พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๘๖ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 1

พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๗ ปัฏฐาน ภาคที่ ๒ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๒. เวทนาติกะ ปฏิจจวาระ อนุโลมนัย เหตุปัจจัย [๑๐๗๗] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๐๗๘] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น.

๑ บาลีเล่ม   ๔๐
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 2

[๑๐๗๙] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข- เวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น.

อารัมมณปัจจัยเป็นต้น [๑๐๘๐] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย ... เพราะอธิปติปัจจัย (ในอธิปติปัจจัย ปฏิสนธิไม่มี)... เพราะอนันตรปัจจัย ... เพราะ สมนันตรปัจจัย ... เพราะสหชาตปัจจัย ... เพราะอัญญมัญญปัจจัย... เพราะนิสสยปัจจัย ... เพราะอุปนิสสยปัจจัย... เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น. [๑๐๘๑] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะอาเสวนปัจจัย... เพราะกัมมปัจจัย ... เพราะวิปากปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 3

[๑๐๘๒] ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น เพราะวิปากปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยทุกขสหคตกายวิญญาณ เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๐๘๓] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะวิปากปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น. ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๐๘๔] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะอาหารปัจจัย... เพราะอินทริยปัจจัย ... เพราะฌานปัจจัย... เพราะมัคคปัจจัย ... เพราะสัมปยุตตปัจจัย ... เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น, ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตต- ปัจจัย. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น, ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย. [๑๐๘๕] ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 4

คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น, ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตต- ปัจจัย. [๑๐๘๖] ธรรมที่สัมปยุตตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น. ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น, ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น. ในปฏิสนธิขณะขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย. เพราะอัตถิปัจจัย... เพราะนัตถิปัจจัย ... เพราะวิคตปัจจัย ... เพราะอวิคตปัจจัย.

การนับจำนวนวาระในอนุโลม สุทธมูลกนัย [๑๐๘๗] ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ ... ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

เหตุมูลกนัย เพราะเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ ... ในวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 5

อารัมมณ อธิปติมูลกนัย เพราะอารัมมณปัจจัย... เพราะอธิปติปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ... ในวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

อาเสวนมูลกนัย เพราะอาเสวนปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ... ในกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

วิปากมูลกนัย เพราะวิปากปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๒ วาระ ... ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ ในอธิปติปัจจัย มี ๒ วาระ ฯลฯ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๒ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๒ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

ฌานมูลกนัย เพราะฌานปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ... ในวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

มัคคมูลกนัย เพราะมัคคปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ... ในวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 6

อวิคตมูลกนัย เพราะอวิคตปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ... ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ. การนับปัจจัยในปฏิจจวาระแห่งเวทนาติกะ พึงให้พิสดารเหมือนการ นับปัจจัย แห่งกุสลติกะ.

ปัจจนียนัย [๑๐๘๘] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัย ธรรมท สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ซึ่งเป็นอเหตุกะ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๐๘๙] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยทุกขสหคตกายวิญญาณ เกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น [๑๐๙๐] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ซึ่งเป็นอเหตุกะ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขม- สุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ในอเหตุกปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขม- สุขเวทนา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เกิดขึ้น.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 7

[๑๐๙๑] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนอธิปติปัจจัย มีปฏิสนธิบริบูรณ์ในนอธิปติปัจจัย. [๑๐๙๒] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนปุเรชาตปัจจัย คือ ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๐๙๓] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนปุเรชาตปัจจัย คือ ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข- เวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข- เวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๐๙๔] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนปัจฉาชาตปัจจัย... เพราะนอาเสวน- ปัจจัย... แม้นปัจฉาชาตปัจจัย แม้นอาเสวนปัจจัย มีปฏิสนธิจิต บริบูรณ์.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 8

[๑๐๙๕] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วย สุขเวทนา เกิดขึ้น. [๑๐๙๖] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุต ด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น. [๑๐๙๗] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุขมสุขเวทนา อาศัยธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น. [๑๐๙๘] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนวิปากปัจจัย. . . เพราะนฌานปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยสุขสหคตกายวิญญาณ เกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๐๙๙] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนฌานปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยทุกขสหคตกายวิญญาณ เกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๑๐๐] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนฌานปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 9

คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยจักขุวิญญาณ เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๑๐๑] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนมัคคปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ซึ่งเป็นอเหตุกะ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๑๐๒] ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยทุกขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนมัคคปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยทุกขสหคตกายวิญญาณ เกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๑๐๓] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยธรรมที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนมัคคปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ซึ่งเป็นอเหตุกะ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขม- สุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. ในอเหตุกปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขม- สุขเวทนา เกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. [๑๑๐๔] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนวิปปยุตตปัจจัย คือ ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิด ขึ้น, ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 10

[๑๑๐๕] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา อาศัยธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะนวิปปยุตตปัจจัย คือ ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น.

