ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระวรสารนักบุญมัทธิว"

ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(หน้าที่ถูกสร้างด้วย '1 : 1 หนังสือลำดับพงศ์ของพระเยซูคริสต์ผู้เป็นเชื้อ...')
 
ไม่มีความย่อการแก้ไข
* 1 : 1 หนังสือลำดับพงศ์ของพระเยซูคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิดผู้สืบตระกูลเนื่องมาจากอับราฮัม
* 1 : 2 อับราฮัมมีบุตรชื่ออิสอัคอิสอัคมีบุตรชื่อยาโคบยาโคบมีบุตรชื่อยูดาห์และพี่น้องของเขา
* 1 : 3 ยูดาห์มีบุตรชื่อเปเรศกับเศราห์เกิดจากนางทามาร์เปเรศมีบุตรชื่อเฮสโรนเฮสโรนมีบุตรชื่อราม
* 1 : 4 รามมีบุตรชื่ออัมมีนาดับอัมมีนาดับมีบุตรชื่อนาโชนนาโชนมีบุตรชื่อสัลโมน
* 1 : 5 สัลโมนมีบุตรชื่อโบอาสเกิดจากนางราหับโบอาสมีบุตรชื่อโอเบดเกิดจากนางรูธโอเบดมีบุตรชื่อเจสซี
* 1 : 6 เจสซีมีบุตรชื่อดาวิดผู้เป็นกษัตริย์ดาวิดมีบุตรชื่อซาโลมอนเกิดจากนางซึ่งแต่ก่อนเป็นภรรยาของอุรียาห์
* 1 : 7 ซาโลมอนมีบุตรชื่อเรโหโบอัมเรโหโบอัมมีบุตรชื่ออาบียาห์อาบียาห์มีบุตรชื่ออาสา
* 1 : 8 อาสามีบุตรชื่อเยโฮชาฟัทเยโฮชาฟัทมีบุตรชื่อโยรัมโยรัมมีบุตรชื่ออุสซียาห์
* 1 : 9 อุสซียาห์มีบุตรชื่อโยธามโยธามมีบุตรชื่ออาหัสอาหัสมีบุตรชื่อเฮเซคียาห์
* 1 : 10 เฮเซคียาห์มีบุตรชื่อมนัสเสห์มนัสเสห์มีบุตรชื่ออาโมนอาโมนมีบุตรชื่อโยสิยาห์
* 1 : 11 โยสิยาห์มีบุตรชื่อเยโคนิยาห์กับพวกพี่น้องของท่านเกิดเมื่อคราวต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน
* 1 : 12 ครั้นต้องถูกกวาดไปยังกรุงบาบิโลนแล้วเยโคนิยาห์ก็มีบุตรชื่อเชอัลทิเอลเชอัลทิเอลมีบุตรชื่อเศรุบบาเบล
* 1 : 13 เศรุบบาเบลมีบุตรชื่ออาบียุดอาบียุดมีบุตรชื่อเอลียาคิมเอลียาคิมมีบุตรชื่ออาซอร์
* 1 : 14 อาซอร์มีบุตรชื่อศาโดกศาโดกมีบุตรชื่ออาคิมอาคิมมีบุตรชื่อเอลีอูด
* 1 : 15 เอลีอูดมีบุตรชื่อเอเลอาซาร์เอเลอาซาร์มีบุตรชื่อมัทธานมัทธานมีบุตรชื่อยาโคบ
* 1 : 16 ยาโคบมีบุตรชื่อโยเซฟสามีของนางมารีย์พระเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์ก็ทรงบังเกิดมาจากนางมารีย์นี้
* 1 : 17 ดังนั้นตั้งแต่อับราฮัมลงมาจนถึงดาวิดจึงเป็นสิบสี่ชั่วคนและนับตั้งแต่ดาวิดลงมาจนถึงต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลนเป็นเวลาสิบสี่ชั่วคนและนับตั้งแต่ต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลนจนถึงพระคริสต์เป็นสิบสี่ชั่วคน
* 1 : 18 เรื่องพระกำเนิดของพระเยซูคริสต์เป็นดังนี้คือมารีย์ผู้เป็นมารดาของพระเยซูนั้นเดิมโยเซฟได้สู่ขอหมั้นกันไว้แล้วก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฏว่ามารีย์มีครรภ์แล้วด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์
* 1 : 19 แต่โยเซฟคู่หมั้นของเขาเป็นคนมีธัมมะไม่พอใจที่จะแพร่งพรายความเป็นไปของเธอหมายจะถอนหมั้นเสียลับๆ
* 1 : 20 แต่เมื่อโยเซฟยังคิดในเรื่องนี้อยู่ก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า"โยเซฟบุตรดาวิดอย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลยเพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิ์ในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์
* 1 : 21 เธอจะประสูติบุตรชายแล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่าเยซูเพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา"
* 1 : 22 ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้าซึ่งตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะว่า
* 1 : 23 ดูเถิดหญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่งและเขาจะเรียกนามของท่านว่าอิมมานูเอล(แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา)
* 1 : 24 ครั้นโยเซฟตื่นขึ้นก็กระทำตามคำซึ่งทูตของพระเจ้าสั่งนั้นคือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา:
* 1 : 25 แต่มิได้สมสู่กับเธอจนประสูติบุตรชายแล้วและโยเซฟเรียกนามของบุตรนั้นว่าเยซู
* 2 : 1 พระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรดภายหลังมีพวกโหราจารย์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็มถามว่า
* 2 : 2 "กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหนเราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้นเราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน"
* 2 : 3 ครั้นกษัตริย์เฮโรดได้ยินดังนั้นแล้วก็วุ่นวายพระทัยทั้งชาวกรุงเยรูซาเล็มก็พลอยวุ่นวายใจไปด้วย
* 2 : 4 แล้วท่านให้ประชุมบรรดามหาปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์ของประชาชนตรัสถามเขาว่า"ผู้เป็นพระคริสต์นั้นจะบังเกิดแห่งใด"
* 2 : 5 เขาทูลว่า"ที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียเพราะว่าผู้เผยพระวจนะได้เขียนไว้ดังนี้ว่า
* 2 : 6 บ้านเบธเลเฮมในแผ่นดินยูเดียจะเป็นบ้านเล็กน้อยที่สุดในสายตาของบรรดาผู้ครองแผ่นดินยูเดียก็หามิได้เพราะว่าเจ้านายคนหนึ่งจะออกมาจากท่านผู้ซึ่งจะครอบครองอิสราเอลชนชาติของเรา"
* 2 : 7 แล้วเฮโรดจึงเชิญพวกโหราจารย์เข้ามาเป็นการลับถามเขาได้ความถ้วนถี่ถึงเวลาที่ดาวนั้นได้ปรากฏขึ้น
* 2 : 8 แล้วท่านได้ให้พวกโหราจารย์ไปยังบ้านเบธเลเฮมสั่งว่า"จงไปค้นหากุมารนั้นเถิดเมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งแก่เราเพื่อเราจะได้ไปนมัสการท่านด้วย"
* 2 : 9 โหราจารย์เหล่านั้นจึงไปตามรับสั่งและดาวซึ่งเขาได้เห็นเมื่อปรากฏขึ้นนั้นก็ได้นำหน้าเขาไปจนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารอยู่นั้น
* 2 : 10 เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้วก็มีความยินดียิ่งนัก
* 2 : 11 ครั้นเข้าไปในเรือนก็พบกุมารกับนางมารีย์มารดาจึงกราบถวายนมัสการกุมารนั้นแล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการคือทองคำกำยานและมดยอบ
* 2 : 12 แล้วพวกโหราจารย์ได้ยินคำเตือนในความฝันมิให้กลับไปเฝ้าเฮโรดเขาจึงกลับไปยังเมืองของตนทางอื่น
* 2 : 13 ครั้นเขาไปแล้วก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้าได้มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันแล้วบอกว่า"จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์และคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้าเพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมารเพื่อจะประหารชีวิตเสีย"
* 2 : 14 ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาไปยังประเทศอียิปต์
* 2 : 15 และได้อยู่ที่นั่นจนเฮโรดสิ้นพระชนม์ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้าซึ่งได้ตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะว่าเราได้เรียกบุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์
* 2 : 16 ครั้นเฮโรดเห็นว่าพวกโหราจารย์หลอกท่านก็กริ้วโกรธยิ่งนักจึงใช้คนไปฆ่าเด็กผู้ชายทั้งหลายในบ้านเบธเลเฮมและที่ใกล้เคียงทั้งสิ้นตั้งแต่อายุสองขวบลงมาซึ่งพอดีกับเวลาที่ท่านได้ทราบจากพวกโหราจารย์นั้น
* 2 : 17 ครั้งนั้นก็สำเร็จตามพระวจนะที่ตรัสโดยเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะว่า
* 2 : 18 ได้ยินเสียงในหมู่บ้านรามาห์เป็นเสียงโอดครวญและร่ำไห้คือนางราเชลร้องไห้คร่ำครวญเพราะบุตรทั้งหลายของตนนางไม่รับฟังคำปลอบเล้าโลมเพราะบุตรทั้งหลายนั้นไม่มีแล้ว
* 2 : 19 ครั้นเฮโรดสิ้นพระชนม์แล้วทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏในความฝันแก่โยเซฟที่ประเทศอียิปต์สั่งว่า
* 2 : 20 "จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอลเพราะผู้ที่เป็นภัยต่อชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว"
* 2 : 21 โยเซฟจึงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอล
* 2 : 22 แต่เมื่อได้ยินว่าอารเคลาอัสครอบครองแคว้นยูเดียแทนเฮโรดผู้เป็นบิดาจะไปที่นั่นก็กลัวและเมื่อได้ทราบคำเตือนในความฝันจึงเลยไปยังแคว้นกาลิลี
* 2 : 23 ไปอาศัยในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธเพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะซึ่งตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่าเขาจะเรียกท่านว่าชาวนาซาเร็ธ
* 3 : 1 คราวนั้นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมามาประกาศในถิ่นทุรกันดารแคว้นยูเดียว่า
* 3 : 2 "จงกลับใจเสียใหม่เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว"
* 3 : 3 ยอห์นผู้นี้แหละซึ่งตรัสถึงโดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า"เสียงผู้ร้องในถิ่นทุรกันดารว่าจงเตรียมมรรคาแห่งพระเป็นเจ้าจงกระทำหนทางของพระองค์ให้ตรงไป"
* 3 : 4 เสื้อผ้าของยอห์นผู้นี้ทำด้วยขนอูฐและท่านใช้หนังสัตว์คาดเอวอาหารของท่านคือจักจั่นและน้ำผึ้งป่า
* 3 : 5 ขณะนั้นชาวกรุงเยรูซาเล็มและคนทั่วแคว้นยูเดียและคนทั่วลุ่มแม่น้ำจอร์แดนก็ออกไปหายอห์นสารภาพความผิดบาปของตน
* 3 : 6 และได้รับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน
* 3 : 7 ครั้นยอห์นเห็นพวกฟาริสีและพวกสะดูสีพากันมาเป็นอันมากเพื่อจะรับบัพติศมาท่านจึงกล่าวแก่เขาว่า"เจ้าชาติงูร้ายใครได้เตือนเจ้าให้หนีจากพระอาชญาซึ่งจะมาถึงนั้น
* 3 : 8 เหตุฉะนั้นจงพิสูจน์การกลับใจของเจ้าด้วยผลที่เกิดขึ้น
* 3 : 9 อย่านึกเหมาเอาในใจว่าตัวมีอับราฮัมเป็นบิดาเพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจจะให้บุตรเกิดขึ้นแก่อับราฮัมจากก้อนหินเหล่านี้ได้
* 3 : 10 บัดนี้ขวานวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้วและทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ
* 3 : 11 เราให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยน้ำแสดงว่ากลับใจใหม่ก็จริงแต่พระองค์ผู้จะมาภายหลังเราทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าเราอีกซึ่งเราไม่คู่ควรแม้จะถอดฉลองพระบาทของพระองค์พระองค์จะทรงให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ
* 3 : 12 พระหัตถ์ของพระองค์ถือพลั่วพร้อมแล้วและจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์ให้ทั่วพระองค์จะทรงเก็บข้าวของพระองค์ไว้ในยุ้งฉางแต่พระองค์จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่ไม่รู้ดับ"
* 3 : 13 แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลีมาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน
* 3 : 14 แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า"ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์"
* 3 : 15 แต่พระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า"บัดนี้จงยอมเถิดเพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ"แล้วยอห์นก็ยอม
* 3 : 16 ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้วในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำและท้องฟ้าก็แหวกออกและพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบลงมาสถิตอยู่บนพระองค์
* 3 : 17 และนี่แน่ะมีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า"ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเราเราชอบใจท่านมาก"
* 4 : 1 ครั้งนั้นพระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อมารจะได้มาผจญ
* 4 : 2 และพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนภายหลังพระองค์ก็ทรงอยากพระกระยาหาร
* 4 : 3 ส่วนผู้ผจญมาหาพระองค์ทูลว่า"ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้าจงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร"
* 4 : 4 ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า"มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่ามนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า"
* 4 : 5 แล้วมารก็นำพระองค์ไปยังนครบริสุทธิ์และให้พระองค์ประทับที่ยอดหลังคาพระวิหาร
* 4 : 6 แล้วทูลพระองค์ว่า"ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้าจงโจนลงไปเถิดเพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่าพระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์รักษาท่านและเหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้มิให้เท้าของท่านกระทบหิน"
* 4 : 7 พระเยซูจึงตรัสตอบว่า"พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่าอย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน"
* 4 : 8 อีกครั้งหนึ่งมารได้นำพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาอันสูงยิ่งนักและได้แสดงบรรดาราชอาณาจักรในโลกทั้งความรุ่งเรืองของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์ทอดพระเนตร
* 4 : 9 แล้วได้ทูลพระองค์ว่า"ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเราเราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน"
* 4 : 10 พระเยซูจึงตรัสตอบว่า"อ้ายซาตานจงไปเสียให้พ้นเพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่าจงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่านและปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว"
* 4 : 11 แล้วมารจึงละพระองค์ไปและมีเหล่าทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์
* 4 : 12 ครั้นพระเยซูทรงทราบข่าวว่ายอห์นถูกจำไว้แล้วพระองค์ก็เสด็จไปยังแคว้นกาลิลี
* 4 : 13 แล้วย้ายที่ประทับจากเมืองนาซาเร็ธไปที่เมืองคาเปอรนาอุมซึ่งอยู่ริมทะเลสาบที่เขตเผ่าเศบูลุนและนัฟทาลี
* 4 : 14 เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะซึ่งตรัสไว้โดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า
* 4 : 15 แคว้นเศบูลุนและแคว้นนัฟทาลีทางข้างทะเลฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นคือกาลิลีแห่งบรรดาประชาชาติ
* 4 : 16 ประชาชนผู้นั่งอยู่ในความมืดได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่และผู้ที่นั่งอยู่ในแดนและเงาแห่งความตายก็มีความสว่างขึ้นส่องถึงเขาแล้ว"
* 4 : 17 ตั้งแต่นั้นมาพระเยซูได้ทรงตั้งต้นประกาศว่า"จงกลับใจเสียใหม่เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว"
* 4 : 18 ขณะที่พระองค์ทรงดำเนินอยู่ตามชายทะเลกาลิลีก็ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องชาวประมงสองคนคือซีโมนที่เรียกว่าเปโตรกับอันดรูว์น้องชายกำลังทอดแหอยู่ที่ทะเลสาบ
* 4 : 19 พระองค์ตรัสกับเขาว่า"จงตามเรามาเถิดและเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา"
* 4 : 20 เขาทั้งสองได้ละแหตามพระองค์ไปทันที
* 4 : 21 ครั้นพระองค์เสด็จต่อไปก็ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องอีกสองคนชื่อยากอบบุตรเศเบดีกับยอห์นน้องชายของเขากำลังชุนอวนอยู่ในเรือกับเศเบดีบิดาของเขาพระองค์ได้ทรงเรียกเขา
* 4 : 22 ในทันใดนั้นเขาทั้งสองก็ละเรือและลาบิดาของเขาตามพระองค์ไป
* 4 : 23 พระเยซูได้เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลีทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขาทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าและทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวเมืองให้หาย
* 4 : 24 กิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทั่วประเทศซีเรียเขาจึงพาคนป่วยเป็นโรคต่างๆคนที่ทนทุกข์เวทนาคนผีเข้าคนเป็นลมบ้าหมูและคนเป็นอัมพาตมาหาพระองค์พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หาย
* 4 : 25 และมีคนหมู่ใหญ่มาจากแคว้นกาลิลีและแคว้นทศบุรีและกรุงเยรูซาเล็มและแคว้นยูเดียและแม่น้ำจอร์แดนฟากตะวันออกติดตามพระองค์ไป
* 5 : 1 ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนมากดังนั้นพระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาและเมื่อประทับแล้วเหล่าสาวกของพระองค์มาเฝ้าพระองค์
* 5 : 2 แล้วพระองค์จึงตรัสสอนเขาว่า
* 5 : 3 "บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณผู้นั้นเป็นสุขเพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา
* 5 : 4 "บุคคลผู้ใดโศกเศร้าผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม
* 5 : 5 "บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยนผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก
* 5 : 6 "บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์
* 5 : 7 "บุคคลผู้ใดมีใจกรุณาผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ
* 5 : 8 "บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า
* 5 : 9 "บุคคลผู้ใดสร้างสันติผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร
* 5 : 10 "บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา
* 5 : 11 "เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเราท่านก็เป็นสุข
* 5 : 12 จงชื่นชมยินดีเพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลายที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
* 5 : 13 "ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลกถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้วจะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรมีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ
* 5 : 14 "ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลกนครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้
* 5 : 15 เมื่อจุดตะเกียงแล้วไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียงจะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น
* 5 : 16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียงจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวงเพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์
* 5 : 17 "อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะเรามิได้มาเลิกล้างแต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ
* 5 : 18 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆหนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติจนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิดได้เกิดขึ้นแล้ว
* 5 : 19 เหตุฉะนั้นผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่งในธรรมบัญญัตินี้เบาขึ้นทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วยผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้น้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์
* 5 : 20 เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่าถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์
* 5 : 21 "ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่าอย่าฆ่าคนถ้าผู้ใดฆ่าคนผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ
* 5 : 22 เราบอกท่านทั้งหลายว่าผู้ใดโกรธพี่น้องของตนผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษถ้าผู้ใดจะพูดกับพี่น้องว่าอ้ายโง่ผู้นั้นต้องถูกนำไปที่ศาลสูงให้พิพากษาลงโทษและผู้ใดจะว่าอ้ายบ้าผู้นั้นจะมีโทษถึงไฟนรก
* 5 : 23 เหตุฉะนั้นถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้วและระลึกขึ้นได้ว่าพี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน
* 5 : 24 จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชากลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อนแล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน
* 5 : 25 จงปรองดองกับคู่ความโดยเร็วในขณะที่พากันไปศาลเกลือกว่าคู่ความนั้นจะอายัดท่านไว้กับผู้พิพากษาแล้วผู้พิพากษาจะมอบท่านไว้กับผู้คุมและท่านจะต้องถูกขังไว้ในเรือนจำ
* 5 : 26 เราบอกความจริงแก่ท่านว่าท่านจะออกจากที่นั่นไม่ได้จนกว่าจะได้ใช้หนี้จนครบ
* 5 : 27 "ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่าอย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
* 5 : 28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่าผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้นผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว
* 5 : 29 ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวหลงผิดจงควักออกทิ้งเสียเพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่งก็ดีกว่าตัวของท่านจะต้องลงนรก
* 5 : 30 ถ้ามือข้างขวาทำให้หลงผิดจงตัดทิ้งเสียเพราะถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่งก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรก
* 5 : 31 "ยังมีคำกล่าวไว้ว่าถ้าผู้ใดจะหย่าภรรยาก็ให้ทำหนังสือหย่าให้แก่ภรรยานั้น
* 5 : 32 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่าถ้าผู้ใดจะหย่าภรรยาเพราะเหตุอื่นนอกจากการเล่นชู้ก็เท่ากับว่าผู้นั้นทำให้หญิงนั้นผิดศีลล่วงประเวณีและถ้าผู้ใดจะรับหญิงซึ่งหย่าแล้วเช่นนั้นมาเป็นภรรยาผู้นั้นก็ผิดศีลล่วงประเวณีด้วย
* 5 : 33 "อีกประการหนึ่งท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่าอย่าเสียคำสัตย์สาบานคำสัตย์สาบานที่ได้ถวายต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นต้องรักษาไว้ให้มั่น
* 5 : 34 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่าอย่าสาบานเลยโดยอ้างถึงสวรรค์ก็อย่าสาบานเพราะสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า
* 5 : 35 หรือโดยอ้างถึงแผ่นดินโลกก็อย่าสาบานเพราะแผ่นดินโลกเป็นที่รองพระบาทของพระเจ้าหรือโดยอ้างถึงกรุงเยรูซาเล็มก็อย่าสาบานเพราะกรุงเยรูซาเล็มเป็นราชธานีของพระมหากษัตริย์
* 5 : 36 อย่าสาบานโดยอ้างถึงศีรษะของตนเพราะท่านจะกระทำให้ผมขาวหรือดำไปสักเส้นหนึ่งก็ไม่ได้
* 5 : 37 จริงก็จงว่าจริงไม่ก็ว่าไม่พูดแต่เพียงนี้ก็พอคำพูดเกินนี้ไปมาจากความชั่ว
* 5 : 38 "ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่าตาแทนตาและฟันแทนฟัน
* 5 : 39 ฝ่ายเราบอกท่านว่าอย่าต่อสู้คนชั่วถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่านก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย
* 5 : 40 ถ้าผู้ใดอยากจะฟ้องศาลเพื่อจะปรับเอาเสื้อของท่านไปก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขาเสียด้วย
* 5 : 41 ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตรก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร
* 5 : 42 ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่านก็จงให้อย่าเมินหน้าจากผู้ที่อยากขอยืมจากท่าน
* 5 : 43 "ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่าจงรักคนสนิทและเกลียดชังศัตรู
* 5 : 44 ฝ่ายเราบอกท่านว่าจงรักศัตรูของท่านและจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน
* 5 : 45 ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกันและให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม:
* 5 : 46 แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่านจะได้บำเหน็จอะไรถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ
* 5 : 47 ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียวท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่าถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ
* 5 : 48 เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบเหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ
* 6 : 1 "จงระวังอย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่นถ้าทำอย่างนั้นท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์
* 6 : 2 "เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทำทานอย่าเป่าแตรข้างหน้าท่านเหมือนคนหน้าซื่อใจคดกระทำในธรรมศาลาและตามถนนเพื่อให้คนสรรเสริญเราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว
* 6 : 3 ฝ่ายท่านทั้งหลายเมื่อทำทานอย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่งมือขวากระทำนั้น
* 6 : 4 ทานของท่านจะต้องเป็นทานลับและพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน
* 6 : 5 "เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐานอย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคดเพราะเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามถนนเพื่อจะให้คนทั้งปวงได้เห็นเราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว
* 6 : 6 ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นในและเมื่อปิดประตูแล้วจงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับและพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน
* 6 : 7 "แต่เมื่อท่านอธิษฐานอย่าพูดพล่อยๆซ้ำซากเหมือนคนต่างชาติกระทำเพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำพระจึงจะทรงโปรดฟัง
* 6 : 8 อย่าทำเหมือนเขาเลยเพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการพระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว
* 6 : 9 "ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่าข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายผู้ทรงสถิตในสวรรค์ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ
* 6 : 10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก
* 6 : 11 ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้
* 6 : 12 และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น
* 6 : 13 และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลองแต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย[เหตุว่าราชอำนาจและฤทธิ์เดชและพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์อาเมน]
* 6 : 14 เพราะว่าถ้าท่านยกความผิดของเพื่อนมนุษย์พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงโปรดยกความผิดของท่านด้วย
* 6 : 15 แต่ถ้าท่านไม่ยกความผิดของเพื่อนมนุษย์พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกความผิดของท่านเหมือนกัน
* 6 : 16 "เมื่อท่านถืออดอาหารอย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคดด้วยเขาทำหน้าให้มอมแมมเพื่อจะให้คนเห็นว่าเขาถืออดอาหารเราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้บำเหน็จของเขาแล้ว
* 6 : 17 ฝ่ายท่านเมื่อถืออดอาหารจงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ
* 6 : 18 เพื่อคนจะไม่ได้รู้ว่าถืออดอาหารแต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับและพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน
* 6 : 19 "อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลกที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้
* 6 : 20 แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัดและที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้
* 6 : 21 เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหนใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย
* 6 : 22 "ตาเป็นประทีปของร่างกายเหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย
* 6 : 23 แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วยเหตุฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไปความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใดหนอ
* 6 : 24 "ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่งและจะรักนายอีกข้างหนึ่งหรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่งท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้
* 6 : 25 "เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่าอย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกินหรือจะเอาอะไรดื่มและอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่มชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือและร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ
* 6 : 26 จงดูนกในอากาศมันมิได้หว่านมิได้เกี่ยวมิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉางแต่พระบิดาของท่านทั้งหลายผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ
* 6 : 27 มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวายอาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ
* 6 : 28 ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไมจงพิจารณาดอกไม้ที่ทุ่งนาว่ามันงอกงามเจริญขึ้นได้อย่างไรมันไม่ทำงานมันไม่ปั่นด้าย
* 6 : 29 แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่ากษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศีก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง
* 6 : 30 แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้นซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟโอผู้มีความเชื่อน้อยพระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ
* 6 : 31 เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกินหรือจะเอาอะไรดื่มหรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม
* 6 : 32 เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้
* 6 : 33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้
* 6 : 34 "เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เองแต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว
* 7 : 1 "อย่ากล่าวโทษเขาเพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน
* 7 : 2 เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไรพระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้นและท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใดพระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น
* 7 : 3 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่านแต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่านท่านก็ไม่รู้สึก
* 7 : 4 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่าให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอแต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง
* 7 : 5 ท่านคนหน้าซื่อใจคดจงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อนแล้วท่านจะเห็นได้ถนัดจึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้
* 7 : 6 "อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัขอย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกรเกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสียและจะหันกลับมากัดตัวท่านด้วย
* 7 : 7 "จงขอแล้วจะได้จงหาแล้วจะพบจงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
* 7 : 8 เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ทุกคนที่แสวงหาก็พบทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา
* 7 : 9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตรเมื่อเขาขอขนมปัง
* 7 : 10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา
* 7 : 11 เหตุฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตนยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์
* 7 : 12 จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่านนั่นคือธรรมบัญญัติและคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ
* 7 : 13 "จงเข้าไปทางประตูแคบเพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศและคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก
* 7 : 14 เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบผู้ที่หาพบก็มีน้อย
* 7 : 15 "ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะแต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า
* 7 : 16 ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขาผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือหรือว่าผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชหนาม
* 7 : 17 ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดีต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว
* 7 : 18 ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้
* 7 : 19 ต้นไม้ซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องถูกฟันลงและทิ้งเสียในไฟ
* 7 : 20 เหตุฉะนั้นท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา
* 7 : 21 "มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่าพระองค์เจ้าข้าพระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
* 7 : 22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่าพระองค์เจ้าข้าพระองค์เจ้าข้าข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ
* 7 : 23 เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่าเราไม่เคยรู้จักเจ้าเลยเจ้าผู้กระทำความชั่วจงไปเสียให้พ้นหน้าเรา
* 7 : 24 "เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและประพฤติตามเขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา
* 7 : 25 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยวลมก็พัดปะทะเรือนนั้นแต่เรือนมิได้พังลงเพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา
* 7 : 26 แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่าเขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลาสร้างเรือนของตนไว้บนทราย
* 7 : 27 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยวลมก็พัดปะทะเรือนนั้นเรือนนั้นก็พังทลายลงและการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง"
* 7 : 28 ครั้นพระเยซูตรัสคำเหล่านี้เสร็จแล้วประชาชนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์
* 7 : 29 เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสั่งสอนเขาด้วยสิทธิอำนาจหาเหมือนพวกธรรมาจารย์ของเขาไม่
* 8 : 1 เมื่อพระองค์เสด็จลงมาจากภูเขาแล้วคนเป็นอันมากได้ติดตามพระองค์ไป
* 8 : 2 ขณะนั้นมีคนโรคเรื้อนมากราบไหว้พระองค์แล้วทูลว่า"พระองค์เจ้าข้าเพียงแต่พระองค์จะโปรดก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์หายโรคได้"
* 8 : 3 พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องเขาแล้วตรัสว่า"เราพอใจแล้วจงหายเถิด"ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็หาย
* 8 : 4 ฝ่ายพระเยซูตรัสสั่งเขาว่า"อย่าบอกเล่าให้ผู้ใดฟังเลยแต่จงไปสำแดงตัวแก่ปุโรหิตและถวายเครื่องบูชาตามซึ่งโมเสสได้สั่งไว้เพื่อเป็นหลักฐานต่อคนทั้งหลายว่าเจ้าหายโรคแล้ว"
* 8 : 5 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุมมีนายร้อยคนหนึ่งมาอ้อนวอนพระองค์
* 8 : 6 ว่า"พระองค์เจ้าข้าบ่าวของข้าพระองค์เป็นง่อยอยู่ที่บ้านทนทุกข์เวทนามาก"
* 8 : 7 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า"เราจะไปรักษาเขาให้หาย"
* 8 : 8 นายร้อยผู้นั้นทูลพระองค์ว่า"พระองค์เจ้าข้าข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์เข้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ขอพระองค์ตรัสเท่านั้นบ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค
* 8 : 9 ข้าพระองค์รู้ดีเพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหารแต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้ว่าไปเขาก็ไปบอกแก่คนนั้นว่ามาเขาก็มาบอกทาสของข้าพระองค์ว่าจงทำสิ่งนี้เขาก็ทำ"
* 8 : 10 ครั้นพระเยซูทรงได้ยินดังนั้นก็ประหลาดพระทัยนักตรัสกับบรรดาคนที่ตามพระองค์ว่า"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าเราไม่เคยพบศรัทธาที่ไหนมากเท่านี้แม้ในอิสราเอล
* 8 : 11 เราบอกท่านทั้งหลายว่าคนเป็นอันมากจะมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจะมาร่วมสำรับกับอับราฮัมและอิสอัคและยาโคบในแผ่นดินสวรรค์
* 8 : 12 แต่ชาวแผ่นดินนั้นจะต้องถูกขับไล่ไสส่งออกไปในที่มืดที่นั่นจะมีเสียงร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน"
* 8 : 13 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า"จงกลับบ้านเถิดท่านมีศรัทธาแล้วจงได้ผลตามศรัทธานั้น"ในทันใดนั้นเองบ่าวของเขาก็หายเป็นปกติ
* 8 : 14 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเรือนของเปโตรก็ทรงเห็นแม่ยายของเปโตรนอนป่วยจับไข้อยู่
* 8 : 15 พอพระองค์ทรงจับมือนางความไข้ก็หายนางจึงลุกขึ้นปรนนิบัติพระองค์
* 8 : 16 พอค่ำลงเขาพาคนผีเข้าสิงเป็นอันมากมาหาพระองค์พระองค์ก็ทรงขับผีออกด้วยพระดำรัสและบรรดาคนเจ็บป่วยทั้งหลายนั้นพระองค์ก็ได้ทรงรักษาให้หาย
* 8 : 17 ทั้งนี้เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะโดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะที่ว่าท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลายและหอบโรคของเราไป
* 8 : 18 ครั้นพระเยซูทรงเห็นประชาชนเป็นอันมากมาล้อมพระองค์ไว้พระองค์จึงตรัสสั่งให้ข้ามฟากไป
* 8 : 19 ขณะนั้นมีธรรมาจารย์คนหนึ่งมาหาพระองค์ทูลว่า"อาจารย์เจ้าข้าท่านไปทางไหนข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น"
* 8 : 20 พระเยซูจึงตรัสว่า"หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศก็ยังมีรังแต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ"
* 8 : 21 อีกคนหนึ่งในพวกศิษย์ของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า"พระองค์เจ้าข้าขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน"
* 8 : 22 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า"จงตามเรามาเถิดปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด"
* 8 : 23 เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือพวกสาวกของพระองค์ก็ตามพระองค์ไป
* 8 : 24 ดูเถิดเกิดพายุใหญ่ในทะเลสาบจนคลื่นซัดท่วมเรือแต่พระองค์บรรทมหลับอยู่
* 8 : 25 และพวกสาวกได้มาปลุกพระองค์ทูลว่า"พระองค์เจ้าข้าขอพระองค์ทรงโปรดช่วยเถิดพวกเรากำลังจะจมอยู่แล้ว"
* 8 : 26 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า"เหตุไฉนจึงขลาดนักช่างมีศรัทธาน้อยเสียจริงๆ"แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเลคลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป
* 8 : 27 คนเหล่านั้นก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า"ท่านผู้นี้เป็นคนอย่างไรหนอจนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน"
* 8 : 28 ครั้นพระองค์ทรงข้ามฟากไปถึงแดนกาดาราแล้วมีคนสองคนออกมาจากอุโมงค์ฝังศพมาพบพระองค์เขาผีเข้าสิงดุร้ายนักจนไม่มีผู้ใดอาจเดินทางนั้นได้
* 8 : 29 ดูเถิดเขาร้องตะโกนว่า"ท่านผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าท่านจะมายุ่งกับพวกเราทำไมจะมาทรมานพวกเราก่อนเวลาหรือ"
* 8 : 30 ไกลจากที่นั่นมีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่
* 8 : 31 ผีเหล่านั้นได้อ้อนวอนพระองค์ว่า"ถ้าท่านขับพวกเราออกก็ขอให้เข้าอยู่ในฝูงสุกรนั้นเถิด"
* 8 : 32 พระองค์จึงตรัสแก่ผีเหล่านั้นว่า"ไปให้พ้น"ผีเหล่านั้นก็ออกไปเข้าสิงอยู่ในฝูงสุกรดูเถิดสุกรทั้งฝูงนั้นก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลและจมน้ำตายจนสิ้น
* 8 : 33 ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรก็หนีเข้าไปในนครเล่าบรรดาเหตุการณ์ซึ่งเป็นไปนั้นกับเหตุที่เกิดขึ้นแก่คนที่มีผีเข้าสิงอยู่นั้น
* 8 : 34 ดูเถิดคนทั้งนครพากันออกมาหาพระเยซูเมื่อพบพระองค์แล้วเขาจึงอ้อนวอนขอให้พระองค์ไปเสียจากเขตแดนของเขา
* 9 : 1 ฝ่ายพระเยซูก็เสด็จลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองของพระองค์
* 9 : 2 ดูเถิดเขาหามคนง่อยคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนที่นอนมาหาพระองค์เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลายจึงตรัสกับคนง่อยว่า"ลูกเอ๋ยจงชื่นใจเถิดบาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว"
* 9 : 3 เมื่อได้ยินตรัสดังนั้นพวกธรรมาจารย์บางคนคิดในใจว่า"คนนี้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า"
* 9 : 4 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขาจึงตรัสว่า"เหตุไฉนท่านทั้งหลายคิดชั่วอยู่ในใจเล่า
* 9 : 5 ที่จะว่าเจ้าได้รับอภัยเรื่องบาปของเจ้าแล้วและจะว่าจงลุกขึ้นเดินไปเถิดนั้นข้างไหนจะง่ายกว่ากัน
