พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๗๒ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 1

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย อปทาน

เล่มที่ ๙ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์นั้น

ภัททาลิวรรคที่ ๔๒

๓. เถราปทาน

ภัททาลิเถราปทานที่ ๑ (๔๑๑)

ว่าด้วยผลแห่งการมุงมณฑปด้วยดอกรัง

[๑] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี ปรารถนาความวิเวก เลิศในโลกได้เสด็จเข้าไปยัง ป่าหิมพานต์ ครั้นแล้ว พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำ โลก ประเสริฐกว่าบุรุษ ได้ประทับนั่งขัดสมาธิ พระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าสุเมธะผู้สูงสุด กว่าบุรุษ พระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ ๗ คืน ๗ วัน เราถือหาบเข้าไปกลางป่า ณ ที่นั้นเราได้ เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ

๑. บาลีเล่มที่ ๓๓
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 2

ครั้งนั้น เราจับไม้กวาด กวาดอาศรม ปักไม้สี่อันทำเป็นมณฑป เราเอาดอกรังมามุงมณฑป เราเป็นผู้มีจิต เลื่อมใส โสมนัส ได้ถวายบังคมพระผู้นำโลกแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ที่ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า มีพระปัญญาดังแผ่นดิน มีพระปัญญาดี ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางพระภิกษุ สงฆ์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ เทวดาทั้งปวงทราบว่าพระพุทธเจ้าจะ เปล่งวาจา จึงพากันมาประชุมด้วยคิดว่า พระพุทธ เจ้าผู้ประเสริฐสุด มีพระจักษุ จะทรงแสดงพระ ธรรมเทศนาโดยไม่ต้องสงสัย พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้สม- ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในหมู่เทวดา ได้ตรัส พระคาถาดังต่อไปนี้ ผู้ใดทรงมณฑป มีดอกรังเป็นเครื่องมุง แก่เราตลอด ๗ วัน เราพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง หลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้น เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็น ผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำ จักมีโภคทรัพย์ ล้นเหลือ บริโภคกาม ช้างมาตังคะ ๖ หมื่นเชือกประดับด้วย เครื่องอาภรณ์ทุกชนิด รัดปะคน และพานหน้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 3

พานหลังล้วนทองกอปรด้วยเครื่องประดับศีรษะ และข่ายทอง มีนายหัตถาจารย์ผู้มีมือถือหอกซัดและขอ ขึ้นขี่ประจำ จักมาสู่ที่บำรุงผู้นั้นทั้งเวลาเย็นเวลา เช้า ผู้นี้จักเป็นผู้อันช้างเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว รื่นรมย์อยู่ สินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างเป็นพาหนะ ว่องไว มีอัศวาจารย์ผู้สวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ จักแวดล้อมอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา รถ ๖ หมื่นคันประดับด้วยสรรพาลังการ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง มีธงปักหน้ารถ มีคนขับถือธนูสวมเกราะขึ้น ประจำ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา บ้าน ๖ หมื่นบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ทุกสิ่ง มีทรัพย์และข้าวเปลือกล้นเหลือ บริบูรณ์ดีทุก ประการ จักมีปรากฏอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา เสนาสี่เหล่า คือ กองช้าง กองม้า กอง รถ กองราบ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็น ผลแห่งพุทธบูชา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 4

ใน ๑๘,๐๐๐ กัป ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทว- โลก จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง และจักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง จักได้ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับ ไม่ถ้วน ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ พระศาสดามี พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า โอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ข้าพระองค์เป็นทายาทในธรรมของพระ- องค์ท่าน เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตแล้ว กำหนด รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐(แต่กัปนี้) ข้าพระองค์ ได้เห็นพระศาสดาผู้นำโลก ในระหว่างนี้ ข้าพระ- องค์ได้แสวงหาอมฤตบท การที่ข้าพระองค์รู้ศาสนธรรมนี้ เป็นลาภ ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ดีแล้ว วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้า พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่ พระองค์ ข้าพระองค์ได้บรรลุอมฤตบท เพราะ กล่าวสดุดีพระพุทธญาณ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 5

ข้าพระองค์เข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ จะเป็น เทวดาหรือมนุษย์ ย่อมเป็นผู้มีความสุขในทุก สถาน นี้เป็นผลในการที่ข้าพระองค์ กล่าวสดุดี พระพุทธญาณ นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของข้าพระองค์ ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ตัดกิเลส เครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่ ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน ภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้าง ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระ- พุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ พระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน ของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้ง แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระภัททาลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบภัททาลิเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 6

เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒ (๔๑๒)

ว่าด้วยแห่งการกางเศวตฉัตรถวายพระพุทธเจ้า

[๒] ข้าพระองค์ได้สร้างอาศรม ซึ่งมี ทรายสีขาวสะอาดเกลื่อนกล่นใกล้แม่น้ำจันทภาคา และได้สร้างบรรณศาลาไว้ แม่น้ำจันทภาคานั้น เป็นแม่น้ำที่มีฝั่งลาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วยปลาและเต่า อันจระเข้เสพอาศัย หมี นกยูง เสือเหลือง นกการะเวก และนกสาริกา ร่ำร้องอยู่ทุกเวลา ช่วยทำอาศรม ของข้าพระองค์ให้งดงาม นกดุเหว่าเสียงหวาน และหงส์มีเสียง เสนาะร้องอยู่ใกล้อาศรมนั้น ช่วยทำอาศรมของ ข้าพระองค์ให้งดงาม ราชสีห์ เสือโคร่ง หมู นกยาง หมาป่า และหมาใน บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำ อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม เนื้อทราย กวาง หมาจิ้งจอก สุกร มีมาก บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำอาศรมของข้า- พระองค์ให้งดงาม ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ไม้แคฝอย ไม้ ยางทราย ไม้อุโลก และต้นอโศก ช่วยทำอาศรม ของข้าพระองค์ให้งดงาม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 7

ต้นปรู ต้นคัดเค้า ต้นตีนเป็ด เถาตำลึง ต้นคนทีสอ ไม้กรรณิการ์ ออกดอกอยู่ใกล้อาศรม ของข้าพระองค์ ไม้กากะทิง ต้นรัง และต้นสน บัวขาว ดอกบานสะพรั่ง ใกล้อาศรมนั่น กลิ่น หอมฟุ้งไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้ งดงาม และที่ใกล้อาศรมนั้น มีไม้โพธิ์ ไม้ประดู่ ไม้สะท้อน ต้นรัง และไม้ประยงค์ ดอกบาน สะพรั่ง ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นหมากหอมควาย ต้นกระทุ่ม ต้นรังที่งดงาม มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ย่อมทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นอโศก ไม้มะขวิด และต้นภคิมิมาลา ดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ย่อมทำ อาศรมของข้าพระองค์ไห้งดงาม ต้นกระทุ่ม ต้นกล้วย ถั่วฤาษี และต้น มะกล่ำดำ มีผลอยู่เป็นนิตย์ ช่วยทำอาศรมของ ข้าพระองค์ ให้งดงาม ต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง หว้า สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้า มะตูม ผลิตผลอยู่ ใกล้อาศรมของข้าพระองค์ ในที่ไม่ไกลอาศรม มีสระโบกขรณี มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ . ดารดาษไปด้วยบัวขม กอปทุมและกออุบล กอ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 8