การนับจำนวนวาระในปัจจนียะแห่งปฏิจจวาระ [๑๑๐๖] ในนเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ... ในนอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ใน นอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ ใน นวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ. [๑๑๐๗] เพราะนเหตุปัจจัย ในนอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ. . . ใน นปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวน- ปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๐๘] เพราะนเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเรชาตปัจจัย ใน นปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑ วาระ . . . ในนอาเสวนปัจจัย มี ๑ วาระ ในนกัมม- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในนมัคคปัจจัยมี ๑ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 11

[๑๑๐๙] เพราะนเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเรชาตปัจจัย นปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย นวิปากปัจจัย นมัคค- ปัจจัย ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๑๐] เพราะนอธิปติปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ.. ใน นปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวน- ปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ. [๑๑๑๑] เพราะนปุเรชาตปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๑ วาระ . . . ใน นอธิปติปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนอาเสวน- ปัจจัย มี ๒ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ. [๑๑๑๒] เพราะนปุเรชาตปัจจัย นเหตุปัจจัย ในนอธิปติปัจจัย มี ๑ วาระ. . . ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๑ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในนมัคค- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ฯลฯ. [๑๑๑๓] เพราะนปัจฉาชาตปัจจัย... เพราะนอาเสวนปัจจัย... เพราะนกัมมปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๒ วาระ ...ในนอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 12

[๑๑๑๔] เพราะนกัมมปัจจัย นเหตุปัจจัย ในนอธิปติปัจจัย มี ๒ วาระ . . . ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๑๕] เพราะนกัมมปัจจัย นเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเร- ชาตปัจจัย ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ... ในนอาเสวนปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปปยุตต- ปัจจัย มี ๑ วาระ ฯลฯ. [๑๑๑๖] เพราะนวิปากปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๒ วาระ. . . ใน นอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปัจฉาชาต- ปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ. นวิปากปัจจัน เหมือนกับนกัมมปัจจัย. [๑๑๑๗] เพราะนฌานปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ... ใน นอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวน- ปัจจัย มี ๓ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ. [๑๑๑๘] เพราะนฌานปัจจัย นเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปัจ- ฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย ในนมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ. [๑๑๑๙] เพราะนมัคคปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ . . . ใน นอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนปัจฉาชาต-

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 13

ปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๒๐] เพราะนมัคคปัจจัย นเหตุปัจจัย ในนอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ. . . ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๒๑] เพราะนมัคคปัจจัย นเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเร- ชาตปัจจัย ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑ วาระ . . . ในนอาเสวนปัจจัย มี ๑ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปป- ยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๒๒] เพราะนวิปปยุตตปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๑ วาระ ...ใน นอธิปติปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปัจฉาชาต- ปัจจัย มี ๒ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๒ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๒๓] เพราะนวิปปยุตตปัจจัย นเหตุปัจจัย ในนอธิปติปัจจัย มี ๑ วาระ . . . ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๑ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปาก- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 14

[๑๑๒๔] เพราะนวิปปยุตตปัจจัย นเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเรชาตปัจจัย นปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย นวิปากปัจจัย ในนมัคคปัจจัยมี ๑ วาระ. การนับวาระในปัจจนียะ จบ

อนุโลมปัจจนียนัย การนับวาระในอนุโลมปัจจนียะแห่งปฏิจจวาระ [๑๑๒๕] เพราะเหตุปัจจัย ในนอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ ใน- นปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวน- ปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปปยุตปัจจัย มี ๒ วาระ. [๑๑๒๖] เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ในนอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ . . . ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจย มี ๓ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ. พึงนับวาระเหมือนกุสลติกะ. อนุโลมปัจจนียะ จบ

ปัจจนียานุโลมนัย การนับวาระในปัจจนียานุโลมแห่งปฏิจจวาระ [๑๑๒๗] เพราะนเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ . . . ในอนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสหชาต- ปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๓

