พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๕๙ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 1

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย ชาดก

เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๕

ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น

ฉักกนิบาตชาดก

๑. อาวาริยวรรค

๑. อาวาริยชาดก

ว่าด้วยการกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะ

[๘๓๑] ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรงเป็นใหญ่ในแผ่น ดิน ขอมหาบพิตรอย่าทรงพิโรธเลย ข้าแต่ มหาบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชา ผู้ไม่ทรงพิโรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว ประชาชน ของรัฐ ราษฎรบูชาแล้ว อาตมาภาพขอถวาย

๑.   บาลีเล่มที่  ๒๗
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 2

อนุศาสน์ในที่ทุกสถาน จะเป็นในบ้าน ในป่า ที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตาม ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์อย่าทรง พิโรธ. [๘๓๒] ที่แม่น้ำคงคาได้มีคนแจวเรือจ้าง ข้อว่า อาวาริยปิตา เขาส่งคนข้ามฟากก่อนแล้ว จึง ขอรับค่าจ้างภายหลัง เพราะเหตุนั้นเขาจึงมี การทุ่มเถียงกัน และไม่เจริญด้วยโภคทรัพย์. [๘๓๓] ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะคน ที่ยังไม่ข้ามไปฝั่งโน้นก่อนสิ เพราะว่าจิตใจ ของคนที่ข้ามฟากแล้วเป็นอย่างหนึ่ง ของคนที่ ต้องการจะข้ามฟากยังไม่ได้ข้าม ก็เป็นอีกอย่าง หนึ่งไม่เหมือนกัน. [๘๓๔] อาตมาจักตามสอนโยมทุกหนทุกแห่ง ทั้ง ในบ้านทั้งในป่า, ทั้งในที่ดอนหรือที่ลุ่ม ดูก่อน โยมชาวเรือ ขอโยมอย่าโกรธนะ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 3

[๘๓๕] พระราชาได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีแก่ ดาบส เพราะอนุศาสนีบทใด เพราะอนุศาสนี บทนั้นนั่นเอง คนแจวเรือได้ตบปากดาบส. [๘๓๖] ถาดข้าวก็แตก ภรรยาก็ถูกตบ และเด็ก ในครรภ์ก็ตกฟากลงที่พื้นดิน เขาไม่อาจจะให้ ประโยชน์งอกเงยขึ้น เพราะโอวาทนั้น เหมือน เนื้อไม่อาจจะให้ประโยชน์เกิดขึ้น เพราะทอง- คำฉะนั้น. จบ อาวาริยชาดกที่ ๑

อรรถกถาชาดก ฉักกนิบาต อรรถกถาอาวาริยวรรคที่ ๑

อรรถกถาอาวาริยชาดกที่ ๑

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ติตถนาวิกคนแจวเรือประจำท่าคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มาสุ กุชฺฌ ภูมิปติ ดังนี้.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 4

ได้ยินว่า เขาเป็นคนโง่ไม่รู้อะไร ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัย มี พระพุทธเจ้าเป็นต้นเลย ไม่รู้คุณของบุคคลอื่น ๆ ด้วยเป็นคนดุร้าย หยาบคาย ผลุนผลันพลันแล่น. ภายหลังภิกษุชาวชนบทรูปหนึ่ง มา ด้วยความตั้งใจว่า เราจักทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ถึงท่าน้ำแม่น้ำ อจิรวดี ได้พูดกับนายติตถวานิกอย่างนี้ว่า :- ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักข้ามฟาก ขอโยมจงให้เรืออาตมภาพ เถิด. นายติตถวานิก ตอบว่า:- ท่านครับ บัดนี้นอกเวลาแล้ว ขอให้ท่านอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งใน ที่นี้. ภิ. ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักอยู่ที่ไหนในที่นี้ ขอจงรับอาตมา ไปส่งเถิด. เขาโกรธพูดว่า มาที่นี่โว้ยสมณะ เราจะนำไปส่ง แล้วได้ให้ พระเถระลงเรือ ไม่ตรงไปส่ง แต่พายเรือไปข้างล่าง ทำให้เรือโคลง บาตรและจีวรของท่านเปียกน้ำไปถึงฝั่งโดยลำบาก ส่งขึ้นฝั่งเวลามืดค่ำ. ต่อมาท่านได้ไปถึงวิหาร วันนั้นไม่ได้โอกาสอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า รุ่งขึ้น จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เป็น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 5

ผู้ที่พระศาสดาทรงทำการปฏิสันถารแล้ว เมื่อถูกพระศาสดาตรัสถามว่า เธอมาถึงเมื่อไร ? ทูลว่า เมื่อวานนี้พระเจ้าข้า เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เหตุไฉน จึงมาที่อุปัฏฐาก ในวันนี้ ? ได้กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรง ทราบ. พระศาสดาครั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่เพียงบัดนี้เท่านั้น ถึงในชาติก่อน นายคนนี้ก็ดุร้าย หยาบคาย เหมือนกัน. อนึ่ง เขาไม่ใช่ให้เธอลำบาก แต่ในชาติปัจจุบันนี้ แม้ ในชาติก่อน ก็ทำให้บัณฑิตลำบากมาแล้ว ถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึง ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์กำเนิดในสกุลพราหมณ์เจริญวัยแล้ว ได้เรียน ศิลปศาสตร์ทุกอย่าง ที่ตักกศิลา แล้วบวชเป็นฤษี เลี้ยงอัตภาพด้วย ผลไม้น้อยใหญ่ ในป่าหิมพานต์เป็นเวลาช้านาน เพื่อต้องการลิ้มรสเค็ม และรสเปรี้ยว จึงไปเมืองพาราณสี พักอยู่ที่พระราชอุทยาน รุ่งขึ้นจึง เข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษา. ครั้งนั้น พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็น ท่านมาถึงพระลานหลวง เลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน จึงทรงนำเข้าไป ภายในเมืองให้ฉันเสร็จ ทรงรับปฏิญญาแล้วให้ท่านอยู่ในพระราชอุท- ยาน ได้เสด็จไปยังที่อุปัฏฐากวันละครั้ง. พระโพธิสัตว์เมื่อทูลถวายโอวาท พระราชานั้นทุกวันว่า ขอถวายพระพรมหาราช ธรรมดาพระราชาควร เว้นการลุอำนาจอคติทั้ง ๔ เป็นผู้ไม่ประมาท สมบูรณ์ด้วยพระขันติ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 6

พระเมตตา และพระกรุณาธรรม ครองราชสมบัติโดยธรรม จึงถวาย พระพรคาถา ๒ คาถา ว่า:- ข้าแต่มหาบพิตร ผู้ทรงเป็นใหญ่ในแผ่น- ดิน ขอมหาบพิตรอย่าทรงพิโรธเลย ข้าแต่ มหาบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชา ผู้ไม่ทรงพิโรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว ประชาชน ของรัฐ ราษฎรบูชาแล้ว. อาตมภาพขอถวาย อนุศาสน์ในที่ทุกสถาน จะเป็นในบ้าน ในป่า หรือที่ดอนที่ลุ่มก็ตาม ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รฏฺสฺส ปูชิโต มีเนื้อความว่า พระราชาแบบนี้ เป็นผู้ที่ประชาชนของรัฐบูชาแล้ว. บทว่า สพฺพตฺถ- มนุสาสามิ ความว่า ข้าแต่มหาราช อาตมภาพเมื่ออยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง บรรดาบ้านเป็นต้นเหล่านี้ ก็จะถวายอนุศาสน์พระองค์ ด้วยข้ออนุศาสน์ ข้อนี้นั่นแหละ คือว่า จะถวายอนุศาสน์ในที่ใดที่หนึ่ง บรรดาบ้าน เป็นต้นเหล่านี้ จะเป็นที่บ้านหลังเดียวก็ตาม สัตวโลกตัวเดียวก็ตาม บทว่า มาสุ กุชฺฌ รเถสภ ความว่า อาตมภาพ ถวายอนุศาสน์ พระองค์อยู่อย่างนี้นั่นแหละ ธรรมดาพระราชา ไม่ควรจะพิโรธ. เพราะ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 7

เหตุไร ? เพราะว่าธรรมดาพระราชาทั้งหลาย มีพระบรมราชโองการ เป็นอาวุธ คนมากมายถึงความสิ้นชีวิตด้วยเหตุเพียงพระบรมราชโอง- การ ของพระราชาเหล่านั้น ผู้ทรงพิโรธแล้ว เท่านั้น. ในทุกวันที่พระราชาเสด็จมา พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ถวายอย่างนี้. พระราชามีพระราชหฤหัยเลื่อมใส ได้พระราชทานหมู่ บ้านชั้นดีให้ ๑ ตำบลเก็บส่วยได้ ๑ แสนกหาปณะ แก่พระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์ทูลปฏิเสธ. ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้อยู่ ณ ที่นั้นแห่งเดียวเป็น เวลา ๑๒ ปี ดำริว่า เราอยู่ที่นี้มานานนักหนาแล้ว เราจักไปเที่ยวจาริก ชนบทก่อนแล้วจึงจะมา ไม่ทูลลาพระราชาเลย เรียกคนเฝ้าสวนมาสั่ง ว่า อาตมาจักไปจาริกชนบท แล้วจึงจะมา ขอให้ท่านทูลให้พระราชา ทรงทราบด้วย แล้วก็หลีกไปถึงท่าเรือที่แม่น้ำคงคา. ที่ท่านั้นมีคนแจว เรือจ้าง ชื่อ อาวาริยปิตา. เขาเป็นคนพาลไม่รู้จักคุณของผู้มีคุณเลย ทั้งไม่รู้จักอุบายเพื่อตนเองด้วย. เขาสั่งคนที่ต้องการข้ามแม่น้ำคงคา ข้าม ก่อนแล้วจึงขอค่าจ้างภายหลัง เมื่อทะเลาะกับคนที่ไม่ให้ค่าจ้าง ก็ใช้วิธี ด่าและทุบตีกันเท่านั้น จึงจะได้ค่าจ้างมาก. พระศาสดาทรงเป็นผู้รู้ยิ่ง ได้ตรัสพระคาถาที่ ๓ ไว้ ทรงหมายถึงนายอาวาริยปิตานั้น ผู้มีลาภน้อย เป็นอันธพาลอย่างนี้ ว่า:- ที่แม่น้ำคงคาได้มีคนแจวเรือจ้าง ชื่อ อาวาริยปิตา เขาส่งคนข้ามฟากก่อน แล้วจึง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 8

