พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๕๒ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 1
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย เถรคาถา
เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๓
ตอนที่ ๓
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 
เถรคาถา จตุกกนิบาต
๑. นาคสมาลเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระนาคสมาลเถระ
[๓๒๓] เราเดินเข้าไปในบิณฑบาตในพระนคร ได้เห็นหญิง
ฟ้อนรำคนหนึ่ง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์ นุ่งห่ม
ผ้าสวยงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์
ฟ้อนรำอยู่ในวงดนตรีที่ถนนหลวง ท่ามกลางพระนคร
เป็นดุจบ่วงแห่งมัจจุราชอันธรรมชาติมาดักไว้ เพราะ-
ฉะนั้น การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย จึง
บังเกิดขึ้นแก่เรา อาทีนวโทษปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่าย
ก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้นจิตของเราก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส
ขอท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ เราได้
บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
จบนาคสมาลเถรคาถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 2
อรรถกถา จตุกกนิบาต
 
อรรถกถานาคสมาลเถรคาถาที่ ๑
 
บทว่า อลงฺกตา ได้แก่ คาถาของ ท่านพระนาคสมาลเถระ เรื่อง
นั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ ท่านพระ-
นาคสมาลเถระนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ใน
คิมหสมัย ได้เห็นพระศาสดาเสด็จดำเนินบนภาคพื้นอันร้อนระอุไปด้วย
แสงพระอาทิตย์ จึงได้ถวายร่ม.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสักยราชตระกูล ได้นามว่า นาคสมาละ
เจริญวัยแล้วได้ศรัทธาบวชในสมาคมแห่งพระญาติ ได้เป็นผู้อุปัฏฐากพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตลอดกาลเล็กน้อย. วันหนึ่งท่านเข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร
เห็นหญิงนักฟ้อนคนหนึ่ง ประดับตกแต่งแล้วฟ้อนอยู่ ในเมื่อดนตรีกำลัง
ประโคมอยู่ในหนทางใหญ่ เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปว่า วาโย-
ธาตุอันกระทำให้วิจิตรนี้ ย่อมเปลี่ยนแปรกรัชกายไปโดยประการนั้น ๆ
ด้วยอำนาจความแผ่ไป น่าอัศจรรย์สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้แล้ว ได้
บำเพ็ญขวนขวายวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้
ในอปทานว่า
แผ่นดินร้อนดังเพลิง แผ่นดินดุจมีเถ้ารึงไหล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตระ เสด็จจงกรมอยู่
 
 ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๗.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 3
ที่กลางแจ้ง เรากั้นร่มขาวเดินทางไป ได้เห็นพระสัม-
พุทธเจ้าเข้าไปกลางแจ้งนั้น แล้วเกิดความคิดขึ้นว่า ภูมิ-
ภาคถูกพยับแดดแผ่คลุม แผ่นดินนี้จึงเป็นเหมือนถ่าน
เพลิง พายุใหญ่ทำสรีรกายให้ลอยขึ้นได้ตั้งขึ้นอยู่ หนาว
ร้อน ย่อมทำให้ลำบาก ขอได้โปรดรับร่มนี้อันเป็นเครื่อง
ป้องกันลมและแดดเถิด ข้าพระองค์จักสัมผัสพระนิพพาน
พระชินเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงอนุเคราะห์
ประกอบด้วยพระกรุณา มีพระยศใหญ่ ทรงทราบความ
ดำริของเราแล้ว ทรงรับไว้ในกาลนั้น เราจักเป็นจอม
เทวดา เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ กัป ได้เป็นพระ-
เจ้าจักรพรรดิราช ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นเจ้าประเทศราช
อันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เราได้เสวยกรรมของตนซึ่ง
ก่อสร้างไว้ดีแล้วในปางก่อน นี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา
ภพที่สุดกำลังเป็นไปอยู่ ถึงทุกวันที่ชนทั้งหลายก็พากัน
กั้นเศวตฉัตรให้เราตลอดกาลทุกเมื่อ ในแสนกัปแต่ภัทร-
กัปนี้ เราได้ถวายร่มนั้นไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายร่ม เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... ฯลฯ ... พระ-
พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ก็แลครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้พยากรณ์พระอรหัตผล โดย
ระบุข้อปฏิบัติของตนขึ้นเป็นประธานด้วย ๔ คาถาว่า
เราเดินทางเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร ได้เห็นหญิง
ฟ้อนรำคนหนึ่ง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์นุ่งห่ม

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 4
สวยงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทร์ ฟ้อน
รำอยู่ในวงดนตรีที่ถนนหลวง ท่านกลางพระนคร เป็น
ดุจบ่วงแห่งมัจจุราชอันธรรมชาติมาดักไว้ เพราะฉะนั้น
การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย จึงบังเกิดขึ้น
แก่เรา อาทีนวโทษปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลง
มั่น ลำดับนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอ
ท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ เราได้บรรลุ
วิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกตา ความว่า มีตัวประดับด้วย
อาภรณ์มีกำไรมือเป็นต้น. บทว่า สุวสนา ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มผ้าดี คือ
นุ่งผ้างาม. บทว่า มาลินี ได้แก่ทัดทรงดอกไม้ คือมีพวงดอกไม้ประดับ
แล้ว. บทว่า จนฺทนุสฺสทา ได้แก่มีร่างกายลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์.
บทว่า มชฺเฌ มหาปเถ นารี ตูริเย นจฺจติ นฏฺฏกี ความว่า หญิงนักฟ้อน
คือหญิงฟ้อนรำคนหนึ่ง ในสถานที่ตามที่กล่าวแล้ว ฟ้อนรำอยู่ในวงดนตรี
มีองค์ ๕ ในท่ามกลางถนนพระนคร คือกระทำการฟ้อนรำอยู่ตาม
ปรารถนา. บทว่า ปิณฺฑิกาย ได้แก่ เพื่อภิกษา. บทว่า ปวิฏฺโมฺหิ
ได้แก่ เราเข้าไปยังพระนคร. บทว่า คจฺฉนฺโต น อุทิกฺขิส ความว่า เมื่อ
เดินไปบนถนนในพระนคร ตรวจดูถนนเพื่อกำจัดอันตราย ได้แลดูหญิง
นักฟ้อนนั้น. ถามว่าเหมือนอะไร ? แก้ว่า เหมือนบ่วงแห่งมัจจุราช อัน
ธรรมชาติมาดักไว้, อธิบายว่า อารมณ์มีรูปเป็นต้น อันเป็นบ่วงแห่ง
มัจจุ คือแห่งมัจจุราช อันธรรมชาติดักไว้ คือเที่ยวสัญจรอยู่ในโลก ย่อม
นำมาซึ่งความพินาศโดยส่วนเดียวฉันใด หญิงนักฟ้อนแม้นั้นก็ฉันนั้น

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 5
ย่อมนำมาซึ่งความพินาศโดยส่วนเดียวแก่ปุถุชนคนบอด เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่าเสมือนกับบ่วงแห่งมัจจุราช.
บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ข้องอยู่
เสมือนบ่วงแห่งมัจจุราช. บทว่า เม ได้แก่ เรา. บทว่า มนสีกาโร
โยนิโส อุทปชฺชถ ความว่า การกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเกิดขึ้นแล้ว
อย่างนี้ว่า ร่างกระดูกนี้ อันเอ็นเกี่ยวพันไว้ อันเนื้อฉาบทาไว้ อันผิวหนัง
ปิดบังไว้ ไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็นน่าเกลียดและปฏิกูล มีอันปิดบัง ย่ำยี
ทำลาย กำจัดความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา จึงแสดงอาการอันแปลกเช่นนี้.
บทว่า อาทีนโว ปาตุรหุ ความว่า เมื่อว่าโดยหัวข้อคือการเข้าไป
ทรงไว้ตามสภาวะของกายอย่างนี้ เมื่อเรามนสิการ ถือความเกิดขึ้นและ
ความเสื่อมไป และความผุพังไปพร้อมด้วยกิจ (ตามความเป็นจริง) แห่ง
กายนั้น และแห่งจิตและเจตสิกอันอาศัยกายนั้น และเมื่อจิตและเจตสิก
ปรากฏโดยความเป็นภัย เหมือนเมื่อยักษ์และรากษสเป็นต้นปรากฏ
อาทีนวโทษมีอาการเป็นอันมากปรากฏแก่เราในเพราะเหตุนั้น และย่อม
ได้รับอานิสงส์ในพระนิพพานโดยเป็นปฏิปักษ์ต่ออาทีนวโทษนั้น.
บทว่า นิพฺพิทา สมติฏฺถ ความว่า ความเบื่อหน่าย ย่อมสำเร็จ
ด้วยอานุภาพแห่งอาทีนวานุปัสสนา การตามพิจารณาเห็นโทษ คือ
นิพพิทาญาณย่อมสำเร็จแล้วในหทัยของเรา, จิตในการจับรูปธรรม และ
นามธรรมเหล่านั้น แม้เพียงครู่เดียวก็ไม่ปรากฏ, โดยที่แท้เกิด แต่เพียง
วางเฉยในรูปธรรมนามธรรมนั้นเท่านั้น ด้วยอำนาจความเป็นผู้ใคร่จะพ้น
เป็นต้น.
บทว่า ตโต ความว่า เบื้องหน้าแต่วิปัสสนาญาณ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 6
บทว่า จิตฺต วิมุจฺจิ เม ความว่า จิตของเราได้หลุดพ้นแล้วจาก
สรรพกิเลสโดยลำดับแห่งมรรค ในเมื่อโลกุตรภาวนาเป็นไปอยู่. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงแสดงเหตุเกิดขึ้นแห่งผล. จริงอยู่ในขณะแห่งมรรคจิต
กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า ย่อมหลุดพ้น. ในขณะแห่งผลจิต กิเลสชื่อว่าหลุดพ้น
แล้ว ฉะนี้แล. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถานาคสมาลเถรคาถาที่ ๑

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 7
๒. ภคุเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระภคุเถระ
[๓๒๔] ข้าพระองค์ถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำ ได้ออก
ไปจากวิหาร ขึ้นสู่ที่จงกรม ล้มลงที่แผ่นดิน ณ ที่ใกล้
บันไดจงกรมนั้นนั่นเอง ข้าพระองค์ลูบเนื้อลูบตัวแล้วขึ้นสู่
ที่จงกรมอีก เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วในภายในเดินจงกรมอยู่
แต่นั้น การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ได้
บังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ อาทีนวโทษปรากฏแก่ข้าพระองค์
ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้น จิตของข้าพระองค์
ก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอพระองค์จงทอดพระเนตร
ดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ ข้าพระองค์ได้บรรลุ
วิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
จบภคุเถรคาถา
 
