พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๗๕ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 1
พระอภิธรรมปิฎก
 
เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๑
 
ธรรมสังคณี
 
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 
มาติกา
 
ติกมาติกา ๒๒ ติกะ
 
[๑] ๑. กุสลติกะ
กุสลา ธมฺมา ธรรมเป็นกุศล
อกุสลา ธมฺมา ธรรมเป็นอกุศล
อพฺยกากตา ธมฺมา ธรรมเป็นอัพยากฤต
 
๒. เวทนาติกะ
 
สุขาย เวทนา สมฺปยุตฺตา ธมฺมา ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา ธรรมสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา
อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธรรมสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
ธมฺมา

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 2
๓. วิปากติกะ
 
วิปากา ธมฺมา ธรรมเป็นวิบาก
วิปากธมฺมธมฺมา ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก
เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ธรรมไม่เป็นวิบาก และไม่เป็นเหตุแห่ง
วิบาก
 
๔. อุปาทินนุปาทานิยติกะ
 
อุปาทินฺนุปาทานิยา ธมฺมา ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วย
ตัณหาทิฏฐิเข้ายึดครองและเป็นอารมณ์
ของอุปาทาน
อนุปาทินฺนุปาทานิยา ธมฺมา ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วย
ตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครองแต่เป็น
อารมณ์ของอุปาทาน
อนุปาทินฺนานุปาทานิยา ธมฺมา ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วย
ตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครองและไม่เป็น
อารมณ์ของอุปาทาน
 
๕. สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ
 
สงฺกิลิฏฺสงฺกิเลสิกา ธมฺมา ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของ
สังกิเลส
อสงฺกิลิฏฺสงฺกิลสิกา ธมฺมา ธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของ
สังกิเลส
อสงฺกิลิฏฺาสงฺกิเลสิกา ธมฺมา ธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์
ของสังกิเลส

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 3
๖. วิตักกติกะ
 
สวิกตกฺกสวิจารา ธมฺมา ธรรมมีวิตกมีวิจาร
อวิตกฺวิจารมตฺตา ธมฺมา ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร
อวิตกฺกาวิจารา ธมฺมา ธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร
 
๗. ปีติติกะ
 
ปีติสหคตา ธมฺมา ธรรมสหรคตด้วยปีติ
สุขสหคตา ธมฺมา ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา
อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา
 
๘. ทัสสนติกะ
 
ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ
ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ
เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ธรรมอันโสดาปัตติมรรคและมรรค
ปหาตพฺพา ธมฺมา เบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ
 
๙. ทัสสนเหตุกติกะ
 
ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรค
ประหาณ
ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง
๓ ประหาณ
เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดา-
ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา ปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 4
๑๐. อาจยคามิติกะ
 
อาจยคามิโน ธมฺมา ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ
อปจยคามิโน ธมฺมา ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน
เนวาจยคามิโน นาปจยคามิโน ธรรมไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ
ธมฺมา และไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน
 
๑๑. เสกขติกะ
 
เสกฺขา ธมฺมา ธรรมเป็นของเสกขบุคคล
อเสกฺขา ธมฺมา ธรรมเป็นของอเสกขบุคคล
เนวเสกฺขา นาเสกฺขา ธมฺมา ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็น
ของอเสกขบุคคล
 
๑๒. ปริตตติกะ
 
ปริตฺตา ธมฺมา ธรรมเป็นปริตตะ
มหคฺคตา ธมฺมา ธรรมเป็นมหัคคตะ
อปฺปมาณา ธมฺมา ธรรมเป็นอัปปมาณะ
 
๑๓. ปริตตารัมมณติกะ
 
ปริตฺตารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ
มหคฺคตารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นมหัคคตะ
อปฺปมาณารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ
 
๑๔. หีนติกะ
 
หีนา ธมฺมา ธรรมทราม
มชฺฌิมา ธมฺมา ธรรมปานกลาง
ปณีตา ธมฺมา ธรรมประณีต

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 5
๑๕. มิจฉัตตติกะ
 
มิจฺฉตฺตนิยตา ธมฺมา ธรรมเป็นมิจฉาสภาวะและให้ผลแน่นอน
สมฺมตฺตนิยตา ธมฺมา ธรรมเป็นสัมมาสภาวะและให้ผลแน่นอน
อนิยตา ธมฺมา ธรรมให้ผลไม่แน่นอน
 
๑๖. มัคคารัมมณติกะ
 
มคฺคารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์
มคฺคเหตุกา ธมฺมา ธรรมมีเหตุคือมรรค
มคฺคาธิปติโน ธมฺมา ธรรมมีมรรคเป็นอธิบดี
 
๑๗. อุปปันนติกะ
 
อุปฺปนฺนา ธมฺมา ธรรมเกิดขึ้นแล้ว
อนุปฺปนฺนา ธมฺมา ธรรมยังไม่เกิดขึ้น
อุปฺปาทิโน ธมฺมา ธรรมจักเกิดขึ้น
 
๑๘. อตีตติกะ
 
อตีตา ธมฺมา ธรรมเป็นอดีต
อนาคตา ธมฺมา ธรรมเป็นอนาคต
ปจฺจุปฺปนฺนา ธมฺมา ธรรมเป็นปัจจุบัน
 
๑๙. อตีตารัมมณติกะ
 
อตีตารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีต
อนาคตารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน
ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 6
๒๐. อัชฌัตตติกะ
 
อชฺฌตฺตา ธมฺมา ธรรมเป็นภายใน
พหิทฺธา ธมฺมา ธรรมเป็นภายนอก
อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺมา ธรรมเป็นทั้งภายในและภายนอก
 
๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกะ
 
อชฺฌตฺตารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นภายใน
พหิทฺธารามฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นภายนอก
อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ธมฺมา ธรรมมีอารมณ์เป็นภายในและเป็น
ภายนอก
 
๒๒. สนิทัสสนติกะ
 
สนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ธมฺมา ธรรมที่เห็นได้และกระทบได้
อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ธมฺมา ธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้
อนิทสฺสนาปฺปฏิฆา ธมฺมา ธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้
 
ติกมาติกา ๒๒ ติกะ จบ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 7
อรรถกถาธรรมสังคณี
ชื่อ
อัฏฐสาลินี
 
อารัมภกถา
 
กรุณา วิย สตฺเตสุ ปญฺายสฺส มเหสิโน
เยฺยธมฺเมสุ สพฺเพสุ ปวตฺติตฺถ ยถารุจึ...
พระสัพพัญญุตญาณของพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้แสวงหาคุณอัน
ใหญ่ เป็นไปทั่วในไญยธรรมทั้งปวงตาม
ความพอพระทัย ดุจพระกรุณาที่ทรงแผ่ไป
ในสัตว์ทั้งหลาย พระสัมพุทธะพระองค์ใด
มีพระทัยอันความกรุณานั้นให้อุตสาหะขึ้น
ด้วยดีในสัตว์ทั้งหลาย เมื่อประทับจำพรรษา
ในดาวดึงส์เทวโลก ในคราวที่แสดงยมก-
ปาฏิหาริย์เสร็จแล้ว ได้ประทับนั่งบนศิลา-
อาสน์ ชื่อว่าบัณฑุกัมพล ณ ควงไม้ปาริชาต
ทรงพระสิริโสภาคย์ ดุจพระอาทิตย์อุทัย
เหนือขุนเขายุคันธร ผู้อันหมู่แห่งเทพเจ้าทั้ง

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 8
หมื่นจักรวาลได้มาแวดล้อมนั่งประชุมกัน
สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ได้ทรงทำสัน-
ตุสสิตเทพบุตรซึ่งเคยเป็นพุทธมารดา ให้
เป็นประธานแก่หมู่เทพยเจ้าทั้งหลาย แล้ว
ตรัสกถามรรค (ประพันธ์) พระอภิธรรมติด
ต่อกันไปตลอดพรรษากาล ด้วยเดชแห่ง
พระสัพพัญญุตญาณนั้น.
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระยุคลบาท
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระสิริ
โสภาคย์พระองค์นั้น ขอบูชาพระสัทธรรม
และทำอัญชลีต่อพระสงฆ์ ด้วยอานุภาพ
แห่งการทำความนอบน้อมในพระรัตนตรัย
ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วนี้ ขออันตรายทั้งหลาย
จงเสื่อมสิ้นไปโดยมิได้เหลือ.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นเทพ
ของเทพ เป็นผู้นำพิเศษ ผู้อันภิกษุชื่อว่า
พุทธโฆษะ มีอาจาระและศีลบริสุทธิ์ มี
ปัญญาฉลาดหลักแหลม ปราศจากมลทิน
ทูลอาราธนาสักการะโดยเคารพพระองค์นั้น
ครั้นทรงแสดงอภิธรรมใดแก่เทพทั้งหลาย
แล้ว ก็ได้ตรัสบอกแก่พระสารีบุตรเถระผู้
อุปัฏฐากพระมเหสีเจ้า ณ สระอโนดาต

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 9
โดยนัย (แนะนำโดยย่อ) อีก พระเถระได้
สดับฟังแล้วก็มายังพื้นปฐพีบอกแก่ภิกษุ
ทั้งหลาย พระอภิธรรมนั้นอันพระภิกษุ
ทั้งหลายทรงจำไว้แล้วด้วยประการฉะนี้.
ในคราวทำสังคายนา พระอานนท-
เถระผู้เวเทหมุนี ได้ร้อยกรองอีกครั้งหนึ่ง
อรรถกถาแห่งพระอภิธรรมนั้นวิจิตรไปด้วย
นัยต่าง ๆ อันบุคคลผู้พิจารณาเนือง ๆ ด้วย
ญาณอันลึกซึ้งจึงหยั่งลงได้นั้น อันพระเถระ
ทั้งหลายผู้มีวสี มีพระมหากัสสปะเป็นต้น
ร้อยกรองแล้วในเบื้องต้นก่อน พระเถระ
ทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ร้อยกรองตาม
แล้วแม้ในภายหลังอีก อนึ่ง อรรถกถาแห่ง
พระอภิธรรมใดที่พระมหินทเถระนำมาสู่เกาะ
อันอุดมนี้ เรียบเรียงไว้ด้วยภาษาแห่งชาว
เกาะ ข้าพเจ้าจักนำอรรถกถานั้นออกจาก
ภาษาแห่งชาวเกาะตัมพปัณณิ แล้วยกขึ้นสู่
ภาษาอันไม่มีโทษตามนัยแห่งตันติภาษา ไม่
ให้เจือปนสับสนด้วยลัทธิของนิกายอื่น เมื่อ
แสดงคำวินิจฉัยของภิกษุผู้อยู่ในมหาวิหาร
จักถือเอาทั้งที่ควรถือเอา จะยังบุคคลผู้มี
ปัญญาให้ยินดีอยู่ แล้วจักประกาศอรรถ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 10
แม้ในอรรถกถาที่มาทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่
กรรมฐานทั้งปวง จริยา อภิญญา และ
วิปัสสนาทั้งหมดเหล่านี้ ข้าพเจ้าประกาศ
ไว้ในวิสุทธิมรรคแล้ว ฉะนั้น จะไม่ถือเอา
กรรมฐานเป็นต้นตามแบบแม้ทั้งหมด จัก
ทำการพรรณนาความตามลำดับบททั้งหลาย
เท่านั้น เมื่อข้าพเจ้ากล่าวอยู่ซึ่งพระอภิธรรม-
กถานี้ด้วยประการฉะนี้ ขอสาธุชนทั้งหลาย
อย่ามีจิตฟุ้งซ่าน จงตั้งใจสดับฟัง เพราะว่า
กถานี้หาฟังได้โดยยากแล.
จบอารัมภกถา
 
