คงมีอยู่ในถุงนั่น
เอง. แม้ลูกสะใภ้ของเศรษฐีนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ถือ
เอากระบุงข้าวเปลือกแล้ว นั่งที่กลางแจ้ง กล่าวว่า " ผู้มีความต้องการ
ด้วยภัตอันเป็นพืช จงมา" แล้วได้ให้จนเต็มภาชนะที่ชนผู้มาแล้ว ๆ
รับเอา. กระบุง (ข้าวเปลือก) ก็คงเต็มอยู่ตามเดิมนั่นเอง. แม้ทาสของ
เศรษฐีนั้น ประดับแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เทียมโคทั้งหลายที่
แอกทองคำด้วยเชือกทองคำถือเอาด้ามปฏักทองคำ ให้ของหอมอันบุคคล
พึงเจิมด้วยนิ้วทั้ง ๕ แก่โดยทั้งหลาย สวมปลอกทองคำที่เขาทั้งหลาย ไปสู่
นาแล้วขับไป. รอย ๗ รอยคือ " ข้างนี้ ๓ รอย ข้างโน้น ๓ รอย ใน
ท่ามกลาง ๑ รอย " ได้แตกแยกกันไปแล้ว. ชาวชมพูทวีปถือเอาสิ่งของ
บรรดาภัต พืช เงินทองเป็นต้น ตามที่ตนชอบใจจากเรือนของเศรษฐี
เท่านั้น.
เศรษฐีผู้มีอานุภาพมากอย่างนั้น สดับว่า " ได้ยินว่า พระศาสดา
เสด็จมาแล้ว" จึงคิดว่า " เราจักกระทำการรับเสด็จพระศาสดา" ออก
ไปอยู่ พบพวกเดียรถีย์ในระหว่างทาง, แม้ถูกพวกเดียรถีย์เหล่านั้นห้าม
 ๑. หมายความว่า มีลักษณะเหมือนพระจันทร์และดอกปทุม.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 58
อยู่ว่า " คฤหบดี ท่านเป็นผู้กิริยวาทะ จะไปสู่สำนักของพระสมณโคดม
ผู้เป็นอกิริยวาทะ เพราะเหตุไร ? ก็มิได้เชื่อถ้อยคำของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น
เทียว ไปแล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง.
โทษของคนอื่นเห็นได้ง่าย
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสอนุบุพพีกถาแก่เศรษฐีนั้น. ในเวลาจบ
เทศนา เศรษฐีนั้นบรรลุโสดาปัตติผล แล้วกราบทูลความที่ตนถูกพวก
เดียรถีย์กล่าวโทษแล้วห้ามไว้แด่พระศาสดา. ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะ
ท่านเศรษฐีนั้นว่า " คฤหบดี ขึ้นชื่อว่าสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่เห็นโทษของตน
แม้มาก, ย่อมโปรยโทษของชนเหล่าอื่นแม้ไม่มีอยู่กระทำให้มี ราวกะบุคคล
โปรยแกลบขึ้นในที่นั้น ๆ ฉะนั้น " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๑๐. สุทสฺส วชฺชมญฺเส อตฺตโน ปน ทุทฺทส
ปเรส หิ โส วชฺชานิ โอปุนาติ ยถาภุส
อตฺตโน ปน ฉาเหติ กลึว กิตวา สโ.
"โทษของบุคคลเหล่าอื่นเห็นได้ง่าย, ฝ่ายโทษ
ของตนเห็นได้ยาก; เพราะว่า บุคคลนั้น ย่อมโปรย
โทษของบุคคลเหล่าอื่น เหมือนบุคคลโปรยแกลบ,
แต่ว่าย่อมปกปิด (โทษ) ของตน เหมือนพรานนก
ปกปิดอัตภาพด้วยเครื่องปกปิดฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทสฺส ความว่า โทษคือความพลั้ง-
 ๑. ผู้กล่าวว่า กรรมอันบุคคลทำแล้ว ชื่อว่าเป็นอันทำ. ๒. ผู้กล่าวว่า กรรมอันบุคคลทำแล้ว
 ว่า ไม่เป็นอันทำ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 59
พลาดของบุคคลอื่น แม้มีประมาณน้อย อันบุคคลเห็นได้ง่าย คืออาจเพื่อ
จะเห็นได้โดยง่ายทีเดียว, ส่วนโทษของตน แม้ใหญ่ยิ่งอันบุคคลเห็นได้ยาก.
บทว่า ปเรส หิ ความว่า เพราะเหตุนั้นนั่นแล บุคคลนั้นย่อม
โปรยโทษทั้งหลายของชนเหล่าอื่นในท่ามกลางสงฆ์เป็นต้น เหมือนบุคคล
ยืนบนที่สูงแล้วโปรยแกลบลงอยู่ฉะนั้น.
อัตภาพชื่อว่า กลิ ด้วยสามารถที่ประพฤติผิดในนกทั้งหลาย ในคำ
ว่า กลึว กิตวา สโ นี้.
เครื่องปกปิด มีกิ่งไม้ที่พอหักได้เป็นต้น ชื่อว่า กิตวา (ในคำว่า
" กิตวา" นี้ ).
นายพราน ชื่อว่า สโ (ในคำว่า "สโ" นี้.) อธิบายว่า
นายพรานนกประสงค์จะจับนกฆ่า ย่อมปกปิดอัตภาพด้วยเครื่องปกปิด
ฉันใด, บุคคลย่อมปกปิดโทษของตนฉันนั้น.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องเมณฑกเศรษฐี จบ.
 ๑. แก้อรรถตอนนี้ บางอาจารย์เห็นว่าใช้วินิจฉัย.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 60
๑๑. เรื่องพระอุชฌานสัญญีเถระ [๑๙๒]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระ
รูปหนึ่งชื่อ อุชฌานสัญญี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปรวชฺชานุ-
ปสฺสิสฺส" เป็นต้น.
คุณวิเศษให้เกิดแก่ผู้เพ่งโทษผู้อื่น
ได้ยินว่า พระเถระนั้นเที่ยวแส่หาแต่โทษของภิกษุทั้งหลายเท่านั้น
ว่า " ภิกษุนี้ ย่อมนุ่งอย่างนี้, ภิกษุนี้ ย่อมห่มอย่างนี้." พวกภิกษุ
กราบทูลแด่พระศาสดาว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระชื่อโน้น ย่อม
กระทำอย่างนี้."
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในข้อวัตรกล่าว
สอนอยู่อย่างนี้ ใคร ๆ ไม่ควรติเตียน, ส่วนภิกษุใด แสวงหาโทษของ
ชนเหล่าอื่น เพราะความมุ่งหมายในอันยกโทษ กล่าวอย่างนี้แล้วเที่ยวไป
อยู่, บรรดาคุณวิเศษมีฌานเป็นต้น คุณวิเศษแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่เกิด
ขึ้นแก่ภิกษุนั้น. อาสวะทั้งหลายเท่านั้น ย่อมเจริญอย่างเดียว" ดังนี้แล้ว
จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๑๑. ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจ อุชฺฌานสญฺิโน
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา.
"อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ผู้คอย
ดูโทษของบุคคลอื่น ผู้มีความมุ่งหมายในอันยกโทษ
เป็นนิตย์, บุคคลนั้น เป็นผู้ไกลจากความสิ้นไปแห่ง
อาสวะ."

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 61
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชฺฌานสญฺิโน ความว่า บรรดา
ธรรมทั้งหลายมีฌานเป็นต้น ธรรมแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่เจริญแก่บุคคลผู้
ชื่อว่ามากไปด้วยการยกโทษ เพราะความเป็นผู้แส่หาโทษของชนเหล่าอื่น
ว่า "ควรนุ่งอย่างนั้น, ควรห่มอย่างนี้" เป็นต้น โดยที่แท้อาสวะทั้งหลาย
ย่อมเจริญ; เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้อยู่ไกล คือแสนไกล
จากความสิ้นไปแห่งอาสวะ กล่าวคือพระอรหัต.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระอุชฌานสัญญีเถระ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 62
๑๒. เรื่องสุภัททปริพาชก [๑๙๓]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา ผทมแล้วบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน ในสาลวัน
ของเจ้ามัลละทั้งหลาย อันเป็นที่แวะพัก ใกล้พระนครกุสินารา ทรง
ปรารภปริพาชกชื่อว่าสุภัททะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อากาเสว ปท
นตฺถิ" เป็นต้น.
บุรพกรรมของสุภัททะ
ได้ยินว่า ในอดีตกาล สุภัททปริพชกนั้น เมื่อน้องชายให้ทานอัน
เลิศถึง ๙ ครั้ง ในเพราะข้าวกล้าครั้งหนึ่ง, ไม่ปรารถนาเพื่อจะให้ ท้อถอย
แล้ว ได้ให้ในกาลเป็นที่สุด.
เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้เพื่อจะเฝ้าพระศาสดา ทั้งในปฐมโพธิกาล
ทั้งในมัชฌิมโพธิกาล, แต่ว่าในปัจฉิมโพธิกาล ในเวลาเป็นที่ปรินิพพาน
แห่งพระศาสดา คิดว่า "เราถามความสงสัยของตน ในปัญหา ๓ ข้อ
กะปริพาชกทั้งหลายซึ่งเป็นคนแก่ ไม่ถามกะพระสมณโคดม ด้วยความ
สำคัญว่า ' เป็นเด็ก,' ก็บัดนี้ เป็นกาลปรินิพพานของพระสมณโคดมนั้น,
วิปฏิสารพึงบังเกิดแก่เราในภายหลัง เพราะเหตุไม่ถามพระสมณโคดม"
แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา แม้ถูกพระอานนทเถระห้ามอยู่ เข้าไปแล้วสู่
ภายในม่าน เพราะความที่พระศาสดาทรงกระทำโอกาสแล้ว ตรัสว่า
"อานนท์ เธออย่าห้ามสุภัททะเลย, สุภัททะจงถามปัญหากะเรา" จึงนั่ง
ใกล้ข่างล่างเตียงทูลถามปัญหาเหล่านี้ว่า " ข้าแต่พระสมณะผู้เจริญ ชื่อว่า
รอยเท้าในอากาศ มีอยู่หรือหนอแล ? ชื่อว่าสมณะภายนอกแต่ศาสนานี้
มีอยู่หรือ ? สังขารทั้งหลายชื่อว่าเที่ยง มีอยู่หรือ ? "

