พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๕๕๑-๕๗๓

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 551

ไม่สามารถเพื่อจะถือเอาทรัพย์สมบัติอันเป็นของข้าพระองค์ด้วยอาการอย่างนั้นได้ เพราะช้าพระองค์ไม่ปรารถนา” ดังนี้แล้ว เกิดสลดใจเพราะพระกิริยาของพระราชา จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงทรงอนุญาตเพื่อการบวชแก่ข้าพระองค์.” ท้าวเธอทรงดำริว่า “เมื่อเศรษฐีนี้บวชแล้ว, เราจักยึดเอาปราสาทได้สะดวก” จึงตรัสว่า “จงบวชเถิด” ด้วยพระดำรัสคำเดียวเท่านั้น. เศรษฐีนั้นบวชในสำนักพระศาสดาแล้ว ต่อกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต มีชื่อว่า พระโชติกเถระ.

ในขณะที่ท่านบรรลุพระอรหัตแล้วนั่นแล สมบัตินั้นแม้ทั้งหมดก็อันตรธานไป. พวกเทพดาก็นำภรรยาของเศรษฐีนั้น ชื่อสตุลกายา แม้นั้นไปสู่อุตตรกุรุทวีปนั่นแล.

พวกภิกษุเข้าใจว่าพระเถระอวดอุตริมนุสธรรม

ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายเรียกพระโชติกเถระนั้นมาแล้ว ถามว่า “โชติกะผู้มีอายุ ก็ตัณหาในปราสาทหรือในหญิงนั้นของท่านยังมีอยู่หรือ ? เมื่อท่านบอกว่า “ไม่มี ผู้มีอายุทั้งหลาย” จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า “พระเจ้าข้า พระโชติกะนี้ กล่าวไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล.”

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราไม่มีตัณหาในปราสาทหรือในหญิงนั้นเลย” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

“ผู้ใด ละตัณหาได้แล้ว ในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีเรือน เว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีตัณหาและภพอันสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 552

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระโชติกเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 553

๓๔. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ [๒๙๗]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “หิตฺวา มานุสกํ” เป็นต้น. นักฟ้อนออกบวชได้บรรลุพระอรหัต

ได้ยินว่า นักฟ้อนนั้นเที่ยวเล่นกีฬาคือการฟ้อนชนิดหนึ่ง ฟังธรรมกถาของพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. เมื่อภิกษุนั้นกำลังเข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ภิกษุทั้งหลายเห็นบุตรของนักฟ้อนคนหนึ่งกำลังเล่นอยู่ จึงถามว่า “ผู้มีอายุ บุตรของนักฟ้อนนั่น เล่นกีฬาที่ท่านเล่นแล้ว ๆ, ท่านยังมีความเยื่อใยในกีฬาชนิดนี้อยู่หรือหนอแล ?” เมื่อภิกษุนั้นตอบว่า “ไม่มี” จึงพูดกันว่า “ท่านผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล.”

พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราก้าวล่วงกิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงได้แล้ว” ดังนี้ แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓๔. หิตฺวา มานุสกํ โยคํ ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา

สพฺพโยควิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใด ละกิเลสเครื่องประกอบ อันเป็นของมนุษย์ ล่วงกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของทิพย์ได้แล้ว, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งพรากกิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 554

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า มานุสกํ โยคํ ได้แก่ อายุและกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นของมนุษย์. แม้ในกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อุปจฺจคา เป็นต้น ความว่า ผู้ใดละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ ก้าวล่วงกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งพรากกิเลสเครื่องประกอบทั้งหมดแม้ ๔ อย่างใดแล้วว่าเป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 555

๓๕. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ [๒๙๘]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนเหมือนกันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “หิตฺวา รติญฺจ” เป็นต้น.

พราหมณ์ละความยินดีและไม่ยินดีได้

เรื่องเป็นเช่นเดียวกับเรื่องก่อนนั้นแล. แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราละความยินดีและความไม่ยินดีได้แล้ว ดำรงอยู่” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓๕. หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ สีติภูตํ นิรูปธึ

สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“เราเรียกบุคคลนั้น ซึ่งละความยินดีและความไม่ยินดีได้แล้ว ผู้เย็น ไม่มีอุปธิ ครอบงำโลกทั้งปวงผู้แกล้วกล้าว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตึ ได้แก่ ความยินดีในกามคุณ ๕.

