พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๘๕ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 1

พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๗ ปัฏฐาน ภาคที่ ๑ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มาติกานิกเขปวาระ [๑] ปัจจัย ๒๔ ๑. เหตุปัจจัย ๒. อารัมมณปัจจัย ๓. อธิปติปัจจัย ๔. อนันตรปัจจัย ๕. สมนันตรปัจจัย ๖. สหชาตปัจจัย ๗. อัญญมัญญปัจจัย ๘. นิสสยปัจจัย ๙. อุปนิสสยปัจจัย ๑. บาลีเล่มที่ ๔๐. ๒. เรียกว่าปัจจยอุทเทสก็ได้.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 2

๑๐. ปุเรชาตปัจจัย ๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ๑๒. อาเสวนปัจจัย ๑๓. กัมมปัจจัย ๑๔. วิปากปัจจัย ๑๕. อาหารปัจจัย ๑๖. อินทริยปัจจัย ๑๗. ฌานปัจจัย ๑๘. มัคคปัจจัย ๑๙. สัมปยุตตปัจจัย ๒๐. วิปปยุตตปัจจัย ๒๑. อัตถิปัจจัย ๒๒. นัตถิปัจจัย ๒๓. วิคตปัจจัย ๒๔. อวิคตปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 3

ปรมัตถทีปนี อรรถกถาปัญจปกรณ์ อรรถกถาถามหาปัฏฐานปกรณ์ อารัมภกถา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ แห่งเทพทั้งหลาย เป็นผู้อันเทพยดาและทานพ (อสูร) ถวายการบูชาแล้ว ทรงมีพระสังวรอันหมดจด ทรงมีพระวิริยภาพใหญ่ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นองค์ ที่ ๗ ทรงระงับดับนามและรูปได้สนิท ครั้นทรง แสดงยมกปกรณ์จบลงแล้ว จงทรงแสดงปกรณ์ที่ ๗ อันเป็นลำดับของยมกปกรณ์นั้น ทั้งโดยอรรถและ โดยธรรม โดยชื่อว่า "ปัฏฐาน" อันเป็นพระเทศนา ที่ประดับด้วยนัยอันลึกซึ้งยิ่ง. บัดนี้ถึงลำดับการพรรณนาปัฏฐานปกรณ์นั้นแล้ว ฉะนั้นข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักพรรณนา

๑.    อรรถกถา  เรียกมหาปัฏฐานปกรณ์.   ๒.  พระพุทธเจ้าพระองค์นี้นับเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์
ที่  ๗   นับแต่พระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้นมา   (พระวิปัสสี   พระสิขี   พระเวสสภู   พระกกุสันโธ
พระโกนาคมโน  พระกัสโป  พระโคตโม)   อรรถกถาใช่คำว่า  "อิสิสตฺตโม"  พระฤาษีองค์ที่  ๗.
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 4

ปัฏฐานปกรณ์นั้น ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย จงตั้งใจ สดับการพรรณนานั้นเถิด.

วรรณนาอุทเทสวาระ ดำเนินความว่า ใน อนุโลมปัฏฐาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง อาศัยติกะ ๒๒ ติกะ แสดงชื่อ ติกปัฏฐาน. ทรงอาศัยทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แสดงชื่อ ทุกปัฏฐาน. ต่อจากนั้น ทรงรวมติกะ ๒๒ ติกะเข้าในทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แล้วทรงแสดงชื่อ ทุกติกปัฏฐาน. ต่อจากนั้น ทรงรวมทุกะ ๑๐๐ ทุกะเข้าในติกะ ๒๒ ติกะ แล้วทรงแสดงชื่อ ติกทุกปัฏฐาน. อนึ่ง ทรงผนวกติกะเข้าในติกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อ ติกติกปัฏฐาน. ทรง ผนวกทุกะเข้าในทุกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อ ทุกทุกปัฏฐาน. พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า "ใน อนุโลมปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖ นัย คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ ทุกทุกปัฏฐาน" ดังนี้. แม้ใน ปัจจนียปัฏฐาน ก็ทรงแสดงปัฏฐานด้วยนัย ๖ นัย แม้ใน ปัจจนียะอย่างนี้ คือ ทรงอาศัยติกะ ๒๒ ติกะ แสดงชื่อติกปัฏฐาน ทรง อาศัยทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แสดงชื่อทุกปัฏฐาน ทรงผนวกติกะ ๒๒ เข้าใน ทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แล้วทรงแสดงชื่อทุกติกปัฏฐาน ทรงผนวกทุกะ ๑๐๐ ทุกะเข้าในติกะ ๒๒ ติกะ แล้วทรงแสดงชื่อติกทุกปัฏฐาน ทรงผนวก

๑.  อธิบายมาติกา.
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 5

ติกะเข้าในติกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อติกติกปัฏฐาน ทรงผนวกทุกะ เข้าในทุกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อทุกทุกปัฏฐาน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า " ในปัจจนียปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖ นัย คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ ทุกทุกปัฏฐาน " ดังนี้. แม้ใน อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน ต่อจากนั้นไป ก็ทรงแสดงนัย ๖ นัย โดยอุบายนี้เหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง ตรัสว่า " ในอนุโลมปัจจนียปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖ นัย คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ ทุกทุกปัฏฐาน" ดังนี้. ต่อจากนั้น ใน ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน ก็ทรงแสดงนัย ๖ เหล่านี้ เหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " ใน ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้ง ๖ นัย คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ ทุกทุกปัฏฐาน " ดังนี้. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า ปัฏฐาน คือ ใน อนุโลมนัยมีปัฏฐาน ๖ ในปัจจนียนัยมีปัฏฐาน ๖ ในอนุโลมปัจจนียนัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 6

มีปัฏฐาน ๖ ในปัจจนียานุโลมนัยมีปัฏฐาน ๖ ดังกล่าวมาแล้ว ชื่อว่า ปัฏฐานมหาปกรณ์ อันเป็นที่ประชุมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔. ในปัฏฐาน นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปกรณ์เป็นที่รวมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔ นี้ ชื่อว่าปัฏฐานมหาปกรณ์ ด้วยอำนาจแห่งการเป็นที่รวมแห่งสมันต- ปัฏฐาน ๒๔ เหล่าใด ดังนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบอรรถแห่งชื่อ แห่งปัฏฐาน เหล่านั้น และแห่งปกรณ์นี้อย่างนี้ก่อน. ถามว่า ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่า กระไร ? ตอบว่า เพราะอรรถว่า เป็นปัจจัยมีประการต่าง ๆ. จริงอยู่ ป อักษร ย่อมแสดงอรรถว่า มีประการต่าง ๆ. าน ศัพท์ ย่อมแสดงอรรถว่า เป็นปัจจัย. จริงอยู่ ปัจจัยท่านเรียกว่า ฐานะ ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ความ เป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ บรรดาปัฏฐาน ๒ เหล่านั้น แต่ละข้อ ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่ง ปัจจัยมีประการต่าง ๆ ด้วยประการฉะนี้. ก็ปกรณ์นั้นทั้งหมด ผู้ศึกษา พึงทราบว่า ปัฏฐาน เพราะเป็นที่รวมแห่งปัฏฐานเหล่านั้น. อีกนัยหนึ่ง ถามว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะอรรถว่า อะไร ? ตอบว่า เพราะอรรถว่า จำแนก. จริงอยู่ ปัฏฐานปรากฏโดย อรรถว่า จำแนกในที่มาว่า การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การ จำแนก การทำให้กระจ่าง. บรรดาปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ แต่ละอย่างชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกธรรมทั้งหลาย มีกุศล เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย มีเหตุปัจจัยเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 7

ปกรณ์นี้ทั้งหมดผู้ศึกษาพึงทราบว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะเป็นที่ประชุม แห่งปัฏฐานเหล่านี้. อีกนัยหนึ่ง ถามว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะอรรถว่า อะไร ? ตอบว่า เพราะอรรถว่า ตั้งอยู่ทั่วไป (แผ่ไป). อธิบายว่า ด้วย อรรถว่า ดำเนินไป. จริงอยู่ ในอาคตสถานว่า โคฏา ปฏฺิตคาโว โคดำเนินไปจากที่อยู่ของโค ดังนี้ ศัพท์ว่า ปฏฺิตคาโว โคดำเนินไป พระอาจารย์กล่าวโดยปัฏฐานใด ปัฏฐานนั้นโดยอรรถ ได้แก่การดำเนิน ไป. บรรดาปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ และข้อชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะมีการ ดำเนินอันเป็นไปด้วยอำนาจความเกี่ยวข้องกัน เพราะได้นัยอันมีความ พิสดารในธรรมทั้งหลาย มีกุศลเป็นต้น ซึ่งจำแนกออกเป็นประเภทมีเหตุ ปัจจัยเป็นต้น แห่งพระสัพพัญญุตญาณ อันมีการดำเนินไปไม่ขัดกัน ใน ปกรณ์ทั้งหลาย มีธัมมสังคณีปกรณ์เป็นต้น ซึ่งมีนัยอันไม่พิสดารนัก ดังพรรณนามาฉะนี้. ก็ปกรณ์นี้ทั้งหมดพึงทราบว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะ เป็นที่ประชุมแห่งปัฏฐานเหล่านี้. บรรดาปัฏฐาน ๖ เหล่านั้น ปัฏฐานที่หนึ่ง ในอนุโลมปัฏฐานก่อน ชื่อว่า ติกปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยอำนาจติก- มาติกา. พึงทราบการแยกบทติกปัฏฐานนั้น (วิเคราะห์) ดังนี้ ปัฏฐานแห่ง- ติกะทั้งหลายมีอยู่ในปกรณ์นี้ เพราะเหตุนั้น ปกรณ์นี้ชื่อว่า ติกปัฏฐาน. อธิบายว่า ปัจจัยมีประการต่าง ๆ แห่งติกะทั้งหลาย มีอยู่แก่เทศนานี้ เหตุนั้น เทศนานี้ชื่อว่า ติกปัฏฐาน. ในวิกัปที่สอง ความว่า ปัฏฐานแห่ง ติกะทั้งหลายนั้นแหละ ชื่อว่า ติกปัฏฐาน อธิบายว่า การจำแนกติกะ ทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยมีเหตุเป็นต้น. ในวิกัปที่สาม ความว่า

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 8

ปัฏฐาน คือติกะทั้งหลายที่ได้ความพิสดาร เพราะจำแนกออกไปโดย ประเภทแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้น ชื่อว่า ติกปัฏฐาน อธิบายว่า ภูมิเป็นที่ ดำเนินไปโดยความเกี่ยวข้องกันแห่งพระสัพพัญญูญาณ. แม้ในทุกปัฏฐาน เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ผู้ศึกษาครั้นทราบปัฏฐาน ๖ ในอนุโลมอย่างนี้ แล้ว พึงทราบแม้ในปัจจนียะเป็นต้น โดยอุบายนี้. ก็เพราะปัฏฐานเหล่านี้ โดยครบถ้วน คือในอนุโลม ในปัจจนียะ. ในอนุโลมปัจจนียะ ใน ปัจจนียานุโลม มีนัยละ ๖ จึงรวมเป็น ๒๔ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกว่า สมันตปัฏฐาน ๒๔. ปกรณ์เป็นที่รวมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔ นั่น ชื่อว่า ปัฏฐาน- มหาปกรณ์ ด้วยอำนาจเป็นที่ประชุมแห่งสมันตปัฏฐาน กล่าวคือ ติกติกปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้. ก็ปัฏฐานนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ติกปัฏฐาน ฯลฯ ติกติกปัฏฐาน ทุกทุกปัฏฐาน เพราะพระองค์ทรงแสดงโดยอาศัยติกะ เป็นต้นเหล่าใด เพื่อจะแสดงปัจจัยที่เป็นเหตุให้พระองค์ทรงจำแนกติกะ เป็นต้นเหล่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับติกะเป็นต้นเหล่านั้น จึงตรัสวาระ ชื่อว่ามาติกานิกเขปวาระแห่งปัฏฐานนั้นก่อนตั้งแต่ต้น.

