พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๖๐ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 1
พระสุตตันตปิฎก
 
ขุททกนิกาย ชาดก
 
เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๖
 
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 
เอกาทสนิบาตชาดก
 
๑. มาตุโปสกชาดก
ว่าด้วยเรื่องพญาช้างเลี้ยงมารดา
[๑๔๙๓] ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว
หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย งอกงามขึ้นแล้ว
เพราะพญาช้างนั้นพลัดพรากไป อนึ่ง ต้นกรรณิการ์
ทั้งหลายที่เชิงเขาก็เผล็ดดอกบาน.
[๑๔๙๔] พระราชาหรือพระราชกุมาร ประทับ
นั่งบนคอพญาช้างใด ซึ่งไม่มีความสะดุ้ง ย่อมกำจัด
เสียซึ่งปัจจามิตรทั้งหลาย อิสรชนผู้ประดับด้วยอาภรณ์
อันงดงามผู้หนึ่ง ย่อมเลี้ยงดูพญาช้างนั้นด้วยก้อนข้าว.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 2
[๑๔๙๕] ดูก่อนพญาช้างตัวประเสริฐ เชิญพ่อ
รับเอาคำข้าวเถิด อย่าผ่ายผอมเลย ราชกิจมีเป็นอัน
มาก ท่านจะต้องทำราชกิจเหล่านั้น.
[๑๔๙๖] นางช้างนั้นเป็นกำพร้า ตาบอด ไม่มี
ผู้นำทาง คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะ
เป็นแน่.
[๑๔๙๗] ดูก่อนพญาช้าง นางช้างตาบอดหาผู้นำ
ทางมิได้ คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะ
นั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ.
เมื่อพราหมณ์เดินทางยืนขออยู่ บัณฑิตทั้งหลาย
ไม่กล่าวว่าควรไป.
[๑๔๙๘] ข้าแต่พระมหาราชา นางช้างตาบอด
ไม่มีผู้นำทาง คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาชื่อ
จัณโฑรณะนั้น เป็นมารดาของข้าพระองค์.
[๑๔๙๙] พญาช้างนี้ย่อมเลี้ยงดูมารดา ท่าน
ทั้งหลายจงปล่อยพญาช้างนั้นเสียเถิด พญาช้างตัว
ประเสริฐจงอยู่ร่วมกับมารดา พร้อมด้วยญาติทั้งหลาย
เถิด.
[๑๕๐๐] พญาช้างอันพระเจ้ากาสีทรงปล่อยแล้ว
พอหลุดพ้นจากเครื่องผูก พักอยู่ครู่หนึ่ง ได้ไปยังภูเขา
จากนั้นเดินไปสู่สระบัวอันเย็นที่เคยซ่องเสพมา แล้ว
ดูดน้ำด้วยงวงมารดมารดา.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 3
[๑๕๐๑] ฝนอะไรนี้ไม่ประเสริฐเลย ย่อมตก
โดยกาลที่ไม่ควรตก บุตรเกิดในตนของเราเป็นผู้บำรุง
เรา ไปเสียแล้ว.
[๑๕๐๒] เชิญท่านลุกขึ้นเถิด จะมัวนอนอยู่
ทำไม ฉันเป็นลูกของแม่มาแล้ว พระเจ้ากาสีผู้ทรง
พระปรีชาญาณ มีบริวารยศใหญ่หลวงทรงปล่อยมา
แล้ว.
[๑๕๐๓] พระราชาพระองค์ใดทรงปล่อยลูกของ
เราตัวประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญทุกเมื่อ ขอ
พระราชาพระองค์นั้นจงทรงพระชนม์ยืนนาน ทรง
บำรุงแคว้นกาสีให้เจริญรุ่งเรืองเถิด.
จบมาตุโปสกชาดกที่ ๑

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 4
อรรถกถาเอกาทสนิบาต
 
อรรถกถามาตุโปสกชาดก
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ-
ปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตสฺส
นาคสฺส วิปฺปวาเสน ดังนี้.
เรื่องปัจจุบัน เสมือนกับเรื่องสามชาดกนั่นเอง. ก็พระศาสดาตรัสเรียก
ภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ายกโทษภิกษุนี้เลย
โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้บังเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พรากจากมารดา
ซูบซีดไป เพราะอดอาหาร ๗ วัน แม้ได้โภชนะอันสมควรแก่พระราชา คิดว่า
พวกเราเว้นจากมารดาเสีย จักไม่บริโภค พอเห็นมารดา ก็ยึดถือเอาอาหาร
ดังนี้แล้ว อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา จึงนำอดีตนิทานมาว่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยพระราชสมบัติ ในกรุง
พาราณสี ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง ในหิมวันตประเทศ
ได้เป็นสัตว์เผือกปลอด มีรูปงาม น่าชม น่าเลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยลักษณะ
กระทำความเจริญโดยลำดับ มีช้าง ๘๐,๐๐๐ เชือกเป็นบริวาร. ส่วนมารดา
ของท่านเป็นช้างบอด. แต่ท่านได้ให้ผลไม้ มีรสอร่อยแก่ช้างทั้งหลาย แล้ว
ส่งไปยังสำนักของมารดา ช้างทั้งหลายไม่ได้ให้แก่มารดาเลย เคี้ยวกินด้วย
ตนเอง. ท่านกำหนดรู้เรื่องนั้น คิดว่า เราจักละโขลงแล้ว เลี้ยงแต่มารดา
เท่านั้น ครั้นถึงส่วนแห่งราตรี เมื่อช้างเหล่าอื่นไม่รู้อยู่ จึงพามารดาไปยัง
เชิงเขา ชื่อว่า จัณโฑรณะ แล้วพักมารดาไว้ที่ถ้ำแห่งภูเขา ซึ่งอยู่ติดแถบ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 5
อีกข้างหนึ่งแล้วเลี้ยงดู. ลำดับนั้น พรานไพรชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง เป็น
คนหลงทาง เมื่อไม่อาจกำหนดทิศได้ จึงร้องไห้ด้วยเสียงอันดังลั่น. พระ-
โพธิสัตว์ได้ยินเสียงของพรานไพรนั้น คิดว่า บุรุษนี้เป็นคนไร้ที่พึ่ง ข้อที่เขา
พึงพินาศไปในที่นี้ เมื่อเรายังอยู่ ไม่สมควรแก่เราเลย ดังนี้แล้ว จึงไปหาเธอ
เห็นเธอกำลังหนีไปด้วยความกลัว จึงถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านไม่มีภัย
เพราะอาศัยเรา ท่านอย่าหนีไปเลย เพราะเหตุไร ท่านจึงเที่ยวร้องไห้ร่ำไร
อยู่เล่า เมื่อเขากล่าวว่า ข้าแต่นาย กระผมเป็นคนหลงทาง วันนี้เป็นวันที่ ๗
สำหรับผม จึงกล่าวว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านอย่ากลัวเลย เราจักวางท่าน
ไว้ในถิ่นมนุษย์ ดังนี้แล้ว ให้เขานั่งบนหลังตน นำออกจากป่าแล้วกลับไป.
ฝ่ายเขาเป็นคนชั่วคิดว่า เราไปยังนครแล้วจักทูลแก่พระราชา ดังนี้แล้ว จึงทำ
ต้นไม้เป็นเครื่องหมาย ทำภูเขาเป็นเครื่องหมาย ได้ออกไปยังกรุงพาราณสี.
ในกาลนั้น ช้างมงคลของพระราชาได้ทำกาละไป. พระราชาตรัสสั่งให้ตีกลอง
ร้องประกาศว่า ถ้าใคร ๆ เห็นช้างตัวเหมาะ ที่ส่งเสียงร้องในที่ใดที่หนึ่ง
ผู้นั้นจงบอก. บุรุษนั้นเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ
ข้าพระองค์ได้เห็นพญาช้าง ตัวมีสีเผือกปลอด เหมาะเพื่อจะทำการฝึก
ข้าพระองค์จักแสดงหนทาง ขอพระองค์ จงส่งนายหัตถาจารย์ พร้อมกับข้า-
พระองค์ ไปให้จับช้างนั้นเถิด. พระราชาตรัสรับคำแล้วจึงตรัสว่า พวกเธอ
จงทำผู้นี้ให้เป็นผู้นำทาง ไปยังป่านำพญาช้างที่บุรุษนี้พูดไว้ ดังนี้แล้ว พร้อม
ด้วยบุรุษนั้น จึงส่งนายหัตถาจารย์ พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก. นาย
หัตถาจารย์ไปกับบุรุษนั้น เห็นช้างพระโพธิสัตว์ กำลังเข้าไปยังที่ซ่อนเร้น
กำลังถือเอาอาหาร. ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นนายหัตถาจารย์แล้วอธิษฐานว่า ภัยนี้
ไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้อื่น ชะรอยจักเกิดขึ้นจากสำนักบุรุษชั่วนี้นั้น ฝ่ายเราแล

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 6
เป็นผู้มีกำลังมาก และสามารถจะกำจัดช้างได้ตั้ง ๑,๐๐๐ เชือก ครั้นโกรธแล้ว
สามารถจะนำพาหนะของนายทัพ พร้อมทั้งแว่นแคว้นให้พินาศไปได้ เพราะ
ฉะนั้น วันนี้เขาเอาหอกตอกศีรษะเรา เราก็ไม่โกรธ ดังนี้แล้ว จึงน้อมศีรษะลง
ได้ยืนนิ่งเฉย. นายหัตถาจารย์ลงสู่สระปทุม เห็นความสมบูรณ์แห่งลักษณะ
ของพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวว่า มาเถอะพ่อ แล้วจับงวงอันเสมือนกับพวงเงิน
ในวันที่ ๗ จึงถึงกรุงพาราณสี. ฝ่ายมารดาพระโพธิสัตว์ เมื่อบุตรยังไม่มา
จึงคร่ำครวญว่า ชะรอยว่า พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา นำเอา
บุตรของเราไป บัดนี้ หมู่ป่าไม้นี้จักเจริญ เพราะอยู่ปราศจากช้างนั้น ดังนี้
จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง
ข้าวฟ่าง และลูกเดือย งอกงามขึ้นแล้วเพราะพญาช้าง
นั้นพลัดพรากไป อนึ่ง ต้นกรรณิการ์ทั้งหลายที่เชิงเขา
ก็เผล็ดดอกบาน.
พระราชาหรือพระราชกุมาร ประทับนั่งบนคอ
พญาช้างใด ซึ่งไม่มีความสะดุ้ง ย่อมกำจัดเสียซึ่ง
ปัจจามิตรทั้งหลาย อิสรชนผู้ประดับด้วยอาภรณ์อัน
งดงามผู้หนึ่ง ย่อมเลี้ยงดูพญาช้างนั้นด้วยก้อนข้าว.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า วิรุฬฺหา ได้แก่ ชื่อว่าความเจริญ
ท่านกล่าวด้วยอำนาจความหวังว่า ในข้อนี้ไม่มีความสงสัยเลย. บทว่า
สลฺลกิโย จ กุฏฺชา ได้แก่ ไม้อ้อยช้าง และไม้มูกมัน. บทว่า กุรุวินฺท-
กรวรา ภิสสาม ความว่า ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย.
นางช้างคร่ำครวญว่า ก็หมู่ป่าไม้ทั้งหมดนี้ จักเจริญในบัดนี้. บทว่า นิวาเต

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 7
ได้แก่ ที่เชิงภูเขา. บทว่า ปุปฺผิตา ท่านอธิบายไว้ว่า กิ่งไม้ทั้งหลายที่ไม่
ได้ถูกบุตรของเราหักเคี้ยวกิน และต้นกรรณิการ์ก็จักผลิดอกบาน. บทว่า
โกจิเทว ได้แก่ ในที่ใดที่หนึ่ง จะเป็นบ้านหรือพระนครก็ตาม. บทว่า
สุวณฺณกายุรา ได้แก่ พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา ผู้มีเครื่อง
ประดับทำด้วยทองคำ. บทว่า ภรนฺติ ปิณฺเฑน ความว่า ในวันนี้ จัก
เลี้ยงพญาช้างตัวเลี้ยงมารดา ด้วยปิณฑะที่เจริญดีด้วยโภชนะอันสมควรแก่
พระราชา. บทว่า ยตฺถ ความว่า พระราชาประทับนั่งบนหลังพญาช้างเชือกใด.
บทว่า กวจมภิเหสฺสติ ความว่า พระราชาหรือพระราชกุมาร จักเข้าไปสู่
สงคราม กำจัด ทำลายเกราะของหมู่ข้าศึก. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า พระราชา
หรือพระราชกุมาร ประทับนั่งในที่ใด คือ บนหลังลูกของเรา ไม่มีความ
สะดุ้งกลัว จักทำลายเกราะของหมู่ข้าศึก วันนี้พวกเขามีอาภรณ์อันล้วนด้วย
ทองคำ ย่อมเลี้ยงพญาช้างของเรานั้นด้วยก้อนข้าว.
ฝ่ายนายหัตถาจารย์ ดำเนินไปในระหว่างทาง ส่งสาส์นไปถึงพระราชา
พระราชาตรัสสั่งให้ตบแต่งพระนคร. ฝ่ายนายหัตถาจารย์ นำพระโพธิสัตว์
ที่เขาประพรมด้วยของหอม ประดับตกแต่งเข้าไปยังโรงช้าง ให้ล้อมด้วยม่าน
อันวิจิตร ให้ผูกเพดานอันวิจิตรไว้ข้างบน แล้วให้กราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาทรงนำโภชนะ มีรสอันเลิศต่าง ๆ มาให้แก่พระโพธิสัตว์. พระ-
โพธิสัตว์คิดว่า เราเว้นมารดาเสีย จักไม่ยอมรับอาหาร ดังนี้แล้ว จึงไม่รับ
อาหาร. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงอ้อนวอนพระโพธิสัตว์ จึงตรัสคาถา
ที่ ๓ ว่า
ดูก่อนพญาช้างตัวประเสริฐ เชิญพ่อรับเอาคำ
ข้าวเถิด อย่าได้ผ่ายผอมเลย ราชกิจมีเป็นอันมาก
ท่านจักต้องทำราชกิจเหล่านั้น.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 8
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า
นางช้างนั้น เป็นกำพร้า ตาบอด ไม่มีผู้นำทาง
คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะเป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา นูน สา แปลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
นางช้างนั้น เป็นกำพร้าแน่นอน. บทว่า กปฺปณิกา ได้แก่ เป็นกำพร้า
เพราะพลัดพรากจากบุตร. บทว่า ขาณุ ได้แก่ ท่อนไม้ที่โค่นล้มลงในที่นั้น ๆ.
บทว่า ฆฏฺเฏติ ความว่า นางช้างร่ำไรรำพัน จึงได้สะดุดตรงที่นั้น ๆ เป็นแน่.
บทว่า จณฺโฑรณ ปติ ความว่า นางช้างเดินบ่ายหน้าสู่ภูเขาชื่อว่า จัณโฑรณะ
คร่ำครวญอยู่ที่เชิงเขา.
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะตรัสถามพระโพธิสัตว์ จึงตรัสคาถาที่ ๕ ว่า
ดูก่อนพญาช้าง นางช้างตาบอดหาผู้นำทางมิได้
คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะนั้น เป็น
อะไรกับท่านหรือ ?
พระโพธิสัตว์ กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า
ข้าแต่พระมหาราชา นางช้างตาบอดไม่มีผู้นำทาง
คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขา ชื่อ จัณโฑรณะนั้น
เป็นมารดาของข้าพระองค์.
พระราชา ทรงสดับเนื้อความแห่งคาถาที่ ๖ นั้น เมื่อจะให้ปล่อยไป
จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า
พญาช้างนี้ ย่อมเลี้ยงดูมารดา ท่านทั้งหลายจง
ปล่อยพญาช้างนั้นเสียเถิด พญาช้างตัวประเสริฐจงอยู่
ร่วมกับมารดา พร้อมด้วยญาติทั้งหลายเถิด.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 9
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยย ภรติ ความว่า พญาช้างนี้ กล่าวว่า
ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์เลี้ยงมารดาตาบอด เว้นข้าพระองค์เสีย
มารดาของข้าพระองค์ ก็จักถึงความสิ้นชีวิต เว้นมารดาเสีย ข้าพระองค์ไม่มี
ความต้องการด้วยความเป็นใหญ่เลย วันนี้ เมื่อมารดาของข้าพระองค์ไม่ได้
อาหารเป็นวันที่ ๗ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงปล่อยพญาช้างที่เลี้ยงมารดานี้
พญาช้างนั้นจงมาอยู่ร่วมกับมารดา พร้อมด้วยญาติทั้งหมด.
อภิสัมพุทธคาถาที่ ๘ และที่ ๙ มีดังนี้
พญาช้าง อันพระเจ้ากาสีทรงปล่อยแล้ว พอ
หลุดพ้นจากเครื่องผูก พักอยู่ครู่หนึ่ง ได้ไปยังภูเขา
จากนั้นเดินไปสู่สระบัวอันเย็น ที่เคยส้องเสพมา แล้ว
ดูดน้ำด้วยงวงมารดมารดา.
ได้ยินว่า พญาช้างนั้นพ้นจากเครื่องผูก พักอยู่หน่อยหนึ่ง แล้ว
แสดงธรรมแก่พระราชา ด้วยทศพิธราชธรรมคาถาแล้วให้โอวาทว่า ข้าแต่
พระมหาราชา ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเลย อันมหาชนบูชาอยู่ด้วย
เครื่องสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากพระนคร ถึงสระปทุมนั้น
ในขณะนั้นนั่นเอง คิดว่า เราไม่ให้มารดาของเรารับเอาอาหาร เราเองก็จัก
ไม่รับ ดังนี้แล้ว จึงถือเอารากเหง้าบัวเป็นอันมาก จึงใช้งวงดูดน้ำจนเต็ม
ออกจากที่เร้นในถ้ำ ไปยังสำนักมารดา ตัวนอนอยู่ที่ประตูถ้ำ รดน้ำบนศีรษะ
เพื่อให้ร่างของมารดาได้สัมผัส เพราะอดอาหารมาตั้ง ๗ วัน. พระศาสดา
เมื่อจะทรงทำให้แจ้งซึ่งความนั้น จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาเหล่านี้. ฝ่ายมารดา
ของพระโพธิสัตว์ จึงว่ากล่าวเธอด้วยความสำคัญว่า ฝนตก แล้วกล่าวคาถา
ที่ ๑๐ ว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 10
ฝนอะไรนี้ ไม่ประเสริฐเลย ย่อมตกโดยกาล
ที่ไม่ควรตก บุตรเกิดในตนของเรา เป็นผู้บำรุงเราไป
เสียแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺรโช ได้แก่ เกิดในตน.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะให้มารดาสบายใจ จึงกล่าวคาถา
ที่ ๑๑ ว่า
เชิญท่านลุกขึ้นเถิด จะมัวนอนอยู่ทำไม ฉันเป็น
ลูกของแม่มาแล้ว พระเจ้ากาสีผู้ทรงพระปรีชาญาณ
มีบริวารยศใหญ่หลวง ทรงปล่อยมาแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคโต ตฺยาห ตัดเป็น อาคโต เต
อห. บทว่า เวเทเหน ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยญาณ. บทว่า ยสสฺสินา ได้แก่
มีบริวารมาก. อธิบายว่า ฉันถูกพระราชานั้น แม้จับโดยความที่ฉันเป็นช้าง
มงคลพ้นแล้ว บัดนี้ ฉันมายังสำนักของแม่ แม่จงลุกขึ้น รับอาหารเถิด.
นางช้างดีใจ เมื่อจะทำอนุโมทนาแด่พระราชา จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า
พระราชาพระองค์ใด ทรงปล่อยลูกของเรา ตัว
ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญทุกเมื่อ ขอ
พระราชาพระองค์นั้น จงทรงพระชนม์ยืนนาน ทรง
บำรุงแคว้นกาสีให้เจริญรุ่งเรืองเถิด.
ครั้งนั้น พระราชาทรงเลื่อมใสในพระคุณของพระโพธิสัตว์ ทรง
รับสั่งให้สร้างโรงช้างไม่ไกลแต่เมืองนิลีนิ จึงทรงเริ่มตั้งภัตตาหารไว้เนืองนิตย์
เพื่อพระโพธิสัตว์ และมารดา. ครั้นภายหลัง พระโพธิสัตว์ เมื่อมารดาทำ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 11
กาละแล้ว ได้ทำการบริหารร่างกายของมารดาแล้ว ไปสู่อาศรมชื่อ กรัณฑกะ
ก็ในที่นั้น ฤาษีจำนวน ๕๐๐ ลงจากภูเขาหิมพานต์มาอยู่. พระโพธิสัตว์ได้
ถวายปวัตตทานนั้นแด่ฤาษีเหล่านั้น. พระราชาทรงรับสั่งให้สร้างรูปปฏิมา
อันสำเร็จด้วยศิลามีรูปเท่าพระโพธิสัตว์แล้ว ได้ให้มหาสักการะเป็นไป. ประ-
ชาชนชาวชมพูทวีป ประชุมกันเป็นประจำปี ได้ทำการฉลองช้าง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงประกาศสัจจะ
ทั้งหลาย ประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์
บุรุษชั่วได้เป็นพระเทวทัต นายหัตถาจารย์ได้เป็นพระสารีบุตร นางช้าง
นั้นได้เป็นพระนางมหามายาเทวี ส่วนช้างเชือกประเสริฐ ซึ่งเลี้ยงดู
มารดา คือเรานั่นเอง ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จบอรรถกถามาตุโปสกชาดก
 
๒. ชุณหชาดก
 
ว่าด้วยการคบบัณฑิตและคบคนพาล
[๑๕๐๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ขอ
พระองค์ทรงสดับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มาถึง
ในที่นี้ด้วยประโยชน์ในพระเจ้าชุณหะ ข้าแต่พระองค์
ผู้ประเสริฐว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์
เดินทางไกลยืนอยู่ บัณฑิตทั้งหลายไม่ควรพูดว่า
พระราชาควรเสด็จเลยไป.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 12
[๑๕๐๕] ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ากำลังรอฟัง
อยู่ ท่านมาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันใด จงบอก
ประโยชน์อันนั้น หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์
อะไรในข้าพเจ้าจึงมาในที่นี้ เชิญท่านพราหมณ์บอก
มาเถิด.
[๑๕๐๖] ขอพระองค์โปรดพระราชทานบ้านส่วย
๕ ตำบลแก่ข้าพระองค์ ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐
ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง ขอได้ทรงโปรดประทานภรรยา
ผู้พริ้มเพราแก่ข้าพระองค์ ๒ คน.
[๑๕๐๗] ดูก่อนพราหมณ์ ตบะอันมีกำลังกล้า
ของท่านมีอยู่หรือ หรือว่ามนต์ขลังของท่านมีอยู่ หรือ
ว่ายักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของท่านมีอยู่ หรือว่า
ท่านยังจำได้ถึงประโยชน์ที่ท่านทำแล้วแก่เรา.
[๑๕๐๘] ตบะของข้าพระองค์มิได้มี แม้มนต์
ของข้าพระองค์ก็มิได้มี ยักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำ
ของข้าพระองค์ก็ไม่มี อนึ่ง ข้าพระองค์ก็จำไม่ได้ถึง
ประโยชน์ ที่ข้าพระองค์ทำแล้วแก่พระองค์ ก็แต่ว่า
เมื่อก่อนได้มีการพบปะกันเท่านั้นเอง.
[๑๕๐๙] ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า การเห็นนี้เป็นการเห็น
ครั้งแรก นอกจากนี้ ข้าพเจ้าจำไม่ได้ถึงการพบกันใน
ครั้งใดเลย ข้าพเจ้าถามถึงเรื่องนั้น ขอท่านจงบอก
แก่ข้าพเจ้าว่า เราได้เคยพบกันเมื่อไรหรือที่ไหน.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 13
[๑๕๑๐] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์
และข้าพระองค์ได้อยู่กันมาแล้วในเมืองตักกศิลา อัน
เป็นเมืองที่รื่นรมย์ของพระเจ้าคันธารราช พระองค์
กับข้าพระองค์ได้กระทบไหล่กันในความมืด มี
หมอกทึบในนครนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอม-
ประชาชน พระองค์และข้าพระองค์ยืนกันอยู่ในที่
ตรงนั้น เจรจาปราศรัยด้วยคำอันให้ระลึกถึงกันที่ตรง
นั้นแล เป็นการพบกันแห่งพระองค์และข้าพระองค์
ภายหลังจากนั้นมิได้มี ก่อนแต่นั้นก็ไม่มี.
[๑๕๑๑] ดูก่อนพราหมณ์ การสมาคมกับสัป-
บุรุษย่อมมีในหมู่มนุษย์บางครั้งบางคราว บัณฑิต
ทั้งหลายย่อมไม่ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือ
คุณที่กระทำไว้แล้วในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป.
[๑๕๑๒] ส่วนคนพาลทั้งหลาย ย่อมทำการพบ
ปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน
ให้เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในคนพาลทั้งหลาย ถึงจะ
มากมายก็ย่อมเสื่อมไปหมด เพราะว่าคนพาลทั้งหลาย
เป็นคนอกตัญญู.
[๑๕๑๓] ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ทำ
การพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ใน
กาลก่อนให้เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในนักปราชญ์
ทั้งหลาย ถึงจะน้อยก็ย่อมไม่เสื่อมหายไป เพราะว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 14
นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้มีความกตัญญูดี ข้าพเจ้าจะ
ให้บ้านส่วย ๕ ตำบลแก่ท่าน ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐
ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง และภรรยาผู้พริ้มเพรา ๒ คน
มีชาติและตระกูลเสมอกัน แก่ท่าน.
[๑๕๑๔] ข้าแต่พระราชา การสมาคมกับสัตบุรุษ
ย่อมเป็นอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในกาสิกรัฐ
ข้าพระองค์บริบูรณ์ไปด้วยสมบัติ มีบ้านส่วยเป็นต้น
เหมือนพระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางแห่งหมู่ดาวทั้งหลาย
ฉะนั้น การสังคมกับพระองค์นั่นแล เป็นอันว่าข้า-
พระองค์ได้แล้วในวันนี้เอง.
จบชุณหชาดกที่ ๒
 
อรรถกถาชุณหชาดก
พระศาสดา เมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง
พระปรารภพรที่พระอานนทเถระได้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้น
ว่า สุโณหิ มยฺห วจน ชนินฺท ดังนี้.
ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้
มีอุปัฏฐากประจำตลอด ๒๐ ปี. บางคราวพระนาคสมาลเถระ ก็อุปัฏฐาก
พระผู้มีพระภาคเจ้า บางคราวพระนาคิตะ บางคราวพระอุปวาณะ บางคราว

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 15
พระสุนักขัตตะ บางคราวพระจุนทะ บางคราวพระสาคตะ บางคราวพระ-
เมฆิยะ.
ภายหลังวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัส
ว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเป็นผู้แก่แล้ว ภิกษุบางพวก เมื่อเรากล่าวว่า
จะไปทางนี้ แล้วพากันไปเสียทางอื่น บางพวกทิ้งบาตรและจีวรของเราไว้ที่
พื้นดิน พวกเธอจงรู้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้จะเป็นอุปัฏฐากประจำตัวเรา ทรงห้าม
พระสารีบุตรเถระเป็นต้น ที่พากันลุกขึ้นกระทำอัญชลีด้วยเศียรเกล้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ดังนี้
ด้วยพระดำรัสว่า ความปรารถนาของพวกเธอ ถึงที่สุดแล้วพอละ. ลำดับนั้น
ภิกษุทั้งหลาย จึงกล่าวกะท่านพระอานนทเถระว่า อาวุโส ท่านจงวิงวอนการ
อุปัฏฐากเถิด. พระเถระขอพร ๘ ประการ คือ ปฏิเสธ ๔ และข้อวิงวอน ๔
เหล่านี้คือ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ประทานจีวร
ที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์ จักไม่ให้บิณฑบาต จักไม่ให้อยู่ในพระคันธกุฎี
เดียวกัน จักไม่พาข้าพระองค์ไปยังที่ที่นิมนต์ ก็ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไป
ยังที่นิมนต์ ที่ข้าพระองค์รับไว้ ถ้าข้าพระองค์จักได้เพื่อให้บริษัทที่มา จาก
นอกแว่นแคว้น นอกชนบท เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้ได้เข้าเฝ้าใน
ขณะที่มาแล้วทีเดียว ขอให้ข้าพระองค์จักได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในขณะที่
ข้าพระองค์เกิดความสงสัย ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันใด ในที่
ลับหลังข้าพระองค์กลับมาแล้ว ขอได้แสดงธรรมนั้น แก่ข้าพระองค์อีก ด้วย
อาการอย่างนี้ ข้าพระองค์จึงจักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ฝ่ายพระผู้มี
พระภาคเจ้า ก็ได้ประทานแก่เธอแล้ว. ตั้งแต่นั้นมา พระอานนทเถระก็ได้
เป็นอุปัฏฐากประจำ เป็นเวลา ๒๕ ปี. พระเถระได้รับสถาปนาในเอตทัคคะ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 16
ในฐานะ ๕ ประกอบด้วยสัมปทา ๗ เหล่านี้ คือ อาคมสัมปทา อธิคม-
สัมปทา ปุพพเหตุสัมปทา อัตถัตถปริปุจฉาสัมปทา ติฏฐวาสสัมปทา
โยนิโสมนสิการสัมปทา และพุทธุปนิสสยสัมปทา ได้รับมรดกคือพร
๘ ประการ ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ปรากฏชัดในพระพุทธศาสนา
ได้ปรากฏเหมือนพระจันทร์ลอยเด่นในท้องฟ้า. ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย
สนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโส พระตถาคตได้ให้พระอานนท์เถระ
อิ่มหนำด้วยการประทานพร. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูล
ให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั่นเอง แม้ใน
กาลก่อน เราก็ให้พระอานนท์อิ่มหนำด้วยพรแล้ว ในกาลก่อนนั่นเอง เราก็
ได้ให้สิ่งที่เธอขอร้องเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชโอรสของท้าวเธอ ทรงพระนามว่า ชุณหกุมาร
ทรงศึกษาศิลปะในกรุงตักกศิลา ให้การประกอบเนือง ๆ แก่อาจารย์ ในเวลา
มืดค่ำตอนกลางคืน ออกจากเรือนของอาจารย์ รีบไปที่อยู่ของตน เมื่อไม่
เห็นพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ผู้เที่ยวภิกษาจารไปยังที่อยู่ของตน จึงตีตุ่มภัตร
ของพราหมณ์นั้นแตกไป. พราหมณ์ล้มลงร้องไห้. กุมารกลับได้ความกรุณา
จึงจับมือพราหมณ์นั้นให้ลุกขึ้น. พราหมณ์กล่าวว่า เธอมาทำลายภาชนะภิกษา
ของเราทำไม จงให้ค่าภัตตาหารแก่เรา. กุมารกล่าวว่า พราหมณ์ บัดนี้ เรา
ไม่อาจจะให้ค่าภัตตาหารนั้นแก่ท่านได้ ก็เราแลเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี มี
นามว่า ชุณหกุมาร เมื่อเราดำรงอยู่ในรัชสมบัติ ท่านพึงมาขอทรัพย์เราได้
จบการศึกษาแล้ว ไหว้อาจารย์แล้วไปยังกรุงพาราณสี แสดงศิลปะแก่พระบิดา.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 17
พระบิดาทรงคิดว่า เราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นบุตรแล้ว เราจักเห็นบุตรนั้น
ได้เป็นพระราชา ดังนี้แล้ว จึงอภิเษกไว้ในรัชสมบัติ. พระองค์เป็นพระราชา
มีพระนามว่า ชุณหะ ครองราชสมบัติโดยธรรม, พราหมณ์ทราบเรื่องนั้นแล้ว
จึงคิดว่า บัดนี้เราจักให้พระราชานำค่าภัตตาหารมาแก่เรา จึงไปยังกรุงพาราณสี
มองเห็นพระราชากำลังทำประทักษิณพระนครที่ตบแต่งไว้นั่นแล จึงยืนอยู่ใน
ที่สูงแห่งหนึ่งแล้ว เหยียดมือออกไปให้ชัยชนะ. พระราชาเสด็จเลยไป โดย
ไม่เหลียวดูเลย. พราหมณ์รู้ว่าท้าวเธอมิได้เห็น เมื่อจะยกเรื่องขึ้น จึงกล่าว
คาถาที่ ๑ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ขอพระองค์
จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มาถึงในที่นี้
ด้วยประโยชน์ในพระเจ้าชุณหะ ข้าแต่พระองค์ผู้
ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์เดิน
ทางไกลยืนอยู่ บัณฑิตทั้งหลายไม่ควรพูดว่า พระราชา
ควรเสด็จเลยไป.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ชุณฺหมฺหิ พราหมณ์ย่อมแสดงว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ มาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันหนึ่ง ในท่านผู้
ชื่อว่า ชุณหะ มิได้มาโดยไร้เหตุผล. บทว่า อิทฺธิเก ได้แก่ มาสิ้นระยะ
กาลนาน. บทว่า คนฺตพฺพ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ไม่ได้กล่าวมาแล้ว
และย่อมไม่กล่าวว่า พระราชาควรเสด็จเลยไป โดยไม่เหลียวแลดูพราหมณ์ผู้
เดินทางไกล คือ ผู้มาสิ้นระยะกาลนานขอร้องอยู่.
พระราชา ทรงสดับคำของเธอแล้ว จึงเอาขอเพชรข่มช้าง ได้ตรัส
คาถาที่ ๒ ว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 18
ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ากำลังรอฟังอยู่ ท่าน
มาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันใด จงบอกประโยชน์
อันนั้น หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์อะไร ใน
ข้าพเจ้าจึงมาในที่นี้ เชิญท่านพราหมณ์บอกมาเถิด.
ศัพท์ว่า อีฆ ในคาถานั้น เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า ประท้วง.
ต่อแต่นั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือด้วยอำนาจคำโต้ตอบ ของพราหมณ์กับ
พระราชาว่า
ขอพระองค์โปรดพระราชทานบ้านส่วย ๕ ตำบล
แก่ข้าพระองค์ ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ตัว ทองเนื้อดี
๑,๐๐๐ แท่ง ขอได้ทรงโปรดประทานภรรยาผู้พริ้มเพรา
แก่ข้าพระองค์ ๒ คน.
ดูก่อนพราหมณ์ ตบะอันมีกำลังกล้าของท่านมี
อยู่หรือ หรือว่ามนต์ขลังของท่านมีอยู่ หรือว่ายักษ์
บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของท่านมีอยู่ หรือว่าท่านยัง
จำได้ถึงประโยชน์ที่ท่านทำแล้วแก่เรา.
ตบะของข้าพระองค์มิได้มี แม้มนต์ของข้า-
พระองค์มิได้มี ยักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของ
ข้าพระองค์ก็ไม่มี อนึ่ง ข้าพระองค์ก็จำไม่ได้ถึง
ประโยชน์ ที่ข้าพระองค์ทำแล้ว แก่พระองค์ ก็แต่ว่า
เมื่อก่อนได้มีการพบปะกันเท่านั้นเอง.
ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า การเห็นนี้เป็นการเห็นครั้งแรก
นอกจากนี้ ข้าพเจ้าจำไม่ได้ถึงการพบกันในครั้งใดเลย

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 19
ข้าพเจ้าถามถึงเรื่องนั้น ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าว่า
เราได้เคยพบกันเมื่อไรหรือที่ไหน.
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์และข้า-
พระองค์ได้อยู่กันมาแล้วในเมืองตักกศิลา อันเป็น
เมืองที่รื่นรมย์ของพระเจ้าคันธารราช พระองค์กับข้า
พระองค์ได้กระทบไหล่กัน ในความมืด มีหมอกทึบ
ในนครนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน
พระองค์และข้าพระองค์ยืนกันอยู่ในที่ตรงนั้น เจรจา
ปราศรัยด้วยคำอันให้ระลึกถึงกันที่ตรงนั้นแล เป็นการ
พบกันแห่งพระองค์เเละข้าพระองค์ ภายหลังจากนั้น
มิได้มี ก่อนแต่นั้นก็ไม่มี.
ดูก่อนพราหมณ์ การสมาคมกับสัปบุรุษย่อมมี
ในหมู่มนุษย์บางครั้งบางคราว บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่
ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่กระทำไว้
แล้วในกาลก่อน ให้เสื่อมสูญไป.
ส่วนคนพาลทั้งหลาย ย่อมทำการพบปะกัน
ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน ให้
เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในคนพาลทั้งหลาย ถึงจะมาก
มายก็ย่อมเสื่อมไปหมด เพราะว่าคนพาลทั้งหลาย เป็น
คนอกตัญญู.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 20
ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ทำการพบปะกัน
ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน ให้
เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในนักปราชญ์ทั้งหลาย ถึงจะ
น้อยก็ย่อมไม่เสื่อมหายไป เพราะว่านักปราชญ์ทั้งหลาย
เป็นผู้มีความกตัญญูดี ข้าพเจ้าจะให้บ้านส่วย ๕ ตำบล
แก่ท่าน ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ตัว ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐
แท่ง และภรรยาผู้พริ้มเพรา ๒ คน มีชาติและตระกูล
เสมอกัน แก่ท่าน.
ข้าแต่พระราชา การสมาคมกับสัตบุรุษ ย่อมเป็น
อย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในกาลิกรัฐ ข้าพระ-
องค์บริบูรณ์ไปด้วยสมบัติ มีบ้านส่วยเป็นต้น เหมือน
พระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางแห่งหมู่ดาวทั้งหลาย ฉะนั้น
การสังคมกับพระองค์นั่นแล เป็นอันว่าข้าพระองค์
ได้แล้วในวันนี้เอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาทิสี ความว่า ขอพระองค์จงทรง
ประทานภริยาผู้พริ้งพร้อมด้วยรูป ผู้มีผิวพรรณ มีชาติตระกูล และประเทศ
นั้นนั่นแล ผู้มียศใหญ่สองนาง ผู้เป็นเช่นเดียวกันกับข้าพระองค์. บทว่า
ภีสรูโป ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ตบกรรมอันได้แก่คุณแห่งศีลและอาจาระ
ของท่าน มีเรี่ยวแรงหรืออย่างไร. บทว่า มนฺตา นุ เต ความว่า หรือ
มนต์อันขลังยิ่งนัก อันให้สำเร็จประโยชน์ทุกอย่างของท่านมีอยู่. บทว่า
อสฺสกา ความว่า พวกยักษ์ผู้กระทำตามถ้อยคำ ผู้ให้สิ่งที่ท่านมุ่งมาด
ปรารถนา บางจำพวกของท่านมีอยู่. บทว่า กตฺต ความว่า ท่านถามว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 21
ท่านยังนึกถึงประโยชน์อะไร ๆ ที่ท่านทำไว้แก่ข้าพเจ้า. บทว่า สงฺคติมตฺต
ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า เหตุเพียงการมาพบกันกับพระองค์ ได้มีแก่
ข้าพระองค์ในครั้งก่อน. บทว่า ชานโต เม ความว่า นี้เป็นการเห็นครั้ง
แรกของท่านกับข้าพเจ้าผู้รู้อยู่. บทว่า น ตาภิชานามิ ความว่า เราไม่รู้
จักท่าน. บทว่า ติมิสฺสทาย ได้แก่ กลางคืนอันมืดมิด. บทว่า เต ตตฺถ
ตฺวาน ความว่า เราเหล่านั้น ยืนอยู่ในที่ที่ไหล่ต่อไหล่กระทบกันนั้น. บทว่า
วีติสาริมฺห ตตฺถ ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า ในที่ตรงนั้นนั่นแหละ พวก
เราได้ยังถ้อยคำอันควรที่จะพึงระลึกให้หลั่งไหล คือ ข้าพระองค์กราบทูลว่า
ภาชนะภิกษาของข้าพระองค์ อันพระองค์ทุบแตกแล้ว ขอพระองค์จงประทาน
ค่าภัตตาหารแก่ข้าพระองค์ พระองค์ตรัสว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะใช้ค่า
ภัตตาหารแก่ท่านได้ แต่ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ชื่อว่า
ชุณหกุมาร เมื่อข้าพเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ ท่านค่อยมาทวงทรัพย์กับ
ข้าพเจ้า สาราณียกถานี้ พวกเราได้กระทำกันได้แล้ว. บทว่า สาเยว โน
สงฺคติมตฺตมาสิ ความว่า พราหมณ์แสดงว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ
พวกเรามีเพียงได้พบปะระหว่างกันและกัน คือได้พบกันเพียงครู่เดียว. บทว่า
ตโต ความว่า ภายหลังหรือก่อนแต่นั้น คือ จากมิตรภาพชั่วครู่นั้น
ที่จะเรียกได้ว่าเป็นการพบปะของพวกเรา ไม่เคยมีครั้งไหนเลย. บทว่า
น ปณฺฑิตา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ อันท่านผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมไม่ทำให้การพบปะเพียงชั่วครู่นั้นหรือ หรือการคุ้นเคยกันตลอดกาลนาน
คุณที่ท่านทำไว้ในกาลก่อนอะไรๆ เสื่อมสูญไป. บทว่า พหุปิ แปลว่า
แม้มากมาย. บทว่า อกตญฺญุรูปา ความว่า เพราะเหตุที่พวกคนพาล มี
สภาวะเป็นคนอกตัญญู ฉะนั้น อุปการคุณที่ท่านทำไว้ในพวกคนพาลนั้น ถึงจะ
มีมากก็ย่อมเสื่อมสูญไป. บทว่า สุกตญฺรูปา คือ มีสภาวะรู้อุปการคุณที่ท่าน
ทำแล้วด้วยดี. หิ อักษรในคำว่า ตถา หิ ทั้งในที่นี้ ทั้งในที่นั้น มีการณะเป็น

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 22
อรรถ. บทว่า ททามิ เต ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทานตามที่พราหมณ์
ทูลขอ จึงได้ตรัสว่าอย่างนั้น. พราหมณ์เมื่อทำอนุโมทนาแด่พระราชาจึงได้
กราบทูลคาถาว่า เอว สต เป็นอาทิ คือ ชื่อว่า การร่วมสมาคม ได้แก่
การพบปะกับสัตบุรุษ คือท่านผู้เป็นคนดีทั้งหลายแม้เพียงครั้งเดียวก็ย่อมเป็น
อย่างนี้. ริว อักษรในบทว่า นกฺขตฺตราชาริว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า
ตารกาน ได้แก่ ในท่ามกลางแห่งดวงดาวทั้งหลาย. พราหมณ์ทูลพระราชาว่า
กาสิปติ อธิบายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ผู้เป็นใหญ่ในกาสีรัฐ ดวง-
จันทร์สถิตอยู่ในท่ามกลางแห่งหมู่ดาว คือมีกลุ่มแห่งดวงดาวแวดล้อมย่อม
เปล่งปลั่ง จำเดิมแต่วันปาฏิบทจนถึงวันเพ็ญ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น
วันนี้กำลังเปี่ยมด้วยบ้านส่วยเป็นต้นที่พระองค์พระราชทานให้. บทว่า ตยา
หิ เม ความว่า การสังคมกับพระองค์ แม้ข้าพระองค์ได้แล้วในครั้งก่อน
ก็เป็นเหมือนกับไม่ได้ แต่ในวันนี้ เพราะมโนรถของข้าพระองค์สำเร็จ การ
สังคมกับพระองค์ เป็นอัน ชื่อว่าอันข้าพระองค์ได้แล้วทั้งนั้น พราหมณ์ทูลว่า
ผลแห่งไมตรีจิตกับพระองค์ของข้าพระองค์สำเร็จแล้ว.
พระโพธิสัตว์ ได้ประทานยศใหญ่แก่พราหมณ์นั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน เราก็เคยให้พระอานนท์
อิ่มเอิบด้วยพรเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในกาลนั้น
ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนพระราชาได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาชุณหชาดก

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 23
๓. ธรรมเทวปุตตชาดก
 
ว่าด้วยเรื่องธรรมชนะอธรรม
 
[๑๕๑๕] ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ฉันเป็นผู้สร้าง
ยศ สร้างบุญ สรณะและพราหมณ์สรรเสริญทุกเมื่อ
อธรรมเอ๋ย ฉันชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรม อันเทวดาและมนุษย์
บูชาแล้ว คู่ควรแก่หนทาง ท่านจงให้หนทางแก่ฉันเถิด.
[๑๕๑๖] ดูก่อนธรรมเทพบุตร เราชื่อว่าอธรรม
ขึ้นสู่ยานแห่งอธรรมอันมั่นคง ไม่เคยกลัวใคร มีกำลัง
เข้มแข็ง ธรรมเอ๋ย เราจะพึงให้ทางที่ไม่เคยให้ใคร
แก่ท่านในวันนี้ เพราะเหตุอะไรเล่า.
[๑๕๑๗] ธรรมแลปรากฏก่อน ภายหลังอธรรม
จึงเกิดขึ้นในโลก เราเป็นผู้เจริญกว่า ประเสริฐกว่า
ทั้งเก่ากว่า ขอจงให้ทางแก่เราเถิด น้องเอ๋ย.
[๑๕๑๘] เราจะไม่ให้หนทางแก่ท่าน เพราะการ
ขอร้องหรือเพราะความเป็นผู้สมควร ในวันนี้เรา
ทั้งสองจงมารบกัน แล้วหนทางเป็นของผู้ชนะใน
การรบ.
[๑๕๑๙] เราผู้ชื่อว่าธรรม เป็นผู้ลือชาปรากฏไป
ทั่วทุกทิศ มีกำลังมาก มียศประมาณไม่ได้ ไม่มีผู้เสมอ
เหมือน ประกอบด้วยคุณทั้งปวง อธรรมเอ๋ย ท่านจัก
ชนะได้อย่างไร.
[๑๕๒๐] เขาเอาฆ้อนเหล็กตีทองอย่างเดียว หา
ได้เอาทองตีเหล็กไม่ ถ้าหากว่าเราผู้ชื่อว่าอธรรม ฆ่า
ท่านผู้ชื่อว่าธรรมในวันนี้ได้ เหล็กจะน่าดู น่าชม
เหมือนทองคำ ฉะนั้น.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 24
[๑๕๒๑] ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ถ้าหากว่าท่าน
เป็นผู้มีกำลังในการรบไซร้ ผู้หลักผู้ใหญ่และครูของ
ท่านมิได้มี เราจะย่อมให้หนทางอันเป็นที่รักด้วยอาการ
อันไม่เป็นที่รักของท่าน ทั้งจะขออดทนถ้อยคำชั่ว ๆ
ของท่าน.
[๑๕๒๒] อธรรมเทพบุตรได้ฟังคำนี้แล้ว ก็เป็น
ผู้มีศีรษะลงเบื้องต่ำ มีเท้าขึ้นเบื้องสูง ตกลงจากรถ
รำพันเพ้อว่าเราปรารถนาจะรบก็ไม่ได้รบ อธรรมเทพ
บุตรถูกตัดรอนเสียแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
[๑๕๒๓] ธรรมเทพบุตรผู้มีขันติเป็นกำลัง มีจิต
เที่ยงตรง มีกำลังมาก มีความบากบั่นอย่างแท้จริง
ชำนะกำลังรบ ได้ฆ่าอธรรมเทพบุตรฝังเสียในแผ่นดิน
แล้ว ขึ้นสู่รถของตนไปโดยหนทางนั่นเทียว.
[๑๕๒๔] มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ไม่ได้
รับความนับถือในเรือนของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น
ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อมต้อง
พากันไปสู่นรก เหมือนอธรรมเทพบุตรผู้มีศีรษะลงใน
เบื้องต่ำตกไปแล้ว ฉะนั้น.
[๑๕๒๕] มารดา บิดา และสมณพราหมณ์ ได้รับ
ความนับถือเป็นอย่างดีในเรือนของชนเหล่าใด ชน
เหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ตายไปแล้ว
ย่อมพากันไปสุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถของ
ตนไปสู่เทวโลก ฉะนั้น.
จบธรรมเทวปุตตชาดกที่ ๓

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 25
อรรถกถาธรรมเทวปุตตชาดก
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ
ปรารภถึงการที่แผ่นดินสูบพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า ยโสกโร ปุญฺกโรหมสฺมิ ดังนี้.
ความย่อว่า ในครั้งนั้นพวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโส
ทั้งหลาย พระเทวทัตกลับเกรี้ยวกราดกับพระตถาคตเจ้า เลยถูกแผ่นดินสูบ
เสียแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่ง
สนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึง
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตให้การ
ประหารในชินจักรของเรา ถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน เธอก็เคยให้ประหาร
ในธรรมจักร ถูกแผ่นดินสูบบ่ายหน้าไปสู่อเวจีมหานรก ดังนี้แล้ว จึงได้นำ
อดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นเทพบุตรนามว่า ธรรม ในกามาวจรเทวโลก. ส่วน
พระเทวทัตเป็นเทพบุตร ชื่อว่า อธรรม. ในเทวบุตรทั้ง ๒ องค์นั้น ธรรม
เทพบุตรประดับด้วยเครื่องอลังการอันเป็นทิพย์ ทรงรถทิพย์อันประเสริฐ
สนทนากันอย่างสบาย ที่ประตูเรือนของตน ๆ ก็สถิตอยู่ในอากาศ ณ คาม
นิคม ชนบทและราชธานี ในวันเพ็ญอันเป็นวันอุโบสถ ชวนหมู่ชนให้ถือมั่น
ซึ่งกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการว่า ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากอกุศลกรรมบถ
๑๐ ประการ มีปาณาติบาตเป็นต้น พากันบำเพ็ญธรรม คือการบำรุงมารดา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 26
บิดา ทั้งสุจริตธรรม ๓ ประการทั่วกันเถิด เมื่อบำเพ็ญอยู่อย่างนี้ จักมีสวรรค์
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เสวยยศอันยิ่งใหญ่ ดังนี้ จึงกระทำประทักษิณชมพูทวีป.
ฝ่ายอธรรมเทพบุตร ชักชวนให้ถืออกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ โดยนัยมีอาทิว่า
พวกเธอจงฆ่าสัตว์กันเถิด ดังนี้แล้ว จึงกระทำการเวียนซ้ายชมพูทวีป ลำดับนั้น
รถของเทพบุตรเหล่านั้น ได้มาพบกันในอากาศ. ต่อมาพวกบริษัทของเทพบุตร
เหล่านั้น ต่างถามกันว่า พวกท่านเป็นฝ่ายไหน พวกท่านเป็นฝ่ายไหนกัน.
ต่างตอบกันว่า พวกเราเป็นฝ่ายธรรมเทพบุตร พวกเราเป็นฝ่ายอธรรม
เทพบุตร จึงต่างพากันแยกทางหลีกเป็น ๒ ฝ่าย. ฝ่ายธรรมเทพบุตร เรียก
อธรรมเทพบุตรมากล่าวว่า สหายเอ๋ย เธอเป็นฝ่ายอธรรม ฉันเป็นฝ่ายธรรม
หนทางสมควรแก่ฉัน เธอจงขับรถของเธอหลีกไป จงให้ทางแก่ฉันเถิด แล้ว
กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ฉันเป็นผู้สร้างยศเป็น
ผู้สร้างบุญ สมณะและพราหมณ์พากันสรรเสริญ
ทุกเมื่อ อธรรมเอ๋ย ฉันชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรม เป็นผู้
สมควรแก่หนทาง เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์พากัน
บูชา ท่านจงให้หนทางแก่ฉันเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโสกโร ได้แก่ ฉันเป็นผู้สร้างยศให้
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า
สทตฺถุโต คือ ได้รับความชื่นชมทุกเมื่อ สรรเสริญอยู่เป็นนิตย์.
ลำดับนั้น อธรรมเทพบุตรกล่าวว่า
ดูก่อนธรรมเทพบุตร เราผู้ชื่อว่าอธรรม ขึ้นสู่
ยานแห่งอธรรม อันมั่นคงไม่เคยกลัวใคร กำลัง

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 27
เข้มแข็ง ธรรมเอ๋ย เราจะพึงให้ทางที่ไม่เคยให้ใคร
แก่ท่านในวันนี้ เพราะเหตุอะไรเล่า.
ธรรมแลปรากฏก่อน ภายหลังอธรรมจึงเกิดขึ้น
ในโลก เราเป็นผู้เจริญกว่า ประเสริฐกว่า ทั้งเก่ากว่า
ขอจงให้ทางแก่เราเถิด น้องเอ๋ย.
เราจะไม่ให้หนทางแก่ท่าน เพราะการขอร้อง
หรือเพราะความเป็นผู้สมควร ในวันนี้เราทั้งสองจงมา
รบกัน แล้วหนทางจะเป็นของผู้ชนะในการรบ.
เราผู้ชื่อว่า ธรรม เป็นผู้ลือชาปรากฏไปทั่วทุกทิศ
มีกำลังมาก มียศประมาณไม่ได้ ไม่มีผู้เสมอเหมือน
ประกอบด้วยคุณทั้งปวง อธรรมเอ๋ย ท่านจะชนะได้
อย่างไร.
เขาเอาค้อนเหล็กตีทองอย่างเดียว หาได้เอาทอง
มาตีเหล็กไม่ ถ้าหากว่าเราผู้ชื่อว่า อธรรม ฆ่าท่าน
ผู้ชื่อว่าธรรม ในวันนี้ได้ เหล็กจะน่าดูน่าชมเหมือน
ทองคำฉะนั้น.
ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ถ้าหากว่าท่านเป็นผู้มี
กำลังในการรบไซร้ ผู้หลักผู้ใหญ่และครูของท่าน
มิได้มี เราจะยอมให้หนทางอันเป็นที่รักด้วยอาการ
อันไม่เป็นที่รักของท่าน ทั้งจะอดทนถ้อยคำชั่ว ๆ
ของท่าน.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 28
คาถาทั้ง ๖ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเป็นคำโต้ตอบของเทพบุตร
เหล่านั้นนั่นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺชทชฺช ความว่า
ก็แล ข้าพเจ้านั้นชื่อว่า อธรรม ขึ้นรถอันเป็นยานของอธรรมแล้ว ไม่เคย
กลัวต่อใคร มีกำลัง ธรรมเอ๋ย เหตุไรในวันนี้ ข้าพเจ้าจะให้ทางที่ไม่เคยให้
ใคร ๆ แก่เจ้าเล่า. บทว่า ปุพฺเพ ความว่า ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ปรากฏแล้วในโลกนี้ก่อนทีเดียว ในกาลเริ่มปฐมกัป อธรรมเกิดขึ้นภายหลัง.
ด้วยบทว่า เชฏฺโ จ นี้ ธรรมกล่าวว่า เพราะความที่ธรรมบังเกิดก่อน
ฉันจึงเจริญกว่า ประเสริฐกว่า เก่ากว่า ส่วนเธอเป็นน้อง เหตุนั้น เธอจง
หลีกทางไป. บทว่า นปิ ปาฏิรูปา ความว่า ข้าพเจ้าจะไม่ขอยอมให้หนทาง
แก่เจ้าเด็ดขาด จะด้วยคำขอร้อง ด้วยคำที่พูดสมควร ด้วยเหตุที่ควรให้หนทาง
ทั้งนั้นแหละ. บทว่า อนุสโฏ ความว่า ฉันมีชื่อเสียงแผ่ไปแล้ว เลื่องลือ
ไปแล้ว ปรากฏเด่นทั่วทุกทิศ คือ ในทิศใหญ่ ๔ ทิศ ในทิศน้อย ๔ ทิศ.
บทว่า โลเหน ได้แก่ ด้วยค้อนเหล็ก. บทว่า หญฺติ แปลว่า จักฆ่าเสีย
ให้ได้. บทว่า ยุทฺธหโล อธมฺม ความว่า ถ้าเธอเป็นผู้มีกำลังในการรบ.
บทว่า วุฑฺฒา จ คุรู จ ความว่า ถ้าท่านเหล่านี้ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ท่าน
เหล่านี้เป็นครู เป็นบัณฑิตของท่าน อย่างนี้ย่อมมีไม่ได้. บทว่า ปิยาปฺปิเยน
ความว่า ฉันเมื่อจะให้ทั้งด้วยอาการอันเป็นที่รัก ทั้งด้วยอาการอันไม่เป็นที่รัก
ก็จะให้ทางอันเป็นที่รักแก่เธอ ด้วยอาการอันเป็นที่รัก.
ก็แล ในขณะที่พระโพธิสัตว์ กล่าวคาถานี้จบลงนั่นเอง อธรรมก็ไม่
อาจจะดำรงอยู่บนรถได้ หกคะเมนตกลง ณ เบื้องปฐพี ครั้นปฐพีเปิดช่องให้
ก็ไปบังเกิดในอเวจีมหานรกนั่นแล. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงทราบเนื้อ
ความนี้แล้ว ได้เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ได้ตรัสคาถาที่เหลือ ดังนี้ว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 29
อธรรมเทพบุตรได้ฟังคำนี้แล้ว ก็เป็นผู้มีศีรษะ
ลงเบื้องต่ำ มีเท้าขึ้นเบื้องสุดตกลงจากรถ รำพันเพ้อว่า
เราปรารถนาจะรบก็ไม่ได้รบ อธรรมเทพบุตรถูก
ตัดรอนเสียแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
ธรรมเทพบุตร ผู้มีขันติเป็นกำลัง มีจิตเที่ยงตรง
มีกำลังมาก มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ชำนะกำลังรบ
ได้ฆ่าอธรรมเทพบุตร ฝังเสียในแผ่นดินแล้ว ขึ้นสู่รถ
ของตน ไปโดยหนทางนั่นแล.
มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ไม่ได้รับความ
นับถือในเรือน ของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้น
ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อมต้องพา
กันไปสู่นรก เหมือนอธรรมเทพบุตร มีศีรษะลงใน
เบื้องต่ำ ตกไปแล้ว ฉะนั้น.
มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ได้รับความนับถือ
เป็นอย่างดีในเรือนของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้น
ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ตายไปแล้ว ย่อมพากันไป
สู่สุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถของตนไปสู่
เทวโลก ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุทฺธตฺถิโก เว ได้แก่ เขามีความบ่นเพ้อ
ดังนี้. ได้ยินว่า เขากำลังบ่นเพ้ออยู่นั่นแล ตกจมแผ่นดินไปแล้ว. บทว่า
เอตฺตาวตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธรรมจมแผ่นดินไปเพียงใด
อธรรมชื่อว่าถูกกำจัดแล้วเพียงนั้น. บทว่า ขนฺติพโล ความว่า ดูก่อนภิกษุ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 30
ทั้งหลาย อธรรมเทพบุตรจมแผ่นดินไปอย่างนี้แล้ว ธรรมเทพบุตรเป็นผู้มี
กำลังคืออธิวาสนขันติ ชำนะพลรบฆ่าแล้วฝังไว้ในแผ่นดิน ให้ตกไป มีจิต
แน่นอน เพราะเกิดความคิดขึ้น จึงขึ้นสู่รถของตน มีความบากบั่นอย่างแท้จริง
ได้ไปตามหนทางนั่นแล. บทว่า อสมฺมานิตา แปลว่า อันเขาไม่สักการะ.
บทว่า สรีรเทห ความว่า ได้ทอดทิ้งกายกล่าวคือสรีระในโลกนี้เอง. บทว่า
นิรย วชนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้น ผู้สมควรแก่สักการะ อันคนชั่วใดไม่
สักการะในเรือน เหล่าคนชั่วเห็นปานนั้น ย่อมหกคะเมนลงสู่นรก เหมือน
อธรรมเทพบุตร เอาศีรษะตกลงไปเบื้องต่ำ ฉะนั้น. บทว่า สุคตึ วชนฺติ
ความว่า เหล่าบัณฑิตผู้เป็นเช่นนั้น อันผู้ใดสักการะแล้ว ผู้นั้นย่อมไปสู่สุคติ
เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถรบไปเทวโลก ฉะนั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัต
ก็กราดเกรี้ยวโต้กับเรา ถูกแผ่นดินสูบไปแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า อธรรม
เทพบุตรในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัต แม้บริษัทของอธรรมเทพบุตรนั้น
ก็ได้เป็นบริษัทของพระเทวทัต ส่วนธรรมเทพบุตร ก็คือเราตถาคตนั่นเอง
ส่วนบริษัท ได้มาเป็นพุทธบริษัทนี้นั่นแล.
จบอรรถกถาธรรมเทวปุตตชาดก

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 31
๔. อุทยชาดก
 
ว่าด้วยบารมี ๑๐ ทัศ
 
[๑๕๒๖] ดูก่อนพระนาง ผู้มีพระวรกายงามหาที่
ติมิได้ มีช่วงพระเพลากลมกลึงผึ่งผาย ทรงวัตถาภรณ์
อันสะอาด เสด็จขึ้นสู่ปราสาทประทับนั่งอยู่พระองค์
เดียว ดูก่อนพระนางผู้มีพระเนตรงามดังเนตรกินนร
หม่อมฉันขอวิงวอนพระนาง เราทั้งสองควรอยู่ร่วมกัน
ตลอดคืนหนึ่งนี้.
[๑๕๒๗] นครนี้มีคูรายรอบ มีป้อมแลซุ้มประตู
มั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษา ยากที่ใครๆ จะเข้าได้
ทหารนักรบหนุ่มก็ไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่าน
ปรารถนามาพบข้าพเจ้าด้วยเหตุอะไรหนอ.
[๑๕๒๘] ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉัน
เป็นเทพบุตรมาในตำหนักของพระนาง ดูก่อนพระนาง
ผู้เจริญ เชิญพระนางชื่นชมกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉัน
จะถวายถาดทอง อันเต็มด้วยเหรียญทองแก่นาง.
[๑๕๒๙] นอกจากเจ้าชายอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่
พึงปรารถนาเทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ผู้อื่นเลย ดูก่อน
เทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ท่านจงไปเสียเถิด อย่ากลับ
มาอีกเลย.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 32
[๑๕๓๐] ความยินดีอันใดเป็นที่สุดของผู้บริโภค
กาม สัตว์ทั้งหลายประพฤติไม่สมควรเพราะเหตุแห่ง
ความยินดีอันใด พระนางอย่าพลาดความยินดี ในทาง
อันสะอาดของพระนางนั้นเลย หม่อมฉันขอถวายถาด
เงินอันเต็มด้วยเหรียญเงินแก่พระนาง.
[๑๕๓๑] ธรรมดาชายหมายจะให้หญิงเอออวย
ด้วยทรัพย์ ย่อมประมูลราคาขึ้นจนให้พอใจ ของท่าน
ตรงกันข้าม ท่านประมูลราคาโดยลดลงดังที่เห็น
ประจักษ์อยู่.
[๑๕๓๒] ดูก่อนพระนางผู้มีพระวรกายงาม อายุ
และวรรณะของหมู่มนุษย์ในมนุษยโลกย่อมเสื่อมลง
ด้วยเหตุนั้นแล แม้ทรัพย์สำหรับพระนางก็จำต้องลดลง
เพราะวันนี้พระนางชราลงกว่าวันก่อน ดูก่อนพระราช
บุตรีผู้มีพระยศ เมื่อหม่อมฉันกำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้
พระฉวีวรรณของพระนางย่อมเสื่อมไป เพราะวันคืน
ล่วงไป ๆ ดูก่อนพระราชบุตรผู้มีปรีชา เพราะเหตุนั้น
พระนางพึงประพฤติพรหมจรรย์เสียวันนี้ทีเดียว จะได้
มีพระฉวีวรรณงดงามยิ่งขึ้นอีก.
[๑๕๓๓] เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์หรือ
เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีหรือ ดูก่อน
เทพบุตร ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ร่างกาย
ของเทวดาเป็นอย่างไร.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 33
[๑๕๓๔] เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์
เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มี ฉวีวรรณ
อันเป็นทิพย์ของเทวดาเหล่านั้น ผุดผ่องยิ่งขึ้นทุก ๆ วัน
และโภคสมบัติก็ไพบูลย์ขึ้น.
[๑๕๓๔] หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัวอะไร
เล่า จึงไม่ไปเทวโลกกัน ก็หนทางไปเทวโลกบัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวไว้หลายด้าน ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพ
มาก ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า บุคคลตั้งอยู่ในหนทางไหน
จึงจะไม่กลัวปรโลก.
[๑๕๓๖] บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่
กระทำบาปด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก
เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความ
ประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีถ้อยคำกลมกล่อม อ่อน
หวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึงกลัว
ปรโลก.
[๑๕๓๗] ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า
เหมือนมารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงามยิ่ง ข้าพ-
เจ้าขอถาม ท่านเป็นใครหนอ จึงมีร่างกายสง่างามนัก.
[๑๕๓๘] ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็น
พระเจ้าอุทัย มาในที่นี้เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน
ข้าพเจ้าบอกพระนางแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจาก
ข้อผูกพันของพระนางแล้ว.
[๑๕๓๙] ข้าแต่พระลูกเจ้า ถ้าพระองค์เป็น
พระเจ้าอุทัยเสด็จมา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 34
ผูกพันไซร้ ข้าแต่พระราชบุตร ขอเชิญพระองค์จง
โปรดพร่ำสอนหม่อมฉัน ด้วยวิธีที่เราทั้งสองจะได้พบ
กันใหม่อีกเถิด เพค๊ะ.
[๑๕๔๐] วัยล่วงไปเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้น
เหมือนกัน ความตั้งอยู่ยั่งยืนไม่มี สัตว์ทั้งหลายย่อม
จุติไปแน่แท้ สรีระไม่ยั่งยืน ย่อมเสื่อมถอย ดูก่อน
พระนางอุทัย เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม
พื้นแผ่นดินทั้งสิ้นเต็มไปด้วยทรัพย์ ถ้าพึงเป็นของของ
พระราชาพระองค์เดียว ไม่มีผู้อื่นครอบครอง ถึง
กระนั้น ผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัดก็ต้องทิ้ง
สมบัตินั้นไป ดูก่อนพระนางอุทัย เธออย่าประมาท
จงประพฤติธรรม มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว
น้องสาว ภรรยาและสามีพร้อมทั้งทรัพย์ แม้เขาเหล่า
นั้นต่างก็จะละทิ้งกันไป ดูก่อนพระนางอุทัย เธออย่า
ประมาท จงประพฤติธรรม ดูก่อนพระนางอุทัย เธอ
พึงทราบว่า ร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่น ๆ พึง
ทราบว่า สุคติและทุคติในสงสารเป็นที่พักชั่วคราวเธอ
อย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด.
[๑๕๔๑] เทพบุตรพูดดีจริง ชีวิตของสัตว์ทั้ง
หลายน้อย ทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อย ทั้งประกอบไป
ด้วยทุกข์ หม่อมฉันจักสละสุรุนธนนคร แคว้นกาสี
ออกบวชอยู่ลำพังผู้เดียว.
จบอุทยชาดกที่ ๔

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 35
อรรถกถาอุทยชาดก
 
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
พระปรารภภิกษุผู้เบื่อหน่าย ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า เอกา
นิสินฺนา ดังนี้. เรื่องจักมีแจ้งในกุสชาดกข้างหน้า.
ก็พระศาสดา ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่ว่าเธอเป็น
ผู้เบื่อหน่ายแล้ว เมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
เหตุไรเล่า เธอบรรพชาในพระศาสนา อันเป็นที่นำสัตว์ออกจากทุกข์เห็นปานนี้
ยังเป็นผู้เบื่อหน่ายด้วยอำนาจกิเลส แม้แต่บัณฑิตในปางก่อน เสวยราชสมบัติ
ณ สุรุนธนนคร มีบริเวณได้ ๑๒ โยชน์ อันมั่งคั่ง ถึงจะอยู่ร่วมห้องกับหญิง
ผู้เทียบเท่านางเทพอัปสร ตลอด ๗๐๐ ปี ก็ยังมิได้ทำลายอินทรีย์ แลดูด้วย
อำนาจความโลภเลย ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ากาสีเสวยราชสมบัติ ณ สุรุนธนนคร
แคว้นกาสี. พระองค์ไม่เคยมีพระโอรสหรือพระธิดาเลย. พระองค์ตรัสกับ
พระเทวีทั้งหลายของพระองค์ว่า พวกเธอจงพากันปรารถนาบุตรเถิด. พระราช
เทวี รับพระราชดำรัสแล้ว ได้ทรงกระทำเช่นนั้น. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์
จุติจากพรหมโลก ถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระอัครมเหสีของพระราชา.
ลำดับนั้น พระประยูรญาติ ทรงขนานพระนามพระราชกุมารนั้นว่าอุทัยภัทร
เพราะทรงบังเกิดทำให้หทัยของมหาชนจำเริญ. ในกาลที่พระราชกุมารทรง
ย่างพระบาทไปได้ สัตว์ผู้อื่นจุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นกุมาริกา ในพระ
อุทรของพระเทวี พระองค์ใดพระองค์หนึ่งของพระราชาพระองค์นั้นแล. พระ
ประยูรญาติ ทรงขนานพระนามพระราชกุมารีนั้นว่า อุทัยภัทรา. พระราช

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 36
กุมารทรงจำเริญวัย จบการศึกษาศิลปศาสตร์ทั้งหมด แต่ทรงเป็นพรหมจารี
โดยกำเนิด ไม่ทรงทราบเรื่องเมถุนธรรมแม้ด้วยความฝัน. พระทัยของ
พระองค์ มิได้พัวพันในกิเลสทั้งหลายเลย. พระราชาทรงพระประสงค์จะอภิเษก
พระราชโอรส ทรงส่งข่าวสาสน์ไปว่า พ่อลูกชาย บัดนี้เป็นกาลที่จะเสวย
ความสุขในราชสมบัติของลูกละ พ่อจักให้ราชสมบัติทั้งหมดแก่ลูก พระโพธิ-
สัตว์เจ้ากราบทูลห้ามเสียว่า ข้าพระองค์ มิได้มีความต้องการด้วยราชสมบัติเลย
จิตของข้าพระองค์ มิได้พัวพันในกองกิเลสเลย เมื่อได้รับพระราชดำรัสเตือน
บ่อย ๆ เข้า จึงให้ช่างสร้างรูปสตรี สำเร็จด้วยทองคำชมพูนุทอันเปล่งปลั่ง
แล้วทรงส่งข่าวสาสน์ถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดาว่า ถ้าข้าพระองค์
ได้พบเห็นผู้หญิงงามเห็นปานนี้ไซร้ ก็จักขอรับมอบราชสมบัติ. พระราชบิดา
และพระราชมารดาให้อำมาตย์พาเอารูปทองคำนั้น ตระเวนไปทั่วชมพูทวีป
เมื่อไม่ได้ผู้หญิงงามเช่นนั้น จึงตบแต่งพระนางอุทัยภัทรา ให้ประทับอยู่ใน
วังของพระราชกุมารนั้น . พระนางทรงข่มรูปทองคำนั้นเสียหมดสิ้น. ครั้งนั้น
พระราชบิดาและพระราชมารดา ทรงอภิเษกพระโพธิสัตว์เจ้า กระทำพระ
น้องนางต่างพระชนนีอุทัยภัทราราชกุมารี ให้เป็นอัครมเหสี ทั้ง ๆ ที่พระ
ราชกุมาร และพระราชกุมารี ทั้ง ๒ พระองค์นั้นมิได้ปรารถนาเลย. แต่ทั้ง ๒
พระองค์นั้น ก็ทรงประทับอยู่ด้วยการอยู่อย่างพระพฤติพรหมจรรย์นั่นแล.
ครั้นกาลต่อมา พระราชบิดาและพระราชมารดาล่วงลับไป พระโพธิสัตว์จึง
ครอบครองราชสมบัติ. แม้ทั้ง ๒ พระองค์ จะประทับร่วมห้องกัน ก็มิได้
ทรงทำลายอินทรีย์ ทอดพระเนตรกันด้วยอำนาจความโลภเลย ก็แต่ว่า ทรง
กระทำข้อผูกพันกันไว้ว่า ในเราทั้ง ๒ ผู้ใดสิ้นพระชนม์ไปก่อน ผู้นั้นต้อง
มาจากที่ที่เกิดแล้วบอกว่า ฉันเกิดในสถานที่โน้นดังนี้ เท่านั้น. ต่อมาล่วงได้

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 37
๗๐๐ ปี นับแต่เวลาได้อภิเษก พระโพธิสัตว์เจ้าก็สวรรคต. ผู้อื่นที่จะเป็น
พระราชาหามีไม่ พระนางอุทัยภัทรา พระองค์เดียวทรงสำเร็จราชการแทน.
หมู่อำมาตย์ร่วมกันปกครองราชสมบัติ ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ในขณะที่ทรง
จุติ ทรงถึงความเป็นท้าวสักกะในดาวดึงส์พิภพ เพราะทรงมียศใหญ่ยิ่ง ไม่
สามารถจะทรงอนุสรณ์ได้ตลอดสัปดาห์. ดังนั้นเป็นอันล่วงไปถึง ๗๐๐ ปี
ด้วยการนับปีของมนุษย์ ท้าวเธอจึงทรงระลึกได้ ทรงพระดำริว่า เราจักทดลอง
พระราชธิดาอุทัยภัทรา ด้วยทรัพย์ แล้วเปล่งสีหนาทแสดงธรรม เปลื้อง
ข้อผูกพันแล้ว จึงมา. ได้ยินว่า ครั้งนั้นเป็นเวลาที่มนุษย์มีอายุได้ ๑๐,๐๐๐ ปี
คืนวันนั้นเอง พระราชธิดาพระองค์เดียวเท่านั้น ประทับนั่งมิได้ทรงไหวติง
ทรงนึกถึงศีลของพระองค์อยู่ ในห้องอันทรงพระสิริ อันอลงกต ณ พื้นชั้น
สูงสุดแห่งพระมหาปราสาท ๗ ชั้น ในเมื่อราชบุรุษ ปิดพระทวารแล้ว
วางพระองค์เรียบร้อยแล้ว. ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราช ทรงถือเอาถาดทองคำ
๑ ใบ บรรจุเหรียญมาสกทองคำจนเต็ม ไปปรากฏพระกาย ในห้องพระบรรทม
ทีเดียว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อพระโพธิสัตว์จะตรัสปราศรัยกับ
พระนาง จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนพระนาง ผู้มีพระวรกายอันงดงามหาที่ติมิ
ได้ มีช่วงพระเพลากลมกลึงผึ่งผาย ทรงวัตถาภรณ์อัน
สะอาด เสด็จสู่ปราสาท ประทับนั่งอยู่เพียงพระองค์-
เดียว ดูก่อนพระนางผู้มีพระเนตรอันงดงาม ดังเนตร
กินนร หม่อมฉันขอวิงวอนพระนางเจ้า เราทั้ง ๒ ควร
อยู่ร่วมกัน ตลอดคืน ๑ นี้.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 38
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิ แปลว่า ทรงผ้าอันสะอาด. บทว่า
สฺตูรุ ท่านอธิบายว่า มีพระเพลาทั้ง ๒ ข้าง ประดิษฐานอยู่ด้วยดี
พระนางทรงหยุดการเคลื่อนไหว ทรงพระภูษาอันสะอาด ประทับนั่งลำพัง
เพียงพระองค์เดียว. บทว่า อนินฺทิตงฺคี ความว่า พระนางมีพระวรกาย
หาที่ตำหนิมิได้ ตั้งแต่ปลายพระบาทจรดปลายพระเกศา คือมีพระสรีระอันทรง
พระเสาวภาคย์เป็นเยี่ยม. บทว่า กินฺนรเนตฺตจกฺขุ ความว่า พระนางทรง
มีพระเนตรทั้งคู่ เปรียบได้กับดวงเนตรของกินนร เพราะงดงามด้วยมณฑล
ทั้ง ๓ และประสาททั้ง ๕. บทว่า อิเมกรตฺตึ ความว่า หม่อมฉันขอวิงวอน
ตลอดราตรี ๑ นี้ คือคืนวันนี้ เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันในห้องพระบรรทมอัน
อลงกตนี้.
ลำดับนั้น พระราชธิดา ได้ตรัสพระคาถา ๒ พระคาถาว่า
พระนครนี้ มีคูรายรอบ มีป้อมและซุ้มประตู
มั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษา ยากที่ใคร ๆ จะเข้า
มาได้ ทหารนักรบหนุ่ม ก็ไม่ได้มีมาเลย เมื่อเป็น
เช่นนี้ ท่านปรารถนามาพบข้าพเจ้าด้วยเหตุอะไรหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกิณฺณนฺตรปริกฺข ความว่า บุรี
อันมีนามว่า สุรุนธนะนี้ มีบริเวณกว้าง ๑๒ โยชน์ มีคูรายรอบคั่นเป็นระหว่าง
เพราะเรียงรายด้วยคูเป็นชั้น ๆ คือคูน้ำ คูตม และคูแห้ง. บทว่า ทฬฺหมณฺ-
ฑาลโกฏฺก ความว่า ประกอบด้วยป้อมและซุ้มประตู อย่างแข็งแรงครบครัน.
บทว่า ขคฺคหตฺเถหิ ความว่า มีทหารนับหมื่น ล้วนถืออาวุธเฝ้าล้อมแน่นหนา.
บทว่า ทุปฺปเวสมิท ปุร ความว่า บุรีทั้งสิ้นนี้ก็ดี พระราชวังอันเป็นที่อยู่
ของข้าพเจ้า ที่สร้างไว้ภายในบุรีนั้นก็ดี ทั้ง ๒ แห่ง ใคร ๆ ไม่อาจที่จะเข้า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 39
ไปได้. บทว่า อาคโม จ ความว่า อนึ่งเล่า ในพระนครนี้ ในเวลานี้
ขึ้นชื่อว่า การมาถึงของผู้เป็นนักรบผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง ผู้หนุ่ม หรือผู้กำลัง
รุ่นหนุ่ม หรือของผู้อื่น ที่น้อมนำบรรณาการดังมากมายมา ก็มิได้มี. บทว่า
สงฺคม ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านแอบเข้ามาพบข้าพเจ้าได้ ในเวลานี้
ด้วยเหตุอะไรเล่า.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ว่า
ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉันเป็นเทพบุตร
มาในตำหนักของพระนาง ดูก่อนพระนางผู้เจริญ
เชิญพระนางชื่นชมกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจัก
ถวายถาดทองคำ อันเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญทองคำแด่
พระนาง.
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม คือจะพิศไหน
ก็งามพร้อม หม่อมฉันเป็นเทพบุตรผู้หนึ่ง มาถึงพระตำหนักนี้ได้ด้วยเทวตา-
นุภาพ วันนี้ เชิญพระองค์ทรงชื่นชมยินดีกับกระหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะ
ถวายถาดทองคำ อันเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญมาสกทองคำนี้แด่พระนาง.
พระราชธิดาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๕ ว่า
นอกจากเจ้าชายอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่พึงปรารถนา
เทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ผู้อื่นเลย ดูก่อนเทพบุตรผู้มี
อานุภาพมาก ท่านจงไปเสียเถิด อย่ากลับมาอีกเลย.
คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนเทวราช พ้นเสียจากพระอุทัยแล้ว
ข้าพเจ้าไม่ต้องการผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเทวดา เป็นยักษ์ หรือเป็นมนุษย์
เชิญท่านนั้นไปเสียเถิด อย่าขืนอยู่ที่นี่เลย ข้าพเจ้าไม่ต้องการบรรณาการที่ท่าน
นำมาดอกนะ ครั้นท่านไปแล้วอย่าได้กลับมาที่นี่อีกเลย.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 40
ท้าวสักกะ ทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระนางแล้ว ทำท่าคล้ายจะ
ไม่อยู่ไปแล้ว ได้หายวับไปตรงที่นั้นนั่นเอง. รุ่งขึ้นในเวลานั้นแหละ ท้าวเธอ
ถือถาดเงินเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญมาสกทองคำมา เมื่อจะทรงสนทนากับพระนาง
จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ว่า
ความยินดีอันใดอันเป็นที่สูงสุดของผู้บริโภคกาม
สัตว์ทั้งหลายประพฤติไม่สมควร เพราะเหตุแห่งความ
ยินดีอันใด พระนางอย่าพลาดจากความยินดี ในทาง
อันสะอาดของพระนางนั้นเลย หม่อมฉันขอถวายถาด
เงิน อันเต็มไปด้วยเหรียญเงินแด่พระนาง.
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่พระราชธิดา ผู้ทรงพระเจริญ
บรรดาความยินดีของฝูงสัตว์ผู้บริโภคกาม ชื่อว่าความยินดีในกรรมคือเมถุน
เป็นสูงสุด ความยินดีอันสูงสุดนี้ใดเล่า เพราะเหตุแห่งความยินดีใดเล่านะ
ฝูงสัตว์จึงพากันประพฤติธรรม อันปราศจากความเหมาะสม มีกายทุจริตเป็นต้น
พระนางผู้ทรงพระเจริญ ขอพระนางโปรดอย่าพลาดจากความยินดีนั้น ในทาง
ที่สะอาดของพระนางเสียเลย แม้จะเป็นการเสมอด้วยพระนามก็ตามที. แม้
หม่อมฉันเมื่อมา ก็มิได้มามือเปล่า วันวานนำถาดทองคำเต็มด้วยเหรียญมาสก
มา วันนี้ก็นำถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทองคำมา หม่อมฉันขอถวายถาดเงิน
เต็มด้วยเหรียญทองนี้แด่พระนาง.
พระราชธิดาทรงพระดำริว่า เทพบุตรนี้ เมื่อได้การสนทนาปราศรัย
คงมาบ่อย ๆ คราวนี้เราจะไม่พูดกะเขาละ. พระนางไม่ได้ตรัสคำอะไร ๆ เลย.
ท้าวสักกเทวราชทรงทราบความที่พระนางไม่ตรัส ก็เลยหายวับไปตรงที่นั้น
นั่นเอง วันรุ่งขึ้น พอถึงเวลานั้น ก็ถือถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์มา
อรรถกถาว่า สุวณฺณมาสกปูร เต็มด้วยเหรียญทองคำ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 41
ตรัสว่า พระนางผู้ทรงพระเจริญ เชิญพระนางโปรดปรนปรือหม่อมฉันด้วย
ความยินดีในกามเถิด หม่อมฉันจะถวายถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์
แด่พระนาง วันนั้นพระราชธิดาตรัสพระคาถาที่ ๗ ว่า
ธรรมดาว่า ชายหมายจะให้หญิงเอออวยด้วย
ทรัพย์ ย่อมประมูลราคาขึ้น จนให้ถึงความพอใจ
ของท่านตรงกันข้าม ท่านประมูลราคาลดลง ดังที่เห็น
ประจักษ์อยู่.
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านช่างโง่ อันธรรมดา
ชายหมายจะให้หญิงเอออวยปลงใจตกลงด้วยทรัพย์ เพราะเหตุแห่งความยินดี
ด้วยอำนาจกิเลส ย่อมประมูล พรรณนา ชมเชย ประเล้าประโลมด้วยทรัพย์
ที่มากกว่า จนเป็นที่จุใจนาง แต่เทวสภาพนี้ ของท่านตรงกันข้ามเลย เพราะ
ท่านนำทรัพย์มาลดลงเรื่อย ๆ ดังที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้า คือวันก่อนนำถาดทอง
เต็มด้วยเหรียญทองมา วันที่สองนำถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทอง วันที่สามนำ
ถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์มา.
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนพระนาง-
ราชกุมารีผู้ทรงพระเจริญ หม่อมฉันเป็นพ่อค้าผู้ฉลาด ย่อมไม่ยังประโยชน์
ให้เสื่อมเสียไปโดยไร้ประโยชน์ ถ้าพระนางพึงจำเริญด้วยพระชนมายุ หรือ
ด้วยพระฉวีวรรณไซร้ หม่อมฉันก็พึงนำบรรณาการมาเพิ่มแด่พระนาง แต่
พระนางมีแต่จะเสื่อมไปถ่ายเดียว เหตุนั้น หม่อมฉันจำต้องลดจำนวนทรัพย์ลง
ดังนี้แล้ว ทรงภาษิตคาถา ๓ คาถาว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 42
ดูก่อนพระนางผู้มีพระวรกายอันงดงาม อายุและ
วรรณะของหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ย่อมเสื่อมลง ด้วย
เหตุนั้นแล แม้ทรัพย์สำหรับพระนางก็จำต้องลดลง
เพราะวันนี้พระนางชราลงกว่าวันก่อน.
ดูก่อนพระราชบุตรีผู้ทรงพระยศ เมื่อหม่อมฉัน
กำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้ พระฉวีวรรณของพระนาง
ย่อมเสื่อมไป เพราะวันคืนล่วงไป ๆ ดูก่อนพระราช-
บุตรีผู้มีพระปรีชา เพราะเหตุนั้น พระนางพึงประพฤติ
พรหมจรรย์เสียแต่วันนี้ทีเดียว จะได้มีพระฉวีวรรณ
งดงามยิ่งขึ้นอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิหิยฺยติ ความว่า ก็แลอายุและวรรณะ
ของหมู่มนุษย์ ย่อมเสื่อมถอยไป เหมือนดังน้ำที่ลาดลงในผ้ากรองน้ำ. แท้จริง
หมู่สัตว์ในมนุษยโลก พากันเสื่อมอยู่เรื่อย ๆ โดยฐานะมีชีวิตผิวพรรณ
ประสาทจักษุเป็นต้นทุก ๆ วัน. บทว่า ชิณฺณตราสิ ความว่า พระชนมายุ
ของพระนาง ที่เป็นไปในวันที่หม่อมฉันมาครั้งแรก ยังไม่ถึงอายุวันวาน
พระชนมายุที่เป็นไปในวันที่หม่อมฉันมาคราวแรก ดับไปแล้วในวันนั้นเอง
เหมือนถูกตัดด้วยจอบ ถึงพระชนมายุที่เป็นไปแล้วในวันวานเล่า ก็ยังไม่ถึง
วันนี้ คงดับไปในวันวานนั่นแหละ เหมือนตัดเสียด้วยจอบในวันวานทีเดียว
เพราะเหตุนั้น ในวันนี้ พระนางย่อมทรงชราไปกว่าที่เห็นในวันวาน. บทว่า
เอว เม ความว่า เมื่อหม่อมฉันเห็นอยู่ในวันวาน เพ่งมองดูในวันนี้เล่า
พระฉวีวรรณเสื่อมไปกว่าวันนั้นเป็นไหน ๆ. บทว่า อโหรตฺตานมจฺจเย

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 43
ความว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป เมื่อคืนวันล่วงไป เพราะล่วงไปหลายวันหลายคืน
พระฉวีวรรณจักต้องเป็นภาวะหาบัญญัติมิได้ทีเดียว. บทว่า อิมินาว ความว่า
ดูก่อนพระนางผู้ทรงพระเจริญ เหตุนั้น ถ้าพระนางพึงประพฤติจริยธรรมอัน
ประเสริฐ คือ ทรงถือบวชบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยวัยนี้ทีเดียว คือ ในเมื่อ
พระสรีระอันมีวรรณะเพียงดังทองนี้ ยังไม่ถูกชราปล้นไปเสียก่อน. บทว่า
ภิยฺโย วณฺณวตี สิยา ความว่า ก็พระนางพึงมีพระฉวีวรรณยิ่ง ๆ ขึ้นไป
เถิด.
ลำดับนั้น พระราชธิดาตรัสพระคาถาต่อไปว่า
เทวดาทั้งหลาย ไม่แก่เหมือนมนุษย์หรือไร
เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีหรือไร
ดูก่อนเทพบุตร ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก
ร่างกายของเทวดาเป็นอย่างไรเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรีรเทโห ความว่า ร่างกายคือสรีระ
พระราชธิดาตรัสว่า สรีระของทวยเทพย่อมไม่แก่ชราได้อย่างไร ข้าพเจ้าขอ
ถามท่านในข้อนี้.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงตรัส
พระคาถาต่อไปว่า
เทวดาทั้งหลาย ไม่แก่ชราเหมือนพวกมนุษย์
เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มี ฉวีวรรณ
อันเป็นทิพย์ของเทวดาเหล่านั้น ผุดผ่องยิ่งขึ้นทุก ๆ
วัน และโภคสมบัติก็ไพบูลย์ขึ้น.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 44
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา มนุสฺสา ความว่า หมู่มนุษย์
พากันแก่ชราเสื่อมทรุดโทรมด้วยรูป ด้วยผิวพรรณ ด้วยโภคะ ด้วยประสาท
มีจักษุประสาทเป็นต้น ฉันใด ทวยเทพไม่เสื่อมไปฉันนั้น เพราะว่า ในตัว
ของทวยเทพเหล่านั้น แม้แต่เส้นเอ็นก็ไม่มีเลย สรีระจึงมีวรรณะเพียงดัง
แท่งทองที่มีแต่เกลี้ยงเกลาถ่ายเดียว. บทว่า สุเว สุเว คือ ทุก ๆ วัน. บทว่า
ภิยฺยตโรว ความว่า ผิวพรรณอันเป็นทิพย์ และโภคะทั้งหลายของทวยเทพ
เหล่านั้น นับวันแต่จะยิ่งเปล่งปลั่งและไพบูลย์ถ่ายเดียว. แท้จริงในหมู่มนุษย์
ความเสื่อมถอยทางรูป เป็นประจักษ์พยานว่าเกิดแล้วมานาน ในหมู่ทวยเทพ
รูปสมบัติที่ยิ่งขึ้น และบริวารสมบัติที่มากขึ้น เป็นประจักษ์พยานว่าเกิดแล้ว
มานาน. เทวโลกนั้นได้นามว่า มีความไม่เสื่อมถอยเป็นธรรมดา ด้วยประการ
ฉะนี้ เหตุนั้น พระนางจึงยังไม่ถึงความชราทีเดียว จงเสด็จออกผนวชเสียเถิด
ครั้นจุติจากมนุษยโลก อันมีแต่ความเสื่อมถอยเป็นสภาวะเช่นนี้แล้ว จักเสด็จ
ไปสู่เทวโลก อันมีแต่สิ่งที่ไม่รู้จักเสื่อมถอยเป็นสภาวะ เห็นปานฉะนี้.
พระนางได้ทรงสดับพระดำรัสพรรณนาถึงเทวโลก ดังนี้แล้ว เมื่อจะ
ตรัสถามถึงทางไปเทวโลกนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัวอะไรเล่า จึง
ไม่ไปเทวโลกกัน ก็หนทางไปยังเทวโลก บัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวไว้หลายด้าน ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพ
มาก ข้าพเจ้าขอถามท่าน บุคคลตั้งอยู่ในหนทางไหน
จึงไม่กลัวปรโลก.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 45
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กีสูธ ภีตา นี้ พระราชธิดาตรัส
ถามว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ข้าพเจ้าขอถามท่าน หมู่ชนต่างโดยกษัตริย์เป็นต้นนี้
มิใช่เล็กน้อยเลย พากันกลัวอะไรเสียเล่า คือ เพราะหวาดกลัวอะไรกันเล่า
จึงไม่พากันไปสู่เทวโลก จากมนุษยโลกอันมีแต่สิ่งที่จะพึงเสื่อมถอยเป็นสภาวะ.
บทว่า มคฺโค ได้แก่ หนทางที่จะไปยังเทวโลก. ก็ในข้อนี้ ใคร ๆ พึงตั้ง
ปัญหาว่า ใครนำอะไรมา บัณฑิตทั้งหลายกล่าวจำแนกความนี้ไว้ ด้วยอำนาจ
เป็นแดนต่อคือลัทธิมิใช่น้อย ทางแห่งเทวโลกที่แน่นอน ท่านกล่าวอธิบายว่า
เป็นทางอะไร. บทว่า กตฺถ ิโต ความว่า ผู้จะไปยังปรโลก ดำรงอยู่
ในทางไหน จึงจะไม่หวาดกลัว.
ลำดับนั้น เมื่อท้าวสักกเทวราชจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงได้ตรัส
พระคาถาต่อไปว่า
บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่ทำบาป
ด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มี
ศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์
ชอบสงเคราะห์ มีวาจาน่าคบเป็นสหาย มีวาจาอ่อน-
หวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึง
หวาดกลัวปรโลกเลย.
คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนพระนางผู้ทรงพระเจริญ
บุคคลใดตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ แม้ด้วยทั้งกายก็มิได้กระทำบาปต่าง ๆ คือ
มาประพฤติยึดมั่นซึ่งกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเหล่านี้ เมื่ออยู่ครองเรือนอันมี
ข้าวและน้ำมากมาย คือ มีไทยธรรมเพียงพอ ประกอบด้วยความเชื่อมั่นว่า
วิบากแห่งทานมีอยู่ มีจิตอ่อนโยน ได้นามว่า ผู้จำแนกแจกจ่าย เพราะการ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 46
จำแนกทานได้นามว่าผู้รู้ถ้อยคำ เพราะทราบถึงการให้ปัจจัย แก่เหล่าบรรพชิต
ผู้ท่องเที่ยวไปเพื่อภิกษาพากันกล่าวไว้ หมายความว่า เพราะทราบวาทะนี้
ชอบสงเคราะห์กันด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ ได้นามว่าผู้มีวาจาน่าคบหาเป็น
สหาย เพราะเป็นผู้พูดแต่วาจาที่น่ารัก ได้นามว่า ผู้พูดอ่อนหวาน เพราะ
กล่าววาจาที่เป็นประโยชน์ บุคคลนั้นดำรงอยู่ในกองแห่งคุณธรรมนี้ คือนี้
ประมาณเท่านี้ เมื่อจะไปยังปรโลก ก็ไม่ต้องหวาดกลัวเลย.
ลำดับนั้น พระราชธิดาได้ทรงสดับถ้อยคำของท้าวเธอแล้ว เมื่อจะ
ทรงทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาสืบไปว่า
ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าเหมือนดัง
มารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่ง ข้าพเจ้า
ขอถาม ท่านเป็นใครกันหนอ จึงมีร่างกายสง่างามนัก.
คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า มารดาบิดาพร่ำสอนลูกน้อย ฉันใด
ท่านก็พร่ำสอนข้าพเจ้า ฉันนั้น. ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่งนัก คือผู้
ทรงรูปโฉมอันถึงความเป็นผู้งดงาม ท่านเป็นใครกันเล่าหนอ จึงมีร่างกาย
สง่างามอย่างนี้.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
ดูก่อนพระนางเจ้าผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้า
อุทัยมายังที่นี่ เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน ข้าพเจ้า
บอกพระนางแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อ
ผูกพันของพระนางแล้ว.
คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนพระนางผู้พิศดูน่างดงาม
ข้าพเจ้าในภพก่อนนั้นได้เป็นสามีของเธอ นามว่าอุทัย บังเกิดเป็นท้าวสักก-

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 47
เทวราชในดาวดึงส์พิภพ มาในที่นี้ มิใช่มาด้วยอำนาจกิเลส แต่ดำริว่าจัก
ทดลองเธอดู แล้วจักเปลื้องข้อผูกพัน เป็นอันมาตามข้อผูกพัน คือ ตามข้อ
ตกลงที่ทำกันไว้ในกาลก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าได้บอกเธอแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้า
พ้นจากข้อผูกพันของท่านแล้ว.
พระราชธิดา ทรงดีพระทัย ทรงเปล่งพระราชเสาวนีย์ว่า ทูลกระหม่อม
พระองค์คือพระเจ้าอุทัยภัทร ดังนี้ พลางก็มีพระกระแสพระอัสสุชลหลั่งไหล
ตรัสว่า หม่อมฉันไม่สามารถจะอยู่ห่างพระองค์ได้ โปรดทรงพร่ำสอนหม่อมฉัน
ตามที่หม่อมฉันจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์ได้เถิดเพคะ ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถา
ต่อไปว่า
ข้าแต่พระราชสวามี ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าอุทัย
เสด็จมา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการจะปลดเปลื้องข้อผูกพัน
แล้วไซร้ ข้าแต่พระราชสวามี ขอเชิญพระองค์จง
โปรดพร่ำสอนหม่อมฉัน ด้วยวิธีที่เราทั้ง ๒ จะได้พบ
กันใหม่อีกเถิดเพคะ.
ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าจะทรงพร่ำสอนพระนาง จึงได้ตรัส
พระคาถา ๔ พระคาถาว่า
วัยล่วงไปรวดเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้นเหมือนกัน
ความตั้งอยู่ยั่งยืนไม่มี สัตว์ทั้งหลายย่อมจุติไปแน่แท้
สรีระไม่ยั่งยืน ย่อมเสื่อมถอย ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา
เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด พื้นแผ่นดิน
ทั้งหมดเต็มไปด้วยทรัพย์ ถ้าจะพึงเป็นของของ
พระราชาแต่เพียงพระองค์เดียว ไม่มีผู้อื่นครอบครอง

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 48
ถึงกระนั้น ผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ก็ต้อง
ทิ้งสมบัตินั้นไป ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธอจงอย่า
ประมาท จงประพฤติธรรมเถิด มารดา บิดา พี่ชาย
น้องชาย พี่สาว น้องสาว ภริยาและสามี พร้อมทั้ง
ทรัพย์ แม้เขาเหล่านั้น ต่างก็จะละทิ้งกันไป ดูก่อน
พระนางอุทัยภัทรา เธออย่าประมาท จงประพฤติ
ธรรมเถิด ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธอพึงทราบว่า
ร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่น ๆ พึงทราบว่าสุคติและ
ทุคติ ในสงสารเป็นที่พักพิงชั่วคราว ขอเธอจงอย่า
ประมาท จงประพฤติธรรมเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปตติ ความว่า วัยย่อมล่วงไปรวดเร็ว
เหลือเกิน คือผ่านไปโดยพลัน. บทว่า วโย ได้แก่ แม้วัยทั้ง ๓ มีปฐมวัย
เป็นต้น. บทว่า ขโณ ตเถว ได้แก่ ทั้งอุปปาทขณะ ฐิติขณะ และภังคขณะ
ย่อมพลันล่วงไปเช่นนั้นเหมือนกัน ด้วยบททั้งสองดังว่ามานี้ ท้าวสักกเทวราช
แสดงว่า ขึ้นชื่อว่า อายุสังขารของสัตว์เหล่านี้ เป็นสภาวะแตกสลาย ชื่อว่า
ย่อมล่วงไปโดยพลัน เพราะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วยิ่งนักประดุจแม่น้ำมีกระแส
อันเชี่ยว ฉะนั้น . บทว่า าน นตฺถิ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ความหยุดอยู่
แห่งวัยและขณะทั้งสองนั้น ไม่มีเลย แม้ด้วยความปรารถนาว่า สังขารทั้งหลาย
ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่แตกสลาย ดำรงอยู่ดังนี้ ก็ไม่เป็นไปได้ สัตว์แม้ทั้งปวง
ตั้งต้นแต่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ย่อมเคลื่อนไปแน่นอน คือโดยส่วนเดียว
เท่านั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงบ่งถึงว่า เธอจงเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า ความ
ตายแน่นอน ความเป็นอยู่ไม่แน่นอนเลย. บทว่า ปริชียติ ความว่า สรีระ
อันมีพรรณะเพียงดังทองคำนี้ คร่ำคร่าทั้งนั้นแล เธอจงรู้อย่างนี้เถิด. บทว่า

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 49
มา ปมาท ความว่า ดูก่อนแม่อุทัยภัทรา เหตุนั้น เธออย่าถึงความประมาท
เลย จงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเถิด.
บทว่า กสิณา แปลว่า ทั้งสิ้น. บทว่า เอกสฺเสว ความว่า ถ้าว่าเป็นของ
พระราชาพระองค์เดียวเท่านั้น แม้จะเป็นอดีต อนาคต ก็เป็นอยู่ ในพระราชา
พระองค์นั้นพระองค์เดียว. บทว่า ต วา วิชหติ อวีตราโค ความว่า
บุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา คงไม่อิ่มด้วยยศแม้เพียงเท่านี้เลย จะต้อง
ทอดทิ้งแผ่นดินนั้นไป ทั้ง ๆ ที่ยังไม่หมดรักเลย ในเวลาตาย ท้าวสักกเทวราช
ระบุถึงว่า เธอจงรู้ว่าตัณหาเป็นธรรมชาติที่ไม่รู้จักเต็ม ด้วยอาการอย่างนี้เถิด.
บทว่า เตวาปิ ความว่า บุคคลแม้เหล่านั้น ย่อมทอดทิ้งกันไป คือ ย่อม
พลัดพรากจากกันไป มารดาบิดาย่อมทิ้งบุตร บุตรทิ้งมารดาบิดา ภริยาทิ้งสามี
สามีทิ้งภริยา ท้าวสักกเทวราชระบุว่า เธอจงทราบว่า หมู่สัตว์ต้องพลัดพราก
จากกัน ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปรโภชน ความว่า เธอพึงทราบเถิดว่า
กายเป็นอาหารของหมู่สัตว์เหล่าอื่น ต่างด้วยชนิดมีกาเป็นต้น. บทว่า อิตร-
วาโส ความว่า เธอพึงทราบเถิดว่า ในสงสารนี้ สุคติคือที่เกิดของมนุษย์
และทุคติคือที่เกิดของสัตว์ดิรัจฉานนี้ใด แม้ทั้งสองนั้น เป็นที่พักชั่วคราว
แล้ว จงไปประพฤติธรรม อย่าประมาทเสียนะ การมาจากที่ต่าง ๆ แล้วพบ
กันในที่แห่งเดียวกันของสัตว์เหล่านั้น เป็นการนิดหน่อย สัตว์เหล่านี้ อยู่ร่วม
กันชั่วกาลมีประมาณเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
พระมหาสัตว์เจ้า ได้ประทานโอวาทแก่พระนาง ด้วยประการฉะนี้แล.
ฝ่ายพระนางทรงเลื่อมใส ในธรรมกถาของท้าวเธอ เมื่อจะทำการ
ชมเชย จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
เทพบุตร ช่างพูดดีจริง ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย
น้อยนัก ทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อย ประกอบไปด้วย

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 50
ความทุกข์ หม่อมฉันจักสละสุรุนธนนคร แคว้นกาสี
ออกบวช อยู่โดยลำพังแต่ผู้เดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ แปลว่า งามจริง. บทว่า อปฺป
มจฺจานชีวิต ความว่า เทวราชนี้เมื่อจะตรัส ย่อมตรัสว่า ชีวิตของหมู่สัตว์
เป็นของน้อยนิด ช่างตรัสดีจริง ๆ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ชีวิตนี้
ลำเค็ญเป็นทุกข์ ปราศจากความยินดี ทั้งเป็นของนิดหน่อย คือ ไม่มาก
เป็นของชั่วคราว ก็ถ้าชีวิตทั้ง ๆ ที่ลำเค็ญ จะพึงเป็นไปได้ตลอดกาลนาน ก็
เป็นอันว่า ทั้ง ๆ ที่เป็นของนิดหน่อย จะพึงมีความสุขได้ ก็แต่ว่า ชีวิตนี้
เป็นทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อยประกอบไว้ คือพร้อมร่วมกันกับด้วยวัฏทุกข์
ทั้งสิ้น. บทว่า สาห ตัดเป็น สา อห. บทว่า สุรุนฺธน ความว่า พระนาง
ตรัสว่า หม่อมฉันนั้น จักทิ้งพระนครสุรุนธนะ และแคว้นกาสีไปผนวชแต่
โดยลำพังผู้เดียว.
พระโพธิสัตว์เจ้า ประทานพระโอวาทแด่พระนางแล้ว เสด็จไปสู่ที่อยู่
ของพระองค์ตามเดิม. ฝ่ายพระนางพอรุ่งขึ้น ก็ทรงมอบราชสมบัติให้พวก
อำมาตย์รับไว้ ทรงผนวชเป็นฤาษิณี ในพระราชอุทยานอันน่ารื่นรมย์ ภายใน
พระนครนั่นเอง ทรงประพฤติธรรม ในที่สุดพระชนมายุ ก็บังเกิดเป็นบาท-
บริจาริกา ของพระโพธิสัตว์เจ้าในดาวดึงส์พิภพ.
พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ
ทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ทรง
ประชุมชาดกว่า พระราชธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระมารดาของพระ-
ราหุล ส่วนท้าวสักกเทวราช ก็คือเราตถาคตนั่นแล.
จบอรรถกถาอุทยชาดก