บทว่า อรตึ ได้แก่ ผู้ระอาในการอยู่ป่า.

บทว่า สีติภูตํ ได้แก่ ผู้ดับแล้ว.

บทว่า นิรูปธึ ได้แก่ ผู้ไม่มีอุปกิเลส.

บทว่า วีรํ ความว่า เราเรียกบุคคลผู้ครอบงำขันธโลกทั้งหมดได้แล้ว ดำรงอยู่ ผู้มีความแกล้วกล้านั้น คือเห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 556

ในกาลจบเทศนา เป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ จบ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 557

๓๖. เรื่องพระวังคีสเถระ ๒๙๙

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระวังคีสะเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “จุตึ โย เวทิ” เป็นต้น. วังคีสพราหมณ์เป็นนักทำนาย

ได้ยินว่า พราหมณ์ในกรุงราชคฤห์คนหนึ่งชื่อวังคีสะ เคาะ (กะโหลก) ศีรษะของพวกมนุษย์ที่ตายแล้วกู้รู้ได้ว่า “นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในนรก, นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในเปรตวิสัย, นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในมนุษยโลก, นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในเทวโลก.”

พวกพราหมณ์คิดว่า “พวกเราอาศัยวังคีสพราหมณ์นี้ ก็สามารถหากินกะชาวโลกได้” จึงให้เขานุ่งผ้าแดง ๒ ผืนแล้วพาเที่ยวไปชนบทกล่าวกะพวกมนุษย์ว่า “พราหมณ์ชื่อวังคีสะนั่น เคาะ (กะโหลก) ศีรษะของพวกมนุษย์ที่ตายแล้ว ก็รู้จักที่เกิด, พวกท่านจงถามถึงที่พวกญาติของตน ๆ เกิดแล้วเถิด.”

พวกมนุษย์ให้กหาปณะ ๑๐ บ้าง ๒๐ บ้าง ๑๐๐ บ้าง ตามกำลังแล้ว จึงถามถึงทีพวกญาติเกิดแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้นถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว ยึดอาที่พักในที่ไม่ไกลแห่งพระเชตวัน, พวกเขาเห็นมหาชนผู้บริโภคอาหารเช้าแล้ว มีมือถือของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น กำลังเดินไปเพื่อฟังธรรม จึงถามว่า “พวกท่านไปไหนกัน ?” เมื่อมหาชนนั้นบอกว่า “ไปสู่วิหาร เพื่อฟังธรรม.” จึงกล่าวว่า “พวกท่านจักไป


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 558

ในที่นั้นทำอะไร ? บุคคลผู้ทัดเทียมกับวังดีสพราหมณ์ของพวกเรา ย่อมไม่มี, เขาเคาะ (กะโหลก) ศีรษะของพวกมนุษย์ที่ตายแล้ว ก็รู้ที่เกิดได้, พวกท่านจงถามถึงที่พวกญาติเกิดเถิด.”

มนุษย์เหล่านั้นกล่าวว่า “วังคีสะจะรู้อะไร ? บุคคลผู้ทัดเทียมกับพระศาสดาของพวกเรา ไม่มี.” เมื่อพวกพราหมณ์แม้นอกนี้ กล่าวว่า “บุคคลผู้ทัดเทียมกับวังคีสะ ไม่มี, เถียงกันแล้ว* กล่าวว่า “มาเถิด บัดนี้ พวกเราจักรู้ว่าวังคีสะของพวกท่าน หรือพระศาสดาของพวกเรามีความรู้” แล้วได้พาพราหมณ์เหล่านั้นไปสู่วิหาร.

