พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๕๔ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 1
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย เถรีคาถา
เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๔
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เถรีคาถา เอกนิบาต
ว่าด้วยคาถาต่าง ๆ ในเอกนิบาต
๑. อัญญตราเถรีคาถา
[๔๐๒] ได้ยินว่า ภิกษุณีเถรีองค์หนึ่งไม่ปรากฏชื่อได้ภาษิตคาถาไว้
อย่างนี้ว่า :-
ดูก่อนพระเถรี ท่านจงเอาท่อนผ้าทำจีวรนุ่งห่ม
แล้วพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของท่านสงบ
แล้ว เหมือนผักดองแห้งอยู่ในหม้อ.
จบอัญญตราเถรีคาถา
 ๑. บาลีเล่มที่ ๒๖

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 2
ปรมัตถทีปนี
อรรถกถาขุททกนิกาย เถรีคาถา
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อรรถกถาเอกนิบาต
๑. อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา
ในเอกนิบาตมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บัดนี้ ถึงโอกาสที่จะพรรณนาเนื้อความเถรีคาถาตามลำดับแล้ว เพราะ
ในเถรีคาถานั้น เมื่อได้พรรณนาเนื้อความประกาศประการที่เหล่าภิกษุณีได้
บรรพชาและอุปสมบทแต่ต้นนั้นในที่นี้ การชี้แจงอัตถุปัตติเหตุเกิดขึ้นของ
คาถาทั้งหลายในเรื่องนั้น ๆ ย่อมทำได้ง่ายและปรากฏชัด ฉะนั้น เพื่อประกาศ
ความนั้น พึงทราบอนุปุพพีกถาตั้งแต่ต้นโดยย่อดังต่อไปนี้ :-
ความย่อว่า พระโลกนาถศาสดาพระองค์นี้ทรงประชุมองค์แปดที่ตรัส
ไว้โดยนัยว่า มนุสฺสตฺต ลิงฺคสมฺปตฺติ ความเป็นมนุษย์ ความสมบูรณ์ด้วย
เพศเป็นต้น สร้างมหาภินิหารแทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ทีปังกร ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ได้พยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ๒๔ พระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมีโดยลำดับ ถึงยอดแห่งญาตัตถจริยา
และโลกัตถจริยา บังเกิดในภพชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในภพชั้นดุสิตนั้นตลอดอายุ
เทวดาในหมื่นจักรวาลอาราธนาให้อุบัติเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ด้วย
คำว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 3
ข้าแต่มหาวีระ ได้เวลาที่พระองค์จะเสด็จ
อุบัติในพระครรภ์พระมารดา ตรัสรู้อมตบท ยัง
มนุษยโลกพร้อมเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสารแล้ว.
ทรงประทานปฏิญญาแก่เทวดาเหล่านั้น แล้วทรงทำปัญจมหาวิโลกนะ
ทรงมีพระสติสัมปชัญญะเสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา ในพระตำหนักของ
พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ในศากยราชตระกูล ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอยู่ใน
พระครรภ์นั้น ๑๐ เดือน ทรงมีพระสติสัมปชัญญะเสด็จออกจากพระครรภ์ได้
พระอภิชาติที่ลุมพินีวัน ได้รับการดูแลอย่างดีด้วยการดูแลที่ยิ่งใหญ่ ตั้งต้น
แต่จัดพี่เลี้ยงไว้หลายเหล่า ทรงเจริญวัยโดยลำดับ แวดล้อมไปด้วยนักฟ้อนรำ
หลายชนิด ในปราสาทสามหลัง เสวยสมบัติดุจเทวดา ทรงสลดพระทัย
เพราะเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงเห็นโทษในกามและอานิสงส์ใน
เนกขัมมะ เพราะญาณแก่กล้า ในวันที่ราหุลกุมารประสูติ พระองค์มีนายฉันนะ
เป็นสหาย ทรงกัณฐกอัศวราช เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ยามเที่ยงคืน ทาง
ประตูที่เหล่าเทวดาเปิดถวาย เสด็จผ่านแคว้นที่มีพระราชาปกครองสามแคว้น
ในราตรีนั้นเอง เสด็จถึงฝั่งอโนมานที ทรงรับธงชัยของพระอรหัตที่ฆฏิการ-
มหาพรหมนำมาถวาย ทรงบรรพชาเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยาเหมือนพระ -
เถระ ๖๐ พรรษาในขณะนั้นนั่นเอง, เสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับด้วยพระ
อิริยาบถน่าเลื่อมใส เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์นั้นแล้ว ประทับนั่ง
เสวยบิณฑบาตที่เงื้อมเขาปัณฑวะ พระเจ้าพิมพิสารราชาของชาวมคธทรง
เชื้อเชิญให้ครองราชสมบัติ (ร่วมกับพระองค์) ทรงปฏิเสธเรื่องนั้น เสด็จไป
อารามของท่านภัคควะ ทรงศึกษาลัทธิของท่านภัคควะนั้น จากนั้นทรงศึกษา
ลัทธิของท่านอาฬารดาบสและท่านอุทกดาบส ไม่ทรงพอพระทัยลัทธิทั้งหมด

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 4
นั้น เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาตามลำดับ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ ๖ ปี ที่
ตำบลนั้น ทรงทราบว่าทุกกรกิริยานั้นไม่ทำให้ตรัสรู้อริยธรรมได้ มีพระดำริ
ว่า นี้ไม่ใช่ทางตรัสรู้ ทรงนำอาหารหยาบมาบำรุงกำลังอยู่สองสามวัน ใน
วันวิสาขบุณมี เสวยโภชนะอย่างประเสริฐ (มธุปายาส) ที่นางสุชาดาถวาย
แล้วทรงลอยถาดทองทวนกระแสน้ำในแม่น้ำ (เนรัญชรา) ทรงลงความเห็น
ในที่สุดว่า เราจักตรัสรู้ในวันนี้ เวลาเย็นพญากาฬนาคราชสรรเสริญพระคุณ
เสด็จขึ้นโพธิมณฑล ผินพระพักตร์ไปยังปาจีนโลกธาตุประทับนั่งเหนืออปรา-
ชิตบัลลังก์อันเป็นฐานะไม่หวั่นไหว ทรงตั้งความเพียรประกอบด้วยองค์สี่
ทรงกำจัดกองทัพมารได้ในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ทันอัสดงคตเลย ปฐมยาม
ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ มัชฌิมยามทรงบรรลุทิพยจักษุญาณ
(จุตูปปาตญาณ) ปัจฉิมยามทรงหยั่งญาณลงในปฏิจจสมุปบาท พิจารณาปัจจ-
ยาการทั้งอนุโลมและปฏิโลมเจริญวิปัสสนา ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิ-
ญาณ อันไม่สาธารณ์แก่ผู้อื่น ที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงบรรลุกันแล้ว ทรงเข้า
ผลสมาบัติ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นเวลา ๗ วัน ที่โพธิมณฑลนั้น
แหละ ทรงให้เวลาล่วงไปที่โพธิมณฑลนั่นเอง อีกหลายสัปดาห์โดยนัยนั้นแล
เสวยโภชนะคลุกน้ำผึ้งที่โคนต้นราชายตนะไม้เกด ประทับนั่งที่โคนต้นอชปาล
นิโครธอีก ทรงพิจารณาความที่ธรรมเป็นเรื่องลึกซึ้งตามธรรมดา ท้าวมหา-
พรหมมาอาราธนาในเมื่อพระองค์มีพระทัยน้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย (คิด
จะไม่สอน) ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นเหล่าสัตว์ชนิดมีอินทรีย์
แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี เป็นต้น ทรงทำปฏิญญากับท้าวมหาพรหมที่
จะแสดงธรรม ทรงรำพึงว่า ควรจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงทราบ
ว่า ท่านอาฬารดาบสและท่านอุทกดาบสตายเสียแล้ว มีพระดำริว่า ภิกษุ
ปัญจวัคคีย์ที่บำรุงรับใช้เรา ซึ่งกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นผู้มีอุปการะ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 5
แก่เรามากแท้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่า
นั้นก่อน ในวันอาสาฬหบุณมี เสด็จพุทธดำเนินจากมหาโพธิมุ่งกรุงพาราณสี
ระยะทาง ๑๘ โยชน์ ทรงพบกับอุปกาชีวกในระหว่างทาง เสด็จถึงป่า
อิสิปตนะตามลำดับ ทรงทำความเข้าใจกะพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนะนั้น ทรง
ให้พระพรหม ๑๘ โกฏิมีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นประมุข ดื่มอมตธรรม
ด้วยเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สุดโต่งสองอย่างเหล่านั้น อันบรรพชิตไม่พึงเสพ ดังนี้.
ในวันแรม ๑ ค่ำ ทรงให้พระภัททิยเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
วันแรม ๒ ค่ำ ทรงให้พระวัปปเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
วันแรม ๓ ค่ำ ทรงให้พระมหานามเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
วันแรม ๔ ค่ำ ทรงให้พระอัสสชิเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
อนึ่งในวันแรม ๕ ค่ำ ทรงให้พระปัญจวัคคีย์ทั้งหมดตั้งอยู่ในพระ
อรหัตด้วยเทศนาอนัตตลักขณสูตร.
ต่อจากนั้นทรงให้มหาชนหยั่งลงสู่อริยภูมิ อย่างนี้คือ บุรุษ ๕๕ คน
มียสกุลบุตรเป็นประมุข ภัททวัคคียกุมารประมาณ ๓๐ คนที่ไร่ฝ้าย
ปุราณชฎิลประมาณพันคนที่หินราบ คยาสีสประเทศ ที่ให้มหาชน ๑๑ นหุต
มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ให้มหาชน ๑ นหุต
ตั้งอยู่ในสรณะสาม ทรงรับพระเวฬุวันแล้ว ประทับอยู่ในพระเวฬุวันนั้น ทรง
ตั้ง พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ผู้บรรลุปฐมมรรคโดยการนำของ
พระอัสสชิเถระ ลาอาจารย์สญชัยเข้ามายังสำนักของพระองค์พร้อมด้วย
บริวาร ทำให้แจ้งผลอันเลิศบรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณแล้วไว้ในตำแหน่ง
สาวกผู้เลิศ เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ตามคำเชื้อเชิญของพระกาฬุทายีเถระ ทรง
ทรมานหมู่พระญาติผู้กระด้างเพราะมานะ ด้วยยมกปาฏิหาริย์ ทรงให้พระชนก

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 6
ตั้งอยู่ในอนาคามิผล และให้พระมหาปชาบดีตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงให้
นันทกุมารและราหุลกุมารบรรพชา แล้วเสด็จกลับมายังกรุงราชคฤห์อีก.
สมัยต่อมา เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าอาศัย กรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่
กูฏาคารศาลา พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต
ปรินิพพานภายใต้เศวตฉัตรนั่นเอง. ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมี ได้เกิด
ความคิดที่จะบรรพชา ลำดับนั้น เหล่าหญิงบาทบริจาริกาของกุมาร ๕๐๐ คน
ที่ออกบวชในเวลาจบเทศนา กลหวิวาทสูตร ที่ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี ได้
พร้อมใจกันไปเฝ้าพระมหาปชาบดี ทุกคนทูลว่า จักบวชในสำนักของพระ-
ศาสดา ตั้งให้พระมหาปชาบดีเป็นหัวหน้าประสงค์จะไปเฝ้าพระศาสดา ก็พระ
มหาปชาบดีนี้ เมื่อก่อนได้ทูลขอบรรพชากะพระศาสดาครั้งหนึ่งแล้วไม่ได้
ฉะนั้นจึงรับสั่งให้เรียกกัลบกมาปลงพระเกสาแล้วครองผ้ากาสายะ พาสากิยานี
เหล่านั้นทั้งหมดไปกรุงเวสาลี ขอร้องพระอานนทเถระให้อ้อนวอนพระทศพล
จึงได้บรรพชาและอุปสมบทด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการ แม้สากิยานีนอกนี้
ทั้งหมดก็ได้อุปสมบทพร้อมกัน .
นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องนี้โดยพิสดาร มาแล้วในบาลีนั้น ๆ
ทั้งนั้น.
พระมหาปชาบดีอุปสมบทอย่างนี้แล้ว เข้าเฝ้าพระศาสดา ถวาย
บังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง ครั้งนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่
พระมหาปชาบดีนั้น พระนางนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดา ได้
บรรลุพระอรหัต ภิกษุณี ๕๐๐ ที่เหลือได้บรรลุพระอรหัตในเวลาจบนันทโก-
วาทสูตร เมื่อภิกษุณีสงฆ์ตั้งมั่นดีเป็นปึกแผ่นอย่างนี้แล้ว เหล่าหญิงมีตระกูล
สะใภ้ของตระกูล และกุมาริกาในตระกูลทั้งหลาย ในคามนิคมชนบทและราช
ธานีนั้น ๆ ได้ฟังความที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ดีแล้ว ความที่พระธรรม