ปทุมกอหนึ่งกำลังดอกตูม กออื่น ๆ มีดอกบาน บ้างก็มีใบและกลีบหลุดลง บานอยู่ใกล้อาศรม ของข้าพระองค์ ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลา เค้าและปลาตะเพียน ว่ายอยู่ในน้ำใส ช่วยทำ อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม มะม่วงหอมที่ น่าดู กับต้นเกดที่ขึ้นอยู่ริมฝั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจร ไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม น้ำหวานที่ไหลออกจากเหง้า รสหวาน ปานดังน้ำผึ้ง นมสดและเนยใสมีกลิ่นหอมฟุ้ง ขจรไป ย่อมทำให้อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ใกล้อาศรมนั้น มีกองทรายที่สวยงาม อันน้ำเสพแล้วเกลื่อนไป ดอกไม้หล่น ดอกไม้ บาน สีขาว ๆ ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้ งดงาม ฤาษีทั้งหลายสวมชฎา มีหาบเต็ม นุ่ง หนังสัตว์ทั้งเล็บ ทรงผ้าเปลือกไม้กรอง ย่อมยัง อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ฤาษีทั้งหลายทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความประพฤติสงบ ไม่ยินดีในความ กำหนัดในกาม อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษีทั้งหลายผู้มีขนรักแร้และเล็บงอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ทรงธุลีละอองและของ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 9

เปรอะเปื้อน ล้วนอยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษีเหล่านั้นถึงที่สุดแห่งอภิญญาเหาะเหินเดิน อากาศได้ เมื่อเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า ย่อมพาให้อาศรม ของข้าพระองค์งดงาม ครั้งนั้น ข้าพระองค์อันศิษย์เหล่านั้น แวดล้อมอยู่ในป่า เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความ ยินดีในฌาน ไม่รู้กลางวันกลางคืน ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคมหามุนี พระนามว่าอัตถทัสสี เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้น ยังความมืดให้ พินาศไป ครั้งนั้น ศิษย์คนหนึ่งได้มายังสำนักของ ข้าพระองค์ เขาประสงค์ จะเรียนลักษณะชื่อว่า ฉฬังคะ ในคัมภีร์พระเวท พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็น มหามุนี ทรงอุบัติขึ้นในโลก เมื่อทรงประกาศ สัจจะ ๔ ทรงแสดงอมตบท ข้าพระองค์เป็นผู้ยินดี ร่าเริงบันเทิงจิต มีหมวดธรรมอย่างอื่นเป็นที่มา นอน ออกจากอาศรมแล้ว พูดดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ เกิดอุบัติขึ้นแล้วในโลก มาเถอะ ท่านทั้งหลาย เราทุกคนจักไปยังสำนักของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 10

ศิษย์เหล่านั้นดูปฏิบัติตามคำสั่งสอนถึง ที่สุดในสัจธรรม แสวงหาประโยชน์อย่างเยี่ยม ได้รับปากว่าดีแล้ว ในกาลนั้น พวกเขาผู้สวมชฎา มีหาบเต็ม นุ่งหนังสัตว์พร้อมทั้งเล็บ เสาะหาประโยชน์อย่าง เยี่ยม ได้ออกจากป่าไป สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระยศ ใหญ่ พระนามว่าอัตถทัสสี เมื่อทรงประกาศ สัจจะ ๔ ได้ทรงแสดงอมตบท ข้าพระองค์ถือเศวตฉัตรกั้นถวายแด่พระ พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ครั้นกั้นถวายวัน หนึ่งแล้วได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เชษฐะของโลก ประเสริฐกว่านรชน ประทับนั่ง ในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส ได้กั้นเศวตฉัตรให้เรา ด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เมื่อผู้นี้เกิดในเทวดาหรือมนุษย์ ชนทั้ง หลายจักคอยกั้นเศวตฉัตรให้ทุกเมื่อ นี้เป็นผล แห่งการกั้นฉัตรถวาย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 11

ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป จัก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง จักเสวย ทิพย์สมบัติในเทวโลก ๗๗ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับไม่ถ้วน ใน ๑๘๐๐ กัป พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ศากย- บุตร จักเสด็จอุบัติ กำจัดความมืดมนธนการให้ พินาศ เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระพุทธ- เจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสในธรรมนิรมิตแล้ว จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง แล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน ในระหว่างกาล นับตั้งแต่ข้าพระองค์ได้ ทำกรรม คือ ได้กั้นเศวตฉัตรถวายแด่พระพุทธเจ้า มา ข้าพระองค์ไม่รู้จักเศวตฉัตรที่ไม่ถูกกั้น ชาตินี้เป็นชาติหลังสุดของข้าพระองค์ ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ทุกวันนี้ เหนือศีรษะของข้าพระองค์ได้ มีการกั้นเศวตฉัตร ซึ่งเป็นไปตลอดกาลเป็นนิตย์ โดยข้าพระองค์ได้ทำกรรมไว้ดีแล้ว แด่พระพุทธ- เจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้คงที่ ข้าพระองค์เป็น ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ข้า พระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 12

ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือก แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระ- พุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้ว, วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน ของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำสำเร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข ์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้ง แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ กระทำเสร็จแล้ว ดังนี้ ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล จบเอกฉัตตติยเถราปทาน

ติณสูลกฉาทนิยเถรปทานที่ ๓ (๔๑๓)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิซ้อนเป็นพุทธบูชา

[๓] ครั้งนั้น เราได้พิจารณาถึงความ เกิด ความแก่ และความตาย ผู้เดียว ได้ออกบวช เป็นบรรพชิต

เราเที่ยวไปโดยลำพัง ได้ไปถึงฝั่งแม่น้ำ คงคา ได้เห็นพื้นแผ่นดินที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น เรียบราบ สม่ำเสมอ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 13