นิทานกถา
 
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อภิธรรม ถามว่า ชื่อว่า อภิธรรม
เพราะอรรถ (ความหมาย) อย่างไร ? ตอบว่า เพราะอรรถว่า เป็นธรรม
อันยิ่ง และวิเศษ จริงอยู่ อภิศัพท์ ในคำว่าอภิธรรมนี้ แสดงถึงเนื้อความ
ว่ายิ่งและวิเศษ เช่นในประโยคมีอาทิว่า พาฬฺหา เม อาวุโส ทุกฺขา เวทนา
อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกนฺตวณฺเณน แปลว่า ดูก่อนอาวุโส
ทุกขเวทนาแรงกล้าของข้าพเจ้าย่อมเจริญยิ่ง ไม่ลดลงเลย และเหมือนคำเป็นต้น
ว่า มีวรรณะงามยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า เปรียบเหมือนเมื่อฉัตรและ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 11
ธงเป็นอันมากถูกยกขึ้นแล้ว ฉัตรใดมีประมาณยิ่ง มีวรรณะและสัณฐานอัน
พิเศษกว่าฉัตรอื่น ฉัตรนั้นชื่อว่า อติฉัตร (ฉัตรอันยิ่ง) ธงใดมีประมาณยิ่ง
สมบูรณ์ด้วยความวิเศษแห่งสีที่ย้อมแล้วต่าง ๆ นั่นแหละ ธงนั่นเรียกว่า อติธโช
(ธงอันยิ่ง) และเปรียบเหมือนเมื่อพวกราชกุมารและพวกเทพร่วมประชุมกัน
แล้ว ราชกุมารใดยิ่งกว่าโดยสมบัติ มีชาติ โภคะ ยศ และความเป็นใหญ่
เป็นต้น และมีฉวีวรรณวิเศษกว่า พระราชกุมารนั้นเรียกว่า อติราชกุมาร
(ราชกุมารผู้ยิ่ง) เทพใดยิ่งกว่าด้วยอายุ วรรณะ อิสริยะ ยศ และสมบัติเป็นต้น
และมีฉวีวรรณวิเศษกว่า เทพนั้นเรียกว่า อติเทพ แม้พระพรหมที่มีลักษณะ
เช่นนั้น เขาก็เรียกว่า อติพรหม (พรหมผู้ยิ่งใหญ่) ฉันใด ธรรมแม้นี้
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เรียกว่า อภิธรรม เพราะอรรถว่าเป็นธรรมอันยิ่งและ
วิเศษ.
จริงอยู่ เพ่งถึงพระสูตรแล้ว พระพุทธองค์ทรงจำแนกขันธ์ ๕ ไว้
โดยเอกเทศ (บางส่วน) เท่านั้น มิได้ทรงจำแนกโดยสิ้นเชิง (นิปปเทส)
แต่เพ่งถึงพระอภิธรรมแล้ว พระองค์ทรงจำแนกไว้โดยสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่ง
สุตตันตภาชนียนัย อภิธรรมภาชนียนัย และปัญหาปุจฉกนัย ถึงอายตนะ ๑๒
ธาตุ ๑๘ สัจจะ ๔ อินทรีย์ ๒๒ และปัจจยาการอันแสดงถึงองค์ ๑๒ ก็ตรัส
ไว้โดยสิ้นเชิงเหมือนกัน ที่จริงนัยที่เป็นสุตตันตภาชนีย์ในอินทรีย์วิภังค์ และ
ปัญหาปุจฉกนัยในปัจจยาการเท่านั้นไม่มี จริงอย่างนั้น เพ่งถึงพระสูตรแล้ว
สติปัฎฐาน ๔ พระองค์ทรงจำแนกไว้โดยเอกเทศเหมือนกัน มิได้จำแนกไว้
โดยสิ้นเชิง แต่เพ่งถึงพระอภิธรรมแล้ว ทรงจำแนกไว้โดยสิ้นเชิงด้วยอำนาจ
แห่งนัยแม้ทั้งสาม แม้สัมมัปปธาน อิทธิบาท ๔ สัมโพชฌงค์ ๗ อริยมรรค
มีองค์ ๘ ฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ สิกขาบท ๕ ปฏิสัมภิทา ๔ ก็ทรงจำแนก

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 12
ไว้โดยสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งนัยแม้ทั้งสามเหมือนกัน ก็ในธรรมเหล่านี้ นัยที่
เป็นสุตตันตภาชนีย์ในสิกขาบทวิภังค์อย่างเดียวไม่มี ถ้าเพ่งถึงพระสูตรแล้ว
ญาณ พระองค์ก็ทรงจำแนกไว้โดยเอกเทศเหมือนกัน ไม่จำแนกโดยสิ้นเชิง
กิเลสทั้งหลายก็เหมือนกัน แต่เพ่งถึงพระอภิธรรมแล้ว ทรงตั้งมาติกาโดยนัย
มีอาทิว่า ญาณวัตถุมีหมวด ๑ เป็นต้น แล้วจำแนกไว้โดยสิ้นเชิง กิเลสทั้งหลาย
ก็เหมือนกัน ทรงจำแนกไว้โดยนัยมิใช่น้อย ตั้งแต่เป็นธรรมหมวด ๑ เป็นต้น
ก็แต่เพ่งถึงพระสูตร การกำหนดภูมิอื่น ก็ทรงจำแนกไว้โดยเอกเทศนั่นแหละ
ไม่จำแนกไว้โดยสิ้นเชิง เพ่งถึงพระอภิธรรมแล้ว ทรงกำหนดภูมิอื่นไว้ด้วย
นัยทั้งสาม และทรงบัญญัติไว้โดยสิ้นเชิง ชื่อว่า อภิธรรม เพราะอรรถว่า
เป็นธรรมยิ่งและวิเศษด้วยประการฉะนี้.
 
ว่าโดยปกรณ์ ๗
 
ว่าโดยการกำหนดปกรณ์ พระอภิธรรมนี้ทรงตั้งไว้ด้วยอำนาจปกรณ์
๗ คือ
๑. ธรรมสังคณีปกรณ์
๒. วิภังคปกรณ์
๓. ธาตุกถาปกรณ์
๔. ปุคคลบัญญัติปกรณ์
๕. กถาวัตถุปกรณ์
๖. ยมกปกรณ์
๗. ปัฏฐานปกรณ์

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 13
นี้เป็นกถาที่เหมือนกันของอาจารย์ทั้งหลายในอรรถกถานี้ ส่วนอาจารย์
วิตัณฑวาที (ผู้ค้าน) กล่าวว่า เพราะเหตุไรจึงถือเอากถาวัตถุด้วย กถาวัตถุนั้น
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระตั้งไว้เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๒๑๘
ปี มิใช่หรือ ? ฉะนั้น ขอให้ตัดเอากถาวัตถุนั้นออก เพราะเป็นสาวกภาษิต
ดังนี้.
สกวาที ถามว่า ก็ปกรณ์ ๖ จะเป็นพระอภิธรรมได้หรือ ?
ปรวาที ตอบว่า ข้าพเจ้ามิได้กล่าวอย่างนั้น.
ส. ถามว่า ถ้าอย่างนั้นท่านกล่าวอย่างไร ?
ส. ตอบว่า ข้าพเจ้ากล่าวว่า ปกรณ์ ๗ ชื่อว่า อภิธรรม.
ส. ถามว่า ท่านเอาปกรณ์ไหนมาเป็นปกรณ์ที่ ๗ ?
ป. ตอบว่า ปกรณ์ชื่อว่ามหาธรรมหทัยมีอยู่ รวมกับปกรณ์ ๖
ก็เป็น ๗ ปกรณ์.
ส. กล่าวว่า ในมหาธรรมหทัยปกรณ์ไม่มีอะไรที่ไม่เคยกล่าว
มาแล้ว (คือไม่มีอะไรใหม่) และปัญหาวาระที่เหลือก็มีเล็กน้อย เพราะฉะนั้น
จึงเป็น ๗ พร้อมด้วยกถาวัตถุ มิใช่เป็น ๗ ทั้งกถาวัตถุ เป็น ๗ ทั้งปกรณ์ที่
ชื่อว่ามหาธาตุกถา ในมหาธรรมหทัยปกรณ์ มีปัญหาวาระที่เหลืออยู่เล็กน้อย
เท่านั้น ทั้งในมหาธาตุกถาก็ไม่มีอะไรใหม่เลย มีตันติคือแบบแผนแห่งคำ
เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเหลืออยู่ จึงรวมเป็น ๗ ด้วยกถาวัตถุนั้น.
 
ความเป็นมาของกถาวัตถุ
 
จริงอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงแสดงซึ่งปกรณ์แห่งอภิธรรม ๗
(สัตตัปปกรณ์) มาโดยลำดับ พอถึงกถาวัตถุ ก็ทรงตั้งมาติกา (แม่บท) แห่ง

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 14
บาลีมีประมาณภาณวาระหนึ่งซึ่งยังไม่เต็มในกถามรรคทั้งปวง ทรงทำให้พอ
เหมาะแก่การประกอบวาทะที่เป็นประธานไว้ ๘ ข้อ (อัฏฐมุขา วาทยุตติ) ด้วย
อำนาจปัญจกะทั้ง ๒ (คืออนุโลมปัญจกะและปัจจนิกปัญจกะ) ในปุคคลวาทะ
จนถึงปัญหา ๔ ข้อเป็นต้นก่อน.
ก็แบบแผนนี้นั้น พระศาสดาทรงอาศัยวาทะที่หนึ่งทรงแสดงนิคคหะ
ที่หนึ่ง ทรงอาศัยวาทะที่สองทรงแสดงนิคคหะที่สอง. . . ฯลฯ ทรงอาศัยวาทะ
ที่ ๘ ทรงแสดงนิคคหะที่ ๘ คือ ทรงตั้งมาติกาไว้อย่างนี้ว่า
สกวาที ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้ด้วยอรรถอันเป็นจริง (สัจฉิกัตถะ)
และอรรถอันยิ่ง (ปรมัตถะ) หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. สภาวะใดมีอรรถอันเป็นจริง มีอรรถอันยิ่ง ท่านหยั่งเห็น
บุคคลนั้นได้ด้วยอรรถอันเป็นจริงและอรรถอันยิ่งนั้นหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ...
ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลได้ด้วยอรรถอันเป็นจริงและอรรถ
อันยิ่งหรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. สภาวะใดมีอรรถอันเป็นจริง มีอรรถอันยิ่ง ท่านไม่หยั่ง
เห็นบุคคลนั้นด้วยอรรถอันเป็นจริงและอรรถอันยิ่งนั้นหรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม (การทำตอบ)...
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้ในที่ (สรีระ) ทั้งปวง...
ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลได้ในที่ทั้งปวง...

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 15
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้ในกาลทั้งปวง...
ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลได้ในกาลทั้งปวง...
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้ในสภาวธรรม (ขันธาทิ) ทั้งปวง ...
ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลได้ในสภาวธรรมทั้งปวงหรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. สภาวะใดมีอรรถอันเป็นจริง มีอรรถอันยิ่ง ท่านไม่หยั่งเห็น
บุคคลนั้นด้วยอรรถอันเป็นจริงและอรรถอันยิ่งนั้นหรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ป. ท่านจงรับรู้นิคคหะ...
พึงทราบการตั้งมาติกาในพระบาลีทั้งปวงโดยนัยนี้ ก็เมื่อทรงตั้งมาติกา
นี้นั้น ทรงเห็นเหตุนี้แหละจึงทรงตั้งไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เมื่อเราปรินิพพานล่วงไป ๒๑๘ ปี
พระเถระชื่อว่าโมคคัลลีปุตตติสสะ จะนั่งในท่ามกลางภิกษุหนึ่งพัน ประมวล
พระสูตรมาพันหนึ่ง คือ พระสูตร ๕๐๐ สูตรในฝ่ายสกวาที พระสูตร ๕๐๐
สูตรในฝ่ายปรวาที แล้วจักจำแนกกถาวัตถุปกรณ์ประมาณเท่ากันทีฆนิกาย
แม้พระโมคคัลลีปุตตติสสเถระ เมื่อจะแสดงปกรณ์นี้ มิได้แสดงด้วยญาณของ
ตน แต่แสดงตามมาติกาที่ตั้งไว้โดยนัยที่พระศาสดาประทาน ดังนั้น ปกรณ์นี้
ทั้งสิ้นจึงชื่อว่าพุทธภาษิตเหมือนกัน เพราะพระเถระแสดงตามมาติกาที่ตั้งไว้
โดยนัยที่พระศาสดาประทาน เหมือนมธุปิณฑิกสูตรเป็นต้น.
จริงอยู่ มธุปิณฑิกสูตร * พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกาไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุ ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าย่อมครอบงำบุรุษ เพราะเหตุใด ?
ถ้าว่าการที่บุคคลจะเพลิดเพลิน ยึดถือ กล้ำกลืน ไม่มีในเหตุนี้ อันนี้แหละ
 * ม. มู. ๑๒. ๒๔๕/๒๒๒

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 16
เป็นที่สุดแห่งราคานุสัยทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น แล้วเสด็จลุกจากอาสนะเข้าไปสู่
พระวิหาร.
ภิกษุทั้งหลายผู้รับพระธรรมเทศนาเข้าไปหาพระมหากัจจายนเถระแล้ว
ถามเนื้อความแห่งมาติกาที่พระศาสดาทรงตั้งไว้แล้ว พระเถระไม่กล่าววิสัชนา
สักว่าคำถูกถามเท่านั้น เพื่อจะแสดงความนอบน้อมต่อพระทศพล จึงนำการ
เปรียบเทียบเช่นกับแก่นไม้มาแสดงว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบ
เหมือนบุรุษผู้มีความต้องการด้วยแก่นไม้ ย่อมแสวงหาแก่นไม้เป็นต้น แล้ว
ชมเชยพระศาสดาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบเหมือนต้นไม้มีแก่น พระสาวก
เช่นกับกิ่งไม้และใบไม้ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ ทรงเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นผู้มีจักษุ มีพระญาณ มีธรรม
เป็นพรหม เป็นผู้เผยแผ่ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ขยายเนื้อความ เป็นผู้ประ-
ทานอมตธรรม เป็นเจ้าของธรรม เป็นพระตถาคต ดังนี้ พระเถระทั้งหลาย
วิงวอนแล้วบ่อย ๆ จึงจำแนกเนื้อความมาติกาตามที่พระศาสดาทรงตั้งไว้ ด้วย
ประสงค์อันนี้ว่า " ก็เมื่อท่านทั้งหลายปรารถนาก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-
เจ้าโดยตรง แล้วทูลถามเนื้อความนี้ ถ้าเทียบเคียงเข้ากันได้กับพระสัพพัญญุต.
ญาณก็พึงถือเอา ถ้าเทียบเคียงกันไม่ได้ก็อย่าถือเอา " ดังนี้ เเล้วกล่าวว่า
" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ประการใด ท่านทั้งหลายพึงทรงจำข้อนั้น
ไว้เถิด " แล้วส่งภิกษุเหล่านั้นไป.
พวกภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามเนื้อความนั้น
พระศาสดาไม่ตรัสว่า กัจจายนะกล่าวไม่ดี แต่ทรงน้อมพระศอไปราวกะทรงยก
พระสุวรรณภิงคาร (หม้อน้ำเย็นทองคำ) ขึ้น (สรงสนานพระเถระ) เมื่อจะยัง
อรรถนั้นให้บริบูรณ์ด้วยพระโอษฐ์อันมีสิริดุจดอกบัว (สตบัตร) ซึ่งกำลัง
แย้มบานอย่างดี จึงทรงเปล่งพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ประทานสาธุการแก่