* 9 : 6 แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าบุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้"พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า"จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านเถิด"
* 9 : 7 เขาจึงลุกขึ้นไปบ้าน
* 9 : 8 เมื่อประชาชนเห็นดังนั้นเขาก็ตระหนกตกใจแล้วพากันสรรเสริญพระเจ้าผู้ได้ทรงประทานสิทธิอำนาจเช่นนั้นแก่มนุษย์
* 9 : 9 ครั้นพระเยซูเสด็จเลยตำบลนั้นไปก็เห็นคนหนึ่งชื่อมัทธิวนั่งอยู่ที่ด่านภาษีจึงตรัสกับเขาว่า"จงตามเรามาเถิด"เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป
* 9 : 10 เมื่อพระองค์ประทับเสวยพระกระยาหารอยู่ในเรือนมีคนเก็บภาษีและคนบาปอื่นๆหลายคนเข้ามาร่วมสำรับกับพระเยซูและกับพวกสาวกของพระองค์
* 9 : 11 เมื่อพวกฟาริสีเห็นแล้วก็กล่าวแก่สาวกของพระองค์ว่า"ทำไมอาจารย์ของท่านจึงรับประทานอาหารด้วยกันกับคนเก็บภาษีและคนนอกรีตเล่า"
* 9 : 12 เมื่อพระเยซูทรงทราบดังนั้นแล้วก็ตรัสว่า"คนเจ็บต้องการหมอแต่คนสบายไม่ต้องการ
* 9 : 13 ท่านทั้งหลายจงไปเรียนคัมภีร์ข้อนี้ให้เข้าใจที่ว่าเราประสงค์ความเมตตาไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชาด้วยว่าเรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรมแต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีต"
* 9 : 14 แล้วพวกศิษย์ของยอห์นมาหาพระเยซูทูลว่า"เหตุไฉนพวกข้าพระองค์และพวกฟาริสีถืออดอาหารแต่พวกศิษย์ของพระองค์ไม่ถือ"
* 9 : 15 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า"ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวเป็นทุกข์โศกเศร้าเมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือแต่วันหนึ่งเจ้าบ่าวจะต้องจากเขาไปเมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่เขาจะถืออดอาหาร
* 9 : 16 ไม่มีผู้ใดเอาท่อนผ้าทอใหม่มาปะเสื้อเก่าเพราะว่าผ้าที่ปะเข้านั้นเมื่อหดจะทำให้เสื้อเก่าขาดกว้างออกไปอีก
* 9 : 17 และเขาไม่เอาน้ำองุ่นหมักใหม่มาใส่ในถุงหนังเก่าถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังจะขาดน้ำองุ่นจะรั่วทั้งถุงหนังก็จะเสียไปด้วยแต่เขาย่อมเอาน้ำองุ่นหมักใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่แล้วทั้งสองอย่างก็อยู่ดีด้วยกันได้"
* 9 : 18 เมื่อพระองค์กำลังตรัสคำเหล่านี้แก่เขานั้นก็มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งมาถวายอภิวาทน์แด่พระองค์แล้วทูลว่า"ลูกสาวของข้าพระองค์พึ่งตายลงขอพระองค์เสด็จไปวางพระหัตถ์บนตัวเขาแล้วเขาจะฟื้นขึ้นอีก"
* 9 : 19 ฝ่ายพระเยซูจึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไปและพวกสาวกของพระองค์ตามไปด้วย
* 9 : 20 ดูเถิดมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกโลหิตได้สิบสองปีมาแล้วแอบมาข้างหลังถูกต้องชายฉลองพระองค์
* 9 : 21 เพราะนางคิดในใจว่า"ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้นเราก็จะหายโรค"
* 9 : 22 ฝ่ายพระเยซูทรงเหลียวหลังทอดพระเนตรเห็นเข้าจึงตรัสว่า"ลูกหญิงเอ๋ยจงชื่นใจเถิดที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ"นับตั้งแต่เวลานั้นผู้หญิงนั้นก็หายป่วยเป็นปกติ
* 9 : 23 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเรือนของนายธรรมศาลานั้นทอดพระเนตรเห็นพวกเป่าปี่และคนเป็นอันมากชุลมุนกันอยู่
* 9 : 24 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า"จงถอยออกไปเถิดด้วยว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่ตายเป็นแต่นอนหลับอยู่"เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์
* 9 : 25 แต่เมื่อขับฝูงคนออกไปแล้วพระองค์ได้เสด็จเข้าไปจับมือเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นก็ลุกขึ้น
* 9 : 26 แล้วกิตติศัพท์ก็ลือไปทั่วแคว้นนั้น
* 9 : 27 ครั้นพระเยซูเสด็จไปจากที่นั่นก็มีคนตาบอดสองคนตามพระองค์มาร้องว่า"บุตรดาวิดเจ้าข้าขอเมตตาข้าพระองค์เถิด"
* 9 : 28 และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในเรือนคนตาบอดทั้งสองก็เข้ามาหาพระองค์พระเยซูตรัสถามเขาว่า"เจ้าเชื่อหรือว่าเรามีอิทธิฤทธิ์จะกระทำการนี้ได้"เขาทูลพระองค์ว่า"ข้าพระองค์เชื่อพระเจ้าข้า"
* 9 : 29 แล้วพระองค์ทรงถูกต้องนัยน์ตาเขาตรัสว่า"ให้เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด"
* 9 : 30 แล้วนัยน์ตาของเขาก็กลับเห็นดีพระเยซูได้ทรงกำชับเขาแข็งแรงว่า"จงระวังอย่าบอกผู้ใดให้รู้เลย"
* 9 : 31 แต่เมื่อเขาไปจากที่นั่นแล้วก็ป่าวประกาศเรื่องพระองค์ทั่วแคว้นนั้น
* 9 : 32 ขณะเมื่อพระเยซูและสานุศิษย์กำลังเสด็จออกไปจากที่นั่นก็มีผู้พาคนใบ้คนหนึ่งที่มีผีเข้าสิงอยู่มาหาพระองค์
* 9 : 33 เมื่อทรงขับผีออกแล้วคนใบ้นั้นก็พูดได้หมู่คนก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า"ไม่เคยเห็นมีคนเช่นนี้ในอิสราเอลเลย"
* 9 : 34 แต่พวกฟาริสีกล่าวว่า"คนนี้ขับผีออกด้วยฤทธิ์ของนายผี"
* 9 : 35 พระเยซูจึงเสด็จดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขาประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้าทรงรักษาโรคและความป่วยไข้ทุกอย่างของพลเมืองให้หาย
* 9 : 36 และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขาด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง
* 9 : 37 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า"ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนาแต่คนงานยังน้อยอยู่
* 9 : 38 เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์"
* 10 : 1 พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนของพระองค์มาแล้วก็ประทานอำนาจให้เขาขับผีร้ายออกได้และให้รักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกอย่างให้หายได้
* 10 : 2 อัครทูตสิบสองคนนั้นมีชื่อดังนี้คนแรกชื่อซีโมนที่เรียกว่าเปโตรกับอันดรูว์น้องของเขายากอบบุตรเศเบดีกับยอห์นน้องของเขา
* 10 : 3 ฟีลิปและบารโธโลมิวโธมัสและมัทธิวคนเก็บภาษียากอบบุตรอัลเฟอัสและเลบเบอัสผู้ที่มีชื่ออีกว่าธัดเดอัส
* 10 : 4 ซีโมนพรรคชาตินิยมและยูดาสอิสคาริโอทที่ได้อายัดพระองค์ไว้นั้น
* 10 : 5 สิบสองคนนี้พระเยซูทรงใช้ให้ออกไปและสั่งเขาว่า"อย่าไปทางที่ไปสู่พวกต่างชาติและอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย
* 10 : 6 แต่ว่าจงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลนั้นดีกว่า
* 10 : 7 จงไปพลางประกาศพลางว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว
* 10 : 8 จงรักษาคนเจ็บป่วยให้หายคนตายแล้วให้ฟื้นคนโรคเรื้อนให้หายสะอาดและจงขับผีให้ออกท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆจงให้เปล่าๆ
* 10 : 9 อย่าหาเหรียญทองคำหรือเงินหรือทองแดงไว้ในไถ้ของท่าน
* 10 : 10 หรือย่ามใช้ตามทางหรือเสื้อหรือถือไม้เท้าหรือสวมรองเท้าเพราะว่าผู้ทำงานสมควรจะได้อาหารกิน
* 10 : 11 เมื่อท่านมาถึงนครใดหรือหมู่บ้านใดจงสืบดูว่าใครเป็นคนเหมาะสมในที่นั้นแล้วจงไปอาศัยกับผู้นั้นจนกว่าจะจากไป
* 10 : 12 ขณะเมื่อขึ้นเรือนจงให้พรแก่ครัวเรือนนั้น
* 10 : 13 ถ้าครัวเรือนนั้นสมควรรับพรก็ให้สันติสุขของท่านอยู่กับเรือนนั้นแต่ถ้าครัวเรือนนั้นไม่สมควรรับพรก็ให้สันติสุขนั้นกลับคืนมาสู่ท่านอีก
* 10 : 14 ถ้าผู้ใดไม่ต้อนรับท่านทั้งหลายและไม่ฟังคำของท่านเมื่อจะออกจากเรือนนั้นเมืองนั้นจงสะบัดผงคลีที่ติดเท้าของท่านออกเสียเพื่อแสดงว่าท่านไม่รับผิดชอบต่อไป
* 10 : 15 เราบอกความจริงแก่ท่านว่าในวันพิพากษานั้นโทษของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์จะเบากว่าโทษของเมืองนั้น
* 10 : 16 "ดูเถิดเราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่าเหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงูและไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ
* 10 : 17 แต่จงระวังตัวให้ดีเพราะคนเขาจะอายัดท่านทั้งหลายไว้กับศาลและจะเฆี่ยนท่านในธรรมศาลาของเขา
* 10 : 18 และจะนำท่านส่งไปให้เจ้าเมืองและกษัตริย์เพราะเราเพื่อท่านจะได้เป็นพยานแก่เขาและแก่คนต่างชาติ
* 10 : 19 แต่เมื่อเขาอายัดท่านไว้นั้นอย่าเป็นกังวลว่าจะพูดอย่างไรเพราะเมื่อถึงเวลาคำที่ท่านจะพูดนั้นพระเจ้าจะทรงประทานแก่ท่านในเวลานั้น0:11
* 10 : 20 เพราะว่าผู้ที่พูดมิใช่ตัวท่านเองแต่เป็นพระวิญญาณแห่งพระบิดาของท่านผู้ตรัสทางท่าน
* 10 : 21 แม้ว่าพี่จะมอบน้องให้ถึงความตายพ่อจะมอบลูกและลูกก็จะทรยศต่อพ่อแม่ให้ถึงแก่ความตาย
* 10 : 22 คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่านเพราะความภักดีที่ท่านมีต่อเราแต่ผู้ใดที่ทนได้ถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด
* 10 : 23 เมื่อเขาเคี่ยวเข็ญท่านในเมืองหนึ่งจงหนีไปยังอีกเมืองหนึ่งเราบอกความจริงแก่ท่านว่าก่อนที่ท่านจะไปทั่วเมืองต่างๆทั้งหมดในอิสราเอลบุตรมนุษย์จะเสด็จมา
* 10 : 24 "ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครูและทาสไม่ใหญ่กว่านายของตน
* 10 : 25 ซึ่งศิษย์จะได้รับการรับรองเสมอครูและทาสเสมอนายของตนก็พออยู่แล้วถ้าเขาได้เรียกเจ้าบ้านว่าเบเอลเซบูลเขาจะเรียกลูกบ้านของเขามากยิ่งกว่านั้นเท่าใด
* 10 : 26 "เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเขาเพราะว่าไม่มีสิ่งใดปิดบังไว้ที่จะไม่ต้องเปิดเผยหรือการลับที่จะไม่เผยให้ประจักษ์
* 10 : 27 ซึ่งเรากล่าวแก่พวกท่านในที่มืดท่านจงกล่าวในที่แจ้งและซึ่งท่านได้ยินกระซิบที่หูจงตะโกนจากดาดฟ้าหลังคาบ้าน
* 10 : 28 อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กายแต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณแต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้
* 10 : 29 นกกระจาบสองตัวเขาขายบาทหนึ่งมิใช่หรือแต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบนกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้
* 10 : 30 ถึงผมของท่านทั้งหลายก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น
* 10 : 31 เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลยท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว
* 10 : 32 "เหตุดังนั้นทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์เราจะรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์
* 10 : 33 แต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์เราจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ด้วย
* 10 : 34 "อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติภาพมาสู่โลกเรามิได้นำสันติภาพมาให้gแต่เรานำดาบมา
* 10 : 35 เรามาเพื่อจะให้ลูกชายหมางใจกับบิดาของตนและลูกสาวหมางใจกับมารดาและลูกสะใภ้หมางใจกับแม่ผัว
* 10 : 36 และผู้ที่อยู่ร่วมเรือนเดียวกันก็จะเป็นศัตรูต่อกัน
* 10 : 37 ผู้ใดที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเราก็ไม่มีค่าควรกับเราและผู้ใดรักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเราผู้นั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา
* 10 : 38 และผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไปผู้นั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา
* 10 : 39 ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนรอดจะกลับเสียชีวิตแต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้ชีวิตรอด
* 10 : 40 "ผู้ที่รับท่านทั้งหลายก็รับเราและผู้ที่รับเราก็รับพระองค์ที่ทรงใช้เรามา
* 10 : 41 ผู้ที่รับผู้เผยพระวจนะเพราะเป็นผู้เผยพระวจนะก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้เผยพระวจนะพึงได้รับและผู้ที่รับผู้ชอบธรรมเพราะเป็นผู้ชอบธรรมก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้ชอบธรรมพึงได้รับ
* 10 : 42 และถ้าผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่งให้คนเล็กน้อยเหล่านี้คนใดคนหนึ่งดื่มเพราะเป็นศิษย์ของเราเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าคนนั้นจะขาดบำเหน็จก็หามิได้"
* 11 : 1 เมื่อพระเยซูตรัสสั่งสาวกสิบสองคนของพระองค์เสร็จแล้วพระองค์ได้เสด็จจากที่นั่นไปสั่งสอนและประกาศในเมืองของเขา
* 11 : 2 ฝ่ายยอห์นเมื่อติดอยู่ในเรือนจำได้ยินถึงกิจการแห่งพระคริสต์ก็ได้ใช้ศิษย์ไป
* 11 : 3 ทูลถามพระองค์ว่า"ท่านเป็นผู้ที่จะมานั้นหรือหรือจะต้องคอยผู้อื่น"
* 11 : 4 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบศิษย์ยอห์นว่า"จงไปแจ้งแก่ยอห์นซึ่งท่านได้ยินและเห็น
* 11 : 5 คือว่าคนตาบอดก็หายบอดคนง่อยเดินได้คนโรคเรื้อนหายสะอาดคนหูหนวกได้ยินได้คนตายแล้วเป็นขึ้นมาและข่าวประเสริฐก็ประกาศแก่คนอนาถา
* 11 : 6 บุคคลผู้ใดไม่เห็นว่าเราเป็นอุปสรรคผู้นั้นเป็นสุข"
* 11 : 7 ครั้นศิษย์เหล่านั้นไปแล้วพระเยซูตรัสกับคนหมู่นั้นถึงยอห์นว่า"ท่านทั้งหลายได้ออกไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อดูอะไรมิใช่ดูต้นอ้อไหวโดยถูกลมพัดนะ
* 11 : 8 ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายไปดูอะไรดูคนนุ่งห่มผ้าเนื้ออ่อนนิ่มหรือดูเถิดคนนุ่งห่มผ้าเนื้อนิ่มก็อยู่ในราชวัง
* 11 : 9 แต่ท่านทั้งหลายออกไปดูอะไรดูผู้เผยพระวจนะหรือแน่ทีเดียวและเราบอกท่านว่าท่านนั้นเป็นผู้ประเสริฐยิ่งกว่าผู้เผยพระวจนะเสียอีก
* 11 : 10 คือยอห์นนี้แหละที่พระคัมภีร์กล่าวถึงว่าเราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่านผู้นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ข้างหน้าท่าน
* 11 : 11 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าในบรรดาคนซึ่งเกิดจากผู้หญิงมานั้นไม่มีผู้ใดใหญ่กว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมาแต่ว่าผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ก็ยังใหญ่กว่ายอห์นเสียอีก
* 11 : 12 และตั้งแต่สมัยยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาถึงทุกวันนี้แผ่นดินสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่คนได้แสวงหาด้วยใจร้อนรนและผู้ที่ใจร้อนรนก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้
* 11 : 13 เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะทั้งหลายและธรรมบัญญัติได้พยากรณ์มาจนถึงยอห์นนี้
* 11 : 14 ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมรับให้เป็นก็ยอห์นนี่แหละเป็นเอลียาห์ซึ่งจะมานั้น
* 11 : 15 ใครมีหูจงฟังเถิด
* 11 : 16 "เราจะเปรียบคนยุคนี้เหมือนกับอะไรดีเปรียบเหมือนเด็กนั่งที่กลางตลาดร้องแก่เพื่อนว่า
* 11 : 17 พวกฉันได้เป่าปี่ให้พวกเธอและเธอมิได้เต้นรำพวกฉันได้พิลาปร่ำไห้และพวกเธอมิได้ตีอกชกหัว
* 11 : 18 ด้วยว่ายอห์นมาก็ไม่ได้กินหรือดื่มและเขาว่ามีผีเข้าสิงอยู่1:11
* 11 : 19 ฝ่ายบุตรมนุษย์มาทั้งกินและดื่มเขาก็ว่าดูเถิดนี่เป็นคนกินเติบและขี้เมาเป็นมิตรสหายกับคนเก็บภาษีและคนนอกรีตแต่พระปัญญาก็ปรากฏว่าชอบแล้วโดยผลแห่งพระปัญญานั้น"
* 11 : 20 แล้วพระองค์ก็ทรงตั้งต้นติเตียนเมืองต่างๆที่พระองค์ได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์เป็นส่วนมากเพราะเขามิได้กลับใจเสียใหม่
* 11 : 21 "วิบัติแก่เจ้าเมืองโคราซินวิบัติแก่เจ้าเมืองเบธไซดาถ้าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำท่ามกลางเจ้าได้กระทำในเมืองไทระและเมืองไซดอนคนในเมืองทั้งสองคงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบนั่งบนขี้เถ้ากลับใจเสียใหม่นานมาแล้ว
* 11 : 22 แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษาโทษเมืองไทระและเมืองไซดอนจะเบากว่าโทษของเจ้า
* 11 : 23 และฝ่ายเจ้าเมืองคาเปอรนาอุมเจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือมิได้เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหากด้วยว่าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำในท่ามกลางเจ้านั้นถ้าได้กระทำในเมืองโสโดมเมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้
* 11 : 24 แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษาโทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า"
* 11 : 25 ขณะนั้นพระเยซูทูลว่า"ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลกข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ที่พระองค์ได้ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากผู้มีปัญญาและผู้ฉลาดแต่ได้สำแดงให้ผู้น้อยรู้
* 11 : 26 ข้าแต่พระบิดาพระองค์ทรงเห็นชอบดังนั้น
* 11 : 27 "พระบิดาของเราได้ทรงมอบสิ่งสารพัดให้แก่เราและไม่มีใครรู้จักพระบุตรนอกจากพระบิดาและไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตรและผู้ที่พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้รู้
* 11 : 28 บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเราและเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข
* 11 : 29 จงเอาแอกของเราแบกไว้แล้วเรียนจากเราเพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อมและจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก
* 11 : 30 ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะและภาระของเราก็เบา"
* 12 : 1 ในคราวนั้นพระเยซูเสด็จไปในนาในวันสะบาโตและพวกศิษย์ของพระองค์หิวจึงเด็ดรวงข้าวมากินแก้หิว
* 12 : 2 เมื่อพวกฟาริสีเห็นเข้าจึงทูลพระองค์ว่า"นั่นแน่ะศิษย์ของท่านทำการซึ่งต้องห้ามในวันสะบาโต"
* 12 : 3 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า"พวกท่านยังไม่ได้อ่านหรือซึ่งดาวิดได้กระทำเมื่อท่านและพรรคพวกอดอยาก
* 12 : 4 ท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้ารับประทานขนมปังหน้าพระพักตร์ซึ่งท่านหรือพรรคพวกไม่มีสิทธิ์จะรับประทานควรแต่ปุโรหิตพวกเดียว
* 12 : 5 ท่านทั้งหลายไม่ได้อ่านในธรรมบัญญัติหรือที่ว่าพวกปุโรหิตในพระวิหารย่อมละเมิดกฎวันสะบาโตแต่ไม่มีความผิด
* 12 : 6 แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่าที่นี่มีสิ่งหนึ่งเป็นใหญ่กว่าพระวิหารอีก
* 12 : 7 ถ้าท่านทั้งหลายได้เข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ที่ว่าเราประสงค์ความเมตตาไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชาท่านก็คงจะไม่กล่าวโทษคนที่ไม่มีความผิด
* 12 : 8 เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโต"
* 12 : 9 แล้วพระองค์ได้เสด็จไปจากที่นั่นและเข้าไปในธรรมศาลาของเขา
* 12 : 10 มีคนหนึ่งมือข้างหนึ่งลีบคนทั้งหลายถามพระองค์ว่า"การรักษาโรคในวันสะบาโตนั้นต้องห้ามหรือไม่"เพื่อเขาจะหาเหตุฟ้องพระองค์ได้
* 12 : 11 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า"ถ้าผู้ใดในพวกท่านมีแกะตัวเดียวและแกะตัวนั้นตกบ่อในวันสะบาโตผู้นั้นจะไม่ฉุดลากแกะตัวนั้นขึ้นหรือ
* 12 : 12 มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากทีเดียวเหตุฉะนั้นจึงอนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต"
* 12 : 13 แล้วพระองค์ตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า"จงเหยียดมือออกเถิด"เขาก็เหยียดออกและมือนั้นก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง
* 12 : 14 ฝ่ายพวกฟาริสีก็ออกไปปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรจึงจะฆ่าพระองค์ได้
* 12 : 15 แต่พระเยซูทรงทราบจึงได้เสด็จออกไปจากที่นั่นและคนเป็นอันมากก็ตามพระองค์ไปพระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หายโรคสิ้นทุกคน
* 12 : 16 แล้วพระองค์ทรงกำชับห้ามเขามิให้แพร่งพรายว่าพระองค์คือผู้ใด
* 12 : 17 ทั้งนี้เพื่อจะให้เป็นไปตามคำของอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า
* 12 : 18 ดูเถิดผู้รับใช้ของเราซึ่งได้เลือกสรรไว้ที่รักของเราผู้ซึ่งเราโปรดปรานเราจะเอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้ท่านจะประกาศความยุติธรรมไปให้แก่บรรดาประชาชาติ
* 12 : 19 ท่านจะไม่ทะเลาะวิวาทและไม่ร้องเสียงดังไม่มีใครจะได้ยินเสียงของท่านตามถนน
* 12 : 20 ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หักไส้ตะเกียงเป็นควันจวนดับแล้วท่านจะไม่ดับกว่าท่านจะได้นำความยุติธรรมให้มีชัยชนะ