อรรถกถาภคุเถรคาถาที่ ๒
 
คาถาแห่งท่านพระภคุเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อห มิทฺเธน ดังนี้. เรื่อง
นั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตระ
ท่านพระภคุเถระนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา เมื่อ
พระศาสดาปรินิพพานแล้ว บูชาพระธาตุทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั้นด้วยดอกไม้ทั้งหลาย.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทพชั้นนิมมานรดี ท่องเที่ยวไป ๆ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 8
มา ๆ ในเทวโลก และมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสักย-
ราชตระกูล ได้นามว่าภคุ เจริญวัยแล้ว ออกบวชพร้อมท่านพระอนุรุทธะ
และพระกิมิละ อยู่ในพาลกโลณกคาม วันหนึ่ง เพื่อจะบรรเทาความที่ถูก
ถีนมิทธะครอบงำ จึงออกจากวิหาร ขึ้นสู่ที่จงกรมล้มลง ทำการล้มนั้น
นั่นแหละให้เป็นขอสับ บรรเทาถีนมิทธะ เจริญวิปัสสนาบรรลุพระ-
อรหัตแล้ว. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๒ว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มี
ยศใหญ่ปรินิพพานแล้ว เราได้เอาผอบอันเต็มด้วยดอกไม้
ไปบูชาพระสรีระ เรายังจิตให้เลื่อมใสในบุญกรรมนั้นแล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นนิมมานรดี เราถึงจะไปอยู่ยังเทวโลก ก็
ยังประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ฝนดอกไม้ตกจากฟากฟ้า
เพื่อเราตลอดกาลทั้งปวง เราสมภพในมนุษย์ก็เป็นพระ-
ราชาผู้มียศใหญ่ ในอัตภาพนั้นฝนดอกโกสุมตกลงมาเพื่อ
เราทุกเมื่อ เพราะอำนาจที่เอาดอกไม้บูชาที่พระสรีระของ
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นเหตุนี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้ายของ
เรา ภพที่สุดกำลังเป็นไป ถึงทุกวันนี้ ฝนดอกไม้ก็ตกลง
มาเพื่อเราทุกเวลา ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ เราเอาดอกไม้
ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระสรีระ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...ฯลฯ...
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ก็แลครั้น ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ปล่อยให้กาลล่วงไปด้วยสุขอัน
เกิดแต่ผลจิต และสุขอันเกิดแต่พระนิพพาน อันพระศาสดาผู้เสด็จเข้าไป
 
 ๑. ม. ม. ๑๓/ข้อ ๑๙๕. กิมพิละ. ๒. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๘.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 9
ใกล้เพื่อทรงชื่นชมถึงการอยู่โดดเดี่ยวแล้วตรัสถามว่า ภิกษุ เธอเป็นผู้ไม่
ประมาทอยู่บ้างหรือ เมื่อจะประกาศการอยู่ด้วยความไม่ประมาทของตน
จึงได้ภาษิต ๔ คาถาเหล่านี้ว่า
ข้าพระองค์ถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำ ได้ออก
ไปจากวิหารขึ้นสู่ที่จงกรม ล้มลงที่แผ่นดิน ณ ที่ใกล้บันได
จงกรมนั้นนั่นเอง ข้าพระองค์ลูบเนื้อลูบตัวแล้วขึ้นสู่ที่
จงกรมอีก เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วในภายใน เดินจงกรมอยู่
แต่นั้นการกระทำไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคาย ได้
บังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ อาทีนวโทษปรากฏแก่ข้า-
พระองค์ ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้น จิตของ
ข้าพระองค์ก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอพระองค์จง
ทอดพระเนตรดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ ข้า-
พระองค์ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนา
เสร็จแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิทฺเธน ปกโต ความว่า ผู้ถูกมิทธะ
อันกำจัดความไม่สามารถเป็นสภาวะ กล่าวคือความเกียจคร้านแห่งกาย
ครอบงำ.
บทว่า วิหารา ได้แก่ จากเสนาสนะ.
บทว่า อุปนิกฺขมึ ได้แก่ออกไปเพื่อเดินจงกรม.
บทว่า ตตฺเถว ปปตึ ฉมา ความว่า ล้มลงที่ภาคพื้น เพราะถูก
ความหลับครอบงำ ที่บันไดจงกรมนั้นนั่นแล,

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 10
บทว่า คตฺตานิ ปริมชฺชิตฺวา ความว่า ตามนวดอวัยวะแห่งร่างกาย
ตน โดยล้มลงที่ภาคพื้นเกลือกฝุ่นอยู่.
บทว่า ปุนปารุยฺห จงฺกมน ความว่า ไม่ถึงทำหน้าสะยิ้วว่า บัดนี้
เราล้มแล้ว ขึ้นสู่ที่จงกรมแม้อีก.
บทว่า อชฺฌตฺต สุสมาหิโต ประกอบความว่า เรามีจิตตั้งมั่น
แล้วด้วยดี คือเป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งจงกรม ด้วยการข่มนิวรณ์
ในกัมมัฏฐาน อันเป็นอารมณ์ภายใน. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล
ก็นี้แลเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ.
จบอรรถกถาภคุเถรคาถาที่ ๒

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 11
๓. สภิยเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระสภิยเถระ
[๓๒๕] พวกอื่นเว้นบัณฑิตย่อมรู้สึกว่า พวกเราที่ทะเลาะ
วิวาทกันนี้ จะพากันยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ พวกใด
มารู้ชัดในท่ามกลางสงฆ์นั้นว่า พวกเราพากันไปสู่ที่ใกล้
มัจจุราช ความทะเลาะวิวาท ย่อมระงับไปได้จากสำนัก
ของพวกนั้น เมื่อใด เขาไม่รู้ธรรมอันเป็นอุบายระงับการ
ทะเลาะวิวาทตามความเป็นจริง ประพฤติอยู่ดุจไม่แก่
ไม่ตาย เมื่อนั้น ความทะเลาะวิวาทก็ไม่สงบลงได้ ก็ชน
เหล่าใดมารู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริง เมื่อสัตว์ทั้งหลาย
พากันเร่าร้อนอยู่ ชนเหล่านั้นย่อมไม่เร่าร้อน ความ
ทะเลาะวิวาทของพวกเขา ย่อมระงับไปได้โดยส่วนเดียว
การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรอันเศร้าหมอง
และพรหมจรรย์อันบุคคลพึงระลึกด้วยความสงสัย กรรม
๓ อย่างนั้น ย่อมไม่มีผลมาก ผู้ใดไม่มีความเคารพใน
เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ห่างไกลจาก
สัทธรรมเหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น.
จบสภิยเถรคาถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 12
อรรถกถาสภิยคาถาที่ ๓
 
คาถาของท่านสภิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปเร จ ดังนี้. เรื่องนั้น
มีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้สร้างบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
เมื่อสั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม
ว่ากกุสันธะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง
เห็นพระศาสดาเสด็จไปเพื่อประทับอยู่พระสำราญในกลางวัน มีจิตเลื่อมใส
ได้ถวายรองเท้า.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อสุวรรณเจดีย์ประดิษฐานแล้ว
พร้อมด้วยกุลบุตร ๖ คน มีตนเป็นที่ ๗ บวชในพระศาสนา เรียนพระ-
กรรมฐานอยู่ในป่า เมื่อไม่สามารถให้คุณวิเศษบังเกิดได้ จึงกล่าวกะกุล-
บุตรนอกนี้ว่า พวกเราเมื่อเที่ยวไปบิณฑบาต ยังมีความอาลัยในชีวิต และ
เพราะมีความอาลัยในชีวิต พวกเราก็ไม่สามารถจะบรรลุโลกุตรธรรมได้.
และการกระทำกาละอย่างปุถุชนย่อมเป็นทุกข์ เอาเถอะพวกเราจะผูกบันได
ขึ้นสู่ภูเขา ไม่อาลัยในกายและชีวิต กระทำสมณธรรม. ภิกษุเหล่านั้น
ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระมหาเถระได้อภิญญา ๖ ในวันนั้นนั่นเอง เพราะ
ความที่ตนเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัย นำบิณฑบาตจาก
อุตตรกุรุทวีปเข้าไปให้แก่ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุนอกนี้กล่าวว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ ท่านทำกิจเสร็จแล้ว กิจเพียงเจรจาปราศรัยกับท่านเป็นการ
เนิ่นช้า, พวกเราจะกระทำเฉพาะสมณธรรมเท่านั้น ขอท่านจงประกอบ
เนือง ๆ ซึ่งสุขวิหารธรรม ในธรรมที่ท่านเห็นแล้วเถิด ดังนี้แล้วได้ห้าม

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 13
บิณฑบาต. พระเถระเมื่อไม่สามารถเพื่อจะให้ภิกษุเหล่านั้นรับได้จึงได้
ไปแล้ว.
ลำดับนั้น โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุ
รูปหนึ่ง ทำให้แจ้งพระอนาคามิผล มีอภิญญาเป็นเครื่องแวดล้อม ได้
กล่าวอย่างนั้นนั่นแล ถูกภิกษุเหล่านั้นห้ามแล้ว ก็ได้ไป. ในบรรดาภิกษุ
เหล่านั้น พระขีณาสพเถระปรินิพพานแล้ว. ภิกษุผู้อนาคามีเกิดในชั้น
สุทธาวาส. ภิกษุนอกนั้นกระทำกาลกิริยาอย่างปุถุชนนั้นเอง เสวยทิพย-
สมบัติโดยอนุโลมและปฏิโลมในกามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้น ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา จุติจากเทวโลกแล้ว คนหนึ่งถือปฏิสนธิใน
มัลลราชตระกูล คนหนึ่งถือปฏิสนธิในคันธารราชตระกูล คนหนึ่งถือ
ปฏิสนธิในภายนอกประเทศ, คนหนึ่งถือปฏิสนธิในท้องของนางกุลทาริกา
คนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์, ฝ่ายสภิยะถือปฏิสนธิในท้องของนางปริพาชิกา
คนหนึ่ง.
ได้ยินว่า นางปริพาชิกานั้น เป็นธิดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง.
มารดาบิดาจึงได้มอบธิดานั้นให้แก่ปริพาชกคนหนึ่ง ด้วยพูดว่า ขอธิดา
ของเราจงรู้ลัทธิอื่นเถิด. ลำดับนั้น ปริพาชกคนหนึ่งปฏิบัติผิดกับนาง.
นางตั้งครรภ์กับปริพาชกนั้น ปริพาชกเห็นนางมีครรภ์ได้ออกไปแล้ว
นางไปในที่อื่นคลอดบุตรในสภาในระหว่างทาง. เพราะเหตุนั้น เขาจึง
ได้นามว่า สภิยะ นั่นเอง.
เขาเจริญวัยแล้ว บวชเป็นปริพาชก เรียนศาสตร์ต่าง ๆ เป็นมหาวาที
เที่ยวขวนขวายในวาทะ ไม่เห็นบุคคลผู้เสมือนกับตน จึงให้สร้างอาศรม
ใกล้ประตูพระนคร ให้ขัตติยกุมารเป็นต้นศึกษาศิลปะอยู่ ถือเอาปัญหา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 14
๒๐ ข้อ ที่มารดาของตนผู้เกลียดความเป็นหญิงยังฌานให้เกิดขึ้นแล้ว เกิด
ในพรหมโลกปรุงแต่งให้ ถามสมณพราหมณ์เหล่านั้นๆ. ก็สมณพราหมณ์
เหล่านั้น ไม่อาจพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้นของเขาได้ แต่ในอรรถกถาสภิย-
สูตร มาแล้วว่า สุทธาวาสพรหมได้แต่งปัญหาเหล่านั้น.
ก็ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประ-
เสริฐ เสด็จมายังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหา-
วิหาร ท่านสภิยะได้ไปในที่นั้น เขาไปเฝ้าพระศาสดา ถามปัญหาเหล่านั้น.
พระศาสดาได้ทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้นของเขา เพราะฉะนั้น เรื่อง
ทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่มาแล้วในสภิยสูตร. ส่วนท่านสภิยะเมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้นแล้ว ท่านก็ได้ศรัทธาบวชแล้ว
เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวในอปทานว่า
เราได้ถวายการเหยียบแด่พระพุทธเจ้า ทรงพระนาม
ว่ากกุสันธะ ผู้เป็นนักปราชญ์ มีบาปอันลอยเสียแล้ว
ทรงอยู่จบพรหมจรรย์ ซึ่งกำลังเสด็จดำเนินไปสู่ที่พัก
กลางวัน ในกัปนี้เองเราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่ได้รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการเหยียบ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . ฯลฯ . . . พระพุทธศาสนา
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อพระเทวทัตพยายามเพื่อทำลายสงฆ์
เมื่อจะให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นฝักฝ่ายแห่งพระเทวทัต จึงแสดง
ธรรม ๔ คาถาเหล่านี้ว่า.
 
 ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๕.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 15
พวกอื่นเว้นบัณฑิตย่อมไม่รู้สึกว่า พวกเราที่ทะเลาะ
วิวาทกันนี้ จะพากันยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ พวกใด
มารู้ชัดในท่ามกลางสงฆ์นั้นว่า พวกเราพากันไปสู่ที่ใกล้
มัจจุราช ความทะเลาะวิวาท ย่อมระงับไม่ได้จากสำนัก
ของพวกนั้น เมื่อใด เขาไม่รู้ธรรมอันเป็นอุบายระงับการ
ทะเลาะวิวาทตามความเป็นจริง ประพฤติอยู่ดุจไม่แก่
ไม่ตาย เมื่อนั้น ความทะเลาะวิวาทก็ไม่สงบลงได้ ก็ชน
เหล่าใดมารู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริง เมื่อสัตว์ทั้งหลาย
พากันเร่าร้อนอยู่ ชนเหล่านั้น ย่อมไม่เร่าร้อน ความ
ทะเลาะวิวาทของพวกเขา ย่อมระงับไปได้โดยส่วนเดียว
การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรอันเศร้าหมอง
และพรหมจรรย์อันบุคคลพึงระลึกด้วยความสงสัย ธรรม
๓ อย่างนั้นย่อมไม่มีผลมาก ผู้ไม่มีความเคารพในเพื่อน
พรหมจรรย์ทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากสัทธรรม
เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเร ความว่า ชนเหล่าอื่นเว้นจาก
บัณฑิตนั้น เป็นผู้ขวนขวายด้วยอำนาจ แสดงวัตถุอันกระทำความแตกแยก
มีอาทิว่า แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม และแสดงธรรมว่าเป็นอธรรม
ชื่อว่าชนเหล่าอื่น. คนเหล่านั้น ก่อวิวาทในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมไม่
รู้ว่าพวกเรายุบยับ คือป่นปี้ ฉิบหาย ได้แก่ ไปยังสำนักของมัจจุราช
เนือง ๆ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 16
บทว่า เย จ ตฺตถ วิชานนฺติ ความว่า ในที่ประชุมนั้น บัณฑิต
ย่อมรู้ว่าพวกเราไปยังที่ใกล้มัจจุราช.
บทว่า ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ความว่า ก็ชนเหล่านั้น เมื่อรู้อย่างนั้น
ยังโยนิโสมนสิการให้เกิด ย่อมปฏิบัติเพื่อความสงบ ความบาดหมางคือ
ความทะเลาะ. เมื่อเช่นนั้นความบาดหมางเหล่านั้น ของชนเหล่านั้น ย่อม
สงบด้วยการปฏิบัติของชนเหล่านั้น.
บทว่า อถวา ปเร จ ความว่า ชนเหล่าใด ชื่อว่า ปเร เหล่าอื่น
เพราะเป็นผู้อยู่ภายนอกแต่พระศาสนา โดยไม่รับโอวาทานุสาสนีของ
พระศาสดา ชนเหล่านั้นย่อมไม่รู้ว่า พวกเราถือผิด ย่อมยุบยับ คือย่อม
พยายาม ในการสละคืนพระศาสนาในโลกนี้ตราบใด ความวิวาทย่อมไม่
สงบเพียงนั้น ก็ในกาลใด เมื่อว่าด้วยอำนาจการสละการยึดถือพระศาสนา
นั้น และชนเหล่าใดย่อมรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งสภาวะมีอธรรมและธรรม
เป็นต้น โดยสภาวะมีอธรรมและธรรมเป็นต้น ในเมื่อชนเหล่านั้นขวน-
ขวายในการวิวาทในท่ามกลางสงฆ์นั้น ในกาลนั้น ความหมายมั่น กล่าว
คือความวิวาทย่อมสงบ เพราะอาศัยบุรุษผู้เป็นบัณฑิตเหล่านั้น จากสำนัก
ของบัณฑิตเหล่านั้น ในข้อนี้พึงทราบความดังว่ามาฉะนี้.
บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด.
บทว่า อวิชานนฺตา ความว่า เมื่อไม่รู้ในการสงบวิวาท หรือไม่รู้
ธรรมและอธรรม โดยความเป็นจริง.
บทว่า อิริยนฺตฺยมรา วิย ความว่า มีความอวดดี มีความโลเล
มีปากกล้า มีวาจาพล่อย ๆ เป็นผู้มีความฟุ้งซ่าน เป็นไปอยู่ คือประพฤติ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 17
อยู่ ได้แก่เที่ยวไปอยู่ เหมือนชนผู้จะไม่ตาย หรือเหมือนผู้ก้าวล่วงความ
แก่ความตายได้ฉะนั้น. ในกาลนั้น วิวาทไม่สงบเลย.
บทว่า วิชานนฺติ จ เย ธมฺม อาตุเรสุ อนาตุรา ความว่า ก็ชน
เหล่าใด ย่อมรู้ตามความเป็นจริงซึ่งศาสนธรรมของพระศาสดา ชนเหล่า
นั้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายพากันเดือดร้อนเพราะโรคคือกิเลส เป็นผู้ไม่เดือด-
ร้อนหมดกิเลส ไม่มีทุกข์อยู่ อธิบายว่า ความวิวาทย่อมสงบโดยสิ้นเชิง
ด้วยอำนาจแห่งชนเหล่านั้น.
บทว่า ย กิญฺจิ สิถิล กมฺม ความว่า กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
อันกระทำการถือเอาโดยการกระทำย่อหย่อน คือกระทำแล้วประกอบด้วย
ความย่อหย่อน.
บทว่า สงฺกิลิฏฺ ได้แก่ การสมาทานวัตรอันเศร้าหมอง ด้วยการ
เที่ยวไปในที่อโคจรมีหญิงแพศยาเป็นต้น หรือด้วยมิจฉาชีพ มีการล่อลวง
เป็นต้น.
บทว่า สงฺกสฺสร ความว่า พึงระลึกด้วยความรังเกียจ คือคนอื่น
พึงได้ยินกรรมอันไม่สมควรอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิหารแล้ว ไม่รังเกียจว่า
คนโน้นทำมิใช่หรือ หรือเห็นสงฆ์แม้ประชุมกันด้วยอำนาจกิจอย่างใด
อย่างหนึ่ง มีกิจคืออุโบสถเป็นต้นแล้ว ระลึก รังเกียจ ระแวง ด้วยความ
ระแวงของตนอย่างนี้ว่า ชนเหล่านี้รู้ความประพฤติของเราเป็นแน่ มีความ
ประสงค์จะยกวัตรเราจึงประชุมกัน.
บทว่า น ต โหติ ความว่า พรหมจรรย์ คือการกระทำสมณธรรม
นั้น คือเห็นปานนั้น ไม่มีผลมากแก่บุคคลนั้น คือไม่มีผลมากโดยภาวะ
ไม่มีผลมากแก่บุคคลนั้นนั่นเอง ไม่มีผลมากแม้แก่บุคคลผู้ให้ปัจจัยแก่

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 18
บุคคลนั้น. เพราะฉะนั้นพึงเป็นผู้มีความประพฤติขัดเกลา อธิบายว่า ก็ผู้
ที่มีความประพฤติขัดเกลา ก็ไม่มีโอกาสวิวาทกันเลย.
บทว่า คารโว นูปลพฺภติ ความว่า บุคคลใด ไม่มีความเคารพ
คือไม่มีการกระทำความเคารพ ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้ควรเคารพ
โดยไม่ยึดถืออนุสาสนีโดยเคารพ.
บทว่า อารกา โหติ สทฺธมฺมา ความว่า บุคคลนั้น คือเห็นปาน
นั้น ย่อมอยู่ในที่ไกลจากปฏิบัติสัทธรรมบ้าง จากปฏิเวธสัทธรรมบ้าง ก็ครู
ทั้งหลายย่อมไม่ให้เขาศึกษาแม้ปฏิบัติสัทธรรม และปฏิเวธสัทธรรมนั้น,
เขาเมื่อไม่ศึกษา ไม่ถือเอา เขาก็ไม่ปฏิบัติ เมื่อไม่ปฏิบัติ ก็จักแทงสัจจะ
ได้จากไหน. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมห่างไกลจากพระสัทธรรม.
ถามว่า เหมือนอะไร ? แก้ว่า เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น, อธิบายว่า อยู่ใน
ที่ไกลจากสภาวะความเป็นจริงแห่งธาตุ เหมือนฟ้า คืออากาศกับแผ่นดิน
ฉะนั้น. คือไม่มีสภาวะเจือกันในบางคราว. ด้วยเหตุนั้นนั่นเอง ท่านจึง
กล่าวว่า
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าฟ้ากับดินไกลกัน ฝั่งมหา-
สมุทรทั้งสอง ก็ไกลกัน ธรรมของอสัตบุรุษยังไกลกว่า
นั้นนะ พระราชา ดังนี้.
จบอรรถกถาสภิยเถรคาถาที่ ๓

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 19
๔. นันทกเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระนันทกเถระ
[๓๒๖] เราติเตียนร่างกายอันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด มีกลิ่น
เหม็น เป็นฝักฝ่ายแห่งมาร ชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง ๙
ช่อง เป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดเป็นนิตย์ ท่าน
อย่าคิดถึงเรื่องเก่า อย่ามาเล้าโลมอริยสาวกผู้บรรลุอริย-
สัจธรรม ให้ยินดีด้วยอำนาจกิเลส เพราะอริยสาวกของ
พระตถาคตเหล่านั้น ย่อมไม่ยินดีในกามคุณแม้ในสวรรค์
จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณ อันเป็นของมนุษย์เล่า ก็ชน
เหล่าใดแลเป็นคนพาล มีปัญญาทราม มีความคิดชั่ว
ถูกโมหะหุ้มห่อไว้แล้ว ชนเหล่านั้นจึงจะกำหนัดยินดีใน
เครื่องผูกที่มารดักไว้ ชนเหล่าใดคาย ราคะ โทสะ และ
อวิชาได้แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้คงที่ เป็นผู้ตัดเส้นด้าย
คือตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขาดแล้ว ไม่มีเครื่องผูกพัน
ย่อมไม่กำหนัดยินดีในบ่วงมารนั้น.
จบนันทกเถรคาถา
 