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 17
พระเถระว่า " สาธุ สาธุ " ดังนี้ แล้วตรัสว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหากัจจายนะ
เป็นบัณฑิต มหากัจจายนะเป็นผู้มีปัญญามาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถึงพวก
เธอพึงถามเนื้อความนี้กะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เนื้อความนั้นเหมือนกับ
มหากัจจายนะนั่นแหละ " ดังนี้ จำเดิมแต่กาลที่พระศาสดาทรงอนุโมทนาแล้ว
อย่างนี้ พระสุตตันตะทั้งสิ้นชื่อว่าเป็นพุทธภาษิต แม้พระสูตรที่พระอานนทเถระ
เป็นต้นให้พิสดารแล้ว ก็นัยนี้เหมือนกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงแสดง
ปกรณ์อภิธรรม ๗ พอถึงกถาวัตถุ จึงทรงตั้งมาติกาไว้โดยนัยที่กล่าวแล้ว อนึ่ง
เมื่อทรงหยุด ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า
" เมื่อเราปรินิพพานล่วงแล้ว ๒๑๘ ปี ภิกษุชื่อว่าโมคคัลลีปุตตติสสเถระ
นั่งในท่ามกลางภิกษุหนึ่งพันรูป แล้วจักประมวลพระสูตรหนึ่งพันสูตร คือ
ในสกวาทะห้าร้อยสูตร ในปรวาทะห้าร้อยสูตร แล้วจำแนกกถาวัตถุปกรณ์
มีประมาณเท่าทีฆนิกาย " ดังนี้ แม้พระโมคคัลลีปุตตติสสเถระเมื่อจะแสดง
ปกรณ์นี้ก็ไม่แสดงด้วยความรู้ของตน แต่แสดงตามมาติกาที่ตั้งไว้โดยนัยที่
พระศาสดาประทาน เพราะฉะนั้น ปกรณ์นี้ทั้งหมดจึงชื่อว่าเป็นพุทธภาษิต
โดยแท้ เพราะพระเถระแสดงตามมาติกาที่ตั้งไว้ โดยนัยที่พระศาสดาประทาน
แล้ว ปกรณ์ทั้ง ๗ รวมทั้งกถาวัตถุจึงชื่อว่า " อภิธรรม " ด้วยประการฉะนี้.
 
ธรรมสังคณี
 
บรรดาปกรณ์ทั้งเจ็ดนั้น ในปกรณ์ธรรมสังคณีมีวิภัตติ (คือการจำแนก)
ไว้ ๔ คือ
จิตตวิภัตติ (การจำแนกจิต)
รูปวิภัตติ (การจำแนกรูป)

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 18
นิกเขปราสิ (การจำแนกกองธรรมที่ตั้งไว้)
อัตถุทธาระ (การยกอรรถขึ้นแสดง).
 
ว่าด้วยจิตตวิภัตติ
 
บรรดาการจำแนกธรรมทั้ง ๔ เหล่านั้น ธรรมนี้คือ
๑. กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง
๒. อกุศลจิต ๑๒ ดวง
๓. กุศลวิปากจิต ๑๖ ดวง
๔. อกุศลวิปากจิต ๗ ดวง
๕. กิริยาจิต ๑๑ ดวง
๖. รูปาวจรกุศลจิต ๕ ดวง
๗. รูปาวจรวิปากจิต ๕ ดวง
๘. รูปาวจรกิริยาจิต ๕ ดวง
๙. อรูปาวจรกุศลจิต ๔ ดวง
๑๐. อรูปาวจรวิปากจิต ๔ ดวง
๑๑. อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ ดวง
๑๒. โลกุตรกุศลจิต ๔ ดวง
๑๓. โลกุตรวิปากจิต ๔ ดวง
รวมจิต ๘๙ ดวงตามที่กล่าวมานี้ ชื่อว่า จิตตวิภัตติ แม้คำว่า
จิตตุปปาทกัณฑ์ ดังนี้ ก็เป็นชื่อของจิตตวิภัตตินี้เหมือนกัน ก็จิตนั้นว่าโดย
ทางแห่งคำพูดมีเกิน ๖ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดารก็ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 19
ว่าด้วยรูปวิภัตติ
 
ในลำดับต่อจากจิตนั้น ชื่อว่า รูปวิภัตติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตั้งมาติกาไว้โดยนัยมีอาทิว่า "ธรรมหมวดหนึ่ง ธรรมหมวดสอง" แล้วทรง
จำแนกแสดงโดยพิสดาร แม้คำว่า รูปกัณฑ์ ดังนี้ ก็เป็นชื่อของรูปวิภัตตินั้น
นั่นแหละ รูปกัณฑ์นั้น ว่าโดยทางแห่งคำพูด มีเกิน ๒ ภาณวาร แต่เมื่อให้
พิสดาร ก็ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
 
ว่าด้วยนิกเขปราสิ
 
ในลำดับต่อจากรูปกัณฑ์นั้น ชื่อว่า นิกเขปราสิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงยกขึ้นแสดงโดยมูลเป็นต้นอย่างนี้ คือ โดยมูล โดยขันธ์ โดยทวาร
โดยภูมิ โดยอรรถ โดยธรรม โดยนาม โดยเพศ.
มูลโต ขนฺธโต จาปิ ทฺวารโต จาปิ ภูมิโต
อตฺถโต ธมฺมโต จาปิ นามโต จาปิ ลิงฺคโต
นิกฺขิปิตฺวา เทสิตตฺตา นิกฺเขโปติ ปวุจฺจติ.
ที่เรียกว่า นิกเขปะ ดังนี้ เพราะ
ความที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดง โดยมูลบ้าง
โดยอรรถบ้าง โดยธรรมบ้าง โดยนามบ้าง
โดยอรรถบ้าง โดยธรรมบ้าง โดยนามบ้าง
โดยเพศบ้าง.
แม้คำว่า นิกเขปกัณฑ์ ดังนี้ ก็เป็นชื่อของนิกเขปราสินั่นแหละ
นิกเขปกัณฑ์นั้น ว่าโดยทางแห่งวาจาก็มีประมาณ ๓ ภาณวาร เมื่อให้พิสดาร
ย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
 
ว่าด้วยอัตถุทธาระ
 
ก็ในลำดับต่อจากนิกเขปราสินั้น ชื่อว่า อรรถกถากัณฑ์ เป็นคำที่
ยกเนื้อความพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกขึ้นแสดงตั้งแต่สรณทุกะ ภิกษุทั้งหลาย

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 20
ผู้เรียนมหาปกรณ์ไม่กำหนดถึงจำนวนในมหาปกรณ์ แต่ย่อมรวมจำนวนไว้
มหาปกรณ์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณ ๒ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดาร
ก็ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ธรรมสังคณีปกรณ์ทั้งสิ้นย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ธรรมสังคณีปกรณ์นั้น ว่าโดยทางถ้อยคำมีเกิน ๑๓ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดาร
ก็ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
ธรรมสังคณีปกรณ์ คือ จิตตวิภัตติ
รูปวิภัตติ นิกเขปะ และอรรถโชตนา
(อธิบายอรรถ) นี้ มีอรรถลึกซึ้ง ละเอียด
แม้ฐานะนี้ พระองค์ก็ทรงแสดงแล้วด้วย
ประการฉะนี้.
 
วิภังคปกรณ์
 
ในลำดับต่อจากธรรมสังคณีปกรณ์นั้น ชื่อว่า วิภังคปกรณ์ วิภังค-
ปกรณ์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกธรรม ๑๘ อย่าง คือ
๑. ขันธวิภังค์
๒. อายตนวิภังค์
๓. ธาตุวิภังค์
๔. สัจจวิภังค์
๕. อินทรียวิภังค์
๖. ปัจจยาการวิภังค์
๗. สติปัฏฐานวิภังค์
๘. สัมมัปปธานวิภังค์

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 21
๙. อิทธิปาทวิภังค์
๑๐. โพชฌงควิภังค์
๑๑. มัคควิภังค์
๑๒. ฌานวิภังค์
๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์
๑๔. สิกขาปทวิภังค์
๑๕. ปฏิสัมภิทาวิภังค์
๑๖. ญาณวิภังค์
๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์
๑๘. ธรรมหทยวิภังค์
บรรดาวิภังค์เหล่านั้น ขันธวิภังค์จำแนกออกเป็น ๓ อย่าง คือ ด้วย
อำนาจแห่งสุตตันตภาชนีย์ อภิธรรมภาชนีย์ และปัญหาปุจฉกะ ขันธวิภังค์นั้น
ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณ ๕ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดารก็ไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่มีประมาณ แม้อายตนวิภังค์เป็นต้น เบื้องหน้าแต่นี้ท่านก็จำแนกโดยนัยทั้ง
๓ เหล่านั้นเหมือนกัน บรรดาวิภังค์เหล่านั้น อายตนวิภังค์ ว่าโดยทางแห่ง
ถ้อยคำมีเกิน ๑ ภาณวาร ธาตุวิภังค์มีประมาณ ๒ ภาณวาร สัจจวิภังค์ก็
ประมาณ ๒ ภาณวารเหมือนกัน ในอินทรียวิภังค์ไม่มีสุตตันตภาชนีย์ ก็
อินทรียวิภังค์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณเกินหนึ่งภาณวาร ปัจจยาการ-
วิภังค์มีประมาณ ๖ ภาณวาร แต่ไม่มีปัญหาปุจฉกะ สติปัฏฐานวิภังค์มีประมาณ
เกินหนึ่งภาณวาร สัมมัปปธาน... อิทธิบาท... โพชฌงค์... และมรรค-
วิภังค์แต่ละอย่างมีเกินหนึ่งภาณวาร ฌานวิภังค์มีประมาณ ๒ ภาณวาร
อัปปมัญญาวิภังค์มีประมาณเกินหนึ่งภาณวาร ในสิกขาปทวิภังค์ไม่มีบท

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 22
สุตตันตภาชนีย์ แต่สิกขาบทวิภังค์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณหนึ่ง
ภาณวาร ปฏิสัมภิทาวิภังค์ก็มีประมาณเกินหนึ่งภาณวาร ญาณวิภังค์จำแนก
ออก ๑๐ อย่าง แต่ญาณวิภังค์นั้น เมื่อว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณ ๓
ภาณวาร แม้ขุททกวัตถุวิภังค์ก็จำแนกไว้ ๑๐ อย่าง แต่ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำ
มีประมาณ ๓ ภาณวาร ธรรมหทยวิภังค์จำแนกไว้ ๓ อย่าง ว่าด้วยทางแห่ง
ถ้อยคำมีประมาณเกิน ๒ ภาณวาร วิภังค์แม้ทั้งหมด เมื่อให้พิสดารก็ไม่มีที่สุด
ไม่มีประมาณ ปกรณ์ชื่อว่า วิภังคปกรณ์นี้ เมื่อว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณ
๓๕ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดารย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณด้วยประการฉะนี้.
 
ธาตุกถาปกรณ์
 
ในลำดับต่อจากวิภังคปกรณ์นั้น ชื่อว่า ธาตุกถาปกรณ์ ทรง
จำแนก ๑๔ อย่าง คือ
๑. สงฺคโห อสงฺคโห - ธรรมสงเคราะห์ได้ ธรรม
สงค์เคราะห์ไม่ได้
๒. สงฺคหิเตน อสงฺคหิต - ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้ ด้วย
ธรรมที่สงเคราะห์ได้
๓. อสงฺคหิเตน สงฺคหต - ธรรมที่สงเคราะห์ได้ ด้วยธรรม
ที่สงเคราะห์ไม่ได้
๔. สงฺคหิเตน สงฺคหิต - ธรรมที่สงเคราะห์ได้ ด้วยธรรม
ที่สงเคราะห์ได้
๕. อสงฺคหิเตน อสงฺคหิต - ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้ ด้วย
ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 23
๖. สมฺปโยโค วิปฺปโยโค - ธรรมที่ประกอบกัน ธรรมที่ไม่
ประกอบกัน
๗. สมปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺต - ธรรมที่วิปปยุตกันได้ ด้วยธรรม
ที่สัมปยุตกัน
๘. วิปฺปยุตฺเตน สมปยุตฺต - ธรรมที่สัมปยุตกันได้ ด้วยธรรม
ที่วิปปยุตกัน
๙. สมฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺต - ธรรมที่สัมปยุตกันได้ด้วยธรรม
ที่สัมปยุตกัน
๑๐. วิปฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺต - ธรรมที่วิปปยุตกันได้ ด้วย
ธรรมที่วิปปยุตกัน
๑๑. สงฺคหิเตน สมฺปยุตฺต
วิปฺปยุตฺต - ธรรมที่สัมปยุตกันได้ ธรรมที่
วิปปยุตกันได้ ด้วยธรรมที่
สงเคราะห์กัน
๑๒. สมฺปยุตฺเตน สงฺคหิต
อสงฺคหิต - ธรรมที่สงเคราะห์กันได้ ธรรม
ที่สงเคราะห์กันไม่ได้ ด้วยธรรม
ที่สัมปยุตกัน
๑๓. อสงฺคหิเตน สมฺปยุตฺต
วิปฺปยุตฺต - ธรรมที่สัมปยุตกัน ธรรมที่
วิปปยุตกันได้ ด้วยธรรมที่
สงเคราะห์กันไม่ได้

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 24
๑๔. วิปฺปยุตฺเตน สงฺคหิต
อสงฺคหิต - ธรรมที่สงเคราะห์กันได้ ธรรม
ที่สงเคราะห์กันไม่ได้ ด้วยธรรม
ที่วิปปยุตกัน.
ธาตุกถาปกรณ์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณเกิน ๖ ภาณวาร
แต่เมื่อให้พิสดารย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
 
ปุคคลบัญญัติปกรณ์
 
ในลำดับต่อจากธาตุกถาปกรณ์นั้น ชื่อว่า ปุคคลบัญญัติ บุคคล
บัญญัตินั้นจำแนกไว้ ๖ อย่าง คือ
๑. ขันธบัญญัติ
๒. อายตนบัญญัติ
๓. ธาตุบัญญัติ
๔. สัจจบัญญัติ
๕. อินทริยบัญญัติ
๖. ปุคคลบัญญัติ
ปุคคลบัญญัตินั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำ มีเกิน ๕ ภาณวาร แต่เมื่อ
ให้พิสดารก็ย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณเหมือนกัน.
 
กถาวัตถุปกรณ์
 
ในลำดับต่อจากปุคคลบัญญัติปกรณ์ ชื่อว่า กถาวัตถุปกรณ์ กถา-
วัตถุปกรณ์นั้น ประมวลจำแนกไว้หนึ่งพันสูตร คือ ในสกวาทะ (ลัทธิของตน)
๕๐๐ สูตร ในปรวาทะ (ลัทธิอื่น) ๕๐๐ สูตร กถาวัตถุปกรณ์นั้น ว่าโดย
ทางแห่งถ้อยคำ มีประมาณเท่าทีฆนิกายหนึ่ง โดยนัยที่ยกขึ้นสู่สังคีติ ไม่ถือเอา
คำที่เขียนไว้ในโกฏฐาสในบัดนี้ แต่เมื่อให้พิสดารย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 25
ยมกปกรณ์
 
ในลำดับต่อจากกถาวัตถุปกรณ์นั้น ชื่อว่า ยมกปกรณ์ ทรงจำแนก
ไว้ ๑๐ อย่าง คือ
๑. มูลยมก
๒. ขันธยมก
๓. อายตนยมก
๔. ธาตุยมก
๕. สัจจยมก
๖. สังขารยมก
๗. อนุสสยยมก
๘. จิตตยมก
๙. ธรรมยมก
๑๐. อินทริยยมก
ยมกปกรณ์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำ มีประมาณ ๑๒๐ ภาณวาร
เมื่อว่าโดยพิสดาร ย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
 
มหาปกรณ์
 
ในลำดับแห่งยมกปกรณ์นั้น ชื่อว่า มหาปกรณ์ แม้คำว่า ปัฏฐาน
ดังนี้ ก็เป็นชื่อของมหาปกรณ์นั้นนั่นแหละ มหาปกรณ์นั้น เบื้องต้นทรง
จำแนกไว้ ๒๔ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย คือ
๑. เหตุปัจจัย (เหตุเป็นปัจจัย)
๒. อารัมมณปัจจัย (อารมณ์เป็นปัจจัย)
๓. อธิปติปัจจัย (อธิบดีเป็นปัจจัย)

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 26
๔. อนันตรปัจจัย (อนันตรธรรมเป็นปัจจัย)
๕. สมนันตรปัจจัย (สมนันตรธรรมเป็นปัจจัย)
๖. สหชาตปัจจัย (สหชาตธรรมเป็นปัจจัย)
๗. อัญญมัญญปัจจัย (อัญญมัญญธรรมเป็นปัจจัย)
๘. นิสสยปัจจัย (นิสสยธรรมเป็นปัจจัย)
๙. อุปนิสสยปัจจัย (อุปนิสสยธรรมเป็นปัจจัย)
๑๐. ปุเรชาตปัจจัย (ปุเรชาตธรรมเป็นปัจจัย)
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย (ปัจฉาชาตธรรมเป็นปัจจัย)
๑๒. อาเสวนปัจจัย (อาเสวนธรรมเป็นปัจจัย)
๑๓. กัมมปัจจัย (กรรมเป็นปัจจัย)
๑๔. วิปากปัจจัย (วิบากเป็นปัจจัย)
๑๕. อาหารปัจจัย (อาหารเป็นปัจจัย)
๑๖. อินทริยปัจจัย (อินทรีย์เป็นปัจจัย)
๑๗. ฌานปัจจัย (ฌานเป็นปัจจัย)
๑๘. มัคคปัจจัย (มรรคเป็นปัจจัย)
๑๙. สัมปยุตตปัจจัย (สัมปยุตธรรมเป็นปัจจัย)
๒๐. วิปปยุตปัจจัย (วิปยุตธรรมเป็นปัจจัย)
๒๑. อัตถิปัจจัย (อัตถิธรรมเป็นปัจจัย)
๒๒. นัตถิปัจจัย (นัตถิธรรมเป็นปัจจัย)
๒๓. วิคตปัจจัย (วิคตธรรมเป็นปัจจัย)
๒๔. อวิคตปัจจัย (อวิคตธรรมเป็นปัจจัย)

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 27
ก็ในฐานะนี้ พึงประมวลมาซึ่งปัฏฐาน จริงอยู่ ติกะ ๒๒ มีกุศลติกะ
เป็นต้น ทุกะ ๑๐๐ เหล่านี้ คือ เหตุธมฺมา น เหตุธมฺมา... ฯลฯ...
สรณาธฺมมา อสรณาธมฺมา ทุกะแม้อื่นอีก ชื่อว่า สุตตันตทุกะ ๔๒ คือ
วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา... ฯลฯ ... ขเย าณ
อนุปฺปาเท าณ.
บรรดาติกะและทุกะเหล่านั้น ธรรมนี้คือ ติกะ ๒๒ ทุกะ ๑๐๐ ชื่อว่า
มาติกาแห่งปกรณ์ทั้ง ๗ เป็นพุทธพจน์อันพระชินเจ้าตรัสภาษิตไว้ คือเป็น
ธรรมอันพระพุทธเจ้าผู้มีพระสัพพัญญุตญาณแสดงแล้ว.
มีคำถามสอดมาว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกะ ๔๒ อื่นอีกมาจากไหน ?
ใครตั้งไว้ ? ใครเป็นผู้แสดง ?
ตอบว่า มาจากพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร พระธรรมเสนาบดีนั้น
ตั้งไว้ พระธรรมเสนาบดีนั้นแสดงไว้
ก็พระเถระเมื่อตั้งธรรมเหล่านี้ หาได้ตั้งไว้โดยการยกขึ้นแสดงเอง คือ
ด้วยปรีชาญาณของตนไม่ แต่พระเถระได้ประมวลเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งด้วยทสุตตร-
สูตรในสังคีติ มีเอกนิบาตเป็นต้นตั้งไว้เพื่อพระเถระผู้ชำนาญอภิธรรม ผู้ถึง
พระสูตรแล้วจะไม่ลำบาก
ก็ทุกะเหล่านั้น จำแนกให้ถึงที่สุดไว้นิกเขปกัณฑ์หนึ่ง ในฐานะที่เหลือ
ท่านจำแนกอภิธรรมไว้จนถึงสรณทุกะ จริงอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ธรรมชื่อติกปัฏฐาน เพราะอาศัยติกะ ๒๒ ในอนุโลมปัฏฐาน ทรงแสดงธรรม
ชื่อว่าทุกปัฏฐานเพราะอาศัยทุกะ ๑๐๐ ที่สำเร็จแล้ว เบื้องหน้าแต่นี้ก็ถือเอา
ติกะ ๒๒ รวมทุกะ ๑๐๐ แสดงธรรมชื่อว่า ทุกติกปัฏฐาน จากนั้นก็ถือเอาทุกะ
๑๐๐ รวมในติกะ ๒๒ แสดงธรรมชื่อว่า ติกทุกปัฏฐาน แต่นั้นทรงรวมติกะ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 28
ทั้งหลายเข้าในติกะทั้งหลายนั่นแหละ แสดงธรรมชื่อว่า ติกติกปัฏฐาน และ
ทรงรวมทุกะทั้งหลายเข้าในทุกะทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ แสดงธรรมชื่อว่า
ทุกทุกปัฏฐาน (พระบาลีว่า)
ติกฺจ ปฏานวร ทุกุตฺตม
ทุกติกฺเจว ติกทุกฺจ
ติกติกฺเจว ทุกทุกฺจ
ฉ อนุโลมมฺหิ นยา สุคมฺภีรา.
นัยทั้ง ๖ อันสุขุมลึกซึ้งในธรรม
อนุโลม อย่างนี้ คือ
ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ๑ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด ๑
ทุกติกปัฏฐาน ๑ ติกทุกปัฏฐาน ๑
ติกติกปัฏฐาน ๑ ทุกทุกปัฏฐาน ๑.
แม้ในธรรมปัจจนียปัฏฐาน ก็ชื่อว่า ติกปัฏฐาน เพราะอาศัยติกะ
๒๒ ชื่อว่าทุกปัฏฐาน เพราะอาศัยทุกะ ๑๐๐ ชื่อว่าทุกติกปัฏฐาน เพราะรวม
ติกะ ๒๒ เข้าในทุกะ ๑๐๐ ชื่อว่าติกทุกปัฏฐาน เพราะรวมทุกะ ๑๐๐ เข้าใน
ติกะ ๒๒ ชื่อว่าติกติกปัฏฐาน เพราะรวมติกะทั้งหลายเข้าในติกะทั้งหลาย
นั่นแหละ ชื่อว่าทุกทุกปัฏฐาน เพราะรวมทุกะทั้งหลายเข้าในทุกะทั้งหลาย
ดังนี้.
แม้ในปัจจนียปัฏฐานก็ทรงแสดงปัฏฐานโดยนัยทั้ง ๖ เพราะเหตุนั้น
พระสังคีติการกมหาเถระ จึงกล่าวไว้ว่า
นัยทั้ง ๖ อันสุขุม ลึกซึ้งในธรรม
ปัจจนิยะ คือ
ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ๑
ฯ ล ฯ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 29
ทุกทุกปัฏฐาน ๑.
 
ในลำดับต่อจากนั้นก็ทรงแสดงแม้ในธรรมปัจจนียานุโลมโดยนัยทั้ง ๖
เหล่านี้เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า
นัยทั้ง ๖ อันสุขุม ลึกซึ้งในธรรม
ปัจจยานียานุโลม คือ
ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ๑
ฯ ล ฯ
ทุกทุกปัฏฐาน ๑.
 
ว่าด้วยสมันตปัฏฐาน ๒๔
 
ปัฏฐานที่ประชุมสมันตปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ คือ ปัฏฐาน ๖ ใน
ธรรมอนุโลม ปัฏฐาน ๖ ในธรรมปฏิโลม ปัฏฐาน ๖ ในธรรมอนุโลมปัจจนีย-
ปัฏฐาน ๖ ในธรรมปัจจนิยานุโลม ชื่อว่า มหาปกรณ์ (ปกรณ์ใหญ่).
 
ว่าด้วยการเปรียบกับสาคร
 
บัดนี้ เพื่อการรู้แจ้งถึงความที่พระอภิธรรมนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง พึง
ทราบสาคร (ทะเล) ๔ คือ
๑. สังสารสาคร (สาคร คือ สงสาร)
๒. ชลสาคร (สาคร คือ น้ำมหาสมุทร)
๓. นยสาคร (สาคร คือ นัย)
๔. ญาณสาคร (สาคร คือ พระญาณ)
บรรดาสาครทั้ง ๔ นั้น ชื่อว่า สังสารสาคร คือ สังสารวัฏที่ท่าน
กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
ขนฺธานญฺจ ปฏิปาฏิ ธาตุอายตนานญฺจ
อพฺโภจฺฉินฺน วตฺตมานา สสาโรติ ปวุจฺจติ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 30
ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะ
ซึ่งกำลังเป็นไปไม่ขาดสาย ท่านเรียกว่า
สงสาร
นี้ชื่อว่า สังสารสาคร. สังสารสาครนี้นั้น เพราะเหตุที่เงื่อนเบื้องต้นของความ
เกิดขึ้นแห่งสัตว์เหล่านี้ย่อมไม่ปรากฏ คือไม่มีกำหนดว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้น
มาแล้วในที่สุดเพียงร้อยปีเท่านั้น เพียงพันปีเท่านั้น เพียงแสนปีเท่านั้น เพียง
ร้อยกัปเท่านั้น เพียงพันกัปเท่านั้น เพียงแสนกัปเท่านั้น ในกาลก่อนแต่นี้
มิได้มีเลย ดังนี้ หรือว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วในกาลแห่งพระราชาพระนาม-
โน้น ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามโน้น ในกาลก่อนแต่นั้นไม่มีเลย ดังนี้
แต่ว่า มีโดยนัยนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนเบื้องต้นแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ
ในกาลก่อนแต่อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี ดังนี้.* การกำหนดเงื่อนมีใน
เบื้องต้นและที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้นี้ ชื่อว่า สังสารสาคร.
มหาสมุทร พึงทราบว่า ชื่อ ชลสาคร มหาสมุทรนั้นลึก ๘๔,๐๐๐
โยชน์ ขึ้นชื่อว่า การประมาณน้ำในมหาสมุทรนั้นว่ามีเท่านี้ คือ มีน้ำร้อยอาฬหกะ
พันอาฬหกะ หรือแสนอาฬหกะไม่ได้เลย โดยที่แท้ห้วงมหาสมุทรนั้น ย่อม
ปรากฏว่า ใคร ๆ พึงนับไม่ได้ พึงประมาณไม่ได้ ย่อมถึงการนับว่าเป็น
ห้วงน้ำใหญ่โดยแท้ นี้ชื่อว่า ชลสาคร.
นัยสาคร เป็นไฉน ? นัยสาครได้แก่พระพุทธพจน์ คือ พระ-
ไตรปิฎก ปีติโสมนัสอันไม่มีที่สุด ย่อมเกิดแก่บุคคลทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธา มีความเลื่อมใสมาก มีญาณอันยิ่งแก่ผู้พิจารณาตันติแม้ทั้งสอง. ตันติ
แม้ทั้งสองเป็นไฉน ? ตันติทั้งสอง คือ พระวินัยและพระอภิธรรม ปีติและ
โสมนัสอันไม่มีที่สุด ย่อมเกิดแก่ภิกษุวินัยธรทั้งหลายผู้พิจารณาตันติแห่งวินัย
 * องฺ ทสก. ๒๔.๖๑/๑๒๐

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 31
ว่า ชื่อว่า การบัญญัติสิกขาบทอันสมควรแก่โทษ ธรรมดาว่า สิกขาบทนี้
ย่อมมีเพราะโทษนี้ เพราะการก้าวล่วงอันนี้ ดังนี้ และเกิดแก่ผู้พิจารณา
อุตริมนุสธรรมเปยยาล แก่ผู้พิจารณานีลเปยยาล ผู้พิจารณาสัญจริตเปยยาลว่า
การบัญญัติสิกขาบท ไม่ใช่วิสัยของชนเหล่าอื่น เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายเท่านั้น.
ปีติและโสมนัสอันไม่มีที่สุด ย่อมเกิดแม้แก่ภิกษุผู้เรียนพระอภิธรรม
ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งตันติแห่งพระอภิธรรมว่า พระศาสดาของเราทั้งหลายเมื่อทรง
จำแนกแม้ความแตกต่างแห่งขันธ์ แม้ความแตกต่างแห่งอายตนะ แม้ความ
แตกต่างแห่งธาตุ ความแตกต่างแห่งอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ กรรม วิบาก
การกำหนดรูปและอรูป ธรรมอันละเอียดสุขุม ทรงกระทำแต่ละข้อในรูปธรรม
และอรูปธรรมให้เป็นส่วน ๆ แสดงไว้ เหมือนการนับดาวทั้งหลายในท้องฟ้า
ฉะนั้น. ก็ในการเกิดขึ้นแห่งปีติโสมนัสนั้น พึงทราบแม้เรื่องดังต่อไปนี้.
ดังได้สดับมา พระเถระชื่อว่า มหานาตติมิยติสสทัตตะ เมื่อไปสู่ฝั่งโน้น
ด้วยคิดว่า เราจักไหว้ต้นมหาโพธิ์ จึงนั่งที่พื้นเบื้องบนเรือแลดูมหาสมุทร
ทีนั้น ในครั้งนั้น ฝั่งโน้นไม่ปรากฏแก่ท่านเลย ฝั่งนี้ก็ไม่ปรากฏ เป็นเช่นกับ
แผ่นเงินอันเขาแผ่ออก และเช่นกับเครื่องลาดทำด้วยดอกมะลิฉะนั้น. ท่านคิดว่า
กำลังคลื่นของมหาสมุทรมีกำลังหรือหนอ หรือว่านยมุข (เนื้อความที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแนะนำไว้) ในสมันตปัฏฐาน ๒๔ ประเภทมีกำลัง ดังนี้.
ทีนั้น ปีติมีกำลังก็เกิดขึ้นแก่ท่านผู้พิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุมว่า การกำหนด
ในมหาสมุทรย่อมปรากฏ เพราะว่า มหาสมุทรนี้ เบื้องล่างกำหนดด้วยแผ่นดิน
เบื้องบนกำหนดด้วยอากาศ ข้างหนึ่งกำหนดด้วยภูเขาจักรวาล ข้างหนึ่งกำหนด
ด้วยฝั่ง แต่การกำหนดสมันตปัฏฐานย่อมไม่ปรากฏ ดังนี้ ท่านข่มปีติแล้ว

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 32
เจริญวิปัสสนาตามที่นั่งอยู่ ยังกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ตั้งอยู่ในพระอรหัต
ซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ แล้วเปล่งอุทานว่า
พระโยคีย่อมเห็นธรรมที่ลึกซึ้ง อัน
ตรัสรู้ได้แสนยาก มีเหตุเป็นแดนเกิดขึ้น
อันพระมเหสีทรงรู้ยิ่งโดยพระองค์เอง แสดง
ไว้โดยลำดับ โดยสิ้นเชิง ในสมันตปัฏฐาน
นี้เท่านั้น เหมือนกับเป็นรูปร่างทีเดียว.
นี้ชื่อว่า นัยสาคร.
ญาณสาคร เป็นไฉน ?
สัพพัญญุตญาณ ชื่อว่า ญาณสาคร.
จริงอยู่ ญาณอื่นไม่อาจเพื่อจะรู้สาครนั้นว่า นี้ชื่อว่า สังสารสาคร
นี้ชื่อ ชลสาคร นี้ชื่อ นยสาคร แต่สัพพัญญุตญาณเท่านั้นอาจเพื่อรู้ได้ เพราะ
ฉะนั้น สัพพัญญุตญาณ จึงชื่อว่า ญาณสาคร.
บรรดาสาครทั้ง ๔ เหล่านั้น นยสาครประสงค์เอาในที่นี้ พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายผู้สัพพัญญูเท่านั้น ย่อมแทงตลอดในนัยสาครนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้นี้ ประทับนั่งที่ควงไม้โพธิ์ทรงแทงตลอด
นัยสาครนี้ เมื่อทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์แทงตลอดแล้ว ประทับนั่งโดย
บัลลังก์เดียวตลอดสัปดาห์ว่า เมื่อเราเสาะแสวงหาธรรมนี้หนอ ล่วงไปถึง ๔
อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัป ภายหลังเรานั่ง ณ บัลลังก์นี้ จึงยังกิเลส ๑,๕๐๐
ให้สิ้นไปแล้วแทงตลอดได้ ดังนี้ ลำดับนั้น จึงเสด็จลุกขึ้นจากบัลลังก์ ประทับ
ยืนแลดูบัลลังก์ตลอดสัปดาห์ ด้วยพระเนตรอันไม่กระพริบ ด้วยพระดำริว่า
สัพพัญญุตญาณ เราแทงตลอดแล้ว ณ บัลลังก์นี้หนอ ดังนี้.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 33
ลำดับนั้น เหล่าเทวดาทั้งหลาย มีความปริวิตกเกิดขึ้นว่า แม้ในวันนี้
พระสิทธัตถะพึงทำกิจที่ควรทำเป็นแน่ จึงยังไม่ละความอาลัยในบัลลังก์ ดังนี้.
พระศาสดาทรงทราบวิตกของเทวดาทั้งหลาย เพื่อจะยังวิตกของเทวดาเหล่านั้น
ให้สงบ จึงเหาะขึ้นสู่เวหาสแสดงยมกปาฏิหาริย์.
จริงอยู่ ปาฏิหาริย์ที่พระองค์ทรงทำที่มหาโพธิบัลลังก์ก็ดี ทำสมาคม
แห่งพระญาติก็ดี ที่สมาคมปาฏลีบุตรก็ดี ทั้งหมดได้เป็นเช่นกับยมกปาฏิหาริย์
ที่ทำที่ควงไม้คัณฑามพฤกษ์นั่นแหละ ครั้นทรงทำปาฏิหาริย์อย่างนี้แล้ว จึง
เสด็จลงจากอากาศแล้วเสด็จจงกรมตลอดสัปดาห์ ในระหว่างแห่งบัลลังก์และ
สถานที่อันพระองค์ประทับยืนอยู่แล้ว ก็ใน ๒๑ วันเหล่านี้ แม้วันหนึ่ง รัศมี
ทั้งหลายมิได้ออกจากสรีระของพระศาสดา แต่ในสัปดาห์ที่ ๔ ทรงประทับนั่ง
ในเรือนแก้วในทิศพายัพ ชื่อว่า เรือนแก้ว มิใช่เรือนที่สำเร็จด้วยรัตนะ แต่
บัณฑิตพึงทราบสถานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาปกรณ์ทั้ง ๗ ว่าเป็น
เรือนแก้ว.
บรรดาปกรณ์ทั้ง ๗ นั้น แม้เมื่อทรงพิจารณาธรรมสังคณี รัศมี
ทั้งหลายก็ไม่ซ่านออกไปจากพระสรีระ เมื่อพิจารณาวิภังคปกรณ์ ธาตุกถา
ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุปกรณ์ และยมกปกรณ์ รัศมีทั้งหลายก็มิได้ซ่านออก
ไปจากพระสรีระ แต่เมื่อใด ก้าวลงสู่มหาปกรณ์เริ่มพิจารณาว่า เหตุปจฺจโย
อารมฺมณปจฺจโย ฯเปฯ อวิคตปจฺจโย ดังนี้ เมื่อนั้น สัพพัญญุตญาณ
โดยความเป็นอันเดียวกัน ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พิจารณาสมันตปัฏฐาน
๒๔ ประการ ย่อมได้โอกาส (ช่อง) ในมหาปกรณ์นั้นแหละ เปรียบเหมือน
ปลาใหญ่ ชื่อว่า ติมิรปิงคละ ย่อมได้โอกาสโดยความเป็นอันเดียวกันใน
มหาสมุทรอันลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์นั่นแหละ ฉันใด พระสัพพัญญุตญาณ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 34
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมได้โอกาสในมหาปกรณ์ โดยความเป็นอันเดียวกัน
นั่นแหละ.
 
ว่าด้วยพระฉัพพรรณรังสี
 
เมื่อพระศาสดา ทรงพิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุมตามความสบาย
ด้วยพระสัพพัญญุตญาณซึ่งมีโอกาส (ช่อง) อันได้แล้วอย่างนี้ พระฉัพพรรณ-
รังสี (รัศมี ๖ ประการ) คือ นีละ (เขียวเหมือนดอกอัญชัน ) ปีตะ (เหลือง
เหมือนหรดาล) โลหิตะ (แดงเหมือนตะวันอ่อน) โอทาตะ ( ขาวเหมือน
แผ่นเงิน) มัญเชฏฐะ (สีหงสบาท เหมือนดอกหงอนไก่) ประภัสสร (เลื่อมพราย
เหมือนแก้วผลึก) ก็ซ่านออกจากพระสรีระ พื้นแห่งท้องฟ้า ได้เป็นราวกะว่า
เต็มด้วยดอกอัญชันกระจายอยู่ทั่วไป เหมือนดารดาษด้วยดอกสามหาวหรือกลีบ
อุบลเขียว เหมือนขั้วตาลประดับด้วยแก้วมณีที่แกว่งไปมา และเหมือนแผ่น
วัตถุสีเขียวเข้มที่ขึงออก ด้วยสามารถแห่งรัศมีสีเขียวเหล่าใด พระรัศมีสีเขียว
เหล่านี้ ออกไปแล้วจากพระเกศา แลพระมัสสุทั้งหลาย และจากที่สีเขียว
แห่งพระเนตรทั้งสอง.
ทิศาภาคทั้งหลายย่อมรุ่งโรจน์ เหมือนโสรจสรง (ชำระ) ด้วยน้ำทองคำ
เหมือนแผ่แผ่นทองคำออกไป เหมือนย้อมด้วยจุณแห่งนกกดไฟ (น่าจะเป็น
ผงขมิ้น) และเหมือนเรียงรายด้วยดอกกรรณิการ์ ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีเหลือง
เหล่าใด รัศมีสีเหลืองเหล่านั้น ท่านออกแล้วจากพระฉวีวรรณ และจากที่
สีเหลืองแห่งพระเนตรทั้งสอง.
ทิศาภาคทั้งหลายรุ่งโรจน์แล้ว เหมือนย้อมด้วยจุณแห่งชาด เหมือน
รดด้วยน้ำครั่งที่สุกดีแล้ว เหมือนคลุมด้วยผ้ากัมพลแดง เหมือนเรียงรายด้วย
ดอกชัยพฤกษ์ ดอกทองกวาว และดอกชบา ด้วยสามารถแห่งรัศมีสีแดง

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 35
เหล่าใด พระรัศมีสีแดงเหล่านั้น ซ่านออกแล้วจากพระมังสะ พระโลหิต
และที่สีแดงแห่งพระเนตรทั้งสอง.
ทิศาภาคทั้งหลายรุ่งโรจน์แล้ว เหมือนเกลื่อนกล่นด้วยขีรธาราที่เท
ออกจากหม้อเงิน เหมือนเพดานแผ่นเงินที่เขาขึงไว้ เหมือนขั้วตาลเงินที่แกว่ง
ไปมา เหมือนดาดาษด้วยดอกคล้า ดอกโกมุท ดอกย่างทราย ดอกมะลิวัลย์
ดอกมะลิซ้อนเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งรัศมีสีขาวเหล่าใด รัศมีสีขาวเหล่านั้น
ซ่านออกแล้วจากพระอัฐิทั้งหลาย จากพระทนต์ทั้งหลาย และจากที่
สีขาวแห่งพระเนตรทั้งสอง.
ส่วนพระรัศมีสีหงสบาทและเลื่อมประภัสสร ก็ซ่านออกจากส่วนแห่ง
พระสรีระนั้น ๆ พระฉัพพรรณรังสีเหล่านั้นออกแล้วจับมหาปฐพีใหญ่อัน
หนาทึบ ด้วยประการฉะนี้ มหาปฐพีอันหนาถึง ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ ได้เป็น
เหมือนก้อนทองคำที่เขาขจัดมลทินแล้ว พระรัศมีทั้งหลายเจาะทะลุแผ่นดิน
ลงไปจับน้ำในภายใต้ น้ำซึ่งรองแผ่นดินหนาถึง ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์ ได้เป็น
เหมือนทองคำที่ไหลคว้างออกจากเบ้าทอง พระรัศมีเหล่านั้นเจาะน้ำลงไปจับ
ลม ลมหนา ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ ได้เป็นเหมือนแท่งทองคำที่ยกขึ้นแล้ว พระ-
รัศมีทั้งหลายเจาะลมแล้วแล่นไปสู่อัชชฎากาศ (อากาศเวิ้งว้าง) ภายใต้.
ว่าด้วยส่วนเบื้องบน พระรัศมีทั้งหลาย แม้พุ่งขึ้นไปแล้วจับอยู่ที่จาตุ-
มหาราชิกา เจาะแทงตลอดจาตุมหาราชิกาไปจับชั้นดาวดึงส์ จากนั้นก็ไปยามา
ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี จากนั้นก็ไปพรหมโลก ๙ ชั้น จากนั้นก็
ไปเวหัปผลา จากนั้นก็ไปปัญจสุทธาวาส จับอรูปทั้ง ๔ เจาะ (แทงตลอด)
อรูปทั้ง ๔ แล้วแล่นไปสู่อัชชฎากาศ (อากาศเวิ้งว้าง).

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 36
โดยส่วนเบื้องขวางทั้งหลาย พระรัศมีแล่นไปสู่โลกา ทั้งหลายอันหา
ที่สุดมิได้ ในที่ทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ ไม่มีรัศมีพระจันทร์ในพระจันทร์
ไม่มีรัศมีพระอาทิตย์ในพระอาทิตย์ ไม่มีรัศมีดวงดาวในดวงดาวทั้งหลาย ไม่มี
รัศมีของเทวดาทั้งหลายในที่ทั้งปวง คือ ที่อุทยาน วิมาน ต้นกัลปพฤกษ์
ทั้งหลาย ที่สรีระทั้งหลาย ที่อาภรณ์ทั้งหลาย ถึงหาพรหมผู้สามารถแผ่
แสงสว่างไปสู่โลกธาตุติสหัสสี และมหาสหัสสี ก็ได้เป็นเหมือนหิ่งห้อยในเวลา
พระอาทิตย์ขึ้น พระจันทร์ พระอาทิตย์ ดวงดาว อุทยานวิมาน ต้นไม้
กัลปพฤกษ์ของเทพ ก็ปรากฏเพียงเป็นการกำหนดเท่านั้น.
จริงอยู่ สถานที่มีประมาณเท่านี้ ได้เป็นที่ท่วมทับ (ปกคลุม) แล้ว
ด้วยรัศมีของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พระฤทธิ์แม้นี้มิใช่ฤทธิ์เกิดจากการอธิษฐาน
มิใช่ฤทธิ์เกิดจากภาวนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่เมื่อพระโลกนารถ
ทรงพิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุม พระโลหิตก็ผ่องใส วัตถุรูปก็ผ่อง
ใส พระฉวีวรรณก็ผ่องใส วรรณธาตุมีจิตเป็นสมุฏฐาน ตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว
ในประเทศประมาณ ๘๐ ศอกโดยรอบ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาธรรม
โดยลักษณะนี้ ตลอด ๗ วัน.
มีคำถามว่า ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาตลอด ๗ คืน
๗ วัน ได้มีประมาณเท่าไร ?
ตอบว่า หาประมาณมิได้.
นี้ชื่อว่า เทศนาด้วยพระหฤทัยก่อน ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น
ใคร ๆ ก็ไม่พึงกล่าวได้ว่า ก็พระศาสดาเมื่อทรงเปล่งพระวาจาแสดงธรรมอัน
พระองค์คิดด้วยพระทัยตลอด ๗ วันอย่างนี้ โดยล่วงไปร้อยปีก็ดี พันปีก็ดี
แสนปีก็ดี ก็ไม่สามารถเพื่อให้ถึงที่สุดได้ ดังนี้.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 37
จริงอยู่ ในกาลอันเป็นส่วนอื่น พระตถาคตเจ้าประทับนั่งท่ามกลาง
เหล่าเทพหมื่นจักรวาลเหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ควงไม้ปาริชาต ใน
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อทรงแสดงธรรมทรงทำพระพุทธมารดาให้เป็นกายสักขี
ก็ทรงย่อแล้ว ๆ ซึ่งลำดับธรรมจากระหว่างธรรมแล้วแสดงโดยส่วนแห่งร้อย
โดยส่วนแห่งพัน โดยส่วนแห่งแสน เทศนาที่พระองค์ให้เป็นไป ติดต่อกัน
สามเดือน เป็นอนันตเทศนาประมาณมิได้ ประดุจคงคาในอากาศที่ไหลลงมา
อย่างเร็ว และประดุจสายน้ำที่ไหลออกจากหม้อน้ำที่คว่ำปาก ฉะนั้น.
จริงอยู่ แม้ในกาลเป็นที่อนุโมทนาภัตของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรง
อนุโมทนาอยู่ขยายออกหน่อยหนึ่ง ก็จะได้ประมาณเท่ากับทีฆนิกายและมัชฌิม-
นิกาย. อนึ่ง เมื่อทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกันภายหลังแห่งภัต เทศนา
ก็มีประมาณเท่านิกายใหญ่ทั้งสอง คือ สังยุตตนิกาย และอังคุตตรนิกาย.
เพราะเหตุไร ? เพราะภวังคปริวาส (การอยู่อาศัยภวังคจิต) ของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายเร็ว ริมพระโอษฐ์เรียบสนิทดี พระชิวหาอ่อนคล่องพระโอษฐ์
พระสุรเสียงไพเราะ พระวาจาเปล่งได้เร็ว เพราะฉะนั้น แม้ธรรมอันพระองค์
แสดงแล้วเพียงครู่หนึ่งนั้น จึงได้มีประมาณเท่านี้ ธรรมที่พระองค์ทรงแสดง
แล้วตลอดไตรมาสจึงประมาณไม่ได้เลย.
จริงอยู่ พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงพระไตรปิฎกยืนอยู่แล้ว
โดยท่าที่ยืนนั่นแหละ ย่อมเรียน ย่อมบอก ย่อมแสดงคาถา ๑๕,๐๐๐ คาถา
บทธรรม ๖๐,๐๐๐ บท เหมือนชนผู้ดึงดอกไม้ทั้งกิ่ง ธรรมมีประมาณเท่านี้
ชื่อว่าเป็นอุเทศมรรค (ทางแห่งอุเทศ) หนึ่งของพระเถระ เพราะว่า บุคคล
อื่นเมื่อให้อุเทศตามลำดับบทแก่พระเถระ ย่อมไม่อาจเพื่อจะให้ คือบอกให้
ไม่ทัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น พึงให้สมบูรณ์ พระสาวกผู้มีสติมากยิ่ง

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 38
มีคติมากยิ่ง มีธิติมากยิ่งอย่างนี้ แม้เรียนเทศนาที่พระศาสดาแสดงแล้วตลอด
ไตรมาส โดยทำนองนี้ สิ้นพันปีก็ไม่อาจให้ถึงที่สุดได้.
ถามว่า ก็อุปาทินนกสรีระ (ร่างกายที่มีใจครอง) เนื่องด้วยยกวฬิง-
การาหาร ของพระตถาคตเจ้าผู้ทรงแสดงธรรมติดต่อกันตลอดไตรมาสเช่นนี้
เป็นไปได้อย่างไร ?
ตอบว่า ด้วยการบำรุงนั่นแหละ.
จริงอยู่ กาลนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงวิเคราะห์ดีแล้ว ทรง
กำหนดดีแล้ว ทรงพิจารณาดีแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ
ทรงแสดงธรรม จึงทรงตรวจดูเวลาในมนุษยโลก พระองค์ทรงกำหนดเวลา
ภิกษาจารแล้ว เนรมิตพุทธนิมิตแล้วอธิษฐานว่า การห่มจีวร การถือบาตร
การเปล่งเสียง กิริยาอาการของพุทธนิมิตนี้ จงมีอย่างนี้ จงแสดงธรรม ชื่อ
มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ แล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จไปสระอโนดาต เทวดา
ถวายไม้ชำระพระทนต์ ชื่อ นาคลดา พระองค์ทรงเคี้ยวไม้นาคลดานั้น ปฏิบัติ
สรีระในสระอโนดาตแล้วประทับยืนที่พื้นมโนศิลา ทรงครองสบงสองชั้นที่ทรง
ย้อมดีแล้ว ทรงห่มจีวร แล้วถือบาตรศิลาที่มหาราชถวายเสด็จไปสู่อุตตรกุรุทวีป
ทรงนำบิณฑบาตมาจากที่นั้น ประทับนั่งที่ฝั่งสระอโนดาต ทรงเสวยแล้วเสด็จ
ไปป่าไม้จันทน์ เพื่อทรงพักผ่อนกลางวัน.
แม้พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระก็ไปในที่นั้น กระทำวัตรต่อ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระ-
ศาสดาจะทรงประทานนัยแก่พระเถระ จึงตรัสบอกว่า ดูก่อนสารีบุตร ธรรม
ที่ตถาคตแสดงแล้วมีประมาณเท่านี้. เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทาน
นัยอย่างนี้ การประทานนัยแก่พระอัครสาวกผู้ถึงปฏิสัมภิทาแล้ว เป็นเช่น

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 39
บุคคลผู้ยืนอยู่ที่สุดฝั่งแล้วเหยียดมือชี้ให้ดูมหาสมุทร ฉะนั้น ธรรมที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ย่อมปรากฏชัดแม้แก่พระเถระโดยร้อยนัย พันนัย
แสนนัย.
ถามว่า พระศาสดาทรงนั่งพักกลางวันแล้ว เสด็จไปแสดงธรรมเวลา
ไหน ?
ตอบว่า ธรรมดาว่า เวลาสำหรับแสดงธรรมแก่ชาวเมืองสาวัตถีที่
ประชุมกันแล้วมีอยู่ ก็เสด็จไปเวลานั้น.
ถามว่า ใครเล่าย่อมทราบ ใครเล่าไม่ทราบว่า พระศาสดาเสด็จไป
แสดงธรรม หรือว่า เสด็จมาแสดงธรรม.
ตอบว่า เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ย่อมทราบ เทวดาผู้มีศักดิ์น้อยย่อมไม่ทราบ.
ถามว่า เพราะเหตุไร เทวดาผู้มีศักดิ์น้อยจึงไม่ทราบ.
ตอบว่า เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพุทธนิมิต ไม่มีความต่าง
กับสิ่งทั้งหลายมีพระรัศมีเป็นต้น ความจริง ความต่างกันของพระพุทธเจ้าแม้
ทั้งสองพระองค์นั้น ในพระรัศมี หรือพระสุรเสียง หรือพระดำรัสมิได้มี.
ฝ่ายพระสารีบุตรเถระก็นำธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว ๆ มา
แสดงแก่ภิกษุ ๕๐๐ ผู้เป็นสัทธิวิหาริกของตน บัณฑิตพึงทราบบุรพโยคะ
(การประกอบกรรมในกาลก่อน) ของภิกษุ ๕๐๐ เหล่านั้น ดังนี้.
 
บุรพโยคะของภิกษุ ๕๐๐
 
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระทศพล พระนามว่า กัสสป ภิกษุเหล่านั้น
เกิดในกำเนิดค้างคาวลูกหนู ห้อยโหนอยู่ที่เงื้อมเขา เมื่อภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรม
๒ รูป สาธยายพระอภิธรรมอยู่ ก็ถือเอานิมิตในเสียง แม้ไม่รู้ว่าเป็นธรรม

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 40
ฝ่ายดำ เป็นธรรมฝ่ายขาว ทำกาละแล้วก็เกิดในเทวโลกด้วยเหตุสักว่าถือเอา
นิมิตในเสียงเท่านั้น. พวกเขาอยู่ในเทวโลกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในกาลนั้น
เขามาเกิดในมนุษยโลก เลื่อมใสในยมกปาฏิหาริย์ จึงบวชในสำนักของพระเถระ
พระเถระนำพระธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว ๆ มาแสดงแก่ภิกษุเหล่านั้น
การสิ้นสุดลงแห่งการแสดงพระอภิธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และการ
เรียนปกรณ์ ๗ ของภิกษุเหล่านั้นได้มีพร้อม ๆ กัน นั่นแหละ.
ทางแห่งการบอกพระอภิธรรมมีพระสารีบุตรเถระเป็นต้นเหตุ แม้วาระ
ว่าด้วยการนับจำนวนมหาปกรณ์ ก็พระเถระนั่นแหละตั้งไว้. จริงอยู่ พระเถระ
ไม่ลบล้างลำดับธรรม เพื่อถือเอา เพื่อทรงจำ เพื่อเล่าเรียน และเพื่อบอก
ได้ โดยวิธีนี้ เพราะฉะนั้น จึงจัดตั้งไว้ซึ่งวาระว่าด้วยการนับ ก็ครั้นเมื่อความ
เป็นอย่างนั้น พระเถระก็เป็นผู้ทรงพระอภิธรรมก่อนกว่ากระมัง หามิได้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละเป็นผู้ทรงพระอภิธรรมก่อนกว่า เพราะว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ มหาโพธิบัลลังก์ ทรงแทงตลอดแล้วซึ่งพระอภิ-
ธรรมนั้น ก็แลครั้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ประทับโดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน
ทรงเปล่งอุทานว่า
ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส
ฯ เป ฯ สูโรว โอภาสยมนูตลิกฺข.
ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายย่อม
ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่
ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงเทียว ของ
พราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมาทราบชัด
ซึ่งธรรมพร้อมทั้งเหตุ.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 41
ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อม
ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่
ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงเทียว ของ
พราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้แล้วซึ่ง
ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย.
ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อม
ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่
ในกาลนั้น พราหมณ์นั้น ย่อมกำจัดมารและ
เสนามารได้เหมือนพระอาทิตย์ยังท้องฟ้าให้
สว่างอยู่ ฉะนั้น.
นี้ชื่อว่า ปฐมพุทธพจน์ แต่อาจารย์ผู้กล่าวบทแห่งธรรม ย่อมกล่าวว่า
ชื่อว่า ปฐมพุทธพจน์นี้ คือ
อเนกชาติสสาร สนฺธาวิสฺส อนิพฺพิส
ฯ เป ฯ ตณฺหาน ขยมชฺฌคา.
เมื่อเราแสวงหานายช่าง (คือตัณหา)
ผู้กระทำซึ่งเรือน ยังไม่พบ จึงต้องท่องเที่ยว
ไปสู่สงสารมีชาติมิใช่น้อย เพราะการเกิด
บ่อย ๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายผู้กระทำซึ่ง
เรือน เราพบท่านแล้ว ท่านจักสร้างเรือน
ไม่ได้อีก ซี่โครงทั้งหมดของท่านเราหัก

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 42
เสียแล้ว เรือนยอดเราก็รื้อออกแล้ว จิตของ
เราถึงวิสังขาร (คือพระนิพพาน) ถึงความ
สิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลายแล้ว.
พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงไสยาสน์ในระหว่างต้นสาละคู่ ใน
สมัยใกล้ปรินิพพานตรัสไว้ว่า หนฺททานิ ภิกฺขเว ฯ ป ฯ สมฺปาเทถ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เอาเถอะ ตถาคตจักเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย
มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประ-
มาทเถิด ดังนี้ ชื่อว่า ปัจฉิมพุทธพจน์.
พระสัทธรรมที่ประกาศอมตะที่พระองค์ตรัสไว้ ๔๕ พรรษาในระหว่าง
พระพุทธพจน์ทั้งสอง เหมือนนายมาลาการร้อยพวงดอกไม้ และเหมือนช่าง
แก้วร้อยพวงแก้ว ชื่อว่า มัชฌิมพุทธพจน์ พระพุทธพจน์นั้นแม้ทั้งหมด
เมื่อประมวลเข้าด้วยกัน โดยปิฎกเป็น ๓ ปิฎก โดยนิกายเป็น ๕ นิกาย โดย
องค์มีองค์ ๙ โดยธรรมขันธ์ได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.
อย่างไร. จริงอยู่ พระพุทธพจน์นี้แม้ทั้งหมด โดยปิฎกมี ๓ประเภทเท่านั้น
คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก. บรรดาปิฎกทั้ง ๓ นั้นพระพุทธ-
พจน์นี้คือ ปาฏิโมกข์ทั้งสอง วิภังค์ทั้งสอง ขันธกะ ๒๒ ปริวาร ๑๖ ชื่อว่า
วินัยปิฎก.
พระพุทธพจน์นี้ คือ ทีฆนิกายซึ่งรวบรวมพระสูตรไว้ ๓๔ สูตรมีพรหม
ชาลสูตรเป็นต้น มัชฌิมนิกายซึ่งรวบรวมพระสูตรไว้ ๑๕๒ สูตร มีมูลปริยาย-
สูตรเป็นต้น สังยุตตนิกายซึ่งรวบรวมพระสูตรไว้ ๗,๗๖๒ สูตร มีโอฆตรณ-
สูตรเป็นต้น อังคุตตรนิกายซึ่งรวบรวมพระสูตรไว้ ๙,๕๕๗ สูตร มีจิตต-
ปริยายสูตรเป็นต้น ขุททกนิกายมี ๑๕ ประเภท คือ ๑. ขุททกปาฐะ

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 43
๒. ธรรมบท ๓. อุทาน ๔. อิติวุตตกะ ๕. สุตตนิบาต ๖. วิมานวัตถุ
๗. เปตวัตถุ ๘. เถรคาถา ๙. เถรีคาถา ๑๐. ชาดก ๑๑. นิทเทส
๑๒. ปฏิสัมภิทา ๑๓. อปทาน ๑๔. พุทธวงศ์ ๑๕. จริยาปิฎก ชื่อว่า
สุตตันตปิฏก.
ปกรณ์ ๗ มีธรรมสังคณีเป็นต้น ชื่อว่า อภิธรรมปิฎก.
 
คำว่า วินัย มีอรรถ ๓ อย่าง
 
บรรดาปิฎกทั้ง ๓ นั้น พระวินัยนี้ บัณฑิตผู้รู้เนื้อความแห่งพระวินัย
กล่าวว่า วินัย เพราะมีนัยต่าง ๆ มีนัยพิเศษ และเพราะฝึกหัดกายวาจา.
จริงอยู่ ในพระวินัยปิฎกนี้ ชื่อว่า มีนัยต่าง ๆ คือ มีนัยที่แยก
ไว้โดยปาฏิโมกขุทเทส ๕ อย่าง อาบัติ ๗ กองมีปาราชิกเป็นต้น มาติกา
และวิภังค์เป็นต้น และที่ชื่อว่า มีนัยพิเศษ คือ นัยแห่งอนุบัญญัติ ซึ่งมีการ
ทำให้มั่นคง และการทำให้หย่อนเป็นประโยชน์ อนึ่ง วินัยนี้ ชื่อว่า ย่อม
ฝึกหัดกายวาจา เพราะป้องกันการประพฤติผิดทางกายและวาจา เพราะฉะนั้น
วินัยนี้ บัณฑิตจึงกล่าวว่า ชื่อว่า วินัย เพราะมีนัยต่าง ๆ เพราะมีนัยพิเศษ
เพราะฝึกหัดกายวาจา ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในอรรถ
แห่งการกล่าวถึงพระวินัยนั้น ท่านจึงประพันธ์คาถาไว้ว่า
วิวิธวิเสสนยตฺตา วินยนโต เจว กายวาจาน
วินยตฺถวิทูหิ อย วินโย วินโยติ อกฺขาโต
พระวินัยนี้ บัณฑิตผู้รู้อรรถแห่งวินัย
ทั้งหลาย กล่าวว่า พระวินัย เพราะมีนัยต่างๆ
เพราะมีนัยพิเศษ และเพราะฝึกหัดกายวาจา
ดังนี้.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 44
คำว่า พระสูตรมีอรรถ ๖ อย่าง
 
ส่วนพระสูตร บัณฑิตผู้รู้อรรถแห่งพระสูตร กล่าวว่า พระสูตร
เพราะการแสดงถึงประโยชน์ เพราะเป็นดำรัสอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว เพราะ
เผล็ดประโยชน์ เพราะหลั่งประโยชน์ เพราะเป็นที่ต้านทานอย่างดี เพราะ
มีส่วนเปรียบด้วยเส้นด้ายบรรทัด.
จริงอยู่ พระสูตรนั้นย่อมแสดงประโยชน์ทั้งหลายอันต่างโดยประโยชน์
ของตน และของผู้อื่นเป็นต้น. อนึ่ง ในพระสูตรนี้ มีอรรถที่ตรัสไว้อย่างดี
เพราะตรัสคล้อยตามอัธยาศัยของเวไนยสัตว์. ก็พระสูตรนี้ ย่อมหลั่งออกซึ่ง
ประโยชน์ทั้งหลาย เหมือนข้าวกล้าผลิตผล และย่อมหลั่งออกซึ่งประโยชน์
ทั้งหลาย เหมือนแม่โคนมหลั่งน้ำนมออก ชื่อว่า ต้านทาน คือ ย่อมรักษา
ประโยชน์ทั้งหลายเหล่านั้นอย่างดี อนึ่ง ชื่อว่า มีส่วนเปรียบด้วยเส้นด้าย
บรรทัด เปรียบเหมือนเส้นด้ายบรรทัด ย่อมเป็นประมาณของช่างถากทั้งหลาย
ฉันใด พระสูตรแม้นี้ ก็เป็นประมาณของวิญญูชนทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
อนึ่ง ดอกไม้ทั้งหลายที่เขาร้อยไว้ด้วยด้าย ย่อมไม่เรี่ยรายไม่กระจัดกระจายฉันใด
เนื้อความทั้งหลายที่ทรงรวบรวมไว้ด้วยพระสูตรนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ด้วย
เหตุนั้น เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในอรรถแห่งการกล่าวถึงพระสูตรนั้น ท่านจึง
ประพันธ์คาถาไว้ว่า
อตฺถาน สูจนโต สุวุตฺตโต สวนโตถ สูทนโต
สุตฺตาณา สุตฺตสภาคโต จ สุตฺต สุตฺตนฺติ อกฺขาต
พระสูตร ท่านเรียกว่า พระสูตร
เพราะแสดงอรรถ เพราะตรัสไว้ดีแล้ว
เพราะเผล็ดประโยชน์ เพราะหลั่งประโยชน์

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 45
เพราะต้านทานได้ดี และเพราะมีส่วนเปรียบ
ด้วยเส้นด้ายบรรทัด ฉะนั้น.
 