เขายอมจำนนพระศาสดา

พระศาสดาทรงทราบว่าชนเหล่านั้นมา จึงรับสั่งให้นำ (กะโหลก) ศีรษะมา ๕ ศีรษะ คือ “ศีรษะของสัตว์ผู้เกิดในฐานะทั้ง ๔ คือ ‘ในนรก ในกำเนิดดิรัจฉาน ในมนุษยโลก ในเทวโลก’ ๔ ศีรษะ และ (กะโหลก) ศีรษะของพระขีณาสพ” รับสั่งให้วางไว้ตามลำดับ ในเวลาที่วังคีสะมาแล้ว จึงตรัสถามวังคีสะว่า “ทราบว่า ท่านเคาะ (กะโหลก) ศีรษะแล้ว รู้ที่เกิดของสัตว์ทั้งหลายผู้ตายแล้วหรือ ?”

วังคีสะ. พระเจ้าข้า ข้าพระองค์รู้ได้.

พระศาสดา. นี้ (กะโหลก) ศีรษะของใคร ?

เขาเคาะ (กะโหลก) ศีรษะนั้นแล้ว กราบทูลว่า “ของสัตว์ผู้เกิดในนรก.” ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่เขาว่า “ดีละ” จึงตรัสถามถึงศีรษะทั้ง ๓ นอกนี้ ในขณะที่เขากราบทูลแล้ว ๆ ไม่ผิด ก็ประทานสาธุการเหมือนอย่างนั้น จึงทรงแสดง (กะโหลก) ศีรษะที่ ๕

  • กถํ วฑฺเฒตฺวา ยังถ้อยคำให้เจริญ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 559

ตรัสถามว่า “นี้ (กะโหลก) ศีรษะของใคร ?” เขาเคาะ (กะโหลก) นั้นแล้ว ไม่รู้ที่เกิด. ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า “วังคีสะ ท่านไม่รู้หรือ ?” เมื่อเขากราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่รู้” จึงตรัสว่า “ฉันรู้.”

วังดีสะ. พระองค์ทรงทราบด้วยอะไร ?

พระศาสดา. ทราบด้วยกำลังมนต์.

ลำดับนั้น วังคีสะทูลวิงวอนพระองค์ว่า “ขอพระองค์จงประทานมนต์นี้แก่ข้าพระองค์ พระศาสดาตรัสว่า “เราไม่สามารถจะให้มนต์แก่บุคคลผู้ไม่บวชได้.”


วังคีสะบวชเพื่อเรียนพุทธมนต์เขาคิดว่า “เมื่อเราเรียนมนต์นี้แล้ว เราก็จักเป็นผู้ประเสริฐในชมพูทวีปทั้งสิ้น” จึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นไป ด้วยคำว่า “พวกท่านจงอยู่ในที่นั้นนั่นแหละสิ้น ๒-๓วัน ฉันจักบวช” แล้วได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักพระศาสดา ได้เป็นผู้มีนามว่า วังคีสเถระ.

ลำดับนั้น พระศาสดาประทานกัมมัฏฐานมีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์แก่เธอแล้ว ตรัสว่า “เธอจงสาธยายบริกรรมมนต์.”

พระเถระบรรลุพระอรหัต

พระวังคีสเถระนั้นสาธยายมนต์อยู่ ถูกพวกพราหมณ์ถามในระหว่าง ๆ ว่า “ท่านเรียนมนต์ได้แล้วหรือยัง ?” จึงบอกว่า “พวกท่านจงรอก่อน ฉันกำลังเรียน” ต่อกาล ๒-๓ วันเท่านั้นก็ได้บรรลุพระอรหัต ถูกพราหมณ์ทั้งหลายถามอีก จึงกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ บัดนี้ ฉันไม่ควรเพื่อจะไป.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 560

พวกภิกษุได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า “พระเจ้าข้า พระวังคีสเถระนี้ พยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยคำไม่จริง.”

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ากล่าวอย่างนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้บุตรของเราฉลาดในการจุติและปฏิสนธิแล้ว” ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

๓๖. จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส

อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา

ขีณาสวํ อรหนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ผู้ใด รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่ข้อง ไปดี รู้แล้ว; ว่าเป็นพราหมณ์. เทพยดา คนธรรพ์และหมู่มนุษย์ ย่อมไม่รู้คติของผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้ไกลกิเลสว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย เวทิ เป็นต้น ความว่า ผู้ใดรู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวงอย่างแจ้งชัด,* เราเรียกบุคคลผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า ไม่ข้อง เพราะความเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ชื่อว่าไปดีแล้ว เพราะความเป็นผู้ไปดีแล้วด้วยการปฏิบัติ ชื่อว่าผู้รู้แล้ว เพราะความเป็นผู้รู้สัจจะทั้ง ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.

  • ปากฏํ กตฺวา ทำให้ปรากฏ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 561

บทว่า ยสฺส เป็นต้น ความว่า เทพดาเป็นต้นเหล่านั้น ไม่รู้คติของผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า มีอาสวะสิ้นแล้ว เพราะความที่อาสวะทั้งหลายสิ้นแล้ว ชื่อว่า ผู้ไกลกิเลส เพราะความเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลสทั้งหลายว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระวังคีสเถระ จบ.

____________________



พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 562

๓๗. เรื่องพระธรรมทินนาเถรี [๓๐๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุณีชื่อธรรมทินนา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยสฺส ปุเร จ” เป็นต้น.

วิสาขอุบาสกบรรลุอนาคามิผล

ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง ในเวลานางเป็นคฤหัสถ์ วิสาขอุบาสกผู้เป็นสามี ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา บรรลุอนาคามิผลแล้วคิดว่า “การที่เราให้นางธรรมทินนารับทรัพย์สมบัติทั้งปวง ควร;” ในกาลก่อน แต่นั้นอุบาสกนั้นเมื่อมา เห็นนางธรรมทินนาผู้แลดูอยู่ทางหน้าต่างย่อมทำความยิ้มแย้ม. แต่ในวันนั้น ไม่แลดูนางผู้ยืนอยู่ที่หน้าต่างเลยได้ไปแล้ว.

นางคิดว่า “นี้เรื่องอะไรกันหนอ ? คิดว่า ‘ข้อนั้นจงยกไว้, เราจักรู้ในเวลาบริโภค” แล้วนำภัตเข้าไปในเวลาบริโภค.

ในวันอื่น ๆ อุบาสกนั้นพูดว่า “มาเถิด, เราบริโภคด้วยกัน. แต่ในวันนั้น เป็นผู้นิ่งเฉย บริโภคแล้ว. นางคิดว่า “สามีคงจักโกรธด้วยเหตุอะไร ๆ แน่นอน.”

ครั้งนั้น. วิสาขอุบาสกเรียกนางในเวลานั่งตามสบายมาแล้ว กล่าวกะนางว่า “ธรรมทินนา หล่อนจงรับทรัพย์สมบัติทั้งปวงในเรือนนี้เถิด.”

นางคิดว่า “ธรรมดาว่า คนทั้งหลายโกรธแล้วย่อมไม่ให้ใครรับทรัพย์สมบัติ, นี่เรื่องอะไรกันหนอ ?” จึงกล่าวว่า “นาย ก็ท่านเล่า ?”

อุบาสก. จำเดิมแต่นี้ ฉันจักไม่จัดแจงอะไร ๆ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 563

ธรรมทินนา. ใครจักรับน้ำลายที่ท่านบ้วนทิ้ง, เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็จงอนุญาตการบวชแก่ดิฉันเถิด.

อุบาสกนั้น รับว่า “ดีละ นางผู้เจริญ” แล้วนำนางไปสู่สำนักภิกษุณีด้วยสักการะเป็นอันมาก ให้บวชแล้วนางได้อุปสมบทแล้วได้มีชื่อว่า ธรรมทินนาเถรี.

วิสาขอุบาสกถามปัญหาในมรรคกะพระเถรี

นางไปสู่ชนบทกับภิกษุณีทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ประสงค์วิเวก เมื่ออยู่ในชนบทนั้นไม่นานเท่าไร ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย กลับมาสู่กรุงราชคฤห์อย่างเดิมอีก ด้วยคิดว่า “บัดนี้ พวกชนผู้เป็นญาติอาศัยเราแล้ว จักทำบุญทั้งหลาย.”

อุบาสก ได้ทราบความที่พระเถรีมาแล้ว คิดว่า “พระเถรีมาเพราะเหตุไรหนอ ?” จึงไปสู่สำนักภิกษุณี ไหว้พระเถรีแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง คิดว่า “การที่เราจะพูดว่า ‘แม่เจ้า ท่านกระสันหรือหนอ’

ดังนี้ ก็เป็นการไม่สมควร, เราจักถามปัญหาสักข้อหนึ่งกะพระเถรีนั้น”

แล้วถามปัญหาในโสดาปัตติมรรค. พระเถรี เฉลยปัญหาข้อนั้นได้. อุบาสกจึงถามปัญหาแม้ในมรรคที่เหลือ โดยอุบายนั้นนั่นแล เมื่อพระเถรีนั้นกล่าวในเวลาปัญหาอันอุบาสกนั้นถามก้าวล่วง (วิสัย) ว่า “วิสาขะผู้มีอายุ ท่านแล่นเลย (วิสัย) ไปแล” แล้วกล่าวว่า “เมื่อท่านจำนง ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามปัญหานี้” ไหว้พระเถรีแล้ว ลุกจากอาสนะไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูลการสนทนาปราศรัยนั้นทั้งหมด แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 564

พระศาสดาทรงยกย่องพระธรรมทินนาเถรี

พระศาสดาตรัสว่า “ธรรมทินนาธิดาของเรากล่าวดีแล้ว, ด้วยเราเมื่อจะแก้ปัญหานั่น ก็จะพึงแก้อย่างนั้นเหมือนกัน” ดังนี้แล้วเมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓๗. ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ

อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“ความกังวลในก่อน ในภายหลัง และในท่ามกลาง ของผู้ใดไม่มี. เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความกังวล ไม่มีความยึดมั่นว่า เป็นพราหมณ์”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุเร ความว่า ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอดีต.

บทว่า ปจฺฉา คือ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอนาคต.

บทว่า มชฺเฌ ได้แก่ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน.

สองบทว่า นตฺถิ กิญฺจนํ เป็นต้น ความว่า ความกังวลกล่าวคือความยึดถือด้วยตัณหาในฐานะ ๓ เหล่านั้น ของผู้ใดไม่มี, เราเรียกผู้นั้นซึ่งไม่มีความกังวลด้วยกิเลสเครื่องกังวลคือราคะเป็นต้น ผู้ชื่อว่าไม่มีความยึดมั่น เพราะไม่มีความยึดถืออะไร ๆ ว่า เป็นพราหมณ์.

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระธรรมทินนาเถรี จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 565

๓๘. เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ [๓๐๑]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระอังคุลิมาลเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อุสภํ” เป็นต้น.

พระอังคุลิมาลไม่กลัวช้าง

เรื่องข้าพเจ้ากล่าว ไว้ในคาถาวรรณนาว่า “น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ” เป็นต้นนั่นแล.

จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลายถามพระอังคุลิมาลว่า “ผู้มีอายุ ท่านเห็นช้างตัวดุร้าย ยืนกั้นฉัตรอยู่แล้ว ไม่กลัวหรือหนอ ?”

พระอังคุลิมาลตอบว่า “ไม่กลัว ผู้มีอายุ.”

ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลพระศาสดา “พระเจ้าข้า พระอังคุลิมาลพยากรณ์พระอรหัตด้วยคำไม่จริง.”

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อังคุลิมาลบุตรของเราย่อมไม่กลัว, เพราะว่า ภิกษุทั้งหลายเช่นกับบุตรของเรา ผู้องอาจที่สุดในระหว่างพระขีณาสพผู้องอาจทั้งหลาย ย่อมไม่กลัว” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ในพราหมณวรรคว่า :-

๓๘. อุสภํ ปวรํ วีรํ มเหสึ วิชิตาวินํ

อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหมณํ.

“เราเรียกบุคคลผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้าแสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้ชนะโดยวิเศษ ไม่หวั่นไหวผู้ล้างแล้ว ผู้รู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.”


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 566

แก้อรรถ

พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-

เราเรียกบุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น ผู้ชื่อว่า องอาจ เพราะความเป็นผู้เช่นกับโคอุสภะ ด้วยอรรถว่าเป็นผู้ไม่หวาดเสียว ชื่อว่า ประเสริฐเพราะอรรถว่าสูงสุด ชื่อว่า ผู้แกล้วกล้า เพราะถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้กล้าหาญ ชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เพราะความเป็นผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ มีศีลขันธ์เป็นต้น ชื่อว่า ผู้ชนะโดยวิเศษ เพราะความที่มารทั้ง ๓ อันตนชนะแล้ว ชื่อว่า ผู้ล้างแล้ว เพราะความเป็นผู้มีกิเลสอันล้างแล้วชื่อว่า ผู้รู้ เพราะความเป็นผู้รู้สัจจะทั้ง ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 567

๓๙. เรื่องเทวหิตพราหมณ์ ๓๐๒

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภปัญหาของเทวหิตพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ปุพฺเพนิวาสํ” เป็นต้น.

พราหมณ์ทูลถามทักษิณาที่มีผลมาก

ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาพาธด้วยพระวาโย (กำเริบ) ทรงส่งพระอุปวานเถระไปสู่สำนักของเทวหิตพราหมณ์เพื่อต้องการน้ำร้อน. ท่านไปบอกความที่พระศาสดาทรงอาพาธแล้วขอน้ำร้อน.

พราหมณ์ฟังคำนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจยินดี คิดว่า “การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงส่ง (พระอุปวานเถระ) มาสู่สำนักของเรา เพื่อต้องการน้ำร้อน เป็นลาภของเราหนอ” จึงใช้บุรุษให้ถือเอาหาบน้ำร้อนและห่อน้ำอ้อย มอบถวายแก่พระอุปวานเถระ.

พระเถระ ให้ชนถือเอาน้ำร้อนเป็นต้นนั้นไปสู่วิหาร กราบทูลพระศาสดาให้ทรงสรงด้วยน้ำร้อนแล้ว ละลายน้ำอ้อยด้วยน้ำร้อนถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ในขณะนั้นนั่นเอง อาพาธนั้นของพระองค์ก็สงบระงับ. พราหมณ์คิดว่า “ไทยธรรมเราให้แก่ใครหนอแล ? จึงมีผลมาก, เราจักทูลถามพระศาสดา.” พราหมณ์นั้นไปสู่สำนักพระศาสดาแล้ว เมื่อจะทูลถามเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 568

“บุคคลควรให้ไทยธรรมในบุคคลไหน ? ไทยธรรมวัตถุอันบุคคลให้ในบุคคลไหน จึงมีผลมาก ? ทักษิณาของบุคคลผู้บูชาอยู่อย่างไรเล่า ? จะสำเร็จได้อย่างไร ?”

พระศาสดาทรงแก้ปัญหาของพราหมณ์

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า “ไทยธรรมวัตถุ ที่บุคคลให้แล้วแก่พราหมณ์ผู้เช่นนี้ ย่อมมีผลมาก” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศบุคคลผู้เป็นพราหมณ์แก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓. ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ

อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญา โวสิโต มุนิ

สพฺพโวสิตโวสานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

“บุคคลใด รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน, ทั้งเห็นสวรรค์และอบาย, อนึ่ง บรรลุความสิ้นไปแห่งชาติเสร็จกิจแล้ว เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี, เราเรียกบุคคลนั้น ซึ่งมีพรหมจรรย์อันอยู่เสร็จสรรพแล้วว่า เป็นพราหมณ์.”

แก้อรรถ

พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-


บุคคลใด รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนอย่างแจ้งชัด เห็นสวรรค์ต่างด้วยเทวโลก ๒๖ ชั้น* และอบาย ๔ ด้วยทิพยจักษุ อนึ่ง บรรลุพระอรหัต

  • กามาพจร ๖ รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔ รวมเป็น ๒๖.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 569

กล่าวคือความสิ้นไปแห่งชาติ เสร็จกิจแล้ว เพราะรู้ยิ่งซึ่งธรรมควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือบรรลุพระนิพพานหรือบรรลุพรหมจรรย์อันคนอยู่จบแล้ว ชื่อว่า เป็นมุนี เพราะเป็นผู้บรรลุภาวะแห่งผู้รู้ ด้วยปัญญาอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งอาสวะ, เราเรียกบุคคลนั้นซึ่งชื่อว่ามีพรหมจรรย์อยู่เสร็จสรรพแล้ว เพราะความเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ อันเป็นที่สุดแห่งกิเลสทั้งสิ้น คือพระอรหัตมรรคญาณว่า เป็นพราหมณ์.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

ฝ่ายพราหมณ์ มีใจเลื่อมใสแล้ว ตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลาย ประกาศความเป็นอุบาสกแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องเทวหิตพราหมณ์ จบ.