อรรถกถานันทกเถรคาถาที่ ๔
 
คาถาแห่งพระนันทกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ธีรตฺถุ ดังนี้. เรื่องนั้น
มีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตระ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 20
พระเถระแม้นี้ เป็นเศรษฐีมีสมบัติมากในหังสวดีนคร กำลังฟังธรรมใน
สำนักของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ใน
ตำแหน่งอันเลิศ แห่งภิกษุผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่ง
นั้น จึงบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้ามีราคา ๑๐๐,๐๐๐ แล้วได้ตั้งความ
ปรารถนาไว้ และให้การบูชาด้วยประทีป ณ โพธิพฤกษ์แด่พระศาสดา.
จำเดิมแต่นั้นมา ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ ได้เป็นนกการเวกส่งเสียง
กึกก้องไพเราะ กระทำประทักษิณพระศาสดา, ภายหลังเป็นนกยูง มีจิต
เลื่อมใส วันหนึ่งร้องเสียงอันไพเราะขึ้น ๓ ครั้ง อยู่ที่ประตูถ้ำอันเป็น
ที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทำบุญในที่นั้น ๆ ด้วยอาการอย่างนี้
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย บังเกิดในเรือนมีตระกูล
ในกรุงสาวัตถี ได้นามว่า นันทกะ เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมในสำนักพระ-
ศาสดา ได้ศรัทธาบรรพชาเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ชูคบเพลิงไว้
๓ ดวง ที่ไม้โพธิพฤกษ์ของพระพุทธเจ้า พระนาม
ปทุมุตระ ซึ่งเป็นไม้สูงสุดกว่าไม้ทั้งหลาย ในแสนกัป
แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาคบเพลิงใด ด้วยการบูชาคบเพลิง
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการบูชาคบเพลิงเป็น
ทาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ . . .พระพุทธ-
ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
 
 ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๕.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 21
ก็แลท่านเป็นพระอรหันต์ ยับยั้งอยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่วิมุตติ ถูก
พระศาสดาทรงสั่งให้โอวาทภิกษุทั้งหลาย ในอุโบสถวันหนึ่ง ได้ให้ภิกษุณี
๕๐๐ บรรลุพระอรหัตโดยโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้
โอวาทนางภิกษุณี. ภายหลังวันหนึ่ง หญิงผู้เป็นภรรยาเก่าคนหนึ่ง แลดู
พระเถระผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ด้วยอำนาจแห่งกิเลสแล้ว
หัวเราะ. พระเถระเห็นกิริยานั้นของหญิงนั้น เมื่อจะกล่าวธรรม โดยยกเอา
การประกาศความเป็นของปฏิกูลแห่งสรีระ จึงได้กล่าวคาถาว่า
เราติเตียนร่างกายอันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด มีกลิ่น
เหม็น เป็นฝักฝ่ายแห่งมาร ชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง ๙
ช่อง เป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดเป็นนิตย์ ท่าน
อย่าคิดถึงเรื่องเก่า อย่ามาเล้าโลมอริยสาวกผู้บรรลุอริย-
สัจธรรม ให้ยินดีด้วยอำนาจกิเลส เพราะพระอริยสาวก
ของตถาคตเหล่านั้น ย่อมไม่ยินดีในกามคุณแม้ในสวรรค์
จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณ อันเป็นของมนุษย์เล่า ก็ชน
เหล่าใดแลเป็นพาล มีปัญญาทราม มีความคิดชั่ว ถูก
โมหะหุ้มห่อไว้แล้ว ชนเหล่านั้นจะกำหนัดยินดี ในเครื่อง
ผูกที่มารดักไว้ ชนเหล่าใดคายราคะ โทสะ และอวิชชา
ได้แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้คงที่ เป็นผู้ตัดเส้นด้าย คือ
ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขาดแล้ว ไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อม
ไม่กำหนัดยินดีในบ่วงมารนั้น.
 
 ๑. ขุ. เถร. ๒๖/๓๒๖.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 22
บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า ธิ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า น่าติเตียน
ร อักษร ในบทว่า รตฺถุ กระทำการเชื่อมบท อธิบายว่า น่าติเตียน คือขอ
ติเตียนร่างกายนั้น อันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด จงเป็นการติเตียนท่าน
เถิด.
บทว่า ปุเร เป็นต้น เป็นไวพจน์แห่งการร้องเรียก อันแสดงภาวะ
ที่พึงติเตียนหญิงนั้น . บทว่า ปุเร ได้แก่ ในร่างกายอันเต็มไปด้วยของ
อันน่าเกลียดอย่างยิ่ง คือซากศพนานาชนิด ได้แก่ ด้วยของอันไม่สะอาด
มีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า ทุคฺคนฺเธ ได้แก่ มีสภาวะมีกลิ่นเหม็น เพราะเต็มไปด้วย
ซากศพนั่นเอง.
บทว่า มารปกฺเข ความว่า เพราะเหตุที่วัตถุอันวิสภาค (ที่เป็นข้าศึก
กัน) ย่อมยังกิเลสมารให้เจริญ เพราะปุถุชนคนบอด มีการใส่ใจโดยไม่
แยบคายเป็นนิมิต และย่อมให้โอกาสแก่เทวบุตรมารเข้าไป. เพราะฉะนั้น
จึงเป็นฝักฝ่ายแห่งมาร. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มารปกฺเข ดังนี้.
บทว่า อวสฺสุเต ความว่า อันชุ่มไปด้วยการไหลออกแห่งกิเลสและ
ด้วยการไหลออกแห่งของอันไม่สะอาด ในที่นั้น ๆ ตลอดกาลทั้งปวง.
บัดนี้ ท่านแสดงถึงฐานะเป็นที่ไหลออกแห่งของอันไม่สะอาดของ
หญิงนั้น ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยว่า ขี้ตาไหลออกจากตาเป็นต้น.
ก็หญิงนั้น เมื่อรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งกายอันมีช่อง ๙ ช่อง เต็ม
ไปด้วยของอันไม่สะอาด ไหลออกเป็นนิจด้วยอาการอย่างนี้ อย่าสำคัญการ
หัวเราะการเจรจาการเล่น อันเป็นไปในการไม่รู้ถึงเรื่องเก่าว่า อย่าคิด
สำคัญถึงเรื่องเก่า คืออย่าคิดว่า แม้บัดนี้ เธอจักปฏิบัติอย่างนี้.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 23
บทว่า มาสาเทสิ ตถาคเต ความว่า ท่านอย่าเข้าประเล้าประโลม
ด้วยความดูหมิ่น และด้วยอำนาจกิเลสซึ่งพระอริยสาวก ผู้ดำเนินไปอย่าง
นั้น ด้วยมีมรรคผลเป็นที่มา เป็นอย่างนั้น คือโดยประการนั้น เหมือน
ปกติสัตว์ให้ยินดีว่า พุทธสาวกในปางก่อน มาด้วยความถึงพร้อมด้วย
ธรรมอันเป็นอุปนิสัยฉันใด หรือว่าพุทธสาวกเหล่านั้น ไปคือดำเนิน
ไปด้วยการปฏิบัติชอบฉันใด อนึ่งมาถึง คือบรรลุ ได้แก่ หยั่งรู้ ลักษณะ
อันถ่องแท้แห่งรูปธรรมและนามธรรม และธรรมอันถ่องแท้ คืออริยสัจ
ฉันใด แม้ชนเหล่านี้ก็ฉันนั้น. ท่านกล่าวเหตุแห่งความเป็นผู้ไม่ประเล้า
ประโลมยินดีว่า พระอริยสาวกย่อมไม่กำหนัดยินดีแม้ในสวรรค์ จะป่วย
กล่าวไปไยถึงพวกมนุษย์เล่า ดังนี้ อธิบายว่า พุทธสาวกเหล่านั้น ย่อม
ไม่กำหนัดยินดีในสุข แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าไม่สามารถให้สิ้นลงได้
ด้วยการบอกทางก็ดี ในสวรรค์ก็ดี คือย่อมยังราคะให้เกิด เพราะเห็น
โทษในสังขารทั้งหลายดีแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณ อันเป็นของ
มนุษย์ อันเป็นเสมือนกองคูถ คือไม่จำต้องกล่าวถึงเลยว่า ไม่กำหนัด
ยินดีในกามคุณนั้น.
บทว่า เย จ โข ความว่า ก็ชนเหล่าใด ชื่อว่าเป็นพาล เพราะ
ประกอบด้วยความเป็นพาล ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาทราม เพราะไม่มีปัญญา
อันมีโอชะเกิดแต่ธรรม ชื่อว่าผู้มีความคิดชั่ว เพราะครุ่นคิดแต่สิ่งที่ชั่ว
โดยตามเห็นในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ชื่อว่าถูกโมหะครอบงำ เพราะเป็นผู้มี
จิตถูกโมหะ คือความไม่รู้ปิดบังไว้ โดยประการทั้งปวง ปุถุชนคนบอด
ก็เช่นนั้น คือเห็นปานนั้น ย่อมกำหนัดยินดีในเครื่องผูกพัน อันสำคัญว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 24
เป็นหญิง อันมารซัดไป คืออันมารดักไว้ ได้แก่บ่วงมารนั้น ๆ ได้แก่
กำหนัด ติดอยู่ ข้องอยู่ สยบ หมกอยู่.
บทว่า วิราชิตา ความว่า ก็ชนเหล่าใดคือพระขีณาสพ คาย คือละ
ได้ตัดขาด ราคะ อันมีสภาวะเปลื้องได้ยาก เหมือนเครื่องย้อมที่หยอดด้วย
น้ำมัน โทสะ มีสภาวะประทุษร้าย เหมือนข้าศึกได้โอกาส และ อวิชชา
มีสภาวะไม่รู้ ด้วยการคายด้วยอริยมรรค โดยประการทั้งปวง ชนเหล่านี้
ก็เช่นนั้น ผู้มีตัณหาดุจเส้นด้ายเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพอันตัดได้แล้ว ด้วย
ศัสตราคืออรหัตมรรค ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสดุจเครื่องผูก เพราะไม่มีเครื่องผูก
แม้ในที่ไหน ๆ นั้นนั่นเอง ย่อมคายบ่วงของมารตามที่กล่าวแล้วนั้น พระ-
เถระแสดงธรรมแก่หญิงนั้น แล้วไป ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถานันทกเถรคาถาที่ ๔

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 25
๕. ชัมพุกเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระชัมพุกเถระ
[๓๒๗] เราเอาธุลีและฝุ่นทาตัวอยู่ตลอด ๕๕ ปี บริโภคอาหาร
เดือนละครั้ง ถอนผมและหนวด ยืนอยู่ด้วยเท้าข้างเดียว
งดเว้นการนั่ง กินคูถแห้ง ไม่ยินดีอาหารที่เขาเชื้อเชิญ
เราได้ทำบาปกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติเป็นอันมากเช่น
นั้น ถูกโอฆะใหญ่พัดไปอยู่ ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ขอท่านจงดูสรณคมน์และความที่ธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ
วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนา
เสร็จแล้ว.
จบชัมพุกเถรคาถา
 