จึงได้สร้างอาศรมขึ้นที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น อยู่ในอาศรมของเรา ที่จงกรม ซึ่งประกอบด้วย หมู่นกนานาชนิด เราได้ทำไว้อย่างสวยงาม สัตว์ทั้งหลายอยู่ใกล้เรา และส่งเสียง รื่นรมย์ เรารื่นรมย์อยู่กับสัตว์เหล่านั้นอยู่ใน อาศรม ที่ใกล้อาศรมของเรามีมฤคราชสี่เท้าออก จากที่อยู่แล้ว มันคำรามเหมือนอสนีบาต ก็เมื่อมฤคราชคำราม เราเกิดความร่าเริง เราค้นหามฤคราชอยู่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำโลก ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของ โลกพระนามว่าติสสะ ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาแล้ว เป็นผู้ร่าเริง มีจิตบันเทิง เอาดอกกากะทิงบูชา พระองค์ ได้ชมเชยพระผู้นำโลก ผู้เด่นเหมือน พระอาทิตย์ บานเหมือนดอกไม้พญารัง รุ่งโรจน์ เหมือนดาวประกายพฤกษ์ว่า พระองค์ผู้สัพพัญญู ทำให้พระองค์พร้อม ทั้งเทพยดาให้สว่าง ด้วยพระญาณของพระองค์ บุคคลทำให้พระองค์โปรดปรานแล้ว ย่อมพ้นจาก ชาติได้ เพราะไม่ได้เฝ้าพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้เห็นธรรมทั้งปวง สัตว์ทั้งหลายที่ถูกราคะและ โทสะทับถม จึงพากันตกนรกอเวจี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 14

เพราะอาศัยการได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้สัพ- พัญญูนายกของโลก สัตว์ทั้งปวงจึงหลุดพ้นจากภพ ย่อมถูกต้องอมตบท เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ เปล่งรัศมี อุบัติขึ้น เมื่อนั้น พระองค์ทรงเผา กิเลสแล้ว ทรงแสดงแสงสว่าง เราได้กล่าวสดุดีพระสัมพุทธเจ้าพระนาม ว่าติสสะ ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลกแล้ว เป็น ผู้ร่าเริงมีจิตบันเทิง เอาดอกมะลิซ้อนบูชาพระองค์ พระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะผู้นำชั้น เลิศของโลกทรงทราบความดำริของเรา ประทับ นั่งบนอาสนะของพระองค์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใส ได้เอาดอกไม้บังเรา ด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง หลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก ๒๕ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักได้ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับ มิได้ ผลแห่งกรรมนั้นเป็นผลแห่งการบูชาด้วย ดอกไม้ ก็บุรุษที่ได้เอาดอกไม้บังเราทั้งเย็นและ เช้า เป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม จักปรากฏต่อไป ข้างหน้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 15

เขาปรารถนาสิ่งใด ๆ สิ่งนั้น ๆ จักปรากฏ ตามความในประสงค์ เขาทำความดำริชอบให้ บริบูรณ์แล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เขาเผากิเลส มีสติสัมปชัญญะ นั่งบน อาสนะเดียว บรรลุอรหัตได้ เราเมื่อเดินยืน นั่ง หรือนอน ย่อมระลึก ถึงพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด อยู่ทุกขณะ ความพร่องในปัจจัยนั้น ๆ คือ จีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และคิลานปัจจัย มิได้มี แก่เรา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา บัดนี้ เราบรรลุอมตบท อันสงบระงับ เป็นธรรมยอดเยี่ยม กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ- พุทธเจ้าอันใด ด้วยการบูชานั้น เราจึงไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือก แล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของ เรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้ บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 16

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระติณสูลกฉาทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล จบติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน

๔๑๑. - ๔๑๓.อรรถกถาภัททาลิวรรคที่ ๔๒

อปทานที่ ๑ อปทานที่ ๒ และอปทานที่ ๓ ในวรรคที่ ๔๒ มีเนื้อ ความพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่าย ตามลำดับ แห่งนัยนั่นแล. จบอรรถกถาภัตทาลิวรรคที่ ๔๒

มธุมังสทายกเถรปทานที่ ๔ (๔๑๔)

[๔] เราเป็นคนฆ่าหมูอยู่ในนครพันธุมดี เราเลือกเอาเนื้อดี ๆ มาเทลงแช่น้ำผึ้ง เราได้ไป สู่ที่ประชุมสงฆ์ ถือเอาบาตรมาใบหนึ่ง เอาเนื้อ ใส่บาตรนั้นให้เต็มแล้วได้ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ครั้งนั้น เราได้ถวายแก่พระสงฆ์เถระ ด้วยคิดว่า เพราะเอาเนื้อใส่บาตรให้เต็มนี้ เราจัก ได้สุขอันไพบูลย์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 17

เราได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว อันกุศล มูลตักเตือนแล้ว เมื่อเราดำรงชีพอยู่ในภพสุดท้าย จักเผากิเลสทั้งหลายได้ เรายังจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว ได้ ไปยังดาวดึงสพิภพ ณ ที่นั่น เรากิน ดื่ม ได้สุข อย่างไพบูลย์ ที่มณฑป หรือโคนไม้ เรานึกถึงบุรพ- กรรมเสมอ ห่าฝน คือ ข้าวและน้ำ ย่อมตกลงมา เพื่อเราในครั้งนั้น ชาตินี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา ภพหลัง กำลังเป็นไป ถึงในภพนี้ ข้าวและน้ำ ก็ตกลงมา เพื่อเราตลอดกาลทุกเมื่อ เพราะมธุทานนั่นแหละ เราท่องเที่ยวไป ในภพ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่ง มธุทาน เราเผากิเลสแล้ว . . . คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระมธุนังสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล ฯ จบทธุมังสทายกเถราปทาน.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 18

๔๑๔. อรรถกถามธุมังสทายกเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอุปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :- อุปทานของท่านพระมธุมังสทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร พนฺธุมติยา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สูกริโก ได้แก่ ขายเนื้อสุกรเลี้ยงชีวิต บทว่า อุกฺโกฏก รนฺธยิตฺวา ความว่า เราต้มเนื้อไตและเนื้อปอดแล้ว แช่ ใส่ลงในเนื้อที่ผสมน้ำผึ้ง อธิบายว่า เอาเนื้อนั้นบรรจุจนเต็มบาตรแล้ว ถวาย แด่ภิกษุสงฆ์ ด้วยบุญกรรรมนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บวชแล้วจึงได้บรรลุ พระอรหัตแล. จบอรรถกถามธุมังสทายกเถราปทาน

นาคปัลลวกเถราปทานที่ ๕ (๔๑๕)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยกิ่งไม้กากะทิง

[๕] เราอาศัยอยู่ในสวนหลวงในพระ- นครพันธุมดี พระพุทธเจ้าผู้นำโลก ได้ประทับ อยู่ใกล้อาศรมของเรา เราถือเอากิ่งไม้กากะทิงไปปักไว้ข้างหน้า พระพุทธเจ้า เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้ถวาย อภิวาทพระสุคตเจ้า ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้เอากิ่งไม้บูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 19

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระนาคปัลลวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบนาคปัลลวกเถราปทาน.

เอกทีปิยเถราปทานที่ ๖ (๔๑๖)

ว่าด้วยการตามประทีปเป็นพุทธบูชา

[๖] เมื่อพระสุคตเจ้าผู้นำโลกพระนาม ว่าสิทธัตถะ ปรินิพพานแล้ว ชนทั้งปวงทั้งเทวดา และมนุษย์ ต่างก็บูชาพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ และเมื่อเขาช่วยกันยกพระผู้นำโลก พระ นามว่าสิทธัตถะ ขึ้นบนเชิงตะกอน ชนทั้งหลาย พากันบูชาเชิงตะกอนของพระศาสดาตามกำลัง เราได้ตามประทีปไว้ไม่ไกลเชิงตะกอน ประทีปของเราลุกโพรงจนพระอาทิตย์ขึ้น เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ เพราะความตั้งใจชอบ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ ไปสู่ดาวดึงสพิภพ เขาย่อมทราบกันว่า วิมานอันบุญกรรม ได้ทำไว้เป็นอย่างดี เพื่อเราในดาวดึงสพิภพนั้น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 20

ชื่อว่าเอกทีปะ ประทีปแสนดวงส่องสว่างอยู่ใน วิมานของเรา ร่างกายของเรารุ่งเรืองอยู่ทุกเมื่อ เหมือน พระอาทิตย์ที่กำลังอุทัยฉะนี้ สรีระของเรามีแสง สว่างด้วยรัศมีในกาลทุกเมื่อ เรามองเห็นได้ตลอด ด้วยจักษุ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา โดยรอบร้อยโยชน์ รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ ครั้ง เสวย รัชสมบัติในเทวโลก ๓๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักร- พรรดิราช ๒๘ ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน ไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เราจุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในครรภ์ของมารดา นัยน์ตาของเราผู้แม้จะ อยู่ในครรภ์ ของมารดา ก็ไม่วินาศ เรามีอายุ ๔ ขวบแต่กำเนิดก็ได้ออกบวช เป็นบรรพชิต ได้บรรลุพระอรหัตแต่ยังไม่ทันได้ ถึงกึ่งเดือน เราชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสทั้งปวงขาด แล้ว นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว นอกฝา นอกกำแพง และถึงภูเขาทั้งสิ้น เราก็เห็นทะลุไปได้ นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวง เดียว สำหรับเรา ภูมิภาคที่ขรุขระ ย่อมเป็น ที่ราบเรียบ ความมืดย่อมไม่ปรากฏมี เราไม่เห็น ความมืด นี้ก็เป็นแห่งประทีปดวงเดียว

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 21

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายประ- ทีปใด ด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้ ทราบว่า ท่านพระเอกปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบเอกทีปิยเถราปทาน

อุจฉังคปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๔๑๗) ว่าด้วยการถวายดอกไม้หนึ่งพก [๗] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อยู่ ในพระนครพันธุมดี เราเอาดอกไม้ห่อเต็มพก แล้วได้ไปยังตลาด สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของ โลก อันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้ว เสด็จออกไป ด้วยอานุภาพใหญ่ เราได้เห็นพระวิปัสสี สัมพุทธเจ้าผู้ส่อง โลกให้โพรงทั่ว ยังโลกให้ข้ามพ้น จึงหยิบดอกไม้ ออกจากพก บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 22

ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ- พุทธเจ้าประเสริฐสุด ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุจฉังคปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบอุจฉังคปุปผิยเถราปทาน

ยาคุทายกเถราปทานที่ ๘ [๔๑๘]

ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวยาคู

[๘] ครั้งนั้น เราได้พาแขกมาบ้าน เห็นแม่น้ำที่เต็มฝั่ง จึงเข้าไปสู่สังฆาราม ภิกษุ ทั้งหลายเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร รักษาธุดงค์ ยินดี ในณาน มีจีวรเศร้าหมอง ชอบสงัด เป็นนัก ปราชญ์ ท่านกำลังอยู่ในสังฆาราม ท่านเหล่านั้นผู้หลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้คงที่ ได้ตัดคติเสียแล้ว ในเวลาที่แม่น้ำที่กั้นด้วยน้ำ ท่านไปบิณฑบาตไม่ได้ เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติปราโมทย์ ประนมกรอัญชลี ประคอง ข้าวสาร ถวายยาคุทานแล้ว

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 23

เราเลื่อมใส ถวายข้าวยาคูที่เราต้มด้วย มือทั้งสองตน ปรารภแต่เฉพาะกรรมของตัว ได้ไปดาวดึงสพิภพแล้ว วิมานที่สำเร็จด้วยแก้วมณี ได้เกิดแก่ เราในหมู่ไตรทศ เราประกอบด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงอยู่ในวิมานอันอุดม เราได้เป็นจอมเทพยดาเสวยราชสมบัติใน เทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวย ราชสมบัติใหญ่ ๓๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศ ราชอันไพบูลย์โดยคณานับได้มิได้ เสวยยศ ใน เทวโลกบ้าง ในมนุษย์โลกบ้าง เมื่อถึงภพที่สุด เราได้ออกบวชเป็น บรรพชิต ได้ละทิ้งสมบัติทุกอย่าง พร้อมกับผม ที่ถูกโกน เราพิจารณาร่างกายโดยความสิ้นไปและ ความเสื่อมไป ก็ได้บรรลุพระอรหัตก่อนให้สิกขา ทานอันประเสริฐเกิดแต่เมื่อ ซึ่งเราประ- กอบดีแล้ว ชื่อว่าเป็นอันให้ดีแล้ว เพราะข้าว ยาคูนั้นนั่นเอง เราจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เราไม่รู้สึกว่า ความโศก ความร่ำไร ความป่วยไข้. ความกระวนกระวาย ความเดือด ร้อนใจเกิดขึ้นเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 24

เราได้ถวายข้าวยาคูแก่สงฆ์ในบุญเขตอัน ยอดเยี่ยม ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ เพราะ เราเป็นผู้ถวายข้าวยาคูดีหนอ คือ ความเป็นผู้ไม่มี พยาธิ ๑ ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นผู้ได้ ตรัสรู้ธรรมได้เร็วพลัน ๑ ความเป็นผู้ได้ข้าวและ น้ำ ๑ และอายุเป็นที่ ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะให้เกิดโสมนัส ผู้นั้น ควรถวายข้าวยาคูในสงฆ์ บัณฑิตพึงถือเอาเฉพาะ ฐานะ ๕ ประการนี้ เราทำกิจที่ควรทำทุกอย่างแล้ว เพิกถอน ภพทั้งหลายแล้ว อาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพ ใหม่ไม่มีอีก เรานั้นจักเที่ยวไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้า และพระธรรมอันดี จากบ้านหนึ่งไปยังบ้านหนึ่ง จากบุรีหนึ่งไปยังบุรีหนึ่ง ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ เราได้ถวายทานใดใน กาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการถวายข้าวยาคู เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้ ทราบว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบยาคุทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 25

ปัตโถทนทายกเถราปทานที่ ๙ (๔๑๙)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวสาลีหนึ่งแล่ง

[๙] เมื่อก่อน, เราเป็นคนชอบเที่ยวใน ป่าประกอบการงานในป่าเสมอ เราถือเอาข้าวสุก แห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่ง แล้วได้ไปทำการงาน ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสยัมภูสัมพุท- เจ้า ผู้ไม่พ่ายแพ้อะไร ๆ เสด็จออกจากป่าเพื่อ บิณฑบาต ครั้นแล้วเราได้ยังจิตให้เลื่อมใส เราประ กอบในทางการงานของคนอื่น และบุญของเรา ก็ไม่มี มีแต่ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เราจัก นิมนต์พระมุนีให้เสวย เราหยิบข้าวสุกแห่งข้าว สาลีแล่งหนึ่งถวายแด่พระสยัมภู เมื่อเราเพ่งดูอยู่ พระมหามุนีทรงเสวย เพราะกรรมที่เราได้ทำไวดีแล้วนั้น และ เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วก็ไป สู่ดาวดึงสพิภพ เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติ ใน เทวโลก ๓๒ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย คณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็น ผลของข้าวสุกแห่งข้าวแล่งหนึ่ง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 26

เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้ทรัพย์นับไม่ถ้วน ความบกพร่องในโภคทรัพย์ มิได้มีแก่เราเลยนี้เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสาร แล่งหนึ่ง โภคสมบัติเปรียบด้วยกระแสน้ำเกิดขึ้น แก่เรา เราไม่สามารถจะนับได้ นี้ก็เป็นผลของ ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เพราะมีผู้เชื้อเชิญว่า เชิญเคี้ยวกินสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ ฉะนั้น เราจึงเป็นคนมีความสุข นี้ก็เป็นผลของข้าวสุก แห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี่ก็เป็นผลของ ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปัตโถทนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบปัตโถทนทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 27

มัญจทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๔๒๐)

ว่าด้วยผลแห่งการทำเตียงถวาย

[๑๐] เมื่อพระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนาม ว่าสิทธัตถะ ผู้ประกอบด้วยพระกรุณา ปรินิพพาน แล้ว เมื่อปาพจน์มีความแพร่หลาย อันเทวดา และมนุษย์สักการะแล้ว ในครั้งนั้น เราเป็นคนจัณฑาล ทำเก้าอี้ และตั่ง เลี้ยงชีพด้วยการงานนั้น เลี้ยงดูเด็ก ๆ ก็ด้วยการงานนั้น เราเลื่อมใสแล้ว ทำเก้าอี้ยาวเป็นอย่างดี ด้วยมือทั้งสองของตน แล้วได้เข้าไปถวายแก่ พระภิกษุสงฆ์ด้วยตนเอง ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วย ความตั้งเจตนานั้นไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป ยังดาวดึงสพิภพ เราไปสู่เทวโลก บันเทิงอยู่ในหมู่ไตรทศ ที่นอนมีราคามาก ย่อมเกิดตามความปรารถนา เราได้เป็นจอมเทพเสวยรัชสมบัติในเทว- โลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียงนอน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 28

เมื่อเราจุติจากเทวโลกมาสู่ภพมนุษย์ ที่นอนสวย ๆ ควรแก่ค่ามาก ย่อมเกิดแก่เราเอง นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลัง เป็นไป แม้ทุกวันนี้ ที่นอนก็ปรากฏในเวลาที่จะ นอน ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายเตียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้ ทราบว่า ท่านพระมัญจทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบมัญจทายกเถราปทาน

อรรถกถาภัททาลิวรรคที่ ๔๒

แม้อปทานที่ ๕ ของพระนาคปัลลวกเถระ แม้อปทานที่ ๖ ของพระ เอกทีปิยเถระ แม้อปทานที่ ๗ ของพระอุจฉังคปุปผิยเถระ แม้อปทานที่๘ ของพระยาคุทายกเถระ แม้อปทานที่ ๙ ของพระปัตโถทนทายกเถระ แม้ อปทานที่ ๑๐ ของพระมัญจทายกเถระ ทุกๆ อปทานทั้งหมด มีเนื้อความพอ ที่นักศึกษาจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล. จบอรรถกถาภัตทาลิวรรคที่ ๔๒

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 29

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ภัททาลิเถราปทาน ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน ๓. ติณสูลฉาท- นิยเถราปทาน ๔. มธุมังสทายเถราปทาน ๕. นาคปัลลวกเถราปทาน ๖. เอกทีปิยเถราปทาน ๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน ๘. ยาคุทายกเถรา ปทาน ๙. ปัตโถทนายกเถราปทาน ๑๐. มัญจทายกเถราปทาน บัณฑิตคำนวณคาถาแผนกหนึ่งได้ ๒๐๐ คาถา. จบภัททาลิวรรคที่ ๔๒

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 30

สกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓

สกิงมัชชกเถราปทานที่ ๑ [๔๒๑]

ว่าด้วยผลแห่งการกวาดลานพระศรีมหาโพธิ

[๑๑] เราได้เห็นแคฝอย ซึ่งเป็นไม้โพธิ อันอุดมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนานว่าวิปัสสี แล้วยังใจให้เลื่อมใสในไม้โพธินั้น เราหยิบเอาไม้กวาดมากวาด (ลานโพธิ- พฤกษ์ ) อันเป็นที่ตั้งแห่งไม้โพธิในกาลนั้น ครั้น แล้วได้ไหว้ไม้แคฝอยซึ่งเป็นไม้โพธินั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในไม้โพธินั้น ประ- นมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า นมัสการไม้โพธินั้น แล้ว กลับไปยังกระท่อม เราเดินนึกถึงไม้โพธิอันอุดมไปตามหน ทางสัญจร งูเหลือมซึ่งมีรูปร่างน่ากลัว มีกำลัง มาก รัดเรา กรรมที่เราทำในเวลาใกล้จะตาย ได้ทำ ให้เรายินดีด้วยผล งูเหลือมกลืนกินร่างของเรา เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จิตของเราไม่ขุ่นมัว บริสุทธิ์ขาวสะอาด ในกาลทุกเมื่อ ลูกศรคือความโศก ที่เป็นเหตุทำ จิตของเราให้เร่าร้อน เราไม่รู้จักมัน เลย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 31

เราไม่มีโรคเรื้อน ฝี โรคกลาก ลมบ้าหมู คุดทะราด หิดเปื่อย และหิดด้าน นี้ก็เป็นผล แห่งการกวาด ความโศก ความเร่าร้อน ไม่มีในหทัยของ เรา จิตของเราตรง ไม่วอกแวก นี้เป็นผลแห่ง การกวาด เราถึงสมาธิอีก ใจของเราเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์ สมาธิที่เราปรารถนาย่อมสำเร็จแก่เรา เราไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง ความขัดเคือง และไม่หลงในอารมณ์ เป็นที่ตั้ง แห่งความหลง นี้เป็นผลแห่งการกวาด ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้ทำกรรมใดใน กาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการกวาด เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสกิงสัมมัชชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบสกิงสัมมัชชกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 32

เอกทุสสทายกเถราปทานที่ ๒ (๔๒๒)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าเป็นพุทธบูชา

[๑๒] เราเป็นคนเกี่ยวหญ้าขายอยู่ใน พระนครหังสวดี เลี้ยงชีพด้วยการเกี่ยวหญ้า เลี้ยงดูเด็ก ๆ ด้วยการเกี่ยวหญ้านั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้รู้จบ ธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้น กำจัดความมืดมนให้พินาศ ครั้งนั้น เรานั่งอยู่ในเรือนของตน คิด อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ไทยธรรมของเราไม่มี เรามีแต่ผ้าสาฎกผืนเดียวนี้ ไม่มีใครจะให้เรา การถูกต้องนรกนำความทุกข์ มาให้ เราจะปลูกฝังทักษิณา ครั้นคิดได้เช่นนี้แล้ว เราจึงได้ยังจิตของ เราให้เลื่อมใส ได้ถือผ้าผืนหนึ่งไปถวายแด่พระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นถวายผ้าแล้วประกาศเสียงก้องว่า ข้าแต่พระมหามุนีวีระเจ้า ถ้าพระองค์เป็น พระพุทธเจ้า ก็ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ ข้ามด้วยเถิด พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรง รู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา เมื่อจะทรง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 33

ประกาศทานของเรา ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่ เราว่า ด้วยการถวายผ้าผืนหนึ่งนี้ และด้วยการ ตั้งเจตนาไว้ บุรุษนี้จะไม่ไปสู่วินิบาตเลยตลอด แสนกัป เขาจักได้เป็นจอมเทพเสวยรัชสมบัติใน เทวโลก ๓๖ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓ ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน ไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เมื่อเธอท่องเที่ยวอยู่ ในภพ คือ ในเทวโลกหรือมนุษย์โลก จักเป็นผู้มีรูปสวยงาม สมบูรณ์ด้วยคุณ มีกายสง่า จักได้ผ้าร้อยล้านแสนโกฏินับไม่ได้ ตามความปรารถนา ครั้นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้เป็นนักปราชญ์ตรัสดังนี้แล้ว ได้เสด็จเหาะเหิน สู่อากาศเหมือนพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดาหรือ มนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ เราไม่มีความพร่องใน โภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าผืนหนึ่ง ผ้าเกิดแก่เราทุก ๆ ย่างก้าว ข้างล่างเรา ยืนอยู่บนผ้าข้างบนเรานี้ผ้าเป็นเครื่องบัง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 34

ทุกวันนี้จักรวาลพร้อมทั้งป่า ภูเขา เมื่อ เราปรารถนาจะถือเอา ก็พึงคลุมได้ด้วยผ้า เพราะผ้าผืนเดียวนั่นแหละ เมื่อยังท่อง เที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ เราเป็นผู้มีผิวพรรณ เหมือนทองคำ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ เราถึงความเป็นภิกษุเพราะวิบากแห่ง ผ้าผืนเดียว ถึงชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย แม้ใน ชาตินี้ ผ้าก็ยังให้ผลแก่เราอยู่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายผ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งผ้าผืนเดียว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเอกทุสสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบเอกทุสสทายเถราปทาน

เอกาสนทายกเถราปทานที่ ๓ (๔๒๓)

ว่าด้วยผ้าแห่งการแต่งอาสนะบูชา

[๑๓] มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อสิกะ อยู่ในที่ ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์ เราสร้างอาศรมอย่าง สวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ที่ภูเขานั้น เรามีนาม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 35

ชื่อว่านารทะ แต่คนทั้งหลายเรียกว่า กัสสปะ ในกาลนั้น เราแสวงหาทางบริสุทธิ์อยู่ที่ภูเขากสิกะ พระชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงใคร่ต่อวิเวก ได้เสด็จ มาทางอากาศ เราเห็นพระรัศมีของพระองค์ผู้แสวงหา- คุณอันยิ่งใหญ่ กำลังเสด็จมาที่ชายป่า จึงตบแต่ง เตียงไม้แล้วปูลาดหนังสัตว์ ครั้นตบแต่งอาสนะเสร็จแล้ว จึงประนม กรอัญชลีขึ้นเหนือเศียรเกล้า ประกาศถึงความ โสมนัสแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์เป็นปราชญ์ นำสัตว์ออก จากโลก ขอพระองค์ผู้เป็นดังแพทย์รักษา ความเดือดร้อน ได้โปรดประทานการรักษาแก่ข้า พระองค์ ผู้อันความกำหนัดครอบงำเถิด ข้าแต่พระมุนีชนเหล่าใดมีความต้องการ ด้วยบุญ มองดูพระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประ- เสริฐสุด ชนเหล่านั้นย่อมถึงความสำเร็จแห่ง ประโยชน์อันยั่งยืน พึงเป็นผู้ไม่แก่ ข้าพระองค์หามีไทยธรรมเพื่อพระองค์ไม่ เพราะข้าพระองค์บริโภคไม้ที่หล่นเอง ข้าพระ องค์มีแต่อาสนะนี้ ขอเชิญประทับนั่งบนเตียงไม้ เถิด

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 36

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไม่มีความสะดุ้ง เหมือนราชสีห์ ได้ประทับนั่งบนเตียงไม้แล้ว ทรงยับยั้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ตรัสอย่างนี้ว่า ท่านจงเบาใจอย่าได้กลัวเลย แก้วมณีที่ สว่างไสว ควรยินดี ท่านได้แล้ว ความปรารถนา ที่ท่านได้ตั้งไว้ จักสำเร็จทุกประการก็เพราะ อาสนะ บุญที่ได้บำเพ็ญไว้ดีแล้วในเขตบุญอัน ยอดเยี่ยม หาน้อยไม่เลย อันผู้ที่ตั้งจิตไว้ดีแล้ว สามารถที่จะรื้อตนขึ้นได้ เพราอาสนะทานนี้ และเพราะการตั้ง เจตนาไว้ ท่านจะได้ไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัป จักได้เป็นจอมเทพ เสวยราชสมบัติใน เทวโลก ๕๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ ขณะที่ยังท่องเที่ยวอยู่ใน สังสารวัฏ จักเป็นผู้มีความสุขในที่ทั้งปวง พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าปทุมุตตระ เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสดังนี้แล้วได้เสด็จขึ้นสู่ นภากาศ ปานดังว่าพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น ยานช้าง ยานม้า รถ คานหาม เราได้สิ้น ทุกอย่าง นี้เป็นผลของอาสนะอันหนึ่ง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 37