พราหมณวรรควรรณนา จบ.

วรรคที่ ๒๖ จบ.

____________________


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 570

รวมวรรคที่มีในคาถาธรรมบท คือ

[๓๗] ยมกวรรค อัปปมาทวรรค จิตตวรรค ปุปผวรรค พาลวรรค บัณฑิตวรรค อรหันตวรรค สหัสสวรรค ปาปวรรค ทัณฑวรรค ชราวรรค อัตตวรรค โลกวรรค พุทธวรรค สุขวรรค ปิยวรรค โกธวรรค มลวรรค ธัมมัฏฐวรรค มรรควรรค รวมเป็น ๒๐ วรรค ปกิณณกวรรค นิรยวรรค นาควรรค ตัณหาวรรค ภิกขุวรรค พราหมณวรรค รวมทั้งหมดนี้เป็น ๒๖ วรรค อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ทรงแสดงแล้วในยมกวรรค มี ๒๐ คาถา ในอัปปมาทวรรคมี ๑ คาถา ในจิตตวรรคมี ๑๑ คาถา ในปุปผวรรคมี ๑๖ คาถา ในพาลวรรคมี ๑๗ คาถา ในบัณฑิตวรรคมี ๑๔ คาถา ในอรหันตวรรคมี ๑๐ คาถา ในสหัสสวรรคมี ๑๖ คาถา ในปาปวรรคมี ๑๓ คาถา ในทัณฑวรรคมี ๑๗ คาถา ในชราวรรคมี ๑๑ คาถา ในอัตตวรรคมี ๑๒ คาถา ในโลกวรรคมี ๑๒ คาถา ในพุทธวรรคมี ๑๖ คาถา ในสุขวรรคและปิยวรรคมีวรรคละ ๑๒ คาถา ในโกธวรรคมี ๑๔ คาถา ในมลวรรคมี ๒๑ คาถา ในธัมมัฏฐวรรคมี ๑๗ คาถา ในมรรควรรคมี ๑๖ คาถา ในปกิณณกวรรคมี ๑๖ คาถา ในนิรยวรรคและนาควรรคมีวรรคละ ๑๔ คาถา ในตัณหาวรรคมี ๒๒ คาถา ในภิกขุวรรคมี ๒๓ คาถา ในพราหมณวรรคอันเป็นวรรคที่สุดมี ๔๐ คาถา คาถา ๔๒๓ คาถา อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้ในนิบาตในธรรมบท.

จบคาถาธรรมบท


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 571

อรรถกถา

รวมเรื่องทั้งหมด

อรรถกถาแห่งพระธรรมบท มีประมาณ ๗๒ ภาณวาร อันข้าพเจ้าประกาศเรื่อง ๒๙๙ เรื่องโดยพยัญชนะแปลว่า เป็นไปแล้วกับด้วยตัณหาดุจยางเหนียว.* คือ “ในยมกวรรค อันเป็นวรรคแรกของวรรคทั้งปวง ๑๔ เรื่อง, ในอัปปมาทวรรค ๙ เรื่อง ในจิตตวรรค ๙ เรื่อง, ในปุปผวรรค ๑๒ เรื่อง ในพาลวรรค ๑๕ เรื่อง, ในบัณฑิตวรรค ๑๑ เรื่อง, ในอรหันตวรรค ๑๐ เรื่อง, ในสหัสสวรรค ๑๔ เรื่อง, ในปาปวรรค ๑๒ เรื่อง, ในทัณฑวรรค ๑๑ เรื่อง, ในชราวรรค ๙ เรื่อง, ในอัตตวรรค ๑๐ เรื่อง, ในโลกวรรค ๑๑ เรื่อง, ในพุทธวรรค ๙ เรื่อง, ในสุขวรรค ๘ เรื่อง, ในปิยวรรค ๙ เรื่อง, ในโกธวรรค ๘ เรื่อง, ในมลวรรค ๑๒ เรื่อง ในธัมมัฏฐวรรค ๑๐ เรื่อง, ในมรรควรรค ๑๐ เรื่อง, ในปกิณณกวรรค ๙ เรื่อง, ในนิรยวรรค ๙ เรื่อง; ในนาควรรค ๘ เรื่อง, ในตัณหาวรรค ๑๒ เรื่อง, ในภิกขุวรรค ๑๒ เรื่อง, ในพราหมณวรรค ๓๙ เรื่อง” รจนาไว้พอเหมาะ ด้วยสามารถไม่ย่อนักไม่พิสดารนัก จบแล้ว ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.