อรรถกถาชัมพุกเถรคาถาที่ ๕
 
คาถาแห่งท่านพระชัมพุกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปญฺจปญฺาส ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
ก่อสร้างบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา เชื่อพระสัมมา-
สัมโพธิญาณของพระศาสดา ไหว้ต้นโพธิพฤกษ์แล้ว บูชาด้วยการพัดวี.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 26
ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว บรรพชาในพระศาสนา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ใน
อารามอันอุบาสกคนหนึ่งได้สร้างไว้ อันอุบาสกนั้นอุปัฏฐากอยู่. ภายหลัง
วันหนึ่ง พระขีณาสพเถระรูปหนึ่ง ผู้ครองจีวรปอน ๆ มาจากป่าบ่ายหน้า
ไปยังบ้านเพื่อโกนผม อุบาสกนั้นเห็นเข้าแล้ว เลื่อมใสในอิริยาบถ ให้
ช่างกัลบกปลงผมและหนวด ให้บริโภคโภชนะอันประณีต ถวายจีวรดี ๆ
นิมนต์ให้อยู่ด้วยคำว่า ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละขอรับ.
ภิกษุเจ้าอาวาสเห็นดังนั้น มีความริษยา และมีความตระหนี่เป็น
ปกติ กล่าวกะพระเถระผู้ขีณาสพว่า ดูก่อนภิกษุ การที่ท่านเอานิ้วมือ
ถอนผมเป็นอเจลก เลี้ยงชีพด้วยอาหารคือคูถและมูตรยังประเสริฐกว่า การ
อยู่ในที่นี้ด้วยอาการอย่างนี้ ของผู้อันอุบาสกลามกนี้บำรุงอยู่ ดังนี้. ก็แล
ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เข้าไปยังเวจกุฎีในขณะนั้นนั่นเอง เอามือกอบคูถ
กินและดื่มมูตรเหมือนคดข้าวปายาสฉะนั้น. ด้วยทำนองนี้ดำรงอยู่ตลอดอายุ
ทำกาละแล้วไหม้ในนรก มีคูถและมูตรเป็นอาหารอีก ด้วยเศษแห่งวิบาก
ของกรรมนั้นนั่นแล แม้เกิดในหมู่มนุษย์ได้เป็นนิครนถ์มีคูถเป็นภักษา
๕๐๐ ชาติ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในกำเนิดมนุษย์อีก บังเกิดในตระกูล
แห่งคนทุกข์ยาก เพราะกำลังแห่งกรรมแห่งการว่าร้ายพระอริยเจ้า เขาให้
ดื่มน้ำนม นมสด หรือเนยใส ก็ทิ้งสิ่งนั้นแล้ว ดื่มเฉพาะน้ำมูตรเท่านั้น
เขาให้บริโภคข้าวสุกก็ทิ้งข้าวสุกนั้นแล้ว เคี้ยวกินแต่คูถเท่านั้น, เติบโต
ด้วยการบริโภคคูถและมูตรด้วยอาการอย่างนี้ แม้เจริญวัยแล้ว ก็บริโภค
แต่คูถและมูตรเท่านั้น. พวกมนุษย์เมื่อไม่อาจจะห้ามจากการบริโภคคูถและ
มูตรนั้นจึงละทิ้งเสีย. เขาอันพวกญาติละทิ้งเสียแล้ว จึงบวชเป็นนักบวช

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 27
เปลือย ไม่อาบน้ำ, ครองผ้าเปื้อนด้วยธุลีและฝุ่น ถอนผมและหนวด ห้าม
อิริยาบถอื่น เดินด้วยเท้าเดียว ไม่ยินดีการนิมนต์ ถือเอาโภชนะที่ผู้ต้องการ
บุญ อธิษฐานเข้าอยู่ประจำเดือนให้ ด้วยปลายหญ้าคาเดือนละครั้ง กลางวัน
เลียด้วยปลายลิ้น, ส่วนกลางคืนไม่เคี้ยวกินด้วยคิดว่า คูถสดมีตัวสัตว์ จึง
เคี้ยวกินแต่คูถแห้งเท่านั้น เมื่อเขาทำอยู่อย่างนี้ล่วงไป ๕๕ ปี มหาชน
สำคัญว่า เป็นผู้มีตบะมาก มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง จึงได้น้อมไป
หาเขา โอนไปหาเขา.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นธรรมอันเป็น
อุปนิสัยแห่งพระอรหัต รุ่งเรืองอยู่ในภายในดวงหทัยของเขา เหมือน
ประทีปในหม้อฉะนั้น แล้วพระองค์เสด็จไปในที่นั้นแสดงธรรม ให้เขา
ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ให้เขาได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ให้
ขวนขวายวิปัสสนา ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
ในเรื่องนี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดาร พึงทราบ
โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาแห่งคาถาว่า มาเส มาเส กุสคฺเคน
ในพระธรรมบท. ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ในเวลาปรินิพพาน
เมื่อแสดงว่า แม้เราปฏิบัติผิดในชั้นต้น อาศัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุ
ธรรมที่พระสาวกควรบรรลุ จึงกล่าว ๔ คาถานี้ว่า
เราเอาธุลีและฝุ่นทาตัวอยู่ตลอด ๕๕ ปี บริโภค
อาหารเดือนละครั้ง ถอนผมและหนวด ยืนอยู่ด้วยเท้า
ข้างเดียว งดเว้นการนั่ง กินคูถแห้ง ไม่ยินดีอาหารที
เขาเชื้อเชิญ เราได้ทำบาปกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ
 
 ๑. ขุ. เถร. ๒๖/๓๒๗.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 28
เป็นอันมากเช่นนั้น ถูกโอฆะพัดไปอยู่ ได้ถึงพระพุทธเจ้า
เป็นที่พึ่ง ขอท่านจงดูสรณคมน์และความที่ธรรมเป็นธรรม
อันดีเลิศ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระ-
พุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจปญฺาสวสฺสานิ รโชชลฺลมธารยึ
ความว่า มีกายทรงไว้ซึ่งธุลีกล่าวคือ ละอองอันจรมาติดอยู่ที่ร่างกาย
และฝุ่นกล่าวคือมลทินแห่งร่างกาย เกิน ๕๕ ปี โดยห้ามการอาบน้ำ ด้วย
การเข้าถึงการบวชเป็นคนเปลือย.
บทว่า ภุญฺชนฺโต มาสิก ภตฺต ความว่า เคี้ยวกินคูถในราตรี
ชื่อว่าเป็นผู้เข้าจำหนึ่งเดือนเพื่อจะลวงโลก บริโภคโภชนะที่ผู้ต้องการบุญ
ให้ โดยวางไว้ที่ปลายลิ้นเดือนละครั้ง.
บทว่า อโลจยึ ความว่า ใช้มือถอนผมและหนวดที่มีรากหย่อน
โดยเพิ่มขี้เถ้าเช่นนั้นเข้าไป.
บทว่า เอกปาเทน อฏฺาสึ อาสน ปริวชฺชยึ ความว่า เว้นการนั่ง
โดยประการทั้งปวง และเมื่อจะยืนก็ยกมือทั้งสองขึ้น ได้ยืนโดยเท้าเดียว
เท่านั้น.
บทว่า อุทฺเทส ได้แก่ เธอเชิญ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อุทิสฺสกต
ทำเจาะจง ดังนี้.
บทว่า น สาทิย ได้แก่ ไม่รับ อธิบายว่าปฏิเสธ.
บทว่า เอตาทิส กริตฺวาน พหุ ทุคฺคติคามิน ความว่า ได้กระทำ
บาปกรรมไว้มาก อันเป็นเหตุให้ไปทุคติ อันยังวิบากให้เกิดเช่นนั้น คือ
เห็นปานนั้นให้เกิดในชาติก่อน ๆ และในชาตินี้.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 29
บทว่า วุยฺหมาโน มโหเฆน ความว่า อันโอฆะใหญ่มีกาโมฆะ
เป็นต้น เมื่อว่าโดยพิเศษอันทิฏโฐฆะ คร่ามาเฉพาะสู่สมุทรคืออบาย.
บทว่า พุทฺธ สรณมาคม ความว่า ได้อัตภาพเป็นมนุษย์โดยยาก
เพราะขาดบุญกรรมเช่นนั้น บัดนี้ได้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะเพราะ
กำลังแห่งบุญ คือได้เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสรู้เองโดยชอบด้วยพระองค์เอง.
บทว่า สรณคมน ปสฺส, ปสฺส ธมฺมสุธมฺมต ความว่า ท่านจงดู
สรณคมน์ของเรา อันเป็นบ่อเกิด (ที่พำนัก) และจงดูภาวะที่ศาสนธรรม
เป็นธรรมดี ที่เราปฏิบัติผิดเช่นนั้น อันพระศาสดาทรงให้ถึงพร้อมซึ่ง
สมบัติเช่นนี้ โดยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น.
ด้วยบทว่า ติสฺโส วิชฺชา ดังนี้เป็นต้น ท่านแสดงถึงสมบัตินั้น.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เราไหว้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระ-
นามว่าติสสะ ได้ทำธรรมาสนะและพัดสำหรับพัดในที่นั้น
ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายพัดทอง ด้วยกรรม
นั่นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการพัด เราเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ
แล้ว ดังนี้.
จบอรรถกถาชัมพุกเถรคาถาที่ ๕
 
 ๑. ข. อ. ๓๓/ข้อ ๔๓.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 30
๖. เสนกเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระเสนกเถระ
[๓๒๘] การที่เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยาในเดือนผัคคุณมาสนี้
เป็นการมาดีแล้วหนอ เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ผู้แสดงธรรมอันสูงสุด มี
พระรัศมีมาก เป็นพระคณาจารย์ ถึงความเป็นผู้เลิศ
เป็นนายกวิเศษของมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ผู้ชนะ
มาร ผู้มีการเห็นหาสิ่งจะเปรียบมิได้ มีอานุภาพมาก
เป็นมหาวีรบุรุษผู้รุ่งเรืองใหญ่ ไม่มีอาสวะ สิ้นอาสวะ
ทั้งปวง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ไม่มีภัยแต่
ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงปลดเปลื้องเรา
ผู้มีนามว่าเสนกะ ผู้เศร้าหมองมาแล้วนาน มีสันดาน
ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ จากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง.
จบเสนกเถรคาถา
 
อรรถกถาเสนกเถรคาถาที่ ๖
 
คาถาของท่านพระเสนกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สฺวาคต วต ดังนี้.
เรื่องนั้น มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี
 ๑. ผัคคุณมาส เดือน ๔ มีนาคม.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 31
บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระ-
ศาสดา มีจิตเลื่อมใส บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกำหางนกยูง.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บังเกิดในท้องของน้องสาว
ของพระอุรุเวลกัสสปเถระ ท่านได้นามว่าเสนกะ ท่านเจริญวัยแล้วถึง
ความสำเร็จในศิลปวิชาของพวกพราหมณ์ อยู่ครองฆราวาส.
ก็สมัยนั้น มหาชนพากันเล่นมหรสพในอุตตรผัคคุณีนักขัตฤกษ์ปลาย
เดือน ๔ ทุก ๆ ปี กระทำพิธีสรงน้ำที่ท่าใกล้แม่น้ำคยา, ด้วยเหตุนั้น
ชนทั้งหลายพากันเรียกมหรสพนั้นว่า คยาผัคคุณี ดังนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ใกล้ท่าแห่งแม่น้ำคยา
เพื่ออนุเคราะห์แก่เวไนยสัตว์ ในวันมหรสพเช่นนั้น, ฝ่ายมหาชนจากที่
นั้น ๆ เข้าไปยังที่นั้น ๆ ด้วยความประสงค์จะสรงสนานที่ท่าน้ำ. ในขณะ
นั้น แม้ท่านเสนกะเข้าไปยังที่นั้นเพื่อสรงสนานที่ท่าน้ำ เห็นพระศาสดา
กำลังทรงแสดงธรรม ฟังธรรมแล้วกลับได้ศรัทธาบวช เมื่อกระทำกรรม
เพื่อวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
เราถือกำหางนกยูงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก เรามีจิต
เลื่อมใส ได้ถวายกำหางนกยูง ด้วยกำหางนกยูงนี้และ
ด้วยการตั้งเจตนาไว้ ไฟ ๓ กองของเราจึงดับสนิทแล้ว เรา
ได้สุขอันไพบูลย์ โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ
สัมปทาแห่งพระศาสดาของเรา เราถวายกำหางนกยูงแล้ว
เราได้ความสุขอันไพบูลย์ ไฟ ๓ กองของเราดับสนิทแล้ว
 
 ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๒.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 32
เราถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นไป
แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เรา
ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายกำหางนกยูง เราเผากิเลสทั้งหมด
แล้ว...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ก็แลครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้พิจารณาการปฏิบัติของตน
เกิดโสมนัส ได้กล่าว ๘ คาถา ด้วยอำนาจอุทานว่า
การที่เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยาในเดือนผัคคุณมาสนี้
เป็นการมาดีแล้วหนอ เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ผู้แสดงธรรมอันสูงสุด มี
พระรัศมีมาก เป็นพระคณาจารย์ ถึงความเป็นผู้เลิศ
เป็นนายกวิเศษของมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ผู้ชนะ
มาร ผู้มีการเห็นหาสิ่งจะเปรียบมิได้ มีอานุภาพมาก
เป็นมหาวีรบุรุษผู้รุ่งเรืองใหญ่ ไม่มีอาสวะ สิ้นอาสวะทั้ง-
ปวง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงปลดเปลื้องเรา ผู้มี
นามว่าเสนกะ ผู้เศร้าหมองมานานแล้ว มีสันดานประกอบ
ด้วยมิจฉาทิฏฐิ จากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาคต วต เม อาสิ ความว่า การที่
เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยาในเดือนผัคคุณมาสนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ
หรือการมาของเราเป็นการดีหนอ.
 
 ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๒๘.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 33
บทว่า คยาย ได้แก่ ที่ใกล้แห่งท่าคยา,
บทว่า คยผคฺคุยา ความว่า ในอุตตรผัคคุณีนักขัตฤกษ์ปลายเดือน ๔
อันได้โวหารว่า คยาผัคคุ.
บทว่า ย เป็นต้น เป็นบทแสดงเหตุแห่งความเป็นผู้มาดี. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า ย แก้เป็น ยสฺมา แปลว่า เพราะเหตุใด.
บทว่า อทสฺสาสึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว.
บทว่า สมฺพุทฺธ ความว่า ชื่อว่า สัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรม
ทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง.
บทว่า ทสฺเสนฺต ธมฺมมุตฺตม ความว่า ผู้ตรัสรู้ธรรมสูงสุด คือเลิศ
ประเสริฐกว่าธรรมทั้งปวง ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์โดย
แท้จริง ควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์.
บทว่า มหปฺปภ ได้แก่ ประกอบด้วยรัศมีแห่งสรีระ. และด้วยรัศมี
แห่งญาณอันใหญ่.
บทว่า คณาจริย ความว่า ชื่อว่า คณาจริยะ เพราะให้คณะมีภิกษุ
บริษัทเป็นต้นศึกษาอาจาระโดยการฝึกอย่างสูงสุด. ชื่อว่า ถึงความเลิศ
เพราะบรรลุคุณมีศีลเป็นต้นอันเป็นคุณสูงสุด. ชื่อว่า เป็นผู้นำอันวิเศษ
เพราะฝึกเทวดาและมนุษย์เป็นต้นด้วยการฝึกอย่างยอดเยี่ยม และเพราะ
พระองค์เว้นจากผู้แนะนำ. เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่ครอบงำ เพราะพระองค์
ครอบงำสัตว์โลกทั้งสิ้นดำรงอยู่ และชื่อว่า เป็นชินะแห่งโลกพร้อมด้วย
เทวโลก คือเป็นชินะผู้เลิศในโลกพร้อมด้วยเทวโลก เพราะพระองค์
ทรงชำนะมารทั้ง ๕, ชื่อว่า ผู้ทรงมีการเห็นหาผู้เปรียบปานมิได้ เพราะ
มีพระรูปกายอันประดับด้วย มหาปุริสลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ และ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 34
อนุพยัญชนะ ๘๐ เป็นต้น แลเพราะมีพระธรรมกายอันประดับด้วยคุณ มี
ทศพลญาณ และจตุเวสารัชญาณเป็นต้น และมีทัสสนะอันชาวโลกทั้งสิ้น
จะพึงประมาณมิได้ และเพราะมีทัสสนะหาผู้เสมอเหมือนมิได้.
ชื่อว่า มหานาคะ เพราะเป็นผู้เสมือนกุญชรเชือกประเสริฐใหญ่
เหตุเพียบพร้อมด้วยคติ กำลังและความบากบั่น และเพราะมีอานุภาพมาก
แม้ในบรรดาท่านผู้ประเสริฐคือพระขีณาสพ. ชื่อว่า มหาวีระ เพราะย่ำยี
มารและเสนามารเสียได้ และเพราะมีความกล้าหาญอย่างใหญ่หลวง.
บทว่า มหาชุตึ ความว่า ผู้มีเดชเกิดจากมีคลังทรัพย์จับจ่ายมาก
คือผู้มีเดชมาก. ชื่อว่า อนาสวะ ไม่มีอาสวะ เพราะท่านไม่มีอาสวะทั้ง ๔.
ชื่อว่า สิ้นอาสวะทั้งปวง เพราะอาสวะทั้งปวงพร้อมด้วยวาสนาของท่าน
หมดสิ้นแล้ว. เพราะจะแสดงว่า สาวกพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธะ
เป็นผู้ชื่อว่าสิ้นอาสวะโดยแท้ ถึงอย่างนั้น เฉพาะพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมชื่อว่าย่อมทำอาสวะพร้อมด้วยวาสนาให้สิ้นไป ท่านจึงกล่าวว่า อนาสว
แล้วกล่าวอีกว่า สพฺพาสวปริกฺขีณ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ชื่อว่าผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง เพราะท่านสิ้นอาสวะทั้งปวงพร้อมทั้งวาสนาสิ้น
แล้ว. มีวาจาประกอบความว่า ชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะทรงพร่ำสอน
เวไนยสัตว์ตามสมควร ด้วยประโยชน์ในปัจจุบัน และด้วยประโยชน์ใน
สมัยปรายภพ ชื่อว่าผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ เพราะไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ
เหตุเป็นผู้แกล้วกล้าด้วยเวสารัชญาณ ๔ เพราะเหตุได้เห็นพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าเห็นปานนั้น ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้ชื่อว่ามาดีแล้ว.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงคุณที่ตนได้แล้ว เพราะได้เห็นพระศาสดา จึง
ได้กล่าวคาถาที่ ๔

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 35
คำอันเป็นคาถามีอธิบายดังนี้ว่า ท่านเสนกะประกาศความเลื่อมใส
ยิ่งในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดา
ของเรา เมื่อจะปลดเปลื้องเรา ผู้เศร้าหมองมาตลอดกาลนาน ในสงสาร
อันหาเบื้องต้นและที่สุดตามรู้ไม่ได้ด้วยวัตถุ คือสังกิเลส เครื่องเศร้าหมอง
เหมือนน้ำเต้า เต็มด้วยน้ำข้าวฉะนั้น เหมือนตุ่มเต็มด้วยเปรียง และ
เหมือนท่อนผ้าเก่าอันน้ำมันเหลวดื่มแล้วฉะนั้น ผู้ถูกเครื่องผูกคือทิฏฐิผูก
ไว้ที่เสาคือสักกายทิฏฐิ เหมือนสุนัขถูกผูกไว้ที่เสาไม้มะสังฉะนั้น ให้พ้น
จากเครื่องผูกนั้น จึงปลดเปลื้องเราผู้ชื่อว่าเสนกะ จากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
มีอภิชฌาเป็นต้น ด้วยมือคืออริยมรรค.
จบอรรถกถาเสนกเถรคาถาที่ ๖

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 36
๗. สัมภูตเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระสัมภูตเถระ
[๓๒๙] ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่ควรรีบ
ด่วน ผู้นั้นเป็นพาลย่อมประสพทุกข์ เพราะไม่จัดแจงโดย
อุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป เหมือน
พระจันทร์ข้างแรม เขาย่อมถึงความเสื่อมยศ และแตก
จากมิตรทั้งหลาย ผู้ใดช้า ในเวลาที่ควรช้า รีบด่วนในเวลา
ที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นบัณฑิตถึงความสุข เพราะได้
จัดแจงโดยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์
เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น เขาย่อมได้ยศ ได้เกียรติคุณ
และไม่แตกจากมิตรทั้งหลาย.
จบสัมภูตเถรคาถา
 
อรรถกถาสัมภูตเถรคาถาที่ ๗
 
คาถาของท่านพระสัมภูตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โย ทนฺธกาเล ดังนี้
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
บำเพ็ญบุญในภพนั้น ๆ เมื่อโลกว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในกำเนิดกินนร
ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา วันหนึ่งเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีจิตเลื่อมใส
ไหว้แล้ว กระทำอัญชลีได้กระทำการบูชาด้วยดอกอัญชัน.
ด้วยบุญกรรมนั้น เธอท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ฟังธรรมในสำนักของพระธรรมภัณฑาคาริกภายหลัง