อรรถกถาปัจจัยวิภังควาระ คำว่า ปัจจัยวิภังควาระ เป็นชื่อแห่งมาติกานิกเขปวาระนั่นเอง. ปัจจัยวิภังควาระนั้นมี ๒ คือ โดยอุทเทสและนิทเทส. วาระนี้คือ เหตุปจฺจโย ฯเปฯ อวิคตปจฺจโย เป็นอุทเทสแห่งปัจจัยวิภังควาระนั้น.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 9

๑. เหตุปัจจัย พึงทราบวินิจฉัยในปัจจัยเหล่านั้นต่อไป เหตุนั้นด้วย เป็นปัจจัยด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย. อธิบายว่า เป็นปัจจัยเพราะเป็นเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็น ปัจจัยเพราะความเป็นเหตุดังนี้. ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือน กัน. บรรดาปัจจัยเหล่านั้น คำว่า เหตุ นี้ เป็นชื่อแห่งการณะและมูลราก อันเป็นส่วนประกอบแห่งถ้อยคำ. จริงอยู่ ส่วนประกอบแห่งคำชาวโลก เรียกกันว่า เหตุ ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ปฏิญญา เป็นเหตุ. ส่วนใน ศาสนาคำสอน การณะ เรียกว่า เหตุ ในคำทั้งหลายว่า ธรรมทั้งหลาย มีเหตุเป็นแดนเกิดเป็นต้น. มูลราก เรียกว่า เหตุ ในคำเป็นต้นว่า กุศลเหตุ มีสาม อกุศลเหตุ มีสาม ในเหตุปัจจัยนี้ประสงค์เอาเหตุที่เป็น มูลรากนั้น. ก็ในคำว่า ปจฺจโย นี้ มีอรรถแห่งคำดังนี้ ผลย่อมอาศัยเป็นไป แต่ธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า ปัจจัย อธิบายว่า เป็นไปโดยไม่ ปฏิเสธธรรมนั้น. จริงอยู่ ธรรมใดดำรงอยู่หรือเกิดขึ้น เพราะไม่ปฏิเสธ ซึ่งธรรมใด ธรรมนั้นท่านกล่าวว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมนั้น. แต่โดย ลักษณะ ธรรมที่ช่วยอุปการะชื่อว่าปัจจัย. จริงอยู่ ธรรมใดช่วย อุปการะแก่การตั้งอยู่ หรือการเกิดขึ้นแห่งธรรมใด ธรรมนั้นท่านเรียกว่า เป็นปัจจัยแก่ธรรมนั้น. คำมีอาทิว่า ปัจจัย เหตุ การณะ นิทาน สัมภวะ ปภวะ ว่าโดยใจความแล้ว เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. ว่าโดยสังเขป ที่ชื่อว่าเหตุเพราะอรรถว่า เป็นมูลราก ชื่อว่าปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 10

เพราะอรรถว่า ช่วยอุปการะ เพราะฉะนั้น ธรรมที่ช่วยอุปการะ เพราะอรรถว่า เป็นมูลราก จึงชื่อว่าเหตุปัจจัย. จริงอยู่ มีอธิบายแห่งอาจารย์ทั้งหลายว่า เหตุ นั้นก็ได้แก่ธรรมที่ ทำกุศลเป็นต้น ให้สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น เหมือนเมล็ดข้าวสาลี เป็นต้น ให้สำเร็จเป็นข้าวสาลีเป็นต้น และสีแห่งแก้วมณีเป็นต้น ให้สำเร็จ เป็นแสงแก้วมณีเป็นต้นฉะนั้น. อธิบายว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเป็น เหตุปัจจัยย่อมไม่สำเร็จในรูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน เพราะว่าเหตุนั้นไม่ ได้ให้รูปเหล่านั้น สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น แต่ชื่อว่าไม่เป็นปัจจัยหา ได้ไม่ ดังนี้. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ สัมปยุตด้วยเหตุและแก่รูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของเหตุ- ปัจจัย." อนึ่งเว้นจากเหตุนั้น อเหตุกจิตสำเร็จเป็นอัพยากตธรรมได้. และแม้สาเหตุกจิตก็สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้นได้ เนื่องด้วยโยนิโส- มนสิการเป็นต้น เหตุที่สัมปยุตหาเกี่ยวข้องด้วยไม่. ก็ถ้าบรรดาเหตุที่ สัมปยุตพึงเป็นกุศลเป็นต้นได้ ตามสภาพเอง บรรดาธรรมที่สัมปยุต ด้วยเหตุนั้น ก็ต้องเนื่องเฉพาะด้วยเหตุ อโลภะ พึงเป็นกุศลหรืออัพยากตะ ก็ได้. แต่เพราะเป็นได้โดยประการทั้งสอง ฉะนั้น อโลภะพึงเป็นกุศล หรืออัพยากตะในธรรมทั้งหลายตามที่ประกอบ. ด้วยประการดังกล่าวมา แล้วนี้ จำต้องค้นหาความเป็นกุศลเป็นต้น แม้ในเหตุทั้งหลายอีก ก็เมื่อ ไม่ถือเอาอรรถ คือมูลรากแห่งเหตุเดียวกับการให้ธรรมทั้งหลายสำเร็จ เป็นกุศลเป็นต้น ถือเอาด้วยอำนาจการให้สัมปยุตธรรม สำเร็จความ ตั้งมั่นด้วยดีย่อมไม่ผิดอะไร. จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุปัจจัยแล้ว

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 11

ย่อมตั้งมั่นด้วยดี เหมือนต้นไม้ที่มีรากงอกแล้ว. ส่วนธรรมที่ไม่มีเหตุย่อม ไม่ตั้งมั่นด้วยดี เหมือนสาหร่ายซึ่งเป็นพืชที่เกิดในน้ำเป็นต้น. ธรรมที่ อุปการะโดยอรรถว่า เป็นมูลราก คือเป็นธรรมที่มีอุปการะโดยให้สำเร็จ ความตั้งมั่นด้วยดี ผู้ศึกษาพึงทราบว่าเป็นเหตุปัจจัย ด้วยประการฉะนี้.

๒. อารัมมณปัจจัย พึงทราบอธิบายในปัจจัยอื่น ๆ ต่อจากนั้น ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย. อารัมมณปัจจัยนั้นมี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งรูปารมณ์เป็นต้น ธรรม ใดธรรมหนึ่งที่ไม่เป็นอารมณ์หามีไม่ เพราะพระองค์ทรงเริ่มไว้ว่า รูปา- ยตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้น แล้วให้จบลงด้วยคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ๆ คือจิตและเจตสิก ปรารภธรรมใด ๆ เกิด ขึ้น ธรรมเหล่านั้น ๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น ๆ ด้วยอำนาจของ อารัมมณปัจจัย. เหมือนอย่างว่าบุรุษทุรพลจับยึดไม้เท้า หรือว่าเชือก แล้ว จึงลุกขึ้นยืนได้ ฉันใด ธรรมคือจิตและเจตสิก ก็ฉันนั้น ต้องปรารภ อารมณ์มีรูปเป็นต้น จึงเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอารมณ์ของจิตและเจตสิกแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า เป็นอารัมมณ ปัจจัย.

๓. อธิปติปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยอรรถว่า เป็นที่ใหญ่ที่สุด ชื่อว่า อธิปติปัจจัย. อธิปติปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง คือ สหชาตาธิปติปัจจัย และ อารัมมณาธิปติปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 12

ในสองอย่างนั้น ธรรม ๔ อย่างคือ ฉันทะ ริริยะ จิตตะ และ วิมังสา ผู้ศึกษาพึงทราบว่าเป็นสหชาตาธิปติปัจจัย เพราะพระบาลีว่า ฉันทาธิปติ เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุต ด้วยฉันทะ และแก่รูปที่ไม่ฉันทะนั้นเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของอธิปติ- ปัจจัย ดังนี้เป็นต้น. ก็แลอธิปติปัจจัยนั้น ย่อมไม่เกิดคราวเดียวกัน. จริงอยู่ ในเวลาใดจิตทำฉันทะให้เป็นธุระ คือให้เป็นหัวหน้า เป็นไป ในเวลานั้น ฉันทะเป็นอธิบดี แต่วิริยะ จิตตะ วิมังสา นอกจากนี้ หาเป็น อธิบดีด้วยไม่. แม้ในอธิบดีที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนอรูปธรรมทั้งหลาย (คือจิตและเจตสิก) ทำธรรมใดให้หนัก ย่อมเป็นรูป ธรรมนั้นชื่อว่าเป็น อารัมมณาธิปติปัจจัย แก่อรูปธรรม (คือจิตและเจตสิก) เหล่านั้น เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมเหล่าใด ๆ คือจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย ทำธรรมเหล่าใด ๆ ให้หนักย่อมเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้น ๆ เป็น ปัจจัยแก่กรรมเหล่านั้น ๆ ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.