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 7
เป็นพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว และความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
มีความเลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และเกิดความสังเวชในสังสารวัฏ จึง
ขออนุญาตสามี บิดามารดา และญาติของตน ๆ บวชถวายชีวิตในพระศาสนา
และครั้นบวชแล้วเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ ได้รับโอวาทในสำนักของ
พระศาสดาด้วยของพระเถระเหล่านั้นด้วย เพียรพยายามอยู่ ไม่นานนักก็ได้
บรรลุพระอรหัต ก็คาถาทั้งหลายที่พระเถรีภาษิตในที่นั้น ๆ ด้วยอำนาจเปล่ง
อุทานเป็นต้นเหล่านั้น ภายหลังพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายร่วมกันยกขึ้นสู่สังคีติ
จัดเป็นเอกนิบาตเป็นต้น คาถาเหล่านี้ชื่อเถรีคาถา การแบ่งคาถาเหล่านั้นเป็น
นิบาตเป็นต้น ได้กล่าวไว้แล้วให้หนหลังนั่นแล บรรดานิบาตเหล่านั้น เอก
นิบาตเป็นนิบาตแรก แม้ในเอกนิบาตนั้น คาถานี้ว่า
ดูก่อนพระเถรี ท่านจงเอาท่อนผ้าทำจีวร
นุ่งห่ม แล้วพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของ
ท่านสงบแล้ว เหมือนผักดองแห้งอยู่ในหม้อ ดังนี้
เป็นคาถาแรก คาถานั้นเกิดขึ้นอย่างไร
เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล กุลธิดาคนหนึ่งเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกนาคมนะ นิมนต์พระศาสดา ในวันที่
สองให้สร้างมณฑปกิ่งไม้ ลาดทราย ผูกเพดานข้างบน บูชาด้วยของหอมและ
ดอกไม้เป็นต้นแล้วให้คนไปกราบทูลกาลแด่พระศาสดา พระศาสดาเสด็จไปที่
มณฑปนั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ กุลธิดานั้นถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้า อังคาสด้วยของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตแล้วให้พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จลดพระหัตถ์ลงจากบาตร ครองไตรจีวร พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอนุโมทนาแก่นางแล้วเสด็จหลีกไป กุลธิดานั้นทำบุญตลอดอายุ เวลาสิ้น

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 8
อายุบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นเองตลอด ๑ พุทธันดร
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามกัสสปะ บังเกิดในตระกูลคฤหบดี พอรู้
เดียงสาก็เกิดความสังเวชในสังสารวัฏ จึงบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา บวช
เป็นภิกษุณีอยู่สองหมื่นปี ตายทั้งที่เป็นปุถุชนบังเกิดในสวรรค์ เสวยสมบัติใน
สวรรค์ตลอด ๑ พุทธันดรบังเกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล กรุงเวสาลี ในพุทธุป-
ปาทกาลนี้ คนทั้งหลายเรียกเธอว่า เถริกา เพราะมีรูปร่างล่ำสัน เธอเจริญ
วัย บิดามารดาให้แก่ขัตติยกุมารผู้มีชาติเสมอกันโดยตระกูลและประเทศเป็นต้น
เธอบูชาสามีเหมือนเทวดาอยู่ ได้ศรัทธาในพระศาสนาคราวพระศาสดาเสด็จ
กรุงเวสาลี ต่อมาเธอได้ฟังธรรมในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เกิด
ชอบใจบรรพชา บอกแก่สามีว่า จักบวช สามีไม่อนุญาต แต่เพราะเธอสร้าง
บุญบารมีมา เธอพิจารณาธรรมตามที่ได้ฟัง กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม
ประกอบวิปัสสนาอยู่เนือง ๆ.
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเธอหุงหาอาหารอยู่ในครัวใหญ่ เปลวไฟใหญ่ได้
ตั้งขึ้น เปลวไฟนั้นทำให้ภาชนะทั้งสิ้นเกิดเสียงเปรี๊ยะ ๆ เธอเห็นดังนั้นจึงยึด
ข้อนั้นแหละเป็นอารมณ์ ใคร่ครวญความไม่เที่ยงที่ปรากฏขึ้นอย่างดียิ่ง จาก
นั้นได้ยกความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นในครัวนั้น เจริญวิปัสสนา ขวน
ขวายโดยลำดับ ได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผลตามลำดับแห่งมรรค ตั้งแต่นั้นมา
เธอไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงามหรือเครื่องประดับ เมื่อสามีถามว่า ที่รัก เหตุไรเดี๋ยว
นี้เธอจึงไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงามหรือเครื่องประดับเหมือนเมื่อก่อน นางจึงบอกว่า
ตนไม่ควรอยู่เป็นคฤหัสถ์ แล้วขออนุญาตบวช สามีนำเธอไปสำนักของพระ-
มหาปชาบดีโคตมีด้วยบริวารใหญ่ กล่าวว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า โปรดบวชให้
นางนี้เถิด เหมือนวิสาขอุบาสกนำธรรมทินนาไปฉะนั้น. ครั้งนั้น พระ-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 9
มหาปชาบดีโคตมีให้นางบรรพชาอุปสมบทแล้ว นำไปวิหารแสดงแก่พระศาสดา
เมื่อทำอารมณ์ที่เห็นตามปกตินั่นเองให้แจ่มแจ้งแก่นาง ตรัสพระคาถานี้ว่า
ดูก่อนเถรี เธอจงเอาท่อนผ้าทำจีวรนุ่งห่มแล้ว
พักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของเธอสงบแล้ว
เหมือนผักดองแห้งอยู่ในหม้อ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุข แสดงภาวนปุงสกะ. บทว่า สุปาหิ
เป็นคำสั่ง. บทว่า เถริเก เป็นคำเรียก. บทว่า กตฺวา โจเฬน ปารุตา
เป็นคำประกอบด้วยความมักน้อย. บทว่า อุปสนฺโต หิ เต ราโค เป็น
คำประกาศผลการปฏิบัติ. บทว่า สุกฺขฑาก ว เป็นคำแสดงความไม่มีสาระ
แห่งกิเลสที่พึงให้สงบ. บทว่า กุมฺภิย เป็นคำแสดงความไม่เที่ยงคือว่างเปล่า
ของหม้อที่ใส่ผักดองนั้น.
อนึ่ง บทว่า สุข นี้ เป็นชื่อของสิ่งที่ปรารถนา ความว่า มีสุขปราศ
จากทุกข์. ก็บทว่า สุปาหิ นี้ เป็นคำแสดงการผ่อนอิริยาบถสี่ ความว่า เพราะ
ฉะนั้น ท่านจงสำเร็จอิริยาบถทั้งสี่ตามสบายทีเดียว คือจงอยู่อย่างสบาย. บทว่า
เถริเก นี้เป็นบทประกาศชื่อของพระเถรีนั้นก็จริง แต่ก็มีความว่า ถึงความเป็น
ผู้มั่นในพระศาสนาที่มั่น เพราะภาวะที่รู้ตามเนื้อความได้เป็นส่วนมาก คือ
ประกอบด้วยธรรมมีศีลเป็นต้นอันมั่น. บทว่า กตฺวา โจเฬน ปารุตา
ความว่า จงเอาท่อนผ้าบังสุกุลทำจีวรปกปิดสรีระ คือนุ่งและห่มผ้านั้น. หิ
ศัพท์ในบทว่า อุปสนฺโต หิ เต ราโค มีเนื้อความว่า เหตุ อธิบายว่า
เพราะกามราคะที่เกิดในสันดานของท่านสงบแล้ว คือถูกเผาด้วยไฟคืออนาคามิ-
มรรคญาณ บัดนี้ท่านจงเผาราคะที่ยังเหลืออยู่นั้นด้วยไฟคือมรรคญาณอันเลิศ
พักผ่อนให้สบายเถิด. บทว่า สุกฺขฑาก ว กุมฺภิย ความว่า ย่อมสงบเหมือน
ผักดองเล็กน้อย ในภาชนะร้อนนั้น เขาเคี่ยวด้วยเปลวไฟแรงร้อนแห้งไป.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 10
อีกอย่างหนึ่ง เหมือนเมื่อเอาผักดองเจือน้ำ ขึ้นตั้งเคี่ยวบนเตา เมื่อน้ำยัง
มีอยู่ ผักดองนั้นย่อมเดือดพล่าน แต่เมื่อหมดน้ำ ย่อมสงบนิ่งฉันใด กามราคะ
ในสันดานของท่านสงบแล้ว ท่านจงทำกิเลสแม้ที่เหลืออยู่ให้สงบแล้ว พักผ่อน
ให้สบายเถิด ฉันนั้น.
พระเถรีบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในเวลาจบ
คาถา เพราะอินทรีย์แก่กล้าและเพราะพระศาสดาเทศนาไพเราะ เพราะเหตุ
นั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราสร้างมณฑปถวายพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ
และได้ถวายพระสถูปอันบวรแด่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์
มนุษย์ เราไปในที่ใด ๆ เป็นชนบทก็ตาม นิคมและราช-
ธานีก็ตาม ย่อมมีคนบูชาในที่นั้น ๆ ทุกแห่ง นี้เป็นผล
ของการทำบุญ เราเผากิเลสแล้ว ภพทั้งหมดเราถอน
ได้แล้ว เราตัดเครื่องผูกพัน เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ดังช้างพังตัดเชือกแล้ว การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐของเรา เป็นการมาดีแล้วหนอ เราได้บรรลุวิชชา
สามตามลำดับ เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์
ทั้งแปดและอภิญญาหก เราทำให้แจ้งแล้ว เราปฏิบัติ
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีเมื่อเปล่งอุทานได้ภาษิตคาถา
นั้นทีเดียว เหตุนั้น คาถานี้จึงได้เป็นคาถาของพระเถรีนั้น.
ด้วยคาถาที่พระเถรีกล่าวในที่นั้น เป็นอันกำหนดราคะได้อย่างไม่
เหลือ เพราะบรรลุความสงบนั้นได้ด้วยมรรคอันเลิศ. และที่กล่าวถึงความสงบ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 11
กิเลสทั้งหมดในที่นี้ ก็ด้วยความสงบราคะนั่นเอง ฉะนั้นพึงเห็นข้อนั้น เพราะ
กิเลสธรรมทั้งหมดสงบได้ เพราะตั้งอยู่ร่วมกัน. สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า
โมหะใดเกิดร่วมกับอุทธัจจะและวิจิกิจฉา อัน
เรารู้แล้ว โมหะนั้นก็รวมกันกับราคะ เพราะตั้งอยู่
ร่วมกันโดยการละ.
เหมือนอย่างว่า ความสงบแห่งสังกิเลสทั้งปวงท่านกล่าวไว้ในที่นี้ ฉัน
ใด แม้ในที่ทุกแห่งท่านก็กล่าวความสงบแห่งสังกิเลสเหล่านั้น ฉันนั้น ฉะนั้น
พึงทราบโดยที่สงบกิเลสได้สำเร็จในตอนต้น ด้วยตทังคปหานะละด้วยองค์นั้นๆ
ในขณะแห่งสมถะและวิปัสสนาด้วยวิกขัมภนปหานะละด้วยข่มไว้ ในขณะแห่ง
มรรคด้วยสมุจเฉทปหานะละด้วยถอนขึ้น ในขณะแห่งผลด้วยปฏิปัสสัทธิปหานะ
ละด้วยสงบระงับ ความสำเร็จแห่งปหานะทั้งสี่ พึงทราบด้วยความสงบนั้น.
บรรดาปหานะทั้งสี่นั้น ความสำเร็จแห่งสีลสัมปทา ท่านแสดงด้วยตทังคปหา-
นะ ความสำเร็จแห่งสมาธิสัมปทา ท่านแสดงด้วยวิกขัมภนปหานะ ความสำเร็จ
แห่งปัญญาสัมปทาท่านแสดงด้วยปหานะนอกนี้ โดยความสำเร็จคือบรรลุด้วย
ปหานะ. พระโยคาวจรยังการบรรลุสัจฉิกิริยา และการบรรลุปริญญาให้สำเร็จ
เหมือนยังการบรรลุภาวนาให้สำเร็จนั่นเอง เพราะไม่มีสิ่งนั้น ในเมื่อสิ่งนั้นไม่
มีแล บัณฑิตพึงทราบว่า สิกขา ๓ ท่านประกาศด้วยความสำเร็จคือการบรรลุ ๔
ความงาม ๓ อย่างท่านประกาศด้วยการปฏิบัติ วิสุทธิ ๗ ที่บริบูรณ์ท่าน
ประกาศด้วยคาถานี้. พระเถรีองค์หนึ่งไม่มีใครรู้จัก คือไม่ปรากฏชื่อแล ะโคตร
เป็นต้น อธิบายว่า ภิกษุณีผู้เป็นเถรี ถึงพร้อมด้วยลักษณะองค์หนึ่งได้ภาษิต
คาถานี้.
จบ อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 12
๒. มุตตาเถรีคาถา
[๔๐๓] ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวสอน นางมุตตา
สิกขมานา ด้วยพระคาถานี้เนืองๆ อย่างนี้ว่า
ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส
เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ
แล้วพ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้น
แล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด.
จบ มุตตาเถรีคาถา
๒. อรรถกถามุตตาเถรีคาถา
คาถานี้ว่า
ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส
เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ
แล้วพ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้น
แล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด ดังนี้
เป็นคาถาสำหรับนางสิกขมานาชื่อมุตตา.
นางมุตตานั้นได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่ง
สมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในเรือนตระกูล
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระ
ศาสดาเสด็จไปในถนน มีใจเลื่อมใสถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้ว