อภิธรรมมีอรรถ ๕ อย่าง
 
ส่วนพระอภิธรรม บัณฑิตกล่าวว่า พระอภิธรรม เพราะเหตุที่ใน
อภิธรรมปิฎกนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมที่มีความเจริญ ๑ ที่ควรกำหนด ๑
ที่ควรบูชา ๑ ที่กำหนดไว้ ๑ และเป็นที่ยิ่ง ๑.
จริงอยู่ อภิศัพท์นี้ ใช้ในความหมายว่าเจริญ ควรกำหนด ควรบูชา
ที่กำหนดไว้ และที่ยิ่ง. จริงอย่างนั้น อภิศัพท์นี้ ใช้ในคำว่าเจริญ ในประโยค
มีอาทิว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทุกขเวทนาหนัก ย่อมเจริญ (กำเริบ) แก่กระผม
มิได้ลดลง ดังนี้. ใช้ในความหมายถึงควรกำหนด ในประโยคมีอาทิว่า ราตรี
เหล่านั้นใด ท่านกำหนดรู้แล้ว กำหนดหมายไว้แล้ว ดังนี้. ใช้ในความหมาย
ถึงควรบูชา ในประโยคมีอาทิว่า พระราชาที่พระราชาทรงบูชา เป็นจอมมนุษย์
ดังนี้. ใช้ในความหมายถึงกำหนดไว้ ในประโยคมีอาทิว่า ปฏิพโล วิเนตุ
อภิธมฺเม อภิวินเย แปลว่า เป็นผู้สามารถเพื่อแนะนำในธรรมที่กำหนดไว้
ในวินัยที่กำหนดไว้ ดังนี้. อธิบายว่า ในธรรมและวินัยที่เว้น จากการปะปนกัน.
ใช้ในความหมายว่ายิ่ง (อธิกะ) ในประโยคมีอาทิว่า มีวรรณะอันงามยิ่ง ดังนี้.
อนึ่ง ในพระอภิธรรมนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมทั้งหลายที่มี
ความเจริญ โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุย่อมเจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ มีจิต
ประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ดังนี้ก็มี ตรัสธรรมทั้งหลายที่ควร
กำหนด เพราะความเป็นธรรมที่ควรกำหนดด้วยอารมณ์ทั้งหลายโดยนัยเป็นต้น
ว่า เป็นรูปารมณ์ หรือ สัททารมณ์ ดังนี้ก็มี ตรัสธรรมทั้งหลายที่น่าบูชา

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 46
โดยนัยเป็นต้นว่า เสกขธรรม อเสกขธรรม โลกุตรธรรม ดังนี้ก็มี ท่าน
อธิบายว่า ธรรมที่ควรบูชา ตรัสธรรมทั้งหลายที่ทรงกำหนดไว้ เพราะเป็น
ธรรมที่กำหนดโดยสภาวะ โดยนัยเป็นต้นว่า ผัสสะย่อมมี เวทนาย่อมมี
ดังนี้ก็มี และตรัสธรรมทั้งหลายอันยิ่ง โดยนัยเป็นต้นว่า มหัคคตธรรม
อัปปมาณธรรม อนุตรธรรม ดังนี้ก็มี ด้วยเหตุนั้น เพื่อความฉลาดใน
อรรถแห่งการกล่าวถึงพระอภิธรรมนี้ ท่านจึงประพันธ์คาถาไว้ว่า
ย เอตฺถ วุฑฺฒิมนฺโต สลกฺขณา ปูชิตา ปริจฺฉินฺนา
วุตฺตาธิกา จ ธมฺมา อภิธมฺโม เตน อกฺขาโต
พระอภิธรรม บัณฑิตกล่าวว่า พระ-
อภิธรรม เพราะเหตุที่พระอภิธรรมนี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงธรรมที่เจริญ ๑ ธรรม
ที่ควรกำหนด ธรรมที่ควรบูชา ๑ ธรรม
กำหนด (แยก) ไว้ ๑ และธรรมที่ยิ่ง ๑.
 
ว่าด้วยความหมายที่ไม่ต่างกันของปิฎก
 
อนึ่ง ในปิฎกทั้ง ๓ นี้ บัณฑิตผู้รู้อรรถแห่งปิฎกศัพท์กล่าวว่า คำว่า
ปิฎก ที่ไม่แตกต่างกันนั้นว่า ชื่อว่า ปิฎก เพราะอรรถว่าเป็น ปริยัติ และ
ภาชนะ (เครื่องรองรับ) บัดนี้ พึงประมวลปิฎกศัพท์นั้นเข้าด้วยกันแล้ว
ทราบปิฎกแม้ทั้ง ๓ มีวินัยเป็นต้น.
จริงอยู่ แม้ปริยัติ ท่านก็เรียกว่า ปิฎก (ตำรา) เหมือนใน
ประโยคมีอาทิว่า มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา แม้
ภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า ปิฎก เหมือนในประโยคมีอาทิว่า

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 47
อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย กุทฺทาลปิฏกมาทาย ครั้งนั้น บุรุษ (ผู้ทำถนน)
ถือเอาจอบและตะกร้า (ปิฎก) มาดังนี้. เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้รู้อรรถแห่ง
ปิฎกศัพท์จึงกล่าวว่า ชื่อว่า ปิฎก เพราะอรรถว่าเป็นปริยัติ และภาชนะ
(เครื่องรองรับ ).
บัดนี้ บัณฑิตพึงประมวลปิฎกศัพท์เข้าด้วยกัน แล้วพึงทราบปิฎก
แม้ทั้ง ๓ มีวินัยเป็นต้น คือ พึงทำสมาส (วินัยเป็นต้น ) กับปิฎกศัพท์ซึ่งมี
อรรถ ๒ อย่าง อย่างนี้ แล้วพึงทราบปิฎกแม้ทั้ง ๓ มีวินัยเป็นต้นเหล่านี้ว่า
พระวินัยนั้นด้วย เป็นปิฎกด้วย ชื่อว่า วินัยปิฎก เพราะเป็นปริยัติ และเพราะ
เป็นภาชนะ (เครื่องรองรับ) แห่งอรรถนั้น ๆ พระสูตรนั้นด้วย เป็นปิฎก
ด้วย ชื่อว่า สุตตันปิฎก และพระอภิธรรมนั้นด้วย เป็นปิฎกด้วย ชื่อว่า
อภิธรรมปิฎก โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแหละ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
 
ว่าด้วยความหมายคำว่าปิฎกที่แตกต่างกัน
 
ก็ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว เพื่อความฉลาดเนื้อความต่าง ๆ ในปิฎก
แม้ทั้ง ๓ นั่นแหละอีกว่า
ในปิฎกเหล่านั้น บัณฑิตพึงแสดง
ประเภทเทศนา ศาสนะ กถา สิกขา ปหานะ
และคัมภีรภาพ ตามสมควร คือว่าภิกษุย่อม
บรรลุประเภทปริยัติ สมบัติ และวิบัติ อันใด
ในปิฎกใด โดยประการใด พึงอธิบาย
ประเภทปริยัติ สมบัติ และวิบัติแม้นั้นทั้งหมด
โดยประการนั้นเถิด.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 48
ในข้อนั้น มีคำบรรยาย และอธิบาย ดังต่อไปนี้
จริงอยู่ ปิฎกทั้ง ๓ แม้เหล่านี้ ท่านเรียกตามลำดับว่า อาณาเทศนา
โวหารเทศนา ปรมัตถเทศนา ยถาปราธศาสนะ ยถานุโลมศาสนะ
ยถาธัมมศาสนะ สังวราสังวรกถา ทิฏฐิวินิเวฐนกถา และนามรูป-
ปริจเฉทกถา.
 
ว่าโดยเทศนา
 
จริงอยู่ บรรดาปิฎกทั้ง ๓ นี้ พระวินัยปิฎก เรียกว่าอาณาเทศนา เพราะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ควรแก่การใช้อำนาจ (อาณา) ทรงแสดงมากไปด้วยอาณา
(อำนาจ) พระสุตตันตปิฎก เรียกว่า โวหารเทศนา เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเป็นผู้ฉลาดในโวหาร (บัญญัติศัพท์) ทรงแสดงมากไปด้วยโวหาร พระ-
อภิธรรมปิฎก เรียกว่า ปรมัตถเทศนา เพราะความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น
ผู้ฉลาดในปรมัตถธรรม ทรงแสดงมากไปด้วยปรมัตถธรรม.
 
ว่าโดยศาสนะ
 
อนึ่ง ปิฎกที่หนึ่ง เรียกชื่อว่า ยถาปราธศาสนะ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มี
ความผิดมาก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนตามที่มีความผิดในพระวินัยปิฎกนี้
ปิฎกที่สอง เรียกชื่อว่า ยถานุโลมศาสนะ เพราะเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัย อนุสัย
จริยา และอธิมุติมิใช่น้อย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสั่งสอนไปตามลำดับ
ในพระสุตตันตปิฎกนี้ ปิฎกที่สาม เรียกชื่อว่า ยถาธัมมศาสนะ เพราะสัตว์
ทั้งหลายผู้มีความสำคัญในสภาวสักว่ากองแห่งธรรมว่า เรา ของเรา พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงสั่งสอน ตามควรแก่ธรรมในพระอภิธรรมปิฎกนี้.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 49
ว่าโดยกถา
 
อนึ่ง ปิฎกที่หนึ่ง เรียกว่า สังวราวรกถา เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ความสังวรน้อยใหญ่ อันเป็นปฎิปักษ์ต่อความประพฤติผิดไว้ในพระวินัยปิฎกนี้.
คำว่า สังวราสังวร นี้ ได้แก่ สังวรน้อยและใหญ่ เหมือนกัมมากัมมะ (กรรม
น้อยใหญ่) และผลาผล (ผลน้อยใหญ่). ปิฎกที่สอง เรียกว่า ทิฏฐิวินิเวฐนกถา
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงการเปลื้องทิฏฐิอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทิฏฐิ ๖๒
ไว้ในพระสุตตันตปิฎกนี้. ปิฎกที่สาม เรียกว่า นามรูปปริจเฉทกถา เพราะ
ตรัสถึงการกำหนดนามและรูปอันเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรม มีราคะเป็นต้นไว้ใน
พระอภิธรรมปิฎกนี้.
 
ว่าโดยสิกขาเป็นต้น
 
อนึ่ง ในปิฎกแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบสิกขา ๓ ปหานะ
๓ และคัมภีรภาพ ๔ อย่าง.
จริงอย่างนั้น ว่าโดยนัยพิเศษ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอธิศีลสิกขาไว้ใน
พระวินัยปิฎก ตรัสอธิจิตตสิกขาไว้ในพระสุตตันตปิฎก และตรัสอธิปัญญาสิกขา
ไว้ในพระอภิธรรมปิฎก. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปหาน (การละ) วิติกกม-
กิเลสไว้ในพระวินัยปิฎก เพราะความที่ศีลเป็นปฏิปักษ์ต่อการก้าวล่วงของกิเลส
(วีติกกมกิเลส) ตรัสการปหานปริยุฏฐานกิเลสไว้ในพระสุตตันตปิฎก เพราะ
ความที่สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสที่กลุ้มรุม (ปริยุฏฐานกิเลส) ตรัสการปหาน
อนุสัยกิเลสไว้ในพระอภิธรรมปิฎก เพราะความที่ปัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่ออนุสัย-
กิเลส. อีกอย่างหนึ่ง ในปิฎกที่หนึ่งตรัสการละกิเลสทั้งหลายด้วยตทังคปหาน (ละ
ชั่วคราว) ในสองปิฎกนอกนี้ตรัสการละกิเลสด้วยวิกขัมภนปหานและสมุจเฉท-
ปหาน อีกอย่างหนึ่ง ในปิฎกที่หนึ่งตรัสการปหานสังกิเลสคือทุจริต ในสองปิฎก
นอกนี้ ตรัสการปหานสังกิเลส คือ ตัณหาและทิฏฐิ.

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 50
ว่าโดยคัมภีรภาพ ๔ อย่าง
 
อนึ่ง ในปิฎกทั้ง ๓ นี้ แต่ละปิฎกพึงทราบคัมภีรภาพ (ความลึกซึ้ง)
๔ อย่าง คือ โดยธรรม โดยอรรถ โดยเทศนา และโดยปฏิเวธ.
บรรดาคัมภีรภาพเหล่านั้น พระบาลี (ตนฺติ) ชื่อว่า ธรรม. เนื้อความ
แห่งพระบาลีนั้น ชื่อว่า อรรถ. การแสดงบาลีตามที่กำหนดไว้อย่างดีด้วยใจ
นั้น ชื่อว่า เทศนา. การตรัสรู้ตามความเป็นจริงซึ่งธรรมและอรรถแห่งบาลี
นั้น ชื่อว่า ปฏิเวธ. จริงอยู่ ธรรม อรรถ เทศนา และปฏิเวธ ในปิฎก
ทั้ง ๓ นั้น ชื่อว่า ลึกซึ้ง เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีปัญญาน้อยหยั่งลงได้ยาก
เป็นที่พึงอันบุคคลผู้มีปัญญาน้อยไม่พึงได้ เปรียบเหมือนมหาสมุทร อันสัตว์
เล็กทั้งหลายมีกระต่ายเป็นต้นหยั่งให้ถึงได้โดยยาก ทั้งเป็นที่พึ่งก็ไม่ได้ฉะนั้น
บัณฑิตพึงทราบคัมภีรภาพแม้ทั้ง ๔ อย่าง ในปิฎกทั้ง ๓ นี้แต่ละปิฎก ด้วย
ประการฉะนี้.
อีกนัยหนึ่ง เหตุชื่อว่า ธรรม เหมือนที่ตรัสไว้ว่า ญาณในเหตุ ชื่อว่า
ธรรมปฏิสัมภิทา. ผลของเหตุ ชื่อว่า อรรถ เหมือนที่ตรัสไว้ว่า ญาณในผล
ของเหตุ ชื่อว่า อัตถปฎิสัมภิทา. บัญญัติ ท่านหมายเอาการกล่าวธรรมสมควร
แก่ธรรม ชื่อว่า เทศนา หรือว่าการกล่าวธรรมด้วยสามารถแห่งอนุโลม
ปฏิโลม สังเขป และพิสดารเป็นต้น ชื่อว่า เทศนา. การตรัสรู้ ชื่อว่า ปฏิเวธ.
ก็ปฏิเวธ นั้น เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระ. อธิบายว่า การหยั่งรู้ในธรรม
ทั้งหลายสมควรแก่อรรถ ในอรรถทั้งหลายสมควรแก่ธรรม ในบัญญัติทั้งหลาย
สมควรแก่คลองแห่งบัญญัติ โดยวิสัย (อารมณ์) โดยอสัมโมหะ (ความไม่
หลงลืม) หรือว่า ความที่ธรรมเหล่านั้น ๆ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในที่
นั้น ๆ เป็นธรรมไม่วิปริตเป็นไปกับด้วยลักษณะ อันพึงแทงตลอดได้.