๔. อนันตรปัจจัย และ ๕. สมนันตรปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการโดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตร- ปัจจัย. ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตร- ปัจจัย. ปัจจัยทั้งสองนี้โดยมากอาจารย์ทั้งหลายอธิบายเสียเยิ่นเย้อ. ส่วน สาระในปัจจัยทั้งสองมีดังนี้ จริงอยู่ การกำหนดจิตนี้ได้ว่า มโนธาตุ มี มีลำดับจักขุวิญญาณ มโนวิญญาณธาตุ มีในลำดับแห่งมโนธาตุ ดังนี้

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 13

เป็นต้น. การกำหนดนั้นย่อมสำเร็จได้ด้วยอำนาจจิตที่เกิดก่อนเท่านั้น หามีโดยประการอื่นไม่ เพราะฉะนั้น ธรรมที่สามารถให้จิตตุปบาทอัน เหมาะสมแก่ตนเกิดขึ้นในลำดับของตน ๆ ชื่อว่า อนันตรปัจจัย. เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าที่ชื่อว่าอนันตรปัจจัย ได้แก่ จักขุ- วิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่ มโนธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ดังนี้เป็นต้น. ธรรมใดเป็นอนันตรปัจจัย ธรรมนั้นแหละเป็นสมนันตร- ปัจจัยด้วย. จริงอยู่ ปัจจัยสองอย่างนี้ ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น เหมือนอุปจยะกับสันตติ และเหมือนสองคำว่า อธิวจนะ (คำเรียกชื่อ) กับนิรุตติ (ภาษาคำพูด) ฉะนั้น. แต่เมื่อว่าโดยเนื้อความแล้วไม่มีข้อ แตกต่างกันเลย. แม้ความเห็นอันใดของอาจารย์ทั้งหลายที่ว่า ชื่อว่า อนันตรปัจจัย เพราะความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาลที่ยาวนาน ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย เพราะความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาล (ธรรมดา) มตินั้นก็ย่อมผิดจากพระ- บาลีเป็นต้นว่า เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของ สมนันตรปัจจัย แก่ผลสมาบัติของบุคคลผู้ออกจากนิโรธ. แม้คำใดที่ อาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ในปัจจัยทั้งสองเหล่านั้นว่า ความสามารถในอัน ยังธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นยังไม่เสื่อมไป แต่ธรรมทั้งหลายยังไม่เกิดขึ้นใน ลำดับด้วยดี เพราะถูกกำลังภาวนาห้ามไว้ แม้คำนั้นก็ให้สำเร็จความไม่มี แห่งความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาลนั่นเอง. จริงอยู่ ข้าพเจ้าขอกล่าวไว้ เพียงเท่านี้ว่า ความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาลในปัจจัยทั้งสองนั้น ย่อมไม่มี เพราะกำลังแห่งภาวนา ฉะนั้น ความเป็นสมนันตรปัจจัยจึงไม่ถูก จริงอยู่

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 14

ธรรมเหล่านั้นจะเป็นสมนันตรปัจจัย เพราะความไม่มีระหว่างคั่นแห่ง กาลเวลา เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาอยู่อย่ายึดมั่นนัก พึงเชื่อความต่างกัน ในปัจจัยทั้งสองนั้น โดยพยัญชนะเท่านั้น อย่าเชื่อถือโดยเนื้อความเลย. คืออย่างไร ? คืออย่างนี้ ความมีระหว่างคั่นแห่งธรรมเหล่านั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า อนันตระ (ไม่มีระหว่างคั่น). ความ ไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี เพราะไม่มีการดำรงอยู่แห่งธรรมเหล่านั้น เพราะ- ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า สมนันตระ ไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี เพราะ ไม่มีการดำรงอยู่.

๖. สหชาตปัจจัย ธรรมที่เกิดขึ้นช่วยเป็นอุปการะ ด้วยอำนาจของการยังธรรมอื่น ให้เกิดพร้อมกัน เหมือนดวงประทีปเป็นอุปการะแก่แสงสว่าง ชื่อว่า สหชาตปัจจัย. สหชาตปัจจัยนั้นมี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์เป็นต้น. สม ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วย อำนาจของสหชาตปัจจัย. ในปฏิสนธิขณะนามและรูปเป็นปัจจัยซึ่งกัน และกันด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ฯ ล ฯ ธรรมคือจิตและเจตสิก เป็น ปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ฯ ล ฯ มหาภูต- รูปเป็นปัจจัยแก่อุปาทายรูปด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ฯ ล ฯ ในกาล บางคราวรูปธรรมเป็นปัจจัยแก่อรูปธรรมด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ใน

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 15

กาลบางคราวไม่เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. คำนี้ท่านกล่าว หมายถึงเฉพาะหทัยวัตถุเท่านั้น.

๗. อัญญมัญญปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะ โดยความอุดหนุนกันและกันให้เกิดขึ้น และค้ำจุนกันและกันไว้ เหมือนไม้ค้ำสามอันช่วยค้ำกันและกันเอาไว้ ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย. อัญญมัญญปัจจัยนั้นมี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์ เป็นต้น สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย มหาภูตรูป เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย ฯ ล ฯ ในปฏิสนธิขณะนามและรูปเป็น ปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย.

๘. นิสสยปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัย เหมือนแผ่นดินและ แผ่นผ้าเป็นต้น เป็นที่รองรับและอิงอาศัยของต้นไม้และจิตรกรรม เป็นต้น ชื่อว่า นิสสยปัจจัย. นิสสยปัจจัย นั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในสหชาตปัจจัย อย่างนี้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของ นิสสยปัจจัย. แต่ในนิสสยปัจจัยนี้ ท่านจำแนกไว้ ๖ ส่วนอย่างนี้ว่า จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุ-

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 16

วิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัย แก่กายวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้น ด้วย อำนาจของนิสสยปัจจัย มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วย มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย.

๙. อุปนิสสยปัจจัย ส่วนในบทว่า อุปนิสฺสยปจฺจโย นี้ มีคำอธิบายดังต่อไปนี้ ที่ชื่อว่านิสสยะ เพราะอรรถว่า อันผลของตนเข้าไปอิงอาศัย คือไม่ ปฏิเสธผลของตน เพราะผลมีการอาศัยเหตุนั้นเป็นไป. ที่อาศัยที่มีกำลัง มากชื่อว่า อุปนิสสัย เหมือนความทุกข์ใจอย่างหนัก ชื่อว่า อุปายาส ฉะนั้น. คำนี้เป็นชื่อของเหตุที่มีกำลัง. เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความ เป็นเหตุมีกำลัง ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูป- นิสสยะและปกตูปนิสสยะ. บรรดาอุปนิสสัย ๓ อย่างนั้น อารัมมณูปนิสสยะ ทรงจำแนกไว้ไม่ ต่างกันเลยกับอารัมมณาธิปติ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ย่อมพิจารณากรรมนั้นให้หนัก ย่อมพิจารณา กรรมที่เคยสร้างสมมาให้หนัก ออกจากฌานแล้ว ย่อมพิจารณาฌานให้ หนัก. พระเสขะย่อมพิจารณาโคตรภูให้หนัก ย่อมพิจารณาโวทานให้ หนัก พระเสขะออกจากมรรคแล้ว ย่อมพิจารณามรรคให้หนัก. บรรดา

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 17

กุศลธรรมมีการให้ทานเป็นต้นนั้น ธรรมคือจิตและเจตสิกทำอารมณ์ใด ให้หนักเกิดขึ้น อารมณ์นั้นจัดว่าเป็นอารมณ์ที่มีกำลังในบรรดาอารมณ์ ทั้งหลายสำหรับจิตและเจตสิกเหล่านั้น โดยการกำหนดที่แน่นอน ผู้ศึกษา พึงทราบความต่างกันแห่งอารัมมณาธิปติกับอารัมมณูปนิสสยะ อย่างนี้. ชื่อว่า อารัมมณาธิปติ เพราะอรรถว่า เพียงเป็นธรรมที่จิตและ เจตสิกพึงทำให้หนัก ชื่อว่า อารัมมณูปนิสสยะ เพราะอรรถว่า เป็น เหตุให้จิตและเจตสิกมีกำลัง. แม้ อนันตรูปนิสสยะ ก็ทรงจำแนกไว้ไม่ต่างกันกับอนันตรปัจจัย โดยนัยเป็นต้นว่า กุศลขันธ์ทั้งหลาย ซึ่งเกิดขึ้นก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศล ขันธ์ที่เกิดขึ้นหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย แต่ในนิกเขปแห่ง มาติกามีการตั้งปัจจัยทั้งสองนั้นแปลกกัน เพราะ อนันตรปัจจัย มาแล้วโดย นัยเป็นต้นว่า จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุ นั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและธรรมที่สหรคตด้วยมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจ ของอนันตรปัจจัย และ อุปนิสสยปัจจัย มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า กุศล- ธรรมที่เกิดขึ้นก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของ อุปนิสสยปัจจัย. แม้นิกเขปแห่งมาติกานั้น เมื่อว่าโดยใจความ (อรรถ) แล้ว ก็เป็นอันเดียวกัน. แม้เช่นนั้น ผู้ศึกษาก็พึงทราบว่า ชื่อว่า อนันตร- ปัจจัย เพราะสามารถให้จิตตุปบาทที่เหมาะสมเกิดขึ้นในลำดับของตน ๆ และชื่อว่า อนันตรรูปนิสสยปัจจัย เพราะจิตที่เกิดก่อนมีกำลังในอันให้จิต ดวงหลังเกิดขึ้น. เหมือนอย่างว่า ในเหตุปัจจัยเป็นต้น แม้เว้นธรรมบาง อย่างเสียจิตก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ฉันใด เว้นจิตที่ติดต่อกันแห่งตนเสีย จิตจะ เกิดขึ้นได้ย่อมไม่มี ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นปัจจัยมีกำลัง.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 18

พึงทราบความต่างกันแห่งอนันตรปัจจัย กับอนันตรูปนิสสย- ปัจจัยทั้งสองนั้นอย่างนี้ ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ด้วยอำนาจการยังจิต ที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นในลำดับของตน ๆ ชื่อว่า อนันตรรูปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจเป็นเหตุที่มีกำลัง ด้วยประการฉะนี้. ส่วน ปกตูปนิสสยะ มีอธิบายดังต่อไปนี้ อุปนิสสัยที่บุคคลทำ ไว้ก่อน ชื่อว่า ปกตูปนิสสยะ ที่ชื่อว่า ปกตะ (สิ่งที่เคยทำมาแล้ว) ได้แก่ธรรมที่ศรัทธาและศีลเป็นต้น ที่บุคคลให้สำเร็จแล้วในสันดาน ของตน หรือฤดูและโภชนะเป็นต้น ที่บุคคลเข้าไปเสพแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยโดยปกตินั่นเอง ชื่อว่า ปกตูปนิสสยะ. อธิบายว่า เป็นปัจจัยที่ไม่ปนกัน อารัมมณปัจจัย และ อนันตรปัจจัย จริงอยู่ ผู้ศึกษาพึงทราบประเภทมีประการมิใช่น้อย แห่งปกตูป- นิสสยนั้น โดยนัยเป็นต้นว่า ที่ชื่อว่าปกตูปนิสสัย ได้แก่บุคคลเข้าไปอาศัย ศรัทธา จึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌาน วิปัสสนา มรรค อภิญญา สมาบัติให้เกิดขึ้น เข้าไปอาศัยศีล สุตะ จาคะ ปัญญา จึงให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ (และ) ปัญญา เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย แก่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ (และ) ปัญญา ธรรมมีศรัทธาเป็นต้นเหล่านั้น อันบุคคลทำไว้ก่อน ด้วย ชื่อว่าเป็นอุปนิสสัย เพราะอรรถว่า เป็นเหตุมีกำลังด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปกตูปนิสสยะ ด้วยประการฉะนี้ แล.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 19

๑๐. ปุเรชาตปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยการเกิดขึ้นก่อนกว่า แล้วยังเป็นไปอยู่ ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย. ปุเรชาตปัจจัย นั้น มี ๑๑ อย่าง ด้วยอำนาจวัตถุ อารมณ์ และ หทัยวัตถุในปัญจทวาร เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จัก- ขายตนะเป็นปัจจัย แก่จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุ- วิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย ฯ ล ฯ กายายตนะ เป็น ปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยการวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย, รูปายตนะ ฯ ล ฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็น ปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ กายวิญญาณธาตุและธรรมที่สัมปยุตด้วย กายวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย, รูปายตนะ ฯ ล ฯ โผฏ- ฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย. มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ อาศัยรูปใด เป็นไป รูปนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย บางครั้งเป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และ ธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย บางครั้งก็ไม่เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

๑๑. ปัจฉาชาติปัจจัย อรูปธรรมเป็นธรรมช่วยอุปการะโดยอรรถว่า ค้ำจุนแก่รูปธรรม

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 20

ที่เกิดก่อน เหมือนเจตนาที่หวังอาหารช่วยค้ำจุนตัวลูกแร้งไว้ ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมคือจิตและเจตสิก ที่เกิดหลัง ๆ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ซึ่งเกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาต ปัจจัย.