* 12 : 21 และบรรดาประชาชาติจะฝากความหวังไว้กับท่าน
* 12 : 22 ขณะนั้นเขาพาคนหนึ่งมีผีเข้าสิงอยู่ทั้งตาบอดและเป็นใบ้มาหาพระองค์พระองค์ทรงรักษาให้หายคนใบ้นั้นจึงพูดจึงเห็น
* 12 : 23 และคนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจถามกันว่า"คนนี้เป็นบุตรดาวิดได้หรือ"
* 12 : 24 แต่พวกฟาริสีเมื่อได้ยินดังนั้นก็พูดกันว่า"ผู้นี้ขับผีออกได้ก็เพราะใช้อำนาจเบเอลเซบูลผู้เป็นนายผีนั้น"
* 12 : 25 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขาจึงตรัสกับเขาว่า"ราชอาณาจักรใดๆซึ่งแตกแยกกันแล้วก็คงพินาศเมืองใดๆครัวเรือนใดๆซึ่งแตกแยกกันแล้วจะตั้งอยู่ไม่ได้
* 12 : 26 และถ้าซาตานขับซาตานออกมันก็แตกแยกกันในตัวมันเองแล้วอาณาจักรของมันจะตั้งอยู่อย่างไรได้
* 12 : 27 และถ้าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูลพวกพ้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดยอำนาจของใครเล่าเหตุฉะนั้นพวกพ้องของท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินกล่าวโทษพวกท่าน
* 12 : 28 แต่ถ้าเราขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าแผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว
* 12 : 29 หรือใครจะเข้าไปในเรือนของคนที่มีกำลังมากและปล้นเอาทรัพย์ของเขาอย่างไรได้เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อนแล้วจึงจะปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้
* 12 : 30 ผู้ใดไม่อยู่ฝ่ายเราก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเราและผู้ใดไม่รวบรวมไว้กับเราก็เป็นผู้กระทำให้กระจัดกระจายไป
* 12 : 31 เพราะฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่าความผิดบาปและคำหมิ่นประมาททุกอย่างจะโปรดยกให้มนุษย์ได้เว้นแต่คำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงโปรดยกให้มนุษย์ไม่ได้
* 12 : 32 ผู้ใดจะกล่าวร้ายบุตรมนุษย์จะโปรดยกให้ผู้นั้นได้แต่ผู้ใดจะกล่าวร้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงโปรดยกให้ผู้นั้นไม่ได้ทั้งยุคนี้ยุคหน้า
* 12 : 33 "พึงกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งว่าต้นดีผลก็ดีหรือต้นเลวผลก็เลวด้วยเราจะรู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน
* 12 : 34 โอชาติงูร้ายเจ้าเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไรด้วยว่าปากนั้นพูดจากสิ่งที่มาจากใจ
* 12 : 35 คนดีก็เอาของดีมาจากคลังแห่งความดีในตัวของเขาคนชั่วก็เอาของชั่วมาจากคลังแห่งความชั่วในตัวของเขา
* 12 : 36 ฝ่ายเราบอกเจ้าทั้งหลายว่าคำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้นมนุษย์จะต้องรับผิดในถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา
* 12 : 37 เหตุว่าที่เจ้าจะพ้นโทษได้หรือจะต้องถูกปรับโทษนั้นก็เพราะวาจาของเจ้า"
* 12 : 38 คราวนั้นมีบางคนในพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีมาทูลพระองค์ว่า"อาจารย์เจ้าข้าพวกข้าพเจ้าอยากจะเห็นหมายสำคัญจากท่าน"
* 12 : 39 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า"คนชาติชั่วและคิดทรยศต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญและจะไม่ทรงโปรดให้หมายสำคัญแก่เขาเว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์ผู้เผยพระวจนะ
* 12 : 40 ด้วยว่าโยนาห์ได้อยู่ในท้องปลามหึมาสามวันสามคืนฉันใดบุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนฉันนั้น
* 12 : 41 ชนชาวนีนะเวห์จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุคนี้และจะเป็นตัวอย่างให้คนยุคนี้ได้รับโทษด้วยว่าชาวนีนะเวห์ได้กลับใจเสียใหม่เพราะคำประกาศของโยนาห์และซึ่งใหญ่กว่าโยนาห์มีอยู่ที่นี่
* 12 : 42 นางกษัตริย์ฝ่ายทิศใต้จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุคนี้และจะเป็นตัวอย่างให้คนยุคนี้ได้รับโทษด้วยว่าพระนางนั้นได้มาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลกเพื่อจะฟังสติปัญญาของซาโลมอนและซึ่งใหญ่กว่าซาโลมอนก็มีอยู่ที่นี่
* 12 : 43 "เมื่อผีโสโครกออกมาจากผู้ใดแล้วมันก็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหาที่หยุดพักแต่เมื่อไม่พบ
* 12 : 44 มันจึงกล่าวว่าข้าจะกลับไปยังเรือนของข้าที่ข้าได้ออกมานั้นและเมื่อมาถึงก็เห็นเรือนนั้นว่างกวาดและตกแต่งไว้แล้ว
* 12 : 45 มันจึงไปรับเอาผีอื่นอีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเองแล้วก็เข้าไปอาศัยที่นั่นและในที่สุดคนนั้นก็ตกที่นั่งร้ายกว่าตอนแรกคนชาติชั่วนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น"
* 12 : 46 ขณะที่พระองค์ยังตรัสกับประชาชนอยู่นั้นมารดาและพวกน้องชายของพระองค์พากันมายืนอยู่ภายนอกหาโอกาสจะสนทนากับพระองค์
* 12 : 47 [มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า"พระองค์เจ้าข้ามารดาและน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอกหาโอกาสที่จะสนทนากับพระองค์"]
* 12 : 48 พระองค์จึงตรัสกับผู้ที่มาทูลนั้นว่า"ใครเป็นมารดาของเราใครเป็นพี่น้องของเรา"
* 12 : 49 พระองค์ทรงชี้ไปทางพวกสาวกของพระองค์และตรัสว่า"นี่เป็นมารดาและพี่น้องของเรา
* 12 : 50 ด้วยว่าผู้ใดจะกระทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา"
* 13 : 1 ในวันนั้นพระเยซูก็เสด็จจากเรือนไปประทับที่ชายทะเลสาบ
* 13 : 2 มีคนพากันมาหาพระองค์มากนักพระองค์จึงเสด็จลงไปประทับในเรือและบรรดาคนเหล่านั้นก็ยืนอยู่บนฝั่ง
* 13 : 3 แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาหลายประการเป็นคำอุปมาเป็นต้นว่า"ดูเถิดมีคนหนึ่งออกไปหว่านพืช
* 13 : 4 และเมื่อเขาหว่านเมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้างแล้วนกก็มากินเสีย
* 13 : 5 บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหินมีเนื้อดินแต่น้อยจึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่ลึก
* 13 : 6 แต่เมื่อแดดจัดแดดก็แผดเผาเพราะรากไม่มีจึงเหี่ยวไป
* 13 : 7 บ้างก็ตกกลางต้นหนามต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย
* 13 : 8 บ้างก็ตกที่ดินดีแล้วเกิดผลร้อยเท่าบ้างหกสิบเท่าบ้างสามสิบเท่าบ้าง
* 13 : 9 ใครมีหูจงฟังเถิด"
* 13 : 10 ฝ่ายพวกสาวกจึงมาทูลพระองค์ว่า"เหตุไฉนพระองค์ตรัสกับเขาเป็นคำอุปมา"
* 13 : 11 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า"ข้อความลับลึกแห่งแผ่นดินสวรรค์ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้
* 13 : 12 ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้คนผู้นั้นมีเหลือเฟือแต่ผู้ที่ไม่มีนั้นแม้ว่าซึ่งเขามีอยู่จะต้องเอาไปจากเขา
* 13 : 13 เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมาเพราะว่าถึงเขาเห็นก็เหมือนไม่เห็นถึงได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ
* 13 : 14 ความเป็นอยู่ของเขาก็ตรงตามคำพยากรณ์ของอิสยาห์ที่ว่าพวกเจ้าจะได้ยินกับหูก็จริงแต่จะไม่เข้าใจจะดูก็จริงแต่จะไม่เห็น
* 13 : 15 เพราะว่าชนชาตินี้กลายเป็นคนมีใจเฉื่อยชาหูก็ตึงและตาเขาเขาก็ปิดมิฉะนั้นเขาจะเห็นด้วยตาและจะได้ยินด้วยหูและจะได้เข้าใจด้วยจิตใจแล้วจะหันกลับมาและเราจะได้รักษาเขาให้หาย
* 13 : 16 "แต่นัยน์ตาของท่านทั้งหลายก็เป็นสุขเพราะได้เห็นและหูของท่านก็เป็นสุขเพราะได้ยิน
* 13 : 17 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าผู้เผยพระวจนะและผู้ชอบธรรมเป็นอันมากได้ปรารถนาจะเห็นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้แต่เขามิเคยได้เห็นและอยากจะได้ยินซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินแต่เขาก็มิเคยได้ยิน
* 13 : 18 "เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านพืชนั้น
* 13 : 19 เมื่อผู้ใดได้ยินคำบอกเล่าเรื่องแผ่นดินพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจมารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสียนั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชซึ่งหว่านตกริมหนทาง
* 13 : 20 และเมล็ดพืชซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้นได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะแล้วก็รับทันทีด้วยความปรีดี
* 13 : 21 แต่ไม่ฝังลึกในตัวจึงทนอยู่ชั่วคราวและเมื่อเกิดการยากลำบากหรือการข่มเหงต่างๆเพราะพระวจนะนั้นเขาก็เลิกเสียในทันทีทันใด
* 13 : 22 และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้นได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะแล้วความกังวลตามธรรมดาโลกและความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสียจึงไม่เกิดผล
* 13 : 23 ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้นได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจคนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้างหกสิบเท่าบ้างสามสิบเท่าบ้าง"
* 13 : 24 พระองค์ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า"แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนคนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน
* 13 : 25 แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวดีนั้นไว้แล้วก็หลบไป
* 13 : 26 ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้วข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย
* 13 : 27 ทาสแห่งเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่านายเจ้าข้าท่านได้หว่านพืชดีไว้ในนาของท่านมิใช่หรือแต่มีข้าวละมานมาจากไหน
* 13 : 28 นายก็ตอบว่านี่เป็นการกระทำของศัตรูพวกทาสจึงถามว่าท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและเก็บข้าวละมานหรือ
* 13 : 29 แต่นายตอบว่าอย่าเลยเกลือกว่าเมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย
* 13 : 30 ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยวและในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่าจงเก็บข้าวละมานก่อนมัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสียแต่ข้าวดีนั้นจงเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา"
* 13 : 31 พระองค์ยังตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า"แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งซึ่งคนหนึ่งเอาไปเพาะลงในไร่ของตน
* 13 : 32 เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงแต่เมื่องอกขึ้นแล้วก็ใหญ่กว่าผักอื่นและจำเริญเป็นต้นไม้จนนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นนั้นได้"
* 13 : 33 พระองค์ยังตรัสคำอุปมาให้เขาฟังอีกข้อหนึ่งว่า"แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเชื้อซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเอามาเจือลงในแป้งสามถังจนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด"
* 13 : 34 ข้อความเหล่านี้ทั้งสิ้นพระองค์ตรัสกับหมู่ชนเป็นคำอุปมาและนอกจากคำอุปมาพระองค์มิได้ตรัสกับเขาเลย
* 13 : 35 ทั้งนี้เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่าเราจะอ้าปากกล่าวคำอุปมาเราจะกล่าวข้อความซึ่งปิดซ่อนไว้ตั้งแต่เดิมสร้างโลก
* 13 : 36 แล้วพระเยซูเสด็จไปจากคนเหล่านั้นเข้าไปในเรือนพวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ทูลว่า"ขอพระองค์ทรงโปรดอธิบายให้พวกข้าพระองค์เข้าใจคำอุปมาที่ว่าด้วยข้าวละมานในนานั้น"
* 13 : 37 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า"ผู้หว่านเมล็ดพืชดีนั้นได้แก่บุตรมนุษย์
* 13 : 38 และนานั้นได้แก่โลกส่วนเมล็ดพืชดีได้แก่พลเมืองแห่งแผ่นดินของพระเจ้าแต่ข้าวละมานได้แก่พลเมืองของมารร้าย
* 13 : 39 ศัตรูผู้หว่านเมล็ดพืชชั่วได้แก่มารนั้นฤดูเกี่ยวได้แก่เวลาสิ้นยุคและผู้เกี่ยวนั้นได้แก่ทูตสวรรค์
* 13 : 40 เหตุฉะนั้นเขาเก็บข้าวละมานเผาไฟเสียอย่างไรเมื่อเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่างนั้น
* 13 : 41 บุตรมนุษย์จะใช้ทูตของท่านออกไปเก็บกวาดทุกสิ่งที่ทำให้หลงผิดและบรรดาผู้ที่กระทำชั่วไปจากแผ่นดินของท่าน
* 13 : 42 และจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลงที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
* 13 : 43 คราวนั้นผู้ชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในแผ่นดินพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย์ใครมีหูจงฟังเถิด
* 13 : 44 "แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนาเมื่อมีผู้ได้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีกและเพราะความปรีดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น
* 13 : 45 "อีกประการหนึ่งแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี
* 13 : 46 และเมื่อได้พบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามากก็ไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่ไปซื้อไข่มุกนั้น
* 13 : 47 "อีกประการหนึ่งแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนอวนที่ลากอยู่ในทะเลติดปลารวมทุกชนิด
* 13 : 48 เมื่อเต็มแล้วเขาก็ลากขึ้นฝั่งนั่งเลือกเอาแต่ที่ดีใส่ตะกร้าแต่ที่ไม่ดีนั้นก็ทิ้งเสีย
* 13 : 49 ในเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่างนั้นพวกทูตสวรรค์จะออกมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม
* 13 : 50 แล้วจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลงที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
* 13 : 51 "ข้อความเหล่านี้ท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วหรือ"เขาทูลตอบพระองค์ว่า"เข้าใจพระเจ้าข้า"
* 13 : 52 ฝ่ายพระองค์ตรัสกับเขาว่า"เพราะฉะนั้นพวกธรรมาจารย์ทุกคนที่ได้เรียนรู้ถึงแผ่นดินพระเจ้าแล้วก็เป็นเหมือนเจ้าของบ้านที่เอาทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน"
* 13 : 53 เมื่อพระเยซูได้ตรัสคำเหล่านี้เสร็จแล้วก็เสด็จไปจากที่นั่น
* 13 : 54 เมื่อเสด็จมาถึงตำบลบ้านของพระองค์แล้วก็สั่งสอนในธรรมศาลาของเขาจนคนทั้งหลายประหลาดใจแล้วพูดกันว่า"คนนี้มีสติปัญญาและฤทธิ์มหัศจรรย์อย่างนี้มาจากไหน
* 13 : 55 คนนี้เป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือมีแม่ชื่อมารีย์และน้องชายของเขาชื่อยากอบโยเซฟซีโมนและยูดาสมิใช่หรือ
* 13 : 56 และน้องสาวก็อยู่กับเรามิใช่หรือเขาได้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้มาจากไหน"
* 13 : 57 เขาทั้งหลายจึงหมางใจในพระองค์ฝ่ายพระเยซูตรัสกับเขาว่า"ผู้เผยพระวจนะจะไม่ขาดความนับถือเว้นแต่ในเมืองของตนและในวงศ์วานของตน"
* 13 : 58 พระองค์จึงมิได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์มากในเมืองนั้นเพราะเขาไม่มีความเชื่อ
* 14 : 1 ครั้งนั้นเฮโรดเจ้าเมืองได้ยินกิตติศัพท์ของพระเยซู
* 14 : 2 จึงกล่าวแก่พวกคนใช้ว่า"ผู้นี้แหละเป็นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาท่านได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วเหตุฉะนั้นท่านจึงกระทำการมหัศจรรย์ได้"
* 14 : 3 ด้วยว่าเฮโรดได้จับยอห์นล่ามโซ่ขังคุกไว้เพราะเห็นแก่นางเฮโรเดียสภรรยาของฟีลิปน้องชายของตน
* 14 : 4 เพราะยอห์นเคยทูลท่านว่า"ท่านไม่มีสิทธิ์รับนางนั้นมาเป็นภรรยา"
* 14 : 5 ถึงเฮโรดอยากจะฆ่ายอห์นก็กลัวประชาชนด้วยว่าเขาทั้งหลายนับถือยอห์นว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ
* 14 : 6 แต่เมื่อวันฉลองวันกำเนิดของเฮโรดมาถึงบุตรีนางเฮโรเดียสก็เต้นรำต่อหน้าบรรดาแขกทำให้เฮโรดชอบใจ
* 14 : 7 เฮโรดจึงสัญญาโดยปฏิญาณว่า"เธอจะขอสิ่งใดๆก็จะให้สิ่งนั้น"
* 14 : 8 บุตรีก็ทูลตามที่มารดาได้แนะนำไว้ว่า"ขอศีรษะยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาใส่ถาดมาให้หม่อมฉันที่นี่เพคะ"
* 14 : 9 ฝ่ายเฮโรดก็เป็นทุกข์แต่เพราะเหตุที่ได้ปฏิญาณไว้และเพราะเห็นแก่หน้าแขกจึงออกคำสั่งอนุญาตให้
* 14 : 10 แล้วก็ใช้คนไปตัดศีรษะยอห์นในคุก
* 14 : 11 เขาจึงเอาศีรษะใส่ถาดมาให้หญิงสาวนั้นหญิงสาวนั้นก็เอาไปให้มารดา
* 14 : 12 ฝ่ายพวกศิษย์ของยอห์นก็มารับเอาศพไปฝังไว้แล้วก็มาทูลพระเยซูให้ทรงทราบ
* 14 : 13 เมื่อพระเยซูได้ทรงทราบแล้วจึงลงเรือเสด็จไปจากที่นั่นไปยังที่เปลี่ยวแต่ลำพังพระองค์เมื่อประชาชนทั้งปวงทราบเขาก็ออกจากเมืองต่างๆเดินตามพระองค์ไป
* 14 : 14 ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้วก็ทรงเห็นประชาชนหมู่ใหญ่พระองค์ทรงสงสารเขาจึงได้ทรงรักษาคนป่วยของเขาให้หาย
* 14 : 15 ครั้นเวลาเย็นแล้วพวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า"ที่นี่กันดารอาหารนักและบัดนี้ก็เย็นลงมากแล้วขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถิดเพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทานตามหมู่บ้าน"
* 14 : 16 ฝ่ายพระเยซูตรัสกับพวกสาวกว่า"เขาไม่จำเป็นต้องไปจากที่นี่พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด"
* 14 : 17 พวกสาวกจึงทูลพระองค์ว่า"ที่นี่พวกข้าพระองค์มีแต่ขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น"
* 14 : 18 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า"เอาอาหารนั้นมาให้เราเถิด"
* 14 : 19 แล้วพระองค์ทรงสั่งให้คนเหล่านั้นนั่งลงที่หญ้าเมื่อทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้วก็แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ถวายคำสาธุการและหักส่งให้เหล่าสาวกเหล่าสาวกก็แจกให้คนทั้งปวง
* 14 : 20 เขาได้กินอิ่มทุกคนส่วนเศษอาหารที่ยังเหลือนั้นเขาเก็บไว้ได้ถึงสิบสองกระบุงเต็ม
* 14 : 21 ฝ่ายคนที่ได้รับประทานอาหารนั้นมีผู้ชายประมาณห้าพันคนมิได้นับผู้หญิงและเด็ก
* 14 : 22 ครั้นแล้วพระองค์ได้ตรัสให้เหล่าสาวกลงเรือข้ามฟากไปก่อนส่วนพระองค์ทรงรอส่งประชาชนกลับบ้าน
* 14 : 23 และเมื่อให้ประชาชนเหล่านั้นไปหมดแล้วพระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขาโดยลำพังเพื่ออธิษฐานเวลาก็ดึกลงพระองค์ยังทรงอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว
* 14 : 24 ในขณะนั้นเรืออยู่กลางทะเลแล้วและถูกคลื่นโคลงเพราะทวนลมอยู่
* 14 : 25 ครั้นเวลาสามยามเศษพระองค์จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก
* 14 : 26 เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเลเขาก็ตกใจนักร้องอึงไปเพราะกลัวคิดว่าเป็นผี
* 14 : 27 ในทันใดนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า"ทำใจให้ดีไว้เถิดเราเองอย่ากลัวเลย"
* 14 : 28 ฝ่ายเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า"พระองค์เจ้าข้าถ้าเป็นพระองค์แน่แล้วขอทรงโปรดบอกให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์"
* 14 : 29 พระองค์ตรัสว่า"มาเถิด"เปโตรจึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระเยซู
* 14 : 30 แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัวและเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า"พระองค์เจ้าข้าช่วยข้าพระองค์ด้วย"
* 14 : 31 ในทันใดนั้นพระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้แล้วตรัสว่า"ท่านสงสัยทำไมท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง"
* 14 : 32 เมื่อพระองค์กับเปโตรขึ้นเรือแล้วลมก็เงียบลง
* 14 : 33 เขาทั้งหลายที่อยู่ในเรือจึงมาหมอบกราบพระองค์ทูลว่า"พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว"
* 14 : 34 ครั้นข้ามฟากไปแล้วก็มาขึ้นฝั่งที่แขวงเยนเนซาเรท
* 14 : 35 คนในตำบลนั้นจำพระองค์ได้ก็ใช้คนไปบอกกล่าวทั่วแคว้นนั้นต่างก็พาบรรดาคนเจ็บป่วยมาเฝ้าพระองค์
* 14 : 36 เขาทูลขอพระองค์โปรดให้เขาได้แตะต้องแต่ชายฉลองพระองค์เท่านั้นและผู้ใดได้แตะต้องแล้วก็หายป่วยบริบูรณ์ดีทุกคน
* 15 : 1 ครั้งนั้นพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ออกจากกรุงเยรูซาเล็มมาทูลถามพระเยซูว่า
* 15 : 2 "ทำไมพวกสาวกของท่านจึงละเมิดคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษด้วยว่าเขามิได้ล้างมือเมื่อรับประทานอาหาร"