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 13
นอนคว่ำแทบพระยุคลบาทของพระศาสดา ด้วยกำลังปีติ นางบังเกิดในเทว-
โลกด้วยบุญกรรมนั้น ท่องเที่ยวไป ๆ มาๆ อยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นเอง ใน
พุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงสาวัตถี มีชื่อว่า
มุตตา เพราะเป็นหญิงถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย เวลามีอายุ ๒๐ ปี นางจึงบวช
เป็นสิกขมานาในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ให้พระมหาปชาบดีโคตมี
บอกกัมมัฏฐานแล้วเจริญวิปัสสนา วันหนึ่งกลับจากบิณฑบาต แสดงวัตรคือ
กิจในการฉันแก่ภิกษุณีผู้เป็นเถรีทั้งหลายแล้วไปที่พักกลางวัน นั่งในที่ลับ
เริ่มมนสิการวิปัสสนากัมมัฏฐาน พระศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฏีมีกลิ่น
หอมนั่นแหละ ทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับนั่งต่อหน้าของ
นางสิกขมานามุตตานั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า
ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส
เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ
แล้ว พ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุด
พ้นแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุตฺเต เป็นคำเรียกนางสิกขมานานั้น.
บทว่า มุญฺจสฺสุ โยเคหิ ความว่า จงพ้นจากโยคะสี่มีกามโยคะเป็นต้น ด้วย
มรรคปฏิบัติ คือจงเป็นผู้มีจิตพ้นจากโยคะเหล่านั้น. เหมือนอย่างอะไร. บทว่า
จนฺโท ราหุคฺคหา อิว ความว่า เหมือนพระจันทร์ถูกอสุรินทราหูจับด้วยหัตถ์
พ้นจากเครื่องเศร้าหมอง. บทว่า วิปฺปมุตฺเตน จิตฺเตน ได้แก่ ด้วยจิตที่พ้น
ด้วยดี ด้วยสมุจเฉทวิมุตติ ด้วยอริยมรรค. ก็บทว่า วิปฺปมุตฺเตน จิตฺเตน นี้
เป็นตติยาวิภัตติ ลงในลักษณะอิตถัมภูต (แปลว่ามี). บทว่า อนณา ภุญฺช
ปิณฺฑก ความว่า จงเป็นผู้ไม่มีหนี้ เพราะละหนี้คือกิเลสเสียได้ พึงบริโภค

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 14
ก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น ด้วยว่า ผู้ใดไม่ละกิเลสทั้งหลายบริโภคปัจจัยที่
พระศาสดาทรงอนุญาตไว้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีหนี้บริโภค เหมือนอย่างที่ท่าน
พระพากุละ กล่าวไว้ว่า อาวุโส เราเป็นผู้มีหนี้บริโภคก้อนข้าวของชาว
แว่นแคว้น ถึง ๗ วันทีเดียว ฉะนั้นบรรพชิตในพระศาสนา พึงละหนี้คือกาม
ฉันทะเป็นต้น เป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคของที่เขาถวายด้วยศรัทธาเถิด. บทว่า
ปิณฺฑก เป็นหัวข้อเทศนาเท่านั้น ใจความคือปัจจัย ๔. บทว่า อภิณฺห
โอวทติ ความว่า ชำระอุปกิเลสให้บริสุทธิ์ด้วยการถึงอริยมรรค ให้โอวาท
โดยส่วนมาก.
นางสิกขมานามุตตานั้นตั้งอยู่ในพระโอวาทนั้น ไม่นานนักก็บรรลุ
พระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกณฑัญญะ
ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้คงที่ ยังเหล่าสัตว์ให้ข้ามสังสาร-
วัฏ เสด็จพุทธดำเนินอยู่ในถนน ข้าพเจ้าออกจากเรือน
นอนคว่ำ พระโลกเชษฐ์ได้อนุเคราะห์เหยียบบนศรีษะ
แล้ว พระผู้นำโลกได้เสด็จไป ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น
ข้าพเจ้าได้ไปสู่ภพชั้นดุสิต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพ
ทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกพัน
เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ดังช้างพังตัดเชือกแล้ว การมา
เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการมาดี
แล้วหนอ ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชาสามตามลำดับ
ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณ
 ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๔. สังกมนกาเถรีอปทาน.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 15
วิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์แปดและอภิญญา
หก ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอน
ของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว นางสิกขมานามุตตา นั้น ได้เปล่งคาถา
นั้นแล. บทว่า สิกฺขมานา ได้แก่ ผู้มีสิกขาบริบูรณ์. ต่อมา นางได้กล่าว
คาถานั้นแหละในเวลาปรินิพพานแล.
จบ อรรถกถามุตตาเถรีคาถา
๓. ปุณณาเถรีคาถา
[๔๐๔] ดูก่อนนางปุณณา เธอจงเต็มด้วยธรรม
ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เธอจง
ทำลายกองแห่งความมืดด้วยปัญญาอันบริบูรณ์เถิด.
จบปุณณาเถรีคาถา
๓. อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา
คาถาว่า ปุณฺเณ ปูรสฺสุ ธมฺเมหิ เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับนาง
สิกขมานาชื่อปุณณา.
นางสิกขมานาชื่อปุณณาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เมื่อ
โลกว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในกำเนิดกินนร ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา วันหนึ่ง