๑๒. อาเสวนปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะเพื่อให้ธรรมทั้งหลายที่เกิดติดต่อกันคล่อง- แคล่วและมีกำลังโดยอรรถว่า เสพซ้ำ เหมือนการประกอบความเพียร ตอนแรก ๆ ในการศึกษาเล่าเรียนเป็นต้น ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย. อาเสวนปัจจัยนั้นมี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งกุศลชวนะ อกุศล ชวนะและกิริยาชวนะ. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กุศล- ธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของ อาเสวนปัจจัย ฯ ล ฯ กิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ กิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย.

๑๓. กัมมปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นกิริยา คือความพยายาม (ปโยคะ) แห่งจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย. กัมมปัจจัย นั้นมี ๒ อย่าง คือ กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่เกิด ในขณะต่างกัน และเจตนาทั้งหมดที่เกิดพร้อมกัน. สมดังที่พระผู้มี-

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 21

พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กุศลกรรมและอกุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ และกัมมชรูปด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย. เจตนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ สัมปยุตด้วยเจตนา และแก่รูปที่มีเจตนานั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของ กัมมปัจจัย.

๑๔. วิปากปัจจัย ธรรมคือวิบากที่ช่วยอุปการะโดยความไม่มีอุตสาหะ เพราะ ความไม่มีอุตสาหะ ชื่อว่า วิปากปัจจัย. วิปากปัจจัยนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่รูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐานในปวัตติกาล แก่กัมมชรูปในปฏิสนธิกาล และแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิบากจิตนั้น ใน กาลทั้งหมด. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ขันธ์ ๑ ที่เป็น วิปากาพยากตะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วย อำนาจของวิปากปัจจัย ฯ ล ฯ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิปากาพยากตะในปฏิสนธิขณะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ฯ ล ฯ ขันธ์ ๓ เป็นปัจจัย แก่ขันธ์ ๑ ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ฯ ล ฯ ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และแก่กัมมชรูปด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่วัตถุ รูป ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย.

๑๕. อาหารปัจจัย อาหาร ๔ เป็นธรรมช่วยอุปการะโดยอรรถว่า ช่วยค้ำจุนแก่รูป และนาม ชื่อว่า อาหารปัจจัย. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กวฬีการาหาร เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย, นาม-

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 22

อาหารเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต และแก่รูปที่มีนามอาหารและ ธรรมที่สัมปยุตกับนามอาหารนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอาหาร- ปัจจัย. ส่วนในปัญหาวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า " อาหารที่เป็น วิปากาพยากตะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุต และแก่กัมมชรูปใน ปฏิสนธิขณะ ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย."

๑๖. อินทริยปัจจัย อินทรีย์ ๒๐ เว้นอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ ช่วยอุปการะโดย อรรถว่า เป็นใหญ่ยิ่ง ชื่อว่า อินทริยปัจจัย. บรรดาอินทรีย์เหล่านั้น อินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น เป็นปัจจัย เฉพาะแก่อรูปธรรมเท่านั้น ที่เหลือเป็นปัจจัยทั้งแก่รูปธรรมและอรูปธรรม. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จักขุนทรีย์ ฯ ล ฯ กายินทรีย์ เป็น ปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ กายวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุต ด้วยอินทรีย์นั้นได้ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย, รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัย แก่กัมมชรูป ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย, อรูปอินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตและแก่รูปที่มีอินทรีย์นั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอินทริย- ปัจจัย. แต่ในปัญหาวาระ อินทรีย์ที่เป็นวิปากาพยากตะเป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตและแก่กัมมชรูป ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ.

๑๗. ฌานปัจจัย องค์ฌาน ๗ อันต่างโดยเป็นกุศลเป็นต้น เว้นสุขเวทนา และ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 23

ทุกขเวทนาอันเป็นรูปทางกาย ในทวิปัญจวิญญาณจิต ช่วยอุปการะ โดยอรรถว่า เข้าไปเพ่งอารมณ์ ชื่อว่า ฌานปัจจัย. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า องค์ฌาน ๗ เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตและรูปที่มีองค์ฌานนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของฌาน- ปัจจัย. ส่วนในปัญหาวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า องค์ฌานที่เป็น วิปากาพยากตะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุต และแก่กัมมชรูปในปฏิสนธิ- ขณะ ด้วยอำนาจของฌานปัจจัย.

๑๘. มัคคปัจจัย องค์มรรค ๒ อันต่างโดยกุศลเป็นต้น ช่วยอุปการะโดยอรรถ ว่า เป็นเหตุนำไปในทางใดทางหนึ่ง ชื่อว่า มัคคปัจจัย. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า องค์มรรค เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุต และแก่รูปที่มีองค์มรรคนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของมัคค- ปัจจัย. ส่วนในปัญหาวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า องค์มรรคที่เป็น วิปากาพากตะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุต และกัมมชรูปในปฏิสนธิขณะ ด้วยอำนาจของมัคคปัจจัย. แต่ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัยทั้งสองนี้ พึง ทราบว่า ย่อมไม่ได้ในทวิปัญจวิญญาณจิตและอเหตุกจิต ตามที่กล่าว (หมายถึงทวิปัญจวิญญาณไม่เป็นฌานปัจจัย อเหตุกจิตไม่เป็นมัคคปัจจัย).

๑๙. สัมปยุตตปัจจัย อรูปธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นสภาพประกอบร่วมกัน คือ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 24

มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน และดับ พร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกัน และกัน ด้วยอำนาจของสัมปยุตตปัจจัย.

๒๐. วิปปยุตตปัจจัย รูปธรรมที่ช่วยอุปการะโดยไม่เข้าถึงภาวะที่มีวัตถุอันเดียวกัน เป็นต้น เป็นวิปปยุตตปัจจัย แก่อรูปธรรม แม้อรูปธรรมก็เป็นวิปปยุตต- ปัจจัยแก่รูปธรรม. วิปปยุตตปัจจัย นั้น มี ๓ อย่าง คือ สหชาตวิปปยุต ปัจฉาชาต- วิปปยุตและปุเรชาตวิปปยุต. มีจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กุศล- ขันธ์ที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของ วิปปยุตตปัจจัย กุศลขันธ์ที่เกิดหลัง ๆ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ซึ่งเกิดก่อน ด้วย อำนาจของวิปปยุตตปัจจัย. ส่วนในสหชาตวิภังค์แห่งอัพยากตบท พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ในขณะปฏิสนธิ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นวิปากาพยากตะ เป็นปัจจัยแก่กัมมชรูป ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็น ปัจจัยแก่วัตถุรูปด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย วัตถุรูปเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย. ส่วนปุเรชาตะ พึงทราบด้วย สามารถแห่งวัตถุมีจักขุนทรีย์เป็นต้น เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้ว่า จักขายตนะที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ด้วยอำนาจของ วิปปยุตตปัจจัย ฯ ล ฯ กายายตนะที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ด้วย อำนาจของวิปยุตตปัจจัย วัตถุเป็นปัจจัยแก่วิปากาพยากตขันธ์ กิริยา-

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 25

พยากตขันธ์ วัตถุเป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ วัตถุเป็นปัจจัยแก่อกุศลขันธ์ ด้วย อำนาจของวิปปยุตตปัจจัย ดังนี้.

๒๑. อัตถิปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยอรรถว่าช่วยค้ำจุนแก่ธรรมที่เป็นเช่น เดียวกันโดยภาวะที่ยังมีอยู่ อันมีการเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเป็นลักษณะ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย. สำหรับอัตถิปัจจัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกาไว้ ๗ อย่าง คือ อรูปขันธ์ ๑ มหาภูตรูป ๑ นามรูป ๑ จิตเจตสิก ๑ มหาภูต รูป ๑ อายตนะ ๑ และวัตถุ ๑ สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็น ปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัย ซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, ในปฏิสนธิขณะ นามรูปเป็น ปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, ธรรมคือจิตและเจตสิก เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, มหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่อุปาทานรูป ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย. จักขายตนะ ฯ ล ฯ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ กายวิญญาณธาตุ และ ธรรมที่สัมปยุตนั้น ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย รูปายตนะ ฯ ล ฯ โผฏฐัพ- พายตนะ เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็น ไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุต กับมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, ส่วนใน

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 26

ปัญหาวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางไว้ว่า สหชาต ปุเรชาต ปจฺฉาชาต อาหาร อินฺทฺริย แล้วทรงอธิบายในสหชาตปัจจัยก่อน โดยนัยเป็นต้นว่า ขันธ์ ๑ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และแก่รูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจ ของอัตถิปัจจัย. ในปุเรชาตปัจจัย ทรงอธิบายด้วยอำนาจจักขุประสาท เป็นต้นที่เกิดก่อน. ในปัจฉาชาตปัจจัย ทรงอธิบายด้วยอำนาจจิตและ เจตสิกที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ซึ่งเกิดก่อน. ส่วนในอาหารปัจจัย และอินทริยปัจจัย ทรงอธิบายอย่างนี้ว่า กพฬีการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กัมมชรูป ด้วย อำนาจของอัตถิปัจจัย.

๒๒. นัตถิปัจจัย อรูปธรรมที่ดับไปโดยไม่มีระหว่างคั่น ช่วยอุปการะด้วยการ ให้โอกาสแก่รูปธรรมที่จะเกิดในลำดับแห่งตนเป็นไป ชื่อว่า นัตถิ- ปัจจัย. เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมคือจิตและเจตสิกที่ ดับไปโดยไม่มีระหว่างคั่น เป็นปัจจัยแก่ธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้น เฉพาะหน้า ด้วยอำนาจของนัตถิปัจจัย.

๒๒. วิคตปัจจัย ธรรมที่เป็นนัตถิปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่า วิคตปัจจัย. เพราะช่วย อุดหนุนโดยภาวะที่ปราศจากไป เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 27

ธรรมคือจิตและเจตสิกที่ปราศจากไป โดยไม่มีระหว่างคั่นเป็นปัจจัย แก่ ธรรม คือจิตแก่เจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ด้วยอำนาจของวิคตปัจจัย.