* 15 : 3 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า"เหตุไฉนพวกท่านจึงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยเห็นแก่คำสอนที่พวกท่านรับมาจากบรรพบุรุษเล่า
* 15 : 4 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ว่าจงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้าและผู้ใดประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย
* 15 : 5 แต่พวกท่านกลับสอนว่าผู้ใดจะกล่าวแก่บิดามารดาว่า"สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านสิ่งนั้นเป็นของถวายแด่พระเจ้าแล้ว"ผู้นั้นจึงไม่ต้องให้เกียรติบิดามารดาของตน
* 15 : 6 อย่างนั้นแหละท่านทั้งหลายทำให้ธรรมบัญญัติของพระเจ้าเป็นหมันไปเพราะเห็นแก่คำสอนของพวกท่าน
* 15 : 7 โอคนหน้าซื่อใจคดอิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกท่านถูกแล้วว่า
* 15 : 8 ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปากใจของเขาห่างไกลจากเรา
* 15 : 9 เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่าเป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า"
* 15 : 10 แล้วพระองค์ทรงเรียกประชาชนและตรัสกับเขาว่า"จงฟังและเข้าใจเถิด
* 15 : 11 มิใช่สิ่งซึ่งเข้าไปในปากจะทำให้มนุษย์เป็นมลทินแต่สิ่งซึ่งออกมาจากปากนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน"
* 15 : 12 ขณะนั้นพวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า"พระองค์ทรงทราบแล้วหรือว่าเมื่อพวกฟาริสีได้ยินคำตรัสนั้นเขาแค้นเคืองนัก"
* 15 : 13 พระองค์จึงตรัสตอบว่า"ต้นไม้ใดๆทุกต้นซึ่งพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์มิได้ทรงปลูกไว้จะต้องถอนเสีย
* 15 : 14 ช่างเขาเถิดเขาเป็นคนนำทางตาบอดถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอดทั้งสองจะตกลงไปในบ่อ"
* 15 : 15 ฝ่ายเปโตรทูลพระองค์ว่า"ขอพระองค์ทรงโปรดอธิบายคำเปรียบเทียบนั้นให้พวกข้าพระองค์ทราบ"
* 15 : 16 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบว่า"ท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจด้วยหรือ
* 15 : 17 ท่านยังไม่เห็นหรือว่าสิ่งใดๆซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในท้องแล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป
* 15 : 18 แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจสิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน
* 15 : 19 ความคิดชั่วร้ายการฆ่าคนการผิดผัวผิดเมียการล่วงประเวณีการลักขโมยการเป็นพยานเท็จการใส่ร้ายก็ออกมาจากใจ
* 15 : 20 สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทินแต่ซึ่งจะรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือก่อนไม่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน"
* 15 : 21 แล้วพระเยซูเสด็จจากที่นั่นเข้าไปในเขตเมืองไทระและเมืองไซดอน
* 15 : 22 มีหญิงชาวคานาอันคนหนึ่งมาจากเขตแดนนั้นร้องทูลพระองค์ว่า"พระองค์ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้าขอทรงโปรดเมตตาข้าพระองค์เถิดลูกสาวของข้าพระองค์มีผีสิงอยู่เป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก"
* 15 : 23 ฝ่ายพระองค์ไม่ทรงตอบเขาสักคำเดียวและพวกสาวกของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า"ไล่เขาไปเสียเถิดเพราะเขาร้องตามเรามา"
* 15 : 24 พระองค์ตรัสตอบว่า"เรามิได้รับใช้มาหาผู้ใดเว้นแต่แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล"
* 15 : 25 ฝ่ายหญิงนั้นก็มากราบทูลพระองค์ว่า"พระองค์เจ้าข้าขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์เถิด"
* 15 : 26 พระองค์จึงตรัสตอบว่า"ซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้แก่สุนัขก็ไม่ควร"
* 15 : 27 ผู้หญิงนั้นทูลว่า"จริงเจ้าข้าแต่สุนัขนั้นย่อมกินเดนที่ตกจากโต๊ะนายของมัน"
* 15 : 28 แล้วพระเยซูตรัสตอบเขาว่า"หญิงเอ๋ยความเชื่อของเจ้าก็มากให้เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด"และลูกสาวของเขาก็หายเป็นปกติตั้งแต่ขณะนั้น
* 15 : 29 พระเยซูจึงเสด็จจากที่นั่นมายังทะเลสาบกาลิลีแล้วเสด็จขึ้นไปบนภูเขาทรงประทับที่นั่น
* 15 : 30 และประชาชนเป็นอันมากมาเฝ้าพระองค์พาคนง่อยคนแขนขาพิการคนตาบอดคนใบ้และคนเจ็บอื่นๆหลายคนมาวางแทบพระบาทของพระเยซูแล้วพระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย
* 15 : 31 คนเหล่านั้นจึงอัศจรรย์ใจนักเมื่อเห็นคนใบ้พูดได้คนแขนขาพิการหายเป็นปกติคนง่อยเดินได้คนตาบอดกลับเห็นแล้วเขาก็สรรเสริญพระเจ้าของชนชาติอิสราเอล
* 15 : 32 ฝ่ายพระเยซูทรงเรียกพวกสาวกของพระองค์มาตรัสว่า"เราสงสารคนเหล่านี้เพราะเขาค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้วและไม่มีอาหารจะกินเราไม่อยากให้เขาไปเมื่อยังอดอาหารอยู่กลัวว่าเขาจะหิวโหยสิ้นแรงลงตามทาง"
* 15 : 33 พวกสาวกทูลพระองค์ว่า"ในถิ่นทุรกันดารนี้เราจะหาอาหารที่ไหนพอเลี้ยงคนมากเท่านี้ให้อิ่มได้"
* 15 : 34 พระเยซูจึงตรัสถามเขาว่า"ท่านมีขนมปังกี่ก้อน"เขาทูลว่า"มีเจ็ดก้อนกับปลาเล็กๆสองสามตัว"
* 15 : 35 พระองค์จึงสั่งประชาชนให้นั่งลงที่พื้นดิน
* 15 : 36 แล้วทรงรับขนมปังเจ็ดก้อนและปลาเหล่านั้นมาโมทนาพระคุณแล้วจึงทรงหักส่งให้เหล่าสาวกของพระองค์เหล่าสาวกก็แจกให้ประชาชน
* 15 : 37 และคนทั้งปวงได้รับประทานอิ่มทุกคนอาหารที่เหลือนั้นเขาเก็บได้เจ็ดตะกร้า
* 15 : 38 ผู้ที่ได้รับประทานอาหารนั้นมีผู้ชายสี่พันคนมิได้นับผู้หญิงและเด็ก
* 15 : 39 พระองค์ตรัสสั่งให้ประชาชนไปแล้วก็เสด็จลงเรือมาถึงเขตเมืองมากาดาน
* 16 : 1 พวกฟาริสีกับพวกสะดูสีได้มาทดลองพระองค์โดยขอแสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ให้เขาเห็น
* 16 : 2 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า["พอตกเย็นท่านทั้งหลายพูดว่ารุ่งขึ้นอากาศจะโปร่งดีเพราะฟ้าสีแดง
* 16 : 3 ในเวลาเช้าท่านพูดว่าวันนี้จะเกิดพายุฝนเพราะฟ้าแดงและมัวท้องฟ้านั้นท่านทั้งหลายยังอาจสังเกตรู้และเข้าใจได้แต่หมายสำคัญแห่งกาละนี้ท่านกลับไม่เข้าใจ]
* 16 : 4 คนชาติชั่วและคิดคดทรยศต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญและจะไม่โปรดให้หมายสำคัญแก่เขาเว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์เท่านั้น"แล้วพระองค์ก็เสด็จไปจากเขา
* 16 : 5 ฝ่ายพวกสาวกของพระองค์เมื่อข้ามฟากนั้นได้ลืมเอาขนมปังไปด้วย
* 16 : 6 เมื่อพระเยซูตรัสกับเขาว่า"จงสังเกตและระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสีและพวกสะดูสีให้ดี"
* 16 : 7 เหล่าสาวกจึงพูดกันว่า"เพราะเหตุที่เรามิได้เอาขนมปังมา"
* 16 : 8 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบจึงตรัสกับเขาว่า"โอผู้มีความเชื่อน้อยเหตุไฉนพวกท่านจึงพูดกันและกันถึงเรื่องไม่มีขนมปัง
* 16 : 9 ท่านยังไม่หยั่งรู้และจำไม่ได้หรือเรื่องขนมปังห้าก้อนกับคนห้าพันคนนั้นท่านเก็บที่เหลือได้กี่กระบุง
* 16 : 10 หรือขนมปังเจ็ดก้อนกับคนสี่พันคนนั้นท่านเก็บที่เหลือได้กี่ตะกร้า
* 16 : 11 เป็นไฉนพวกท่านจึงไม่หยั่งรู้ว่าเรามิได้พูดกับท่านด้วยเรื่องขนมปังแต่ได้ว่าให้ระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสีและพวกสะดูสีให้ดี"
* 16 : 12 แล้วพวกสาวกก็เข้าใจว่าพระองค์มิได้ตรัสสั่งเขาให้ระวังเชื้อขนมปังแต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและพวกสะดูสี
* 16 : 13 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเขตเมืองซีซารียาฟีลิปปีจึงตรัสถามพวกสาวกของพระองค์ว่า"คนทั้งหลายพูดกันว่าบุตรมนุษย์เป็นผู้ใด"6:5
* 16 : 14 เขาจึงทูลตอบว่า"เขาว่าเป็นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาแต่บางคนว่าเป็นเอลียาห์และคนอื่นว่าเป็นเยเรมีย์หรือเป็นคนหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะ"
* 16 : 15 พระองค์ตรัสถามเขาว่า"แล้วพวกท่านเล่าว่าเราเป็นใคร"
* 16 : 16 ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า"พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่"
* 16 : 17 พระเยซูตรัสกับเขาว่า"ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ยท่านก็เป็นสุขเพราะว่ามนุษย์มิได้แจ้งความนี้แก่ท่านแต่พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ทราบ
* 16 : 18 ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตรและบนศิลานี้เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้
* 16 : 19 เราจะมอบลูกกุญแจแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่านท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลกสิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์เมื่อท่านจะกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลกสิ่งนั้นจะกล่าวอนุญาตในสวรรค์ด้วย"
* 16 : 20 แล้วพระองค์ทรงกำชับห้ามเหล่าสาวกของพระองค์มิให้บอกผู้ใดว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์
* 16 : 21 ตั้งแต่เวลานั้นมาพระเยซูทรงเริ่มเผยแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่าพระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็มและจะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการจากพวกผู้ใหญ่และพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์จนต้องถึงถูกประหารชีวิตแต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่
* 16 : 22 ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์ทูลท้วงว่า"พระองค์เจ้าข้าให้เหตุการณ์นั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์เถิดอย่าให้เป็นอย่างนั้นแก่พระองค์เลย"
* 16 : 23 พระองค์จึงหันพระพักตร์ตรัสกับเปโตรว่า"อ้ายซาตานจงไปให้พ้นเจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเราเพราะเจ้าคิดอย่างคนมิได้คิดอย่างพระเจ้า"
* 16 : 24 ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า"ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเองและรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา
* 16 : 25 เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอดผู้นั้นจะเสียชีวิตแต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เราผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด
* 16 : 26 เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตนผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไรหรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา
* 16 : 27 เหตุว่าเมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาด้วยพระสิริแห่งพระบิดาและพร้อมด้วยทูตสวรรค์ของพระองค์เมื่อนั้นจะประทานบำเหน็จให้ทุกคนตามการกระทำของตน
* 16 : 28 เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่มีบางคนที่ยังจะไม่รู้รสความตายจนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยราชอำนาจของพระองค์ท่าน"
* 17 : 1 ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้วพระเยซูทรงพาเปโตรยากอบและยอห์นน้องของยากอบขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง
* 17 : 2 แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขาพระพักตร์ของพระองค์ก็ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง
* 17 : 3 โมเสสและเอลียาห์ก็มาปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้นกำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์
* 17 : 4 ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซูว่า"พระองค์เจ้าข้าซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดีถ้าพระองค์ต้องพระประสงค์ข้าพระองค์จะทำเพิงสามหลังที่นี่สำหรับพระองค์หลังหนึ่งสำหรับโมเสสหลังหนึ่งสำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง"
* 17 : 5 เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำก็บังเกิดมีเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้แล้วมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า"ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเราเราชอบใจท่านผู้นี้มากจงเชื่อฟังท่านเถิด"
* 17 : 6 ฝ่ายพวกสาวกเมื่อได้ยินก็ซบหน้ากราบลงกลัวยิ่งนัก
* 17 : 7 พระเยซูจึงเสด็จมาถูกต้องเขาแล้วตรัสว่า"จงลุกขึ้นเถิดอย่ากลัวเลย"
* 17 : 8 เมื่อเขาเงยหน้าดูก็ไม่เห็นผู้ใดเห็นแต่พระเยซูองค์เดียว
* 17 : 9 เมื่อลงมาจากภูเขาพระเยซูตรัสห้ามเหล่าสาวกว่า"นิมิตซึ่งพวกท่านได้เห็นนั้นอย่าบอกเล่าแก่ผู้ใดจนกว่าบุตรมนุษย์จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย"
* 17 : 10 เหล่าสาวกก็ทูลถามพระองค์ว่า"เหตุไฉนพวกธรรมาจารย์จึงว่าเอลียาห์จะต้องมาก่อน"
* 17 : 11 พระเยซูตรัสตอบว่า"เอลียาห์ต้องมาจริงและทำให้สิ่งทั้งปวงคืนสู่สภาพเดิม
* 17 : 12 แต่เราบอกแก่ท่านทั้งหลายว่าเอลียาห์นั้นได้มาแล้วและเขาหารู้จักท่านไม่แต่เขาใคร่ทำแก่ท่านอย่างไรเขาก็ได้กระทำแล้วส่วนบุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ด้วยมือของเขาเช่นเดียวกัน"
* 17 : 13 แล้วเหล่าสาวกจึงเข้าใจว่าพระองค์ได้ตรัสแก่เขาเล็งถึงยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา
* 17 : 14 ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงฝูงชนแล้วมีชายคนหนึ่งมาหาพระองค์คุกเข่าลงทูลว่า
* 17 : 15 "พระองค์เจ้าข้าขอทรงพระเมตตาแก่บุตรของข้าพระองค์ด้วยเขาเป็นโรคลมบ้าหมูมีความทุกข์เวทนามากเคยตกไฟตกน้ำบ่อยๆ
* 17 : 16 ข้าพระองค์ได้พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์แต่พวกสาวกนั้นรักษาเขาให้หายไม่ได้"
* 17 : 17 พระเยซูตรัสตอบว่า"โอคนในยุคที่ขาดความเชื่อและมีทิฐิชั่วเราจะต้องอยู่กับท่านทั้งหลายนานเท่าใดเราจะต้องอดทนเพราะท่านไปถึงไหนจงพาเด็กนั้นมาหาเราที่นี่เถิด"
* 17 : 18 พระเยซูจึงตรัสสำทับผีนั้นมันก็ออกจากเขาตั้งแต่นั้นไปเด็กก็หายเป็นปกติ
* 17 : 19 ภายหลังเหล่าสาวกของพระเยซูมาหาพระองค์เป็นส่วนตัวทูลถามว่า"เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้"
* 17 : 20 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า"เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อยด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่าจงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่นมันก็จะเลื่อนสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้จะไม่มีเลย"
* 17 : 21 "แต่ผีชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออกเว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร"
* 17 : 22 ครั้นพระองค์กับเหล่าสาวกชุมนุมกันอยู่ในแคว้นกาลิลีพระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า"บุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้
* 17 : 23 และจะประหารชีวิตท่านเสียในวันที่สามท่านจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่"พวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์ยิ่งนัก
* 17 : 24 เมื่อมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้วผู้เก็บค่าบำรุงพระวิหารมาหาเปโตรถามว่า"อาจารย์ของท่านไม่เสียค่าบำรุงพระวิหารหรือ"
* 17 : 25 เปโตรตอบว่า"เสีย"เมื่อเปโตรเข้าไปในเรือนพระเยซูตรัสกับเขาก่อนว่า"ซีโมนเอ๋ยท่านเห็นอย่างไรกษัตริย์เคยเก็บส่วยและภาษีจากผู้ใดจากโอรสหรือจากผู้อื่น"
* 17 : 26 เปโตรทูลตอบว่า"เคยเก็บจากผู้อื่น"พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า"ถ้าเช่นนั้นโอรสก็ไม่ต้องเสีย
* 17 : 27 แต่เพื่อมิให้เขาสะดุดท่านจงไปตกเบ็ดที่ทะเลเมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมันแล้วจะพบเงินตราเชเขลหนึ่งจงเอาเงินนั้นไปชำระค่าบำรุงพระวิหารสำหรับเรากับท่านเถิด"
* 18 : 1 ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า"ใครเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์"
* 18 : 2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้ยืนท่ามกลางเขา
* 18 : 3 แล้วตรัสว่า"เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย
* 18 : 4 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็กคนนี้ผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์
* 18 : 5 "ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเราผู้นั้นก็รับเราด้วย
* 18 : 6 แต่ผู้ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราให้หลงผิดถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียที่ทะเลลึกก็ดีกว่า
* 18 : 7 "วิบัติแก่โลกนี้ด้วยเหตุให้หลงผิดถึงจำเป็นต้องมีเหตุให้หลงผิดแต่วิบัติแก่ผู้ที่ก่อเหตุให้หลงผิดนั้น
* 18 : 8 ถ้ามือหรือเท้าของท่านทำให้ท่านหลงผิดจงตัดทิ้งเสียซึ่งจะเข้าในชีวิตนิรันดร์ด้วยมือและเท้าด้วนหรือพิการยังดีกว่ามีสองมือสองเท้าและต้องถูกทิ้งในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์
* 18 : 9 ถ้าตาของท่านทำให้ท่านหลงผิดจงควักออกทิ้งเสียซึ่งจะเข้าในชีวิตด้วยตาข้างเดียวยังดีกว่ามีสองตาและต้องถูกทิ้งไปในไฟนรก
* 18 : 10 "จงระวังให้ดีอย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งด้วยเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่าทูตสวรรค์ประจำของเขาเฝ้าอยู่เสมอต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์
* 18 : 11 "เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้เสด็จมาเพื่อช่วยผู้ซึ่งหลงหายไปนั้นให้รอด"
* 18 : 12 ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไรถ้าผู้หนึ่งมีแกะอยู่ร้อยตัวตัวหนึ่งหลงหายไปจากฝูงผู้นั้นจะไม่ละแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้บนภูเขาแล้วไปเที่ยวหาตัวที่หายนั้นหรือ
* 18 : 13 เราบอกความจริงแก่ท่านว่าถ้าผู้นั้นพบแกะตัวที่หายเขาจะมีความเปรมปรีดิ์ยิ่งกว่าที่มีแกะเก้าสิบเก้าตัวที่มิได้หลงหายนั้น
* 18 : 14 อย่างนั้นแหละพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ไม่ทรงปรารถนาให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งพินาศไปเลย
* 18 : 15 "หากว่าพี่น้องของท่านผู้หนึ่งทำผิดบาปต่อท่านจงไปแจ้งความผิดบาปนั้นแก่เขาสองต่อสองเท่านั้นถ้าเขาฟังท่านท่านจะได้พี่น้องคืนมา
* 18 : 16 แต่ถ้าเขาไม่ฟังท่านจงนำคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วยให้เป็นพยานสองสามปากเพื่อทุกคำจะเป็นหลักฐานได้
* 18 : 17 ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้นจงไปแจ้งความต่อคริสตจักรถ้าเขายังไม่ฟังคริสตจักรอีกก็ให้ถือเสียว่าเขาเป็นเหมือนคนต่างชาติหรือคนเก็บภาษี
* 18 : 18 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าสิ่งสารพัดซึ่งท่านจะกล่าวห้ามในโลกก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์และสิ่งซึ่งท่านจะกล่าวอนุญาตในโลกก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์เหมือนกัน
* 18 : 19 เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายอีกว่าถ้าในพวกท่านที่อยู่ในโลกสองคนจะร่วมใจกันขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ก็จะทรงกระทำให้
* 18 : 20 ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเราเราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น"
* 18 : 21 ขณะนั้นเปโตรมาทูลพระองค์ว่า"พระองค์เจ้าข้าหากพี่น้องของข้าพระองค์จะกระทำผิดต่อข้าพระองค์เรื่อยไปข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้งถึงเจ็ดครั้งหรือ"
* 18 : 22 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า"เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้นแต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ
* 18 : 23 "เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส
* 18 : 24 เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้วเขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า
* 18 : 25 ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมียและลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้
* 18 : 26 ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่าข้าแต่ท่านขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น