จบธัมมปทัฏฐกถา

  • ในเรื่องเหล่านี้นับรวมทั้งหมดมี ๓๐๒ เรื่อง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 572

คำอุทิศของผู้เรียบเรียง

ธรรมบทอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดผู้พระธรรมราชา ทรงบรรลุแล้ว, พระคาถาเหล่าใดในพระธรรมบท มีประมาณ ๔๒๓ พระคาถา ตั้งขึ้นแล้ว ในเพราะเรื่อง ๒๙๙ เรื่อง อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่ทรงยังสัจจะทั้ง ๔ ให้แจ่มแจ้ง ทรงภาษิตไว้แล้ว, ข้าพเจ้าผู้อยู่ในปราสาทของพระเจ้าสิริกูฏ ในวิหารอันพระอธิราชเจ้าผู้มีพระกตัญญูตรัสให้สร้างไว้แล้วเรียบเรียงอรรถกถานี้ แห่งพระคาถาเหล่านั้น ให้ถึงพร้อมด้วยอรรถและพยัญชนะ ให้หมดมลทินด้วยดีตามพระบาลีมีประมาณ ๗๒ ภาณวาร เพื่อประโยชน์และเพื่อเกื้อกูลแก่โลก เพราะความที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ใคร่เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมของพระโลกนาถเจ้า ได้บรรลุกุศลใดแล้ว, ด้วยอำนาจกุศลนั้น ขอความดำริอันเป็นกุศลทั้งปวง จงเผล็ดผลที่น่าจับใจ สำเร็จแก่สัตว์ทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 573

พรรณนาคุณสมบัติของผู้เรียบเรียงคัมภีร์นี้

พระเถระผู้ทรงนามอันครูทั้งหลายขนานแล้วว่า “พุทธโฆสะ” ผู้ประดับด้วยศรัทธา ความรู้ และความเพียร อันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง มีคุณสมุทัย มีศีล อาจาระ ความเป็นผู้ซื่อตรง และความเป็นผู้อ่อนโยนเป็นต้น พรั่งพร้อมแล้ว สามารถหยั่งลงในการถือเอาลัทธิของตนและลัทธิอื่น ประกอบด้วยความเฉลียวฉลาดด้วยปัญญา ประกาศญาณอันไม่ขัดข้องในสัตถุศาสน์ อันต่างด้วยปริยัติธรรม คือพระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถา ผู้ชำนาญในไวยากรณ์มาก ผู้ประกอบด้วยความกลมเกลี้ยงแห่งถ้อยคำที่ไพเราะยิ่ง อันเปล่งออกได้สะดวก ที่ยังกรณสมบัติให้เกิดผู้มีปกติพูดถูกต้องคล่องแคล่วประเสริฐในทางพูด เป็นมหากวี เป็นผู้ประดับวงศ์ของพระเถระทั้งหลาย ผู้อยู่ในมหาวิหารโดยปกติ ผู้เพียงดังประทีปในวงศ์ของพระเถระ ผู้มีความรู้อันไม่ขัดข้องในอุตริมนุสธรรมอันประดับด้วยคุณต่างด้วยอภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทา ๔ เป็นต้น มีความรู้ไพบูลย์ทั้งหมดจด ได้เรียบเรียงอรรถวรรณนาแห่งพระธรรมนี้ไว้แล้ว.