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 15

วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ใน อาเสวนปัจจัย มี ๒ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ ในฌาน ปัจจัย มี ๒ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ. [๑๑๒๘] เพราะนเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ . . . ในอนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๒ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ ในฌาน ปัจจัย มี ๒ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ. [๑๑๒๙] เพราะนเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเรชาตปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๑ วาระ. . . ในอนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสมนันตร- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๑ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาเสวน- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๑ วาระ ในฌานปัจจัย มี

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 16

๑ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิปปยุตต- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ใน วิคตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๓๐] เพราะนเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเรชาตปัจจัย นปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๑ วาระ . . . ในอนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ใน สหชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๑ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ ใน อินทริยปัจจัย มี ๑ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๓๑] เพราะนเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย ฯลฯ นกัมมปัจจัย นวิปากปัจจัย นมัคคปัจจัย นวิปปยุตตปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๑ วาระ. . . ในอนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๑ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ใน อุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๑ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอวิคต- ปัจจัย มี ๑ วาระ. นเหตุมูลกนัย จบ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 17

[๑๑๓๒] เพราะนอธิปติปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ เพราะนปุเรชาตปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๒ วาระ ฯลฯ เพราะนปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ. [๑๑๓๓] เพราะนฌานปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ... ใน อนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสหชาติปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ใน อินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปปยุตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคต- ปัจจัย มี ๓วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ. เพราะนมัคคปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ...ในอนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ. [๑๑๓๔] เพราะนวิปปยุตตปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๒ วาระ . . . ใน อารัมมณปัจจัย มี ๒ วาระ ในอธิปติปัจจัย มี ๒ วาระ ในอนันตรปัจจัย มี ๒ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๒ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ใน อัญญมัญญปัจจัย มี ๒ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๒ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๒ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ใน วิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๒ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๒ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๒ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๒ วาระ ในสัมปยุตต- ปัจจัย มี ๒ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๒ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๒ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. [๑๑๓๕] เพราะนวิปปยุตตปัจจัย นเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๑ วาระ . . . ในอนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 18

ในสหชาติปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๑ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๑ วาระ ใน กัมมปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๑ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๑ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ใน นัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๓๖] เพราะนวิปปยุตตปัจจัย นเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเรชาตปัจจัย นปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย นวิปากปัจจัย นมัคคปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๑ วาระ . . . ในอนันตร- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๑ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๑ วาระ ในฌาน- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ใน นัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ. [๑๑๓๗] เพราะนวิปปยุตตปัจจัย นเหตุปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเราชาตปัจจัย นปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย นวิ- ปากปัจจัย นมัคคปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๑ วาระ... ในอนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ใน อัญญมัญญปัจจัย มี ๑ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๑ วาระ ในฌาน- ปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ.

ปัจจนียานุโลม จบ ปฏิจจวาระ จบ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 19

สหชาตวาระ เป็นต้น [๑๑๓๘] เกิดร่วมกับธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ อิง อาศัยธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ อาศัยธรรมที่สัมปยุตด้วย สุขเวทนา ฯลฯ เจือกับธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. [๑๑๓๙] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตกับธรรมที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๒ สัมปยุตกับขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ สัมปยุตกับขันธ์ ๒ เกิดขึ้น. สัมปยุตตวาระ จบ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 20

ปัญหาวาระ อนุโลมนัย ๑. เหตุปัจจัย [๑๑๔๐] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย คือ เหตุที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย. ในปฏิสนธิขณะ เหตุที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต- ขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย. [๑๑๔๑] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย คือ เหตุที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย. [๑๑๔๒] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย คือ เหตุที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย. ในปฏิสนธิขณะ เหตุที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 21

๒. อารัมมณปัจจัย [๑๑๔๓] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ออกจาก ฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, ออกจากมรรค, ออกจากผลแล้ว, พิจารณา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ๒. พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ละแล้วที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ ท่านข่มแล้ว. รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน, พิจารณาเห็นขันธ์ที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วย จิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์ นั้น ราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ ๓. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ขันธ์ทั้ง- หลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น. [๑๑๔๔] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย คือ ๑. เมื่อบุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วย จิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาแล้ว โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีวิปปฏิสาร. ๒. เมื่อฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเสื่อมไป โทมนัสย่อมเกิด ขึ้นแก่บุคคลผู้มีวิปปฏิสาร. ๓. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ขันธ์ทั้ง- หลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 22

[๑๑๔๕] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๒. บุคคลออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, ออกจากมรรค, ออกจากผลแล้ว, พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๓. พระอริยบุคคลทั้งหลายพิจารณากิเลสทั้งหลาย ที่ละแล้ว ที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา พิจารณากิเลส ทั้งหลาย ที่ข่มแล้ว, รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน. พิจารณา เห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๔. บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์นั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น. ๕. พระอริยบุคคลทั้งหลาย รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยเจโตปริยญาณ. ๖. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่เจโตปริย- ญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย. ๗. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ขันธ์ ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น. [๑๑๔๖] ๔. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย คือ ๑. เพราะปรารภซึ่งโทสะ โทสะ โมหะ ย่อมเกิดขึ้น. เพราะปรารภ โมหะที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา โมหะ โทสะ ย่อมเกิดขึ้น. เพราะปรารภ ทุกขสหคตกายวิญญาณ โทสะ โมหะ ย่อมเกิดขึ้น. .

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 23

๒. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์ ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น. [๑๑๔๗] ๕. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย คือ ๑. พระอริยบุคคลทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้ว ที่สัมปยุตด้วย ทุกขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ข่มแล้ว, รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน, พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุต ด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ๒. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์ ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น. [๑๑๔๘] ๖. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย คือ ๑. พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสที่ละแล้วที่สัมปยุตด้วย ทุกขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ ข่มแล้ว, รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน, พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๒. รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย ทุกขเวทนา ด้วยเจโตปริยญาณ. ๓. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่เจโต- ปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 24

๔. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์ ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น. [๑๑๔๙] ๗. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณ- ปัจจัย คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิต ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข- เวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา, ออกจากมรรค, ออกจาก ผล แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๒. พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านละได้ แล้วที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา, พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ข่มแล้ว. รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน, พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดีด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๓. บุคคลย่อมเพลิดเพลินยิ่งเพราะปรารภขันธ์นั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น. ๔. พระอริยบุคคลทั้งหลาย รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยเจโตปริยญาณ. ๕. อากาสานัญจายตนะ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ ด้วยอำ- นาจของอารัมมณปัจจัย ฯลฯ อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญา- นาสัญญายตนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 25

๖. ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนา- คตังสญาณ แก่อาวัชชนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย. ๗. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น. [๑๑๕๐] ๘. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออกจากมรรค ออกจากผลแล้ว ย่อมพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ๒. พระอริยบุคคลทั้งหลาย. พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา พิจารณากิเลส ทั้งหลายที่ข่มแล้ว, รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน, เพราะปรารภ ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็น ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์นั้น ราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ ๓. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น. [๑๑๕๑] ๙. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 26

คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วย จิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา โทมนัสย่อมเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้มีวิปปฏิสาร. ๒. เมื่อฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เสื่อมไปแล้ว โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้มีวิปปฏิสาร. ๓. เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น.

๓. อธิปติปัจจัย [๑๑๕๒] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาแล้ว กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม พิจารณา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ๒. ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากมรรค ออก จากผลแล้ว กระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ๓. ย่อมยินดีย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่สัม- ปยุตด้วยสุขเวทนาให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ครั้นกระทำขันธ์นั้น ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 27

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็น ปัจจัยแก่สัมปยุตขันธ์ ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย. [๑๑๕๓] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาแล้ว กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๒. ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, ออกจากมรรค, ออก จากผลแล้ว กระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๓. ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งเพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย อทุกขมสุขเวทนา ครั้นกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ [๑๑๕๔] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีที่สัมปยุตด้วยทุกข- เวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตขันธ์ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย. [๑๑๕๕] ๔. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 28

มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล การทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว การทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อมพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๒. ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออกจากมรรค ออกจากผล แล้วการทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อม พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๓. ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นด้วยจิตที่สัมปยุต ด้วยอทุกขมสุขเวทนา ครั้นกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ. ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิบดีที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย. [๑๑๕๖] ๕. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อมพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ๒. ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา, ออกจากมรรค, ออกจากผลแล้ว กระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อม พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 29

๓. ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา ครั้นกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ ทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ.

๔. อนันตรปัจจัย

[๑๑๕๗] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็น ปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของ อนันตรปัจจัย. ๒. อนุโลมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่โคตรภูที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๓. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน. ๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค. ๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค. ๖. มรรค เป็นปัจจัยแก่ผล. ๗. ผล เป็นปัจจัยแก่ผล. ๘. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๙. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 30

[๑๑๕๘] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย คือ ๑. จุติจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อุปบัติจิตที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๒. ภวังคจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนจิต ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๓. สุขสหคตกายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่วิบากมโนธาตุ ด้วย อำนาจของอนันตรปัจจัย. ๔. วิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่กิริยามโนวิญญาณธาตุ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๕. ภวังคจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ภวังคจิตที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๖. กุศลและอกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ วุฏฐานะที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ๗. กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ, ผลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วย อำนาจของอนันตรปัจจัย. [๑๑๕๙] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็น ปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของ อนันตรปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 31

[๑๑๖๐] ๔. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย คือ ๑. ทุกขสหคตกายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่วิบากมโนธาตุ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๒. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. [๑๑๖๑] ๕. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตร- ปัจจัย คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วย อำนาจของอนันตรปัจจัย. ๒. อนุโลมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่โคตรภู ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๓. อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน. ๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค. ๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค. ๖. มรรคเป็นปัจจัยแก่ผล. ๗. ผลเป็นปัจจัยแก่ผล. ๘. อนุโลมเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 32

๙. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ของพระอริยบุคคลผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตร- ปัจจัย. ๑๐. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ วุฏฐานะที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. [๑๑๖๒] ๖. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย คือ ๑. จุติจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อุปบัติ- จิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๒. อาวัชชนจิต เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุข- เวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๓. วิบากมโนธาตุ เป็นปัจจัยแก่วิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๔. ภวังคจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ภวังค- จิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ๕. กุศลและอกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่วุฏฐานะที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ๖. กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ. ๗. ผล เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ. ๘. เนวสัญญานาสัญญายตนะของพระอริยบุคคลผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 33

[๑๑๖๓] ๗. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย คือ อาวัชชนจิต เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วย ทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

๕. สมนันตรปัจจัย [๑๑๖๔] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย เหมือนกับอนันตรปัจจัย.

๖. สหชาตปัจจัย [๑๑๖๕] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ด้วยอำนาจ ของสหชาตปัจจัย, ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ขันธ์ ๒ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ ด้วย อำนาจของสหชาตปัจจัย. [๑๑๖๖] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ด้วย อำนาจของสหชาตปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ ด้วยอำนาจของสหชาต- ปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 34

ปฏิสนธิที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ย่อมไม่ได้ในวาระนี้. [๑๑๖๗] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ ด้วยอำนาจของ สหชาตปัจจัย. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็น ปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย.

๗. อัญญมัญญปัจจัย [๑๑๖๘] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย ฯลฯ.

๘. นิสสยปัจจัย ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย ฯลฯ. อัญญมัญญปัจจัยก็ดี นิสสยปัจจัยก็ดี เหมือนกับสหชาตปัจจัย.

๙. อุปนิสสยปัจจัย [๑๑๖๙] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 35

มี ๓ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะ. ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ๑. บุคคลอาศัยศรัทธาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาแล้ว ย่อมให้ทาน สมาทานศีล การทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, ยังฌานที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น, ยังสมาบัติให้เกิดขึ้นแล้ว, ก่อมานะ ถือทิฏฐิ. ๒. บุคคลอาศัยศีลที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยสุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา อาศัยสุขสหคตกาย- วิญญาณแล้ว ย่อมให้ทานด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ยังสมาบัติให้ เกิดขึ้น. ในธรรมหมวด ๕ ที่มีศรัทธาเป็นต้น พึงเพิ่มคำว่า ก่อมานะ ถือทิฏฐิ เข้าด้วย ส่วนหมวดที่เหลือไม่ต้องเพิ่ม. ๓. บุคคลถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ตัดที่ต่อ ปล้นไม่เหลือ ปล้นในเรือนหลังหนึ่ง ยืนดัก ในทางเปลี่ยว คบหาภรรยาของชายอื่น ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ๔. ศรัทธาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สุขสหคตกาย- วิญญาณเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา, แก่สุขสหคตกายวิญญาณ แก่ ขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 36

[๑๑๗๐] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ๑. บุคคลอาศัยศรัทธาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาแล้ว ยังตนให้เดือด ร้อน ให้เร่าร้อน เสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล. ๒. บุคคลอาศัยศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา แล้ว ยังตนให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน เสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล. ๓. บุคคลอาศัยราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนาที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยสุขสหคตกายวิญญาณแล้ว ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูด คำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ตัดที่ต่อ ปล้นไม่มีส่วนเหลือ ปล้นในเรือนหลังหนึ่ง ยืนดักในทางเปลี่ยว คบหาภรรยาของชายอื่น ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ฆ่า มารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ยังพระโลหิตพระตถาคตให้ห้อ ด้วยจิต ประทุษร้ายแล้ว ทำลายสงฆ์ไห้แตกกัน. ๔. ศรัทธาอันสัมปยุตด้วยสุขเวทนา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สุขสหคต- กายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่โทสะ ฯลฯ แก่โมหะ แก่ทุกขสหคตกายวิญญาณ แก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย. [๑๑๗๑] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่างคือ ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 37

ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ๑. บุคคลอาศัยศรัทธาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ให้ทาน สมาทาน ศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว ย่อมยังฌาน อันสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น, ยังมรรค ให้เกิดขึ้น, ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น, ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น, ก่อมานะ, ถือทิฏฐิ. ๒. บุคคลอาศัยศีลที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัยสุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อาศัย สุขสหคตกายวิญญาณแล้ว ย่อมให้ทานด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น, ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย อทุกขมสุขเวทนา, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ, ตัดที่ต่อ, ปล้นไม่มีส่วนเหลือ, ปล้นในเรือนหลังหนึ่ง, ยืนดักอยู่ในทางเปลี่ยว, คบหา ภรรยาของชายอื่น, ฆ่าชาวบ้าน, ฆ่าชาวนิคม. ๓. ศรัทธาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สุขสหคตกาย- วิญญาณเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา, แก่ศีล, สุตะ, จาคะ, ปัญญา, ราคะ, โมหะ, มานะ ทิฏฐิ, ความปรารถนา, แก่สุขสหคต- กายวิญญาณ, แก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของ อุปนิสสยปัจจัย. [๑๑๗๒] ๔. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 38

ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ๑. บุคคลอาศัยโทสะ แล้วย่อมฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ มิได้ให้ ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ ย่อมทำลายสงฆ์ให้แตกกัน. ๒. บุคคลอาศัยโมหะ ทุกขสหคตกายวิญญาณแล้ว ย่อมฆ่าสัตว์ ย่อมถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน. ๓. โทสะ โมหะ ทุกขสหคตกายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่โทสะ โมหะ ทุกขสหคตกายวิญญาณ แก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วย อำนาจของอุปนิสสยปัจจัย. [๑๑๗๓] ๕. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ๑. บุคคลอาศัยโทสะ แล้วย่อมให้ทานด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุข- เวทนา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ฆ่าชาวนิคม. ๒. อาศัยโมหะ อาศัยทุกขสหคตกายวิญญาณ แล้วย่อมให้ทาน ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ฆ่าชาวนิคม. ๓. โทสะ โมหะ ทุกขสหคตกายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ แก่สุขสหคตกายวิญญาณ แก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 39

[๑๑๗๔] ๖. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ๑. บุคคลอาศัยโทสะ แล้วย่อมให้ทานด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย อทุกขมสุขเวทนา ฯลฯ ฆ่าชาวนิคม. ๒. อาศัยโมหะ ทุกขสหคตกายวิญญาณ แล้วย่อมให้ทานด้วย จิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ฯลฯ ฆ่าชาวนิคม. ๓. โทสะ โมหะ ทุกขสหคตกายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ฯลฯ ความปรารถนาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุต ด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย. [๑๑๗๕] ๗. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสย- ปัจจัย มี ๓ อย่างคือ ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ๑. บุคคลอาศัยศรัทธาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว ย่อม ให้ทาน ฯลฯ ถือทิฏฐิ อาศัยศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว ย่อมให้ทานด้วย จิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ฯลฯ ฆ่าชาวนิคม.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 40