ในเมื่อเราเข้าป่าแล้วต้องการนั่ง บัลลังก์ ดุจว่ารู้ความดำริของเรา ในเมื่อเราอยู่ท่ามกลางน้ำต้องการที่นั่ง บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของเรา ตั้งขึ้นใกล้ ๆ เราจะเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดา หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ บัลลังก์ตั้งแสน ย่อม แวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ เราจะท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ ใน เทวดาและมนุษย์ และจะเกิดในสองสกุล คือ กษัตริย์และพราหมณ์ เราถวายอาสนะอันหนึ่งในเขตบุญอัน ยอดเยี่ยม รู้ทั่วถึงบัลลังก์ คือ ธรรมแล้ว เป็นผู้ ไม่มีอาสนะอยู่ ในกัปที่แสน แต่กัปนี้เราได้ถวายทาน ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของอาสนะอันหนึ่ง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบเอกาสนทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 38

สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๔๒๔)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระทุ่ม ๗ ดอก

[๑๔] มีภูเขาชื่อทัมพะ อยู่ในที่ไม่ ไกลภูเขาหิมวันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์อาศัย อยู่ที่ข้างภูเขานั้น เราเห็นดอกกระทุ่มจึงประนมมือไหว้แล้ว หยิบเอามา ๗ ดอก ได้เรี่ยรายลงด้วยจิตอันเปี่ยม เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้กระทำกรรม ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสัตตกทัมพปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบสัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 39

โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๔๒๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายหงอนไก่

[๑๕ ] เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เลี้ยง ชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่มี ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำ ชั้นเลิศของโลก พระนามว่าติสสะ ผู้มีพระปัญญา จักษุ ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่อ อนุเคราะห์ เราได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดา พระนามว่าติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็น ผู้ร่าเริงมีจิตยินดี ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท เราเห็นต้นหงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบานแล้ว จึงเด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอย พระบาทอันประเสริฐสุด เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ไปสู่ดาวดึงสพิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดาหรือ มนุษย์ในกำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอก หงอนไก่ มีรัศมีมีเป็นแดนซ่านออกจากตน ในกัปที่ ๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 40

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบโกรัณฑปุปผิยเถราปทาน

ฆฏมัณฑทายกเถราปทานที่ ๖ (๔๒๖)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเปรียง

[๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีเหตุอันทรง ดำริดีแล้ว เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ กว่านรชน เสด็จเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ถูกอาพาธอัน เกิดแต่ลมเบียดเบียน เราเห็นแล้ว จึงทำจิตให้เลื่อมใส นำเอา ขี้ตะกอนเปรียงเข้าไปถวาย เพราะเราได้กระทำ กุศลกรรมและได้บูชาพระพุทธเจ้าเนือง ๆ แม่น้ำ คงคาชื่อภาคีรีสีห์ มหาสมุทรทั้ง ๘ และพื้นปฐพีที่น่ากลัว ซึ่งจะประมาณมิได้ นับไม่ถ้วนนี้ ย่อมสำเร็จเป็น เปรียงขึ้นได้สำหรับเรา น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ดังจะรู้ความดำริ ของเรา เกิดขึ้น ต้นไม้ที่งอกขึ้นแต่แผ่นดินใน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 41

ทิศทั้ง ๔ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดเป็น ต้นกัลปพฤกษ์ขึ้น เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน เทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย คณนานับไม่ถ้วน ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งขี้ตะกอนเปรียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระฆฏมัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบฆฏมัณฑทายกเถราปทาน

เอกธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๗ (๔๒๗)

ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรมครั้งเดียว

[๑๗] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงประกาศสัจจะ ๔ ทรงยังชน เป็นอันมากให้ข้ามพ้นดีแล้ว สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะใหญ่ สลัด ผ้าคากรองเปลือกไม้เหาะไปอัมพรในกาลนั้น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 42

เราไม่สามารถจะเหาะไปได้เหนือพระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราเหาะไปไม่ได้ เหมือน นกเข้าไปใกล้ภูเขาแล้วไปไม่ได้ฉะนั้น เราบังหวนเป็นไอน้ำลอยอยู่ในอัมพร เช่นนี้ ด้วยคิดว่า เหตุเครื่องทำให้อิริยาบถกำเริบ เช่นนี้ มิได้เคยมีแก่เรา เอาละ เราจักค้นหาเหตุนั้น บางทีเรา จะพึงได้ผล เราลงจากอากาศ ก็ได้สดับพระ สุรเสียงของพระศาสดา เมื่อพระศาสดาตรัสถึงว่าสังขารไม่เที่ยง ด้วยพระสุรเสียงที่น่ายินดี น่าฟัง กลมกล่อม ขณะนั้นเราได้เรียนเอาอนิจจลักษณะนั่นแหละ ครั้นเรียนอนิจจลักษณะได้แล้ว ก็ไปสู่ อาศรมของตน เราอยู่ในอาศรมนั้นแหละ ตราบ เท่าสิ้นอายุ ตายไปแล้ว เมื่อกาลที่สุดกำลังเป็นไป เราระลึกถึง การฟังพระสัทธรรม เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดี แล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ดาวดึงส- พิภพ รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๓ หมื่นกัป ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๑ ครั้ง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 43

และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เราเสวยบุญของตน ถึงความ สุขในภพน้อยใหญ่ เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ก็ยัง ระลึกได้ถึงสัญญานั้น บทอันไม่เคลื่อน คือ นิพพาน เราหาได้แทงตลอดด้วยธรรมอันหนึ่งไม่ สมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งในเรือนบิดา เมื่อจะแสดงธรรมกถาท่านได้ยกอนิจจ- ลักษณะขึ้นมาในธรรมกถานั้น พร้อมกับที่ได้ฟังคาถาว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่ สังขารเหล่านั้นสงบระงับ เป็นความสุข ดังนี้ เราจึงนึกถึงสัญญาขึ้นได้ทุกอย่าง เรานั่ง ณ อาสนะเดียว บรรลุอรหัตแล้ว เราได้บรรลุอรหัต โดยเกิดได้ ๗ ปี พระ พุทธเจ้าทรงให้เราอุปสมบทแล้ว นี้เป็นผลแห่ง การฟังธรรม ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ฟังธรรมใด ในกาลนั้น ด้วยการฟังธรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 44

ทราบว่า ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบเอกธัมมสวนิยเถราปทาน

สุจินติตเถราปทานที่ ๘ (๔๒๘)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวใหม่

[๑๘ ] ครั้งนั้น เราเป็นชาวนา อยู่ในพระ นครหังสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม เลี้ยงดูเด็ก ๆ ก็ด้วยกสิกรรมนั้น ครั้งนั้น นาของเราสมบูรณ์ดี ข้าวของเราออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวแก่ดีแล้ว เราคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า เป็นการไม่เหมาะไม่สมควรแก่เราผู้รู้คุณ น้อยใหญ่ ที่เราไม่ถวายทานในสงฆ์แล้ว พึง บริโภคส่วนอันเลิศด้วยตน พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน ในโลก มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ และพระสงฆ์ผู้ตนอันอบรมแล้ว เป็นนาบุญของ โลก ไม่มีนาบุญอื่นจะยิ่งไปกว่า เราจักถวายทาน คือ ข้าวกล้าใหม่ในพระ พุทธเจ้าและพระสงฆ์นั้น เสียก่อน ครั้นคิดเช่นนี้ แล้ว เราเป็นผู้ร่าเริง มีใจประกอบด้วยปีติ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 45

นำเอาข้าวเปลือกมาจากนา เข้าไปเฝ้า พระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเผาพระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าวกล้าสมบูรณ์ ทั้งพระองค์ก็กำลังประทับอยู่ ณ ที่นี้ ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระปัญญาจักษุ ขอพระองค์จงทรง พระกรุณารับเถิด พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้ แจ้งโลกสมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริ ของเราแล้วตรัสพระดำรัสนี้ว่า บุรุษบุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวก นี้ คือสงฆ์ เป็นผู้ตรง มีปัญญา ศีล และมีจิตมั่นคง บุญย่อม เป็นอันสั่งสมแล้ว ในเมื่อมนุษย์เพ่งบุญบูชากระ ทำอยู่ ทานที่ให้ในสงฆ์ ย่อมมีผลมาก และ ควรให้ทานในสงฆ์นั้น ข้าวกล้าของท่านนี้ก็เช่น เดียวกัน ควรให้ในสงฆ์ ท่านจงอุทิศแด่สงฆ์ นำเอาภิกษุทั้งหลาย ไปสู่เรือนของตน แล้วจงถวายสิ่งที่มีอยู่ในเรือน ซึ่งท่านได้ตกแต่งแล้วเพื่อภิกษุสงฆ์เถิด เราอุทิศ แด่สงฆ์ นำภิกษุทั้งหลายไปเรือน ได้ถวายสิ่งที่ เราได้ตกแต่งไว้ในเรือนแด่ภิกษุสงฆ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 46

เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว จึงไปยังดาวดึงสพิภพ วิมานทองงามผุดผ่องสูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ บุญกรรมได้สร้างไว้ อย่างงามแล้วเพื่อเรา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น จบภาณวารที่ ๑๙

ภพของเรา เกลื่อนกล่นระคนไปด้วย เทพนารี เรากิน ดื่มในภพนั้น อยู่ในสวรรค์ชั้น ไตรทศ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓,๐๐๐ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกอีก ๕๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และ ได้เป็นพระเจ้าประเทศราช โดยคณนานับมิได้ เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ได้ทรัพย์ นับไม่ได้ เราไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ ยานช้าง ยานม้า วอ และคานหาม เรา ได้ทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรสอัน เลิศใหม่ เราได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 47

ผ้าใหม่ ผ้ากัมพล ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เราได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ หมู่ทาสี หมู่ทาส และนารี ที่ประดับ ประดาอย่างสวยงาม เราได้ทุกจำพวก นี้เป็นผล แห่งข้าวใหม่ หนาวหรือร้อนไม่เบียดเบียนเรา เราไม่มี ความเร่าร้อน อนึ่ง ทุกข์ทางใจ ไม่มีในหทัย ของเรา เชิญเคี้ยวสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญ นอนบนที่นอนนี้ คำเช่นนี้ เราได้ทุกประการ นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ บัดนี้ ชาตินี้เป็นชาติหลังสุดภพสุดท้าย กำลังเป็นไป ถึงทุกวันนี้ ไทยธรรมของเรา ก็ทำ เราให้ยินดีอยู่ทุกเมื่อ เราได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้ประ- เสริฐสุด ย่อมเสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อัน สมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มีผิวพรรณผิวผ่อง ๑ มียศ ๑ มีโภคทรัพย์มากมาย ใคร ๆ ลักไม่ได้ ๑ มีภักษา มากทุกเมื่อ มีบริษัทไม่ร้าวรานกันทุกเมื่อ สัตว์ที่อาศัยแผ่นดินล้วนยำเกรงเรา ๑ เราได้ไทยธรรมก่อน จะในท่ามกลางสงฆ์ หรือ เฉพาะพระพักตร์ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 48

ก็ตาม พวกทายกเลยองค์อื่น ๆ เสียหมด ถวายแก่ เราเท่านั้น ๑ เราได้เสวยอานิสงส์เหล่านี้ เพราะได้ ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้อุดมก่อน นี้เป็นผล แห่งข้าวใหม่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง ข้าวใหม่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบสุจินติตเถราปทาน

โสณณกิงกณิยเถราปทานที่ ๙ ( ๔๒๙ )

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกะดึงทอง

[๑๙ ] เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วย ศรัทธา เรานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้กรอง เห็นกรรม คือการบำเพ็ญตบะ สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เชษฐ- บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ พระนามว่าอัตถ- ทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นช่วยมหาชนให้ข้าม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 49

ก็เราสิ้นกำลังเพราะพยาธิอย่างหนัก เรา นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ก่อพระสถูปอัน อุดมที่หาดทราย ครั้นแล้ว เป็นผู้จิตยินดี มีใจโสมนัส เรี่ยรายดอกกะดึงทองลงโดยพลัน เราบำเรอพระ สถูปของพระพุทธเจ้า พระนามว่าอัตถทัสสี ผู้คงที่ ด้วยใจอันเลื่อมใสนั้น ปานดังบำเรอพระ พุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์ เราไปสู่เทวโลกแล้ว ได้ความสุขอัน ไพบูลย์ ในเทวโลกนั้น เรามีผิวพรรณปานทองคำ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เทพนารีของเรามีประมาณ ๘๐ โกฏิ ประดับประดาสวยงาม บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็น ผลแห่งพุทธบูชา นักดนตรี ๖ หมื่น กับ กลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก บรรเลงอย่าง ไพเราะในเทวโลกนั้น ช้างกุญชรตระกูลมาตังคะแตกมัน ๓ ครั้ง อายุ ๖๐ ปี ๘๔,๐๐๐ เชือก ประดับสวยงามคลุมด้วย ตาข่ายทอง ทำการบำรุงเรา ความเป็นผู้บกพร่อง ในพลกายและที่อยู่ ไม่มีแก่เรา เราเสวยผลของดอกกะดึงทอง ได้เสวย ราชสมบัติในเทวโลก ๕๘ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า

ม.ยุ.  คเช  ช้างศึก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 50

จักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติ มหาปฐพี ๑๐๑ ครั้ง บัดนี้เราได้บรรลุอมตบทอันลึกซึ้ง ยาก ที่จะเห็นได้ สังโยชน์หมดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพ ใหม่ไม่มี ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เอา ดอกไม้บูชา ด้วยการบูชานั้น เราจักไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโสณณกิงกณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนั้นแล. จบโสณณกิงกณิยเถราปทาน

โสวัณณโกนตริกเถราปทานที่ ๑๐ (๔๓๐)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายกระโหลกน้ำเต้า

[๒๐] เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้อบรมใจ ฝึก พระองค์แล้ว มีพระทัยตั้งมั่นเสด็จดำเนินอยู่ใน ทางใหญ่ -ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ทรงยินดีในการ สงบระงับจิต ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มีปรกติเพ่ง