* 18 : 27 เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตาโปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป
* 18 : 28 แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกันซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอันจึงจับคนนั้นบีบคอว่าจงใช้หนี้ให้ข้า
* 18 : 29 เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่าขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้
* 18 : 30 แต่เขาไม่ยอมจึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น
* 18 : 31 ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็พากันสลดใจยิ่งนักจึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น
* 18 : 32 ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่าอ้ายข้าชาติชั่วเราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมดเพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา
* 18 : 33 เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกันเหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ
* 18 : 34 แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้วจึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมานจนกว่าจะใช้หนี้หมด
* 18 : 35 พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้นถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง"
* 19 : 1 เมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้วได้เสด็จจากแคว้นกาลิลีเข้าไปในเขตแดนแคว้นยูเดียฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก
* 19 : 2 ฝูงชนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไปแล้วพระองค์ทรงรักษาโรคของเขาให้หายที่นั่น
* 19 : 3 พวกฟาริสีมาทดลองพระองค์ทูลถามว่า"ผู้ชายจะหย่าภรรยาของตนเพราะเหตุใดๆก็ตามเป็นการถูกต้องตามธรรมบัญญัติหรือไม่"
* 19 : 4 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า"พวกท่านไม่ได้อ่านหรือว่าพระผู้ทรงสร้างมนุษย์แต่เดิมได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง
* 19 : 5 และตรัสว่าเพราะเหตุนั้นบุรุษจึงต้องละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยาและเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน
* 19 : 6 เขาจึงไม่เป็นสองต่อไปแต่เป็นเนื้ออันเดียวกันเหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้วอย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย"
* 19 : 7 เขาจึงย้อนถามพระองค์ว่า"ถ้าอย่างนั้นทำไมโมเสสได้สั่งให้ทำหนังสือหย่าให้ภรรยาแล้วก็หย่าได้"
* 19 : 8 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า"โมเสสได้ยอมให้ท่านทั้งหลายหย่าภรรยาของตนเพราะใจท่านทั้งหลายแข็งกระด้างแต่เมื่อเดิมมิได้เป็นอย่างนั้น
* 19 : 9 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่าผู้ใดหย่าภรรยาของตนเพราะเหตุต่างๆเว้นแต่เป็นชู้กับชายอื่นแล้วไปมีภรรยาใหม่ก็ผิดประเวณี[และผู้ใดรับหญิงที่หย่าแล้วนั้นมาเป็นภรรยาก็ผิดประเวณีด้วย]"
* 19 : 10 พวกสาวกทูลพระองค์ว่า"ถ้าลักษณะสามีภรรยาเป็นอย่างนั้นไม่เป็นสามีภรรยากันเลยก็ดีกว่า"
* 19 : 11 พระองค์ทรงตอบเขาว่า"มิใช่ทุกคนจะรับประพฤติตามข้อนี้ได้เว้นแต่ผู้ที่ทรงให้ประพฤติได้
* 19 : 12 ด้วยว่าผู้ที่เป็นขันทีตั้งแต่กำเนิดก็มีผู้ที่มนุษย์กระทำให้เป็นขันทีก็มีผู้ที่กระทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์ก็มีใครถือได้ก็ให้ถือเอาเถิด"
* 19 : 13 ขณะนั้นเขาพาเด็กเล็กๆมาหาพระองค์เพื่อจะให้พระองค์ทรงวางพระหัตถ์และอธิษฐานแต่เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้
* 19 : 14 ฝ่ายพระเยซูตรัสว่า"จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเราอย่าห้ามเขาเลยเพราะว่าชาวแผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น"
* 19 : 15 เมื่อพระองค์ทรงวางพระหัตถ์บนเด็กเหล่านั้นแล้วก็เสด็จไปจากที่นั่น
* 19 : 16 ดูเถิดมีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า"ท่านอาจารย์ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์"
* 19 : 17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า"ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไมผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียวแต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิตก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้"
* 19 : 18 คนนั้นทูลถามว่า"คือพระบัญญัติข้อใดบ้าง"พระเยซูตรัสว่า"คือข้อที่ว่าอย่าฆ่าคนอย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขาอย่าลักทรัพย์อย่าเป็นพยานเท็จ
* 19 : 19 จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของตนและจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"
* 19 : 20 คนหนุ่มนั้นทูลพระองค์ว่า"ข้อเหล่านั้นข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ทุกประการข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง"
* 19 : 21 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า"ถ้าท่านปรารถนาเป็นผู้ที่ทำจนครบถ้วนจงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถาแล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของเรา"
* 19 : 22 เมื่อคนหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์เพราะเขามีทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก
* 19 : 23 พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก
* 19 : 24 เราบอกท่านทั้งหลายอีกว่าตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า"
* 19 : 25 เมื่อพวกสาวกได้ยินก็ประหลาดใจมากจึงทูลว่า"ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้"
* 19 : 26 พระเยซูทอดพระเนตรดูพวกสาวกและตรัสว่า"ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้แต่พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง"
* 19 : 27 แล้วเปโตรทูลพระองค์ว่า"ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัดและได้ติดตามพระองค์มาพวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง"
* 19 : 28 พระเยซูตรัสกับเขาว่า"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าในโลกใหม่คราวเมื่อบุตรมนุษย์จะนั่งบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองนั้นพวกท่านที่ได้ติดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า
* 19 : 29 ผู้ใดได้สละบ้านหรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดามารดาหรือลูกหรือไร่นาเพราะเห็นแก่นามของเราผู้นั้นจะได้ผลร้อยเท่าและจะได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย
* 19 : 30 แต่มีหลายคนที่เป็นคนต้นจะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้ายและที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น
* 20 : 1 "ด้วยแผ่นดินสวรรค์อุปมาเหมือนเจ้าของสวนคนหนึ่งออกไปจ้างคนทำงานในสวนองุ่นของตนแต่เวลาเช้าตรู่
* 20 : 2 ครั้นตกลงกับลูกจ้างวันละเดนาริอันแล้วจึงใช้ให้ไปทำงานในสวนองุ่น
* 20 : 3 พอเวลาประมาณสามโมงเช้าเจ้าของสวนก็ออกไปอีกเห็นคนอื่นยืนอยู่เปล่าๆกลางตลาด
* 20 : 4 จึงพูดกับเขาว่าท่านทั้งหลายจงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิดเราจะให้ค่าจ้างแก่พวกท่านตามสมควรแล้วเขาก็พากันไป
* 20 : 5 พอเวลาเที่ยงวันและเวลาบ่ายสามโมงเจ้าของสวนก็ออกไปอีกทำเหมือนก่อน
* 20 : 6 ประมาณบ่ายห้าโมงก็ออกไปอีกครั้งหนึ่งพบอีกพวกหนึ่งยืนอยู่จึงพูดกับเขาว่าพวกท่านยืนอยู่ที่นี่เปล่าๆวันยังค่ำทำไม
* 20 : 7 เขาตอบว่าเพราะไม่มีใครจ้างพวกข้าพเจ้าเจ้าของสวนบอกว่าท่านทั้งหลายจงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด
* 20 : 8 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำเจ้าของสวนจึงสั่งเจ้าพนักงานว่าจงเรียกคนทำงานมาและให้ค่าจ้างแก่เขาตั้งแต่คนมาทำงานสุดท้ายจนถึงคนที่มาแรก
* 20 : 9 คนที่มาทำงานเวลาประมาณบ่ายห้าโมงนั้นได้ค่าจ้างคนละหนึ่งเดนาริอัน
* 20 : 10 ส่วนคนที่มาแรกนึกว่าเขาคงจะได้มากกว่านั้นแต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน
* 20 : 11 เมื่อเขารับเงินไปแล้วก็บ่นต่อว่าเจ้าของสวน
* 20 : 12 ว่าพวกที่มาสุดท้ายได้ทำงานชั่วโมงเดียวและท่านได้ให้ค่าจ้างแก่เขาเท่ากันกับพวกเราที่ทำงานตรากตรำกลางแดดตลอดวัน
* 20 : 13 ฝ่ายเจ้าของสวนก็ตอบแก่คนหนึ่งในพวกนั้นว่าสหายเอ๋ยเรามิได้โกงท่านเลยท่านได้ตกลงกันแล้ววันละหนึ่งเดนาริอันมิใช่หรือ
* 20 : 14 รับค่าจ้างของท่านไปเถิดเราพอใจจะให้คนที่มาทำงานหลังที่สุดนั้นเท่ากันกับท่าน
* 20 : 15 เราจะใช้เงินทองของเราตามใจของเราเองไม่ได้หรือทำไมท่านอิจฉาเมื่อเห็นเราใจดี
* 20 : 16 อย่างนั้นแหละคนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้นและคนที่เป็นคนต้นจะกลับเป็นคนสุดท้าย"
* 20 : 17 เมื่อพระเยซูจะเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มก็พาเหล่าสาวกสิบสองคนไปแต่ลำพังและตรัสกับเขาตามทางว่า
* 20 : 18 "เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มและเขาจะมอบบุตรมนุษย์ไว้กับพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์และเขาเหล่านั้นจะปรับโทษท่านถึงตาย
* 20 : 19 และจะมอบท่านไว้กับคนต่างชาติให้เยาะเย้ยเฆี่ยนตีและให้ตรึงไว้ที่กางเขนและวันที่สามท่านจึงจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่"
* 20 : 20 ขณะนั้นมารดาของบุตรแห่งเศเบดีพาบุตรทั้งสองมาเฝ้าพระองค์กราบไหว้ทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระองค์
* 20 : 21 พระองค์จึงทรงถามนางนั้นว่า"ท่านปรารถนาอะไร"นางทูลว่า"ขอพระองค์รับสั่งตั้งให้บุตรของข้าพระองค์สองคนนี้นั่งในราชอาณาจักรของพระองค์เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่งเบื้องซ้ายคนหนึ่ง"
* 20 : 22 แต่พระเยซูตรัสตอบว่า"ที่ท่านทั้งสองขอนั้นท่านไม่เข้าใจถ้วยซึ่งเราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือ"เขาทูลว่า"ได้พระเจ้าข้า"
* 20 : 23 พระองค์ตรัสกับเขาว่า"ท่านทั้งหลายจะดื่มถ้วยของเราเป็นแน่แต่ซึ่งจะนั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้นไม่ใช่พนักงานของเราที่จะจัดให้แต่พระบิดาของเราได้ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น"
* 20 : 24 เมื่อสาวกสิบคนนั้นได้ยินแล้วก็มีความขุ่นเคืองพี่น้องสองคนนั้น
* 20 : 25 พระเยซูทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า"ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่าผู้ครองของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้าเหนือเขาและผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ
* 20 : 26 แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่านผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย
* 20 : 27 ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้นผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของพวกท่าน
* 20 : 28 อย่างที่บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติแต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขาและประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก"
* 20 : 29 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกออกไปจากเมืองเยรีโคฝูงชนเป็นอันมากก็ตามพระองค์ไป
* 20 : 30 และนี่แน่ะมีคนตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมหนทางเมื่อได้ยินว่าพระเยซูเสด็จจึงร้องว่า"พระองค์ผู้เป็นบุตรดาวิดเจ้าข้าขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์เถิด"
* 20 : 31 ฝ่ายประชาชนก็ห้ามเขาให้นิ่งเสียแต่เขายิ่งร้องขึ้นอีกว่า"พระองค์เจ้าข้าพระองค์ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด"
* 20 : 32 พระเยซูจึงหยุดประทับยืนอยู่เรียกเขามาและตรัสว่า"ท่านทั้งสองจะใคร่ให้เราทำอะไรเพื่อท่าน"
* 20 : 33 เขาทูลว่า"พระองค์เจ้าข้าขอให้นัยน์ตาของข้าพระองค์หายบอด"
* 20 : 34 พระเยซูมีพระทัยสงสารก็ทรงถูกต้องนัยน์ตาเขาในทันใดนั้นตาของเขาก็เห็นได้และเขาทั้งสองได้ติดตามพระองค์ไป
* 21 : 1 ครั้นพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มถึงหมู่บ้านเบธฟายีเชิงภูเขามะกอกเทศแล้วพระเยซูทรงใช้สาวกสองคน
* 21 : 2 สั่งเขาว่า"จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าท่านท่านจะพบแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่กับลูกของมันจงแก้จูงมาให้เรา
* 21 : 3 ถ้ามีผู้ใดว่าอะไรแก่ท่านท่านจงว่าพระองค์ต้องประสงค์แล้วเขาจะปล่อยให้มาทันที"
* 21 : 4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้เป็นไปตามพระวจนะที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า
* 21 : 5 จงบอกชาวศิโยนว่ากษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่านโดยพระทัยอ่อนสุภาพทรงลาทรงลูกลา
* 21 : 6 สาวกทั้งสองคนนั้นก็ไปทำตามพระเยซูตรัสสั่ง
* 21 : 7 จึงจูงแม่ลากับลูกของมันมาและเอาเสื้อผ้าของตนปูบนหลังแล้วพระองค์ได้ทรงลานั้น
* 21 : 8 ฝูงชนเป็นอันมากได้เอาเสื้อผ้าของตนปูตามถนนหนทางบางคนก็ตัดกิ่งไม้มาปูตามถนน
* 21 : 9 ฝ่ายฝูงชนซึ่งเดินไปข้างหน้ากับผู้ที่ตามมาข้างหลังก็พร้อมกันโห่ร้องว่า"โฮซันนาแก่ราชโอรสของดาวิดขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญโฮซันนาในที่สูงสุด"
* 21 : 10 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้วประชาชนทั่วทั้งกรุงก็พากันแตกตื่นถามว่า"ใครหนอ"
* 21 : 11 ฝูงชนก็ตอบว่า"นี่คือเยซูผู้เผยพระวจนะซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี"
* 21 : 12 พระเยซูจึงเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหารของพระเจ้าทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้นและคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงินกับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย
* 21 : 13 พระองค์ตรัสกับเขาว่า"มีพระวจนะเขียนไว้ว่านิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐานแต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็นถ้ำของพวกโจร"
* 21 : 14 คนตาบอดและคนง่อยพากันมาเฝ้าพระองค์ในบริเวณพระวิหารพระองค์ได้รักษาเขาให้หาย
* 21 : 15 แต่เมื่อพวกปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์ได้เห็นการมหัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำทั้งได้ยินหมู่เด็กร้องในบริเวณพระวิหารว่า"โฮซันนาแก่ราชโอรสดาวิด"เขาทั้งหลายก็พากันแค้นเคือง
* 21 : 16 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า"ท่านไม่ได้ยินคำที่เขาร้องหรือ"พระเยซูตรัสตอบว่า"ได้ยินแล้วพวกท่านยังไม่เคยอ่านหรือว่าพระองค์ทรงกระทำให้คำสรรเสริญอันจริงแท้ออกมาจากปากเด็กและทารกที่ยังไม่หย่านม"
* 21 : 17 พระองค์ได้ทรงละจากเขาและเสด็จออกจากกรุงไปประทับอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี
* 21 : 18 ครั้นเวลาเช้าขณะเสด็จกลับไปยังกรุงอีกก็ทรงหิวพระกระยาหาร
* 21 : 19 และเมื่อทอดพระเนตรไปทรงเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งอยู่ริมทางก็ทรงดำเนินเข้าไปใกล้เห็นต้นมะเดื่อนั้นไม่มีผลมีแต่ใบเท่านั้นจึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้นว่า"เจ้าจงอย่าผลิผลอีกต่อไป"ทันใดนั้นต้นมะเดื่อก็เหี่ยวแห้งไป
* 21 : 20 ครั้นเหล่าสาวกได้เห็นก็ประหลาดใจแล้วว่า"เป็นอย่างไรหนอต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวแห้งไปในทันใด"
* 21 : 21 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าเพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัยท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ยิ่งกว่านั้นถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่าจงลอยไปลงทะเลก็จะสำเร็จได้
* 21 : 22 สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อท่านจะได้"
* 21 : 23 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหารในเวลาที่ทรงสั่งสอนอยู่พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ของประชาชนมาหาพระองค์ทูลถามว่า"ท่านมีสิทธิอันใดจึงได้ทำเช่นนี้ใครให้สิทธิแก่ท่าน"
* 21 : 24 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า"เราจะถามท่านทั้งหลายสักข้อหนึ่งเหมือนกันถ้าท่านตอบได้เราจะบอกท่านว่าเรากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด
* 21 : 25 คือบัพติศมาของยอห์นนั้นมาจากไหนมาจากสวรรค์หรือจากมนุษย์"เขาได้ปรึกษากันว่า"ถ้าเราจะว่ามาจากสวรรค์ท่านจะถามเราว่าเหตุไฉนจึงไม่เชื่อยอห์นเล่า
* 21 : 26 แต่ถ้าเราจะว่ามาจากมนุษย์ก็กลัวประชาชนเพราะประชาชนทั้งปวงถือว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะ"
* 21 : 27 เขาจึงทูลตอบพระเยซูว่า"พวกข้าพเจ้าไม่ทราบ"พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า"เราจะไม่บอกท่านทั้งหลายเหมือนกันว่าเรากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด
* 21 : 28 "แต่ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไรคนหนึ่งมีบุตรชายสองคนบิดาไปหาบุตรคนแรกว่าลูกเอ๋ยวันนี้จงไปทำงานในสวนองุ่นเถิด
* 21 : 29 บุตรคนนั้นตอบว่าไม่ไปแต่ภายหลังกลับใจแล้วไปทำ
* 21 : 30 บิดาจึงไปหาบุตรคนที่สองพูดเช่นเดียวกันบุตรนั้นกล่าวว่าไปขอรับแต่ไม่ไป
* 21 : 31 ก็บุตรสองคนนี้คนไหนเป็นผู้ทำตามใจของบิดาเล่า"เขาทูลตอบว่า"คือบุตรคนแรก"พระเยซูตรัสตอบเขาว่า"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าพวกเก็บภาษีและหญิงแพศยาก็เข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก่อนท่านทั้งหลาย
* 21 : 32 ด้วยยอห์นได้มาหาพวกท่านสอนทางชอบธรรมท่านหาเชื่อไม่แต่พวกเก็บภาษีและพวกหญิงแพศยาได้เชื่อฝ่ายท่านทั้งหลายถึงแม้ได้เห็นแล้วภายหลังก็มิได้กลับใจเชื่อยอห์น
* 21 : 33 "จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่ายังมีเจ้าของสวนผู้หนึ่งได้ทำสวนองุ่นแล้วล้อมรั้วไว้รอบเขาได้สกัดบ่อย่ำองุ่นในสวนและสร้างหอเฝ้าให้ชาวสวนเช่าแล้วก็ไปต่างประเทศเสีย
* 21 : 34 ครั้นถึงฤดูผลองุ่นจึงใช้พวกบ่าวไปหาคนเช่าสวนเพื่อจะรับผลของเขา
* 21 : 35 แต่คนเช่าสวนนั้นจับคนของเขาเฆี่ยนตีเสียคนหนึ่งฆ่าเสียคนหนึ่งเอาหินขว้างเสียให้ตายคนหนึ่ง
* 21 : 36 อีกครั้งหนึ่งเขาก็ใช้บ่าวอื่นๆไปมากกว่าครั้งก่อนแต่คนเช่าสวนก็ได้ทำแก่เขาอย่างนั้นอีก
* 21 : 37 ครั้งที่สุดเขาก็ใช้บุตรของเขาไปหาพูดว่าเขาคงจะเคารพบุตรของเรา
* 21 : 38 แต่เมื่อคนเช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมาก็พูดกันว่าคนนี้แหละเป็นทายาทฆ่าเสียเถิดแล้วก็ยึดมรดกของเขา
* 21 : 39 เขาจึงพากันจับบุตรนั้นผลักออกไปนอกสวนแล้วฆ่าเสีย
* 21 : 40 เหตุฉะนั้นเมื่อเจ้าของสวนมาท่านจะทำอย่างไรแก่คนเช่าสวนเหล่านั้น"
* 21 : 41 เขาทั้งหลายทูลตอบว่า"ท่านจะฆ่าคนร้ายเหล่านั้นให้ตายร้ายและจะให้สวนนั้นแก่คนเช่าอื่นที่จะแบ่งผลให้โดยถูกต้องตามฤดูกาลต่อไป"
* 21 : 42 พระเยซูตรัสกับเขาว่า"ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านในพระคัมภีร์หรือซึ่งว่าศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสียยังได้เป็นศิลามุมเอกแล้วการนี้เป็นมาจากพระเจ้าเป็นการมหัศจรรย์ประจักษ์ตาเรา
* 21 : 43 เหตุฉะนั้นเราบอกท่านว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะต้องเอาไปจากท่านยกให้แก่ชนชาติหนึ่งซึ่งจะกระทำให้ผลเจริญสมกับแผ่นดินนั้น"
* 21 : 44 "ผู้ใดล้มทับศิลานี้ผู้นั้นจะต้องแตกหักไปแต่ศิลานั้นจะตกทับผู้ใดผู้นั้นจะแหลกละเอียดไป"
* 21 : 45 ครั้นพวกมหาปุโรหิตกับพวกฟาริสีได้ยินคำเปรียบเหล่านั้นก็หยั่งรู้ว่าพระองค์ตรัสเล็งถึงพวกเขา
* 21 : 46 เขาอยากจะจับพระองค์แต่กลัวประชาชนเพราะประชาชนนับถือพระองค์ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ
* 22 : 1 พระเยซูตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาอีกว่า