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 63
พระศาสดาทรงแก้ปัญหาของสุภัททะ
ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะตรัสบอกความไม่มีแห่งรอยเท้า
ในอากาศเป็นต้นเหล่านั้นแก่เขา จึงทรงแสดงธรรมด้วยพระคาถาเหล่านั้น
ว่า:-
๑๒. อากาเสว ปท นตฺถิ สมโณ นตฺถิ พาหิโร
ปปญฺจาภิรตา ปชา นิปฺปปญฺจา ตถาคตา.
อากาเสว ปท นตฺถิ สมโณ นตฺถิ พาหิโร
สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิต.
"รอยเท้าในอากาศนั่นเทียว ไม่มี; สมณะภาย
นอก ไม่มี; หมู่สัตว์เป็นผู้ยินดียิ่งแล้วในธรรมเครื่อง
เนิ่นช้า, พระตถาคตทั้งหลาย ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า
รอยเท้าในอากาศนั่นเทียวไม่มี, สมณะภายนอก
ไม่มี, สังขารทั้งหลาย (ชื่อว่า) เที่ยง ไม่มี, กิเลสชาต
เครื่องหวั่นไหว ไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปท ความว่า ชื่อว่ารอยเท้าแห่งสัตว์ไร ๆ
อันบุคคลพึงบัญญัติว่า " มีรูปอย่างนี้" ด้วยสามารถแห่งสีและสัณฐาน
ในอากาศนี้ ไม่มี.
บทว่า พาหิโร ความว่า ชื่อว่าสมณะผู้ดำรงอยู่ในมรรคและผล
ภายนอกแต่ศาสนาของเรา ไม่มี.
บทว่า ปชา ความว่า หมู่สัตว์ กล่าวคือสัตวโลกนี้ ยินดียิ่งแล้ว
ในธรรมเครื่องเนิ่นช้ามีตัณหาเป็นต้นเท่านั้น.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 64
บทว่า นิปฺปปญฺจา ความว่า ส่วนพระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้ชื่อว่า
ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า เพราะความที่พระองค์ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้า
ทั้งปวงได้ขาดแล้ว ที่ควงแห่งไม้โพธิ์นั่นแล.
ขันธ์ ๕ ชื่อว่าสังขาร, ในขันธ์ ๕ เหล่านั้น ขันธ์อย่างหนึ่งชื่อว่า
เที่ยง ไม่มี.
บทว่า อิญฺชิต ความว่า ก็ชนทั้งหลายพึงถือเอาว่า " สังขารทั้งหลาย
เป็นสภาพเที่ยง" ด้วยบรรดากิเลสชาตเครื่องหวั่นไหว คือตัณหามานะ
และทิฏฐิอันใด, แม้กิเลสชาตเครื่องหวั่นไหวนั้นอย่างหนึ่งมิได้มีแก่พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย.
ในเวลาจบเทศนา สุภัททปริพาชกตั้งอยู่แล้วในอนาคามิผล. พระ-
ธรรมเทศนา ได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องสุภัททปริพาชก จบ.
มลวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๑๘ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 65
คาถาธรรมบท
 
ธัมมัฏฐวรรคที่ ๑๙
 
ว่าด้วยอรรถกถาคดีที่ชอบธรรมของนักปราชญ์
 
[๒๙] ๑. บุคคลไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม เพราะเหตุที่
นำคดีไปโดยความผลุนผลัน ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต
วินิจฉัยคดีและไม่ใช่คดีทั้งสอง ย่อมนำบุคคลเหล่า
อื่นรูปโดยความละเอียดลออ โดยธรรมสม่ำเสมอ
ผู้นั้นอันธรรมคุ้มครองแล้ว เป็นผู้มีปัญญา เรากล่าว
ว่าตั้งอยู่ในธรรม.
๒. บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต เพราะเหตุเพียง
พูดมาก (ส่วน) ผู้มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัย
เรากล่าวว่า เป็นบัณฑิต.
๓. บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรม เพราะเหตุที่พูด
มาก ส่วนบุคคลใด ฟังแม้นิดหน่อย ย่อมเห็นธรรม
ด้วยนามกาย บุคคลใดไม่ประมาทธรรม บุคคลนั้น
แลเป็นผู้ทรงธรรม.
๔. บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ เพราะมีผมหงอก
บนศีรษะ ผู้มีวัยแก่รอบแล้วนั้น เราเรียกว่า แก่เปล่า
(ส่วน) ผู้ใดมีสัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และ
ทมะ ผู้นั้นแล ผู้มีมลทินอันคายแล้ว ผู้มีปัญญา
เรากล่าวว่า เป็นเถระ.
๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๑๐ เรื่อง.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 66
๕. นระผู้มีความริษยา มีความตระหนี่ โอ้อวด
จะชื่อว่าคนดี เพราะเหตุสักว่าทำการพูดจัดจ้าน หรือ
เพราะมีผิวกายงามก็หาไม่ ส่วนผู้ใดตัดโทสชาต มี
ความริษยาเป็นต้นนี้ได้ขาด ถอนขึ้นให้รากขาด ผู้นั้น
มีโทสะอันคายแล้ว มีปัญญา เราเรียกว่า คนดี.
๖. ผู้ไม่มีวัตร พูดเหลาะแหละ ไม่ชื่อว่าสมณะ
เพราะศีรษะโล้น ผู้ประกอบด้วยความอยากและความ
โลภจะเป็นสมณะอย่างไรได้ ส่วนผู้ใดยังบาปน้อย
หรือใหญ่ ให้สงบโดยประการทั้งปวง ผู้นั้นเรากล่าวว่า
เป็นสมณะ เพราะยังบาปให้สงบแล้ว.
๗. บุคคลชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะเหตุที่ขอกะคน
พวกอื่นหามิได้ บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ ไม่
ชื่อว่าเป็นภิกษุ ด้วยเหตุเพียงเท่านั้น ผู้ใดในศาสนานี้
ลอยบุญและบาปแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ ในโลก
ด้วยการพิจารณาเที่ยวไป ผู้นั้นแล เราเรียกว่า ภิกษุ.
๘. บุคคลเขลา ไม่รู้โดยปกติ ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี
เพราะความเป็นผู้นิ่ง ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรม
อันประเสริฐ ดุจบุคคลประคองตาชั่ง เว้นบาปทั้ง-
หลาย ผู้นั้นเป็นมุนี เพราะเหตุนั้น ผู้ใดรู้อรรถทั้งสอง
ในโลก ผู้นั้นเรากล่าวว่า เป็นมุนี เพราะเหตุนั้น.
๙. บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะเหตุที่เบียด-
เบียนสัตว์ บุคคลที่กล่าวว่า เป็นอริยะ เพราะไม่
เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 67
๑๐. ภิกษุ ภิกษุยังไม่ถึงอาสวักขัย อย่าเพิ่งถึง
ความวางใจ ด้วยเหตุสักว่าศีลและวัตร ด้วยความ
เป็นพหูสูต ด้วยอันได้สมาธิ ด้วยอันนอนในที่สงัด
หรือ (ด้วยเหตุเพียงรู้ว่า) เราถูกต้องสุขในเนกขัมมะ
ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้แล้ว.
จบธัมมัฏฐวรรคที่ ๑๙