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 16
เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในที่นั้น มีใจเลื่อมใส บูชาพระปัจเจกพุทธ-
เจ้านั้นด้วยดอกอ้อ ยืนประคองอัญชลี ด้วยบุญกรรมนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ใน
สุคติภูมิทั้งหลายเท่านั้น ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล
กรุงสาวัตถี มีชื่อว่าปุณณา เพราะเป็นหญิงถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย นางอยู่มา
อายุ ๒๐ ปี ฟังธรรมในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ได้ศรัทธาขอบรรพ-
ชาเป็นสิกขมานา เริ่มวิปัสสนา.
พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั้นเอง ทรงเปล่งพระรัศมี
ตรัสพระคาถานี้แก่เธอว่า
ดูก่อนนางปุณณา เธอจงเต็มไปด้วยธรรม
ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เธอจง
ทำลายกองแห่งความมืด ด้วยปัญญาอันบริบูรณ์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺเณ เป็นคำเรียกนางสิกขมานานั้น.
บทว่า ปูรสฺสุ ธมฺเมหิ ความว่า จงบริบูรณ์ด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗.
ร อักษรในบทว่า จนฺโท ปณฺณรเสริว ทำหน้าที่เชื่อมบทเหมือนพระจันทร์
บริบูรณ์ด้วยส่วนที่ ๑๖ ของเดือนทั้งหมด ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ คือในวันเดือน
เพ็ญ. บทว่า ปริปุณฺณาย ปญฺาย ได้แก่ ด้วยปัญญาที่สัมปยุตด้วย
อรหัตมรรค ชื่อว่าบริบูรณ์ เพราะทำกิจ ๑๖ อย่างให้สมบูรณ์. บทว่า
ตโมกฺขนฺธ ปทาลย ความว่า จงทำลาย คือจงถอนกองโมหะโดยไม่เหลือ
กิเลสทั้งหมดย่อมเป็นอันทำลายแล้วพร้อมกับการทำลายกองโมหะนั่นแล.
นางสิกขมานาปุณณานั้น ฟังคาถานั้นแล้วเจริญวิปัสสนาได้บรรลุ
พระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
 ๑. ขุ. นฬมาลิกาเถรีอปทาน เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๔๕.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 17
ในกาลนั้นข้าพเจ้าเป็นกินรีที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา
ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เป็นพระ-
สยัมภู ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้ ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส
มีใจดี ปลื้มใจ กระทำอัญชลีถือเอาดอกอ้อบูชาพระ-
สยัมภู ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความตั้งใจมั่น
ข้าพเจ้าละร่างกินรี ได้ไปสู่หมู่เทวดาชั้นไตรทศ
ข้าพเจ้าได้เป็นมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์ ได้เป็น
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ องค์ ข้าพเจ้ารู้บุญ
กุศลบวชเป็นบรรพชิต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพ
ทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้วอาสวะทั้งหมดสิ้นรอบแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี จากนี้ไป ๙๔ กัป ข้าพเจ้าเอา
ดอกไม้บูชา ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการ
บูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า
ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
พระเถรีนั้นบรรลุพระอรหัตแล้วเปล่งคาถานั้น และคาถานี้ได้เป็น
คาถาพยากรณ์พระอรหัตของพระเถรีนั้นแล.
จบ อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา
๔. ติสสาเถรีคาถา
[๔๐๕] ดูก่อนติสสา เธอจงศึกษาในไตรสิกขา
โยคะกิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำเธอ
เธอจงพรากจากโยคะทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไป
ในโลก.
จบ ติสสาเถรีคาถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 18
๔. อรรถกถาติสสาเถรีคาถา
คาถาว่า ติสฺเส สิกฺขสฺสุ สิกฺขาย เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับ
นางสิกขมานาชื่อติสสา.
นางสิกขมานาชื่อติสสาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ เพราะ
กุศลที่ได้รวบรวมไว้เป็นปัจจัย จึงบังเกิดในศากยราชตระกูล กรุงกบิลพัสดุ์
ในพุทธุปปาทกาลนี้ เจริญวัยแล้วเป็นสนมของพระโพธิสัตว์ ภายหลังได้ออก
บวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี เจริญวิปัสสนา พระศาสดาทรงเปล่ง
พระรัศมีตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ได้ภาษิตพระคาถาแก่พระเถรีนั้นว่า
ดูก่อนติสสา เธอจงศึกษาในไตรสิขา โยคะ
กิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำ เธอ
จงพรากจากโยคะทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไป
ในโลก
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติสฺเส เป็นคำเรียกพระเถรีนั้น. บทว่า
สิกฺขสฺสุ สิกฺขาย ความว่า จงศึกษาในสิกขา ๓ อย่างมีอธิสีลสิกขาเป็นต้น
คือจงยังสิกขา ๓ ที่สัมปยุตด้วยมรรคให้ถึงพร้อม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เหตุในการยังสิกขา ๓ เหล่านั้นให้ถึงพร้อมในบัดนี้. บทว่า มา ต โยคา
อุปจฺจคุ ความว่า สมัยที่ควรประกอบเหล่านี้ คือ ความเป็นมนุษย์ ความ
ไม่บกพร่องแห่งอินทรีย์ ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ความได้ศรัทธา
อย่าล่วงเลยเธอไปเสีย อีกอย่างหนึ่ง โยคะ ๔ มีกามโยคะเป็นต้นนั่นแหละ
อย่าเข้าใกล้ คืออย่าครอบงำเธอ บทว่า สพฺพโยควิสยุตฺตา ความว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 19
พ้นจากโยคะทั้งหมดมีกามโยคะเป็นต้น เพราะพ้นนั้นแหละ แต่นั้นจงเป็นผู้
ไม่มีอาสวะเที่ยวไปในโลก จงอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน.
นัยมีอาทิว่า พระเถรีนั้นฟังคาถานั้นแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระ-
อรหัต ดังนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบ อรรถกถาติสสาเถรีคาถา
๕. อัญญตราติสสาเถรีคาถา
[๕๐๖] ดูก่อนติสสา เธอจงประกอบด้วยธรรม
ทั้งหลาย ขณะอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย เพราะผู้ที่มี
ขณะก้าวล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรกโศกเศร้า
อยู่.
จบ อัญญตราติสสาเถรีคาถา
๖. ธีราเถรีคาถา
[๔๐๗] ดูก่อนธีรา เธอจงถูกต้องนิโรธอันเป็นที่
สงบระงับสัญญา เป็นสุข เธอจงทำพระนิพพาน
อันเกษมจากโยคะยอดเยี่ยมให้สำเร็จเถิด.
จบ ธีราเถรีคาถา
๗. อัญญตราธีราเถรีคาถา
[๔๐๘] ธีรา ภิกษุณีผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้วด้วย
ธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องทรง เธอจงชนะมาร
พร้อมด้วยพาหนะแล้วทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.
จบ อัญญตราธีราเถรีคาถา
 ๑. อรรถกถาเป็น วีรา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 20
๘. มิตตาเถรีคาถา
[๔๐๙] ดูก่อนมิตตา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จง
ยินดีในกัลยาณมิตร จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะ.
จบ มิตตาเถรีคาถา
๙. ภัทราเถรีคาถา
[๔๑๐] ดูก่อนภัทรา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จง
ยินดีในธรรมอันเจริญ จงเจริญกุศลธรรมเพื่อ
บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะที่ยอดเยี่ยม.
จบ ภัทราเถรีคาถา
๑๐. อุปสมาเถรีคาถา
[๔๑๑] ดูก่อนอุปสมา เธอจงข้ามโอฆะอันเป็น
บ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก เธอจะชนะมาร พร้อมด้วย
พาหนะทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.
จบ อุปสมาเถรีคาถา
๕. อรรถกถาติสสาทิเถรีคาถาเป็นต้น
คาถาว่า ติสฺเส ยุญฺชสฺสุ ธมฺเมหิ เป็นต้นเป็นคาถาของพระเถรี
ชื่อติสสา เรื่องของพระเถรีนั้นเหมือนกับเรื่องของนางสิกขมานาชื่อติสสา แต่
องค์นี้เป็นพระเถรีบรรลุพระอรหัต ก็พระเถรีนี้ฉันใด เรื่องของพระเถรี ๕
องค์ คือ พระเถรีธีรา พระเถรีวีรา พระเถรีมิตตา พระเถรีภัทรา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 21
พระเถรีอุปสมา ต่อจากนี้ก็ฉันนั้นคือเป็นเช่นเดียวกันนั่นเอง พระเถรีเหล่า
นี้แม้ทั้งหมด เป็นชาวกบิลพัสดุ์ เป็นสนมของพระโพธิสัตว์ออกบวชพร้อมกับ
พระมหาปชาบดีโคตมี บรรลุพระอรหัตด้วยคาถาเกิดจากโอภาส เว้นองค์ที่ ๗
ส่วนองค์ที่ ๗ นั้นเว้นคาถาเกิดจากโอภาส อาศัยโอวาทที่ได้ในสำนักพระศาส-
ดาไว้ก่อน ขวนขวายเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ได้กล่าวคาถาเป็น
อุทานว่า ธีรา ธีเรหิ เป็นต้น พระเถรีแม้องค์อื่น ๆ บรรลุพระอรหัตแล้ว
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนติสสา เธอจงประกอบด้วยธรรมทั้งหลาย
ขณะอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย เพราะผู้ที่มีขณะก้าว-
ล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรกโศกเศร้าอยู่.
ดูก่อนธีรา เธอจงถูกต้องนิโรธอันเป็นที่สงบ
ระงับสัญญา เป็นสุข เธอจงทำพระนิพพานอันเกษม
จากโยคะยอดเยี่ยมให้สำเสร็จเถิด วีราภิกษุณีผู้มีอินทรีย์
อบรมด้วยวีรธรรมทั้งหลาย ชนะมารพร้อมด้วยพาหนะ
ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.
ดูก่อนมิตตา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จงยินดี
ในกัลยาณมิตร จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรมอัน
เกษมจากโยคะ.
ดูก่อนภัทรา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จงยินดี
ในธรรมอันเจริญ จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะที่ยอดเยี่ยม.
ดูก่อนอุปสมา เธอจงข้ามโอฆะอันเป็นบ่วงมาร
ที่ข้ามได้แสนยาก เธอจงชนะมารพร้อมด้วยพาหนะ
ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 22
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุญฺชสฺสุ ธมฺเมหิ ความว่า จง
ประกอบ คือจงทำการประกอบ ด้วยธรรมคือ สมถะและวิปัสสนาทั้งหลาย
และด้วยโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายอันประเสริฐ. บทว่า ขโณ ต มา อุปจฺจ-
คา ความว่า ขณะทั้งหมดนี้คือ ขณะเกิดในปฎิรูปเทส ขณะมีอายตนะ ๖
ไม่บกพร่อง ขณะเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ขณะได้ศรัทธา ชื่อว่าย่อมก้าวล่วง
บุคคลผู้ที่ไม่ทำการเจริญโยคะอย่างนี้นั้น ขณะนั้นอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย.
บทว่า ขณาตีตา ความว่า เพราะบุคคลเหล่าใดล่วงเลยขณะ และขณะนั้น
ล่วงเลยบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรก โศกเศร้าอยู่
คือบังเกิดในนรกนั้น เสวยทุกข์ใหญ่.
บทว่า นิโรธ ผุเสหิ ความว่า จงถูกต้อง คือจงได้ความดับกิเลส.
บทว่า สญฺาวูปสม สุข อาราธยาหิ นิพฺพาน ความว่า จงทำพระ-
นิพพานที่มีความสงบระงับบาปสัญญา มีกามสัญญาเป็นต้นเป็นนิมิต เป็นสุข
อย่างยิ่ง ให้สำเร็จ.
บทว่า วีรา วีเรหิ ธมฺเมหิ ความว่า วีราภิกษุณี ผู้อบรม
อินทรีย์ คือมีอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นอันตนให้เจริญแล้ว ด้วยวีรธรรม
ทั้งหลาย คือด้วยธรรมคืออริยมรรคอันสมบูรณ์ด้วยเดช ด้วยความเป็นผู้มี
ปธานคือความเพียร ชนะกิเลสมารพร้อมด้วยพาหนะกับด้วยวัตถุกามทั้งหลาย
ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด เพราะไม่เกิดอีกต่อไป พระเถรีแสดงตนทำเป็น
เหมือนคนอื่น ด้วยประการฉะนี้.
เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า มิตฺเต บทว่า มิตฺตรตา ความว่า
จงยินดียิ่งในกัลยาณมิตรทั้งหลาย คือจงกระทำสักการะและสัมมานะในกัลยาณ-
มิตรเหล่านั้น. บทว่า ภาเวหิ กุสเล ธมฺเม ความว่า จงเจริญธรรมคือ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 23
อริยมรรค. บทว่า โยคกฺเขมสฺส ได้แก่ เพื่อถึง คือบรรลุ ซึ่งพระอรหัต
ด้วย ซึ่งพระนิพพานด้วย.
เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า ภเทฺร. บทว่า ภทฺรรตา ความว่า
เป็นผู้ยินดีแล้ว ยินดียิ่งแล้วในธรรมมีศีลเป็นต้นอันเจริญ. บทว่า โยคกฺเขม
อนุตฺตร ได้แก่ พระนิพพานอันเกษมจากโยคะ ๔ ไม่มีอันตรายยอดเยี่ยม
ความว่า จงเจริญโพธิปักขิยธรรมอันเป็นกุศล เพื่อบรรลุพระนิพพานนั้น
เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า อุปสเม. บทว่า ตเร โอฆ มจฺจุเธยฺย
สุทุตฺตร ความว่า ชื่อว่า มัจจุเธยยะ บ่วงมาร เพราะเป็นที่ยึดถือของ
มัจจุ. ชื่อว่า สุทุตตระข้ามได้แสนยาก เพราะผู้ที่มิได้สร้างสมกุศลสมภาร
ไว้จะข้ามได้ยากเหลือเกิน. พึงข้าม คือ พึงใช้นาวาคืออริยมรรคข้ามโอฆะ
ใหญ่คือสังสารวัฏ. บทว่า ธาเรหิ อนฺติม เทห ความว่า จงเป็นผู้ทรงกาย
อันมีในภพสุดท้าย ด้วยความที่กายนั้นยังแข็งแรงอยู่นั่นแล.
จบ อรรถกถาติสสาทิเถรีคาถา
๑๑. มุตตาเถรีคาถา
[๔๑๒] เราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดย
ชอบด้วยความหลุดพ้นจากความค่อม ๓ อย่าง คือ
ค่อมเพราะครก ๑ ค่อมเพราะสาก ๓ ค่อมเพราะ
สามี ๑ เป็นผู้พ้นแล้วจากความเกิดและความตาย
ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว.
จบ มุตตาเถรีคาถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 24
๑๑. อรรถกถามุตตาเถรีคาถา
คาถาว่า สุมุตฺตา สาธุ มุตฺตามฺหิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระ-
เถรีชื่อมุตตา.
พระเถรีชื่อมุตตาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดเป็นบุตรสาวของ
พราหมณ์ยากจนในโกศลชนบท เวลาเจริญวัย บิดามารดาได้ให้เธอแก่
พราหมณ์ค่อมคนหนึ่ง เธอไม่ชอบครองเรือนกับพราหมณ์ค่อมนั้น ขออนุญาต
เขาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนา จิตของเธอพล่านไปในอารมณ์ภายนอก เธอข่มจิต
นั้นกล่าวคาถาว่า เราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ เป็นต้น ขวนขวาย
วิปัสสนาบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวไว้ในอปทานว่า
พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ มีจักษุ
ในธรรมทั้งปวง ทรงอนุเคราะห์เหล่าสัตว์ เสด็จ
เข้าบุรีเพื่อบิณฑบาต เมื่อพระศาสดาพระองค์นั้น
เสด็จมา ชาวพระนครเหล่านั้นทั้งหมดต่างร่าเริงยินดี
มาร่วมกันเกลี่ยทราย กวาดถนน ยกต้นกล้วย หม้อ
มีน้ำเต็ม ธง เอาธูป จุรณ และพวงดอกไม้สักการะ
พระศาสดา ข้าพเจ้ามอบถวายมณฑป นิมนต์พระผู้
นายกวิเศษถวายมหาทาน ปรารถนาพระสัมโพธิญาณ
พระมหาวีระ พระนามปทุมุตตระผู้นำเหล่า-
สรรพสัตว์ ผู้เป็นอัครบุคคล ทรงอนุโมทนาแล้วทรง