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 37
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน ได้ศรัทธาบวชแล้วกระทำสมณธรรม
เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหันต์. ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
ครั้งนั้นเราเป็นกินนร อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ได้
เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี มีความเลื่อมใส
โสมนัสเกิดความปราโมทย์ ประนมอัญชลีแล้วถือเอาดอก
รกฟ้าขาวมาบูชาพระสยัมภู ด้วยกรรมที่เราทำไว้ดีแล้ว
นั้น และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างกินนรแล้ว
ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้เป็นจอมเทพเสวยราช-
สมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวย-
ราชสมบัติอันใหญ่ ๑๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราช
อันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ พืชอันหว่านในเนื้อนาอันดี
คือพระสยัมภู ได้สำเร็จผลเป็นอันดีแก่เราแล้ว กุศลของ
เรามีอยู่ เราบวชเป็นบรรพชิต ทุกวันนี้ เราควรแก่การ
บูชาในศาสนาของพระศากยบุตร เราเผากิเลสทั้งหลาย
แล้ว . . .ฯลฯ . . . พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ก็แลท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่วิมุตติ เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี เมื่อภิกษุผู้เป็นบุตรแห่งเจ้าวัชชี
ชาวกรุงเวสาลี ยกย่องวัตถุ ๑๐ ประการ เมื่อพระขีณาสพ ๕๐๐ รูป ผู้
อันพระยสกากัณฑกบุตตรเถระกระตุ้นเตือนให้อาจหาญขึ้น ทำลายทิฏฐินั้น
ยกย่องพระสัทธรรม กระทำสังคายนาพระธรรมวินัย เพราะความสังเวช
ในธรรม ในการที่ภิกษุชาวเมืองวัชชีบุตรแสดงสัตถุศาสน์นอกธรรมนอก
 ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๐๖.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 38
วินัย พระเถระเมื่อจะกล่าวคาถาเหล่านี้พยากรณ์พระอรหัตผลว่า:-
ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า แลช้าในเวลาที่ควรรีบ-
ด่วน ผู้นั้นเป็นพาลย่อมประสพทุกข์ เพราะไม่จัดแจงโดย
อุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป เหมือน
พระจันทร์ข้างแรม เขาย่อมถึงความเสื่อมยศ และแตก
จากมิตรทั้งหลาย ผู้ใดช้าในเวลาที่ควรช้า รีบด่วนในเวลา
ที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นบัณฑิตถึงความสุข เพราะได้จัด-
แจงด้วยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์
เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น เขาย่อมได้ยศ ได้เกียรติคุณ
และไม่แตกจากมิตรทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย ทนฺธกาเล ตรติ ความว่า เมื่อ
เกิดความสงสัยในพระวินัยในเพราะวัตถุไร ๆ ที่ควรทำขึ้นว่า สิ่งนี้ควร
หรือไม่ควรหนอ ดังนี้ ครั้นถามพระวินัยธรผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังบรรเทา
ความสงสัยนั้นไม่ได้ เพียงใด ย่อมด่วนคือย่ำยีกระทำ แม้ก้าวล่วงในเวลา
ช้า คือในสมัยที่ไม่ได้จะพึงให้กิจนั้นช้า เพียงนั้น.
บทว่า ตรณีเย จ ทนฺธเย ความว่า เมื่อกิจของคฤหัสถ์ มี
สรณคมน์และการสมาทานศีลเป็นต้น และกิจของบรรพชิต มีการกระทำ
วัตรและปฏิวัตรเป็นต้น และการตามประกอบสมถะและวิปัสสนาที่ควรรีบ
ด่วนมาถึงเข้า อย่ารีบประกอบกิจนั้น ควรให้ช้าด้วยคิดว่า เราจักกระทำใน
เดือนที่จะมาถึงหรือในวันปักษ์ เมื่อไม่ทำกิจนั้นเลย ชื่อว่า ปล่อยให้กาล
ผ่านไป.
 
 ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๒๙.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 39
บทว่า อโยนิสวิธาเนน ความว่า บุคคลผู้เป็นพาลคือผู้มีปัญญา
อ่อน เมื่อด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่ควรรีบด่วน ย่อม
ประสพทุกข์ คือความพินาศ ในบัดเดี๋ยวนี้และในกาลต่อไป ด้วยการ
ไม่จัดแจงอุบาย คือเพราะไม่มีการจัดแจงอุบาย.
บทว่า ตสฺสตฺถา ปริหายนฺติ ความว่า ประโยชน์ทั้งหลายอัน
ต่างด้วยประโยชน์ในปัจจุบันเป็นต้น ของบุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น
ย่อมเสื่อมไปเหมือนพระจันทร์ข้างแรม คือย่อมถึงความหมดสิ้นไป
ทุกวัน ๆ ได้แก่ย่อมถึงคือย่อมประสพความเสื่อมยศ คือซึ่งความเป็นผู้
อันวิญญูชนพึงติเตียน โดยนัยมีอาทิว่า บุคคลโน้นเป็นผู้ไม่มีศรัทธาไม่มี
ความเลื่อมใส เกียจคร้านมีความเพียรเลว.
บทว่า มิตฺเตหิ จ ริรุชฺฌติ ความว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่ยินดีด้วย
การรับโอวาทว่า พวกเราไม่ควรถูกว่ากล่าว (ดูหมิ่น) จากกัลยาณมิตรผู้
ให้โอวาทว่า ท่านจงปฏิบัติอย่างนี้ จงอย่าปฏิบัติอย่างนี้.
พึงทราบความโดยปริยายตรงกันข้าม แห่งคาถาทั้งสองที่เหลือ.
แต่ในที่นี้อาจารย์บางพวกยกเอาการยกย่อง และการข่มจิตอันประกอบด้วย
ภาวนาด้วยอัตภาพ (ความเป็นตัวตน) แห่งบทว่า ย่อมรีบด่วนในเวลาช้า
คำนั้นย่อมควรในคาถาหลัง. จริงอยู่ ๒ คาถาต้น พระเถระกล่าวหมาย
เอาภิกษุวัชชีบุตรผู้ไม่กระทำสมณธรรมที่ควรประพฤติตั้งแต่บวช มาแสดง
วัตถุ ๑๐ ประการ เพราะความที่ตนมีความสงสัยเป็นปกติ ถูกสงฆ์ขับไล่
ให้ออกไป แต่ ๒ คาถาหลังกล่าวหมายเอาผู้ปฏิบัติเหมือนกับตน ยังประ-
โยชน์ของตนให้สำเร็จแล้วดำรงอยู่ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสัมภูตเถรคาถาที่ ๗

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 40
๘. ราหุลเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระราหุลเถระ
[๓๓๐] ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์
ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิบัติ-
สมบัติ ๑ เพราะเราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และ
เป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย อนึ่ง เพราะอาสวะของ
เราสิ้นไปและภพใหม่ไม่มีต่อไป เราเป็นพระอรหันต์ เป็น
พระทักขิไณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็นผู้เห็นอมตธรรม สัตว์
ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษใน
กาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมแล้ว ถูกหลังคาคือตัณหา
ปกปิดแล้ว ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูกคือความประมาท
เหมือนปลาในปากไซ เราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว ตัด
เครื่องผูกของมารได้แล้ว ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว
เป็นผู้มีความเยือกเย็นดับแล้ว.
จบราหุลเถรคาถา
 
อรรถกถาราหุลเถรคาถาที่ ๘
 
คาถาของท่านพระราหุลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุภเยน ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมบุญในภพนั้น ๆ ในการแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระบังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เห็นพระ-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 41
ศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ใคร่ต่อ
การศึกษา แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น บำเพ็ญบุญเป็นอันมากมี
ชำระเสนาสนะให้สะอาดและตามประทีปให้สว่างเป็นต้น จึงตั้งความ
ปรารถนาไว้.
เธอเมื่อจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย-
โลก ในพุทธุปบาทกาลนี้อาศัยพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย บังเกิดใน
ท้องของพระนางยโสธราเทวีทรงพระนามว่าราหุล เจริญด้วยขัตติยบริหาร
เป็นอันมาก. วิธีบรรพชาของท่านมาแล้วในขันธกะนั่นเอง. ครั้นท่าน
บรรพชาแล้วได้รับพระโอวาทด้วยสุตตบทเป็นอันมาก ในสำนักของ
พระศาสดา มีญาณแก่กล้า บำเพ็ญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้ถวายเครื่องลาดในปราสาท ๗ ชั้น แด่พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้
คงที่ พระมหามุนีผู้เป็นจอมแห่งชน เป็นพระผู้ประเสริฐ
อันพระขีณาสพพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เสด็จเข้าพระคันธ-
กุฏี พระศาสดาผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ
ทรงยังพระคันธกุฎีให้รุ่งเรือง ประทับยืนในท่ามกลาง
ภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ที่นอนนี้ผู้ใดให้
โชติช่วงแล้ว ดังกระจกเงาอันขัดดีแล้ว เราจักพยากรณ์ผู้
นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ปราสาททองอันงดงาม
หรือปราสาทแก้วไพฑูรย์เป็นที่รักแห่งใจ จักบังเกิดแก่ผู้
นั้น ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๖๔
 ๑. ขุ อ. ๓๒/๑๘.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 42
ชาติ และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิติดกันต่อหนึ่งพันชาติ. ใน
๒๒ กัป จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าวิมล จักเป็นพระ-
เจ้าจักรพรรดิพระนามว่าวิชิตาวี ทรงครอบครองแผ่นดินมี
สมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต พระนครชื่อเรณุวดีสร้างด้วย
แผ่นอิฐ โดยยาว ๓๐๐ โยชน์ สี่เหลี่ยมจตุรัส ปราสาท
ชื่อสุทัสนะ อันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตให้ ประกอบด้วย
เรือนยอดอันประเสริฐ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ อึกทึก
ด้วยเสียง ๑๐ อย่าง วิทยาธรมาเกลื่อนกล่นอยู่ เหมือน
จักเป็นนครชื่อสุทัสนะของเหล่าเทวดา รัศมีแห่งนครนั้น
เปล่งปลั่งดังเมื่อพระอาทิตย์อุทัย นครนั้นจะรุ่งเรืองเจิดจ้า
โดยรอบ ๘ โยชน์ อยู่เป็นนิจ ในแสนกัป พระศาสดา
ทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์
พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นอันกุศล-
มูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักได้เป็นพระ-
ราชโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ถ้าจะ
พึงอยู่ครองเรือน ผู้นั้นพึงได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่
ข้อที่เธอจะคงที่ถึงความยินดีในเรือนนั้น ไม่เป็นฐานะที่
จะมีได้ เธอจักออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีวัตรอันงาม
จักได้เป็นพระอรหันต์มีนามว่าราหุล พระมหามุนีทรง
พยากรณ์เธอว่า มีปัญญาสมบูรณ์ด้วยศีล เหมือนนก
ต้อยตีวิดรักษาไข่ ดังจามรีรักษาขนหาง เรารู้ทั่วถึงธรรม
ของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในศาสนา เรากำหนดรู้อาสวะ
ทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิ-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 43
สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด
แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว ฉะนี้แล.
อนึ่ง ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน
เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าว ๔ คาถาว่า
ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์
ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิบัติ-
สมบัติ ๑ เพราะเราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และเป็น
ผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย อนึ่ง เพราะอาสวะของเรา
สิ้นไปและภพใหม่ไม่มีต่อไป เราเป็นพระอรหันต์ เป็น
พระทักขิไณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็นผู้เห็นอมตธรรม
สัตว์ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษ
ในกาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมแล้ว ถูกหลังคาคือ
ตัณหาปกปิดแล้ว ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูก คือความ
ประมาท เหมือนปลาในปากไซ เราถอนกามนั้นขึ้นได้
แล้ว ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว ถอนตัณหาพร้อมทั้ง
รากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเยือกเย็นดับแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภเยเนว สมฺปนฺโน ความว่า สมบูรณ์
คือประกอบ แม้ด้วยสมบัติทั้งสอง คือชาติสมบัติ ปฏิบัติสมบัติ.
บทว่า ราหุลภทฺทโกติ ม วิทู ความว่า สพรหมจารีทั้งหลาย ย่อม
รู้จักเราว่า ราหุลผู้เจริญ. จริงอยู่ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงสดับ
ข่าวว่าพระราหุลประสูติแล้ว ทรงอาศัยถ้อยคำที่พระโพธิสัตว์กล่าวว่า
 
 ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๐.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 44
พระราหุลประสูติแล้ว เครื่องผูกเกิดแล้ว จึงทรงยึดพระนามว่าราหุล. ใน
ข้อนั้นพระองค์ทรงยึดเอาปริยายที่พระบิดาตรัสแล้วแต่ชั้นต้นนั่นแล จึง
ตรัสว่า ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า ราหุลผู้เจริญ. ก็คำว่า ภทฺโท นี้เป็น
คำแสดงถึงความสรรเสริญ.
บัดนี้ เพื่อแสดงสมบัติทั้งสองนั้น ท่านจึงกล่าว ยญฺจมฺหิ ดังนี้
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ย แก้เป็น ยสฺมา แปลว่า เพราะ
เหตุใด.
บทว่า อมฺหิ ปุตฺโต พุทฺธสฺส ความว่า เราเป็นราชโอรส ของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมทั้งที่เป็นโลกิยะ และโลกุตตระ,
อธิบายว่าในธรรมคือ สัจจะ ๔.
บทว่า จกฺขุมา พึงประกอบว่า เราเป็นผู้มีจักษุ ด้วยจักษุคือปัญญา
อันสัมปยุตด้วยมรรค.
เพื่อจะแสดงสมบัติทั้งสองในพระองค์โดยปริยายแม้อื่น ๆ อีก จึง
กล่าวคาถาว่า ยญฺจ เม อาสวา ขีณา เพราะอาสวะของเราสิ้นแล้ว ดังนี้
เป็นต้น .
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขิเณยฺโย ได้แก่ควรซึ่งทักษิณา.
บทว่า อมตทฺทโส ได้แก่ ผู้เห็นพระนิพพาน คำที่เหลือรู้ได้ง่าย
ทีเดียว.
บัดนี้หมู่สัตว์ย่อมหมุนเวียนไปในสงสารเหมือนปลาที่ติดอยู่ในไซ
เพราะไม่มีวิชชาสมบัติและวิมุตติสมบัติใด เพื่อจะแสดงสมบัติทั้งสองนั้น

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 45
ในตน ท่านจึงกล่าว ๒ คาถาว่า กามนฺธา ดังนี้เป็นต้น, อธิบายว่าอัน
กิเลสกามซึ่งจำแนกว่าธรรมมีฉันทราคะเป็นต้น กระทำให้เป็นดังคนบอด
เพราะไม่เห็นโทษในวัตถุกามมีรูปเป็นต้น.
บทว่า ชาลปจฺฉนฺนา ความว่า ถูกข่ายคือตัณหาอันซ่านไปใน
อารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งตั้งปกคลุมภพ ๓ ทั้งสิ้นไว้ ปิดบัง คือผูกพันไว้โดย
ประการต่าง ๆ.
บทว่า ตณฺหาฉทนฉาทิตา ความว่า อันหลังคาคือตัณหานั้นนั่น
แล ปิดบังคือปกคลุมไว้โดยประการทั้งปวง.
บทว่า ปมตฺตพนฺธุนา พทฺธา มจฺฉาว กุมินามุเข ความว่า
สัตว์เหล่านี้ ถูกมารผูกไว้ด้วยความประมาท คือถูกเครื่องผูกคือกามอันใด
ผูกไว้ ย่อมไม่หลุดพ้นจากเครื่องผูกนั้น คือติดอยู่ในภายในเครื่องผูกนั้น
เอง เหมือนปลาติดอยู่ที่ปากลอบดักปลา แห่งปลาที่ติดอยู่ที่ปากไซฉะนั้น.
อธิบายว่า เราทิ้งกามนั้น คือเห็นปานนั้น อันเป็นเสมือนเครื่องผูก
คือละเสียด้วยการปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นแล้ว ตัดเครื่องผูกแห่งกิเลส-
มาร แล้วใช้ศัสตรา คืออริยมรรค ตัดได้เด็ดขาดแล้ว รื้อถอนตัณหามี
กามตัณหาเป็นต้น พร้อมทั้งรากกล่าวคืออวิชชานั้นนั่นแล ชื่อว่าถอน
ตัณหาพร้อมทั้งราก เป็นผู้เย็นเพราะไม่มีความกระวนกระวาย และความ
เร่าร้อนคือกิเลสทั้งปวง ดับสนิทด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
จบอรรถกถาราหุลเถรคาถาที่ ๘

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 46
๙. จันทนเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระจันทนเถระ
[๓๓๑] ภรรยาผู้ปกคลุมด้วยเครื่องประดับล้วนแต่เป็นทอง
ห้อมล้อมด้วยหมู่ทาสี อุ้มบุตรเข้ามาหาเรา ก็เวลาที่เรา
เห็นภรรยาผู้เป็นมารดาของบุตรของเรานั้นตกแต่งร่างกาย
นุ่งห่มผ้าใหม่เดินมา เป็นดุจบ่วงมัจจุราชดักไว้ ความ
ทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ก็เกิดขึ้นแก่เรา โทษ
แห่งสังขารทั้งหลาย ก็เกิดปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่าย
ก็ตั้งมั่น ลำดับนั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้วจากกิเลส ขอ
ท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมดีเลิศ วิชชา ๓ เรา
ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
จบจันทนเถรคาถา
 
อรรถกถาจันทนเถรคาถาที่ ๙
 
คาถาของท่านพระจันทนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ชาตรูเปน ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อโลกว่างพระ-
พุทธเจ้า บังเกิดเป็นรุกขเทวดา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า สุทัสสนะ
อยู่ในระหว่างภูเขา มีจิตเลื่อมใส ได้กระทำการบูชาด้วยดอกอัญชันเขียว.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 47
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลเพียบพร้อมด้วยสมบัติ ในกรุง
สาวัตถี มีนามว่าจันทนะ เจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือนได้ฟังธรรมใน
สำนักพระศาสดา ได้เป็นพระโสดาบัน.
ท่านได้บุตรคนหนึ่ง ละฆราวาสบวชเรียนวิปัสสนากรรมฐานอยู่ใน
ป่า มายังกรุงสาวัตถีเพื่อถวายบังคมพระศาสดา อยู่ในป่าช้า, ภรรยาเก่า
ทราบว่าท่านมาแล้ว จึงประดับตกแต่งพาเด็กพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก
ไปยังสำนักของพระเถระด้วยคิดว่า เราจะประเล้าประโลมให้ท่านสึกด้วย
มายาหญิงเป็นต้น. พระเถระเห็นหญิงนั้นกำลังเดินมาแต่ที่ไกล คิดว่า
บัดนี้เราจักไม่ใช่เป็นวิสัยของนาง จึงบำเพ็ญวิปัสสนาตามที่เริ่มไว้ ได้มี
อภิญญา ๖ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอุปทานว่า
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออัจจละ
พระพุทธเจ้า๒พระนามว่าสุทัสสนะ ประทับอยู่ที่ซอกเขา
เราถือดอกไม้ที่เกิดในป่าหิมพานต์ เหาะขึ้นอากาศ ณ ที่
นั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ข้ามพ้นโอฆะ ไม่มีอาสวะ
ครั้งนั้นเราถือเอาดอกอัญชันเขียว จบเหนือเศียรเกล้า
แล้ว บูชาแด่พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหาประโยชน์
ใหญ่ ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้ใดบูชา
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯ ล ฯ . . . พระพุทธ-
ศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ท่านได้อภิญญาแล้ว ยืนอยู่บนอากาศแสดงธรรมแก่นาง ให้นาง
 
 ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๐๗. ๒.อรรถกถาว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 48
ตั้งอยู่ในสรณะและศีลแล้ว ตนเองไปยังที่ ๆ ตนเคยอยู่ในกาลก่อน. ถูก
ภิกษุผู้เป็นสหายถามว่า อาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสนักแล ท่านแทง
ตลอดสัจจะได้แล้วกระมัง เมื่อจะแสดงประวัติของตน จึงพยากรณ์
พระอรหัตผลด้วยคาถานี้ว่า
ภรรยาผู้ปกคลุมด้วยเครื่องประดับล้วนแต่เป็นทอง
ห้อมล้อมด้วยหมู่ทาสี อุ้มบุตรเข้ามาหาเรา ก็เวลาที่เรา
เห็นภรรยาผู้เป็นมารดาของบุตรของเรานั้นตกแต่งร่างกาย
นุ่งห่มผ้าใหม่เดินมา เป็นดุจบ่วงมัจจุราชดักไว้ ความทำ
ไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ก็เกิดขึ้นแก่เรา โทษแห่ง
สังขารทั้งหลาย ก็เกิดปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็
ตั้งมั่น ลำดับนั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้วจากกิเลส ขอ
ท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมดีเลิศ วิชชา๓ เราได้
บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาตรูเปน สญฺฉนฺน ความว่า มี
ร่างกาย อันเครื่องประดับมีเครื่องประดับศีรษะเป็นต้น อันล้วนแล้ว
ด้วยทองคำปกคลุมไว้ โดยเป็นเครื่องประดับ, อธิบายว่า ประดับด้วย
อาภรณ์ทั้งปวง.
บทว่า ทาสีคณปุรกฺขตา ความว่า การทำไว้ข้างหน้า คือแวดล้อม
ไปด้วยหมู่ทาสีของตน ที่ประดับตกแต่งแล้วตามสมควร.
บทว่า องฺเกน ปุตฺตมาทาย ความว่า อุ้มบุตรตนด้วยคิดว่า
บุตรนี้พึงมีความสำราญเพราะอาศัยเรือน เพราะอาศัยเราบ้าง.
 
 ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๑.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 49
บทว่า อายนฺตึ แปลว่า กำลังเดินมา.
บทว่า สกปุตฺตสฺส มาตร ได้แก่ หญิงผู้ให้บุตรคือโอรสของ
เราเกิด. อธิบายว่า ภรรยาเก่าของเรา. พระเถระสำคัญการตัดกามราคะ
ของตนทั้งหมดนี้ จึงได้กล่าวไว้มาก.
บทว่า โยนิโส อุทปชฺชถ ความว่า การกระทำไว้ในใจโดย
อุบายอันแยบคาย เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ว่า สมบัติชื่อแม้เห็นปานนี้ ถูกชรา
พยาธิและมรณะครอบงำ โอ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นที่
ไว้วางใจ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาจันทนเถรคาถาที่ ๙

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 50
๑๐. ธัมมิกเถรคาถา
 
ว่าด้วยคาถาของพระธัมมิกเถระ
[๓๓๒] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคล
ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรม
อันบุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่
ทุคติ สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรม ย่อมมีวิบาก
ไม่เสนอกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมนำให้ถึง
สุคติ เพราะฉะนั้นแหละ บุคคลเมื่อบันเทิงอยู่ด้วยการ
ให้โอวาทที่พระตถาคตผู้คงที่ตรัสไว้อย่างนี้ ควรทำความ
พอใจในธรรมทั้งหลาย เพราะพระสาวกทั้งหลายของ
พระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ ตั้งอยู่แล้วใน
ธรรม นับถือธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุด ย่อมนำตน
ให้พ้นจากทุกข์ได้ ผู้ใดกำจัดรากเหง้าแห่งหัวฝี ถอนข่าย
คือตัณหาได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้สิ้นสงสาร ไม่มีกิเลสเครื่อง
กังวลอีก เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญปราศจากโทษ
ฉะนั้น.
จบธัมมิกเถรคาถา
 
อรรถกถาธัมมิกเถรคาถาที่ ๑๐
 
คาถาของท่านพระธัมมิกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ธมฺโม หเว ดังนี้.
เรื่องนั้น มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน