พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๖๘ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 1
พระสุตตันตปิฎก
 
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
 
เล่มที่ ๗ ภาคที่ ๑
 
ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น
 
มาติกา
ว่าด้วย ปัญญาญาณ ๗๓
๑. ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมย-
ญาณ,
๒. ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสังวรไว้ เป็นสีลมยญาณ,
๓. ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็นภาวนามยญาณ,
๔. ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณ,
๕. ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้งอดีต, อนาคต
และปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็นสัมมสนญาณ,

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 2
๖. ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรม
ส่วนปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยญาณ,
๗. ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความ
แตกไป เป็นวิปัสสนาญาณ,
๘. ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย เป็นอาทีนว-
ญาณ,
๙. ปัญญาในความปรารถนาจะพ้นไปทั้งพิจารณา และ
วางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณ,
๑๐. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภาย
นอก เป็นโคตรภูญาณ,
๑๑. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และ
สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ,
๑๒. ปัญญาในการระงับปโยคะ เป็นผลญาณ,
๑๓. ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริย-
มรรคนั้น ๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ,
๑๔. ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมใน
ขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ,
๑๕. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน เป็นวัตถุนานัตต-
ญาณ,

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 3
๑๖. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายนอก เป็นโคจรนา-
นัตตญาณ,
๑๗. ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ,
๑๘. ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณ,
๑๙. ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณ,
๒๐. ปัญญาที่รู้ยิ่ง เป็นญาตัฏฐญาณ,
๒๑. ปัญญาเครื่องกำหนดรู้ เป็นตีรณัฏฐญาณ,
๒๒. ปัญญาในการละ เป็นปริจจาคัฏฐญาณ,
๒๓. ปัญญาเครื่องเจริญ เป็นเอกรสัฏฐญาณ,
๒๔. ปัญญาเครื่องทำให้แจ้ง เป็นผัสสนัฏฐญาณ,
๒๕. ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา-
ญาณ,
๒๖. ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทา-
ญาณ,
๒๗. ปัญญาในความต่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัม-
ภิทาญาณ,
๒๘. ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิ-
สัมภิทาญาณ,
๒๙. ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐ-
ญาณ,

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 4
๓๐. ปัญญาในความต่างแห่งสมาบัติ เป็นสมาปัตตัฏฐ-
ญาณ,
๓๑. ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมา-
ปัตตัฏฐญาณ,
๓๒. ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่ง
สมาธิอันเป็นเหตุให้ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิ-
ญาณ,
๓๓. ทัสนาธีปไตย ทัสนะมีความเป็นอธิบดี วิหาราธิคม
คุณเครื่องบรรลุคือวิหารธรรมอันสงบ และปัญญาใน
ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในสมาบัติอันประ-
ณีต เป็นอรณวิหารญาณ,
๓๔. ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญด้วยความเป็นผู้
ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วย
ญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธ
สมาปัตติญาณ,
๓๕. ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลส
และขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณ,
๓๖. ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการ
ตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณ,

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 5
๓๗. ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนาสภาพต่าง ๆ
และเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาณ,
๓๘. ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่
ส่งไป เป็นวิริยารัมภญาณ,
๓๙. ปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ เป็นอรรถสัน-
ทัสสนญาณ,
๔๐. ปัญญาในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียว
กันในการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมเป็นอัน
เดียวกัน เป็นทัสสนวิสสุทธิญาณ,
๔๑. ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏโดยความเป็นของไม่
เที่ยงเป็นต้น เป็นขันติญาณ,
๔๒. ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็นปริโยคาหนญาณ,
๔๓. ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณ,
๔๔. ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็นสัญญา-
วิวัฏฏญาณ,
๔๕. ปัญญาในธรรมเป็นเหตุละความเป็นต่าง ๆ เป็นเจโต-
วิวัฏฏญาณ,
๔๖. ปัญญาในการอธิษฐาน เป็นจิตตวิวัฏฏญาณ,
๔๗. ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณ,
๔๘. ปัญญาในความสลัดออก เป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ,

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 6
๔๙. ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็นสัจจวิวัฏฏญาณ,
๕๐. ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดกายและจิตเข้า
ด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งความตั้งไว้ซึ่งสุข
สัญญาและลหุสัญญา เป็นอิทธิวิธญาณ,
๕๑. ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรือ
อย่างเดียวด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็นโสตธาตุ
วิสุทธิญาณ,
๕๒. ปัญญาในการกำหนดจริยาคือวิญญาณหลายอย่างหรือ
อย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท
อย่างเดียว ด้วยสามารถแห่งความผ่องในแห่งอินทรีย์ทั้ง-
หลาย เป็นเจโตปริยญาณ,
๕๓. ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลายอันเป็นไปตาม
ปัจจัย ด้วยสามารถแห่งความแผ่ไปแห่งกรรมหลาย
อย่างหรืออย่างเดียว เป็นบุพเพนิวาสานุสสติญาณ,
๕๔. ปัญญาในความเห็นรูปนิมิตหลายอย่างหรืออย่าง
เดียว ด้วยสามารถแห่งแสงสว่าง เป็นทิพจักขุญาณ,
๕๕. ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓
ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ,
๕๖. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เป็นทุกข-
ญาณ,

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 7
๕๗. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรละ เป็นสมุทยญาณ,
๕๘. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำให้แจ้ง เป็น
นิโรธญาณ,
๕๙. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรเจริญ เป็นมรรคญาณ,
๖๐. ทุกขญาณ,
๖๑. ทุกขสมุทยญาณ,
๖๒. ทุกขนิโรธญาณ,
๖๓. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ,
๖๔. อรรถปฏิสัมภิทาญาณ,
๖๕. ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ,
๖๖. นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ,
๖๗. ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ,
๖๘. อินทริยปโรปริยัตตญาณ,
๖๙. อาสยานุสยญาณ,
๗๐. ยมกปาฏิหาริยญาณ,
๗๑. มหากรุณาสมาปัตติญาณ,
๗๒. สัพพัญญุตญาณ,
๗๓. อนาวรณญาณ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 8
ญาณเหล่านี้รวมเป็น ๗๓. ญาณ, ในญาณ ๗๓ นี้ ญาณ ๖๗
เบื้องต้น ทั่วไปแก่พระสาวก, ญาณ ๖ เบื้องปลาย ไม่ทั่วไปแก่พระ-
สาวก และเป็นญาณเฉพาะพระตถาคตเท่านั้น ฉะนี้แล.
จบ มาติกา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 9
อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค
 
ชื่อสัทธรรมปกาสินี ในขุททกนิกาย
 
ภาคที่ ๑
 
คันถารัมภกถา
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงพระ-
คุณครบถ้วนล้วนแล้วด้วยความงามทุกสิ่งล่วงเสีย
ซึ่งความงามของโลกทั้งปวง ทรงพ้นจากกิเลส
มลทินเป็นเครื่องประทุษร้ายพร้อมทั้งวาสนา ทรง
ประทานวิมุตติธรรมอันล้ำเลิศ.
พระองค์ทรงมีพระทัยเยือกเย็นดุจความ
เย็นแห่งไม้จันทน์ กล่าวคือพระกรุณาอยู่เป็นนิจ
ทรงพระปัญญาโชติช่วงดังดวงระวี มีธรรมเป็น
เครื่องแนะนำสัตว์ ข้าพเจ้า*ขอน้อมอภิวาทพระผู้-
มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้เลิศในหมู่สัตว์
ผู้เป็นที่พึ่งในประโยชน์แก่ปวงสัตว์ด้วยเศียรเกล้า
 ๑. พระมหานามเถระ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 10
บรรดาพระมหาเถระผู้พุทธชิโนรสมีจำนวน
เป็นอนันต์, พระมหาเถระองค์ใดเป็นประดุจดัง
พระมุนีผู้เลิศในหมู่สัตว์ทั้งปวง ได้เป็นผู้กระทำ
ตามลีลาแห่งพระศาสดา ในการบำเพ็ญประโยชน์
เกื้อกูลแก่ชุมชนด้วยคุณกล่าวคือกรุณาและปัญญา
ญาณ.
ข้าพเจ้าขอนมัสการพระเถระองค์นั้น ผู้มี
นามว่า สารีบุตร ผู้มุนีราชบุตร ผู้ยินดียิ่งใน
เสถียรคุณเป็นอเนก ผู้รุ่งเรืองด้วยแสงสว่างแห่ง
ปัญญามีเกียรติงามฟุ้งขจรไป และมีจริยาวัตสงบ
งาม.
วิศิษฐปาฐะคือพระบาลีอันใดอันพระสาวก
ผู้สัทธรรมเสนาบดีผู้ประกาศพระสัทธรรมจักรผู้เข้า
ถึงความแจ่มแจ้ง ในอรรถะตามความเป็นจริงใน
พระสูตรทั้งหลาย ที่พระตถาคตเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว
ผู้นำในการยังธรรมประทีปให้โชติช่วง กล่าว
วิศิษฐปาฐะนั้นไว้ โดยนามอันวิเศษว่า ปฏิสมฺ-
ภิทาน มคฺโค แปลว่า แห่งปฏิสัมภิทาทั้ง-
หลาย.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 11
ปฏิสัมภิทามรรคนั้น เป็นปกรณ์อัน
ละเมียดละมัยด้วยอรรถะและนยะต่าง ๆ อย่างวิจิตร
อันบัณฑิตผู้มุ่งบำเพ็ญอัตตัตถะประโยชน์ตนและ
โลกัตถะประโยชน์แก่ชาวโลก มีปัญญาลึกซึ้งจะ
พึงหยั่งรู้ได้ในกาลทุกเมื่อ และสาธุชนทั้งหลายจะ
พึงซ่องเสพอยู่เป็นนิจ.
ข้าพเจ้าจะพรรณนาเนื้อความที่ไม่ซ้ำกันไป
ตามลำดับ ไม่ก้าวล่วงสุตตะและยุตติแห่งปฏิสัม-
ภิทามรรคปกรณ์นั้น อันนำมาซึ่งประเภทแห่งญาณ
อันพระโยคาวจรทั้งหลายเป็นอเนกซ่องเสพแล้ว
โดยไม่เหลือ.
อนึ่งนั้นเล่าก็จะไม่ก้าวล่วงลัทธิของตนและ
จะไม่ก้าวก่ายลัทธิของผู้อื่น แต่จะรวบรวมเอา
อุปเทสและนยะแห่งอรรถกถาแต่ปางก่อนมาแสดง
ตามสมควร.
ข้าพเจ้าจะกล่าวอรรถกถาชื่อสัทธรรมปกาสินี
นั้นโดยเคารพ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชุมชน
เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมตลอดกาลนาน
ขอสาธุชนสัตบุรุษจงตั้งใจสดับทรงจำไว้เถิด.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 12
ความที่ปฏิสัมภิทามรรคเป็นมรรคาแห่งปฏิสัมภิทา ข้าพเจ้าต้อง
กล่าวก่อน เพราะได้กล่าวไว้แล้วในคันถารัมภกถาว่า ปฏิสมฺภิทาน
มคฺโคติ ตนฺนามวิเสสิโต จ แปลว่า ซึ่งวิศิษฐปาฐะนั้น โดยนาม
อันวิเศษว่า ปฏิสัมภิทามรรค.
ก็ปฏิสัมภิทามี ๔ คือ
๑. อรรถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ,
๒. ธรรมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม,
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ,
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ.
ทางคืออุบายเป็นเครื่องบรรลุปฏิสัมภิทาเหล่านั้น ฉะนั้นจึงชื่อ
ว่า ปฏิสัมภิทามรรค, มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า เป็นเหตุแห่งการ
ได้เฉพาะซึ่งปฏิสัมภิทา.
หากจะมีปุจฉาว่า ทางนี้เป็นทางแห่งปฏิสัมภิทาได้ เพราะ
เหตุไร ? ก็พึงมีวิสัชนาว่า เพราะเป็นเทสนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงโดยประเภท เป็นเทสนาอันนำมาซึ่งปฏิสัมภิทาญาณ
จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายมีประเภทต่าง ๆ เทสนาก็มีประเภทต่าง ๆ
ย่อมให้เกิดประเภทแห่งปฏิสัมภิทาญาณ แก่พระอริยบุคคลทั้งหลายผู้
สดับฟัง และเป็นปัจจัยแก่การแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณแก่ปุถุชน
ต่อไปในอนาคต ก็ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า เทสนาโดยประเภทย่อมนำมา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 13
ซึ่งปฏิสัมภิทาญาณเป็นเครื่องทำลายฆนสัญญาเสียได้ ดังนี้. ก็เทสนา
ประเภทต่าง ๆ นี้มีอยู่, เพราะเหตุนั้น เทสนานั้น จึงเป็นเทสนาให้
สำเร็จความเป็นบรรดาแห่งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตสฺโส เป็นบทกำหนดจำนวน.
บทว่า ปฏิสมฺภิทา ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องแตกฉาน. เป็น
ปัญญาเครื่องแตกฉานของญาณเท่านั้น หาใช่เป็นความแตกฉานของ
ใคร ๆ อื่นไม่ เพราะท่านได้กล่าวไว้ว่า ความรู้ในอรรถ ชื่อว่าอรรถ
ปฏิสัมภิทา, ความรู้ในธรรมชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้ในโวหาร
แห่งภาษาอันกล่าวถึงอรรถและธรรมะ ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา, ความ
รู้ในญาณทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา. เพราะฉะนั้น คำว่า
จตสฺโส ปฏิสมุภิทา จึงมีความว่า ประเภทแห่งญาณ ๔ ประการ.
ญาณอันถึงความแตกฉานในอรรถ สามารถทำการกำหนด
สัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งผล ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา.
ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรม สามารถทำการกำหนด
สัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งเหตุ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา.
ญาณอันถึงความแตกฉานในนิรุตติ สามารถทำการกำหนด
สัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งนิรุตติ ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา.
 ๑. ญาณทั้ง ๓ เบื้องต้น คือ อรรถะ, ธรรมะ และนิรุตติ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 14
ญาณอันถึงความแตกฉานในปฏิภาณ สามารถทำการกำหนด
สัลลักษณะและวิภาวนะของประเภทแห่งปฏิภาณ ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิ-
สัมภิทา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ ว่าโดยสังเขป ได้แก่ผล
อันเกิดแต่เหตุ. จริงอยู่ ผลอันเกิดแต่เหตุนั้น ย่อมเกิด คือบรรลุถึง
ตามครรลองแห่งเหตุ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าอรรถะ. แต่เมื่อว่าโดย
ประเภทแล้ว ธรรม ๕ ประการเหล่านี้คือ ธรรมอันเกิดแต่ปัจจัย
( ปจฺจยสมุปฺปนฺน ) อย่างใดอย่างหนึ่ง ๑. นิพพาน ๑. อรรถกถา
แห่งพระบาลีอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ๑. วิปากจิต ๑. กิริยาจิต
๑. บัณฑิตพึงทราบว่า อรรถะ. ญาณอันถึงความแตกฉานในอรรถะนั้น
ของพระอริยบุคคลผู้พิจารณาอรรถะนั้นอยู่ ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภทา.
บทว่า ธมฺโม ว่าโดยสังเขป ได้แก่ ปัจจัย. จริงอยู่ปัจจัยนั้น
ย่อมให้ คือย่อมให้เป็นไปและย่อมให้ถึงซึ่งผลนั้น ๆ จะนั้นท่านจึงเรียก
ว่า ธรรมะ. แต่เมื่อว่าโดยประเภทแล้ว ธรรม ๕ ประการเหล่านี้คือ
เหตุให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑. อริยมรรค ๑. พระบาลีอันพระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสแล้ว ๑. กุศลจิต ๑. อกุศลจิต ๑. บัณฑิตพึงทราบว่า
ธรรม. ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรมนั้นของพระอริยบุคคลผู้
พิจารณาธรรมนั้นอยู่ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 15
จริงอยู่ เนื้อความดังต่อไปนี้มาในพระอภิธรรมปิฎกท่านแสดง
จำแนกไว้โดยนัยเป็นต้นว่า :-
ความรู้แตกฉานในทุกข์ ชื่อว่า อรรถปฏิ-
สัมภิทา, ความรู้แตกฉานในทุกขสมุทัย ชื่อว่า
ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในทุกขนิโรธ
ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความ
รู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้
แตกฉานในผลอันเกิดแต่เหตุ ชื่อว่า อรรถปฏิ-
สัมภิทา.
ธรรมเหล่าใด เกิดแล้ว มาแล้ว เกิดพร้อม
แล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว,
ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อรรถปฏิ-
สัมภิทา, ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว มีแล้ว เกิด
พร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏ
แล้ว จากธรรมเหล่าใด ความรู้แตกฉานในธรรม
เหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 16
ความรู้แตกฉานในชรามรณะ ชื่อ อรรถ-
ปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในเหตุเกิดแห่งชรา-
มรณะ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉาน
ในความดับแห่งชรามรณะ ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา,
ความรู้แตกฉานในปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงความ
ดับแห่งชรามรณะ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา.
ความรู้แตกฉานในชาติ ฯลฯ ความรู้แตก
ฉานในภพ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในอุปาทาน ฯลฯ
ความรู้แตกฉานในตัณหา ฯลฯ ความรู้แตกฉาน
ในเวทนา ฯลฯ ความรู้แตกฉานในผัสสะ ฯลฯ
ความรู้แตกฉานในสฬายตนะ ฯลฯ ความรู้แตก
ฉานในนามรูป ฯลฯ ความรู้แตกฉานในวิญญาณ
ฯลฯ ความรู้แตกฉานในสังขารทั้งหลาย ชื่อว่า
อรรถปฏิสัมภิทา. ความรู้แตกฉานในเหตุเกิดแห่ง
สังขาร ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉาน
ในความดับแห่งสังขาร ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา,
ความรู้แตกฉานในปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงความ
ดับแห่งสังขาร ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 17
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้แตกฉานซึ่ง
ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา
อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ เวทัลละ
นี้เรียกว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ภิกษุนั้นย่อมรู้แตก
ฉานในอรรถแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นอรรถแห่ง
ภาษิตนี้, นี้เป็นอรรถแห่งภาษิตนั้น นี้เรียกว่า
อรรถปฏิสัมภิทา.
สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็นไฉน ?
กามาวจรกุศลจิต เกิดพร้อมด้วยโสมนัส
ประกอบด้วยปัญญา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มี
ธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น
ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น
ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล.
ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมปฏิ-
สัมภิทา, ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่า
นั้น ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา.
คำว่า ตตฺร ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป าณ ความว่า ความรู้
แตกฉานในคำพูด คำกล่าว คำที่เปล่งถึงสภาวนิรุตติอันเป็นโวหารที่ไม่

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 18
ผิดเพี้ยนทั้งในอรรถและในธรรมนั้น, ในคำพูดอันเป็นสภาวนิรุตติ
ของพระอริยบุคคลผู้ทำสภาวนิรุตติศัพท์ที่เขาพูดแล้ว กล่าวแล้ว เปล่ง
ออกแล้ว ให้เป็นอารมณ์แล้ว พิจารณาอยู่. ในมาคธีมูลภาษาของสัตว์
ทั้งหลายอันเป็นสภาวนิรุตติ เพราะสภาวนิรุตตินั้นบัณฑิตรับรองว่า
เป็นธรรมนิรุตติอย่างนี้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาวนิรุตติ
ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา.
ด้วยประการฉะนี้ นิรุตติปฏิสัมภิทานี้ ชื่อว่า มีสัททะคือ เสียง
เป็นอารมณ์ มิได้มีบัญญัติเป็นอารมณ์. เพราะเหตุไร ? เพราะพระ-
อริยบุคคลได้ยินเสียงแล้วย่อมรู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาว-
นิรุตติ. จริงอยู่ พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทา ครั้นเขาพูด
ว่า ผัสโส ก็ย่อมรู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, ครั้นเขาพูดว่า
ผสฺสา หรือ ผสฺส ก็ย่อมรู้ว่า นี้มิใช่สภาวนิรุตติ แม้ใน
สภาวธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ถามว่า ก็พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทานี้จะรู้หรือไม่
รู้คำอื่น คือเสียงแหงพยัญชนะอันกล่าวถึงนาม, อาขยาต, อุปสัค,
และนิบาต.
ตอบว่า พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทานั้น ครั้นได้
ยินเสียงแล้วก็รู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาวนิรุตติ ด้วย
เหตุสำคัญอันใด, ก็จักรู้คำนั้นด้วยเหตุสำคัญอันนั้น, แต่ข้อนี้มีผู้กล่าว

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 19
ปฏิเสธว่า นี้มิใช่กิจของปฏิสัมภิทา แล้วกล่าวว่า ธรรมดาภาษา
สัตว์ทั้งหลายย่อมเรียนเอาได้ แล้วยกอุทาหรณ์นี้ขึ้นมาสาธกว่า
จริงอยู่ มารดาและบิดา เอากุมารน้อยในคราวยังเป็นทารกอยู่
ให้นอนบนเตียงหรือ แล้วพูดภาษานั้น ๆ ทำกิจนั้น ๆ อยู่. ทารกกำหนด
ภาษานั้น ๆ ของมารดาและบิดาเหล่านั้นว่า คำนี้ท่านผู้นี้พูด, คำนี้
ท่านผู้นี้พูด ครั้นวันผ่านมาเวลาผ่านไป ก็ย่อมรู้ภาษาทั้งหมดได้.
มารดาเป็นชาวทมิฬ, บิดาเป็นชาวอันธกะ ทารกของมารดาบิดาเหล่า
นั้น ถ้าได้ยินคำพูดของมารดาก่อน, ก็จักพูดภาษาทมิฬ ถ้าได้ยิน
คำพูดของบิดาก่อนก็จักพูดภาษาอันธกะ. แต่ถ้าไม่ได้ยินคำพูดของมารดา
และบิดาทั้ง ๒ นั้น ก็จักพูดภาษามาคธี
แม้ทารกใดเกิดในป่าใหญ่ไม่มีบ้าน คนอื่นที่ชื่อว่าจะพูดด้วย
ก็ไม่มีในที่นั้น, ทารกนั้นเมื่อจะเริ่มพูดตามธรรมดาของตน ก็จักพูด
ภาษามาคธีนั้นแล. ภาษามาคธีมีมากในที่ทั้งปวง คือ ในนรก, ใน
กำเนิดดิรัจฉาน, ในเปตติวิสัย, ในมนุษยโลก ในเทวโลก. บรรดา
ภาษาของสัตว์ในภูมินั้น ๆ ภาษาที่เหลือ เช่น โอฏฏภาษา, กิราตภาษา,
อันธกภาษา, โยนกภาษาและทมิฬภาษาเป็นต้น ย่อมดิ้นได้, มาคธี-
ภาษานี้เพียงภาษาเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นพรหมโวหารและอริยโวหาร
ตามเป็นจริง ย่อมไม่ดิ้น.
 ๑. มาคธิกภาส = ภาษาของชนชาวมคธ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 20
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะทรงยกพระพุทธพจน์คือพระ-
ไตรปิฎกขึ้นสู่แบบแผน ก็ทรงยกขึ้นไว้ในภาษามาคธีเท่านั้น. เพราะ
เหตุไร ? ก็เพราะเพื่อจะนำอรรถะมาให้รู้ได้โดยง่าย. จริงอยู่ พระ-
พุทธพจน์ที่ยกขึ้นสู่แบบแผนด้วยมาคธีภาษา ยังไม่บรรลุถึงคลองแห่ง
โสตประสาทของพระอริยบุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้น เป็นการเนิ่นช้า.
แต่เมื่อโสตประสาทพอพระพุทธพจน์กระทบแล้วเท่านั้น เนื้อความก็
ปรากฏตั้งร้อยนัย พันนัย. ก็พระพุทธพจน์ที่ยกขึ้นสู่แบบแผนด้วย
ภาษาอื่น ก็ย่อมต้องเรียนเอาแบบตีความแล้วตีความเล่า. อันธรรมดาว่า
การเรียนพระพุทธพจน์แม้มากมายแล้วบรรลุปฏิสัมภิทา ย่อมไม่มีแก่
ปุถุชน, แต่พระอริยสาวกที่จะชื่อว่าไม่บรรลุปฏิสัมภิทานั้น ย่อมไม่มีเลย.
บทว่า าเณสุ าน ความว่า ความรู้แตกฉานในญาณทั้ง ๓
เหล่านั้น ของพระอริยบุคคลผู้กระทำญาณอันมีในที่ทั้งปวงให้เป็น
อารมณ์แล้วพิจารณาอยู่, หรือว่า ญาณอันถึงความกว้างขวางในญาณ
ทั้ง ๓ เหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งอารมณ์และกิจเป็นต้น ชื่อว่าปฏิภาณ
ปฏิสัมภิทา.
ก็บัณฑิตพึงทราบ ปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ว่า ย่อมถึงซึ่งประเภท
ในฐานะ ๒. ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕. ย่อมถึงซึ่งประเภทในฐานะ ๒
เป็นไฉน ? คือ ในเสกขภูมิ ๑ อเสกขภูมิ ๑.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 21
ใน ๒ ภูมินั้น ปฏิสัมภิทาของพระมหาเถระ ๘๐ องค์ มีพระ-
เถระผู้มีนามอย่างนี้ คือ พระสารีบุตรแถระ. พระมหาโมคคัลลานเถระ,
พระมหากัสสปเถระ, พระมหากัจจายนเถระ, พระมหาโกฏฐิตเถระ
เป็นต้น ถึงซึ่งประเภทใน อเสกขภูมิ, ปฏิสัมภิทาของพระอริยบุคคล
ทั้งหลายมีพระอริยบุคคลผู้มีนามอย่างนี้ คือพระอานนทเถระ, ท่าน
จิตตคฤหบดี ท่านธรรมมิกอุบาสก, ท่านอุบาลีคฤหบดี, ขุชชุตตรา-
อุบาสิกา เป็นต้น ถึงซึ่งประเภทใน เสกขภูมิ, ปฏิสัมภิทาย่อมถึงซึ่ง
ประเภทในภูมิ ๒ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
ปฏิสัมภิทา ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการ เป็นไฉน ? ย่อม
ผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ด้วยอธิคม, ด้วยปริยัติ, ด้วย
สวนะ, ด้วยปริปุจฉา, ด้วยปุพพโยคะ.
ในเหตุ ๕ ประการเหล่านั้น การบรรลุพระอรหัต ชื่อว่า อธิคม.
ก็ปฏิสัมภิทาของผู้บรรลุพระอรหัต ย่อมผ่องใส.
พระพุทธพจน์ ชื่อว่า ปริยัติ. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้เรียนพระ-
พุทธพจน์นั้น ย่อมผ่องใส.
การฟังพระสัทธรรม ชื่อว่า สวนะ. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้สนใจ
เรียนธรรมโดยเคารพ ย่อมผ่องใส.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 22
กถาเป็นเครื่องวินิจฉัย คัณฐีบทและอรรถบท ในพระบาลีและ
อรรถกถาเป็นต้น ชื่อว่า ปริปุจฉา. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้ที่สอบสวน
อรรถในพระพุทธพจน์ทั้งหลายมีพระบาลีเป็นต้นที่ตนเรียนแล้ว ย่อม
ผ่องใส.
การบำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐานอยู่เนือง ๆ จนกระทั่งถึง
สังขารุเปกขาญาณอันเป็นที่ใกล้อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ เพราะ
ความที่การบำเพ็ญวิปัสสนานั้น อันพระโยคาวจรเคยปฏิบัติแล้วปฏิบัติ
เล่ามาในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ชื่อว่า ปุพพโยคะ. ก็
ปฏิสัมภิทาของผู้บำเพ็ญเพียรมาแล้วในปางก่อน ย่อมผ่องใส ปฏิสัมภิทา
ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็ในบรรดาเหตุทั้ง ๕ เหล่านี้ เหตุ ๓ เหล่านี้ คือ ปริยัติ,
สวนะ, ปริปุจฉา เป็นเหตุมีกำลังเพื่อความแตกฉานแล. ปุพพโยคะ
เป็นปัจจัยมีกำลังเพื่อ. การบรรลุพระอรหัต.
ถามว่า หมวด ๓ แห่งเหตุมีปริยัติเป็นต้น ย่อมมีเพื่อความ
แตกฉาน ไม่มีเพื่อความบรรลุหรือ ?
ตอบว่า มี, แต่ไม่ใช่อย่างนั้น. เพราะปริยัติ, สวนะ และ
ปริปุจฉา จะมีในปางก่อนหรือไม่ก็ตาม แต่เว้นการพิจารณาสังขาร
ธรรมด้วยการบำเพ็ญเพียรในปางก่อน และการพิจารณาสังขารในปัจจุ-
บันเสียแล้ว ชื่อว่า ปฏิสัมภิทา ก็มีไม่ได้. เหตุและปัจจัยทั้ง ๒ นี้

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 23
รวมกันช่วยอุปถัมภ์ปฏิสัมภิทากระทำให้ผ่องใสได้ ด้วยประการฉะนี้.
ยังมีอาจารย์พวกอื่นอีก ได้กล่าวไว้ว่า
ปุพพโยคะ ๑, พาหุสัจจะ ๑, เทศภาษา ๑,
อาคม ๑, ปริปุจฉา ๑, อธิคม ๑, ครุสันนิสสัย ๑,
และมิตตสมาบัติ ๑. รวม ๘ ประการนี้ ล้วนเป็น
ปัจจัยแก่ปฏิสัมภิทา ดังนี้.
บรรดาธรรมทั้ง ๘ ประการนั้น นัยดังที่กล่าวแล้วแล ชื่อว่า
ปุพพโยคะ.
ความฉลาดในศาสตร์นั้น ๆ และศิลปายตนะทั้งหลาย ชื่อว่า
พาหุสัจจะ.
ความฉลาดในภาษา ๑๐๑ ภาษา ความฉลาดในภาษามาคธีโดย
วิเศษ ชื่อว่า เทศภาษา.
การเรียนพระพุทธพจน์โดยที่สุดแม้เพียงโอปัมมวรรค ชื่อว่า
อาคม.
การวินิจฉัยไต่สวนอรรถะแม้ในคาถา ๑ ชื่อว่า ปริปุจฉา.
การเป็นพระโสดาบันก็ดี การเป็นพระสกทาคามีก็ดี การเป็น
พระอนาคามีก็ดี การเป็นพระอรหันต์ก็ดี ชื่อว่า อธิคม.
การอยู่ในสำนักครูผู้มากด้วยสุตะและปฏิภาณ ชื่อว่า ครุสัน-
นิสสัย.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 24
การได้มิตรเห็นปานนั้นนั่นแล ชื่อว่า มิตตสมบัติ
บรรดาธรรมทั้ง ๘ ประการนั้น พระพุทธเจ้าหลาย และ
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย อาศัย ปุพพโยคะและอธิคม แล้วบรรลุ
ปฏิสัมภิทา ส่วนพระสาวกทั้งหลายอาศัยเหตุเหล่านี้แม้ทั้งหมดแล้ว
จึงบรรลุปฏิสัมภิทา.
ก็ในการบรรลุปฏิสัมภิทา ไม่มีการบำเพ็ญเพียรในกรรมฐาน
ภาวนาโดยเฉพาะอีก, ส่วนพระเสกขบุคคลมีผลและวิโมกขะของ
พระเสกขะเป็นที่สุด การบรรลุปฏิสัมภิทา ก็ย่อมมีได้.
อธิบายว่า ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ย่อมสำเร็จแก่บรรดาพระอริยะ
บุคคลด้วยอริยผลทั้งหลายนั่นแล ดุจทสพลญาณสำเร็จแก่พระตถาคต
ทั้งหลายฉะนั้น. ทางแห่งปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปฏิ-
สัมภิทามรรค, ปกรณ์ คือปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่า ปฏิสัมภิทามรรค.
ปกรณ์, ชื่อว่า ปกรณ์ เพราะอรรถว่า อรรถอันลึกซึ้ง แยกโดย
ประเภทต่าง ๆ ในปฏิสัมภิทานี้ ท่านกล่าวกระทำโดยประการต่าง ๆ.
ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น สมบูรณ์ด้วยอรรถะ, พยัญชนะ,
ลึกซึ้ง, มีอรรถลึกซึ้ง, ประกาศโลกุตระ, ประกอบด้วยสุญญตา, ให้
สำเร็จผลวิเศษในการปฏิบัติ, ห้ามอกุศลอันเป็นปฏิปักษ์, เป็นรตนากร
บ่อเกิดแห่งญาณอันประเสริฐของพระโยคาวจร, เป็นเหตุอันวิเศษใน
การเยื้องกรายธรรมกถาของพระธรรมกถึกทั้งหลาย, เป็นเครื่องนำออก

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 25
จากทุกข์ของผู้กลัวภัยในสังสารวัฏ, มีประโยชน์ในการยังความชุ่มชื่น
ให้เกิดเพราะเห็นอุบายในการออกจากทุกข์นั้น, และมีประโยชน์ในการ
ทำลายอกุศลธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อนิสสรณธรรมนั้น และมีประโยชน์
ให้เกิดความยินดีในหทัยแก่กัลยาณชน โดยการเปิดเผยอรรถแห่งบท
พระสูตรมีเนื้อความอันลึกซึ้งมิใช่น้อย อันท่านพระสารีบุตรผู้ธรรม
เสนาบดี ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ธรรมราชาภาษิตแล้ว เมื่อประทีป
ดวงใหญ่กล่าวคือพระสัทธรรม รุ่งเรืองแล้วด้วยแสงประทีปดวงใหญ่
คือพระสัพพัญญุตญาณที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว
โดยไม่ขัดข้อง ส่องสว่างกระจ่างไปทั่วทุกสถาน มีพระทัยสนิทเสน่หา
ประกอบไปด้วยพระมหากรุณาแผ่กว้างไปในปวงชน เพื่อกำจัดความ
มืดมนอนธการ กล่าวคือกิเลส ด้วยพระมหากรุณาในเวไนยชน ด้วย
การยกพระสัทธรรมนั้นขึ้นอธิบายให้กระจ่างแจ้งแก่ปวงชน ด้วยความ
เสน่หา ปรารถนาความรุ่งเรืองแห่งพระสัทธรรมไปตราบเท่า ๕,๐๐๐
พระพรรษา ผู้มีเจตจำนงค้ำจุนโลก ตามเยี่ยงอย่างพระศาสดา อัน
ท่านพระอานันทเถระสดับภาษิตนั้นแล้วยกขึ้นรวบรวมไว้ในคราวทำ
ปฐมมหาสังคีติ ตามที่ได้สดับมาแล้วนั่นแล.
ในปิฎกทั้ง ๓ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และ
พระอภิธรรมปิฎก, ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น นับเนื่องในพระ-
สุตตันตปิฎก.
 ๑. ธรรมเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ (ทุกฺขนิสฺสรณ)

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 26
ในนิกายใหญ่ทั้ง ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย
อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย, ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น นับเนื่อง
ในขุททกนิกาย.
ในองค์แห่งสัตถุศาสน์ทั้ง ๙ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ
คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ เวทัลละ, ปฏิสัม-
ภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น นับสงเคราะห์เข้าใน ๒ องค์ คือ เคยยะ และ
เวยยากรณะ ตามที่เป็นได้.
ก็บรรดาพระธรรมขันธ์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันพระ-
อานันทเถระผู้ธรรมภัณฑาคาริก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นสู่
เอตทัคคะใน ๕ ตำแหน่ง ปฏิญญาไว้อย่างนี้ว่า
ธรรมเหล่าใดอันเป็นไปแก่ข้าพเจ้า ธรรม
เหล่านั้น ข้าพเจ้าเรียนจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐
พระธรรมขันธ์, จากภิกษุอื่น ๒,๐๐๐ พระธรรม
ขันธ์ จึงรวมเป็น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ดังนี้
ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้นนับเข้าในพระธรรมขันธ์ มากกว่า
ร้อย ในธรรมขันธ์ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่เรียนจากภิกษุ.
ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์ มี ๓ วรรค คือ มหาวรรค, มัชฌิม-
วรรค, และจูฬวรรค.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 27
ในวรรคหนึ่ง ๆ มีวรรคละ ๑๐ กถา รวมเป็น ๓๐ กถา มี
ญาณกถาเป็นต้น มีมาติกากถาเป็นปริโยสาน. ข้าพเจ้าจะพรรณนา
เนื้อความแห่งบทที่ไม่ซ้ำกันตามลำดับแห่งปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้ที่
กำหนดโดยส่วนเดียว ด้วยประการฉะนี้.
ก็ปกรณ์นี้ อันกุลบุตรทั้งผู้สวดทั้งผู้แสดงโดยปาฐะโดยอรรถ
ก็พึงสวดพึงแสดงโดยเคารพเถิด, ถึงแม้จะเรียนก็พึงเรียนพึงทรงจำไว้
โดยเคารพเถิด. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะปกรณ์นี้เป็นปกรณ์มี
อรรถลึกซึ้ง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เพื่อความดำรงมั่นอยู่ในโลก.
หากจะมีคำถามว่า ในกถา ๓๐ กถาถ้วนนั้น เพราะเหตุไรท่าน
จงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น ? ก็ตอบว่า เพราะญาณเป็นเบื้องต้นแห่ง
การปฏิบัติ เพราะเป็นธรรมเครื่องชำระมลทินแห่งการปฏิบัติ.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุเพราะเหตุนั้นแหละ เธอจง
ยังเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายให้บริสุทธิ์ก่อน,
เบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายคืออะไร ? คือศีล
อันบริสุทธิ์ดี และความเห็นตรง ดังนี้.
ก็ญาณกล่าวคือสัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวแล้วด้วยบทว่า อุชุกา ทิฏฺิ
แม้เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น. แม้คำอื่นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้อีกว่า
 ๑. ส.มหา. ๑๙/๖๘๗.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 28
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๘ นั้น
สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธาน, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็สัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็นประธานอย่างไร ? คือ ภิกษุ
รู้จักสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้จักมิจฉาทิฏฐิ
ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมา-
ทิฏฐิ.
ภิกษุรู้จักสัมมาสังกัปปะว่าเป็นสัมมาสัง-
กัปปะ, รู้จักมิจฉาสังกัปปะว่าเป็นมิจฉาสังกัปปะ.
ภิกษุรู้จักสัมมาวาจาว่าเป็นสัมมาวาจา,
รู้จักมิจฉาวาจาว่าเป็นมิจฉาวาจา.
ภิกษุรู้จักสัมมากัมมันตะว่าเป็นสัมมากัม-
มันตะ, รู้จักมิจฉากัมมันตะว่าเป็นมิจฉากัมมันตะ.
ภิกษุรู้จักสัมมาอาชีวะว่าเป็นสัมมาอาชีวะ,
ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ.
ภิกษุรู้จักสัมมาวายามะว่าเป็นสัมมาวายา-
มะ, ภิกษุรู้จักมิจฉาวายามะว่าเป็นมิจฉาวายามะ.
ภิกษุรู้จักสัมมาสติว่าเป็นสัมมาสติ, ภิกษุ
รู้จักมิจฉาสติว่าเป็นมิจฉาสติ.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 29
ภิกษุรู้จักสัมมาสมาธิว่าเป็นสัมมาสมาธิ,
ภิกษุรู้จักมิจฉาสมาธิว่าเป็นมิจฉาสมาธิ. ความรู้
ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ.
ท่านกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้นก็เพื่อจะให้ญาณ กล่าวคือ ความเห็น
ชอบว่า เมื่อสัมมาทิฏฐิเป็นประธานสำเร็จ แล้วก็จักรู้ความที่มิจฉาทิฏฐิ
ทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิดังนี้ ให้สำเร็จก่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนอุทายี เธอจงงดขันธ์ส่วนอดีตและ
อนาคตไว้ก่อน เราจักแสดงธรรมแก่เธอว่า เมื่อ
เหตุนี้มี ผลนี้ก็ย่อมมี เพราะเหตุนี้เกิด ผลนี้จึงเกิด,
เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้ก็ย่อมไม่มี เพราะเหตุนี้ดับ
ผลนี้ก็ย่อมดับ ดังนี้.
และ เพราะเว้นปุพพันตทิฏฐิและอปรันตทิฏฐิแล้วกล่าวญาณเท่านั้น
ท่านจึงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
อย่าเลย สุภัททะ ข้อที่ถามว่า สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ได้ตรัสรู้ตามปฏิญญา
ของตน ๆ หรือ หรือว่าทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้ หรือ
 ๑. ม.อุ. ๑๔/๒๕๔. ๒. ม.ม. ๑๓/๓๗๑.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 30
ว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้ดังนี้นั้นจงงดไว้ก่อน. ดูก่อน
สุภัททะ เราจักแสดงธรรมแก่เธอ เธอจงตั้งใจ
ฟังธรรมนั้น จงมนสิการให้ดี, เราจักแสดง
ณ บัดนี้" ดังนี้.
และ เพราะเว้นวาทะของพวกสมณพราหมณ์ปุถุชนฝ่ายปรัปปวาท
ทั้งหลายเสีย แล้วแสดงอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ และ เพราะ
ญาณ กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิในอัฏฐังคิกมรรคเป็นประธาน ท่านจึง
กล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์แห่งการบรรลุ
โสดาบัน ๔ อย่างเหล่านี้ คือ
๑. สปฺปุริสสเสโว การคบหากับสัตบุรุษ
๒. สทฺธมฺมสฺสวน การฟังพระสัทธรรม
๓. โยนิโสมนสิกาโร การทำไว้ในใจโดยแยบคาย
๔. ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

และตรัสว่า
 ๑. ที.มหา. ๑๐/๑๓๘. ๒. ที.ปา. ๑๑/๒๔๐.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 31
กุลบุตรเกิดสัทธาแล้ว ย่อมเข้าไปใกล้
เมื่อเข้าไปใกล้ ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ ย่อม
เงี่ยหูลง เมื่อเงี่ยหูลงแล้ว ย่อมฟังธรรม ครั้น
ฟังธรรมแล้ว ย่อมทรงธรรมไว้ ย่อมพิจารณา
เนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อ
ความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนซึ่งความพินิจ เมื่อ
ธรรมทนความพินิจได้อยู่ ฉันทะ ย่อมเกิด เมื่อ
เกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้ว
ย่อมไตร่ตรอง ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความ
เพียร เมื่อมีตนส่งไปแล้ว ย่อมกระทำให้แจ้งชัด
ซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยกาย และเห็นแจ้งแทง
ตลอดซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยปัญญา ดังนี้
และตรัสว่า
พระตถาคต อุบัติขึ้นในโลกนี้ ฯลฯ
พระตถาคตนั้นทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น
ดังนี้.
ท่านกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้นทำ สุตมยญาณ ไว้เป็นญาณต้น
โดยอนุโลมสุตตันตบทมิใช่น้อยตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นอาทิ.
 ๑. ม.ม. ๑๓/๒๓๘. ๒. ที.มหา. ๙/๑๐๒.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 32
ก็ญาณกถานี้นั้น แบ่งออกเป็น ๒ คือ อุทเทส ๑ นิทเทส ๑.
ในอุทเทส ท่านแสดงญาณ ๗๓ ด้วยสามารถแห่งมาติกาโดยนัยเป็นต้น
ว่า โสตาวธาเน ปญฺา สุตมเย าณ ซึ่งแปลว่า ปัญญาในการ
ทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณ ดังนี้.
ในนิทเทส ท่านแสดงญาณ ๗๓ เหล่านั้นนั่นแหละ อย่าง
พิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า กถ โสตาวธาเน ปญฺา สุตมเย
าณ. อิเม ธมฺมา อภิญฺเยฺยาติ โสตาวธาน, ตปชานนา
ปญฺา สุตมเย าณ ซึ่งแปลว่า ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้
ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณอย่างไร ? ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรม
ที่ได้ฟังมาแล้ว คือเป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า
ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งดังนี้ เป็นสุตมยญาณดังนี้.
จบ คันถารัมภกถา

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 33
มหาวรรค
 
อรรถกถาญาณกถามาติกา
 
๑. อรรถกถาสุตมยญาณุทเทส
ว่าด้วย สุตมยญาณ
ในอุทเทสนั้นเบื้องแรก พึงทราบ โสต ศัพท์ ในคำนี้ว่า
โสตาวธาเน ปญฺา สุตมเย าณ มีประเภทแห่งอรรถเป็นอเนก.
จริงอย่างนั้น โสต ศัพท์นั้นย่อมปรากฏ
ในอรรถว่า มังสโสตะ, โสตวิญญาณ,
ญาณโสตะ, กระแสแห่งตัณหาเป็นต้น, สายธาร
แห่งกระแสน้ำ, อริยมรรค, และแม้ในความสืบ
ต่อแห่งจิต.
ก็ โสต ศัพท์ นี้ ย่อมปรากฏในอรรถว่า มังสโสตะ ได้ในคำ
เป็นต้นว่า โสตายตนะ, โสตธาตุ และโสตินทรีย์.
ปรากฏในอรรถว่า โสตวิญญาณ ได้ในคำเป็นต้นว่า ได้ยิน
เสียงด้วยโสตะ.
 ๑. อภิ. วิ. ๓๕/ ๑๐๑. ๒. ม.มู. ๑๒/ ๑๔.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 34
ปรากฏในอรรถ ญาณโสตะ ได้ในคำเป็นต้นว่า ได้ยินเสียง
ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์
ปรากฏในธรรมทั้ง ๕ มีตัณหาเป็นต้น ได้ในคำเป็นต้นว่า
คำว่า กระแสเหล่าใดในโลก ความว่า กระแสเหล่านี้ใด เรา
บอกแล้ว กล่าวแล้ว แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แต่งตั้งแล้ว
เปิดเผยแล้ว จำแนกแล้ว ทำให้ตื้นขึ้นแล้ว ประกาศแล้ว,
นี้อย่างไร ? คือ กระแสตัณหา, กระแสทิฏฐิ, กระแสกิเลส,
กระแสทุจริต, กระแสอวิชชา.
ปรากฏในอรรถว่า สายธารแห่งกระแสน้ำ ได้ในคำเป็นต้นว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้วแล ซึ่งท่อนไม้
ท่อนใหญ่ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา.
ปรากฏในอรรถว่า อริยมรรค ได้ในคำเป็นต้นว่า ดูก่อน
อาวุโส คำนี้ เป็นชื่อของอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ คือ โสตะ.
ปรากฏในอรรถว่า ความสืบต่อแห่งจิต ได้ในคำเป็นต้นว่า และ
ย่อมรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งขาดแล้วโดยส่วน ๒ คือ
ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในปรโลก.
 ๑. ที.ปา. ๑๑/๔๓๑. ๒. ขุ.จูฬ. ๓๐/๗๖. ๓. ส.สฬา. ๑๘/๓๒๕.
 ๔. ที.ปา. ๑๑/๗๙.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 35
ก็โสตศัพท์ในที่นี้ พึงหมายเอา มังสโสตะ.
ชื่อว่า โสตาวธาน เพราะอรรถว่า ทรงไว้ กำหนดไว้ ตั้งไว้
ด้วยโสตะนั้น เป็นเหตุ หรือเป็นเหตุให้สำเร็จ. ชื่อว่า โสตาวธาน
นั้นอย่างไร ? คือ สุตะ. ก็ธรรมชาติที่รู้แจ้ง กำหนดได้โดยครรลอง
แห่งโสตทวาร ชื่อว่า สุตะ ดุจในคำเป็นต้นว่า เป็นผู้สดับมาก
เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะ, สุตะนั้น ในที่นี้ท่านกล่าวว่า
โสตาวธาน. ปัญญาที่เป็นไปในสุตะกล่าวคือโสตาวธานนั้น ชื่อว่า
โสตาวธาเน ปญฺา.
ก็ บทว่า ปญฺา ได้แก่ปัญญาโดยอรรถว่าเป็นเครื่องทำให้
รู้ชัด กล่าวคือ เป็นเครื่องทำอรรถะนั้น ๆ ให้ปรากฏ. อีกอย่างหนึ่ง
ธรรมชาติใด ย่อมรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้น ๆ คือ โดยอนิจ-
ลักษณะเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ปัญญา.
พึงทราบ สุต ศัพท์ ทั้งทีมีอุปสรรคและไม่มีอุปสรรคในคำนี้ว่า
สุตมเย าณ ดังนี้ ก่อน
สุตศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ไป.
ปรากฏ, กำหนัด, ประกอบเนือง ๆ, สั่งสม,
สัททารมณ์, รู้ได้ ตามครรลองแห่งโสตทวาร.
 ๑. ม.มุ. ๑๒/๓๗๖.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 36
จริงอย่างนั้น สุตศัพท์ มีอรรถว่า ไป ได้ในคำเป็นต้นว่า
เสนาย ปสุโต เสนาเคลื่อนไป.
สุตศัพท์ มีอรรถว่า มีธรรมอันปรากฏแล้ว ได้ในคำเป็นต้นว่า
สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต มีธรรมอันสดับแล้วเห็นอยู่.
สุตศัพท์ มีอรรถว่า กำหนัดและไม่กำหนัด ได้ในคำเป็นต้นว่า
อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ภิกษุณีกำหนัดยินดีแล้วต่อ
บุรุษบุคคลผู้ไม่กำหนัดยินดีแล้ว.
สุตศัพท์ มีอรรถว่า ประกอบเนือง ๆ ได้ในคำเป็นต้นว่า เย
ฌานปสุตา ธีรา กุลบุตรเหล่าใดประกอบเนืองๆ ในฌาน กุลบุตร
เหล่านั้น ชื่อว่า นักปราชญ์.
สุตศัพท์ มีอรรถว่า สั่งสมได้ในคำเป็นต้นว่า ตุมฺเหหิ ปุญฺ
ปสุต อนปฺปก บุญมิใช่น้อยอันท่านทั้งหลายสั่งสมไว้แล้ว.
สุตศัพท์ มีอรรถว่า สัททารมณ์ ได้ในคำเป็นต้นว่า ทิฏฺ สุตฺ
มุต วิญฺาต รูปอันเราเห็นแล้ว เสียงอันเราได้ยินแล้ว หมวด ๓ แห่ง
อารมณ์อันเราทราบแล้วอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว.
 ๑. ขุ.อุ. ๒๕/๕๑. ๒. วิ.ภิกฺขุนี. ๓/๑. ๓. ขุ.ธ. ๒๕/๒๔.
 ๔. ขุ.ขุ. ๒๕/๘. ๕. ม.ม. ๑๒/๒๘๑.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 37
สุตศัพท์ มีอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งสัททารมณ์อันตนรู้แล้วโดยครรลอง
แห่งโสตทวาร ได้ในคำเป็นต้นว่า พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร
สุตสนฺนิจโย เป็นผู้สดับมาก เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะ. แต่
ในที่นี้ สุตะศัพท์มีอรรถว่า อันตนรู้แล้ว. เข้าไปทรงไว้แล้วโดย
ครรลองแห่งโสตทวาร.
บทว่า สุตมเย าณ ความว่า ปัญญานี้ได้ ปรารภพระ-
สัทธรรม คือ สุตะนี้ ที่รู้แล้ว ทรงจำไว้ได้แล้ว กระทำให้เป็น
อารมณ์ เป็นไปแล้วในครั้งแรกและครั้งต่อ ๆ มา, ปัญญาญาณนั้น
ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วว่า สุตมเย าณ ญาณอันสำเร็จแล้วด้วย
การฟัง, อธิบายว่า สุตมย าณ นั่นเอง. ก็คำว่า สุตมเย นี้
เป็นปัจจัตตวัจนะ, ปัจจัตตวัจนะ ในคำเป็นต้นว่า น เหว วตฺตพฺเพ
ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น, วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค พุ่มไม้ในไพร
มียอดคือดอกบานสะพรั่ง, นตฺถิ อตฺตกาเร การกระทำของตน ไม่มี,
นตฺถิ ปรกาเร การกระทำของคนอื่น ไม่มี, นตฺถิ ปุริสกาเร การกระทำ
ของบุรุษ ไม่มี ดังนี้ ฉันใด แม้ในที่นี้ บทว่า สุตมเย ก็พึงเข้าใจ
ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า สุตมย าณนฺติ อตฺโถ
อธิบายว่า ญาณอันสำเร็จแล้วด้วยการฟัง ดังนี้.
 ๑. ม.มู. ๑๒/๓๗๖.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 38
อีกอย่างหนึ่ง หมวดธรรมมีผัสสะเป็นต้น อันสำเร็จแล้วด้วย
การฟัง จึงชื่อว่า สุตมยะ, ญาณเป็นไปในหมวดแห่งธรรมที่ชื่อว่า
สุตมยะนั้น คือสัมปยุต กับด้วยสุตมยะนั้น ชื่อว่า สุตมเย าณ.
ญาณนั้นนั่นแล ท่านกล่าวว่า ปัญญา เพราะไม่กำหนดก็เพื่อจะอธิบาย
โดยปริยาย ภายหลังจึงกล่าวกำหนดว่า ญาณ ท่านสาธุชนพึงทราบ
ตามที่กล่าวมานี้.
ก็ชื่อว่า ญาณ มีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ หรือมี
การแทงตลอดอย่างไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ เหมือนการยิงลูกศรอัน-
นายขมังธนูผู้ชาญฉลาดยิงไปแล้วฉะนั่น.
มีการส่องซึ่งอารมณ์เป็นรส เหมือนดวงประทีปส่องสว่างฉะนั้น.
มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนพรานป่าบอกทางแก่
คนหลงทางฉะนั้น.
มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน ตามพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุมีใจตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง.
ก็ในลักษณะเป็นต้น พึงทราบว่า สภาวะก็ดี สามัญญะก็ดี
ชื่อว่า ลักษณะ, กิจก็ดี สมบัติก็ดี ชื่อว่า รส, อาการที่ปรากฏก็ดี
ผลก็ดี ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน, เหตุใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน ดังนี้.
 ๑. ส. สฬา. ๑๘/๑๔๗.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 39
๒. อรรถกถาสีลมยญาณุทเทส
ว่าด้วย สีลมยญาณ
คำว่า สุตฺวาน สวเร ปญฺา ความว่า :-
ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ปาฏิโมกข์ ๑
สติ ๑ ญาณ ๑ ขันติ ๑ และ วิริยะ ๑ ท่าน
แสดงว่าสังวร.
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
เป็นผู้เข้าถึง, เข้าถึงพร้อม, เข้ามา, เข้า
มาพร้อม, ถึงแล้ว, ถึงพร้อมแล้ว, ประกอบ
พร้อมแล้ว ด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้ ชื่อว่า ปาฏิ-
โมกขสังวร.
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต
ไม่ถืออนุพยัญชนะ, เธอย่อมปฏิบัติ เพื่อสำรวม
จักขุนทรีย์ เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้
อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส
 ๑. อภิ.วิ.๓๕/๖๐๒.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 40
ครอบงำนั้น ชื่อว่า รักษาจักขุนทรีย์, ชื่อว่า
ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ชื่อว่า สติสังวร.
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
กระแสทั้งหลายเหล่าใดในโลก มีอยู่,
สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวสติว่า
เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย, กระแสเหล่านั้น
อันบัณฑิตย่อมปิดได้ด้วยปัญญา ดังนี้
ชื่อว่า ญาณสังวร.
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพจีวร ดังนี้
ชื่อว่า ปัจจยปฏิเสวนาสังวร, ปัจจยปฏิเสวนาสังวรแม้นั้น ท่าน
สงเคราะห์ด้วยญาณสังวรนั้นแล.
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
เป็นผู้อดกลั้นต่อ หนาว ร้อน หิว
ระหาย สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และ
สัตว์เลื้อยคลานเป็นผู้มีชาติแห่งผู้อดกลั้นต่อถ้อย
คำที่ผู้อื่นกล่าวชั่วร้ายแรง ต่อเวทนาที่มีอยู่ในตัว
 ๑. ที.สี. ๙/๑๒๒. ๒. ขุ.ส. ๒๕/๔๒๕. ๓. ม.มู. ๑๒/๑๔.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 41
ซึ่งบังเกิดขึ้นเป็นทุกข์ กล้า แข็ง เผ็ดร้อน ไม่
เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่ชอบใจ อันจะคร่าชีวิตเสีย
ได้ ดังนี้
ชื่อว่า ขันติสังวร.
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ภิกษุ ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทา
กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว. ย่อมกระทำให้สิ้นสูญไป
ให้ถึงความไม่มี ดังนี้
ชื่อว่า วิริยสังวร.
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
พระอริยสาวกในพระศาสนานี้ ละ
มิจฉาอาชีวะเสียแล้ว สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยสัมมา-
อาชีวะ ดังนี้
ชื่อว่า อาชีวปาริสุทธิสังวร, อาชีวปาริสุทธิสังวร แม้นั้น ท่าน
สงเคราะห์ด้วยวิริยสังวรนั่นแล.
ในสังวร ๗ เหล่านั้น สังวร ๔ คือ ปาฏิโมกขสังวร, อิน-
ทริยสังวร, อาชีวปาริสุทธิสังวร, และปัจจัยปฏิเสวนาสังวร ท่าน
ประสงค์เอาในที่นี้, และในสังวร ๔ เหล่านั้น ปาฏิโมกขสังวร ท่าน
 ๑. ม.มู. ๑๒/๓๕. ๒. ม.ม. ๑๒/๑๗. ๓. ส.มหา ๑๙.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 42
ประสงค์เอาเป็นพิเศษ. ก็สังวรนี้แม้ทั้งหมดท่านเรียกว่า สังวร เพราะ
กั้นทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น ที่จำต้องสังวรตามธรรมดาของ
ตน.
ปัญญาของกุลบุตรผู้ฟังธรรมตามที่กล่าวแล้วในสุตมยญาณแล้ว
สังวรอยู่ ทำการสังวร เป็นไปแล้วในการสังวรนั้น สัมปยุตกับสังวร
นั้น ท่านกล่าวแล้วว่า สุตฺวาน สวเร ปญฺา. อีกอย่างหนึ่งมีความ
ว่า ปัญญาในการสังวรเพราะมีการฟังเป็นเหตุบ้าง เพราะมีคำว่า
เหตุอตฺเถ สุตฺวา ฟังเหตุและผลปรากฏอยู่ด้วย.
บทว่า สีล ในคำนี้ว่า สีลมเย าณ ความว่า ชื่อว่า
ศีลเพราะอรรถว่าสำรวม, ชื่อว่า การสำรวมนี้ อย่างไร ? คือการ
ตั้งมั่น, อธิบายว่า ความเป็นกายกรรมเป็นต้นไม่เกลื่อนกล่นด้วย
สามารถแห่งความเป็นผู้สำรวมด้วยดี. หรือความเข้าไปตั้งมั่น, อธิบายว่า
ความที่แห่งกุศลธรรมทั้งหลายเป็นที่รองรับด้วยสามารถเป็นที่ตั้ง.
ก็ในศีลนี้ นักปราชญ์ผู้รู้ลักษณศัพท์ รับรู้ตาม ๆ กันมาซึ่ง
อรรถะทั้ง ๒ นี้เท่านั้น. แต่อาจารย์พวกอื่นพรรณนาว่า ชื่อว่า ศีล
เพราะอรรถว่าเสพยิ่ง เพราะอรรถว่าเป็นที่รองรับ เพราะอรรถว่าเป็น
ปกติ เพราะอรรถว่าเป็นศีรษะ เพราะอรรถว่าเย็น เพราะอรรถว่า
เกษม.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 43
ศีลนั้น แม้จะมีประเภทต่าง ๆ หลายอย่าง
ก็มีการสำรวมเป็นลักษณะ เหมือนรูปมีประเภท
ต่าง ๆ เป็นอันมาก ก็มีการเห็นได้ด้วยตาเป็น
ลักษณะ ฉะนั้น.
เหมือนอย่างว่า ความที่รูปายตนะแม้มีประเภทต่าง ๆ เป็น
อันมาก โดยประเภทแห่งสีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น. ก็มีการเห็น
ได้ด้วยตาเป็นลักษณะ เพราะไม่ก้าวล่วงความที่แห่งรูปายตนะมีประเภท
ต่าง ๆ โดยประเภทแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้น ก็เป็นรูปายตนะที่เห็นได้
ด้วยตาฉันใด, ความสำรวมแห่งศีลแม้มีประเภทต่าง ๆ หลายอย่าง
โดยประเภทแห่งวิรัติมีเจตนาวิรัติเป็นต้น ท่านกล่าวแล้วว่าเป็นที่รองรับ
กายกรรมเป็นต้น และเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมนี้ได้, การสำรวมนั้น
นั่นแหละเป็นลักษณะของศีลแม้มีประเภทต่าง ๆ หลายอย่างโดยประเภท
แห่งวิรัติมีเจตนาวิรัติเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วงความเป็นที่รองรับและ
เป็นที่ตั้ง.
ก็ การกำจัดความเป็นผู้ทุศีล และคุณ
คือความไม่มีโทษ ท่านเรียกว่า เป็นรส เพราะ
อรรถว่าเป็นกิจและสมบัติ ของศีลนั้นมีลักษณะ
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างนี้.
 ๑. หมายเอารูปารมณ์

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 44
เพราะฉะนั้น ธรรมดาว่าศีลนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า มีการ
กำจัดความเป็นผู้ทุศีลเป็นรส เพราะรสมีอรรถว่ากิจ, มีความไม่มีโทษ
เป็นรส เพราะรสมีอรรถว่าสมบัติ.
ศีลนี้นั้น วิญญูชนทั้งหลายพรรณนาไว้ว่า
มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐาน มีโอตตัปปะและ
หิริเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น.
ศีลนี้นั้น มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐานตามที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า
ความสะอาดกาย, ความสะอาดวาจา, ความสะอาดใจ
ย่อมถึงซึ่งความนับว่า ปรากฏโดยความเป็นของสะอาด. ส่วน หิริ
และโอตตัปปะ วิญญูชนทั้งหลายพรรณนาไว้ว่าเป็นปทัฏฐานของศีล
นั้น, อธิบายว่า เป็นเหตุใกล้. เพราะเมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ ศีล
ก็ย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่, เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี ศีลก็ย่อมไม่เกิดขึ้น
และไม่ตั้งอยู่ฉะนั้น ญาณที่สหรคตด้วยศีล สัมปยุตด้วยศีลนั้น โดย
วิธีที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่า สีลมเย าณ. อีกอย่างหนึ่ง ศีล
นั่นแหละสำเร็จแล้ว ชื่อว่า สีลมัย, ญาณในสีลมัยนั้น คือสัมปยุต
ด้วยศีลมัยนั้น.
 ๑. ที.ปา. ๑๑/๒๒๘.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 45
การพิจารณาโทษในการไม่สำรวม ๑, การพิจารณาอานิสงส์
ในการสำรวม ๑, การพิจารณาความบริสุทธิ์ในการสำรวม ๑, การ
พิจารณาความขาวสะอาดจากสังกิเลสในเพราะการสำรวม ๑ ท่าน
สงเคราะห์ด้วยสีลมยญาณนั่นแล.
 
๓. อรรถกถาสมาธิภาวนามยญาณุทเทส
ว่าด้วย สมาธิภาวนามยญาณ
คำว่า สวริตฺว สมาทหเน ปญฺา ความว่า ปัญญาของ
กุลบุตรผู้สำรวมด้วยสีลสังวรตามที่กล่าวไว้ในสีลมยญาณ แล้วทำการ
สำรวมตั้งอยู่ในศีลมีจิตตั้งไว้ด้วยดี กระทำจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วย
สามารถแห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ เป็นไปแล้วในสมาธิจิตนั้น
คือสัมปยุตกับด้วยสมาธิจิตนั้น. การวางไว้ ตั้งไว้ ด้วยดีโดยชอบ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า สมาทหน - การตั้งไว้ด้วยดี, คำนี้ เป็นคำเรียก
สมาธิโดยปริยาย.
กุศลจิตเอกัคคตา ชื่อว่า สมาธิ ในคำนี้ว่า สมาธิภาวนา-
มเย าณ ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่า สมาธิ
เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ( สมาธาน ). ชื่อว่า สมาธาน นี้อย่างไร ?

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 46
มีคำอธิบายว่า การวาง การตั้ง ซึ่งจิตและเจตสิกไว้ในอารมณ์เดียว
โดยชอบด้วยดี เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิก ไม่ฟุ้งไป ไม่เกลื่อน
กล่น ตั้งอยู่โดยชอบด้วยดีในอารมณ์เดียว ด้วยอานุภาพแห่งธรรมใด,
คำที่กล่าวมาแล้วนี้พึงทราบว่าเป็น สมาธาน.
ก็ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ การกำจัด
ความฟุ้งซ่านเป็นรส การไม่หวั่นไหวเป็น
ปัจจุปัฏฐาน และมีความสุขเป็นปทัฏฐานของ
สมาธินั้นแล.
ธรรมชาติใด อันพระโยคีบุคคลอบรมอยู่ เจริญอยู่ ฉะนั้น
ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ภาวนา, ภาวนาคือสมาธิ ชื่อว่า สมาธิภาวนา,
อีกอย่างหนึ่ง การอบรมการเจริญซึ่งสมาธิ ชื่อว่า สมาธิภาวนา. ห้าม
ภาวนาอื่นด้วยคำว่า สมาธิภาวนา. ญาณอันสำเร็จด้วยสมาธิภาวนา
ด้วยสามารถแห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิดุจในก่อน.
 
๔. อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส
ว่าด้วย ธรรมฐิติญาณ
ชื่อว่าปัจจัย ในคำนี้ว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา มีวจนัตถะ
ว่า ผลย่อมอาศัยธรรมนั้นเกิด ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า ปัจจัย.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 47
คำว่า ปฏิจฺจ ได้แก่ ไม่เว้นจากธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น อธิบาย
ว่า ไม่บอกคืน. บทว่า เอติ ความว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไป
ด้วย. อีกอย่างหนึ่ง มีความว่าอุปการะ มีอรรถว่าเป็นแดนเกิด, ปัญญา
ในการกำหนดคือกำหนดได้ซึ่งปัจจัยทั้งหลาย เพราะปัจจัยนั้นมีมาก
อย่าง ชื่อว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา แปลว่า ปัญญาเป็นเครื่อง
กำหนดปัจจัย.
ธมฺมศัพท์ ในบทว่า ธมฺมฏฺิติาณ นี้ ย่อมปรากฏใน
อรรถว่า สภาวะ, ปัญญา, บุญ, บัญญัติ, อาบัติ, ปริยัติ, นิสสัตตตา,
วิการ, คุณ, ปัจจัย, ปัจจยุปบันเป็นต้น.
ก็ ธมฺมศัพท์นี้ ย่อมปรากฏในอรรถว่าสภาวะ ได้ในติกะว่า
กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, อกุสลา ธมฺมา
สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรม
ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ.
ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ปัญญา ได้ในคำเป็นต้นว่า
บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วย
สัทธา มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ สัจจะ,
 ๑. อภิ.ส. ๓๔/๑.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 48
ธรรมะ, ธิติ, และจาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้
ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า บุญ ได้ในคำเป็นต้นว่า
ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ นี้ มีผลเสมอกัน
หามิได้เลย อธรรมย่อมนำไปนรก ธรรมย่อมให้ถึง
สุคติ ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า บัญญัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า
บัญญัติธรรม, นิรุตติธรรม, อธิวจนธรรม ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า อาบัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า
ธรรมคือปราชิก, ธรรมคือสังฆาทิเสส ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ปริยัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า
ภิกษุในธรรมวินัย ย่อมเรียนธรรมคือสุตตะ, เคยยะ เวยยา-
กรณะดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า นิสสัตตตา-ความไม่มีสัตว์ ได้ใน
คำเป็นต้นว่า
ก็สมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมมี,และในคำเป็นต้นว่า
พระโยคีบุคคล ตามพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ ดังนี้.
 ๑. ส.ส. ๑๕/๘๔๕. ๒. ขุ.เถร. ๒๖/๓๓๒. ๓. อภิ.ส. ๓๔/๑๕.
 ๔. วิ.มหาวิภงฺค. ๑/๓๐๐. ๕. องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๗๓. ๖. อภิ.ส. ๓๔/๑๕.
 ๗. ที.มหา. ๑๐/๒๗๓.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 49
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า วิการ - ธรรมชาติที่ผันแปร ได้ใน
คำเป็นต้นว่า
ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า คุณ ได้ในคำเป็นต้นว่า
พุทธธรรม ๖ ... ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า ปัจจัย ได้ในคำเป็นต้นว่า
ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า ปัจจยุปบัน ได้ในคำเป็นต้นว่า
ธาตุนั้น ตั้งอยู่แล ชื่อว่า ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ดังนี้.
ธมฺมศัพท์นี้นั้น พึงเห็นว่าลงในอรรถว่า ปัจจยุปบัน แปลว่า ธรรม
ที่เกิดแต่ปัจจัย. โดยอรรถท่านเรียกว่าธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะ
ของตน, หรือ อันปัจจัยทรงไว้, หรือ ย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน.
หรือ ผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบาย
ทั้งหลาย, หรือทรงไว้ในลักษณะของตน ๆ. หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้
ด้วยจิต, ตามสมควร. แต่ในที่นี้ ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า อัน
ปัจจัยทั้งหลายของตน ทรงไว้, ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อม
ตั้งขึ้น คือ ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น
 ๑. องฺ.ทสก. ๒๔/๑๐๗. ๒. ขุ.มหา. ๒๙/๒๓๑. ๓. อภิ.วิ. ๓๕๑๗๗๙.
 ๔. ส.นิ. ๑๖/๖๑.

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 50
ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ธรรมฐิติ. คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย,
ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่า ธัมมัฏฐิติญาณ.
ก็ ธัมมัฏฐิติญาณนี้ มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูป
ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร
เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ใน
สมาธิภาวนามยญาณแล้วกำหนดนามรูป.
หากจะมีปุจฉาว่า ญาณนี้ ทำไมท่านไม่กล่าวว่า นามรูป
ววัตถามญาณ อย่างเดียว แต่กลับกล่าวว่า ธัมมัฏฐิติญาณ
เล่า ? ก็มีวิสัชนาว่า เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ล้วน
สำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว. เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัย
เกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำการ
กำหนดปัจจัยได้. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณ
อันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้น สำเร็จแล้วในก่อน ก็ยอมเป็น
ญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย ศัพท์ว่า ธัมมัฏฐิติญาณ นั่นแล.
หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจะไม่กล่าว สมาทหิตฺวา
ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เพราะมี
จิตตั้งมั่น เหมือนญาณที่ ๑ และญาณที่ ๒ เล่า ? ตอบว่า เพราะ
สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน.
สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า