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 25
พยากรณ์ว่า เมื่อล่วงไปแสนกัป จักมีภัทรกัป เธอได้
ความสุขในภพน้อยใหญ่ทั้งหลายแล้วจักบรรลุพระโพ-
ธิญาณ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งชายและหญิง ผู้กระทำ
หัตถกรรม ทั้งหมดจักประชุมพร้อมกันในอนาคตกาล
ชนเหล่านั้นจักเป็นบริจาริกาคนรับใช้ของเธอ ในเทว-
พิภพที่เธอเกิด ด้วยวิบากแห่งธรรมนั้น และด้วยความ
ตั้งใจมั่น ย่อมเสวยทิพยสุขและมนุษย์สุขอันนับไม่ได้
พวกเราท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ตลอดกาลนาน
จากนี้ไปแสนกัป ข้าพเจ้าได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้สุขุมาลชาติในมนุษยโลก
และเทวโลก ข้าพเจ้าได้รูป โภคะ ยศ อายุ เกียรติ
และสุขที่น่ารัก ทั้งหมดเป็นความถึงพร้อมแห่งกุศล-
กรรมที่ทำติดต่อกัน.
ครั้นถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในตระกูล
พราหมณ์ มีมือเท้าละเอียดอ่อนในนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์
ตลอดกาลทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่เห็นสิ่งที่ไม่งามบนปฐพี
ข้าพเจ้าไม่เห็นภาคพื้นที่เป็นโคลนเลนไม่สะอาด ใน
กาลไหน ๆ ข้าพเจ้า เผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า
ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทาน พระเถรีได้กล่าวคาถานี้ว่า
เราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ ด้วย
ความหลุดพ้นจากความค่อม ๓ อย่างคือ ค่อมเพราะ
ครก ๑ ค่อมเพราะสาก ๑ ค่อมเพราะสามี ๑ เป็น

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 26
ผู้พ้นแล้วจากความเกิดและความตาย ถอนตัณหา
เครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมุตฺตา ได้แก่ พ้นแล้วด้วยดี. บทว่า
สาธุ มุตฺตามฺหิ ความว่า เป็นผู้พ้นดี คือโดยชอบนั่นเอง ก็เป็นผู้พ้นด้วย
ดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ จากอะไร ฉะนั้น จึงกล่าวว่า ตีหิ ขุชฺเชหิ
มุตฺติยา ความว่า ด้วยความหลุดพ้นจากความคด ๓ อย่าง. บัดนี้เมื่อจะแสดง
ความคดเหล่านั้นโดยย่อ พระเถรีจึงกล่าวว่า ค่อมเพราะครก ๑ ค่อมเพราะ
สาก ๑ ค่อมเพราะสามี ๑ ดังนี้. ด้วยว่าเมื่อใส่ข้าวเปลือกในครก กลับข้าว
ไปมา และตำอยู่ด้วยสาก ย่อมต้องก้มหลังดังนั้น ท่านจึงกล่าวเหตุทั้งสองว่า
ค่อม เพราะเป็นเหตุให้ทำความค่อม อนึ่ง สามีของพระเถรีนั้นเป็นคนค่อม
ทีเดียว.
บัดนี้ พระเถรีกล่าวความพ้นจากความค่อม ๓ อย่าง เป็นการแสดง
ความพ้นใด เมื่อแสดงความพ้นนั่นแหละ พระเถรีกล่าวว่า เป็นผู้พ้นแล้วจาก
ความเกิดและความตาย แล้วกล่าวถึงเหตุในเรื่องนั้นว่า ถอนตัณหาเป็นเครื่อง
นำไปสู่ภพได้แล้ว. เนื้อความของบทนั้นว่า ข้าพเจ้ามิได้พ้นเพียงความค่อม ๓
อย่างเท่านั้น ที่แท้ข้าพเจ้าพ้นแม้จากความเกิดและความตายทั้งหมด เพราะ
ตัณหาตัวที่เป็นเนตติคือนำไปสู่ภพทั้งหมด ข้าพเจ้าถอนขึ้นแล้วด้วยมรรคอัน
เลิศ (คืออรหัตมรรค)
จบ อรรถกถามุตตาเถรีคาถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 27
๑๒. ธัมมทินนาเถรีคาถา
[๔๑๓] ผู้ที่เกิดฉันทะ มีที่สุด พึงถูกต้องพระ-
นิพพานด้วยใจ ผู้ที่มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ ในกามทั้งหลาย
ท่านเรียกว่า มีกระแสในเบื้องบน.
จบ ธัมมทินนาเถรีคาถา
๑๒. อรรถกถาธัมมทินนาเถรีคาถา
คาถาว่า ฉนฺทชาตา อวสายี เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ
ธัมมทินนา.
เล่ากันว่า พระเถรีชื่อ ธัมมทินนา นั้น ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า
พระนาม ปทุมุตตระ เป็นผู้อาศัยคนอื่นเขาเลี้ยงชีพอยู่ในกรุงหังสวดี ถวาย
ทานที่มีบูชาสักการะเป็นเบื้องต้น แด่พระอัครสาวกผู้ออกจากนิโรธ บังเกิด
ในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปุสสะ เธออยู่ในเรือนคนงานของ
พี่ชายต่างมารดาของพระศาสดา เมื่อสามีพูดพาดพิงถึงทานว่า เธอจงให้หนึ่ง
ส่วน ดังนี้ นางให้สองส่วน ทำบุญเป็นอันมาก ในกาลของพระกัสสปพุทธ-
เจ้า เธอถือปฏิสนธิในพระตำหนักของพระเจ้ากาสีพระนาม กิงกิ เป็นคน
หนึ่งภายในพี่น้องหญิง ๗ คน ประพฤติพรหมจรรย์สองหมื่นปี ท่องเที่ยวอยู่
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดใน
เรือนตระกูลในกรุงราชคฤห์ เจริญวัยแล้วไปสู่เรือนของวิสาขเศรษฐี.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 28
อยู่มาวันหนึ่ง วิสาขเศรษฐีฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้เป็น
พระอนาคามี ไปเรือน เมื่อขึ้นปราสาทไม่ยึดมือที่นางธัมมทินนาผู้ยืนอยู่หัว
บันไดยื่นให้ ขึ้นปราสาท แม้เมื่อบริโภคอาหารก็บริโภคเฉยๆ นางธัมมทินนา
ใคร่ครวญดูเหตุนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ลูกนาย ทำไมวันนี้ท่านจึงไม่ยึดมือฉัน แม้
เมื่อบริโภคอาหารก็ไม่พูดอะไรๆ ฉันมีความผิดอะไรหรือ วิสาขเศรษฐีกล่าว
ว่า แม่ธัมมทินนา เธอไม่มีความผิด ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันไม่ควรถูกต้องกาย
หญิง และไม่ควรทำความเหลาะแหละในอาหาร ฉันแทงตลอดธรรมเช่นนั้น
แล้ว ก็ถ้าเธอปรารถนา ก็จงอยู่ในเรือนนี้แหละ ถ้าไม่ปรารถนา ก็จงถือเอา
ทรัพย์เท่าที่เธอต้องการไปเรือนตระกูล (ของเธอ). นางธัมมทินนากล่าวว่า ข้า
แต่ลูกนาย ฉันจะไม่กลืนอาเจียนที่ท่านคายไว้ ท่านโปรดอนุญาตให้ฉันบวช
เถิด วิสาขเศรษฐีกล่าวว่า สาธุ ธัมมาทินนา แล้วเอาวอทองส่งนางไปสำนัก
ภิกษุณี.
นางธัมมทินนาบวชแล้ว เรียนกัมมัฏฐานอยู่ในสำนักภิกษุณีนั้นสอง
สามวัน ประสงค์จะอยู่อย่างวิเวกจึงไปหาอุปัชฌาย์อาจารย์กล่าวว่า ข้าแต่
แม่เจ้าทั้งหลาย ใจของดิฉันไม่ชอบที่เกลื่อนกล่น ดิฉันจะไปสู่อาวาสใกล้บ้าน
พวกภิกษุณีพาเธอไปอาวาสใกล้บ้าน เธออยู่ในที่นั้น ไม่นานนักก็ได้บรรลุ
พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ทั้งหลาย เพราะเธอย่ำยีสังขารในอดีตได้แล้ว
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระพิชิตมารพระนามปทุมุตตระผู้ทรงถึงฝั่ง
แห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ ในกาลนั้น
ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลหนึ่งในกรุงหังสวดีรับจ้างทำงาน
ของคนอื่น เป็นผู้มีปัญญา สำรวมอยู่ในศีล พระ-
 ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๓. ธัมมทินนาเถรีอปทาน

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 29
สุชาตเถระอัครสาวกของพระปทุมมุตตระพุทธเจ้า ออก
จากวิหารไปบิณฑบาต เวลานั้นข้าพเจ้าเดินถือหม้อไป
ตักน้ำ เห็นท่านแล้วเลื่อมใส ได้ถวายขนมด้วยมือ
ของตน ท่านรับและนั่งฉันตรงนั้นเอง จากนั้นข้าพเจ้า
ได้นำท่านไปสู่เรือน ได้ถวายโภชนะแด่ท่าน ต่อมา
นายของข้าพเจ้ามีความยินดีได้ยกข้าพเจ้าเป็นลูกสะใภ้
ของท่าน ข้าพเจ้ากับแม่ผัวได้ไปถวายอภิวาทพระ-
สัมพุทธเจ้า ครั้งนั้นพระศาสดาทรงประกาศตั้งภิกษุณี
ผู้เป็นธรรมกถึก ในตำแหน่งเอตทัคคะ ข้าพเจ้าได้ฟัง
ดังนั้นแล้วมีความยินดี นิมนต์พระสุคตผู้เป็นนายก
ของโลกพร้อมด้วยพระสงฆ์ ถวายมหาทานปรารถนา
ตำแหน่งนั้น คราวนั้นพระสุคตผู้มีพระสุรเสียงก้อง-
กังวาลไพเราะ ได้ตรัสกะข้าพเจ้าว่า แน่ะนางผู้เจริญ
ผู้ยินดีบำรุงเราเลี้ยงดูเรากับสงฆ์สาวก ผู้ขวนขวาย
ในการฟังสัทธรรม มีใจเจริญด้วยคุณ เธอจงยินดีเถิด
เธอจักได้ผลตามปรารถนา แต่กัปนี้ไปแสนกัป พระ-
ศาสดาผู้สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช มีพระนาม
ว่าโคตมะโดยโคตร จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจัก
เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้นเป็นโอรส
อันธรรมเนรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดาจักมีชื่อว่า
ธัมมทินนา ข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้นแล้วมีความยินดี มีจิต
ประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระมหามุนีผู้เป็นนายกวิเศษ
ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ได้

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 30
ทำไว้ และด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่าง
มนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าเผ่า-
พันธุ์ผู้ประเสริฐมียศมาก พระนามว่ากัสสปะตามโคตร
ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติแล้วใน
ภัทรกัปนี้ ในครั้งนั้นพระเจ้ากาสีพระนาม กิงกิ ผู้เป็น
ใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีอันอุดม ทรงเป็นอุปัฏ-
ฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้า
เป็นธิดาคนที่หกของท้าวเธอ ปรากฏนามว่าสุธรรมา
ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา
แต่พระชนกนาถไม่ทรงอนุญาตแก่พวกเรา ครั้งนั้น
พวกเราอยู่ในอาคารนั่นแล เป็นเจ้าหญิงที่มีความสุข
ไม่เกียจคร้าน ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารี
อยู่สองหมื่นปี ราชธิดา ๗ องค์ คือ นางสมณี ๑
นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑
นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสีเป็น
คนที่ ๗ เป็นผู้ยินดีบันเทิงใจในการบำรุงพระพุทธเจ้า
ได้ (กลับชาติ) มาเป็นพระเขมาเถรี ๑ พระอุบล
วรรณาเถรี ๑ พระปฏาจาราเถรี ๑ พระกุณฑลเกสี-
เถรี ๑ พระกิสาโคตมีเถรี ๑ ข้าพเจ้า ๑ และเป็นวิสา-
ขาอุบาสิกาซึ่งเป็นคนที่ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้
แล้วนั้น และด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่าง
มนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และในภพหลัง
ครั้งนี้ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่ง สมบูรณ์