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 68
๑๙. ธัมมัฏฐวรรควรรณนา
 
๑. เรื่องมหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัย [๑๙๔]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภมหาอำมาตย์
ผู้วินิจฉัย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น เตน โหติ ธมฺมฏฺโ"
เป็นต้น.
พวกภิกษุเห็นมหาอำมาตย์รับสินบน
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พวกภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านใกล้
ประตูด้านทิศอุดร แห่งนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตแล้วมาสู่วิหารโดย
ท่ามกลางพระนคร. ขณะนั้น เมฆใหญ่ตั้งขึ้นยังฝนให้ตกแล้ว. ภิกษุ
เหล่านั้น เข้าไปสู่ศาลาที่ทำการวินิจฉัยอันตั้งอยู่ตรงหน้า เห็นพวก
มหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัยรับสินบนแล้ว ทำเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ จึงคิด
ว่า " โอ ! มหาอำมาตย์เหล่านี้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, แต่พวกเราได้มีความ
สำคัญว่า ' มหาอำมาตย์เหล่านี้ทำการวินิจฉัยโดยธรรม," เมื่อฝนหาย
ขาดแล้ว, มาถึงวิหาร ถวายบังคมพระศาสดานั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่งแล้ว
กราบทูลความนั้น.
ลักษณะบุคคลผู้ตั้งอยู่และไม่ตั้งอยู่ในธรรม
พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัย เป็นผู้
ตกอยู่ในอำนาจอคติมีฉันทาคติเป็นต้น ตัดสินความโดยผลุนผลัน ไม่ชื่อว่า
เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม, ส่วนพวกที่ไต่สวนความผิดแล้ว ตัดสินความโดย
ละเอียดลออ ตามสมควรแก่ความผิดนั่นแหละ เป็นผู้ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม"
ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า:-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 69
๑. น เตน โหติ ธมฺมฏฺโ เยนตฺถ สหสา นเย
โย จ อตฺถ อนตฺถญฺจ อุโภ นิจฺเฉยฺย ปณฺทิโต
อสาหเสน ธมฺเมน สเมน นยตี ปเร
ธมฺมสฺส คุตฺโต เมธาวี ธมฺมฏฺโติ ปวุจฺจติ.
" บุคคลไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม เพราะเหตุที่นำ
คดีไปโดยความผลุนผลัน; ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต วินิจ-
ฉัยคดีและไม่ใช่คดีทั้งสอง ย่อมนำบุคคลเหล่าอื่นไป
โดยความละเอียดลออ โดยธรรมสม่ำเสมอ, ผู้นั้น
อันธรรมคุ้มครองแล เป็นผู้มีปัญญา เรากล่าวว่า
"ตั้งอยู่ในธรรม."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตน แปลว่า เพราะเหตุเพียงเท่านั้นเอง.
บทว่า ธมฺมฏฺโ ความว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมเครื่องวินิจฉัย ที่
พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลายจะพึงทรงกระทำด้วยพระองค์ ไม่เป็นผู้ชื่อว่าตั้งอยู่
ในธรรม. บทว่า เยน แปลว่า เพราะเหตุใด.
บทว่า อตฺถ ความว่า ซึ่งคดีที่หยั่งลงแล้วอันควรตัดสิน.
สองบทว่า สหสา นเย ความว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอคติมีฉันทาคติ
เป็นต้น ตัดสินโดยผลุนผลัน คือโดยกล่าวเท็จ. อธิบายว่า จริงอยู่ ผู้ใด
ตั้งอยู่ในความพอใจ กล่าวมุสาวาท ย่อมทำญาติหรือมิตรของตนซึ่งมิใช่
เจ้าของนั่นแลให้เป็นเจ้าของ, ตั้งอยู่ในความชัง กล่าวเท็จ ย่อมทำคน
ที่เป็นศัตรูของตนซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงไม่ให้เป็นเจ้าของ, ตั้งอยู่ในความ
 ๑. อคติ ๔ คือ ๑. ฉันทาคติ ๒. โทสาคติ ๓. โมหาคติ ๔. ภยาคติ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 70
หลง รับสินบนแล้วในเวลาตัดสิน ทำเป็นเหมือนส่งจิตไปในที่อื่น แลดู
ข้างโน้นและข้างนี้ กล่าวเท็จ ย่อมนำบุคคลอื่นออกด้วยคำว่า " ผู้นี้ชำนะ,
ผู้นี้แพ้," ตั้งอยู่ในความกลัว ย่อมยกความชำนะให้ผู้เป็นใหญ่บางคนนั่นแล
แม้ที่ถึงความแพ้; ผู้นี้ ชื่อว่าย่อมนำคดีไปโดยความผลุนผลัน. ผู้นั้นไม่เป็น
ผู้ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม.
บาทพระคาถาว่า โย จ อตฺถ อนตฺถญฺจ ความว่า ซึ่งเหตุที่จริง
และไม่จริง. สองบทว่า อุโภ นิจฺเฉยฺย ความว่า ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต
วินิจฉัยเหตุที่เป็นคดีและไม่เป็นคดีทั้งสองแล้วย่อมกล่าว.
บทว่า อสาหเสน คือ โดยไม่กล่าวเท็จ. ว่า ธมฺเมน แปลว่า
โดยธรรมเครื่องวินิจฉัย คือหาใช่โดยอำนาจอคติ มีฉันทาคติเป็นต้นไม่
บทว่า สเมน คือ ย่อมนำบุคคลเหล่าอื่นไป คือให้ถึงความชำนะหรือ
ความแพ้โดยสมควรแก่ความผิดนั่นเอง.
สองบทว่า ธมฺมสฺส คุตฺโต ความว่า ผู้นั้นอันธรรมคุ้มครองแล้ว
คืออันธรรมรักษาแล้ว ประกอบแล้วด้วยปัญญาอันรุ่งเรืองในธรรม ชื่อว่า
มีปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ผู้ตั้งอยู่ในธรรม" เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่
ในธรรมเครื่องวินิจฉัย.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องมหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัย จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 71
๒. เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ [๑๙๕]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุฉัพพัคคีย์
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น เตน ปณฺฑิโต โหติ " เป็นต้น.
ภิกษุฉัพพัคคีย์ทำโรงภัตให้อากูล
ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวทำโรงภัตให้อากูลในวัดบ้าง ในบ้านบ้าง.
ครั้นวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายถามภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้ทำภัตกิจในบ้าน
แล้วมา ว่า " ท่านผู้มีอายุ โรงภัตเป็นเช่นไร ?" ภิกษุหนุ่มและสามเณร
ตอบว่า " อย่าถามเลย ขอรับ," พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ กล่าวว่า ' พวกเรา
แหละเป็นผู้ฉลาด, พวกเราเป็นบัณฑิต จักประหารภิกษุเหล่านี้ โปรย
หยากเยื่อที่ศีรษะแล้วนำออกไป ' แล้วจับหลังพวกกระผมโปรยหยากเยื่อ
อยู่ ทำโรงภัตให้อากูล." ภิกษุทั้งหลาย ไปสู่สำนักพระศาสดาแล้ว กราบ
ทูลความนั้น.
ลักษณะบัณฑิตและไม่ใช่บัณฑิต
พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกคนพูดมาก
เบียดเบียนผู้อื่นว่า ' เป็นบัณฑิต,' แต่เราเรียกคนที่มีความเกษม ไม่มีเวร
ไม่มีภัยเลยว่า " เป็นบัณฑิต " ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. น เตน ปณฺฑิโต โหติ ยาวตา พหุ ภาสติ
เขมี อเวรี อภโย ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ.
"บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต เพราะเหตุเพียงพูด
มาก; (ส่วน) ผู้มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัย เรา
กล่าวว่า เป็นบัณฑิต."