๒๔. อวิคตปัจจัย ธรรมที่เป็นอัตถิปัจจัยนั่นเอง ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ชื่อว่า อวิคต- ปัจจัย เพราะช่วยอุดหนุนโดยภาวะที่ยังไม่ปราศจากไป. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัจจัยคู่นี้ไว้ ก็ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ ที่จะพึงแนะนำอย่างนั้น โดยเทศนาวิลาสะ เหมือนที่ตรัสสเหตุกทุกะไว้แล้ว ยังตรัสเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้นไว้อีก ก็เพื่อความไม่งมงายในปัจจัย ๒๔ เหล่านี้ ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยธรรม โดยกาล โดยการจำแนกโดย ประการต่าง ๆ และโดยปัจจยุบบัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต (โดยธรรม) ความว่า ก็ บรรดาปัจจัย ๒๔ เหล่านี้ เหตุปัจจัย ก่อน ได้แก่ ส่วนหนึ่งแห่งนาม- ธรรม ในบรรดานามธรรมและรูปธรรมทั้งหลาย. อารัมมณปัจจัย ได้แก่ นามธรรม และรูปธรรมทั้งหมด เพราะความไม่มีแห่งบัญญัติ. ใน อธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ ส่วนหนึ่งแห่งนามธรรม. กัมม- ปัจจัย ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัย ก็เหมือนกัน. อารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ ธรรมที่เป็นอารมณ์ทั้งหมดที่จิตและเจตสิกพึงทำให้หนักหน่วง. อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย วิปากปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย ได้เฉพาะนาม- ธรรมเท่านั้น. แม้จะกล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งแห่งนามธรรมก็ได้ เพราะ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 28

ไม่ได้สงเคราะห์นิพพานเข้าด้วย. ปุเรชาตปัจจัยเป็นส่วนหนึ่งแห่งรูปธรรม. ที่เหลือได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม ด้วยอำนาจแห่งธรรมตามที่จะมีได้ แล. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย โดยธรรม ในอธิการนี้ ดังพรรณนามาแล้ว เท่านี้ก่อน. บทว่า กาลโต (โดยกาล) ความว่า บรรดาปัจจัยเหล่านี้ ปัจจัย ๑๕ ปัจจัย เป็นปัจจุบันกาล ปัจจัย ๕ ปัจจัย เป็นอดีตกาล. ปัจจัย ๑ ปัจจัย อาศัยกาลทั้งสอง. ปัจจัย ๓ ปัจจัย เป็นไปในกาลทั้งสาม และพ้นจากกาลด้วย. จริงอยู่ บรรดาปัจจัยเหล่านี้ ปัจจัย ๑๕ เหล่านี้ คือ เหตุปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาต- ปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัย เป็นปัจจุบัน- กาล เท่านั้น. ปัจจัย ๕ เหล่านี้คือ อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อาเสวน- ปัจจัย นัตถิปัจจัย และวิคตปัจจัย เป็นอดีตกาล เท่านั้น. ส่วนปัจจัย ๑ คือ กัมมปัจจัย อาศัยกาลทั้งสองที่เป็น ปัจจุบัน ปัจจัย ๓ ที่เหลือเหล่านี้คือ อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อุป- นิสสยปัจจัย เป็นไปในกาลทั้งสามก็ได้ เป็นกาลวิมุตติก็ได้ เพราะ สงเคราะห์นิพพานกับบัญญัติเข้าด้วย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 29

ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย โดยกาล ในปัจจัยเหล่านี้ ดังพรรณนามา แล้ว. ส่วนสองบทนี้ว่า นานปฺปการเภทโต ปจฺจยุปฺปนฺนโต จักมีเนื้อ ความแจ่มแจ้งในนิทเทสวาระ แล. วรรณนาอุทเทศวาระ จบ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 30

ปัจจยวิภังควาระ [๒] เหตุปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นเหตุ กล่าวคือ เหตุเป็นปัจจัย แก่ธรรมที่ประกอบกับเหตุ และแก่รูปทั้งหลายที่ เหตุและธรรมที่ประกอบกับเหตุนั้น เป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของ เหตุปัจจัย.

วรรณนานิทเทสแห่งเหตุปัจจัย บัดนี้ เพื่อจะแสดงขยายความปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด ตามลำดับปัจจัยที่ ได้ยกขึ้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า ชื่อว่า เหตุปัจจัย ได้แก่ ธาตุ เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ และแก่รูปที่มีเหตุและ ธรรมที่สัมปยุตกับเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย. บรรดา ปัจจัย ๒๔ เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกเหตุปัจจัยนี้ขึ้นแสดงก่อน กว่าปัจจัยทั้งหมด แล้วก็ทรงจำแนกไปตามลำดับที่ทรงตั้งไว้. แม้ใน ปัจจัยที่เหลือ ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกบทที่ควร จำแนกขึ้นก่อน และทำการวิสัชนาโดยนัยนี้เหมือนกัน. ส่วนสัมพันธ์บท (บทที่เกี่ยวข้องกัน) ในอธิการนี้ ปัจจัยใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้น ในอุทเทสแห่งปัจจัยว่า "เหตุปจฺจโย" ปัจจัยนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบ โดย นิทเทส อย่างนี้ว่า เหตุ เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ และแก่ รูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจเหตุปัจจัย. ผู้ศึกษาพึงทราบ สัมพันธ์กับการวิสัชนาบทที่ควรจำแนกด้วยปัจจัยทั้งหมด โดยอุบายนี้.

๑.   เรียกว่า  ปัจจัยนิทเทส  ก็ได้.
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 31

บัดนี้ มีคำถามว่า ในคำว่า เหตุ เหตุสมฺปยุตฺตกาน นี้ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า เหตุสมฺปยุตฺตกาน แต่ตรัสว่า เหตุ เหตุ- สมฺปยุติกาน ดังนี้ เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะเป็นการกำหนด ปัจจัย และปัจจยุบบัน. จริงอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหตุ- สมฺปยุตฺตกาน การกำหนดปัจจัยว่า ธรรมชื่อโน้นเป็นปัจจัยแก่ธรรม ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยเหตุ ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย ดังนี้ ใคร ๆ ก็ทราบ ไม่ได้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่ถือเอาเนื้อความว่า ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต ด้วยเหตุ ชื่อว่า เหตุสัมปยุตตกาน ใจความพึงมีว่า เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรม เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่สัมปยุตกัน ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย. เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้จักขุวิญญาณจิต เป็นต้น ที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ก็ชื่อว่า สมฺปยุตฺตกา (ประกอบกัน) เหมือนกัน ทั้งธรรมมีกุศลเป็นต้น ที่ประกอบด้วยเหตุ ก็ชื่อว่า สมฺปยุตฺตกา ด้วย. บรรดาปัจจยุบบันเหล่านั้น เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า เหตุนี้ เป็นปัจจัยแก่ธรรมชื่อโน้นซึ่งสัมปยุตกัน การ กำหนดธรรมที่เป็นปัจจยุบบันใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้า เมื่อจะทรงกำหนดทั้งปัจจัยและปัจจยุบบัน จึงตรัสว่า เหตุ เหตุสมฺปยุตฺตกาน (เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ). ข้อนั้นมีอธิบายว่า เหตุที่สัมปยุต เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย มีกุศลเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเหตุ ด้วยอำนาจเหตุปัจจัย. แม้ในคำนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ตรัสว่า ปจฺจโย อย่างเดียวตรัสว่า เหตุปจฺเยน ด้วย เพื่อปฏิเสธความที่เหตุเป็นปัจจัยโดยประการอื่น. จริงอยู่ เหตุนี้เป็น ปัจจัยด้วยอำนาจของเหตุปัจจัยก็ได้ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัยเป็นต้น

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 32

ก็ได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า เหตุปจฺจเยน ไว้ในอธิการนั้น ก็เพื่อ ปฏิเสธความที่เหตุนี้เป็นปัจจัยโดยประการอื่น มีสหชาตปัจจัยเป็นต้น. ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ ตรัสว่า ตสมฺปยุตฺตกาน มาตรัสว่า เหตุสมฺปยุตฺตกาน. ตอบว่า เพราะปัจจัยที่จะอธิบายยังไม่ปรากฏ. จริงอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตสมฺยุตฺตกาน ธรรม ทั้งหลายเหล่านั้น จะชื่อว่า ตสมฺปยุตฺตถา ด้วยธรรมที่เป็นเหตุอันใด ธรรมที่เป็นเหตุอันนั้นซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็พึงทรงชี้แจงว่า ธรรม ชื่อนี้ ยังไม่ปรากฏ เพราะข้อที่ธรรมนั้นยังไม่ปรากฏ บัณฑิตจะเรียกธรรม ที่สัมปยุตด้วยเหตุอันใดนั้นว่า ตสมฺปยุตฺตกาน ดังนี้ เพื่อจะแสดงเหตุ อันนั้น โดยย่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหตุสมฺปยุตฺตกาน. ส่วนในคำว่า ตสมุฏฺานาน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ศัพท์ว่า ต นั้น เพราะปัจจัยที่ควรอธิบายปรากฏแล้ว. จริงอยู่ ในอธิการนี้ มีเนื้อความดังนี้ว่า เหตุเหล่านั้นด้วย ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุด้วย เป็น สมุฏฐานแห่งรูปเหล่านั้น เพราะฉะนั้น รูปเหล่านั้นจึงชื่อว่า มีเหตุและ ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุเป็นสมุฏฐาน เหตุเป็นปัจจัยแก่รูปเหล่านั้น อันมี เหตุและธรรมอันสัมปยุตด้วยเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน อธิบายว่า แก่รูปอัน เกิดจากเหตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ. ทรงถือเอารูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยคำนี้. ถามว่า ก็รูปนั้นย่อมเกิดขึ้น แม้ด้วยธรรมอื่นจากจิตก็ได้หรือ ตอบว่า เกิดขึ้นได้. จริงอยู่ จิตและเจตสิกแม้ทั้งหมดเกิดพร้อมกันแล้ว จึง ให้รูปเกิดขึ้นได้ (เว้นจากจิต คือเจตสิก) แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดย โลกียธรรมเทศนาว่า รูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานตามวิธีนั้น เพราะความที่จิต

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 33

เป็นใหญ่. เพราะเหตุนั้นเองพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมคือจิตและ เจตสิก เป็นปัจจัยแก่รูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ถามว่า ถ้าอย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอธิการนี้ว่า ตสมุฏฺานาน ไม่ตรัสว่า จิตฺตสมุฏานาน ดังนี้ เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะสงเคราะห์ รูปที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานเข้ามาด้วย. จริงอยู่ ในปัญหาวาระมีอาคตสถาน ว่า เหตุที่เป็นวิปากาพยากตะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยเหตุ และ แก่กัมมชรูปในขณะปฏิสนธิ ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัยพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ตรัสว่า จิตฺตสมุฏฺานาน แต่ตรัสว่า ตสมุฏฺานาน ไว้ในอธิการนี้ ก็เพื่อจะสงเคราะห์กัมมชรูปนั้นไว้ด้วย. บทนั้นมีใจความว่า เหตุเหล่านั้นและธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ แม้จะ ไม่ได้ยังจิตตชรูปให้เกิดได้ แต่ก็จัดเป็นสมุฏฐานแห่งรูปเหล่านั้น ด้วย อำนาจสหชาตปัจจัยเป็นต้น เพราะเหตุนั้น รูปเหล่านั้นจึงชื่อว่า มีเหตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน. เหตุเป็นปัจจัยแก่กัมมชรูป เหล่านั้น ซึ่งมีเหตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน. เหตุเป็น ปัจจัยแก่จิตตชรูปในปวัตติกาล และแก่กัมมชรูปในปฏิสนธิกาลด้วยอำนาจ ของเหตุปัจจัย. แม้อรรถในอาคตสถานว่า ตสมุฏฺานาน ในบทอื่น ๆ ผู้ศึกษาก็พึงทราบอธิบายโดยอุบายนี้. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร เหตุนี้จึงเป็นเหตุปัจจัยแก่กัมมชรูปใน ปฏิสนธิกาลอย่างเดียว ไม่เป็นเหตุปัจจัยในปวัตติกาลด้วย. ตอบว่า เพราะว่ากัมมชรูปมีความเป็นไปเกี่ยวเนื่องกับจิตใน ปฏิสนธิกาล. จริงอยู่ ในปฏิสนธิกาล กัมมชรูปมีความ เป็นไปเกี่ยว เนื่องกับจิต คือย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ด้วยอำนาจของจิต. เพราะ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 34

ว่าในขณะนั้นจิตไม่สามารถจะยังจิตตชรูปให้เกิดขึ้นได้. รูปแม้เหล่า นั้นเว้นจิตเสีย ย่อมไม่สามารถจะเกิดขึ้น และตั้งอยู่ได้. เพราะเหตุไร นั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นามและรูปย่อมเกิดเพราะ วิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อวิญญาณนั้นยังดำรงอยู่ นามและรูปจึงเกิด ขึ้นได้. แต่ในปวัตติกาล กัมมชรูปเหล่านั้น แม้จิตจะยังมีอยู่ ก็มีความ เป็นไปเกี่ยวเนื่องด้วยกรรมเท่านั้น หาเกี่ยวเนื่องด้วยจิตไม่. อนึ่ง สำหรับบุคคลผู้เข้านิโรธ แม้ไม่มีจิตเกิด กัมมชรูปก็ยังเกิดได้. ถามว่า เพราะเหตุไร ในปฏิสนธิขณะ จิตจึงไม่สามารถให้ จิตตชรูปเกิดขึ้นได้ ตอบว่า เพราะมีกำลังอ่อน ด้วยถูกกำลังกรรมซัดไป และยัง ไม่มีที่อาศัยอันมั่นคง. จริงอยู่ในปฏิสนธิกาล จิตนั้นถูกกำลังกรรม ซัดไป และชื่อว่ายังไม่มีที่อาศัยอันมั่นคง เพราะยังไม่มีวัตถุรูปที่เป็น ปุเรชาตปัจจัย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า มีกำลังอ่อน. เพราะฉะนั้น ปฏิสนธิจิตจึงไม่สามารถให้รูปเกิดขึ้นได้ เหมือน คนที่พอตกลงไปในเหวไม่สามารถจะแสดงศิลปใด ๆ ได้. ก็กัมมชรูปเท่า นั้นตั้งอยู่ในฐานแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานสำหรับบุคคลนั้น. และจิตนั้น ก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นพืชแห่งกัมมชรูปเท่านั้น. ส่วนกรรมเปรียบเหมือน ที่นา กิเลสเปรียบเหมือนน้ำ สำหรับกัมมชรูปนั้น เพราะฉะนั้น ใน ขณะปฏิสนธิ รูปกายย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยอานุภาพของจิต เปรียบเหมือนเมื่อ มีที่นาและน้ำ ต้นไม้ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยอานุภาพแห่งเมล็ดพืชในคราวเกิด ขึ้นเป็นครั้งแรก. แม้เว้นจากจิต กัมมชรูปก็ย่อมเป็นไปได้เพราะกรรม

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 35

เปรียบเหมือนเมล็ดพืชหมดแล้ว ต้นไม้ก็เจริญเติบโตขึ้นได้ด้วยอานุภาพ แห่งดินและน้ำนั่นเอง. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กรรม เปรียบเหมือนที่นา วิญญาณเปรียบเหมือนพืช ตัณหาเปรียบเหมือนยาง. ก็แลเนื้อความนี้ผู้ศึกษาพึงถือเอาด้วยอำนาจแห่งโอกาส (ภูมิ) เท่า นั้น จริงอยู่ โอกาสมี ๓ คือโอกาสแห่งนาม โอกาสแห่งรูป โอกาส แห่งนามและรูป. บรรดาโอกาสทั้ง ๓ นั้น อรูปภพ ชื่อว่า โอกาสแห่งนาม. เพราะ ชื่อว่าในอรูปภพนั้น อรูปธรรมเท่านั้นย่อมเกิดขึ้นโดยเว้นซึ่งรูปเป็นปัจจัย แม้เพียงหทัยวัตถุ. อสัญญภพ ชื่อว่า โอกาสแห่งรูป เพราะว่าในสัญญภพนั้น รูป- ธรรมย่อมเกิดขึ้นโดยเว้นซึ่งนามเป็นปัจจัย แม้เพียงปฏิสนธิจิต. ปัญจโวการภพ ชื่อว่า โอกาสแห่งนามและรูป เพราะว่าใน ปัญจโวการภพนั้น ในปฏิสนธิกาลเว้นแม้เพียงวัตถุรูป นามธรรมย่อม เกิดขึ้นไม่ได้ และเว้นปฏิสนธิจิตเสีย รูปธรรมที่เกิดจากกรรมย่อมเกิด ขึ้นไม่ได้เหมือนกัน ทั้งรูปธรรมและนามธรรมย่อมเกิดขึ้นคู่กัน. เหมือนอย่างว่า ในเรือนหลวงที่มีเจ้าหน้าที่ มีคนเฝ้าประตูเว้นคำสั่ง ของพระราชาเสีย ใครจะเข้าไปก่อนไม่ได้ แต่ภายหลังจากได้รับอนุญาต แม้จะเว้นคำสั่งก็เข้าไปได้ ด้วยอานุภาพและคำสั่งคราวก่อน ฉันใด ในปัญจโวการภพ เว้นปฏิสนธิวิญญาณ อันมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น เป็น ปัจจัย รูปที่จะเกิดครั้งแรก ด้วยสามารถปฏิสนธิไม่มี แต่ภายหลัง ปฏิสนธิกาล แม้จะเว้นปฏิสนธิวิญญาณ ซึ่งมีอานุภาพแห่งสหชาตปัจจัย เป็นต้นเป็นปัจจัย รูปที่เกิดด้วยอำนาจกรรมในก่อน ย่อมเป็นไปได้

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 36

เพราะกรรมนั่นแล ฉันนั้น. ส่วนอสัญญภพย่อมไม่เป็นโอกาสแห่งอรูป เพราะฉะนั้น ในอสัญญภพนั้น เว้นนามที่เป็นปัจจัยเสีย รูปก็ย่อมเป็น ไปได้ เพราะเป็นภูมิ (ที่เกิด) ของสัตว์ที่ไม่มีสัญญา เปรียบเหมือนใน เรือนว่างที่ไม่มีเจ้าของ หรือในเรือนของตน ตนย่อมเข้าไปได้ฉะนั้น. แม้อรูปภพ ย่อมไม่เป็นโอกาสแห่งรูป เพราะฉะนั้น ในอรูปภพนั้นเว้น รูปที่เป็นปัจจัยเสีย นามธรรมย่อมเป็นไปได้ เพราะเป็นภูมิของสัตว์ผู้ รู้แจ้ง. ก็ปัญจโวการภพเป็นโอกาสแห่งรูปและนาม เพราะฉะนั้น ใน ปฏิสนธิกาลในปัญจโวการภพนี้ เว้นนามที่เป็นปัจจัยแล้ว รูปจะเกิดขึ้น ได้ย่อมไม่มีแล. เหตุนี้ปฏิสนธิจิตจึงเป็นปัจจัยแก่กัมมชรูปในปฏิสนธิกาล เท่านั้น หาเป็นในปวัตติกาลไม่ ดังพรรณนามาแล้ว แล. ถามว่า ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่เกิดขึ้นพร้อมกับเหตุ ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย เนื้อความนี้ทั้งหมด ทรงถือเอาแล้วมิใช่หรือ เมื่อเป็นอย่างนั้น คำนี้ว่า เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยเหตุ และแก่รูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐานดังนี้ พระองค์ทรง ถือเอาอีกเพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะทรงปฏิเสธความเป็นปัจจัยแก่ กัมมชรูปเป็นต้น ในปวัตติกาล. จริงอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น กัมมชรูป และรูปที่มีอุตุและอาหารเป็นสมุฏฐานเหล่าใด เกิดขึ้นในขณะเดียวกับ เหตุในปวัตติกาล เหตุต้องเป็นเหตุปัจจัยแก่รูปเหล่านั้นได้ แต่ว่าเหตุหา ได้เป็นปัจจัยแก่รูปเหล่านั้นไม่ เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาคำนั้นด้วย ก็เพื่อจะปฏิเสธความที่เหตุเป็นปัจจัย แก่กัมมชรูปเป็นต้นนั้น (ในปวัตติกาล).

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 37

บัดนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยในเหตุปัจจัยนี้ ด้วยอำนาจแห่งบท เหล่านี้ว่า นานปฺปการเภทโต (โดยการจำแนกโดยประการต่าง ๆ) ปจฺจยุปฺปนฺนโจ (โดยปัจจยุบบัน) ต่อไป. บทว่า นานปฺปการเภทโต มีอธิบายว่า ชื่อว่าเหตุนี้โดยชาติ มี ๔ อย่าง คือกุศลชาติ อกุศลชาติ วิปากชาติ และกิริยาชาติ. บรรดา ชาติ ๔ อย่างนั้น กุศลเหตุ ว่าโดยลำดับแห่งภูมิมี ๔ โดยแจกเป็นกามา- วจรภูมิเป็นต้น. อกุศลเหตุ เป็นกามาวจรอย่างเดียว. วิปากเหตุมี ๔ อย่าง โดยจำแนกเป็นกามาวจรเป็นต้น. กิริยาเหตุมี ๓ คือกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจร. บรรดาเหตุเหล่านั้น กามาวจรกุศลเหตุ ว่าโดยชื่อมี ๓ ด้วยอำนาจอโลภเหตุเป็นต้น. แม้ในรูปาวจรกุศลเหตุเป็นต้น ก็นัยนี้ เหมือนกัน. อกุศลเหตุมี ๓ ด้วยอำนาจโลภเหตุเป็นต้น. ส่วนวิปากเหตุ กิริยาเหตุ มีอย่างละ ๓ ด้วยอำนาจอโลภเหตุเป็นต้น. ส่วนการจำแนก เหตุนั้น ๆ โดยประการต่าง ๆ ย่อมมีด้วยอำนาจการประกอบกับจิต นั้น ๆ นั่นแหละ. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยประการต่าง ๆ ในเหตุนี้ เท่านี้ก่อน. บทว่า ปจฺจยุปฺปนฺนโต มีเนื้อความว่า ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย อย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นเพราะปัจจัยนี้ เหตุนี้ ปัจจัยนี้จึงชื่อว่า เป็นปัจจัยแก่นามธรรมเหล่านี้. บรรดาปัจจัยเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยใน เหตุปัจจัยนี้ก่อน. กามาวจรกุศลเหตุ เป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตกับตน และ รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในกามภพ และรูปภพทั้งหลาย. ในอรูปภพเป็น ปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตเท่านั้น.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 38

รูปาวจรกุศลเหตุ เป็นเหตุปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิต เป็นสมุฏฐานในกามภพ และรูปภพเท่านั้น. อรูปาวจรกุศลเหตุ เหมือนกับกามาวจรกุศลเหตุนั่นเอง. โลกุตตรกุศลเหตุ และอกุศลเหตุก็เหมือนกัน. ส่วนกามาวจรวิบากเหตุ เป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตกับตน เฉพาะในกามภพเท่านั้น เป็นเหตุปัจจัยแก่กัมมชรูปในปฏิสนธิกาล และ เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในปวัตติกาล. รูปาวจรวิบากเหตุ เป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ในรูปภพนั้นเอง. อรูปารจรวิบากเหตุ เป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต เท่านั้น ในอรูปภพ. โลกุตตรวิบากเหตุ เป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ในกามภพและรูปภพ เป็นเหตุปัจจัยแก่ อรูปธรรมเท่านั้นในอรูปภพ. ส่วนใน กิริยาเหตุ มีนัยแห่งการเป็น ปัจจัยเหมือนกับกุศลเหตุในภูมิทั้ง ๓ ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย แม้โดย ธรรมที่เป็นปัจจยุบบันในเหตุปัจจัยนี้ ดังพรรณนามาฉะนี้ แล. วรรณนานิทเทสแห่งเหตุปัจจัย จบ

[๓] อารัมมณปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็น อารมณ์ กล่าวคือ ๑. รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ ธรรมทั้งหลาย ที่ประกอบกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของ อารัมมณปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 39

๒. สัททายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุ และแก่ ธรรมทั้งหลาย ที่ประกอบกับโสตวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของ อารัมมณปัจจัย ๓. คันธายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุ และแก่ ธรรมทั้งหลาย ที่ประกอบกับฆานวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของ อารัมมณปัจจัย ๔. รสายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และแก่ ธรรมทั้งหลาย ที่ประกอบกับชิวหาวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของ อารัมมณปัจจัย ๕. โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ และ แก่ธรรมทั้งหลาย ที่ประกอบกับกายวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของ อารัมมณปัจจัย ๖. รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏ- ฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ ๓ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย ๗. ธรรมเหล่าใดๆ คือจิตและเจตสิกทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น เพราะปรารภธรรมเหล่าใด ๆ ธรรมเหล่านั้น ๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรม เหล่านั้น ๆ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

วรรณานิทเทสแห่งอารัมมณปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย ในนิทเทสแห่งอารัมมณปัจจัยต่อไป. บทว่า รูปายตน ได้แก่ อายตนะ กล่าวคือ รูป. แม้ในธรรมที่

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 40

เหลือก็นัยนี้แหละ. บทว่า จกขุวิญญาณธาตุยา แปลว่า แก่ธาตุ คือจักขุ- วิญญาณ. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ต สมฺปยฺตฺตกาน แปลว่า แก่ขันธ์ ๓ ที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น. อธิบายว่า รูปาย- ตนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๔ ที่อาศัยจักขุประสาท แม้ทั้งหมดด้วยอำนาจของ อารัมมณปัจจัย. ในธรรมอื่นจากนี้ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มโนธาตุยา ความว่า อายตนะ ๕ มีรูปายตนะเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุทั้ง ๓ พร้อมทั้งธรรมที่สัมปยุต ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย แต่ไม่ได้เป็นไป ในขณะเดียวกัน. สองบทว่า สพฺเพ ธมฺมา ความว่า อายตนะ ๕ มี รูปายตนะเป็นต้นเหล่านี้ด้วย ไญยธรรมทั้งหมดที่เหลือด้วย เป็นปัจจัย แก่มโนวิญญาณธาตุ พร้อมทั้งธรรมที่สัมปยุตที่เหลือ เว้นธาตุ ๖ เหล่านี้ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย. ด้วยคำว่า ย ย ธมฺม อารพฺภ เป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แสดงว่า ธรรมเหล่าใดที่ตรัสว่าเป็นอารมณ์แห่งวิญญาณธาตุ ๗ เหล่านี้ ธรรมเหล่านั้นเป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธาตุเหล่านั้น ในขณะที่ทำให้เป็น อารมณ์เกิดขึ้น. ถึงแม้ว่าธรรมเหล่านั้นจะเป็นอย่างนั้นก็จริง แต่ก็หาได้ เป็นอารัมมณปัจจัยในคราวเดียวกันไม่ เพราะว่าธรรมเหล่าใด ๆ ปรารภ ธรรมเหล่าใด ๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้น ๆ เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม เหล่านั้น ๆ เฉพาะอย่าง ๆ เท่านั้น. บทว่า อุปฺปชฺชติ ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เหมือนคำว่า น้ำย่อมไหลไป ภูเขาย่อมตั้งอยู่ อันพระองค์ตรัสด้วยอำนาจ การพูดคลุมไปถึงกาลทั้งหมด. ด้วยบทนั้นย่อมสำเร็จใจความว่า ธรรม

๑.  ได้แก่  เว้นวิญญาณธาตุ  ๖  คือ  จักขุวิญญาณธาตุ  ฯ ล ฯ  มโนธาตุ.
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 41

เหล่าใดปรารภธรรมเหล่าใดเกิดขึ้นแล้ว ธรรมเหล่าใดปรารภธรรม เหล่าใดจักเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเกิดขึ้นแล้ว แล้วจักเกิดขึ้นด้วย อำนาจของอารัมมณปัจจัยเท่านั้น. คำว่า จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา นี้ เป็นการ อธิบายโดยย่อซึ่งธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ว่า เย เย ธมฺมา (ธรรมเหล่า ใด ๆ). คำว่า เต เต ธมฺมา คือ ธรรมที่เป็นอารมณ์เหล่านั้น ๆ. สองบทว่า เตส เตส ได้แก่ ธรรม คือจิตและเจตสิกเหล่านั้น ๆ. พรรณนาบาลีในอธิการนี้เพียงเท่านี้. ก็ชื่อว่า อารมณ์นี้ว่าโดยเป็นส่วน ๆ แล้ว มี ๖ อย่าง คือ รูปา- รมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และธัมมารมณ์. บรรดาอารมณ์เหล่านั้น อารมณ์ที่เหลือเว้นบัญญัติ ว่าโดยภูมิมี ๔ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และโลกุตตรภูมิ. บรรดาอารมณ์ ที่นับเนื่องในภูมิ เหล่านั้น อารมณ์ที่เป็นกามาวจรมี ๕ อย่าง โดย จำแนกเป็นกุศล อกุศล วิบาก กิริยา และรูป. อารมณ์ที่เป็นรูปาวจร และอรูปาจร มีอย่างละ ๓ โดยเป็นกุศล วิบาก และกิริยา. อารมณ์ที่ เป็นโลกุตตรภูมิมี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจเป็นกุศล วิบาก และนิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง อารมณ์นี้ทั้งหมดมี ๗ อย่าง โดยจำแนกเป็นกุศล อกุศล วิบาก กิริยา รูป นิพพาน และบัญญัติ. บรรดาอารมณ์ ๗ อย่างนั้น เมื่อว่าโดยภูมิ อารมณ์ที่เป็นกุศลมี ๔ อารมณ์ที่เป็นอกุศลเป็นกามาวจร อย่างเดียว อารมณ์ที่เป็นวิบากเป็นไปในภูมิ อารมณ์ที่เป็นกิริยาเป็น ไปในภูมิ ๓ รูปเป็นไปในภูมิเดียว คือเป็นกามาวจรเท่านั้น แม้นิพพาน ก็เป็นไปในภูมิเดียว คือเป็นโลกุตระเท่านั้น บัญญัติพ้นจากภูมิแล.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 42

ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยการจำแนกโดยประการต่าง ๆ ในอารัมมณ- ปัจจัยนี้ ดังพรรณนามานี้. ก็ในอารมณ์นี้ซึ่งแตกต่างกันอย่างนี้ อารมณ์อันเป็นกามาวจรกุศล เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้ คือ กามาวจรกุศล รูปาวจร- กุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา รูปาวจรกิริยา. อารมณ์ อันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นอารัมมณปัจจัย แก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านั้น เพียง ๕ หมวด คือ เว้นกามาวจรวิบาก อารมณ์ที่เป็นโลกุตตระ เป็น อารัมมณปัจจัยเฉพาะแก่กุศลและกิริยาเท่านั้น โดยที่กุศล และกิริยานั้น เป็นกามาวจร และรูปาวจร. อารมณ์ที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวด เหล่านี้ คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา. อารมณ์ที่เป็นกามาวจรวิบาก เป็น อารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านั้นคือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา รูปาวจรกิริยา อารมณ์ที่เป็น รูปาวจรวิบาก เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕ หมวดเหล่านี้คือ กามา- วจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา. แม้อารมณ์ที่เป็นอรูปาวจรวิบาก ก็เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕ หมวด เหล่านี้เหมือนกัน. อารมณ์ที่เป็นโลกุตตรวิบาก เป็นอารัมมณปัจจัย เฉพาะแก่กุศล และกิริยาเท่านั้น โดยกุศลและกิริยานั้นเป็นกามาวจร และรูปาวจร. อารมณ์ที่เป็นกามาวจรกิริยา เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามา- วจรวิบาก กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา. บรรดาธรรม ๖ หมวด เหล่านี้ อารมณ์ที่เป็นรูปาวจรกิริยา เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 43

หมวด เว้นกามาวจรวิบาก. อารมณ์ที่เป็นอรูปาวจรกิริยา เป็นอารัมมณ- ปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้ คือ ๕ หมวดเหล่านั้น และอรูปาวจร- กิริยา. อารมณ์คือรูป กล่าวคือรูปขันธ์ที่มีสมุฏฐาน ๔ เป็นอารัมมณ- ปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านั้นคือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา. อารมณ์คือนิพพาน เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจร- กุศล โลกุตตรกุศล โลกุตตรวิบาก กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา. อาจารย์บางพวกไม่เอารูปาวจรกุศล และรูปาวจรกิริยา คำนั้น ผู้ศึกษา พึงพิจารณาโดยที่ถูกที่ควร. ส่วนอารมณ์ที่เป็นบัญญัติซึ่งมีประการต่าง ๆ เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๙ หมวดเหล่านี้คือ กุศลที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๓ อกุศล รูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก และกิริยาที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๓. บรรดาอารมณ์เหล่านั้น อารมณ์ใด ๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรมใด ๆ ธรรม นั้น ๆ ชื่อว่าเป็นปัจจยุบบันแห่งอารมณ์นั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย โดยธรรมที่เป็นปัจจยุบบันในอารัมมณปัจจัย ดังพรรณนามานี้ แล. วรรณนานิทเทสแห่งอารัมมณปัจจัย จบ [๔] อธิปติปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอธิบดี กล่าวคือ ๑. อธิบดี คือ ฉันทะ เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบ กับฉันทะ และแก่รูปทั้งหลายที่มีฉันทะ และธรรมที่ประกอบกับฉันทะ นั้น เป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 44

๒. อธิบดี คือ วิริยะ เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบ กับวิริยะ และแก่รูปทั้งหลายที่มีวิริยะ และธรรมที่ประกอบกับวิริยะ นั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย ๓. อธิบดี คือ จิต เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ จิต และแก่รูปทั้งหลายที่มีจิต และธรรมที่ประกอบกับจิตนั้นเป็น สมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย ๔. อธิบดี คือ วิมังสา เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ วิมังสา และแก่รูปทั้งหลายที่มีวิมังสา และธรรมที่ประกอบกับวิมังสา นั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย ๕. ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ๆ เกิดขึ้นเพราะกระทำกรรมใด ๆ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เป็นปัจจัย แก่ธรรมนั้น ๆ ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.

วรรณนานิทเทสแห่งอธิปติปัจจัย พึงทราบวินิจฉัยในอธิปติปัจจัยนิทเทสต่อไป. บทว่า ฉนฺทาธิปติ ได้แก่ อธิบดี คือฉันทะ. คำว่า ฉันทาธิปตินั้น เป็นชื่อแห่งกัตตุกัมยตา- ฉันทะ. (ฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ) ที่เกิดขึ้นในเวลาจิตทำฉันทะ ให้หนัก ให้เป็นให้เกิดขึ้น. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ถามว่า เพราะเหตุไรในนิทเทสแห่งอธิปติปัจจัยนี้ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่า อธิบดีเป็นปัจจัยแก่กรรมที่สัมปยุตด้วยอธิบดี เหมือน ในนิทเทสแห่งเหตุปัจจัย ซึ่งตรัสไว้ว่า เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 45

ด้วยเหตุ (แต่) ทรงแสดงเทศนาโดยนัยเป็นต้นว่า ฉันทาธิปติเป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยฉันทะ. ตอบว่า เพราะอธิบดีไม่มีในขณะเดียวกัน จริงอยู่ ในนัยก่อน เหตุสองหรือสาม เป็นเหตุปัจจัยในขณะเดียวกันได้ เพราะไม่ละภาวะที่อุปการะ โดยอรรถว่า เป็นมูลราก. แต่อธิบดีเป็น อุปการะ. โดยอรรถว่า เป็นใหญ่ และธรรมเป็นอันมากจะชื่อว่าเป็นใหญ่ ในขณะเดียวกันหาได้ไม่ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น แม้เกิดขึ้นคราว เดียวกัน จะเป็นอธิปติปัจจัยในขณะเดียวกันย่อมไม่ได้ เพราะภาวะที่ อธิปติปัจจัยไม่มีในขณะเดียวกันนั้น. ในนิทเทสแห่งอธิปติปัจจัยนี้พระผู้- มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงเทศนาดังที่กล่าวมาแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสหชาตธิปติอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอารัมมณาธิปติ จึงทรงเริ่มคำว่า ย ย ธมฺม ครุ กตฺวา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า ย ย ธมฺม คือ ซึ่งธรรมที่เป็น อารมณ์ใด ๆ. สองบทว่า ครุ กตฺวา ได้แก่ ทำให้หนัก คือให้หนักแน่น ให้เป็นธรรมชาติที่ควรได้ ไม่ควรทอดทิ้ง ไม่ควรดูหมิ่น ด้วยอำนาจการ เคารพและยำเกรง หรือด้วยอำนาจการพอใจ. คำว่า เต เต ธมฺมา คือ ธรรมที่ควรทำให้หนักนั้น ๆ. คำว่า เตส เตส คือธรรมที่ทำให้หนัก เหล่านั้นๆ. ทว่า อธิปติปจฺจเยน คือ เป็นปัจจัยด้วยอำนาจอารัมมณาธิ- ปติปัจจัย. พรรณนาบาลีในอธิการนี้เพียงเท่านี้. ก็ชื่อว่า อธิบดีนี้ มี ๒ อย่าง คือ สหชาตธิปติ และอารัมมณา- แห่งฉันทะเป็นต้น. ใน ๔ อย่างนั้น และอธิบดีเมื่อว่าโดยภูมิมีอย่างละ ๔ คือเป็นกามาวจรเป็นต้น. บรรดาอธิบดีที่เป็นกามาวจรเป็นต้นนั้น อธิบดี

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 46

ที่เป็นกามาวจรมี ๓ อย่าง คือ กุศล อกุศล และกิริยา แต่ครั้นถึงอกุศล ย่อมไม่ได้วิมังสาธิปติ. อธิบดีที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร มีอย่างละสอง คือ เป็นกุศลและกิริยา. อธิบดีที่เป็นโลกุตตระมี ๒ อย่าง คือ เป็นกุศล และวิบาก แต่เมื่อว่าโดยชาติ อารัมมณาอธิปติมี ๖ อย่าง คือ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา รูป และนิพพาน. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยการจำแนก โดยประการต่าง ๆ ในอธิการนี้ ดังพรรณนามานี้. ก็ในสหชาตาธิปตินี้ซึ่งแตกต่างกัน ดังพรรณนามาแล้วนี้ อธิบดี กล่าวคือ กามาวจรกุศลและกิริยา ก่อน เป็นอธิปติปัจจัยแก่ธรรมที่ สัมปยุตกับตน และรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน ในเวลาที่สหชาตธรรมทำ อธิบดีอื่นมีฉันทะเป็นต้น ให้เป็นใหญ่เกิดขึ้นในจิตตุปบาทที่ประกอบด้วย เหตุ ๒ และเหตุ ๓. แม้ในอธิบดี กล่าวคือ รูปาวจรกุศลและกิริยา ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ในอธิการนี้ ได้เฉพาะอธิบดีที่เป็นรูปาวจรกุศลและ กิริยาเท่านั้น เพราะว่าธรรมเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นโดยไม่พรากจากสหชาตา- ธิปติ. ส่วนอธิบดี กล่าวคือ อรูปาวจรกุศลและกิริยา เหมือนกับอธิบดี ที่เป็นรูปาวจรในปัญจโวการภพ. แต่ในจตุโวการภพ ย่อมเป็นอธิปติ- ปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตเท่านั้น. อธิบดีที่เป็นกามาวจรทั้งหมด ที่เกิดขึ้น ในจตุโวการภพนั้นก็เหมือนกัน. อธิบดีที่เป็นโลกุตตระทั้งฝ่ายกุศลและ วิบาก ย่อมเป็นอธิปติปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน อย่างเดียว ในปัญจโวการภพ. ในจตุโวการภพ เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูป ธรรมเท่านั้น. อกุศลเป็นอธิปติปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตโดยแน่นอน ในมิจฉัตต- นิยตจิต และแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในกามภพ.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 47

อกุศลที่เป็นอนิยตธรรม (ให้ผลไม่แน่นอนในลำดับจุติจิต) เป็น อธิปติปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเหล่านั้น ใน เวลาที่ตนเป็นอธิบดี ในกามภพ และรูปภพ. เป็นอธิปติปัจจัยเฉพาะ แก่อรูปธรรมเท่านั้น ในอรูปภพ. นี้เป็นนัยในสหชาตาธิปติปัจจัยก่อน. ส่วนในอารัมมณาธิปติปัจจัย มีอธิบายดังต่อไปนี้ กามาวจรกุศล เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่ธรรมสองหมวดเหล่านี้ คือ กามาวจรกุศล และอกุศลที่สหรคตด้วยโลภะ. นัยในอารัมมณาธิปติ- ปัจจัยที่เป็นกุศล แม้ในรูปาวจร และอรูปาวจร ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนอารัมมณาธิปติที่เป็นโลกุตตรกุศล เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย แก่กุศลญาณสัมปยุต และกิริยาญาณสัมปยุต ที่เป็นกามาวจร. ก็ชื่อว่า อารัมมณาธิปติที่เป็นอกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก ว่า จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะ จิตตุปบาทนั้น เป็นอารัมมณาธิปติ ปัจจัยเฉพาะแก่อกุศลที่สหรคตด้วยโลภะเท่านั้น. ฝ่ายอารัมมณาธิปติฝ่ายวิบากที่เป็นกามาวจร รูปาวจร และอรูปา- วจร เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยเฉพาะแก่อกุศลที่สหรคตด้วยโลภะเท่านั้น. อารัมมณาธิปติที่เป็นโลกุตตรวิบาก เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่ มหากุศลญาณสัมปยุต และมหากิริยาญาณสัมปยุตเท่านั้น. ก็เมื่อว่าโดยประเภทที่เป็นกามาวจร เป็นต้น อารัมมณาธิปติที่ เป็นกิริยาทั้ง ๓ เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่อกุศลที่สหรคตด้วยโลภะ เท่านั้น. อารัมมณาธิปติที่เป็นรูปขันธ์ กล่าวคือรูปที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔ เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่ กุศลที่สหรคตด้วยโลภะเท่านั้น. นิพพานเป็น อารัมมณาธิปติปัจจัยแก่ธรรม ๔ หมวดเหล่านั้นคือ มหากุศลญาณสัมปยุต

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 48

มหากิริยาสัมปยุต อันเป็นกามาวจร โลกุตตรกุศล และโลกุตตร- วิบาก. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย โดยปัจจยุบบันในอารัมณาธิปติปัจจัยนี้ อย่างนี้แล. วรรณนานิทเทสแห่งอธิปติปัจจัย จบ

[๕] อนันตรปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกัน ไม่มีระหว่างคั่น กล่าวคือ ๑. จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับจักขุ- วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๒. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุ เป็น ปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน- ธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๓. โสตวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับโสต- วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๔. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ มโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๕. ฆานวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบฆาน-

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 49

วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบ กับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๖. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน- วิญญาณธาตุนั่น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๗. ชิวหาวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับชิวหา วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๘. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน- วิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๙. กายวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับกาย วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๑๐. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ มโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๑๑. กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๑๒. กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยากต. ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 50

๑๓. อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๑๔. อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยากต- ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๑๕. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยา- กตธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๑๖. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศล- ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๑๗. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อกุศล ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ๑๘. ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ๆ เกิดขึ้นในลำดับแห่งธรรมทั้ง- หลายเหล่าใด ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรม ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

วรรณนานิทเทสแห่งอนันตรปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยใน อนันตรปัจจัยนิทเทส ต่อไป. บทว่า มโนธาตุยา คือ แก่วิบากมโนธาตุ. บทว่า มโนวิญญาณธาตุยา คือ แก่ อเหตุวิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่ทำหน้าที่สันตีรณกิจ คือพิจารณาอารมณ์. ก็ต่อจากนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงมโนวิญญาณธาตุ ที่ทำหน้าที่ โวฏฐัพพนะ ชวนะ ตทารัมมณะ และภวังค์ พระองค์จึงทรงย่อเทศนา โดยแสดงนัยไว้ว่า ธาตุเหล่านั้น แม้จะไม่ได้ตรัสไว้ก็จริง แต่ผู้ศึกษา พึงทราบได้โดยนัยนี้. แก่ธาตุเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย่อเข้า