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 31
ด้วยกามสุขทุกอย่าง ในกรุงราชคฤห์อันอุดม เมื่อ
ข้าพเจ้าประกอบด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติ ตั้งอยู่ใน
ปฐมวัย ไปสู่ตระกูลอื่น (แต่งงาน) เพียบพร้อม
ด้วยความสุข สามีของข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ฟังพระธรรมเทศนาแล้วได้
บรรลุอนาคามิผล เป็นคนมีปัญญาดี คราวนั้นข้าพเจ้า
ขออนุญาตบวชเป็นบรรพชิต ไม่นานนักก็ได้บรรลุ
พระอรหัต.
คราวนั้น อุบาสกนั้น เข้าไปหาข้าพเจ้า ได้ถาม
ปัญหาที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน ข้าพเจ้าพยากรณ์ปัญหา
ทั้งหมดนั้นได้ พระพิชิตมาร ทรงยินดีในคุณข้อนั้น
จึงทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ด้วยพระ-
ดำรัสว่า เรามิได้เห็นภิกษุณีรูปอื่นผู้เป็นธรรมกถึก
เช่นนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทรงจำไว้ว่า
ภิกษุณีธัมมทินนาเป็นนักปราชญ์ ข้าพเจ้าอันพระผู้
เป็นนายกของสัตว์โลกทรงอนุเคราะห์แล้ว ชื่อว่าเป็น
บัณฑิตอย่างนี้ ข้าพเจ้าบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติ
คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ปลงภาระหนักแล้ว
ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพได้แล้ว กุลบุตรทั้งหลาย
ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน เพื่อต้องการประ-
โยชน์ใด ประโยชน์นั้น คือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง
สัญโญชน์ทั้งปวงข้าพเจ้าบรรลุแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ และในทิพโสตธาตุ รู้จิตผู้อื่น

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 32
กระทำตามคำสอนของพระศาสดา ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิ-
วาสญาณ และทิพยจักษุอันหมดจดวิเศษ ยังอาสวะ
ทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน
ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกพัน เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ดังช้าง-
พังตัดเชือกแล้ว การมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ
ของข้าพเจ้า เป็นการมาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าได้บรรลุ
วิชชาสามตามลำดับ ข้าพเจ้าปฏิบัติคำสอนของพระ-
พุทธเจ้าแล้วคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์
แปดและอภิญญาหก ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้า
ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระธัมมทินนาเถรีคิดว่าใจของเราหมด
กิเลสแล้ว บัดนี้เราจักอยู่ทำอะไรในที่นี้ เราจักไปกรุงราชคฤห์ถวายบังคม
พระศาสดา และพวกญาติของเราเป็นจำนวนมากจักกระทำบุญ จึงกลับมา
กรุงราชคฤห์กับภิกษุณีทั้งหลาย.
วิสาขอุบาสกทราบว่าพระธัมมทินนาเถรีมา เมื่อจะทดลองการตรัสรู้
ของพระเถรีนั้น ได้ถามปัญหาเรื่องเบญจขันธ์เป็นต้น พระธัมมทินนาเถรีได้
วิสัชนาปัญหาที่ถามแล้ว ๆ เหมือนตัดก้านบัวด้วยศัสตราอันคมกริบฉะนั้น วิสาข-
อุบาสกกราบทูลนัยแห่งคำถามและคำตอบทั้งหมดแด่พระศาสดา พระศาสดา
ทรงสรรเสริญพระเถรีนั้น ด้วยพระพุทธพจน์ว่า วิสาขะ ภิกษุณีธัมมทินนา
เป็นบัณฑิตเป็นต้น ทรงประกาศการพยากรณ์ปัญหาเทียบกับพระสัพพัญญุต-
ญาณ ทรงทำจูฬเวทัลลสูตรนั้นแลให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงตั้ง
พระธัมมทินนาเถรีนั้นไว้ในตำแหน่งเลิศของภิกษุณีผู้เป็นธรรมกถึก ก็พระเถรี

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 33
นั้นอยู่ในอาวาสใกล้บ้านนั้น บรรลุมรรคเบื้องต้นแล้วเริ่มต้นเจริญวิปัสสนา
เพื่อมรรคเบื้องสูงในกาลใดในกาลนั้นได้กล่าวคาถานี้ว่า
ผู้ที่เกิดฉันทะ มีที่สุด พึงถูกต้องพระนิพพาน
ด้วยใจ ผู้ที่มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย ท่านเรียกว่า
ผู้มีกระแสในเบื้องบน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺทชาตา ได้แก่เกิดฉันทะเพื่ออรหัตผล
ความสิ้นสุด คือความจบลง ท่านเรียกว่า อวสายะ. ในบทว่า อวสายี.
แม้บทนั้นก็พึงทราบว่า ความจบลงแห่งสมณกิจ เพราะเนื้อความที่ท่านกล่าวว่า
ผู้มีกระแสในเบื้องบน เพราะมีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย ไม่ใช่ของคน
ใดคนหนึ่ง ฉะนั้นจึงมีอธิบายเนื้อความดังนี้ว่า เป็นผู้มีใจยังไม่บรรลุแม้ด้วย
บททั้งสอง ยังปรารถนาพระนิพพานที่เป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม.
บทว่า มนสา จ ผุฏฺา สิยา ความว่า พึงเป็นผู้ถูกต้องคือสัมผัสพระ
นิพพาน ด้วยมรรคจิตสามดวงเบื้องต่ำ. บทว่า กาเมสุ อปฺปฏิพทฺธจิตฺตา
ได้แก่ ผู้มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย ด้วยอำนาจอนาคามิมรรค. บทว่า
อุทฺธโสตา ความว่า ชื่อว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน เพราะพระเถรีนั้นมี
กระแสมรรคและกระแสสังสารวัฏในเบื้องบนนั่นแล อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า
อรหัตมรรคย่อมเกิดขึ้นแก่พระอนาคามี มรรคอื่นย่อมไม่เกิด ฉันใด ความ
เกิดในภพเบื้องบนเท่านั้น ย่อมมีแก่พระอนาคามี ผู้เกิดขึ้นในสุทธาวาสภพ
มีชั้นอวิหาเป็นต้นจนถึงชั้นอกนิษฐ์ฉันนั้น.
จบ อรรถกถาธัมมทินนาเถรีคาถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 34
๑๓. วิสาขาเถรีคาถา
[๔๑๔] ท่านทั้งหลายจงทำตามคำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ที่บุคคลทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง ท่าน
ทั้งหลายจงรีบล้างเท้าทั้งสองแล้วนั่ง ณ ที่ควรเถิด.
จบ วิสาขาเถรีคาถา
๑๓. อรรถกถาวิสาขาเถรีคาถา
คาถาว่า กโรถ พุทฺธสาสน เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ
วิสาขา.
เรื่องของพระเถรีชื่อวิสาขานั้น เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อธีรานั่น
แหละ พระเถรีชื่อวิสาขานั้นบรรลุพระอรหัตแล้วให้เวลาล่วงไปด้วยวิมุตติสุข
ได้พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคาถานี้ว่า
ท่านทั้งหลายจงทำตามคำสอนของพระพุทธ-
เจ้า ที่บุคคลทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลังท่านทั้งหลาย
จงรีบล้างเท้าทั้งสองแล้วนั่ง ณ ที่ควรเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโรถ พุทฺธสาสน ความว่า จงทำตาม
คำสอน คือคำสั่งสอนและพร่ำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือจงปฏิบัติตาม
ที่ทรงพร่ำสอน. บทว่า ย กตฺวา นานุตปฺปติ ความว่า เพราะสำเร็จความ
ประสงค์ทั้งหลายโดยชอบทีเดียว ของผู้กระทำตามคำพร่ำสอนที่บุคคลกระทำ
แล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุที่กระทำนั้น. บทว่า ขิปฺป ปาทานิ
 

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 35
โธวิตฺวา เอกมนฺเต นิสีทถ ความว่า เพราะตนเองกลับจากบิณฑบาตในเวลา
ปัจฉาภัต แสดงวัตรแด่อาจารย์และอุปัชฌาย์แล้ว ล้างเท้าทั้งสองนั่งในที่ลับ
ในที่พักกลางวันของตน บรรลุเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์ ฉะนั้น พระวิสาขา-
เถรีเมื่อประกอบแม้คนอื่น ๆ เข้าไว้ในประโยชน์นั้น จึงได้กล่าวบทนี้.
จบ อรรถกถาวิสาขาเถรีคาถา
๑๔. สุมนาเถรีคาถา
[๔๑๕] ท่านเห็นธาตุทั้งหลายว่าเป็นทุกข์แล้ว อย่า
เกิดอีก ท่านสำรอกความพอใจในภพแล้ว จัดเป็นผู้
สงบระงับเที่ยวไป.
จบ สุมนาเถรีคาถา
๑๔. อรรถกถาสุมนาเถรีคาถา
คาถาว่า ธาตุโย ทุกฺขโต ทิสฺวา เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับพระเถรี
ชื่อสุมนา.
เรื่องของพระเถรีชื่อสุมนานั้น เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อติสสา
ความย่อว่า พระศาสดาทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับนั่งอยู่
ต่อหน้า ตรัสพระคาถานี้ว่า
ท่านเห็นธาตุทั้งหลายว่าเป็นทุกข์แล้ว อย่า
เกิดอีก ท่านสำรอกความพอใจในภพแล้ว จักเป็นผู้
สงบระงับเที่ยวไป.
พระเถรีนั้น ได้บรรลุพระอรหัตในเวลาจบพระคาถา.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 36
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธาตุโย ทุกฺขโต ทิสฺวา ความว่า เห็น
ธาตุมีจักษุเป็นต้นที่นับเนื่องด้วยสันตติ และธาตุแม้อื่น ๆ ด้วยญาณจักษุว่า
เป็นทุกข์ เพราะเกิดขึ้น เสื่อมไป และบีบคั้นเป็นต้น. บทว่า มา ชาตึ
ปุนราคมิ ความว่า อย่าเข้าถึงชาติ คือภพใหม่ต่อไปอีก. บทว่า ภเว ฉนฺท
วิราเชตฺวา ความว่า ละฉันทะคือตัณหาในภพทั้งปวง มีกามภพเป็นต้น
ด้วยมรรคกล่าวคือวิราคะ. บทว่า อุปสนฺตา จริสฺสสิ ความว่า จักเป็นผู้ดับ
เพราะละกิเลสได้ทั้งหมดอยู่.
อนึ่งในคาถานี้ ท่านแสดงวิปัสสนาโดยหัวข้อของทุกขานุปัสสนา ด้วย
บทนี้ว่า ธาตุโย ทุกฺขโต ทิสฺวา ดังนี้. แสดงมรรค ด้วยบทนี้ว่า ภเว ฉนฺท
วิราเชตฺวา ดังนี้. แสดงสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ด้วยบทนี้ว่า อนุปสนฺตา
จริสฺสสิ ดังนี้. แสดงอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ด้วยบทนี้ว่า มา ชาตึ
ปุนราคมิ ดังนี้ บัณฑิตพึงเห็นดังนี้แล.
จบ อรรถกถาสุมนาเถรีคาถา
๑๕. อุตตราเถรีคาถา
[๔๑๖] เราเป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจา และใจ
ได้ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเย็น
ดับสนิทแล้ว.
จบ อุตตราเถรีคาถา
๑๕. อรรถกถาอุตตราเถรีคาถา
คาถาว่า กาเยน สวุตา อาสึ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ
อุตตรา.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 37
เรื่องของพระเถรีชื่ออุตตราแม้นั้น ก็เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อ
ติสสา ความย่อว่า พระเถรีชื่ออุตตราแม้นั้น ประสูติในศากยตระกูล เป็น
สนมของพระโพธิสัตว์ ออกบวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี บรรลุพระ-
อรหัตด้วยโอภาสคาถา ได้กล่าวคาถานี้เป็นอุทานด้วยตนเองทีเดียวว่า
เราเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยกายวาจาและใจ ได้
ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเย็น ดับ
สนิทแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน สวุตา อาสึ ความว่า เป็นผู้
สำรวมแล้วด้วยความสำรวมทางกาย. บทว่า วาจาย ประกอบความว่า เป็น
ผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวมทางวาจา. พระเถรีกล่าวถึงศีลสังวรแม้ด้วยบท
ทั้งสอง. บทว่า อุท ได้แก่ อถ แปลว่า และ. บทว่า เจตสา ความว่า
ด้วยสมาธิจิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการเจริญวิปัสสนาด้วยสมาธิจิตนั้น.
บทว่า สมูล ตณฺห อพฺพุยฺห ความว่า ถอนขึ้นซึ่งตัณหาพร้อมทั้งราก หรือ
พร้อมด้วยอวิชชา. ด้วยว่า ตัณหาย่อมเกิดขึ้นในภพสามที่อวิชชาปกปิดโทษไว้.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า กาเยน สวุตา ความว่า เป็นผู้สำรวมทางกาย
ด้วยความสำรวมด้วยมรรคนั่นเอง เพราะละมิจฉากัมมันตะทั้งหมด ด้วยสัมมา
กัมมันตะ. บทว่า วาจาย ความว่า เป็นผู้สำรวมทางวาจาด้วยความสำรวม
ด้วยมรรคนั่นเอง เพราะละมิจฉาวาจาทั้งหมด ด้วยสัมมาวาจา. บทว่า เจตสา
ได้แก่ ด้วยสมาธิ. ก็ในที่นี้ท่านกล่าวสัมมาสมาธิ ด้วยหัวข้อของจิต อธิบายว่า
มรรคธรรมทั้งหลายมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันกับลักษณะ-
มรรค ย่อมเป็นอันท่านถือเอาด้วยศัพท์คือสัมมาสมาธินั่นแล การละอสังวรมี
อภิชฌาเป็นต้นโดยไม่เหลือ ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยมรรคสังวร. เพราะ
เหตุนั้นแหละท่านจึงกล่าวว่า สมูล ตณฺห อพฺพุยฺห ดังนี้. บทว่า สีติภูตามฺหิ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 38
นิพฺพุตา ความว่า เป็นผู้ถึงความเย็น เพราะไม่มีความเร่าร้อนเพราะกิเลส
โดยประการทั้งปวง เป็นผู้ดับสนิทด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
จบ อรรถกถาอุตตราเถรีคาถา
๑๖. วุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา
[๔๑๗] ดูก่อนสุมนาผู้เจริญ เธอจงเอาท่อนผ้าทำ
จีวรนุ่งห่ม จงพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของ
เธอสงบแล้ว เธอเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว.
จบ วุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา
๑๖. อรรถกถาวุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา
คาถาว่า สุข ตฺว วุฑฺฒิเก เสหิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีผู้
บวชเมื่อแก่ชื่อสุมนา.
แม้พระเถรีองค์นี้ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดเป็นพระภคินีของพระ-
เจ้ามหาโกศล ในกรุงสาวัตถี เธอฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแก่พระเจ้า
ปเสนทิโกศล โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลสี่จำพวกเหล่านี้แล
ไม่พึงดูหมิ่นว่าหนุ่ม ดังนี้ ได้ความเลื่อมใส ตั้งอยู่ในสรณะและศีลห้า แม้
ประสงค์จะบวช ก็ต้องปล่อยให้เวลาล่วงไปนาน เพราะคิดว่า ต้องปฏิบัติดูแล
พระเจ้าย่า ต่อมาเมื่อพระเจ้าย่าสิ้นพระชนม์แล้ว เธอให้คนถือเครื่องปูลาด

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 39
เครื่องนุ่งห่มที่มีค่ามาก ไปวิหารกับพระราชา ให้ถวายแก่สงฆ์แล้ว ฟังธรรม
ในสำนักพระศาสดา ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ขอบวช พระศาสดาทรงเห็นเธอมี
ญาณแก่กล้า ได้ภาษิตพระคาถานี้ว่า
ดูก่อนสุมนาผู้เจริญ เธอจงเอาท่อนผ้าทำจีวร
นุ่งห่ม จงพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของเธอ
สงบแล้ว เธอเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว.
ในเวลาจบคาถา เธอได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
ได้กล่าวคาถานั่นแหละเป็นอุทาน การกล่าวคาถาเป็นอุทานนั้นแล ได้เป็นการ
พยากรณ์พระอรหัตผลของเธอ เธอบวชในขณะนั้นเอง. ก็เนื้อความของคาถา
บทว่า วุฑฺฒิเก ได้แก่ ผู้เจริญ คือเจริญโดยวัย แต่พระเถรีเจริญแม้
ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ในบาทที่สี่ของคาถาที่พระเถรีกล่าว พึงประกอบบทว่า
เธอเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบ อรรถกถาวุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา
๑๗. ธัมมาเถรีคาถา
[๔๑๘] เราทุพพลภาพ มีกายสั่นเทา ถือไม้เท้า
เที่ยวบิณฑบาต ได้ล้มลงบนแผ่นดินตรงนั้นเอง ครั้ง
นั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะเห็นโทษในกาย.
จบ ธัมมาเถรีคาถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 40
๑๗. อรรถกถาธัมมาเถรีคาถา
คาถาว่า ปิณฺฑปาต จริตฺวาน เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ
ธัมมา.
แม้พระเถรีองค์นี้ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ได้รวบรวมบุญสมภาร
ไว้แล้ว ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนตระกูล กรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว
ไปสู่เรือนของสามีที่สมควรกัน ได้ศรัทธาในศาสนาของพระศาสดา ประสงค์
จะบวชแต่สามีไม่อนุญาต ภายหลังเมื่อสามีตายแล้ว บวชเจริญวิปัสสนา วัน
หนึ่งเที่ยวภิกขาจารแล้ว กำลังเดินมาวิหารหกล้มลง จึงทำเรื่องนั้นแหละเป็น
อารมณ์เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ได้กล่าว
คาถานี้เป็นอุทานว่า
เราทุพพลภาพ มีกายสั่นเทา ถือไม้เท้าเที่ยว
บิณฑบาต ได้ล้มลงบนแผ่นดินตรงนั้นเอง ครั้งนั้น
จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะเห็นโทษในกาย
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิณฺฑปาต จริตฺวาน ฑณฺฑมาทาย
ทุพฺพลา ความว่า ใช้ไม้เท้าค้ำยันเที่ยวไปในเมืองเพื่อต้องการบิณฑบาตคือ
เที่ยวภิกขาจาร. บทว่า ฉมา ได้แก่ บนแผ่นดิน คือพื้นดิน อธิบายว่า
ล้มลงบนพื้นดิน เพราะเท้าทั้งสองไม่มีกำลัง. บทว่า ทิสฺวา อาทีนว กาเย
ความว่า เห็นโทษในสรีระโดยประการต่างๆ มีไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตาเป็นต้น ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า อถ จิตฺต วิมุจฺจิ เม ความว่า
จิตของเราหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งหลาย เพราะข่มไว้ด้วยนิพพิทานุปัสสนา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 41
เป็นต้น ที่เป็นไปข้างหน้าด้วยอาทีนวานุปัสสนา ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว คือพ้น
วิเศษแล้วโดยประการทั้งปวง ด้วยสมุจเฉทวิมุตติตามลำดับมรรคผล และด้วย
ปฏิปัสสัทธิวิมุตติอีก. อธิบายว่า บัดนี้ สิ่งที่จะต้องหลุดพ้นไม่มีแก่พระเถรีนั้น.
อนึ่ง การกล่าวคาถาเป็นอุทานนี้แหละ เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของ
พระเถรีนั้นแล.
จบ อรรถกถาธัมมาเถรีคาถา
๑๘. สังฆาเถรีคาถา
[๔๑๙] ข้าพเจ้าละเรือน ละบุตรและสัตว์เลี้ยง ซึ่ง
เป็นที่รัก บวชแล้ว ละราคะและโทสะและสำรอก
อวิชชาเสีย ถอนตัณหาขึ้นพร้อมทั้งราก เป็นผู้สงบ
ระงับดับสนิทแล้ว.
จบ สังฆาเถรีคาถา
๑๘. อรรถกถาสังฆาเถรีคาถา
คาถาว่า หิตฺวา ฆเร ปพฺพชิตฺวา เป็นต้น เป็นคาถาของพระ
เถรีชื่อสังฆา.
เรื่องของพระเถรีชื่อสังฆานั้น เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อธีรา ก็พระ
เถรีชื่อสังฆานั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวคาถาว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 42
ข้าพเจ้าละเรือน ละบุตร และสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็น
ที่รัก บวชแล้ว ละราคะและโทสะและสำรอกอวิชชา
เสีย ถอนตัณหาขึ้นพร้อมทั้งราก เป็นผู้สงบระงับดับ
สนิทแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิตฺวา แปลว่า ละแล้ว. บทว่า ฆเร
ได้แก่ เรือน. ฆรศัพท์ในชื่อแม้อย่างเดียวกัน บางคราวท่านกล่าวขยายในข้อ
ความมากอย่างเหมือนพืช. บทว่า หิตฺวา ปุตฺต ปิสุ ปิย ความว่า ละบุตร
และสัตว์เลี้ยงมีโคกระบือเป็นต้นที่น่ารัก ด้วยการละฉันทราคะที่เกี่ยวเนื่องกับ
บุตรและสัตว์เลี้ยงนั้น. บทว่า หิตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ ความว่า ถอน
ราคะซึ่งมีสภาพกำหนัด และโทสะซึ่งมีสภาพขัดเคือง ด้วยอริยมรรค. บทว่า
อวิชฺชญฺจ วิราชิย ความว่า และสำรอกโมหะซึ่งเป็นเบื้องต้นในอกุศลทั้ง
หมด. อธิบายว่า ถอนขึ้นด้วยมรรค ดังนี้นั่นเทียว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วแล.
จบ อรรถกถาสังฆาเถรีคาถา
จบ อรรถกถาเอกนิบาต

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 43
เถรีคาถา ทุกนิบาต
ว่าด้วยคาถาต่าง ๆ ในทุกนิบาต
๑. นันทาเถรีคาถา
[๔๒๐] ดูก่อนนันทา เธอจงเห็นร่างกายอันกระดูก
๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด
เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น มีอารมณ์เดียว ด้วย
อสุภภาวนา อนึ่ง เธอจงอบรมจิตให้หานิมิตมิได้ ละ
เสียซึ่งอนุสัยคือมานะ เพราะการละมานะได้นั้น เธอ
จักเป็นผู้สงบเที่ยวไป.
จบ นันทาเถรีคาถา
อรรถกถาทุกนิบาต
๑. อรรถกถาอภิรูปนันทาเถรีคาถา
ในทุกนิบาต มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คาถาว่า อาตุร อสุจึ ปูตึ เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับนางสิกข-
มานาชื่ออภิรูปนันทา.
เล่ากันว่า นางสิกขมานาชื่ออภิรูปนันทานี้ เป็นธิดาของคฤหบดี
มหาศาล ในพันธุมตีนคร ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี ฟัง
ธรรมในสำนักของพระศาสดา ตั้งอยู่ในสรณะและศีลห้า เมื่อพระศาสดา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 44
ปรินิพพานแล้ว ได้บูชาพระธาตุเจดีย์ด้วยฉัตรทองที่ประดับด้วยรัตนะแล้วตาย
ไปบังเกิดในสวรรค์ ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในสุคติภูมินั่นเอง ในพุทธุป-
ปาทกาลนี้ บังเกิดในครรภ์พระอัครมเหสีของ เจ้าศากยเขมกะ ในกรุง
กบิลพัสดุ์ เธอมีชื่อว่า นันทา พระนางนันทานั้น มีรูปงามน่าทัศนาน่าเลื่อม
ใส จึงได้รู้กันทั่วไปว่า ชื่อว่า อภิรูปนันทา เพราะอัตภาพร่างกายถึงความ
งามเลิศของรูปอย่างเหลือเกิน เมื่อเธอเจริญวัย ศากยกุมารผู้เป็นคนรักอย่าง
ยิ่งได้สิ้นพระชนม์เสียในวันหมั้นนั่นเอง คราวนั้น พระชนกชนนีจึงให้บวช
เธอผู้ไม่ต้องการบวช.
ภิกษุณีอภิรูปนันทานั้นแม้บวชแล้วก็ยังมีความเมาเพราะอาศัยรูป ไม่
ไปปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าด้วยเข้าใจว่า พระศาสดาทรงตำหนิติเตียนรูป ทรง
แสดงโทษโดยอเนกปริยาย พระศาสดาทรงทราบว่าเธอมีญาณแก่กล้าแล้ว ทรง
สั่งพระมหาปชาบดีว่า ภิกษุณีทั้งหมดจงมารับโอวาทตามลำดับเมื่อถึงวาระของ
ตน เธอส่งภิกษุณีรูปอื่นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เมื่อถึงวาระ ภิกษุณี
พึงไปด้วยตนเอง ไม่พึงส่งรูปอื่นไป เธอไม่อาจละเมิดคำสั่งของพระศาสดาได้
จึงได้ไปปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุณีทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงเนรมิตรูปหญิงงามคนหนึ่งด้วยฤทธิ์ แล้วทรงแสดงรูปแก่หง่อมให้เธอ
เกิดความสังเวช ได้ภาษิต ๒ พระคาถานี้ว่า
ดูก่อนนันทา เธอจงเห็นร่างกายอันกระดูก
๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด
เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นมีอารมณ์เดียวด้วยอสุภ-
ภาวนา อนึ่งเธอจงอบรมจิตให้หานิมิตมิได้ ละเสีย
ซึ่งอนุสัยคือมานะ เพราะการละมานะได้นั้น เธอจัก
เป็นผู้สงบเที่ยวไป.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 45
เนื้อความของคาถาเหล่านั้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
ในเวลาจบคาถา ภิกษุณีอภิรูปนันทาบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
ในพระนครอรุณวดี มีกษัตริย์พระนามว่า
อรุณราช หม่อมฉันเป็นมเหสีของท้าวเธอ ประพฤติ
ร่วมกัน ในกาลนั้น หม่อมฉันอยู่ในที่ลับนั่งคิดอย่าง
นี้ว่า บุญกุศลที่พอจะถือเอาไปได้ เราไม่ได้ทำไว้เลย
เราจะต้องตกนรกที่มีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้าย
แรงแสนทารุณเป็นแน่ เราไม่สงสัยในเรื่องนี้ ครั้น
คิดอย่างนี้แล้วหม่อมฉันทำใจให้ร่าเริงเข้าเฝ้าพระราชา
กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันเป็นหญิง
ย่อมติดตามชายทุกเมื่อ ขอพระองค์โปรดประทาน
สมณะองค์หนึ่งแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักให้ท่านฉัน
พระเจ้าข้า พระราชาผู้ใหญ่ได้ประทานสมณะผู้อบรม
อันทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันดีใจรับบาตรของ
ท่านเอาภัตตาหารอย่างประณีตใส่จนเต็ม ครั้นแล้วได้
ถวายผ้าคู่หนึ่งซึ่งมีราคาเป็นพันให้ท่านครอง ด้วย
กุศลกรรมที่ทำไว้นั้น และด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่
หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ได้เป็นมเหสีของเทวราชหนึ่งพันองค์ ได้เป็นมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันองค์ และได้เป็นมเหสี
ของพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับมิได้
ได้บุญมีอย่างต่าง ๆ เป็นอันมาก ซึ่งเกิดแต่ผลกรรมที่
 ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๓ และ ๑๗๖ อปปลทายิกาเถรีอปทาน.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 46
ถวายบิณฑบาตนั้น หม่อมฉันมีผิวพรรณเหมือนดอก
บัว เป็นหญิงงามน่าทัศนา สมบูรณ์ด้วยอวัยวะทั้งปวง
เป็นอภิชาติทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง เมื่อเกิดครั้งสุดท้าย
หม่อนฉันได้เกิดในศากยตระกูล เป็นราชธิดาของ
พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นประมุขของนารีพันหนึ่ง เบื่อ
หน่ายต่อการครองเรือนจึงออกบวชเป็นภิกษุณี ครั้น
ถึงราตรีที่ ๗ ได้บรรลุอริยสัจ ๔ หม่อมฉันไม่อาจ
จะประมาณจีวร บิณฑบาต ปัจจัย และเสนาสนะ
(ที่ทายกทายิกาถวาย) นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต ข้าแต่
พระมุนี กุศลกรรมก่อน ๆ ของหม่อมฉันอันใดที่
พระองค์ทรงทราบ ข้าแต่พระมหาวีระ กุศลกรรมนั้น
เป็นอันมาก หม่อมฉันได้สั่งสมเพื่อประโยชน์แก่
พระองค์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ หม่อมฉันได้
ถวายทานใดในกาลนั้น ไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่ง
ทานนั้นคือบิณฑบาตทาน.
หม่อมฉันรู้จักคติ ๒ คือเทวดาและมนุษย์ ไม่
รู้จักคติอื่น นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต หม่อมฉันรู้จัก
ตระกูลสูงซึ่งเป็นตระกูลมหาศาลมีทรัพย์มาก ไม่รู้จัก
ตระกูลอื่น นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต หม่อมฉันท่อง
เที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว ไม่
เห็นสิ่งที่ไม่ชอบใจ นี้เป็นผลแห่งโสมนัส ข้าแต่
พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์
และในทิพโสตธาตุ เป็นผู้มีความชำนาญในเจโต-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 47
ปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ข้าแต่
พระมหาวีระ หม่อมฉันมีญาณในอรรถ ในธรรม
ในนิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้นในสำนักของพระองค์
หม่อมฉันเผากิเลสแล้ว ฯลฯ หม่อมฉันปฏิบัติคำสอน
ของพระพุทธเจ้าแล้ว.
จบ อรรถกถาอภิรูปนันทาเถรีคาถา
๒. ชันตาเถรีคาถา
[๔๒๑] โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ใด เป็นทางแห่งการ
บรรลุพระนิพพาน โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้นทั้งหมด
ข้าพเจ้าเจริญแล้วอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นข้าพเจ้าเห็นแล้ว ร่างกายนี้มี
ในที่สุด ชาติสงสารขาดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
จบ ชันตาเถรีคาถา
๒. อรรถกถาชันตาเถรีคาถา
คาถาว่า เย อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นต้น เป็นคาถาของ
พระเถรีชื่อชันตา.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 48
เรื่องที่เป็นอดีตและเรื่องปัจจุบันของพระเถรีชื่อ ชันตา นั้น เหมือน
เรื่องของพระเถรีชื่ออภิรูปนันทา แต่พระเถรีนี้บังเกิดในราชตระกูลลิจฉวี
กรุงเวสาลี ความแปลกกันเท่านี้เอง เธอฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดง ได้
บรรลุพระอรหัตในเวลาจบเทศนา พิจารณาคุณวิเศษที่ตนบรรลุ ได้กล่าวคาถา
สองคาถาเหล่านั้น ด้วยอำนาจปีติว่า
โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ใด เป็นทางแห่งการ
บรรลุพระนิพพาน โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้นทั้งหมด
ข้าพเจ้าเจริญแล้วอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นข้าพเจ้าเห็นแล้ว ร่างกายนี้มี
ในที่สุด ชาติสงสารขาดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา ความ
ว่า ธรรม ๗ ประการเหล่านี้ใด กล่าวคือ สติ ธัมมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ
สมาธิ และอุเบกขา ได้ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคี
เครื่องตรัสรู้ตามที่กล่าวแล้ว หรือแห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ซึ่งธรรมที่ควรตรัสรู้ คือ
ผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรมเครื่องตรัสรู้นั้น. บทว่า มคฺคา นิพฺพานปตฺติยา
ได้แก่ เป็นอุบายแห่งการบรรลุพระนิพพาน. บทว่า ภาวิตา เต มยา
สพฺเพ ยถา พุทฺเธน เทสิตา ความว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ข้าพเจ้าให้เกิดขึ้นและให้เจริญ เหมือนที่พระพุทธเจ้าคือ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้. หิ ศัพท์ในบาทคาถาว่า ทิฏฺโ หิ เม
โส ภควา มีความว่า เหตุ ประกอบความว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น เป็นธรรมกาย เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ อันข้าพเจ้าเห็นแล้วด้วย
การเห็นอริยธรรมที่ตนได้บรรลุแล้ว ฉะนั้นร่างกายนี้จึงมีในที่สุด ด้วยว่าพระ
ผู้มีพระภาคผู้พุทธเจ้า และพระอริยะอื่น ๆ ย่อมชื่อว่า ข้าพเจ้าเห็นแล้ว ด้วย

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 49
การเห็นอริยธรรม ไม่ใช่ด้วยเพียงเห็นรูปกาย เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อน
วักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเรา และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกผู้สดับแล้วเป็นผู้เห็นอริยสัจดังนี้ เป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วแล.
จบ อรรถกถาชันตาเถรีคาถา
๓. อัญญตราเถรีภิกขุนีคาถา
[๔๒๒] เราพ้นดีแล้ว พ้นดีแล้ว เป็นผู้พ้นแล้วโดย
ชอบจากสาก จากสามีไม่มีหิริ จากร่ม จากหม้อข้าว
และจากงูน้ำ เราตัดราคะและโทสะขาดแล้วอยู่ เรา
นั้นเข้าไปยังโคนไม้ เพ่งฌานโดยความสุขว่า โอ !
ความสุข.
จบ อัญญตราเถรีภิกขุนีคาถา
๓. อรรถกถาสุมังคลมาตุเถรีคาถา
คาถาว่า สุมุตฺติกา เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีผู้เป็นมารดา
ของพระสุมังคลเถระ.
แม้พระเถรีองค์นี้ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลยากจน
ในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้วบิดามารดายกให้แก่ช่างจักสานคนหนึ่ง ได้บุตร
 ๑. บาลี เป็น อัญญตราเถรีภิกขุนี.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 50
คนหัวปีเป็นพระอรหันต์ บุตรหัวปีนั้นได้นามว่าสุมังคละ ตั้งแต่นั้นมา นาง
นั้นเขารู้กันทั่วไปว่า สุมังคลมารดา. แต่เพราะชื่อและโคตรของนางไม่ปรากฏ
ฉะนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในบาลีว่า ภิกษุณีเถรีองค์หนึ่งไม่ปรากฏชื่อ. แม้บุตรของ
นางนั้น ครั้นรู้ความแล้วก็บวช ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง
หลาย ได้ปรากฏชื่อว่า พระสุมังคลเถระ. มารดาของพระเถระนั้นบวชในหมู่
ภิกษุณี เจริญวิปัสสนาอยู่ วันหนึ่งพิจารณาความลำบากที่ตนได้ในเวลาเป็น
คฤหัสถ์ เกิดความสังเวช เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ได้เปล่งอุทานกล่าวคาถาสองคาถาเหล่านี้ว่า
เราพ้นดีแล้ว พ้นดีแล้ว เป็นผู้พ้นแล้วโดย
ชอบจากสาก จากสามีไม่มีหิริ จากร่ม จากหม้อข้าว
และจากงูน้ำ เราตัดราคะและโทสะขาดแล้วอยู่ เรานั้น
เข้าไปยังโคนไม้ เพ่งฌานโดยความสุขว่า โอ !
ความสุข.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมุตฺติกา แปลว่า พ้นดีแล้ว ก็ ก
อักษรเป็นเพียงทำบทให้เต็ม ความว่า พ้นแล้วด้วยดีหนอ. พระเถรีนั้นเห็น
สมบัติที่ตนได้ในพระศาสนา จึงเรียกด้วยความเลื่อมใสหรือด้วยสรรเสริญ
สมบัตินั้น กล่าวว่า สุมุตฺติกา สุมุตฺติกา แต่เมื่อแสดงความหลุดพ้นจาก
สิ่งที่ตนรังเกียจเป็นพิเศษในเวลาเป็นคฤหัสถ์ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สาธุ
มุตฺติกามฺหิ ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า สาธุ มุตฺติกามฺหิ ความ
ว่า เราเป็นผู้พ้นโดยชอบทีเดียวหนอ. บทว่า มุสลสฺส แปลว่า จากสาก-
เล่ากันมาว่า พระเถรีนี้เวลาเป็นคฤหัสถ์ ตำข้าวด้วยตนเองทีเดียวเพราะความ
ยากจน ฉะนั้นจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อหิริโก เม ความว่า สามีของเรา
เป็นคนไม่มีหิริ คือปราศจากความละอาย. เพิ่มคำว่า เราไม่ชอบใจเขา. พระเถรี