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 72
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา เป็นต้น ความว่า บุคคลไม่
ชื่อว่าเป็นบัณฑิต เพราะเหตุที่พูดมากในท่ามกลางสงฆ์เป็นต้น, ส่วน
บุคคลใด ตนเองเป็นคนมีความเกษม ชื่อว่าไม่มีเวร เพราะเวร ๕ ไม่มี
ผู้ไม่มีภัย คือภัยย่อมไม่มีแก่มหาชน เพราะอาศัยบุคคลนั้น, ผู้นั้นชื่อว่า
" เป็นบัณฑิต" ดังนี้แล.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 73
๓. เรื่องพระเอกุทานเถระ [๑๙๖]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระขีณาสพ
ชื่อว่าเอกุทานเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น ตาวตา ธมฺมธโร"
เป็นต้น
พวกเทวดาให้สาธุแก่เทศนาของพระเถระ
ได้ยินว่า พระเถระนั้น อยู่ในราวไพรแห่งหนึ่งแต่องค์เดียว. อุทาน
ที่ท่านช่ำชองมีอุทานเดียวเท่านั้นว่า:-
"ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิต
มั่นคง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาในทางแห่งโมน-
ปฏิบัติ ผู้คงที่ ระงับแล้ว มีสติทุกเมื่อ."
ได้ยินว่า ในวันอุโบสถ ท่านป่าวร้องการฟังธรรมเอง ย่อมกล่าว
คาถานี้. เสียงเทวดาสาธุการดุจว่าเสียงแผ่นดินทรุด. ครั้นวันอุโบสถวันหนึ่ง
ภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎก ๒ รูป มีบริวารรูปละ ๕๐๐ ได้ไปสู่ที่อยู่ของท่าน.
ท่านพอเห็นภิกษุเหล่านั้น ก็ชื่นใจ กล่าวว่า " ท่านทั้งหลายมาในที่นี้
เป็นอันทำความดีแล้ว, วันนี้ พวกกระผมจักฟังธรรมในสำนักของท่าน
ทั้งหลาย."
พวกภิกษุ. ท่านผู้มีอายุ ก็คนฟังธรรมในที่นี้ มีอยู่หรือ ?
พระเอกุทาน. มี ขอรับ, ราวไพรนี้ มีความบันลือลั่นเป็น
อันเดียวกัน เพราะเสียงเทวดาสาธุการในวันฟังธรรม.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 74
พวกเทวดาไม่ให้สาธุการแก่เทศนาของภิกษุ ๒ รูป
บรรดาภิกษุ ๒ องค์นั้น พระเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกองค์หนึ่ง
สวดธรรม, องค์หนึ่งกล่าวธรรม. เทวดาแม้องค์หนึ่งก็มิได้ให้สาธุการ.
ภิกษุเหล่านั้น จึงพูดกันว่า " ท่านผู้มีอายุ ท่านกล่าวว่า ' ในวันฟังธรรม
พวกเทวดาในราวไพรนี้ ย่อมให้สาธุการด้วยเสียงดัง,' นี่ชื่ออะไรกัน ?"
พระเอกุทาน. ในวันอื่น ๆ เป็นอย่างนั้น ขอรับ, แต่วันนี้กระผม
ไม่ทราบว่า ' นี่เป็นเรื่องอะไร.'
พวกภิกษุ. ผู้มีอายุ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงกล่าวธรรมดูก่อน.
ท่านจับพัดวีชนีนั่งบนอาสนะแล้ว กล่าวคาถานั้นนั่นแล. เทวดา
ทั้งหลายได้ให้สาธุการด้วยเสียงอันดัง.
พวกภิกษุติเตียนเทวดา
ครั้งนั้น ภิกษุที่เป็นบริวารของพระเถระทั้งสองยกโทษว่า " เทวดา
ในราวไพรนี้ ให้สาธุการด้วยเห็นแก่หน้ากัน, เมื่อภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎก
แม้กล่าวอยู่ประมาณเท่านี้, ก็ไม่กล่าวแม้สักว่าความสรรเสริญอะไร ๆ.
เมื่อพระเถระแก่องค์เดียวกล่าวคาถาหนึ่งแล้ว, พากันให้สาธุการด้วยเสียง
อันดัง." ภิกษุเหล่านั้นแม้ไปถึงวิหารแล้ว กราบทูลความนั้นแด่พระ-
ศาสดา.
ลักษณะผู้ทรงธรรมและไม่ทรงธรรม
พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกผู้เรียนมากหรือ
พูดมากว่า ' เป็นผู้ทรงธรรม ' ส่วนผู้ใดเรียนคาถาแม้คาถาเดียวแล้วแทง
ตลอดสัจจะทั้งหลาย, ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม" ดังนี้แล้ว ตรัส
พระคาถานี้ว่า:-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 75
๓. น ตาวตา ธมฺมธโร ยาวตา พหุ ภาสติ
โย จ อปฺปมฺปิ สุตฺวาน ธมฺม กาเยน ปสฺสติ
ส เว ธมฺมธโร โหติ โย ธมฺม นปฺปมชฺชติ.
บุคคล ไม่ชื่อว่าทรงธรรม เพราะเหตุที่พูดมาก;
ส่วนบุคคลใด ฟังแม้นิดหน่อย ย่อมเห็นธรรมด้วย
นามกาย, บุคคลใด ไม่ประมาทธรรม, บุคคลนั้นแล
เป็นผู้ทรงธรรม."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา เป็นต้น ความว่า บุคคลไม่
ชื่อว่าผู้ทรงธรรม เพราะเหตุที่พูดมาก ด้วยเหตุมีการเรียน และการ
ทรงจำและบอกเป็นต้น. แต่ชื่อว่าตามรักษาวงศ์ รักษาประเพณี.
บทว่า อปฺปมฺปิ เป็นต้น ความว่า ส่วนผู้ใดฟังธรรมแม้มีประมาณ
น้อย อาศัยธรรมะ อาศัยอรรถะ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
กำหนดรู้สัจจะมีทุกข์เป็นต้น ชื่อว่าย่อมเห็นสัจธรรม ๔ ด้วยนามกาย.
ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม.
บาทพระคาถาว่า โย ธมฺม นปฺปมชฺชติ ความว่า แม้ผู้ใดเป็นผู้มี
ความเพียรปรารภแล้ว หวังการแทงตลอดอยู่ว่า " (เราจักแทงตลอด)
ในวันนี้ ๆ แล" ชื่อว่าย่อมไม่ประมาทธรรม, แม้ผู้นี้ก็ชื่อว่าผู้ทรงธรรม
เหมือนกัน.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระเอกุทานเถระ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 76
๔. เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ [๑๙๗]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระลกุณ-
ฏกภัททิยเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น เตน เถโร โหติ"
เป็นต้น.
พวกภิกษุเห็นพระเถระเข้าใจว่าเป็นสามเณร
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง เมื่อพระเถระนั้นไปสู่ที่บำรุงพระศาสดา
พอหลีกไปแล้ว, ภิกษุผู้อยู่ป่าประมาณ ๓๐ รูป พอเห็นท่านก็มาถวาย
บังคมพระศาสดาแล้วนั่ง พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยแห่งพระ-
อรหัตของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามปัญหานี้ว่า " พระเถระองค์หนึ่ง
ไปจากนี้ พวกเธอเห็นไหม ?"
พวกภิกษุ. ไม่เห็น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. พวกเธอเห็นพระเถระนั้นมิใช่หรือ ?
พวกภิกษุ. เห็นสามเณรรูปหนึ่ง พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย นั้นไม่ใช่สามเณร, นั่นเป็นพระเถระ.
พวกภิกษุ. เล็กนัก พระเจ้าข้า.
ลักษณะเถระและมิใช่เถระ
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกว่า ' เถระ ' เพราะ
ความเป็นคนแก่ เพราะเหตุสักว่านั่งบนอาสนะพระเถระ, ส่วนผู้ใด แทง
ตลอดสัจจะทั้งหลายแล้ว ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนมหาชน, ผู้นี้
ชื่อว่าเป็นเถระ" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 77
๔. น เตน เถโร โหติ เยนสฺส ปลิตสิโร
ปริปกฺโก วโย ตสฺส โมฆชิณฺโณติ วุจฺจติ.
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สญฺโม ทโม
ส เว วนฺตมโล ธีโร โส เถโรติ ปวุจฺจติ.
" บุคคล ไม่ชื่อว่าเป็นเถระ เพราะมีผมหงอกบน
ศีรษะ ผู้มีวัยแก่รอบแล้วนั้น เราเรียกว่า 'แก่เปล่า,'
(ส่วน) ผู้ใด มีสัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ
และทมะ, ผู้นั้นมีมลทินอันตายแล้ว ผู้มีปัญญา,
เรากล่าวว่า "เป็นเถระ."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริปกฺโก ความว่า อันชราน้อมไป
รอบแล้ว คือถึงความเป็นคนแก่แล้ว . บทว่า โมฆชิณฺโณ ความว่า ชื่อว่า
แก่เปล่า เพราะภายในไม่มีธรรม เครื่องทำให้เป็นเถระ.
บทว่า สจฺจญฺจ ความว่า ก็บุคคลใดมีสัจจะทั้ง ๔ เพราะความ
เป็นผู้แทงตลอดด้วยอาการ ๑๖ และมีโลกุตรธรรม ๙ อย่าง เพราะความ
เป็นผู้ทำให้แจ้งด้วยญาณ.
คำว่า อหึสา นั่น สักว่าเป็นหัวข้อเทศนา. อธิบายว่า อัปปมัญญา-
ภาวนาแม้ ๔ อย่าง มีอยู่ในผู้ใด. สองบทว่า สญฺโม ทโม ได้แก่ ศีล
และอินทรียสังวร. บทว่า วนฺตมโล คือ มีมลทินอันนำออกแล้วด้วย
มรรคญาณ. บทว่า ธีโร คือ สมบูรณ์ด้วยปัญญาเป็นเครื่องทรงจำ. บทว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 78
เถโร ความว่า ผู้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า " เถระ" เพราะความเป็น
ผู้ประกอบด้วยธรรมเครื่องทำความเป็นผู้มั่นคงเหล่านั้น.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 79
๕. เรื่องภิกษุมากรูป [๑๙๘]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุมากรูป
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น วากฺกรณมตฺเต " เป็นต้น.
พระเถระบางพวกอยากได้ลาภสักการะ
ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระเถระบางพวกเห็นภิกษุหนุ่มและ
สามเณรทำการรับใช้ทั้งหลายมีอันย้อมจีวรเป็นต้น แก่อาจารย์ผู้บอก
ธรรมของตนนั่นแล คิดว่า " แม้เราก็ฉลาดในลัทธิพยัญชนะ, ผลอะไร ๆ
ไม่มีแก่เราเลย; ผิฉะนั้น เราพึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลอย่างนี้ว่า
' ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในลัทธิพยัญชนะ, ขอ
พระองค์จงบังคับภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายว่า ' พวกเธอแม้เรียน
ธรรมในสำนักของอาจารย์อื่นแล้ว ยังไม่สอบทานในสำนักของภิกษุเหล่านี้
แล้ว อย่าสาธยาย,' ลาภสักการะจักเจริญแก่เราทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้
แล." พระเถระเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว กราบทูลอย่างนั้น.
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงทราบว่า " ใคร ๆ
ก็พูดเช่นนั้นได้ ด้วยสามารถประเพณีในพระศาสนานี้เท่านั้น, แต่ภิกษุ
เหล่านี้เป็นผู้อาศัยลาภสักการะ" จึงตรัสว่า " เราไม่เรียกพวกเธอว่า 'คนดี'
เพราะเหตุสักว่าพูดจัดจ้าน, ส่วนผู้ใดตัดธรรมมีความริษยาเป็นต้นเหล่านี้
ได้แล้ว ด้วยอรหัตมรรค ผู้นี้แหละชื่อว่าคนดี" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า:-
 ๑. เพราะเหตุสักว่าการกระทำซึ่งคำพูด.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 80
๕. น วากฺกรณมตฺเตน วณฺณโปกฺขรตาย วา
สาธุรูโป นโร โหติ อิสฺสุกี มจฺฉรี สโ.
ยสฺส เจต สมุจฺฉินฺน มูลฆจฺจ สมูหต
ส วนฺตโทโส เมธาวี สาธุรูโปติ วุจฺจติ.
"นระผู้มีความริษยา มีความตระหนี่ โอ้อวด
จะชื่อว่าเป็นคนดี เพราะเหตุสักว่าทำการพูดจัดจ้าน
หรือเพราะมีผิวกายงามก็หาไม่, ส่วนผู้ใดตัดโทส-
ชาติ มีความริษยาเป็นต้นนี้ได้ขาด ถอนขึ้นให้ราก
ขาด, ผู้นั้นมีโทสะอันคายแล้ว มีปัญญา เราเรียกว่า
'คนดี."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น วากฺกรณมตฺเตน ความว่า เพราะ
เหตุสักว่าทำการพูด คือสักว่าถ้อยคำอันถึงพร้อมด้วยลักษณะ. บทว่า
วณฺณโปกฺขรตาย วา คือ เพราะความเป็นผู้ยังใจให้เอิบอาบโดยมีสรีระ
สมบูรณ์ด้วยวรรณะ. บทว่า นโร เป็นต้น ความว่า นระผู้มีใจริษยาใน
เพราะลาภของคนอื่นเป็นต้น ประกอบด้วยความตระหนี่ ๕ อย่าง ชื่อว่า
ผู้โอ้อวด เพราะคบธรรมฝ่ายข้าศึก จะชื่อว่าคนดี เพราะเหตุเพียงเท่านี้
หามิได้.
สองบทว่า ยสฺส เจต เป็นต้น ความว่า ส่วนบุคคลใดตัดโทสชาต
 ๑. ตระหนี่ ๕ อย่าง คือ อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่. กุลมัจฉริยะ ตระหนี่สกุล. ลาภมัจฉริยะ
 ตระหนี่ลาภ. วัณณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ ตระหนี่ธรรม.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 81
มีความริษยาเป็นต้นนี่ได้ขาดแล้ว ด้วยอรหัตมรรคญาณ ถอนขึ้น ทำให้
รากขาดแล้ว, บุคคลนั้นมีโทสะอันคายแล้ว ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเรือง
ในธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า " คนดี."
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล
เรื่องภิกษุมากรูป จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 82
๖. เรื่องภิกษุชื่อหัตถกะ [๑๙๙]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุชื่อ
หัตถกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น มุณฺฑเกน สมโณ " เป็นต้น.
พระหัตถกะพูดอวดดี
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นพูดฟุ้งไป กล่าวว่า " ท่านทั้งหลายพึงไปสู่ที่
ชื่อโน้น ในกาลโน้น, เราจักทำวาทะ" แล้วไปในที่นั้นก่อน กล่าวคำ
ทั้งหลายเป็นต้นว่า " ดูเถิดท่านทั้งหลาย, พวกเดียรถีย์ไม่มาเพราะกลัวผม,
นี่แหละเป็นความแพ้ของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น" เที่ยวพูดฟุ้งไป กลบ-
เกลื่อนคำอื่นด้วยคำอื่น.
ลักษณะสมณะและผู้มิใช่สมณะ
พระศาสดาทรงสดับว่า "ได้ยินว่า ภิกษุชื่อหัตถกะทำอย่างนั้น"
แล้วรับสั่งให้เรียกเธอมา ตรัสถามว่า " หัตถกะ ได้ยินว่าเธอทำอย่างนั้น
จริงหรือ ?" เมื่อเธอกราบทูลว่า " จริง," จึงตรัสว่า "เหตุไฉน เธอจึง
ทำอย่างนั้น ? ด้วยว่าผู้ทำมุสาวาทเห็นปานนั้น จะชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะ
เหตุสักว่ามีศีรษะโล้นเป็นต้นเท่านั้นหามิได้; ส่วนผู้ใด ยังบาปน้อยหรือ
ใหญ่ให้สงบแล้วตั้งอยู่ ผู้นี้แหละชื่อว่าสมณะ" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า:-
๖. น มุณฺฑเกน สมโณ อพฺพโต อลิก ภณ
อิจฺฉาโลภสมาปนฺโน สมโณ กึ ภวิสฺสติ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 83
โย จ สเมติ ปาปานิ อณุถูลานิ สพฺพโส
สมิตตฺตา หิ ปาปาน สมโณติ ปวุจฺจติ.
"ผู้ไม่มีวัตร พูดเหลาะแหละ ไม่ชื่อว่าสมณะ
เพราะศีรษะโล้น, ผู้ประกอบด้วยความอยากและ
ความโลภ จะเป็นสมณะอย่างไรได้; ส่วนผู้ใด ยัง
บาปน้อยหรือใหญ่ให้สงบโดยประการทั้งปวง, ผู้นั้น
เรากล่าวว่า 'เป็นสมณะ' เพราะยังบาปให้สงบ
แล้ว."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุณฺฑเกน ความว่า เพราะเหตุสักว่า
ศีรษะโล้น. บทว่า อพฺพโต คือเว้นจากศีลวัตรและธุดงควัตร. สองบทว่า
อลิก ภณ ความว่า ผู้กล่าวมุสาวาท ประกอบด้วยความอยากในอารมณ์
อัน ยังไม่ถึง และด้วยความโลภในอารมณ์อัน ถึงแล้ว จักชื่อว่าเป็นสมณะ
อย่างไรได้. บทว่า สเมติ ความว่า ส่วนผู้ใดยังบาปน้อยหรือใหญ่ให้
สงบ, ผู้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ' เป็นสมณะ' เพราะยังบาป
เหล่านั้นให้สงบแล้ว.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุชื่อหัตถกะ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 84
๗. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๒๐๐]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์
คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น เตน ภิกฺขุ โส โหติ"
เป็นต้น.
พราหมณ์อยากให้พระศาสดาเรียกตนว่าภิกษุ
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นบวชในลัทธิภายนอกเที่ยวภิกษาอยู่ คิดว่า
"พระสมณโคดมเรียกสาวกของตนผู้เที่ยวภิกษาว่า ภิกษุ,' การที่พระ-
สมณโคดมเรียกแม้เราว่า ' ภิกษุ ' ก็ควร." เขาเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า
" ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แม้ข้าพเจ้าก็เที่ยวภิกษาเลี้ยงชีพอยู่, พระองค์
จงเรียกแม้ข้าพเจ้าว่า 'ภิกษุ."
ลักษณะภิกษุและผู้มิใช่ภิกษุ
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพราหมณ์นั้นว่า "พราหมณ์ เราหา
เรียกว่า ' ภิกษุ ' เพราะอาการเพียงขอ (เขาไม่), เพราะผู้สมาทานธรรม
อันเป็นพิษแล้วประพฤติอยู่ ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าภิกษุหามิได้, ส่วนผู้ใดเที่ยว
ไปด้วยพิจารณาสังขารทั้งปวง, ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ" ดังนี้แล้ว ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๗. น เตน ภิกฺขุ โส โหติ ยาวตา ภิกฺขเต ปเร
วิสฺส ธมฺม สมาทาย ภิกฺขุ โหติ น ตาวตา.
โยธ ปุญฺญฺจ ปาปญฺจ พาเหตฺวา พฺรหฺมจริยวา
สงฺขาย โลเก จรติ ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 85
"บุคคลชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะเหตุที่ขอกะคนพวก
อื่นหามิได้, บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ ไม่ชื่อว่า
เป็นภิกษุ ด้วยเหตุเพียงเท่านั้น; ผู้ใดในศาสนานี้
ลอยบุญและบาปแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ (รู้ธรรม)
ในโลก ด้วยการพิจารณาเที่ยวไป ผู้นั้นแลเราเรียก
ว่า 'ภิกษุ.'
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา ความว่า ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะ
เหตุสักว่าขอกะชนพวกอื่นหามิได้. บทว่า วิส เป็นต้น ความว่า ผู้ที่
สมาทานธรรมไม่เสมอ หรือธรรมมีกายกรรมเป็นต้น อันมีกลิ่นเป็นพิษ
ประพฤติอยู่ หาชื่อว่าเป็นภิกษุไม่. บทว่า โยธ เป็นต้น ความว่า ผู้ใด
ในศาสนานี้ ลอยคือบรรเทาบุญและบาปแม้ทั้งสองนี้ด้วยมรรคพรหมจรรย์
ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์. บทว่า สงฺขาย คือ ด้วยญาณ. บทว่า
โลเก เป็นต้น ความว่า บุคคลรู้ธรรมแม้ทั้งหมดในโลก มีขันธโลก
เป็นต้น อย่างนี้ว่า "ขันธ์เหล่านี้เป็นภายใน, ขันธ์เหล่านี้เป็นภายนอก"
เที่ยวไป, ผู้นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ' ภิกษุ ' เพราะเป็นผู้ทำลาย
กิเลสทั้งหลายด้วยญาณนั้นแล้ว.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ.
 ๑. บาลีเป็น วิสฺส.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 86
๘. เรื่องเดียรถีย์ [๒๐๑]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกเดียรถีย์
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น โมเนน" เป็นต้น.
เหตุที่ทรงอนุญาตอนุโมทนากถา
ได้ยินว่า พวกเดียรถีย์เหล่านั้นทำอนุโมทนาแก่พวกมนุษย์ ใน
สถานที่ตนบริโภคแล้ว, กล่าวมงคลโดยนัยเป็นต้นว่า " ความเกษมจงมี,
ความสุขจงมี, อายุจงเจริญ; ในที่ชื่อโน้นมีเปือกตม, ในที่ชื่อโน้นมีหนาม,
การไปสู่ที่เห็นปานนั้นไม่ควร" แล้วจึงหลีกไป. ก็ในปฐมโพธิกาล ใน
เวลาที่ยังไม่ทรงอนุญาตวิธีอนุโมทนาเป็นต้น ภิกษุทั้งหลายไม่ทำอนุ-
โมทนาแก่พวกมนุษย์ในโรงภัตเลย ย่อมหลีกไป. พวกมนุษย์ยกโทษว่า
"พวกเราได้ฟังมงคลแต่สำนักของเดียรถีย์ทั้งหลาย, แต่พระผู้เป็นเจ้า
ทั้งหลายนิ่งเฉย หลีกไปเสีย." ภิกษุทั้งหลายกราบทูลความนั้นแด่พระ-
ศาสดา.
พระศาสดาทรงอนุญาตว่า " ภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่บัดนี้ไป ท่านทั้ง-
หลายจงทำอนุโมทนาในที่ทั้งหลายมีโรงภัตเป็นต้น ตามสบายเถิด, จงกล่าว
อุปนิสินนกถาเถิด" ภิกษุเหล่านั้นทำอย่างนั้นแล้ว.
พวกเดียรถีย์ติเตียนพุทธสาวก
พวกมนุษย์ฟังวิธีอนุโมทนาเป็นต้น ถึงความอุตสาหะแล้ว นิมนต์
ภิกษุทั้งหลาย เที่ยวทำสักการะ. พวกเดียรถีย์ยกโทษว่า " พวกเราเป็น

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 87
มุนีทำความเป็นผู้นิ่ง, พวกสาวกของพระสมณโคดมเที่ยวกล่าวกถามาก
มาย ในที่ทั้งหลายมีโรงภัตเป็นต้น.
ลักษณะมุนีและผู้ไม่ใช่มุนี
พระศาสดาทรงสดับความนั้น ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าว
ว่า ' มุนี ' เพราะเหตุสักว่าเป็นผู้นิ่ง; เพราะคนบางพวกไม่รู้ ย่อมไม่พูด,
บางพวกไม่พูด เพราะความเป็นผู้ไม่แกล้วกล้า, บางพวกไม่พูด เพราะ
ตระหนี่ว่า ' คนเหล่าอื่นอย่ารู้เนื้อความอันดียิ่งนี้ของเรา; เพราะฉะนั้น
คนไม่ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุสักว่าเป็นคนนิ่ง, แต่ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะ
ยังบาปให้สงบ." ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๘. น โมเนน มุนิ โหติ มูฬฺหรูโป อวิทฺทสุ
โย จ ตุลว ปคฺคยฺห วรมาทาย ปณฺฑิโต
ปาปานิ ปริวชฺเชติ ส มุนิ เตน โส มุนิ
โย มุนาติ อุโภ โลเก มุนิ เตน ปวุจฺจติ.
" บุคคลเขลา ไม่รู้โดยปกติ ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี
เพราะความเป็นผู้นิ่ง, ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรม
อันประเสริฐ ดุจบุคคลประคองตาชั่ง เว้นบาป
ทั้งหลาย, ผู้นั้นเป็นมุนี, ผู้นั้นเป็นมุนี เพราะเหตุ
นั้น; ผู้ใดรู้อรรถทั้งสองในโลก, ผู้นั้นเรากล่าวว่า
' เป็นมุนี ' เพราะเหตุนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น โมเนน ความว่า ก็บุคคลชื่อว่าเป็น