ขอรับค่าจ้างภายหลัง เพราะเหตุนั้น เขาจึงมี การทุ่มเถียงกัน และไม่เจริญด้วยโภคทรัพย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาวาริยปิตา ความว่า เขามีธิดา ชื่อว่า อาวาริยา ด้วยอำนาจของธิดานั้น เขาจึงกลายเป็นผู้มีชื่อว่า อาวาริยปิตาพ่อของอาวาริยา. บทว่า เตนสฺส ภณฺฑน ความว่า เพราะเหตุนั้น เขาจึงได้มีการทุ่มเถียงกัน. อีกอย่างหนึ่ง เขาได้มีการ ทุ่มเถียงกับคน ๆ นั้น ที่ถูกขอค่าจ้างภายหลัง. พระโพธิสัตว์เข้าไปหาคนแจวเรือจ้างคนนั้น แล้วพูดว่า ขอจง นำอาตมภาพข้ามฟากเถิด. เขาครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงตอบว่า:- ท่านสมณะ ท่านจักให้ค่าจ้างเรือผมเท่าไร. พ. โยม ธรรมดาอาตมภาพจักบอกความเจริญแห่งโภคทรัพย์ ความเจริญแห่งอรรถ และความเจริญแห่งธรรมให้. คนแจวเรือจ้างครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว เข้าใจว่า สมณะรูปนี้จัก ให้อะไรแก่เราแน่นอน จึงนำท่านข้ามฟาก แล้วกล่าวว่าขอพระคุณเจ้า จงให้ค่าจ้างเรือแก่ผมเถิด. พระโพธิสัตว์นั้นตอบว่าดีแล้วโยม เมื่อจะ บอกความเจริญแห่งโภคะแก่เขาก่อน จึงกล่าวคาถาว่า:- ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะ คนที่ยังไม่ข้ามไปฝั่งโน้นก่อนสิ เพราะว่าจิตใจ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 9

ของคนที่ข้ามฟากแล้ว เป็นอย่างหนึ่ง ของ คนที่ต้องการจะข้ามฟากยังไม่ได้ข้าม ก็เป็น อีกอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปาร ความว่า ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะคนที่ยังไม่ข้ามฟาก ยังยืนอยู่ฝั่งนี้เท่านั้น และรับเอา ค่าจ้างที่ได้จากเขา เก็บไว้ในที่ ๆ คุ้มครองรักษาแล้วจึงนำคนส่งข้ามฟาก ภายหลัง อย่างนี้โยมก็จักเจริญด้วยโภคทรัพย์. บทว่า อญฺโ หิ ติณฺณสฺส มโน ความว่า ดูก่อนโยมชาวเรือ เพราะว่าจิตใจของคน ที่ข้ามฟากไปแล้วเป็นอย่างหนึ่ง คือไม่อยากจะให้ จะไปถ่ายเดียว แต่ ธรรมดาว่า ผู้ใดจะข้ามฟาก คือจะข้ามฝั่ง ได้แก่ ประสงค์จะไปฝั่งข้าง หน้า ผู้นั้นอยากจะไป แม้เกินราคาค่าจ้างก็ให้ได้ ก็ใจของผู้ต้องการ ข้ามฟาก ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวมานี้ เพราะฉะนั้นโยมควรขอ กะผู้ยังไม่ข้ามฟากเท่านั้นดังนี้ ชื่อว่า ความเจริญแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย ของโยมก่อนดังนี้แล. คนแจวเรือได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า เราจักมีโอวาทนี้ก่อน แต่ บัดนี้ สมณะนี้ จักให้อะไรอื่นแก่เราอีก. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้ กล่าวกะเขาว่า โยมนี้เป็นความเจริญแห่งโภคทรัพย์ของโยมก่อน บัดนี้ โยมจงฟังความเจริญแห่งอรรถและธรรม เมื่อให้โอวาทเขา จึงได้กล่าว คาถาไว้ว่า:-

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 10

อาตมาจะตามสอนโยมทุกหนทุกแห่ง ทั้ง ในบ้านทั้งในป่า ทั้งในที่ลุ่มและที่ดอน ดูก่อน โยมชาวเรือ ขอโยมจงอย่าโกรธนะ. พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกความเจริญแห่งอรรถและธรรม ด้วย คาถานี้ แก่เขาแล้ว จึงกล่าวว่า นี้เป็นความเจริญแห่งอรรถและความ เจริญแห่งธรรมของโยม. แต่เขาเป็นคนดุ ไม่สำคัญโอวาทนั้นว่าเป็น อะไร จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านสมณะ นี้หรือคือค่าจ้างเรือที่ท่านให้ผม พระโพธิสัตว์ ถูกแล้วโยม. คนแจวเรือ ผมไม่มีงานตามค่าจ้างนี้. พระโพธิสัตว์ โยมนอกจากโอวาทนี้แล้ว อาตมาไม่มีอย่างอื่น คนแจวเรือกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร? ท่านจึงลงเรือ ผม แล้วผลักดาบสให้ล้มลงที่ฝั่งแม่น้ำคงคา นั่งทับอกแล้วตบปากท่าน ทีเดียว. พระศาสดาครั้นตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดาบสได้ถวาย โอวาทพระราชา แล้วจึงได้รับพระราชทานหมู่บ้านชั้นดี ในราชสำนัก แต่ได้บอกโอวาทนั้นนั่นเอง แก่คนแจวเรือจ้างอันธพาล กลับประสบ การตบปากด้วยประการดังนี้. เพราะฉะนั้น ผู้จะให้โอวาทควรให้แก่คน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 11

ที่เหมาะสม ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่เหมาะสม ดังนี้แล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ ยิ่งแล้ว ลำดับต่อจากนั้นได้ตรัสพระคาถาว่า :- พระราชาได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีแก่ ดาบส เพราะอนุศาสนีบทใด เพราะอนุศาสนี บทนั้นนั่นเอง คนแจวเรือได้ตบปากดาบส. เมื่อคนแจวเรือนั้นกำลังตบอยู่นั่นแหละ. ภรรยาถืออาหารมา เห็นดาบสเข้า จึงบอกว่า พี่ ดาบสนี้เป็นชีต้นประจำราชตระกูล พี่ อย่าตีท่าน เขาโกรธแล้วพูดว่า แกนี่แหละ ไม่ให้ข้าตีดาบสขี้โกงคนนี้ แล้วลุกขึ้นตบภรรยานั้นให้ล้มลงไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น ถาดข้าวก็ตกแตก และเด็กในท้องของภรรยาท้องแก่ ได้คลอดออกตกลงที่พื้นดิน. ครั้นนั้น มนุษย์ทั้งหลายจึงพากันมาล้อมดู แล้วจับเขามัดด้วยความเข้าใจว่า เป็น โจรฆ่าคน แล้วนำไปมอบถวายพระราชา. พระราชาทรงวินิจฉัยแล้ว ลงพระราชอาญาแก่เขา. พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว เมื่อจะทรงประกาศข้อความ นั้น จึงได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายไว้ว่า:- ถาดข้าวก็แตก ภรรยาก็ถูกตบ และเด็ก ในครรภ์ก็ตกลงที่พื้นดิน เขาไม่อาจจะให้ประ- โยชน์งอกเงยขึ้น เพราะโอวาทนั้น เหมือน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 12

เนื้อไม่อาจจะให้ประโยชน์เกิดขึ้นเพราะทองคำ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺต ภินฺน ความว่า ถาดข้าวก็ ตกแตกแล้ว. บทว่า หตา ได้แก่ ตบแล้ว. บทว่า ฉมา ได้แก่ ที่ พื้นดิน. บทว่า มิโคว ชาตรูเปน มีอธิบายว่า เนื้อเหยียบย่ำทอง เงินหรือแก้วมุกดา แก้วมณีเป็นต้นไปบ้าง นอนทับบ้าง ไม่สามารถ จะใช้ทองคำนั้น เพิ่มพูน คือให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้ฉันใด คน อันธพาลนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฟังโอวาทที่บัณฑิตให้แล้ว ก็ไม่ สามารถเพิ่มพูน คือให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจจะแล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้ว ในโสดาปัตติผล. คนแจวเรือครั้งนั้นคือคนแจวเรือเวลานี้นั่นเอง พระ- ราชา ได้แก่พระอานนท์ ส่วนดาบส ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอาวาริยชาดกที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 13

๒. เสตเกตุชาดก

ว่าด้วยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศ

[๘๓๗] พ่อเอ๋ย พ่ออย่าโกรธเลย เพราะความ ความโกรธไม่ดี ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นและยังไม่ ได้ยินมีเป็นอันมาก พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดา บิดาก็เป็นทิศ ๆ หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายสรร- เสริญอาจารย์ เรียกว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง. [๘๓๘] คฤหัสถ์ทั้งหลายเป็นผู้ถวายข้าวน้ำและ ผ้านุ่งห่ม ส่วนสมณะพราหณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ เรียกร้อง บัณฑิตทั้งหลายเรียกสมณะและ พราหมณ์แม้นั้นว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง พ่อเสตเกตุ เอ๋ย ทิศนี้เป็นยอดทิศ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มี ทุกข์ไปถึงแล้ว จะมีความสุข. [๘๓๙] ชฎิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง มีฟันสกปรก มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้น ดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์ รู้โลกนี้แล้ว จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ ?

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 14

[๘๔๐] ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นพหูสูตคงแก่ เรียน แต่ทำบาปธรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย ผู้นั้นถึงจะมีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์นั้น แต่ไม่ถึงจรณะ ก็ไม่พ้นทุกข์. [๘๔๑] คนแม้มีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์ นั้น แต่ยังไม่ถึงจรณะ ยังไม่พ้นทุกข์ อาตมาภาพเข้าใจว่า พระเวททั้งหลายเป็นสิ่ง ที่ไร้ผล จรณะคือการสำรวมอย่างดีเท่านั้น แหละ เป็นของจริง. [๘๔๒] พระเวทไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีผลเลย จรณะ คือการสำรวมระวังเท่านั้น เป็นของจริงก็หา มิได้ คนอาศัยพระเวทแล้ว ได้รับเกียรติก็มี ผู้ฝึกตนแล้วด้วยจรณะ จะบรรลุความสงบได้. จบ เสตเกตุชาดกที่ ๒

อรรถกถาเสตเกตุชาดกที่ ๒

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภ ภิกษุผู้โกหก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 15

โกโธ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีชัดในกุททาลชาดก. ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในนครพาราณสี สอนมนต์มาณพ ๕๐๐ คน. หัวหน้ามาณพเหล่านั้นชื่อว่า เสตเกตุ เป็นมาณพเกิดในสกุลอุททิจพราหมณ์. เขาได้มีมานะมาก เพราะอาศัย ชาติตระกูล. อยู่มาวันหนึ่ง เขาออกจากพระนครไปพร้อมกับมาณพอื่น ๆ ได้เห็นจัณฑาลคนหนึ่ง กำลังเข้าพระนคร จึงถามว่า เจ้าเป็นใคร ? เมื่อเขาตอบว่า เป็นจัณฑาล จึงพูดว่า ฉิบหาย ไอ้จัณฑาล กาลกรรณี เอ็งจงไปใต้ลมดังนี้ เพราะกลัวลมที่พัดผ่านตัวของเขาจะมากระทบร่าง ของตน แล้วได้ไปเหนือลมโดยเร็ว. แต่คนจัณฑาลเดินเร็วกว่า จึงได้ ไปยืนเหนือลมเขา. เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนั้น มาณพนั้น ก็ได้ด่าแช่ง เขาอย่างหนักว่า ฉิบหาย ไอ้ถ่อย กาลกรรณี. คนจัณฑาล ครั้นได้ ฟังคำนั้นแล้ว จึงถามว่า คุณเป็นใคร ? พ. ฉันเป็นพราหมณมาณพสิ จ. เป็นพราหมณ์ ก็เป็นไม่ว่า แต่คุณสามารถจะตอบปัญหา ที่ผมถามได้ไหม ? พ. เออได้ซิ จ. ถ้าแม้ว่าคุณไม่สามารถตอบได้ไซร้ ผมจะให้คุณลอดหว่าง ขาผม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 16

เขาตรึกตรองดูตัวเองแล้ว พูดว่า แกถามได้ บุตรคนจัณฑาล ให้บริษัทเพื่อนของมาณพนั้น. ยึดถือถ้อยคำ สัญญานั้นแล้ว ถามปัญหาว่า ข้าแต่ท่านมาณพ ธรรมดาทิศมีเท่าไร ? พ. ธรรมดาทิศมี ๔ มีทิศตะวันออกเป็นต้น. คนจัณฑาลพูดว่า ผมไม่ได้ถามคุณถึงทิศนั้น แม้เท่านี้คุณก็ไม่รู้ ยังรังเกียจลมที่พัดผ่านตัวผม. แล้วจับคอเขาโน้มลงมาลอดหว่างขาของ ตน. มาณพทั้งหลายได้บอกพฤติการณ์นั้นแก่อาจารย์. อาจารย์ครั้นได้ ฟังคำนั้นแล้ว จึงถามเขาว่า พ่อเสตเกตุ จริงไหม ? ได้ทราบว่าเจ้า ถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา. มาณพตอบว่า จริงอาจารย์ ลูกของอีทาสีจัณฑาลนั้นว่าผมว่า แม้เพียงแต่ทิศคุณก็ไม่รู้ แล้วให้ผมลอดหว่างขาของตน ทีนี้ผมเห็นมัน แล้ว จักแก้แค้นมัน. โกรธแล้ว ด่า แช่ง ลูกคนจัณฑาล. ครั้งนั้น อาจารย์ เมื่อโอวาทเขาว่า พ่อเสตเกตุเอ๋ย เจ้าอย่าโกรธเขา ลูกคน จัณฑาลเป็นบัณฑิต เขาไม่ได้ถามเจ้าถึงทิศนั้น แต่เขาถามถึงทิศอื่น ก็ ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นไม่ได้ยินและยังไม่รู้นั่นแหละ มีมากกว่าทิศที่เจ้าได้ เห็นได้ยินและได้รู้มาแล้ว. ดังนี้แล้วจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาไว้ว่า:- พ่อเอ๋ย พ่ออย่าโกรธเลย เพราะความ โกรธไม่ดี ที่เจ้ายังไม่เห็นและยังไม่ได้ยินมี เป็นอันมาก พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดาบิดาก็เป็น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 17

ทิศ ๆ หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญอาจารย์ เรียกว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง คฤหัสถ์ทั้งหลายเป็น ผู้ถวายข้าว น้ำและผ้านุ่งห่ม ส่วนสมณะ พราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้เรียกร้อง บัณฑิตทั้ง หลายเรียกสมณะและพราหมณ์ แม้นั้นว่าเป็น ทิศ ๆ หนึ่ง พ่อเสตเกตุเอ๋ย ทิศนี้เป็นยอดทิศ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีทุกข์ไปถึงแล้วจะมีความ สุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ สาธุ โกโธ ความว่า ธรรมดา ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น ย่อมไม่ให้รู้คำสุภาษิตและพุทธภาษิต ประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ ความเกื้อกูลและไม่เกื้อกูล เพราะฉะนั้น ความโกรธ จึงไม่ดีเลย. บทว่า พหุมฺปิ เต อทิฏฺ ความว่า อาจารย์กล่าวว่า ทิศที่ เจ้ายังไม่เห็นด้วยตา และยังไม่ได้ยินด้วยหูยังมีมากกว่า. ทิศเหล่านั้นคือ มารดาบิดา ผู้ชื่อว่ากลายเป็นทิศเบื้องหน้าคือตะวันออก เพราะเกิดก่อน กว่าบุตรทั้งหลาย. บทว่า อาจริยมาหุ ทิสต ปสฏฺา ความว่า พระ- อริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวแล้วคือบอก ได้แก่แสดง หรือพูดว่า แต่อาจารย์ทั้งหลาย ผู้ถูกสรรเสริญว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง คือเป็น ทิศเบื้องขวา เพราะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาคือการเคารพ. บทว่า อคาริโน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 18

ได้แก่คฤหัสถ์นั่นเอง บทว่า อนฺนปานวตฺถทา ได้แก่ เป็นผู้ให้ข้าว เป็นผู้ให้น้ำและเป็นผู้ให้ผ้านุ่งห่ม. บทว่า อวฺหายิกา ได้แก่เป็นผู้ร้อง นิมนต์ว่า นิมนต์มาเถิด นิมนต์รับไทยธรรม. บทว่า ตมฺปิ ทิส วทนฺติ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้ผู้นั้นว่า เป็นทิศนั้นทิศหนึ่ง. ด้วยบทนี้ อาจารย์แสดงว่า คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้ถวาย ปัจจัย ๔ ชื่อว่าเป็นทิศนั้นเพราะเป็นผู้ที่สมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรง ธรรม จะต้องเข้าไปหาโดยเรียกร้องปัจจัย ๔. อีกนัยหนึ่ง สมณะ พราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงธรรม ชื่อว่าผู้เรียกร้องคืออวหายิกะ เพราะเรียก ร้องคุณความดีสูง ๆ ขึ้นไปมาให้โดยความหมายว่า เป็นผู้ให้ซึ่งสวรรค์ สมบัติในฉกามาวจรแก่คฤหัสถ์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถวายข้าว น้ำและ ผ้านุ่งห่ม. ด้วยบทว่า ตมฺปิ ทิส วทนฺติ ท่านอาจารย์แสดงว่า พระ- อริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้สมณะพราหมณ์ผู้ทรง ธรรมนั้นว่า ชื่อว่าเป็นทิศเบื้องบน. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า :- มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า - ตะวันออก อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา - ใต้ บุตรภรรยาเป็น ทิศเบื้องหลัง - ตะวันตก มิตรและอำมาตย์เป็น ทิศเบื้องซ้าย - เหนือ ทาสและกรรมกรเป็นทิศ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 19

เบื้องล่าง สมณะพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ในตระกูลผู้ไม่ประมาท ควรนมัสการ ทิศเหล่านี้. ก็คำว่า เอสา ทิสา นี้ อาจารย์กล่าวหมายเอาพระนิพพาน. เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นทุกข์ เพราะทุกข์นานัปปการมีความเกิดเป็น ต้น บรรลุพระนิพพานนั้นแล้ว จะหมดทุกข์ คือเป็นผู้มีความสุข. และ ทิศนั่นเอง คือพระนิพพาน ชื่อว่าเป็นทิศที่สัตว์ทั้งหลายไม่เคย ไปแล้ว. อนึ่ง ด้วยคำว่า เอสา ทิสา นั้นนั่นเอง อาจารย์จึงกล่าวถึงพระนิพพาน ว่า เป็นทิศชั้นยอด. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า :- บุคคลผู้ประสงค์จะไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป คือพระนิพพาน ต้องตามรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองภาชนะน้ำมันที่เต็มเสมอ ขอบปาก ไม่มีพร่องไว้ฉะนั้น. พระมหาสัตว์ บอกทิศทั้งหลายแก่มาณพด้วยอาการอย่างนี้. แต่ มาณพคิดเสียใจว่า เราถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา ละอายเพื่อน จึง ไม่อยู่ในที่นั้น ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปทุกอย่าง ในสำนักของ อาจารย์ทิศาปาโมกข์ จบแล้วอาจารย์อนุญาตให้ไป จึงออกจากเมือง ตักกศิลา เที่ยวหาเรียนศิลปะของทุกลัทธิ. เข้าไปถึงบ้านชายแดนแห่ง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 20

หนึ่ง อาศัยบ้านนั้นอยู่ เห็นดาบส ๕๐๐ รูป จึงบวชในสำนักของท่าน แล้วเรียนศิลปะบ้าง มนต์บ้าง จรณะบ้าง ที่ท่านเหล่านั้นรู้ ได้เป็น หัวหน้าคณะ มีดาบสเหล่านั้นห้อมล้อมไปยังนครพาราณสี รุ่งขึ้นไป เที่ยวภิกขาจาร ได้ไปถึงพระลานหลวง. พระราชาทรงเลื่อมใสในอิริยา- บถของดาบสทั้งหลาย นิมนต์ให้ฉันภายในพระนิเวศน์ แล้วทรงให้ท่าน เหล่านี้พำนักอยู่ในพระราชอุทยานของพระองค์. อยู่มาวันหนึ่ง พระ- องค์ทรงอังคาสดาบสทั้งหลายแล้วตรัสว่า วันนี้เวลาเย็นโยมจะไปพระ- ราชอุทยาน ไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย. เสตเกตุดาบส ไปยังพระราช- อุทยานแล้ว ประชุมดาบสพูดว่า ดูก่อนสหายร่วมชีวิตทั้งหลาย วันนี้ พระราชาจักเสด็จมา. ท่านชี้แจงว่า ธรรมดาพระราชาทั้งหลายทรงโปรด ปรานครั้งเดียว ก็สามารถให้คนดำรงชีพอยู่เป็นได้ชั่วอายุ วันนี้ขอให้ พวกเราบางพวกเดินเป็นกลุ่ม ๆ ไป บางพวกนอนบนหนาม บางพวก บำเพ็ญตบะ ๕ อย่าง บางพวกประกอบความเพียรวิธีกระโหย่งเท้า บางพวกลงน้ำ บางพวกสาธยายมนต์ ดังนี้แล้วตัวท่านเอง นั่งบนตั่งที่ไม่ มีพนักพิง ที่ประตูบรรณศาลาวางคัมภีร์ ๑ คัมภีร์ ที่รุ่งเรืองด้วยรงค- เบญจวรรณแวววาว ไว้บนกากะเยียที่มีสีงดงาม แล้วแก้ปัญหาที่มาณพ สี่ ห้า คนซักถามมา. ขณะนั้นพระราชาเสด็จมา ทอดพระเนตรเห็น ดาบสเหล่านั้นบำเพ็ญมิจฉาตบะ คือตบะผิดพอพระราชหฤทัย จึงเสด็จ เข้าไปหาเสตเกตุดาบส ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 21

เมื่อทรงปราศัยกับท่านปุโรหิต จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :- ชฎิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง มีพื้นสกปรก มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้น ดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์ รู้โลกนี้แล้ว จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขราชินา ได้แก่ ผู้นุ่งห่มหนังสัตว์ ที่มีกีบเล็บ. บทว่า ปงฺกทนฺตา ได้แก่ มีฟันมีขี้ฟันเขลอะ เพราะไม่ ได้สีฟัน. บทว่า ทุมุกฺขรูปา ได้แก่ มีผ้านุ่งผ้าห่มปอน ไม่ได้ซัก ไม่ได้ตกแต่ง คือเว้นจากระเบียบของหอมและเครื่องลูบไล้. มีอธิบายว่า ได้แก่ มีรูปร่างมอมแมม. บทว่า เยเม ชปนฺติ ความว่า ชฎิลเหล่านี้ ได้ร่ายมนต์อยู่. บทว่า มานุสิเก ปโยเค ความว่า ดำรงอยู่แล้ว ความเพียรที่คนทั้งหลายต้องทำกัน. บทว่า อิท วิทู ปริมุตฺตา อปายา ความว่า ถามว่า ฤษีเหล่านั้น ครั้นตั้งอยู่ในความเพียรรู้โลกนี้แล้ว คือทำให้ปรากฏแล้ว จะพ้นจากอบายทั้ง ๔ ได้หรือไม่หนอ ? ปุโรหิตฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้ทูลคาถาที่ ๔ ว่า :- ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นพหูสูต คงแก่ เรียน แต่ทำบาปกรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 22

ผู้นั้นถึงจะมีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์นั้น แต่ไม่ถึงจรณะ ก็ไม่พ้นทุกข์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กริตฺวา ได้แก่ กตฺวา แปลว่าทำแล้ว บทว่า จรณ ได้แก่สมาบัติ ๘ พร้อมด้วยศีล. มีคำอธิบายไว้ว่า ข้าแต่ มหาราชเจ้าผู้ใดสำคัญว่า เราเป็นพหูสูต แม้มีความรู้ตั้งพันแต่ไม่ ประพฤติสุจริต ๓ อย่าง ทำแต่บาปอย่างเดียว ผู้นั้นครั้นทำบาปกรรม เหล่านั้นแล้ว อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่บรรลุจรณะ กล่าวคือ ศีลและสมาบัติ ก็คงไม่พ้นทุกข์ คือไม่พ้นจากอบายทุกข์ไปได้เลย. พระราชาครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงนำไปแล้วซึ่งความเลื่อม ใสในดาบสทั้งหลาย ลำดับนั้น เสตเกตุดาบส จึงคิดว่าพระราชานี้ได้ เกิดความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลายแล้ว. แต่ปุโรหิตคนนี้บั่นทอนความ เลื่อมใสนั้น เหมือนเอามีดฟัน เราควรจะทูลกับพระราชานั้น. ท่านเมื่อทูลกับพระราชา ได้ถวายพระพรคาถาที่ ๕ ว่า :- คนแม้มีเวทมนต์ตั้งพันอาศัยเวทมนต์นั้น แต่ยังไม่ถึงจรณะ ยังไม่พ้นทุกข์ อาตมภาพ เข้าใจว่า พระเวททั้งหลาย เป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะคือการสำรวมอย่างดีเท่านั้นแหละ เป็น ของจริง.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 23

คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า แม้ผู้มีเวทมนต์ตั้งพันบทอาศัย ความเป็นพหูสูตนั้น แต่ยังไม่บรรลุจรณะ ก็จะเปลื้องตนออกจากทุกข์ ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น อาตมภาพจึงเข้าใจว่า พระเวท ๓ คัมภีร์ เป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะที่มีศีลอิงสมาบัติ ๘ เท่านั้นเป็นของจริง. ปุโรหิตได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- พระเวทไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีผลเลย จรณะ คือการสำรวมระวังเท่านั้น เป็นของจริงก็หามิ ได้ คนอาศัยพระเวทแล้ว ได้รับเกียรติก็มี ผู้ ฝึกตนแล้วด้วยจรณะ จะบรรลุความสงบได้. คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ คือ ไม่ใช่พระเวท ๓ อย่างไม่มี ผล ไม่เฉพาะจรณะ คือ การสำรวมระวังเท่านั้นเป็นของจริง คือดีกว่า ได้แก่สูงสุด หมายความว่าประเสริฐ. เพราะเหตุไร ? เพราะคนอาศัย พระเวท คืออาศัยพระเวท ๓ อย่าง ได้รับเพียงเกียรติ เพียงยศ เพียง ลาภเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้น พระเวทเหล่านั้นจึง ชื่อว่า ไม่มีผล. บทว่า สนฺต ปุเนติ จรเณน ทนฺโต ได้แก่ผู้ฝึก ตนด้วยจรณะแล้วจะบรรลุความสงบได้ ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วให้ สมาบัติเกิดขึ้น เจริญวิปัสสนามีสมาบัติ เป็นปทัฏฐาน ย่อมบรรลุความ สงบโดยส่วนเดียว คือธรรมอย่างเอกที่มีชื่อว่าพระนิพพาน.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 24

ปุโรหิตหักล้างคำของท่านเสตเกตุดาบสอย่างนี้แล้ว ได้ทำดาบส เหล่านั้นทั้งหมดให้เป็นคฤหัสถ์ คือให้สึก ให้ถือโล่และอาวุธ จักให้ เป็นการกชนเป็นทหารหมู่ใหญ่ ให้ทำการบำรุงพระราชา. ได้ทราบว่า นี้คือวงศ์ของการกชนหมู่ใหญ่. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกว่า เสตเกตุดาบสในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุผู้โกหกในบัดนี้ บุตรของ คนจัณฑาลในครั้งนั้น ได้แก่พระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนปุโรหิตได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาเสตเกตุชาดกที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 25

๓. ทรีมุขชาดก

ว่าด้วยโทษของกาม

[๘๔๓] กามทั้งหลายเหมือนหล่ม กามทั้งหลาย เหมือนพุ ก็อาตมภาพได้ทูลถึงภัยนี้ ว่ามี มูล ๓ ธุลีและควัน อาตมภาพก็ได้ถวาย พระพรแล้ว ข้าแต่มหาบพิตรพรหมทัต ขอ พระองศ์จงทรงละสิ่งเหล่านั้น แล้วเสด็จออก ผนวชเถิด. [๘๔๔] ดูก่อนพราหมณ์ โยมทั้งกำหนัด ทั้งยินดี ทั้งสยบ อยู่ในกามทั้งหลาย ต้องการมีชีวิตอยู่ ไม่อาจละกามนั้น ที่มีรูปสะพึงกลัวได้ แต่โยม จักทำบุญมิใช่น้อย. [๘๔๕] ผู้ที่ถูกผู้มุ่งประโยชน์ อนุเคราะห์ด้วย ประโยชน์เกื้อกูล กล่าวสอนอยู่ แต่ไม่ทำ ตามคำสอน เป็นคนโง่ สำคัญว่า สิ่งนี้เท่านั้น ประเสริฐ ว่าสิ่งอื่น จะเข้าถึงครรภ์สัตว์ แล้ว ๆ เล่า ๆ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 26

[๘๔๖] เขาจะเข้าถึงนรกชนิดร้ายกาจ. เหล่า สัตว์ที่ยังไม่ปราศจากราคะ ในกามทั้งหลาย ติดแล้วในกายของตน ยังละไม่ได้ ซึ่งที่ที่ไม่ สะอาด ของผู้สะอาดทั้งหลาย ที่เต็มไปด้วย มูตรและคูถ. [๘๔๗] สัตว์ทั้งหลายเลอะอุจจาระ เปื้อนเลือด เลอะไขออกมา เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายถูกต้อง สิ่งใด ๆ ด้วยกายอยู่ในขณะใด ในขณะนั้น เอง ก็สัมผัสผองทุกข์ล้วน ๆ ที่ไม่มีความ แช่มชื่นเลย. [๘๔๘] อาตมภาพเห็นแล้ว จึงได้ทูลถวายพระ พร, ไม่ได้ฟังจากผู้อื่น ทูลถวายพระพร แต่ อาตมภาพระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอยู่อาศัยมาเป็น จำนวนมาก. จบ ทรีมุขชาดกที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 27

อรรถกถาทรีมุขชาดกที่ ๓

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภ มหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปงฺโกว กาม ดังนี้ เรื่องในปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง. ได้ยินว่า พระราชาทรงพระนามว่า มคธราช ครองราช สมบัติที่อยู่ในนครราชคฤห์. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ได้ถือกำเนิดใน พระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระองค์. พระญาติทั้งหลายได้ถวาย พระนามพระองค์ว่า พรหมทัตกุมาร. ในวันที่พระราชกุมารประสูติ นั่งเอง ฝ่ายบุตรของปุโรหิต ก็เกิด. ใบหน้าของเด็กนั้น สวยงามมาก เพราะเหตุนั้นญาติของเขา จึงได้ตั้งชื่อของเด็กนั้นว่า ทรีมุข. กุมาร ทั้ง ๒ นั้น เจริญเติบโตแล้ว ในราชตระกูลนั้นเอง. ทั้งคู่นั้น เป็นสหายรักของกัน เวลามีชนมายุ ๑๖ ชันษา ได้ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปะทุกอย่างแล้ว พากันเที่ยวไปในตามนิคมเป็นต้น ด้วยความ ตั้งใจว่า จักพากันศึกษาลัทธิทุกลัทธิ และจักรู้จารีตของท้องถิ่นด้วย ถึงเมืองพาราณสี พักอยู่ที่ศาลเจ้า รุ่งเช้าพากันเข้าไปเมืองพาราณสี เพื่อภิกษา. คนในตระกูล ๆ หนึ่ง ในเมืองพาราณสีนั้น ตั้งใจว่า พวก เราจักเลี้ยงพราหมณ์ แล้วถวายเครื่องบูชา จึงหุงข้าวปายาส แล้วปู อาสนะไว้. คนทั้งหลายเห็นคนทั้ง ๒ นั้น กำลังเที่ยวภิกขาจาร เข้า ใจว่า พราหมณ์มาแล้ว จึงให้เข้าไปในบ้าน ปูผาขาวไว้สำหรับพระ-

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 28

มหาสัตว์ ปูผ้ากัมพลแดงไว้สำหรับทรีมุขกุมาร. ทรีมุขกุมารเห็นนิมิตร นั้นแล้ว รู้ชัดว่า วันนี้สหายของเราจักเป็นพระเจ้าพาราณสี ส่วนเรา จักเป็นเสนาบดี. ทั้ง ๒ ท่านบริโภค ณ ที่นั้น แล้วรับเอาเครื่องบูชา กล่าวมงคลแล้วออกไป ได้พากันไปถึงพระราชอุทยานนั้น. ในจำนวน คนทั้ง ๒ นั้น พระมหาสัตว์บรรทมแล้ว บนแผ่นศิลามงคล ส่วน ทรีมุขกุมารนั่งนวดพระบาทของพระมหาสัตว์นั้น วันนั้น เป็นวันที่ ๗ แห่งการสวรรคตของพระเจ้าพาราณสี. ปุโรหิต ถวายพระเพลิงพระศพ แล้ว ได้เสี่ยงบุษยราชรถในวันที่ ๗ เพราะราชสมบัติไม่มีรัชทายาท. กิจเกี่ยวกับบุษยราชรถ จักมีแจ้งชัด ในมหาชนกชาดก. บุษยราชรถ ออกจากพระนครไป มีจตุรงคเสนาห้อมล้อม พร้อมด้วยดุริยางค์หลาย ร้อย ประโคมขัน ถึงประตูพระราชอุทยาน. ครั้งนั้น ทรีมุขกุมาร ได้ยินเสียงดุริยางค์ แล้วคิดว่า บุษยราชรถมาแล้ว เพื่อสหายของเรา วันนี้สหายของเราจักเป็นพระราชา แล้วประทานตำแหน่งเสนาบดี แก่เรา เราจักประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือน เราจักออกบวช ดังนี้ แล้ว จึงไม่ทูลเชิญพระโพธิสัตว์ เลยไปยังที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ ยืนอยู่ในที่กำบัง. ปุโรหิตหยุดรถที่ประตูพระราชอุทยาน แล้วเข้าไปยัง พระราชอุทยาน เห็นพระโพธิสัตว์บรรทมบนแผ่นศิลามงคล ตรวจดู ลักษณะที่เท้าลายพระบาท แล้วทราบว่า เป็นคนมีบุญ สามารถครอง ราชสมบัติ สำหรับมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒ พันเป็นบริวารได้

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 29

แต่คนเช่นนี้ คงเป็นคนมีปัญญาเครื่องทรงจำ จึงได้ประโคมดุริยางค์ ทั้งหมดขึ้น. พระโพธิสัตว์ตื่นบรรทมแล้ว ทรงนำผ้าสาฎกออกจาก พระพักตร์ ทรงทอดพระเนตรเห็นมหาชน แล้วทรงเอาผ้าสาฎกปิด พระพักตร์อีก บรรทมหน่อยหนึ่ง ระงับความกระวนกระวาย แล้ว เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิบนแผ่นศิลา. ปุโรหิตคุกเข่าลงแล้ว ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติ กำลังตกถึงพระองค์. พ. ราชสมบัติไม่มีรัชทายาทหรือ ? ปุ. ไม่มีพระพุทธเจ้าข้า. พ. ถ้าอย่างนั้น ก็ดีแล้ว จึงทรงรับไว้. ประชาชนเหล่านั้น ได้พากันทำการอภิเษก พระโพธิสัตว์นั้น ที่พระราชอุทยานนั่นเอง. พระองค์มิได้ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร เพราะ ความมียศมา. พระองค์เสด็จขึ้นพระราชรถ มีบริวารห้อมล้อม เข้า ไปสู่พระนคร ทรงกระทำปทักษิณ แล้วประทับยืนที่ประตูพระราช- นิเวศน์นั่นเอง ทรงพิจารณาถึงฐานันดรของอำมาตย์ทั้งหลาย แล้ว เสด็จขึ้นสู่ปราสาท. ขณะนั้น ทรีมุขกุมาร คิดว่า บัดนี้ พระราชอุทยาน ว่างแล้ว จึงมานั่งที่ศิลามงคล. ลำดับนั้น ใบไม้เหลืองได้ร่วงลงมา ข้างหน้าของเขา. เขาเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไป ในใบไม้เหลือง นั้นนั่นเอง พิจารณาไตรลักษณ์ให้แผ่นดินกึกก้องไป พร้อมกับให้พระ- ปัจเจกโพธิญาณเกิดขึ้น ในขณะนั้นนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ของท่าน ก็

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 30

อันตรธานไป. บาตรจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ ก็ล่องลอยมาจากอากาศ สวมที่สรีระของท่าน. ทันใดนั้นนั่นเอง ท่านก็เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘ สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาร้อยพรรษา เหาะ ไปในอากาศด้วยฤทธิ์ ได้ไปยังเงื้อมนันทมูลกะในท้องถิ่นป่าหิมพานต์. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เสวยราชสมบัติโดยธรรม. แต่เพราะเป็นผู้มียศมาก จึงทรงเป็นผู้มัวเมาด้วยยศ ไม่ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร เป็นเวลาถึง ๔๐ ปี. แต่เมื่อเวลาเลย ๔๐ ปี ผ่านไปแล้ว พระองค์ทรงรำลึกถึงเขา แล้ว จึงตรัสว่า ฉันมีสหายอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า ทรีมุข เขาอยู่ที่ไหน หนอ ? ดังนี้แล้ว มีพระราชประสงค์จะพบพระสหายนั้น. จำเดิมแต่ นั้นมา พระองค์ก็ตรัสถามหา ภายในเมืองบ้าง ท่ามกลางบริษัทบ้าง ว่า ทรีมุขกุมาร สหายของฉันอยู่ที่ไหน ? ผู้ใดบอกที่อยู่ของเขาแก่ฉัน ฉันจะให้ยศสูงแก่ผู้นั้น. เมื่อพระองค์ทรงระลึกถึงเขาอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้ นั่นแหละ ปีอื่น ๆ ได้ผ่านไปถึง ๑๐ ปี. โดยเวลาผ่านไปถึง ๕๐ ปี แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทรีมุข ทรงรำลึกถึงอยู่ ก็ทรง ทราบว่า สหายรำลึกถึงเราอยู่แล แล้วทรงดำริว่า บัดนี้ พระโพธิสัตว์ นั้น ทรงพระชรา จำเริญด้วยพระโอรสพระธิดา เราจักไปแสดงธรรม ถวายให้พระองค์ทรงผนวช ดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จมาทางอากาศ ด้วย ฤทธิ์ ลงที่พระราชอุทยาน นั่งบนแผ่นศิลา เหมือนพระพุทธรูปทองคำ ก็ปานกัน. เจ้าหน้าที่รักษาพระราชอุทยาน เห็นท่านแล้ว เข้าไปเฝ้า ทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมาจากที่ไหน ?

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 31

พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสตอบว่า มาจากเงื้อมเขานันทมูลกะ จ. ท่านเป็นใคร ? พ. อาตมภาพ คือพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า ทรีมุข โยม. จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงรู้จักในหลวงของข้า พระองค์ทั้งหลายไหม ? พ. รู้จักโยม เวลาเป็นคฤหัสถ์ พระองค์ทรงเป็นสหายของ อาตมา. จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในหลวงมีพระราชประสงค์จะพบ พระองค์ ข้าพระองค์ จักทูลบอกว่า พระองค์เสด็จมาแล้ว. พ. เชิญโยม ไปทูลบอกเถิด. จ. รับพระบัญชาแล้ว รีบด่วนไปทีเดียว ทูลในหลวงถึงความ ที่พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่แผ่นศิลาแล้ว. ในหลวงตรัสว่า ได้ทราบว่า พระสหายของฉันมาแล้ว ฉันจัก ไปเยี่ยมท่าน แล้วเสด็จขึ้นรถไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยข้าราช- บริพารจำนวนมาก ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำการปฏิสันถาร แล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงทำ ปฏิสันถารกะพระองค์ พลางทูลคำมีอาทิว่า ขอถวายพระพร พระเจ้า พรหมทัต พระองค์ทรงเสวยราชสมบัติโดยธรรมอยู่หรือ ? ไม่ทรงลุ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 32

อำนาจอคติหรือ ? ไม่ทรงเบียดเบียนประชาสัตว์ เพื่อต้องการทรัพย์ หรือ ? ทรงบำเพ็ญบุญ มีทานเป็นต้นอยู่หรือ ? ดังนี้แล้ว ทูลว่า ขอถวายพระพรพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงพระชราภาพแล้ว บัดนี้ เป็นสมัยของพระองค์ที่จะทรงละกาม เสด็จออกผนวชแล้ว. เมื่อจะทรง แสดงธรรมถวายพระองค์ จึงได้ทูลคาถาที่ ๑ ว่า :- กามทั้งหลายเหมือนหล่ม กามทั้งหลาย เหมือนพุ ก็อาตมาภาพได้ทูลภัยนี้ไว้ว่ามีมูล ๓ ธุลีและควัน อาตมาภาพก็ได้ถวายพระพรแล้ว ข้าแต่พระเจ้าพรหมทัตมหาบพิตร ขอพระองค์ จงทรงละสิ่งเหล่านั้น เสด็จออกผนวชเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปงฺโก พระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัส หมายถึง พืชทั้งหลาย มีหญ้า สาหร่าย ไม้อ้อและกอหญ้าเป็นต้น ที่เกิดขึ้นในน้ำ. อุปมาเหมือนหนึ่งว่า พืชเหล่านั้น ยังมีกำลังน้ำ ให้ ติดอยู่ฉันใด เบญจกามคุณทั้งหลาย หรือว่า วัตถุกามและกิเลสกาม ทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ปลัก คือปังกะ ด้วยอำนาจยังพระโยคาวจร ผู้กำลังข้ามสงสารสาคร ให้ติดข้องอยู่. เพราะว่า เทวดาก็ตาม มนุษย์ ก็ตาม สัตว์เดียรฉานทั้งหลายก็ตาม ผู้ข้องแล้ว ติดแล้ว ในปลักนั้น จะลำบาก ร้องไห้ คร่ำครวญอยู่. ที่หล่มใหญ่ พระปัจเจกพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 33

ตรัสเรียกว่า พุ คือปลิปะ ในคำว่า ปลิโปว กามา ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย มีสุกรและเนื้อเป็นต้นก็ตาม สิงโตก็ตาม ช้างก็ตาม ที่ติดแล้ว ไม่ สามารถจะถอนตนขึ้น แล้วไปได้, ก็วัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย ท่านเรียกว่า ปลิปะ เพราะเป็นเสมือนกับพุนั้น. เพราะว่า สัตว์ ทั้งหลาย ถึงจะมีบุญก็ไม่สามารถทำลายกามเหล่านั้น รีบลุกขึ้น แล้ว เข้าไปสู่การบรรพชาที่ไม่มีกังวล ไม่มีปลิโพธ เป็นที่รื่นรมย์ ได้เริ่มต้น แต่เวลาติดอยู่คราวเดียว ในกามทั้งหลายเหล่านั้น. บทว่า ภยญฺจ เมต ได้แก่ ภยญฺจ เอต และอาตมาภาพได้กล่าวภัยนี้ ม อักษร ท่าน กล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งการต่อบท ด้วยพยัญชนะ. บทว่า ติมูล ความว่า ไม่หวั่นไหว เหมือนตั้งมั่นอยู่ด้วยราก ๓ ราก. คำนี้ เป็นชื่อ ของภัยที่มีกำลัง. บทว่า ปวุตฺต ความว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่า กามเหล่านี้ ทั้งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธ- สาวกทั้งหลาย ทั้งพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นสัพพัญญูทั้งหลาย ตรัสแล้ว คือทรงบอกแล้ว อธิบายว่า ทรงแสดงไว้แล้วว่า ชื่อว่าเป็นภัยมี กำลัง เพราะหมายความว่า เป็นปัจจัยแห่งภัย ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และสัมปรายิกภพ มีภัยคือการติเตียนตนเองเป็นต้น และที่เป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งกรรมกรณ์ ๓๒ ประการ และโรค ๗๘ ชนิด. อีก อย่างหนึ่ง. บทว่า ภยญฺจ เมต ความว่า ก็อาตมาภาพได้ทูลภัยนี้ไว้ว่า มีมูล ๓ พึงทราบเนื้อความในบทนี้ ดังที่พรรณนามานี้นั่นเอง. บทว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 34

รโช จ ธูโม จ ความว่า กามทั้งหลาย อาตมาภาพประกาศไว้แล้วว่า เป็นธุลีด้วย เป็นควันด้วย เพราะเป็นเช่นกับด้วยธุลีและควัน. อุปมา เหมือนหนึ่งว่า ร่างกายของชายที่อาบน้ำสะอาดแล้ว ลูบไล้และตกแต่ง ดีแล้ว แต่มีฝุ่นที่ละเอียดตกลงที่ร่างกาย จะมีสีคล้ำ ปราศจากความ งาม ทำให้หม่นหมอง ฉันใด พระโยคาวจรทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือน กัน แม้มาแล้ว โดยทางอากาศเหาะได้ ด้วยกำลังฤทธิ์ ปรากฏแล้ว ในโลก เหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์ ก็มีสีมัวหมอง ปราศจาก ความงาม เป็นผู้เศร้าหมองแล้ว เริ่มแต่เวลาที่ธุลี คือกามตกลงไป ในภายในครั้งเดียว เพราะคุณความดี คือสี คุณความดี คือความงาม และคุณความดี คือความบริสุทธิ์ ถูกขจัดแล้ว. อนึ่ง คนทั้งหลาย แม้จะสะอาด ดีแล้ว ก็จะมีสีดำเหมือนฝาเรือน เริ่มต้นแต่เวลา ถูก ควันรม ฉันใด พระโยคาวจรทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้มีญาณ บริสุทธิ์เหลือเกิน ก็จะปรากฏเป็นเหมือนคนผิวดำ ท่ามกลางมหาชน ทีเดียว เพราะถึงความพินาศแห่งคุณความดี เริ่มต้นแต่เวลาที่ถูกควัน คือกามารมณ์ ดังนั้น กามเหล่านี้ อาตมภาพ จึงประกาศแก่มหาบพิตร ว่า เป็นทั้งธุลี เป็นทั้งควัน เพราะเป็นเช่นกับด้วยธุลีและควัน เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทรงให้พระราชาทรงเกิดอุตสาหะ ในการบรรพชา ด้วยพระดำรัสว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระราชสมภาร พรหมทัตเจ้า ขอพระองค์ จงทรงละกามเหล่านี้ ทรงผนวชเถิด

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 35

พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสบอกความที่ พระองค์ทรงคิดอยู่ ด้วยกิเลสทั้งหลาย จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :- ดูก่อนพราหมณ์ โยมทั้งกำหนัด ทั้ง ยินดี ทั้งสยบอยู่ในกามทั้งหลาย ต้องการมี ชีวิตอยู่ ไม่อาจละกามนั้น ที่มีรูปสะพึงกลัว ได้ แต่โยมจักทำบุญไม่ใช่น้อย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เคธิโต ได้แก่ ถูกกายคันถะ คือ อภิชฌาผูกมัดไว้. บทว่า รตฺโต ได้แก่ ถูกราคะย้อมใจแล้ว. บทว่า อธิมุจฺฉิโต ได้แก่ สลบไสลไปมากเหลือเกิน. บทว่า กาเมสฺวาห ความว่า โยมยังติดอยู่ในกามทั้ง ๒. พระราชาตรัสเรียก พระทรีมุข- ปัจเจกพุทธเจ้าว่า พราหมณ์. บทว่า ภึสรูป ได้แก่ มีรูปมีพลัง. บทว่า ต นุสฺสเห ความว่า โยมไม่อาจ คือไม่สามารถละกามทั้ง ๒ อย่างนั้นได้. ด้วยคำว่า ชีวิกตฺโถ ปาหาตุ พระราชาตรัสว่า โยมยัง ต้องการความเป็นอยู่นี้ จึงไม่อาจละกามนั้นได้. บทว่า กาหามิ ปุญฺานิ ความว่า แต่โยมจักทำบุญ คือทานศีลและอุโบสถกรรม ไม่น้อย คือมาก ดังนี้. ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้มีกิเลสกามอย่างนี้ ไม่สามารถ จะนำออกไปจากใจได้ เริ่มต้นตั้งแต่เวลาที่ติดอยู่คราวเดียว พระมหา- บุรุษผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสอันใดเล่า แม้เมื่อพระปัจเจก- พุทธเจ้า ตรัสถึงคุณของบรรพชาแล้ว ก็ยังตรัสว่า โยมไม่สามารถจะ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 36

บวชได้ พระเจ้าพรหมทัตพระองค์นี้ใด เมื่อทรงตรวจตราดูพุทธการก- ธรรม ด้วยพระญาณที่เกิดขึ้นในพระองค์ แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ทีปังกร ทรงเห็นเนกขัมมบารมีที่ ๓ แล้ว จึงทรง สรรเสริญคุณในเนกขัมมะอย่างนี้ว่า :- ถ้าพระองค์ปรารถนาบรรลุโพธญาณไซร้ พระองค์จงสมาทานบารมีที่ ๓ นี้ไว้ให้มั่นคง ก่อน แล้วจึงไปสู่เนกขัมมบารมี. คนที่อยู่ ในเรือนจำมานาน ๆ ถึงความทุกข์ จะไม่ให้ ความยินดีเกิดขึ้นในเรือนจำนั้น จะแสวงหา ทางพ้นทุกข์อย่างเดียวฉันใด พระองค์ก็เช่น นั้นเหมือนกัน จงเห็นภพทั้งหมดเหมือนเรือน- จำ เป็นผู้บ่ายหน้าสู่เนกขัมมะแล้ว จักบรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณ. พระเจ้าพรหมทัตนั้น แม้เป็นผู้ที่พระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัส สรรเสริญการบรรพชา แล้วถวายพระพรว่า ขอมหาบพิตร จะทรง ทอดทิ้งกิเลสทั้งหลาย แล้วทรงเป็นสมณะเถิด. จึงตรัสว่า โยมไม่ อาจจะทอดทิ้งกิเลสเป็นสมณะได้.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 37

ได้ทราบว่าคนบ้าในโลกนี้มี ๘ จำพวก เพราะฉะนั้นโบราณา- จารย์ จึงได้กล่าวไว้ว่า คนที่ได้สัญญาว่าเป็นบ้ามี ๘ จำพวก คือ :- ๑. บ้ากาม (กามุมฺมตฺตโก) มัวเมาในกาม คือ :- - ตกอยู่ใต้อำนาจจิต (จิตฺตวสงฺคโต) ของผู้อื่น - ตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ (โลภวสงฺคโต) ๒. บ้าโกรธผู้อื่น (โกธุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ใต้อำนาจวิหึสา (วิหึสาวสงฺคโต) คนอื่น ๓ บ้าความเห็น (ทิฏฺฐุมฺมตฺตโก) บ้าทฤษฎีหรือบ้าลัทธิ - ตกอยู่ใต้อำนาจความเข้าใจผิด (วิปลฺลาสวสงฺคโต) ๔ บ้าความหลง (โมหุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ในอำนาจความไม่รู้ ๕ บ้ายักษ์ (ยกฺขุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ในอำนาจยักษ์ (ยกฺขวสงฺคโต) ๖ บ้าดีเดือด (ปิตฺตุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ในอำนาจของดี (ปิตฺตวสงฺคโต) ๗ บ้าสุรา (สุรุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ใต้อำนาจการดื่ม (ปานนวสงฺคโต)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 38

๘. บ้าเพราะความสูญเสีย (พฺยสมุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ใต้อำนาจของความเศร้าโศก (โสกวสฺคโต) ในจำนวนบ้า ๘ จำพวกเหล่านี้ พระมหาสัตว์ ในชาดกนี้เป็น ผู้บ้ากามตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ จึงไม่รู้คุณของบรรพชา. ถามว่า ก็โลภะนี้ ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำลายคุณความดี ด้วยประการ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่เหุตุไฉนสัตว์ทั้งหลาย จึงไม่อาจหลุดพ้นไปได้. ตอบว่า เพราะความโลภนั้นเจริญมาแล้ว โดยรวมกันเป็นเวลาหลาย แสนโกฏิกัปป์ ในสงสารที่ไม่มีใครตามพบเงื่อนต้นแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้ว บัณฑิตทั้งหลาย จึงละด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาหลายอย่าง มีอาทิว่า กามทั้งหลายมีความชื่นใจน้อย. แม้เมื่อพระมหาสัตว์นั้นนั่นเอง ตรัสว่า โยมไม่อาจจะบวชได้ พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่ทรงทอดธุระ เมื่อจะถวายพระโอวาท ให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :- ผู้ที่ถูกผู้มุ่งประโยชน์ อนุเคราะห์ด้วย ประโยชน์เกื้อกูล กล่าวสอนอยู่ แต่ไม่ทำ ตามคำสอน เป็นคนโง่ สำคัญว่าสิ่งนี้เท่านั้น ประเสริฐกว่าสิ่งอื่น จะเข้าถึงครรภ์สัตว์ แล้ว ๆ เล่า ๆ จะเข้าถึงนรก ชนิดร้ายกาจ เหล่าสัตว์ ที่ยังไม่ปราศจากราคะ ในกามทั้งหลายติดแล้ว

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 39

ในกายของตนละยังไม่ได้ ซึ่งที่ที่ไม่สะอาด ของผู้สะอาดทั้งหลาย ที่เต็มไปด้วยมูตร และคูถ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถกามสฺส ความว่า ผู้มุ่งความ เจริญ. บทว่า หิตานุกมฺปิโน ความว่า ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์ เกื้อกูล คือด้วยจิตอ่อนโยน. บทว่า โอวชฺชมาโน ได้แก่ ถูกกล่าว ตักเตือนอยู่. บทว่า อิทเมว เสยฺโย ความว่า สำคัญสิ่งที่ตนยึดถือ ที่เป็นสิ่งไม่ประเสริฐกว่าทั้งไม่สูงสุด ว่าสิ่งนี้เท่านั้น เป็นสิ่งประเสริฐ กว่าสิ่งอื่น. บทว่า มนฺโท ความว่า ผู้นั้นจะเป็นคนไม่มีความรู้ จะ ก้าวล่วงการอยู่ในครรภ์มารดาไปไม่ได้ อธิบายว่า จะเข้าถึงครรภ์แล้ว ๆ เล่า ๆ นั่นเอง. บทว่า โส โฆรรูป ความว่า ขอเจริญพรมหาบพิตร คนโง่นั้น เมื่อเข้าถึงครรภ์มารดานั้น ชื่อว่า เข้าถึงนรกชนิดร้ายกาจ คือที่ทารุณโดยกำเนิด อธิบายว่า ท้องของมารดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสเรียกว่า นรก คือตรัสเรียกว่า จตุกุฏฏิกนรก คือด้านแคบ ๆ ๔ ด้าน. ในพระคาถานี้ เพราะหมายความว่า หมดความชื่นใจ. ธรรมดาว่า จตุกุฏฏิกนรก เมื่อถูกถามว่า เป็นอย่างไร ? ควรบอกว่า คือท้องมารดานั่นเอง. เพราะว่า สัตว์ที่เกิดแล้ว ในอเวจีมหานรก มีการวิ่งพล่านและวิ่งรอบไป ๆ มา ๆ ได้ทีเดียว เพราะฉะนั้น อเวจี มหานรกนั้น จะเรียกว่า จตุกุฏฏิกนรกไม่ได้. แต่ว่า ในท้องมารดา สัตว์ที่เกิดในครรภ์ไม่อาจจะวิ่งไปตามข้างทั้ง ๔ และทางโน้นทางนี้ได้

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 40

ตลอดเวลา ๙ หรือ ๑๐ เดือน. จำต้องประสงค์เป็น ๔ ด้าน คือเป็น ๔ มุม ในโอกาสอันคับแคบ เพราะฉะนั้น นรกนั้นจึงเรียกกันว่า จตุกุฏฏิกนรก. บทว่า สุภาสุภ ได้แก่ที่ ๆ ไม่สะอาด สำหรับ พระโยคาวจรผู้สะอาดทั้งหลาย. อธิบายว่า ท้องมารดาสมมุติว่าเป็นที่ ไม่สะอาดโดยส่วนเดียว สำหรับผู้งดงามทั้งหลาย คือพระโยคาวจร กุลบุตรทั้งหลายผู้กลัวสงสาร. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า :- น่าตำหนิโดยแท้ สำหรับผู้ไม่เห็นรูปที่ ไม่น่าดู ว่าได้แก่ที่น่าดู ที่ไม่สะอาดแต่สมมติ ว่าสะอาด ที่บริบูรณ์ด้วยซากศพต่าง ๆ แต่ ว่าเป็นรูปน่าดู. ไม่เห็นกายที่เปื่อยเน่า ที่ กระสับกระส่ายนี้ ที่มีกลิ่นเหม็นไม่สะอาด มีการเจ็บไข้เป็นธรรมดา เป็นที่ยังทางเพื่อการ เกิดในสุคติ ให้เสื่อมหายไปแห่งเหล่าประชา ผู้ประมาทแล้ว สลบไสลอยู่แล้ว. บทว่า สตฺตา ได้แก่ ผู้เกาะเกี่ยว คือส่ายไปหา หมายความว่า ติด อธิบายว่า ข้องแล้ว. บทว่า สกาเย น ชหนฺติ ความว่า ยังไม่ละทิ้ง ท้องมารดานั้น. บทว่า คิทฺธา ได้แก่ กำหนัดแล้วนั่นเอง. บทว่า เย โหนฺติ ความว่า เหล่าชนผู้ไม่ปราศจากราคะในกามทั้งหลาย จะไม่ ละทิ้งการอยู่ในครรภ์มารดานั้นไป.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 41

พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงทุกข์ ทั้งที่มีการ ก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลฐาน ทั้งที่มีการบริหารเป็นมูลฐานแล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึงทุกข์ที่มีการออกจากครรภ์เป็นมูลฐาน จึงได้ตรัส คาถาหนึ่งกับกึ่งคาถาไว้ว่า :- สัตว์ทั้งหลายเลอะอุจจาระ เปื้อนเลือด เลอะไขออกมา เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายถูกต้อง สิ่งใด ๆ ด้วยกายอยู่ในขณะใด ในขณะนั้น เองก็สัมผัสผองทุกข์ล้วน ๆ ที่ไม่มีความแช่ม ชื่นเลย. อาตมาภาพเห็นแล้ว จึงได้ทูลถวาย พระพร ไม่ได้ฟังจากผู้อื่นทูลถวายพระพร แต่อาตมาภาพระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมา เป็นจำนวนมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิฬฺเหน ลิตฺตา ความว่า ขอถวาย พระพรมหาบพิตร สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เมื่อคลอดจากท้องมารดาไม่ได้ ลูบไล้ด้วยคันธชาติทั้ง ๔ ไม่ได้ประดับประดาดอกไม้ที่หอมหวลออกมา แต่เป็นผู้เปื้อนเปรอะ คือเลอะเทอะคูถเก่าเน่าออกมา. บทว่า รุหิเรน มกฺขิตา ความว่า ไม่ใช่เป็นเสมือนชะโลมด้วยจันทน์แดงออกมา แต่ เปื้อนด้วยโลหิตแดงออกมา. บทว่า เสมฺเหน ลิตฺตา ความว่า ไม่ใช่ ลูบไล้ด้วยจันทน์ขาวออกมา แต่เป็นผู้เปื้อนไขเหมือนนุ่นหนา ๆ ออกมา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 42

เพราะในเวลาผู้หญิงทั้งหลายคลอด ของไม่สะอาดทั้งหลายจะออกมา. บทว่า ตาวเท ความว่า ในสมัยนั้น. มีอธิบายว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร สัตว์เหล่านี้ในเวลาที่ออกจากท้องมารดานั้น เปื้อนคูถ เป็นต้น ออกมาอย่างนี้ กระทบช่องคลอดหรือมืออยู่ ย่อมชื่อว่า สัมผัสทุกข์นั้นทั้งหมดล้วน ๆ คือที่เจือด้วยของไม่สะอาด ไม่เป็นที่ ยินดี คือไม่แช่มชื่น ขึ้นชื่อว่าความสุขจะไม่มีแก่สัตว์เหล่านั้น ในสมัยนั้น. บทว่า ทิสฺวา วทามิ น หิ อญฺโต สว ความว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร อาตมภาพ เมื่อทูลถวายพระพรเท่านี้ ไม่ได้ฟังมาจากที่อื่น คือไม่ได้สดับคำนั้นของสมณะหรือพราหมณ์คนอื่น ทูลถวาย อธิบายว่า แต่อาตมภาพเห็นแล้ว คือแทงตลอดแล้ว ได้แก่ ทำให้ประจักษ์แล้วด้วยปัจเจกโพธิญาณของตน แล้วจึงทูลถวายพระพร. บทว่า ปุพฺเพนิวาส พหุก ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อจะ ทรงแสดงถึงอานุภาพของตน จึงทูลถวายพระพรคำนี้. มีอธิบายว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ส่วนอาตมภาพระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัย มา กล่าวคือ ขันธ์ที่อยู่อาศัยมาตามลำดับในชาติก่อนมากมาย คือระลึก ได้ถึง ๒ อสงไขยเศษแสนกัปป์. บัดนี้ พระศาสดาผู้ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่ง ครั้นตรัสว่า พระ- ปัจเจกพุทธเจ้านั้น ทรงสงเคราะห์พระราชาด้วยพระคาถาสุภาษิต อย่างนี้แล้ว ได้ตรัสกึ่งคาถาไว้ในตอนสุดท้ายว่า :-

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 43

พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ทรงยังพระ- ราชาผู้ทรงมีพระปัญญาให้ทรงรู้พระองค์ ด้วย พระคาถาทั้งหลาย ที่เป็นภาษิตมีเนื้อความ วิจิตรพิสดาร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺราหิ ความว่า อาศัยเนื้อความ หลายหลาก. บทว่า สุภาสิตาหิ ได้แก่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว. บทว่า ทรีมุโข นิชฺฌาปยี สุเมธ. ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระทรีมุข- ปัจเจกพุทธเจ้านั้น ทรงให้พระราชานั้นผู้ทรงมีพระปัญญา คือทรงมี ปัญญาดี ได้แก่ มีความสามารถรู้เหตุและมิใช่เหตุ ให้ทรงรู้พระองค์ คือให้ทรงสำนึกได้ อธิบายว่า ให้ทรงทำตามถ้อยคำของตน. พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นทรงแสดงโทษในกามทั้งหลาย ทรง ยังพระราชาให้ทรงถือเอาถ้อยคำของตนอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ขอถวาย พระพรมหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จะทรงผนวชหรือไม่ทรงผนวชก็ตาม แต่ว่า อาตมาภาพได้แสดงโทษในกามทั้งหลายและอานิสงส์ในการบวช ถวายมหาบพิตรแล้ว ขอมหาบพิตรจงอย่าทรงประมาท ดังนี้แล้ว ได้ ทรงเหาะไปในอากาศ ทรงเหยียบกลีบเมฆเสด็จไปยังเงื้อมเขานันท- มูลกะนั่นเอง เหมือนพระยาหงส์ทองฉะนั้น. พระมหาสัตว์ทรงประคอง อัญชลีที่รุ่งโรจน์ รวมทั้ง ๑๐ นิ้ว ไว้บนพระเศียรนมัสการอยู่ เมื่อ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นพ้นทัศนวิสัยไปแล้ว จึงตรัสสั่งให้หาพระราช-

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 44

บุตรพระองค์ใหญ่ คือเจ้าฟ้าใหญ่มาเฝ้า ทรงมอบราชสมบัติให้ แล้ว เมื่อมหาชนกำลังร้องไห้คร่ำครวญกันอยู่ ได้ทรงละกามทั้งหลาย เสด็จ ไปสู่ป่าหิมพานต์ ทรงสร้างบรรณศาลา ผนวชเป็นฤาษี ไม่นานเลย ก็ได้ทรงยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น ในเวลาสิ้นพระชนมายุก็ได้ ทรงเข้าถึงพรหมโลก. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาประกาศสัจจ- ธรรม แล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในเวลาจบสัจจธรรม คนทั้งหลาย ได้เป็นพระโสดาบันเป็นต้นมากมาย. พระราชาในครั้งนั้น ก็คือเรา ตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาทรีมุขชาดกที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 45

๔. เนรุชาดก

ว่าด้วยอานุภาพของเนรุบรรพต

[๘๔๙] กาป่าก็ดี ฝูงกาธรรมดาก็ดี และพวกเรา ผู้ประเสริฐกว่านกทั้งหลายก็ดี มาถึงภูเขาลูกนี้ แล้ว เป็นเหมือนกันหมด คือมีสีเหมือนกัน หมด. [๘๕๐] ทั้งสิงห์โต ทั้งเสือ ทั้งนก หมาไน ก็ เป็นเหมือนกันหมด ภูเขานี้ชื่ออะไร ? [๘๕๑] คนทั้งหลายรู้จักภูเขาลูกนี้ว่า ชื่อว่า เนรุ เป็นภูเขาชั้นยอดของภูเขาทั้งหลาย สัตว์ทุก ชนิดอยู่ในภูเขานี้สีสวยหมด. [๘๕๒] ณ ที่ใดมีแต่ความไม่นับถือกัน การดูหมิ่น สัตบุรุษ หรือการนับถือคนเลว ณ ที่นั้นคนมี อำนาจไม่ควรอยู่. [๘๕๓] แต่ในภูเขาใด เขาบูชาทั้งคนเกียจคร้าน ทั้งคนขยัน คนกล้าหาญ ทั้งคนขลาด สัตบุรุษ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 46

ทั้งหลาย จะไม่อยู่บนภูเขานั้นที่ไม่ทำให้แตก- ต่างกัน. [๘๕๔] เขาเนรุนี้จะไม่คบคนที่เลว คนชั้นสูง แม้คนขนาดกลาง เขาเนรุทำให้สัตว์ไม่แตก ต่างกัน เชิญเถิดพวกเราจะละทิ้งเขาเนรุนั้น เสีย. จบ เนรุชาดกที่ ๔

อรรถกถาเนรุชาดกที่ ๔

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กาโกลา กากสงฺฆา จ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเรียนพระกรรมฐาน ในสำนักของพระ- ศาสดา แล้วได้ไปยังหมู่บ้านชนบทตำบลหนึ่ง. คนทั้งหลายเลื่อมใส ในอิริยาบถของท่าน ให้ท่านฉันแล้ว รับปฏิญญาท่าน สร้างบรรณศาลา ในป่าให้ท่านอยู่ที่บรรณศาลานั้น และพากันถวายสักการะท่านอย่าง เหลือเฟือ. ครั้งนั้น ภิกษุอื่นซึ่งเป็นพวกสัตตวาทะได้มา ณ ที่นั้น. คนเหล่านั้นได้ฟังคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว พากันสละเถรวาททิ้ง เชื่อ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 47

ถือสัสสตวาท ถวายสักการะท่านเหล่านั้นเท่านั้น. ต่อมาพวกอุจเฉทวาท มา. พวกเขาก็พากันสละสัสสตวาททิ้งเชื่อถืออุจเฉทวาท. ต่อมาพวกอื่น ที่เป็นอเจลกวาทมา. พวกเขาก็พากันสละอุจเฉทวาททิ้ง เชื่อถือ อเจลกวาท. ท่านอยู่อย่างไม่สบายในสำนักของพวกคนเหล่านั้น ผู้ไม่ รู้จักคุณและมิใช่คุณ ออกพรรษาปวารณาแล้ว จึงไปยังสำนักของ พระศาสดา เป็นผู้ที่พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารแล้ว เมื่อพระองค์ ตรัสถามว่า เธอจำพรรษาที่ไหน ? ทูลว่า อาศัยหมู่บ้านชายแดน พระเจ้าข้า. ถูกตรัสถามว่า อยู่สบายดีหรือ ? จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่อย่างเป็นทุกข์ในสำนักของผู้ไม่รู้คุณและไม่ใช่ คุณ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บัณฑิตทั้งหลาย ในสมัยก่อน แม้เกิดในกำเนิดเดียรฉาน แม้เพียงวันเดียวก็ไม่อยู่กับคนทั้งหลายผู้ไม่ รู้คุณและมิใช่คุณ เหตุไฉนเธอจึงอยู่ในสำนักของคนที่ไม่รู้จักคุณและ มิใช่คุณของตน. ทรงเป็นผู้ที่ภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดสุวรรณหงส์ แม้พี่ ๆ น้อง ๆ ของ เขาก็มี. พวกเขาพากันอยู่ที่เขาจิตกูฏ จิกกินข้าวสาลีที่เกิดเอง ในท้องที่ หิมพานต์. อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาพากันเที่ยวไปในท้องถิ่นหิมพานต์นั้น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 48

แล้วกำลังกลับมายังเขาจิตกูฏ เห็นภูเขาทองลูกหนึ่ง ชื่อว่า เนรุ ใน ระหว่างทางจึงได้พากันเกาะอยู่บนยอดเขานั้น. แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่ภูเขา นั้นมีทั้งนก ทั้งกระต่าย และสัตว์ ๔ เท้านานาชนิดในทำเลหากิน ตั้งแต่เวลาเข้าไปสู่ภูเขาจะกลายเป็นมีสีเหมือนทอง เพราะต้องแสงภูเขา นั้น. พวกสุวรรณหงส์พากันเห็นแล้ว น้องสุดท้องของพระโพธิสัตว์ ไม่รู้เหตุนั้น สงสัยว่านั่นเป็นเหตุอะไรหนอ ? เมื่อจะสนทนากับพี่ชาย จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- กาป่าก็ดี ฝูงกาธรรมดาก็ดี และพวกเรา ผู้ประเสริฐ กว่านี้ทั้งหลายก็ดี มาถึงภูเขานี้ แล้ว เป็นเหมือนกันหมด ทั้งสิงห์โต ทั้งเสือ ทั้งนก ทั้งหมาไน ก็เป็นเหมือนกันหมด ภูเขานี้ชื่ออะไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโกลา ได้แก่ กาป่า นกกาเหว่า. บทว่า กากสงฺฆา ความว่า หรือฝูงกาปกติ. บทว่า ปตฺต วรา ความว่า ประเสริฐสุดกว่านกทั้งหลาย. บทว่า สทิสา โหม ความว่า เป็นผู้มีสีเหมือนกัน. พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 49

คนทั้งหลายรู้จักภูเขาลูกนี้ว่า ชื่อว่า เนรุ เป็นภูเขาชั้นยอดกว่าภูเขาทั้งหลาย สัตว์ทุก ชนิดอยู่ในภูเขานี้สีสวยหมด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ วณฺเณน ความว่า สัตว์ ทั้งหลายในเนรุบรรพตนี้ เป็นผู้มีสีสวย เพราะรัศมีภูเขา . น้องชายได้ยินคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :- ณ ที่ใดมีแต่ความไม่นับถือกัน การ ดูหมิ่นสัตบุรุษ หรือการนับถือคนเลว ณ ที่นั้น คนมีอำนาจไม่ควรอยู่. แต่ในที่ใดเขาบูชาทั้ง คนเกียจคร้าน ทั้งคนขยัน ทั้งคนกล้าหาญ ทั้งคนขลาด สัตบุรุษทั้งหลาย จะไปอยู่ใน ที่นั้นที่ไม่ทำให้ไม่แปลกกัน. เขาเนรุนี้ จะไม่ คบคนที่เลว คนชั้นสูง และคนขนาดกลาง เขาเนรุทำให้สัตว์ไม่แตกต่างกัน เชิญเถิด พวกเราจะละทิ้งเขาเนรุนั้นเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น คาถาที่หนึ่งมีเนื้อความว่า ณ ที่ใดมีทั้งการ ไม่นับถือ ทั้งการดูหมิ่น หรือการปราศจากความนับถือ ด้วยอำนาจ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 50

การดูหมิ่นเพราะไม่มีความนับถือ สัตบุรุษ คือ บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล หรือมีการนับถือคนเลวหรือคนทุศีล ที่นั้นผู้มีอำนาจไม่ควรอยู่. บทว่า ปูชิยา ความว่า คนเหล่านี้เป็นผู้ที่เขาบูชาแล้ว ด้วยการบูชาที่เป็น เช่นเดียวกันคือได้สักการะเสมอกันในที่นั้น. บทว่า หีนฺมุกฺกฏฺมชฺฌิเม ความว่า ผู้นี้จะไม่คบทั้งคนเลว ทั้งคนปานกลาง และคนชั้นสูง โดย ชาติ โคตร ตระกูล ท้องถิ่น ศีล อาจาระ และญาณเป็นต้น. ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งอุปสรรค. บทว่า ชหามเส ความว่า ย่อมสลัดทิ้ง. ก็แลหงส์ทั้ง ๒ ตัวนั้นครั้นพูดกันอย่างนี้แล้ว ได้พากันบินไป ยังเขาจิตกูฏนั่นเอง. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจจะแล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุนั้นได้ดำรงอยู่ ในโสดาปัตติผล. หงส์ตัวน้องในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนหงส์ตัวพี่ คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเนรุชาดกที่ ๔