* 22 : 2 "แผ่นดินสวรรค์อุปมาเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งได้จัดการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสีให้ราชโอรสของท่าน
* 22 : 3 แล้วใช้ข้าราชการไปตามผู้ที่รับเชิญในการนี้แต่เขาไม่ใคร่จะมา
* 22 : 4 ท่านยังใช้ข้าราชการอื่นไปอีกรับสั่งให้บอกผู้รับเชิญนั้นว่าดูเถิดเราได้จัดการเลี้ยงไว้แล้วทั้งวัวและสัตว์ขุนแล้วของเราก็ฆ่าไว้เสร็จสิ่งสารพัดก็เตรียมไว้พร้อมจงมาในการอภิเษกนี้เถิด
* 22 : 5 แต่เขาก็เพิกเฉยและไปเสียบางคนไปไร่นาของตนบางคนก็ไปทำการค้าขาย
* 22 : 6 ฝ่ายพวกนอกนั้นก็จับข้าราชการทำการอัปยศต่างๆแล้วฆ่าเสีย
* 22 : 7 กษัตริย์องค์นั้นก็ทรงพระพิโรธจึงรับสั่งให้ยกกองทหารไปปราบปรามฆาตกรเหล่านั้นและให้เผาเมืองเขาเสีย
* 22 : 8 แล้วท่านจึงรับสั่งแก่ข้าราชการว่างานสมรสก็พร้อมอยู่แต่ผู้ถูกเชิญนั้นไม่สมกับงาน
* 22 : 9 เหตุฉะนั้นจงออกไปตามทางหลวงพบใครๆก็ให้เชิญมาในงานนี้
* 22 : 10 พวกข้าราชการจึงออกไปเชิญคนทั้งปวงตามถนนแล้วแต่จะพบให้มาทั้งดีและชั่วจนห้องโถงงานสมรสนั้นเต็มด้วยแขก
* 22 : 11 "แต่เมื่อกษัตริย์องค์นั้นเสด็จทอดพระเนตรแขกก็เห็นผู้หนึ่งมิได้สวมเสื้อสำหรับงาน
* 22 : 12 จึงรับสั่งถามว่าสหายเอ๋ยเหตุไฉนจึงมาที่นี่โดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานแต่งงานผู้นั้นก็นิ่งอั้นอยู่พูดไม่ออก
* 22 : 13 กษัตริย์จึงรับสั่งแก่พวกข้าราชการว่าจงมัดมือมัดเท้าคนนี้เอาไปทิ้งเสียที่มืดภายนอกอันเป็นที่ที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
* 22 : 14 ด้วยผู้รับเชิญก็มากแต่ผู้ที่ทรงเลือกก็น้อย"
* 22 : 15 ขณะนั้นพวกฟาริสีไปปรึกษากันวางแผนว่าจะจับผิดในถ้อยคำของพระองค์ให้ได้
* 22 : 16 จึงใช้พวกศิษย์ของตนกับพวกเฮโรดให้ไปทูลพระองค์ว่า"อาจารย์เจ้าข้าข้าพเจ้าทั้งหลายทราบอยู่ว่าท่านเป็นคนสัตย์ซื่อได้สั่งสอนทางของพระเจ้าจริงๆโดยมิได้เอาใจผู้ใดเพราะท่านมิได้เห็นแก่หน้าผู้ใด
* 22 : 17 เหตุฉะนั้นขอโปรดให้พวกข้าพเจ้าทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไรการที่จะส่งส่วยให้แก่จักรพรรดิซีซาร์นั้นควรหรือไม่"
* 22 : 18 พระเยซูทรงทราบเจตนาร้ายของเขาจึงตรัสว่า"โอคนหน้าซื่อใจคดมาจับผิดเราทำไม
* 22 : 19 จงเอาเงินที่จะเสียส่วยนั้นมาให้เราดูก่อน"เขาจึงเอาเดนาริอันเหรียญหนึ่งถวายพระองค์
* 22 : 20 พระองค์ตรัสถามเขาว่า"รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร"
* 22 : 21 เขาทูลว่า"ของซีซาร์"แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า"เหตุฉะนั้นของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า"
* 22 : 22 คำตรัสตอบของพระองค์นั้นพวกเขานึกไม่ถึงจึงพากันกลับไปละพระองค์ไว้
* 22 : 23 ในวันนั้นมีพวกสะดูสีมาหาพระองค์พวกนี้เป็นผู้สอนว่าการฟื้นขึ้นมาจากความตายไม่มี
* 22 : 24 เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า"อาจารย์เจ้าข้าโมเสสสั่งว่าถ้าผู้ใดตายยังไม่มีบุตรก็ให้น้องชายรับพี่สะใภ้สืบตระกูลของพี่ชายไว้
* 22 : 25 ในพวกเรามีพี่น้องผู้ชายเจ็ดคนพี่หัวปีมีภรรยาแล้วก็ตายเมื่อยังไม่มีบุตรก็ละภรรยาไว้ให้แก่น้องชาย
* 22 : 26 ฝ่ายคนที่สองที่สามก็เช่นเดียวกันจนถึงคนที่เจ็ด
* 22 : 27 ในที่สุดหญิงนั้นก็ตายด้วย
* 22 : 28 เพราะฉะนั้นในวันที่จะฟื้นขึ้นมาจากความตายหญิงนั้นจะเป็นภรรยาของผู้ใดในเจ็ดคนนั้นด้วยนางได้เป็นภรรยาของชายทั้งเจ็ดคนแล้ว"
* 22 : 29 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า"พวกท่านผิดแล้วเพราะท่านไม่รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า
* 22 : 30 เมื่อมนุษย์ฟื้นขึ้นมาจากความตายนั้นจะไม่มีการสมรสหรือยกให้เป็นสามีภรรยากันอีกแต่จะเป็นเหมือนทูตในฟ้าสวรรค์
* 22 : 31 แต่เรื่องคนตายกลับฟื้นนั้นท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านหรือซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้กับพวกท่านว่า
* 22 : 32 เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัมพระเจ้าของอิสอัคและพระเจ้าของยาโคบพระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตายแต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น"
* 22 : 33 ประชาชนทั้งปวงเมื่อได้ยินก็ประหลาดใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์
* 22 : 34 ฝ่ายพวกฟาริสีเมื่อได้ยินว่าพระองค์ทรงกระทำให้พวกสะดูสีนิ่งอั้นอยู่จึงประชุมกัน
* 22 : 35 มีบาเรียนผู้หนึ่งในพวกเขาทดลองถามพระองค์ว่า
* 22 : 36 "อาจารย์เจ้าข้าในธรรมบัญญัตินั้นข้อใดสำคัญที่สุด"
* 22 : 37 พระเยซูทรงตอบเขาว่า"จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้าและด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า
* 22 : 38 นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น
* 22 : 39 ข้อที่สองก็เหมือนกันคือจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
* 22 : 40 ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้"
* 22 : 41 เมื่อพวกฟาริสียังประชุมอยู่ที่นั่นพระเยซูทรงถามว่า
* 22 : 42 "พวกท่านคิดอย่างไรด้วยเรื่องพระคริสต์พระองค์ทรงเป็นเชื้อสายของผู้ใด"เขาตอบว่า"เป็นเชื้อสายของดาวิด"
* 22 : 43 พระองค์ตรัสถามเขาว่า"ถ้าอย่างนั้นเป็นไฉนดาวิดโดยเดชพระวิญญาณจึงได้เรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าและรับสั่งว่า
* 22 : 44 พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่าจงนั่งที่ขวามือของเราจนกว่าเราจะปราบศัตรูของท่านให้อยู่ใต้เท้าของท่าน
* 22 : 45 ถ้าดาวิดทรงเรียกท่านว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าท่านจะเป็นเพียงเชื้อสายของดาวิดอย่างไรได้"
* 22 : 46 ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดอาจที่จะตอบพระองค์สักคำหนึ่งตั้งแต่วันนั้นมาไม่มีใครกล้าซักถามพระองค์ต่อไป
* 23 : 1 ครั้งนั้นพระเยซูตรัสกับประชาชนและพวกสาวกของพระองค์ว่า
* 23 : 2 "พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสีนั่งบนที่นั่งของโมเสส
* 23 : 3 เหตุฉะนั้นทุกสิ่งซึ่งเขาสั่งสอนพวกท่านจงถือประพฤติตามเว้นแต่การประพฤติของเขาอย่าได้ทำตามเลยเพราะเขาเป็นแต่ผู้สั่งสอนแต่เขาเองหาทำตามไม่
* 23 : 4 ด้วยเขาเอาห่อของหนักวางบนบ่ามนุษย์ส่วนเขาเองแม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่จับต้องเลย
* 23 : 5 การกระทำของเขาเป็นการอวดเท่านั้นเขาใช้กลักพระธรรมอย่างใหญ่สวมเสื้อที่มีพู่ห้อยอันยาว
* 23 : 6 เขาชอบที่อันมีเกียรติในการเลี้ยงและในธรรมศาลา
* 23 : 7 กับชอบรับการคำนับที่กลางตลาดและชอบให้เขาเรียกว่าท่านอาจารย์
* 23 : 8 ท่านทั้งหลายอย่าให้ใครเรียกท่านว่าท่านอาจารย์ด้วยท่านมีพระอาจารย์แต่ผู้เดียวและท่านทั้งหลายเป็นพี่น้องกันทั้งหมด
* 23 : 9 และอย่าเรียกผู้ใดในโลกว่าเป็นบิดาเพราะท่านมีพระบิดาแต่ผู้เดียวคือผู้ที่ทรงสถิตในสวรรค์
* 23 : 10 อย่าให้ผู้ใดเรียกท่านว่าพระครูด้วยว่าพระครูของท่านมีแต่ผู้เดียวคือพระคริสต์
* 23 : 11 ผู้ใดที่เป็นนายใหญ่ในพวกท่านผู้นั้นย่อมต้องรับใช้ท่านทั้งหลาย
* 23 : 12 ผู้ใดจะยกตัวขึ้นผู้นั้นจะต้องถูกเหยียดลงผู้ใดถ่อมตัวลงผู้นั้นจะได้รับการยกขึ้น
* 23 : 13 "วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคนหน้าซื่อใจคดเพราะพวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์พวกเจ้าเองก็ไม่เข้าไปและเมื่อคนอื่นจะเข้าไปพวกเจ้าก็ขัดขวางไว้
* 23 : 14 "วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคนหน้าซื่อใจคดด้วยพวกเจ้าริบเอาเรือนของหญิงม่ายและแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาวเพราะฉะนั้นพวกเจ้าจะต้องมีโทษมากยิ่งขึ้น"
* 23 : 15 "วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคนหน้าซื่อใจคดด้วยพวกเจ้าเที่ยวไปตามทางทะเลและทางบกทั่วไปเพื่อจะได้แม้แต่คนเดียวเข้าจารีตเมื่อได้แล้วก็ทำให้เขาถึงนรกยิ่งกว่าเจ้าเองถึงสองเท่า
* 23 : 16 "วิบัติแก่เจ้าคนนำทางตาบอดเจ้าสอนว่าผู้ใดจะสาบานอ้างพระวิหารคำสาบานนั้นไม่ผูกมัดแต่ผู้ใดจะสาบานอ้างทองคำของพระวิหารผู้นั้นจะต้องกระทำตามคำสาบาน
* 23 : 17 โอคนโฉดเขลาตาบอดสิ่งไหนจะสำคัญกว่าทองคำหรือพระวิหารซึ่งกระทำให้ทองคำนั้นศักดิ์สิทธิ์
* 23 : 18 และว่าผู้ใดจะสาบานอ้างแท่นบูชาคำสาบานนั้นไม่ผูกมัดแต่ผู้ใดจะสาบานอ้างเครื่องตั้งถวายบนแท่นบูชานั้นผู้นั้นต้องกระทำตามคำสาบาน3:12
* 23 : 19 ช่างตาบอดกันเสียจริงหนอสิ่งใดจะสำคัญกว่าเครื่องตั้งถวายหรือแท่นบูชาที่กระทำให้เครื่องตั้งถวายนั้นศักดิ์สิทธิ์
* 23 : 20 เหตุฉะนี้ผู้ใดจะสาบานอ้างแท่นบูชาก็สาบานอ้างแท่นบูชาและสิ่งสารพัดซึ่งอยู่บนแท่นบูชานั้นด้วย
* 23 : 21 ผู้ใดจะสาบานอ้างพระวิหารก็สาบานอ้างพระวิหารและอ้างพระองค์ผู้ทรงสถิตในพระวิหารนั้นด้วย
* 23 : 22 ผู้ใดจะสาบานอ้างสวรรค์ก็สาบานอ้างพระที่นั่งของพระเจ้าและอ้างพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นด้วย
* 23 : 23 "วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคนหน้าซื่อใจคดด้วยพวกเจ้าถวายทศางค์ของสะระแหน่ลูกผักชีและยี่หร่าส่วนข้อสำคัญแห่งธรรมบัญญัติคือความยุติธรรมความเมตตาความเชื่อนั้นได้ละเลยเสียการถวายทศางค์พวกเจ้าก็ควรปฏิบัติแต่ไม่ควรละเลยข้อสำคัญนั้นด้วย
* 23 : 24 โอคนนำทางตาบอดเจ้ากรองลูกน้ำออกแต่กลืนตัวอูฐเข้าไป
* 23 : 25 "วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคนหน้าซื่อใจคดด้วยเจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอกส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส
* 23 : 26 โอพวกฟาริสีตาบอดจงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อนเพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย
* 23 : 27 "วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคนหน้าซื่อใจคดเพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาวข้างนอกดูงดงามแต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและสารพัดโสโครก
* 23 : 28 เจ้าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นแหละภายนอกแลดูเหมือนว่าเป็นคนชอบธรรมแต่ภายในเต็มไปด้วยความเท็จเทียมและอธรรม
* 23 : 29 "วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคนหน้าซื่อใจคดด้วยพวกเจ้าก่อสร้างอุโมงค์ฝังศพของผู้เผยพระวจนะและตกแต่งอุโมงค์ฝังศพของผู้ชอบธรรมให้งดงาม
* 23 : 30 แล้วกล่าวว่าถ้าเราได้อยู่ในสมัยบรรพบุรุษของเรานั้นจะได้มีส่วนกับเขาในการทำโลหิตของผู้เผยพระวจนะให้ตกก็หามิได้
* 23 : 31 อย่างนั้นเจ้าทั้งหลายก็เป็นพยานปรักปรำตนเองว่าเจ้าเป็นบุตรของผู้ที่ได้ฆ่าผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น
* 23 : 32 เจ้าทั้งหลายจงกระทำตามที่บรรพบุรุษได้กระทำนั้นให้ครบถ้วนเถิด
* 23 : 33 โอพวกงูพันธุ์งูร้ายเจ้าจะพ้นโทษนรกอย่างไรได้
* 23 : 34 เหตุฉะนั้นนี่แหละเราใช้ผู้เผยพระวจนะนักปราชญ์และธรรมาจารย์ต่างๆไปหาพวกเจ้าเจ้าก็จะฆ่าเสียบ้างตรึงเสียที่กางเขนบ้างเฆี่ยนตีในธรรมศาลาของเจ้าบ้างข่มเหงไล่ออกจากเมืองนี้ไปเมืองโน้นบ้าง
* 23 : 35 ดังนั้นบรรดาโลหิตอันชอบธรรมซึ่งตกที่แผ่นดินโลกตั้งแต่โลหิตของอาแบลผู้ชอบธรรมจนถึงโลหิตของเศคาริยาห์บุตรบารัคยาที่พวกเจ้าได้ฆ่าเสียในระหว่างพระวิหารกับแท่นบูชานั้นคงตกบนพวกเจ้าทั้งหลาย
* 23 : 36 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าบรรดาผลกรรมชั่วเหล่านั้นจะตกกับคนสมัยนี้
* 23 : 37 "โอเยรูซาเล็มๆที่ได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะและเอาหินขว้างผู้ที่รับใช้มาหาเจ้าถึงตายเราใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้เนืองๆเหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมันแต่เจ้าไม่ยอมเลยหนอ
* 23 : 38 ดูเถิดนิเวศของเจ้าจะถูกทอดทิ้งและเริศร้าง
* 23 : 39 ด้วยเราว่าแก่เจ้าทั้งหลายว่าตั้งแต่นี้ต่อไปเจ้าจะไม่เห็นเราอีกกว่าเจ้าจะออกปากกล่าวว่าขอให้ท่านผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ"
* 24 : 1 ฝ่ายพระเยซูทรงออกจากบริเวณพระวิหารแล้วขณะเสด็จไปพวกสาวกของพระองค์มาชี้ตึกทั้งหลายในบริเวณพระวิหารให้พระองค์ทอดพระเนตร
* 24 : 2 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า"สิ่งสารพัดเหล่านี้พวกท่านเห็นแล้วมิใช่หรือเราบอกความจริงแก่ท่านว่าศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็ไม่มี"
* 24 : 3 เมื่อพระเยซูประทับบนภูเขามะกอกเทศพวกสาวกมาเฝ้าส่วนตัวกราบทูลว่า"ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไรสิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมาและยุคเก่าจะสิ้นสุดลง"
* 24 : 4 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า"ระวังให้ดีอย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง
* 24 : 5 ด้วยว่าจะมีหลายคนมาต่างอ้างนามของเราว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์เขาจะให้คนเป็นอันมากหลงไป
* 24 : 6 ท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงครามและข่าวลือเรื่องสงครามคอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลยด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้นแต่ที่สุดปลายยุคยังไม่มาถึง
* 24 : 7 เพราะประชาชาติต่อประชาชาติราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต่อสู้กันทั้งจะเกิดกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ
* 24 : 8 เหตุการณ์ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ลำบากซึ่งต้องมีมาก่อนกำเนิดยุคใหม่
* 24 : 9 "ในเวลานั้นเขาจะอายัดท่านทั้งหลายไว้ให้ทนทุกข์ลำบากและฆ่าท่านเสียและประชาชาติต่างๆจะเกลียดชังพวกท่านเพราะความจงรักภักดีของท่านที่มีต่อเรา
* 24 : 10 คราวนั้นคนเป็นอันมากจะถดถอยไปและอายัดกันและกันทั้งจะเกลียดชังซึ่งกันและกันด้วย
* 24 : 11 ผู้เผยพระวจนะปลอมหลายคนจะเกิดมีขึ้นและล่อลวงคนเป็นอันมากให้หลงไป
* 24 : 12 ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลงเพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป
* 24 : 13 แต่ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด
* 24 : 14 ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าจะได้ประกาศไปทั่วโลกให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติแล้วที่สุดปลายจะมาถึง
* 24 : 15 "เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งอันน่าสะอิดสะเอียนซึ่งกระทำให้เกิดความวิบัติตามพระวจนะที่ตรัสโดยดาเนียลผู้เผยพระวจนะนั้นตั้งอยู่ในสถานบริสุทธิ์(ให้ผู้อ่านเข้าใจเอาเถิด)
* 24 : 16 เวลานั้นให้ผู้ที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภูเขา
* 24 : 17 ผู้ที่อยู่บนดาดฟ้าหลังคาตึกอย่าให้ลงมาเก็บข้าวของออกจากตึกของตน
* 24 : 18 ผู้ที่อยู่ตามทุ่งนาอย่าให้กลับไปเอาเสื้อผ้าของตน
* 24 : 19 แต่ในวันเหล่านั้นอนิจจาน่าสงสารหญิงที่มีครรภ์หรือมีลูกอ่อนกินนมอยู่4:10
* 24 : 20 จงอธิษฐานขอเพื่อการที่ท่านต้องหนีนั้นจะไม่ตกในฤดูหนาวหรือในวันสะบาโต
* 24 : 21 ด้วยว่าในคราวนั้นจะเกิดความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งอย่างที่ไม่เคยมีตั้งแต่เริ่มโลกมาจนถึงทุกวันนี้และในเบื้องหน้าจะไม่มีต่อไปอีก
* 24 : 22 ถ้ามิได้ทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้าจะไม่มีมนุษย์รอดได้เลยแต่เพราะทรงเห็นแก่ผู้เลือกสรรจึงทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า
* 24 : 23 ในเวลานั้นถ้าผู้ใดจะบอกพวกท่านว่าแน่ะพระคริสต์อยู่ที่นี่หรืออยู่ที่โน่นอย่าได้เชื่อเลย
* 24 : 24 ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้นทำหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์ล่อลวงแม้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงถ้าเป็นได้
* 24 : 25 ดูเถิดเราได้กล่าวเตือนท่านทั้งหลายไว้ก่อนแล้ว
* 24 : 26 เหตุฉะนั้นถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่าท่านผู้นั้นอยู่ในถิ่นทุรกันดารก็จงอย่าออกไปหรือจะว่าอยู่ที่ห้องในก็จงอย่าเชื่อ
* 24 : 27 ด้วยว่าฟ้าแลบมาจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกฉันใดการเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นฉันนั้น
* 24 : 28 ซากศพอยู่ที่ไหนฝูงนกแร้งก็จะตอมกันอยู่ที่นั่น
* 24 : 29 "แต่พอสิ้นความทุกข์ลำบากแห่งวันเหล่านั้นแล้วดวงอาทิตย์จะมืดไปและดวงจันทร์จะไม่ส่องแสงดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้าและบรรดาสิ่งที่มีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน
* 24 : 30 เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้ามนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้จะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้าทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก
* 24 : 31 พระองค์ทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์มาด้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนักให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้วทั้งสี่ทิศนั้นตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น
* 24 : 32 "จงเรียนคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อเมื่อแตกกิ่งแตกใบท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว
* 24 : 33 เช่นนั้นแหละเมื่อท่านทั้งหลายเห็นบรรดาสิ่งเหล่านั้นก็ให้รู้ว่าพระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว
* 24 : 34 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าคนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปก่อนสิ่งทั้งปวงนั้นบังเกิดขึ้น
* 24 : 35 ฟ้าและดินจะล่วงไปแต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย
* 24 : 36 "แต่วันนั้นโมงนั้นไม่มีใครรู้ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้รู้แต่พระบิดาองค์เดียว
* 24 : 37 ด้วยสมัยของโนอาห์ได้เป็นอย่างไรเมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น
* 24 : 38 เพราะว่าเมื่อก่อนวันน้ำท่วมนั้นคนทั้งหลายได้กินและดื่มกันทำการสมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากันจนถึงวันที่โนอาห์เข้าในนาวา
* 24 : 39 และน้ำท่วมมากวาดเอาเขาไปสิ้นโดยไม่ทันรู้ตัวฉันใดเมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาก็จะเป็นฉันนั้น
* 24 : 40 เมื่อนั้นชายสองคนอยู่ที่ทุ่งนาจะทรงรับคนหนึ่งทรงละคนหนึ่ง
* 24 : 41 หญิงสองคนโม่แป้งอยู่ที่โรงโม่จะทรงรับคนหนึ่งทรงละคนหนึ่ง
* 24 : 42 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่เพราะท่านไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน
* 24 : 43 จงจำไว้ว่าถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้ได้ว่าขโมยจะมายามไหนเขาจะตื่นอยู่และระวังไม่ให้ทะลวงเรือนของเขาได้
* 24 : 44 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้นบุตรมนุษย์จะเสด็จมา
* 24 : 45 "ใครเป็นทาสสัตย์ซื่อและฉลาดที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกบ่าวทาสสำหรับแจกอาหารตามเวลา
* 24 : 46 เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้นทาสผู้นั้นก็จะเป็นสุข
* 24 : 47 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่านายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน
* 24 : 48 แต่ถ้าทาสนั้นชั่วและคิดในใจว่านายของข้ามาช้า
* 24 : 49 แล้วจะตั้งต้นโบยตีเพื่อนทาสและกินดื่มอยู่กับเพื่อนขี้เมา
* 24 : 50 นายของทาสผู้นั้นจะมาในวันที่เขาไม่คิดในโมงที่เขาไม่รู้
* 24 : 51 และจะทำโทษเขาถึงสาหัสทั้งจะขับไล่ให้เขาไปอยู่ในที่ของพวกคนหน้าซื่อใจคดซึ่งที่นั่นจะมีแต่การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
* 25 : 1 "เมื่อถึงวันนั้นแผ่นดินสวรรค์จะเปรียบเหมือนหญิงพรหมจารีสิบคนถือตะเกียงของตนออกไปรับเจ้าบ่าว
* 25 : 2 เป็นคนโง่ห้าคนเป็นหญิงมีปัญญาห้าคน
* 25 : 3 ฝ่ายคนโง่นั้นเอาตะเกียงของตนไปแต่หาได้เอาน้ำมันไปด้วยไม่
* 25 : 4 คนที่มีปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่กาไปกับตะเกียงของตนด้วย
* 25 : 5 เมื่อเจ้าบ่าวยังช้าอยู่ก็พากันง่วงเหงาและหลับไป