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 88
มุนี เพราะโมนะคือมรรคญาณ กล่าวคือข้อปฏิบัติเครื่องเป็นมุนี ก็จริงแล,
ถึงอย่างนั้น ในพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมเนน หมายเอา
ความเป็นผู้นิ่ง. บทว่า มุฬฺหรูโป คือ เป็นผู้เปล่า.
บทว่า อวิทฺทสุ คือ ไม่รู้โดยปกติ. อธิบายว่า " ก็บุคคลเห็นปาน
นั้น แม้เป็นผู้นิ่ง ก็ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี; อีกอย่างหนึ่ง ไม่ชื่อว่าโมไนยมุนี,
แต่เป็นผู้เปล่าเป็นสภาพ และไม่รู้โดยปกติ.
บาทพระคาถาว่า โย จ ตุล ว ปคฺคยฺห ความว่า เหมือนอย่าง
คนยืนถือตาชั่งอยู่, ถ้าของมากเกินไป, ก็นำออกเสีย, ถ้าของน้อย, ก็
เพิ่มเข้า ฉันใด; ผู้ใดนำออก ชื่อว่าเว้นบาป ดุจคนเอาของที่มากเกินไป
ออก. บำเพ็ญกุศลอยู่ดุจคนเพิ่มของอันน้อยเข้า ฉันนั้นเหมือนกัน; ก็แล
เมื่อทำอย่างนั้น ชื่อว่าถือธรรมอันประเสริฐ คือสูงสุดทีเดียว กล่าวคือศีล
สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เว้นบาป คือกรรมที่เป็นอกุศล
ทั้งหลาย. สองบทว่า ส มุนิ ความว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี. หลายบทว่า
เตน โส มุนิ ความว่า หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า " ก็เพราะเหตุไร ผู้
นั้นจึงชื่อว่าเป็นมุนี ?" ต้องแก้ว่า " ผู้นั้นเป็นมุนี เพราะเหตุที่กล่าว
แล้วในหนหลัง."
บาทพระคาถาว่า โย มุนาติ อุโภ โลเก ความว่า บุคคลผู้ใดรู้
อรรถทั้งสองนี้ ในโลกมีขันธ์เป็นต้นนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า "ขันธ์เหล่านี้
เป็นภายใน, ขันธ์เหล่านี้เป็นภายนอก" ดุจบุคคลยกตาชั่งขึ้นชั่งอยู่
ฉะนั้น. หลายบทว่า มุนิ เตน ปวุจฺจติ ความว่า ผู้นั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ' เป็นมุนี ' เพราะเหตุนั้น.
 ๑. ญาณอันสัมปยุตด้วยมรรค.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 89
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องเดียรถีย์ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 90
๙. เรื่องพรานเบ็ดชื่ออริยะ [๒๐๒]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพรานเบ็ด
ชื่ออริยะคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น เตน อริโย โหติ"
เป็นต้น.
พรานเบ็ดต้องการให้พระศาสดาตรัสเรียกตนว่าอริยะ
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดา-
ปัตติมรรคของนายอริยะนั้น เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในบ้านใกล้ประตูด้านทิศ
อุดร แห่งกรุงสาวัตถี อันภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จมาแต่บ้านนั้น. ขณะนั้น
พรานเบ็ดนั้นตกปลาอยู่ด้วยเบ็ด เห็นภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
ได้ทิ้งคันเบ็ดยืนอยู่แล้ว.
พระศาสดาเสด็จกลับ ประทับยืนอยู่ ณ ที่ไม่ไกลพรานเบ็ดนั้น ตรัส
ถามชื่อของพระสาวกทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเถระเป็นต้นว่า " เธอชื่อไร ?
เธอชื่อไร ?" แม้พระสาวกเหล่านั้น ก็กราบทูลชื่อของตน ๆว่า " ข้า-
พระองค์ชื่อสารีบุตร, ข้าพระองค์ชื่อโมคคัลลานะ" เป็นต้น. พรานเบ็ด
คิดว่า " พระศาสดาย่อมตรัสถามชื่อสาวกทุกองค์, เห็นจักตรัสถามชื่อของ
เราบ้าง."
ลักษณะผู้เป็นอริยะและไม่ใช่อริยะ
พระศาสดาทรงทราบความปรารถนาของพรานเบ็ดนั้น จึงตรัสถาม
ว่า " อุบาสก เธอชื่อไร ?" เมื่อเขากราบทูลว่า " ข้าพระองค์ชื่ออริยะ
พระเจ้าข้า " ตรัสว่า " อุบาสก ผู้ที่ฆ่าสัตว์เช่นท่านจะชื่อว่าอริยะไม่ได้,