๒. ศรัทธาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่สัมปยุต ด้วยอทุกขมสุขเวทนา ฯลฯ แก่ความปรารถนา แก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วย อทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย. [๑๑๗๖] ๘. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ๑. บุคคลอาศัยศรัทธาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว ให้ ทานด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ก่อมานะ ถือทิฏฐิ. ๒. บุคคลอาศัยศีลที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ฯลฯ อาศัยความ ปรารถนาแล้ว ให้ทานด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ฆ่าชาวนิคม. ๓. ศรัทธา ฯลฯ ความปรารถนาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สุขสหคตกายวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่ความปรารถนาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา แก่สุขสหคตกายวิญญาณ แก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วย อำนาจของอุปนิสสยปัจจัย. [๑๑๗๗] ๙. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 41

๑. บุคคลอาศัยศรัทธาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว ยังคน ให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน เสวยทุกข์ อันมีการแสวงหาเป็นมูล. ๒. บุคคลอาศัยศีลที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ฯลฯ อาศัย ความปรารถนาแล้ว ย่อมฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน. ๓. ศรัทธา ฯลฯ ความปรารถนา ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ โทสะ โมหะ ทุกขสหคตกายวิญญาณ แก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่ สมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

๑๐. อาเสวนปัจจัย [๑๑๗๘] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย. ๒. อนุโลมญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่โคตรภู. ๓. อนุโลมญาณ เป็นปัจจัยแก่โวทาน. ๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค. ๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย. [๑๑๗๙] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย

๑. ปุเรชาตปัจจัยและปัจฉาชาตปัจจัย   แสดงโดยเวทนาติกะไม่ได้
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 42

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัย แก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอาเสวน- ปัจจัย. [๑๑๘๐] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอาเสวน- ปัจจัย. คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดก่อน ๆ เป็น ปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจ ของอาเสวนปัจจัย. ๒. อนุโลมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่โดธรรม ๓. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน. ๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค. ๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย.

๑๑. กัมมปัจจัย [๑๑๘๑] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น สหชาตะ และ นานาขณิกะ ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่สัมปยุตขันธ์ ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย. ที่เป็น นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็น ปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 43

[๑๑๘๒] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย มีอย่างเดียว คือ นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของ กัมมปัจจัย. [๑๑๘๓] ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย มีอย่างเดียว คือ นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจ ของกัมมปัจจัย. [๑๑๘๔] ๔. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น สหชาตะ และ นานาขณิกะ. ที่เป็นสหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์ ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย. ที่เป็นนานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัย แก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย. [๑๑๘๕] ๕. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 44

มีอย่างเดียว คือ นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยทุกข- เวทนาเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วย อำนาจของกัมมปัจจัย. [๑๑๘๖] ๖. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น สหชาตะ และ นานาขณิกะ ที่เป็นสหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็น ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย. ที่เป็นนานาขณิกะ ได้แก่เจตนาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็น ปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของ กัมมปัจจัย. [๑๑๘๗] ๗. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย มีอย่างเดียว คือ นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยอทุกขม- สุขเวทนาเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจ ของกัมมปัจจัย. [๑๑๘๘] ๘. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย อย่างเดียว คือที่เป็นนานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วย อทุกขมสุขเวทนาเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 45

๑๒. วิปากปัจจัย [๑๑๘๙] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ ขันธ์ ๒ ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ ด้วยอำนาจ ของวิปากปัจจัย. ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ ฯลฯ [๑๑๙๐] ๒. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ ขันธ์ ๒ ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ฯลฯ ๓. ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย. คือ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัย แก่ขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ

๑๓. อาหารปัจจัย ฯลฯ ๒๑. อวิคตปัจจัย [๑๑๙๑] ๑. ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของฌานปัจจัย เป็น ปัจจัยด้วยอำนาจของมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของสัมปยุตปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 46

เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของนัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของวิคตปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอวิคตปัจจัย.

การนับจำนวนวาระในอนุโลมแห่งปัญหาวาระ สุทธมูลกนัย [๑๑๙๒] ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ในอารัมมณปัจจัย มี ๙ วาระ ในอธิปติปัจจัย มี ๕ วาระ ในอนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๘ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในมัคค- ปัจจัย มี ๓ วาระ ในสัมปยุตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๗ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๗ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

๑.  เหตุมูลกนัย

เหตุสภาคะ [๑๑๙๓] เพราะเหตุปัจจัย ในอธิปติปัจจัย มี ๒ วาระ ในสหชาต- ปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๒ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๒ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคต- ปัจจัย มี ๓ วาระ.

๑.  วิปปยุตตปัจจัย  แสดงโดยเวทนาติกะไม่ได้
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 47

เหตุฆฏนา [๑๑๙๔] ปัจจัย ๗ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ. ปัจจัย ๘ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. ปัจจัย ๙ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ อินทริยะ มัคคะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. ปัจจัย ๑๐ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อินทริยะ มัคคะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. ปัจจัย ๑๐ คือ เหตุ อธิปติ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ อินทริยะ มัคคะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. ปัจจัย ๑๑ คือ เหตุ อธิปติ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อินทริยะ มัคคะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ.

๒. อารัมมณมูลกนัย อารัมมณสภาคะ [๑๑๙๕] เพราะอารัมมณปัจจัย ในอธิปติปัจจัย มี ๔ วาร. . . ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๔ วาระ.

อารัมมณฆฏนา ปัจจัย ๓ คือ อารัมมณะ อธิปติ อุปนิสสยปัจจัย มี ๔ วาระ.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 48

๓. อธิปติมูลกนัย อธิปติสภาคะ [๑๑๙๖] เพราะอธิปติปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๒ วาระ . . . ใน อารัมมณปัจจัย มี ๔ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๔ วาระ ใน วิปากปัจจัย มี ๒ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ ในสัมปยุตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

อธิปติฆฏนา [๑๑๙๗] ปัจจัย ๓ คือ อธิปติ อารัมมณะ อุปนิสสยปัจจัย มี ๔ วาระ. ปัจจัย ๗ คือ อธิปติ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ. ปัจจัย ๘ คือ อธิปติ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. ปัจจัย ๙ คือ อธิปติ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ อาหาระ อินทริยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ. ปัจจัย ๑๐ คือ อธิปติ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อาหาระ อินทริยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. ปัจจัย ๙ คือ อธิปติ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ อินทริยะ มัคคะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 49

ปัจจัย ๑๐ คือ อธิปติ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อินทริยะ มัคคะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. [๑๑๙๘] ปัจจัย ๑๐ คือ อธิปติ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ อินทริยะ มัคคะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. ปัจจัย ๑๑ คือ อธิปติ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อินทริยะ มัคคะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ.

๔. อนันตรมูลกนัย ๕. สมนันตรมูลกนัย อนันตรสภาคะ [๑๑๙๙] เพราะอนันตรปัจจัย ในสมนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ . . . ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๗ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๗ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๗ วาระ.

อนันตรฆฏนา [๑๒๐๐] ปัจจัย ๕ คือ อนันตระ สมนันตระ อุปนิสสยะ นัตถิ วิคตปัจจัย มี ๗ วาระ. ปัจจัย ๖ คือ อนันตระ สมนันตระ อุปนิสสยะ อาเสวนะ นัตถิ วิคตปัจจัย มี ๓ วาระ. ปัจจัย ๖ คือ อนันตระ สมนันตระ อุปนิสสยะ กัมมะ นัตถิ วิคตปัจจัย มี ๒ วาระ. สมนันตรปัจจัย เหมือนกับอนันตรปัจจัย.

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 50

๖. สหชาตะ ๗. อัญญมัญญะ ๘. นิสสยมูลกนัย สหชาตสภาคะ เป็นต้น [๑๒๐๑] เพราะสหชาตปัจจัย ... เพราะอัญญมัญญปัจจัย ... เพราะ นิสสยปปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ . . . ในอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ ใน สหชาตปัจจัยมี ๓ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัยมี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัยมี ๓วาระ ในวิปากปัจจัยมี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัยมี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัยมี ๓ วาระ ในฌานปัจจัยมี ๓ วาระ ในมัคคปัจจัยมี ๓ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัยมี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัยมี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัยมี ๓ วาระ.

นิสสยฆฏนา [๑๒๐๒] ปัจจัย ๖ คือ นิสสยะ สหชาตะ อัญญมัญญะ สมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัยมี ๓ วาระ. ปัจจัย ๗ คือ นิสสยะ สหชาตะ อัญญมัญญะ วิปากะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

๙. อุปนิสสยมูลกนัย อุปนิสสยสภาคะ [๑๒๐๓] เพราะอุปนิสสยปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๔ วาระ ในอธิปติปัจจัยมี ๔ วาระ ในอนันตรปัจจัยมี ๗ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๘ วาระ ในนัตถิ ปัจจัย มี ๗ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๗ วาระ.