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 91
ส่วนผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียนมหาชนจึงจะชื่อว่าอริยะ" ดังนี้ แล้ว
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๙. น เตน อริโย โหติ เยน ปาณาติ หึสติ
อหึสา สพฺพปาณาน อริโยติ ปวุจฺจติ.
"บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะเหตุที่เบียด-
เบียนสัตว์; บุคคลที่เรากล่าวว่า ' เป็นอริยะ' เพราะ
ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหึสา ความว่า เพราะไม่เบียดเบียน.
มีคำอธิบายไว้เช่นนี้ว่า: " บุคคลไม่เป็นผู้ชื่อว่าอริยะ เพราะเหตุที่
เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย; ส่วนผู้ใดตั้งอยู่ไกลจากความเบียดเบียน เพราะ
ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงด้วยฝ่ามือเป็นต้น คือเพราะความที่ตนตั้งอยู่แล้ว
ในภาวนาเมตตาเป็นต้น, ผู้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ' อริยะ."
ในกาลจบเทศนา พรานเบ็ดตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนาได้
มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพรานเบ็ดชื่ออริยะ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 92
๑๐. เรื่องภิกษุมากรูป [๒๐๓]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุมากรูป
ผู้ถึงพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น สีลพฺ-
พตมตฺเตน" เป็นต้น.
ได้ยินว่า บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
" พวกเรามีศีลสมบูรณ์แล้ว, พวกเราทรงซึ่งธุดงค์, พวกเราเป็นพหูสูต,
พวกเราอยู่ในเสนาสนะอันสงัด, พวกเราได้ฌาน, พระอรหัตพวกเราได้
ไม่ยาก, พวกเราจักบรรลุพระอรหัต ในวันที่พวกเราปรารถนานั่นเอง."
บรรดาภิกษุเหล่านั้น แม้ภิกษุผู้เป็นอนาคามีได้มีความคิดเช่นนี้ว่า " บัดนี้
พระอรหัตพวกเราได้ไม่ยาก. วันหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเข้าไปเฝ้า
พระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ อันพระศาสดาตรัสถามว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย กิจแห่งบรรพชิตของพวกเธอถึงที่สุดแล้วหรือหนอ ?" ต่างก็
กราบทูลอย่างนี้ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์เห็นปานนี้นี้;
เพราะฉะนั้น พวกข้าพระองค์จึงคิดว่า ' พวกเราสามารถเพื่อบรรลุพระ-
อรหัตในขณะที่ปรารถนาแล้ว ๆ นั่นเอง' ดังนี้แล้วอยู่."
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย ชื่อว่าภิกษุจะเห็นว่า ' ทุกข์ในภพของพวกเราน้อย, ด้วยคุณ
สักว่าความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์เป็นต้น หรือด้วยคุณสักว่าความสุขของพระ-
อนาคามีไม่ควร, และยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะ ไม่พึงให้ความคิดเกิดขึ้นว่า
' เราถึงสุขแล้ว " ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 93
๑๐. น สีลพฺพตมตฺเตน พาหุสจฺเจน วา ปน
อถวา สมาธิลาเภน วิวิตฺตสยเนน วา
ผุสามิ เนกฺขมฺมสุข อปุถุชฺชนเสวิต
ภิกฺขุ วิสฺสาสมาปาทิ อปฺปตฺต อาสวกฺขย.
"ภิกษุ ภิกษุยังไม่ถึงอาสวักขัย อย่าเพิ่งถึงความ
วางใจ ด้วยเหตุสักว่าศีลและวัตร ด้วย ความเป็น
พหูสูต ด้วยอันได้สมาธิ ด้วยอันนอนในที่สงัด หรือ
(ด้วยเหตุเพียงรู้ว่า) ' เราถูกต้องสุขในเนกขัมมะ ซึ่ง
ปุถุชนเสพไม่ได้แล้ว."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลพฺพตมตฺเตน คือ ด้วยเหตุสักว่า
ปาริสุทธิศีล ๔ หรือสักว่าธุดงคคุณ ๑๓.
บทว่า พาหุสจฺเจน วา ความว่า หรือด้วยเหตุสักว่าความเป็นผู้
เรียนปิฎก ๓.
บทว่า สมาธิลาเภน ความว่า หรือด้วยอันได้สมาบัติ ๘.
บทว่า เนกฺขมฺมสุข คือ สุขของพระอนาคามี. เพราะฉะนั้น ภิกษุ
อย่าเพิ่งถึงความวางใจ ด้วยเหตุมีประมาณเพียงรู้เท่านี้ว่า ' เราถูกต้องสุข
ของพระอนาคามี.'
บทว่า อปุถุชฺชนเสวิต ความว่า อันปุถุชนทั้งหลายเสพไม่ได้ คือ
อันพระอริยะเสพแล้วอย่างเดียว. ภิกษุเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อ
ทรงทักภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ก็ตรัสว่า " ภิกษุ."

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 94
บทว่า วิสฺสาสมาปาทิ ความว่า อย่าเพิ่งถึงความวางใจ. มีคำ
อธิบายไว้ฉะนี้ว่า " ภิกษุ ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้ยังไม่บรรลุพระอรหัต กล่าว
คือความสิ้นไปแห่งอาสวะ ไม่พึงถึงความวางใจว่า ' ภพของเราน้อย นิด
หน่อย ' ด้วยเหตุสักว่า ความเป็นผู้มีคุณมีศีลสมบูรณ์เป็นต้นนี้เท่านั้น;
เหมือนคูถแม้มีประมาณน้อยก็ยังมีกลิ่นเหม็นฉันใด, ภพแม้มีประมาณน้อย
ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ฉันนั้น."
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว, เทศนา
ได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุมากรูป จบ.
ธัมมัฏฐวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๑๙ จบ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 95
คาถาธรรมบท
 
มรรควรรคที่ ๒๐
 
ว่าด้วยมรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐ
 
[๓๐] ๑. บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐ
บรรดาสัจจะทั้งหลาย บท ๔ ประเสริฐ บรรดาธรรม
ทั้งหลาย วิราคะประเสริฐ บรรดาสัตว์ ๒ เท้า และ
อรูปธรรมทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐ
ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัสสนะ ทางอื่น
ไม่มี เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินตามทางนี้
เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง ด้วยว่า
ท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำที่สุดแห่ง
ทุกข์ได้ เราทราบทางเป็นที่สลัดลูกศรแล้ว จึงบอก
แก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงทำความเพียร
เครื่องเผากิเลส พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอก
ชนทั้งหลายผู้ดำเนินไปแล้ว มีปกติเพ่งพินิจ ย่อม
หลุดพ้นจากเครื่องผูกของมาร.
๒. เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร
ทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ ความ
หน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด.
เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร
ทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ ความ
 ๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๑๐ เรื่อง.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 96
หน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด.
เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรม
ทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ ความ
หน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด.
๓. ก็บุคคลยังหนุ่มแน่นมีกำลัง (แต่) ไม่ขยัน
ในกาลที่ควรขยัน เข้าถึงความเป็นผู้เกียจคร้าน มีใจ
ประกอบด้วยความดำริอันจมแล้ว ขี้เกียจ เกียจคร้าน
ย่อมไม่พบทางด้วยปัญญา.
๔. บุคคลผู้มีปกติรักษาวาจา สำรวมดีแล้วด้วย
ใจ และไม่ควรทำอกุศลด้วยกาย พึงยังกรรมบถ
ทั้งสามเหล่านี้ให้หมดจด ทั้งยินดีทางที่ท่านผู้แสวง
หาคุณประกาศแล้ว.
๕. ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบแล ความ
สิ้นไปแห่งปัญญา เพราะการไม่ประกอบ บัณฑิต
รู้ทาง ๒ แพร่งแห่งความเจริญ และความเสื่อมนั่น
แล้ว พึงตั้งตนไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้.
๖. ท่านทั้งหลายจงตัดกิเลสดุจป่า อย่าตัด
ต้นไม้ ภัยย่อมเกิดแต่กิเลสดุจป่า ภิกษุทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายจงตัดกิเลสดุจป่า และดุจหมู่ไม้ตั้งอยู่
ในป่าแล้ว เป็นผู้ไม่มีกิเลสดุจป่าเถิด เพราะกิเลสดุจ
หมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า ถึงมีประมาณนิดหน่อยของนรชน

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 97
ยังไม่ขาด ในนารีทั้งหลายเพียงใด เขาเป็นเหมือน
ลูกโคที่ยังดื่มน้ำนม มีใจปฏิพัทธ์ในมารดาเพียงนั้น.
๗. เธอจงตัดความเยื่อใยของตนเสีย เหมือน
บุคคลถอนดอกโกมุท ที่เกิดในสรทกาลด้วยมือ จง
เจริญทางแห่งสันติทีเดียว (เพราะ) พระนิพพานอัน
พระสุคตแสดงแล้ว.
๘. คนพาลย่อมคิดว่า เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดู
ฝน จักอยู่ในที่นี้ในฤดูหนาวและฤดูร้อน หารู้อันตราย
ไม่.
๙. มัจจุพานระนั้น ผู้มัวเมาในบุตรและปศุสัตว์
ผู้มีใจข้องรนอารมณ์ต่าง ๆ ไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่
พัดพาเอาชาวบ้านผู้หลับไปฉะนั้น.
๑๐. บัณฑิตทราบอำนาจเนื้อความว่า บุตรทั้ง-
หลาย ย่อมไม่มีเพื่อต้านทาน บิดาและพวกพ้องทั้ง-
หลายก็ไม่มีเพื่อต้านทาน เมื่อบุคคลถูกความตาย
ครอบงำแล้ว ความต้านทานในญาติทั้งหลายย่อมไม่มี
ดังนี้แล้ว เป็นผู้สำรวมในศีล พึงชำระทางเป็นที่ไป
พระนิพพานให้หมดจดพลันทีเดียว.
จบมรรควรรคที่ ๒๐

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 98
๒๐. มรรควรรควรรณนา
 
๑. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูป [๒๐๔]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา เมื่อประทับในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๕๐๐ รูป
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "มคฺคานฏฺงฺคิโก" เป็นต้น.
พวกภิกษุพูดถึงทางที่ตนเที่ยวไป
ดังได้สดับมา ภิกษุเหล่านั้น เมื่อพระศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปใน
ชนบทแล้วเสด็จมาสู่กรุงสาวัตถีอีก, นั่งในโรงเป็นที่บำรุง พูดมรรคกถา
ปรารภทางที่ตนเที่ยวไปแล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า " ทางแห่งบ้านโน้นจาก
บ้านโน้นสม่ำเสมอ, ทางแห่งบ้านโน้น (จากบ้านโน้น ) ไม่สม่ำเสมอ, มี
กรวด, ไม่มีกรวด."
อริยมรรคเป็นทางให้พ้นทุกข์
พระศาสดา ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของภิกษุเหล่านั้น เสด็จ
มายังที่นั้นแล้ว ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาปูไว้ ตรัสถามว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยกถาอะไรเล่า ?" เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วยกถาชื่อนี้," ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ทางที่
พวกเธอพูดถึงนี้ เป็นทางภายนอก ธรรมดาภิกษุทำกรรมในอริยมรรค
จึงควร, (ด้วยว่า) ภิกษุเมื่อทำอย่างนั้น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้" ดังนี้
แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า:-.
 

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 99
๑. มคฺคานฏฺงฺคิโก เสฏฺโ สจฺจาน จตุโร ปทา
วิราโค เสฏฺโ ธมฺมาน ทิปทานญฺจ จกฺขุมา
เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา.
เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปชฺชถ มารสฺเสต ปโมหน
เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปนฺนา ทุกฺขสฺสนฺต กริสฺสถ.
อกฺขาโต โว มยา มคฺโค อญฺาย สลฺลสตฺถน
ตุเมฺหหิ กิจฺจ อาตปฺป อกฺขาตาโร ตถาคตา
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา.
"บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐ,
บรรดาสัจจะทั้งหลาย บท ๔ ประเสริฐ, บรรดาธรรม
ทั้งหลาย วิราคะประเสริฐ, บรรดาสัตว์ ๒ เท้า และ
อรูปธรรมทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐ;
ทางนี้เท่านั้น เพื่อความหมดจดแห่งทัสสนะ ทาง
อื่นไม่มี, เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงดำเนินตาม
ทางนี้ เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้
หลง, ด้วยว่า ท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว
จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้; เราทราบทางเป็นที่สลัดลูกศร
แล้ว จึงบอกแก่ท่านทั้งหลาย, ท่านทั้งหลาย
พึงทำความเพียรเครื่องเผากิเลส, พระตถาคตทั้งหลาย
เป็นแต่ผู้บอก, ชนทั้งหลายผู้ดำเนินไปแล้ว มีปกติ
เพ่งพินิจ ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกของมาร."
 ๑. อรรถกถา มารเสนปฺปโมหน.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 100
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคฺคานฏฺงฺคิโก ความว่า ทางทั้งหลาย
จงเป็นทางไปด้วยแข้งเป็นต้นก็ตาม เป็นทางทิฏฐิ ๖๒ ก็ตาม บรรดา
ทางแม้ทั้งหมด ทางมีองค์ ๘ อันทำการละทาง ๘ มีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น
ด้วยองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ยังกิจมีอันกำหนด
รู้ทุกข์เป็นต้น ในสัจจะแม้ทั้งสี่ให้สำเร็จ ประเสริฐคือยอดเยี่ยม.
บาทพระคาถาว่า สจฺจาน จตุโร ปทา ความว่า บรรดาสัจจะ
เหล่านี้ แม้ทั้งหมด จงเป็นวจีสัจจะอันมาแล้ว (ในพระบาลี) ว่า " บุคคล
พึงกล่าวคำสัตย์, ไม่พึงโกรธ," เป็นต้นก็ตาม, เป็นสมมติสัจจะอันต่าง
โดยสัจจะเป็นต้นว่า " เป็นพราหมณ์จริง, เป็นกษัตริย์จริง" ก็ตาม,
เป็นทิฏฐิสัจจะ (โดยนัย) ว่า " สิ่งนี้เท่านั้นจริง, สิ่งอื่นเปล่า," เป็นต้น
ก็ตาม, เป็นปรมัตถสัจจะ อันต่างโดยสัจจะเป็นต้นว่า " ทุกข์เป็นความจริง
อันประเสริฐ" ก็ตาม, บท ๔ มีบทว่า " ทุกข์ เป็นความจริงอันประเสริฐ "
เป็นต้น ชื่อว่าประเสริฐ เพราะอรรถว่าทุกข์อันโยคาวจรควรกำหนดรู้
เพราะอรรถว่าสมุทัยอันโยคาวจรควรละ เพราะอรรถว่านิโรธอันโยคาวจร
ควรทำให้แจ้ง, เพราะอรรถว่ามรรคมีองค์ ๘ อันโยคาวจรควรเจริญ
เพราะอรรถว่าแทงตลอดได้ด้วยญาณอันเดียว และเพราะอรรถว่าแทง
ตลอดได้โดยแน่นอน.
บาทพระคาถาว่า วิราโค เสฏฺโ ธมฺมาน ความว่า บรรดาธรรม
ทั้งปวง วิราคะ กล่าวคือพระนิพพาน ชื่อว่าประเสริฐ เพราะพระพุทธ-
พจน์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่ปัจจัยปรุงแต่งก็ดี ที่ปัจจัยไม่
 ๑. อัง. ทสก. ๒๔/๒๑๐. ๒.แปลว่า:- เพราะอรรถว่า แทงตลอดได้ในขณะเดียวกันก็มี.
 ๓. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๙๘.