* 25 : 6 ครั้นเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องมาว่าเจ้าบ่าวมาแล้วจงออกมารับท่านเถิด
* 25 : 7 พวกหญิงพรหมจารีเหล่านั้นก็ลุกขึ้นตกแต่งตะเกียงของตน
* 25 : 8 พวกที่โง่นั้นก็พูดกับพวกที่มีปัญญาว่าขอแบ่งน้ำมันของท่านให้เราบ้างตะเกียงของเราจวนจะดับอยู่แล้ว
* 25 : 9 พวกที่มีปัญญาจึงตอบว่าน่ากลัวน้ำมันจะไม่พอสำหรับเราและเจ้าจงไปหาคนขายซื้อสำหรับตัวเองจะดีกว่า
* 25 : 10 เมื่อกำลังไปซื้อนั้นเจ้าบ่าวก็มาถึงผู้ที่พร้อมอยู่แล้วก็ได้ไปกับท่านในการเลี้ยงเนื่องในงานสมรสแล้วประตูก็ปิด
* 25 : 11 ภายหลังหญิงพรหมจารีอีกห้าคนก็มาร้องว่าท่านเจ้าข้าๆขอเปิดให้ข้าพเจ้าเข้าไปด้วย
* 25 : 12 ฝ่ายท่านตอบว่าเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าเราไม่รู้จักท่าน
* 25 : 13 เหตุฉะนั้นจงเฝ้าระวังอยู่เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวันหรือโมงนั้น
* 25 : 14 "และยังเปรียบเหมือนชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไปจึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้
* 25 : 15 คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์คนหนึ่งสองตะลันต์และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียวตามความสามารถของแต่ละคนแล้วท่านก็ไป
* 25 : 16 คนที่ได้รับห้าตะลันต์นั้นก็เอาเงินนั้นไปค้าขายทันทีได้กำไรเท่าตัว
* 25 : 17 คนที่ได้รับสองตะลันต์นั้นก็ได้กำไรเท่าตัวเหมือนกัน
* 25 : 18 แต่คนที่ได้รับตะลันต์เดียวได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้
* 25 : 19 ครั้นอยู่มาช้านานนายจึงมาคิดบัญชีกับทาสเหล่านั้น
* 25 : 20 คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่านายเจ้าข้าท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้าดูเถิดข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์
* 25 : 21 นายจึงตอบว่าดีแล้วเจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมากเจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด
* 25 : 22 คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่านายเจ้าข้าท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้าดูเถิดข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์
* 25 : 23 นายจึงตอบว่าดีแล้วเจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมากเจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด
* 25 : 24 ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงด้วยว่านายเจ้าข้าข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านเป็นคนใจแข็งเกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่านเก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย
* 25 : 25 ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้ใต้ดินดูเถิดนี่แหละเงินของท่าน
* 25 : 26 นายจึงตอบว่าอ้ายข้าชั่วช้าและเกียจคร้านเจ้าก็รู้หรือว่าเราเกี่ยวที่เรามิได้หว่านเก็บส่ำสมที่เรามิได้โปรย
* 25 : 27 เหตุฉะนั้นเจ้าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้ที่ธนาคารเมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย
* 25 : 28 เพราะฉะนั้นจงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขาไปให้คนที่มีสิบตะลันต์
* 25 : 29 ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือแต่ผู้ที่ไม่มีแม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา
* 25 : 30 เอาอ้ายข้าชาติชั่วช้าไปทิ้งเสียที่มืดภายนอกซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
* 25 : 31 "เมื่อบุตรมนุษย์ทรงพระสิริเสด็จมากับทั้งหมู่ทูตสวรรค์เมื่อนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์
* 25 : 32 บรรดาประชาชาติต่างๆจะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายออกเป็นสองพวกเหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะจะแยกแกะออกจากแพะ
* 25 : 33 ส่วนฝูงแกะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์แต่ฝูงแพะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องซ้าย
* 25 : 34 ขณะนั้นพระมหากษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่าท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเราจงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก
* 25 : 35 เพราะว่าเมื่อเราหิวท่านทั้งหลายก็ได้จัดหาให้เรากินเรากระหายน้ำท่านก็ให้เราดื่มเราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ได้ต้อนรับเราไว้
* 25 : 36 เราเปลือยกายท่านก็ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่มเมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็ได้มาเยี่ยมเอาใจใส่เราเมื่อเราต้องจำอยู่ในพันธนาคารท่านก็ได้มาเยี่ยมเรา
* 25 : 37 เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลว่าพระองค์เจ้าข้าที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำและได้จัดมาถวายแด่พระองค์แต่เมื่อไร
* 25 : 38 ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้าและได้ต้อนรับไว้หรือเปลือยพระกายและได้สวมฉลองพระองค์ให้แต่เมื่อไร
* 25 : 39 ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคารและได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่เมื่อไร
* 25 : 40 แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสกับเขาว่าเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไรก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย
* 25 : 41 พระองค์จะตรัสกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ของพระองค์ว่าท่านทั้งหลายผู้ต้องแช่งสาปจงถอยไปจากเราเข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและสมุนของมันนั้น
* 25 : 42 เพราะว่าเมื่อเราหิวท่านก็มิได้ให้เรากินเรากระหายน้ำท่านก็มิได้ให้เราดื่ม
* 25 : 43 เราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ไม่ได้ต้อนรับเราไว้เราเปลือยกายท่านก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่มเราเจ็บป่วยและต้องจำอยู่ในพันธนาคารท่านไม่ได้เยี่ยมเรา
* 25 : 44 เขาทั้งหลายจะทูลว่าพระองค์เจ้าข้าที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำหรือทรงเป็นแขกแปลกหน้าหรือเปลือยพระกายหรือประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคารและข้าพระองค์มิได้ปรนนิบัติพระองค์นั้นแต่เมื่อไร
* 25 : 45 เมื่อนั้นพระองค์จะตรัสกับเขาว่าเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าซึ่งท่านมิได้กระทำแก่ผู้ต่ำต้อยที่สุดสักคนหนึ่งในพวกนี้ก็เหมือนท่านมิได้กระทำแก่เราด้วย
* 25 : 46 และพวกเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษอยู่เป็นนิตย์แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์"
* 26 : 1 เมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้วจึงรับสั่งแก่พวกสาวกของพระองค์ว่า
* 26 : 2 "ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่าอีกสองวันจะถึงเทศกาลปัสกาและบุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ให้เขาตรึงที่กางเขน"
* 26 : 3 ครั้งนั้นพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ของประชาชนได้ประชุมกันที่สำนักของมหาปุโรหิตประจำการชื่อคายาฟาส
* 26 : 4 ปรึกษากันเพื่อจะจับพระเยซูด้วยอุบายเอาไปฆ่าเสีย
* 26 : 5 แต่เขาตกลงกันว่า"ในช่วงเทศกาลอย่าเพิ่งทำเลยเดี๋ยวประชาชนจะเกิดวุ่นวาย"
* 26 : 6 ในเวลาที่พระเยซูทรงประทับอยู่หมู่บ้านเบธานีในเรือนของซีโมนคนโรคเรื้อน
* 26 : 7 ขณะเมื่อทรงนั่งเสวยพระกระยาหารอยู่มีหญิงผู้หนึ่งถือผอบน้ำมันหอมราคาแพงมากมาเฝ้าพระองค์แล้วเทน้ำมันนั้นบนพระเศียรของพระองค์
* 26 : 8 พวกสาวกของพระองค์เมื่อเห็นก็ไม่พอใจจึงว่า"เหตุใดจึงทำให้ของนี้เสียเปล่า
* 26 : 9 น้ำมันนั้นถ้าขายก็ได้เงินมากแล้วจะแจกให้คนจนก็ได้"
* 26 : 10 พระเยซูทรงทราบจึงตรัสแก่เขาว่า"กวนใจหญิงนี้ทำไมเขาได้กระทำการดีแก่เรา
* 26 : 11 ด้วยว่าคนยากจนมีอยู่กับท่านเสมอแต่เราไม่อยู่กับท่านเสมอไป
* 26 : 12 ซึ่งหญิงนี้ได้เทน้ำมันหอมบนกายเราเขากระทำเพื่อการศพของเรา
* 26 : 13 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าการซึ่งหญิงนี้ได้กระทำจะเลื่องลือไปเป็นที่ระลึกถึงเขาที่ไหนๆที่ข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไปทั่วพิภพ"
* 26 : 14 ครั้งนั้นคนหนึ่งในพวกสาวกสิบสองคนชื่อยูดาสอิสคาริโอทได้ไปหาพวกมหาปุโรหิต
* 26 : 15 ถามว่า"ถ้าข้าพเจ้าจะชี้พระองค์ให้ท่านจับท่านทั้งหลายจะให้ข้าพเจ้าเท่าไร"ฝ่ายเขาก็ให้เงินแก่ยูดาสสามสิบเหรียญเงิน
* 26 : 16 ตั้งแต่นั้นมายูดาสคอยหาช่องที่จะชี้พระองค์ให้แก่เขา
* 26 : 17 เมื่อวันต้นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อพวกสาวกมาทูลถามพระองค์ว่า"จะให้ข้าพระองค์จัดเตรียมปัสกาให้พระองค์เสวยที่ไหน"6:8
* 26 : 18 พระองค์จึงตรัสตอบว่า"จงเข้าไปหาผู้หนึ่งในกรุงบอกเขาว่าพระอาจารย์ว่า"กาลกำหนดของเรามาใกล้แล้วเราจะถือปัสกาที่บ้านของท่านพร้อมกับพวกสาวกของเรา""
* 26 : 19 ฝ่ายสาวกเหล่านั้นก็กระทำตามรับสั่งแล้วได้จัดเตรียมปัสกาไว้พร้อม
* 26 : 20 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำพระองค์ประทับร่วมสำรับกับสาวกสิบสองคน
* 26 : 21 เมื่อรับประทานกันอยู่จึงตรัสว่า"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าคนหนึ่งในพวกท่านจะอายัดเรา"
* 26 : 22 ฝ่ายพวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์นักต่างคนต่างทูลถามพระองค์ว่า"พระองค์เจ้าข้าคือข้าพระองค์หรือ"
* 26 : 23 พระองค์ตรัสตอบว่า"ผู้ที่เอาอาหารจิ้มในชามเดียวกันกับเราผู้นั้นแหละที่จะอายัดเราไว้
* 26 : 24 บุตรมนุษย์จะเสด็จไปตามที่ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่าด้วยพระองค์นั้นแต่วิบัติแก่ผู้ที่จะอายัดบุตรมนุษย์ไว้ถ้าคนนั้นมิได้บังเกิดมาก็จะดีกว่า"
* 26 : 25 ยูดาสที่ได้อายัดพระองค์ทูลถามว่า"อาจารย์เจ้าข้าคือข้าพระองค์หรือ"พระองค์ตรัสตอบเขาว่า"ท่านว่าถูกแล้ว"
* 26 : 26 ระหว่างอาหารมื้อนั้นพระเยซูทรงหยิบขนมปังมาและเมื่อถวายสาธุการแล้วทรงหักส่งให้แก่เหล่าสาวกตรัสว่า"จงรับกินเถิดนี่เป็นกายของเรา"
* 26 : 27 แล้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วยโมทนาพระคุณและส่งให้เขาตรัสว่า"จงรับไปดื่มทุกคนเถิด
* 26 : 28 ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก
* 26 : 29 เราบอกท่านทั้งหลายว่าเราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึงคือวันที่เราจะดื่มกันใหม่กับพวกท่านในแผ่นดินแห่งพระบิดาของเรา"
* 26 : 30 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้วเขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
* 26 : 31 ครั้งนั้นพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า"ในคืนวันนี้ท่านทุกคนจะทิ้งเราด้วยมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่าเราจะประหารผู้เลี้ยงแกะและแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป
* 26 : 32 แต่เมื่อทรงให้เราฟื้นขึ้นมาแล้วเราจะไปยังแคว้นกาลิลีก่อนหน้าท่าน"
* 26 : 33 ฝ่ายเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า"แม้คนทั้งปวงจะทิ้งพระองค์ข้าพระองค์จะทิ้งก็หามิได้เลย"
* 26 : 34 พระเยซูตรัสกับเขาว่า"เราบอกความจริงแก่ท่านว่าในคืนวันนี้ก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง"
* 26 : 35 เปโตรทูลพระองค์ว่า"ถึงแม้ข้าพระองค์จะต้องตายกับพระองค์ข้าพระองค์ก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย"เหล่าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน
* 26 : 36 แล้วพระเยซูทรงพาสาวกมายังที่แห่งหนึ่งเรียกว่าเกทเสมนีแล้วตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า"จงนั่งอยู่ที่นี่ขณะเมื่อเราจะไปอธิษฐานที่โน่น"
* 26 : 37 พระองค์ก็พาเปโตรกับบุตรทั้งสองของเศเบดีไปด้วยพระองค์ทรงโศกเศร้าและหนักพระทัยนัก
* 26 : 38 จึงตรัสกับเขาว่า"ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตายจงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด"
* 26 : 39 แล้วเสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่งก็ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า"โอพระบิดาของข้าพระองค์ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิดแต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์"
* 26 : 40 จึงเสด็จกลับมายังสาวกเหล่านั้นเห็นเขานอนหลับอยู่และตรัสกับเปโตรว่า"เป็นอย่างไรนะท่านทั้งหลายจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักทุ่มเดียวไม่ได้หรือ
* 26 : 41 ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐานเพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลองจิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริงแต่กายยังอ่อนกำลัง"
* 26 : 42 พระองค์จึงเสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สองอีกว่า"ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ไม่ได้และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้วก็ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์"
* 26 : 43 ครั้นเสด็จกลับมาก็ทรงเห็นสาวกนอนหลับอยู่เพราะเขาลืมตาไม่ขึ้น
* 26 : 44 จึงทรงละเขาไว้เสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สามเหมือนคราวก่อนๆอีก
* 26 : 45 แล้วเสด็จมายังพวกสาวกตรัสว่า"ท่านจะนอนต่อไปให้หายเหนื่อยอีกหรือเวลามาใกล้แล้วบุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ในมือคนบาป
* 26 : 46 ลุกขึ้นไปกันเถิดผู้ที่จะอายัดเรามาใกล้แล้ว"
* 26 : 47 พระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำยูดาสคนหนึ่งในเหล่าสาวกสิบสองคนนั้นได้เข้ามาและมีประชาชนเป็นอันมากถือดาบถือไม้ตะบองมาจากพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่แห่งประชาชน
* 26 : 48 ผู้ที่จะอายัดพระองค์นั้นได้ให้อาณัติสัญญาณแก่เขาว่า"เราจะจุบคำนับผู้ใดก็เป็นผู้นั้นแหละจงจับกุมเขาไว้"
* 26 : 49 ขณะนั้นยูดาสตรงมาหาพระเยซูทูลว่า"สวัสดีพระอาจารย์"แล้วจุบคำนับพระองค์
* 26 : 50 พระเยซูได้ตรัสกับเขาว่า"สหายเอ๋ยมาที่นี่ทำไม"คนเหล่านั้นก็เข้ามาจับพระเยซูและคุมไป
* 26 : 51 ขณะนั้นมีคนหนึ่งที่อยู่กับพระเยซูยื่นมือชักดาบออกฟันหูทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตประจำการขาด
* 26 : 52 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า"จงเอาดาบของท่านใส่ฝักเสียด้วยว่าบรรดาผู้ถือดาบจะต้องพินาศเพราะดาบ
* 26 : 53 ท่านคิดว่าเราจะขอพระบิดาของเราไม่ได้หรือและในครู่เดียวพระองค์จะประทานทูตสวรรค์แก่เรากว่าสิบสองกอง
* 26 : 54 แต่ถ้าเช่นนั้นพระคัมภีร์ที่ว่าจำจะต้องเป็นอย่างนี้จะสำเร็จได้อย่างไร"
* 26 : 55 ขณะนั้นพระเยซูได้ตรัสกับหมู่ชนว่า"ท่านทั้งหลายเห็นเราเป็นโจรหรือจึงถือดาบถือตะบองออกมาจับเราเราได้นั่งสั่งสอนในบริเวณพระวิหารทุกวันท่านก็หาได้จับเราไม่
* 26 : 56 แต่เหตุการณ์ที่ได้บังเกิดขึ้นครั้งนี้เพื่อจะสำเร็จตามที่ผู้เผยพระวจนะได้เขียนไว้"แล้วสาวกทั้งหมดก็ได้ละทิ้งพระองค์ไว้และพากันหนีไป
* 26 : 57 ผู้ที่จับพระเยซูได้พาพระองค์ไปถึงบ้านคายาฟาสมหาปุโรหิตประจำการที่พวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ได้ประชุมกันอยู่ที่นั่น
* 26 : 58 แต่เปโตรได้ติดตามพระองค์ไปห่างๆจนถึงลานบ้านของท่านมหาปุโรหิตแล้วเข้าไปนั่งข้างในลานบ้านกับคนใช้ของท่านมหาปุโรหิตจะคอยดูว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร
* 26 : 59 พวกมหาปุโรหิตกับบรรดาสมาชิกสภาจึงหาพยานเท็จมาเบิกปรักปรำพระเยซูเพื่อจะประหารพระองค์เสีย
* 26 : 60 แต่ถึงแม้มีพยานเท็จหลายคนมาให้การก็หาหลักฐานไม่ได้ในที่สุดมีสองคนมาให้การ
* 26 : 61 ว่า"คนนี้ได้ว่าเขาสามารถจะทำลายพระวิหารของพระเจ้าและจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน"
* 26 : 62 มหาปุโรหิตประจำการจึงลุกขึ้นถามพระองค์ว่า"ท่านจะไม่แก้ตัวในข้อหาที่พยานเขาตั้งมานี้หรือ"
* 26 : 63 แต่พระเยซูทรงนิ่งอยู่ท่านมหาปุโรหิตจึงว่า"เราให้ท่านสาบานโดยอ้างพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ให้บอกเราว่าท่านเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าหรือไม่"
* 26 : 64 พระเยซูตรัสตอบว่า"ท่านว่าถูกแล้วและยิ่งกว่านั้นอีกเราบอกท่านทั้งหลายว่าในเวลาเบื้องหน้านั้นท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพและเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์"
* 26 : 65 ขณะนั้นท่านมหาปุโรหิตจึงฉีกเสื้อของตนแล้วว่า"เขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้วเราต้องการพยานอะไรอีกเล่าท่านทั้งหลายก็ได้ยินเขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว
* 26 : 66 ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร"คนทั้งปวงก็ตอบว่า"ควรปรับโทษถึงตาย"
* 26 : 67 แล้วเขาถ่มน้ำลายรดพระพักตร์และตีพระองค์และบางคนเอามือตบพระองค์
* 26 : 68 แล้วว่า"เจ้าพระคริสต์จงเผยให้เรารู้ว่าใครตบเจ้า"
* 26 : 69 ฝ่ายเปโตรนั่งอยู่นอกตึกที่ลานบ้านมีสาวใช้คนหนึ่งมาพูดกับเขาว่า"แกได้อยู่กับเยซูชาวกาลิลีด้วยเหมือนกัน"
* 26 : 70 แต่เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า"ที่เจ้าว่านั้นข้าไม่รู้เรื่อง"
* 26 : 71 เมื่อเปโตรได้ออกไปที่ประตูบ้านสาวใช้อีกคนหนึ่งแลเห็นจึงบอกคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นว่า"คนนี้ได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย"
* 26 : 72 เปโตรจึงปฏิเสธอีกทั้งสาบานว่า"ข้าไม่รู้จักคนนั้น"
* 26 : 73 อีกสักครู่หนึ่งคนทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั้นก็มาว่าแก่เปโตรว่า"เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่แล้วด้วยว่าสำเนียงของเจ้าส่อตัวเอง"
* 26 : 74 เปโตรก็สบถสาบานใหญ่ว่า"ข้าไม่รู้จักคนนั้น"ในทันใดนั้นไก่ก็ขัน
* 26 : 75 เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูตรัสไว้ว่า"ก่อนไก่ขันเจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง"แล้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้เป็นทุกข์ยิ่งนัก
* 27 : 1 ครั้นรุ่งเช้าพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่แห่งประชาชนปรึกษากันด้วยเรื่องพระเยซูเพื่อจะประหารพระองค์เสีย
* 27 : 2 เขาจึงมัดพระองค์พาไปมอบไว้แก่ปีลาตเจ้าเมือง
* 27 : 3 เมื่อยูดาสผู้อายัดพระองค์เห็นว่าพระองค์ต้องปรับโทษก็กลับใจนำเงินสามสิบเหรียญนั้นมาคืนให้แก่พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่
* 27 : 4 กล่าวว่า"ข้าพเจ้าได้ทำบาปที่ได้อายัดคนบริสุทธิ์มาให้ถึงความตาย"คนเหล่านั้นจึงว่า"การนั้นไม่ใช่ธุระอะไรของเราเจ้าต้องรับธุระเอาเอง"
* 27 : 5 ยูดาสจึงทิ้งเงินนั้นไว้ในพระวิหารและจากไปแล้วเขาก็ออกไปผูกคอตาย
* 27 : 6 พวกมหาปุโรหิตจึงเก็บเอาเงินนั้นมาแล้วว่า"เป็นการผิดกฎหมายที่จะเก็บเงินนั้นไว้ในคลังพระวิหารเพราะเป็นค่าโลหิต"
* 27 : 7 เขาก็ปรึกษาตกลงกันว่าให้เอาเงินนั้นไปซื้อทุ่งช่างหม้อไว้สำหรับเป็นที่ฝังศพคนต่างบ้านต่างเมือง
* 27 : 8 เหตุฉะนั้นเขาจึงเรียกทุ่งนั้นว่าทุ่งโลหิตจนถึงทุกวันนี้
* 27 : 9 ครั้งนั้นก็สำเร็จตามพระวจนะที่ตรัสโดยเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะซึ่งว่าเขารับเงินสามสิบเหรียญซึ่งเป็นราคาของผู้นั้นที่เผ่าพันธุ์แห่งอิสราเอลบางคนตีราคาไว้
* 27 : 10 แล้วไปซื้อทุ่งช่างหม้อตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาข้าพเจ้า
* 27 : 11 เมื่อพระเยซูทรงยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองเจ้าเมืองจึงถามว่า"ท่านเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ"พระเยซูตรัสตอบว่า"ก็ท่านว่าแล้วนี่"
* 27 : 12 แต่เมื่อพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ได้ฟ้องกล่าวโทษพระองค์พระองค์มิได้ทรงตอบประการใด
* 27 : 13 ปีลาตจึงกล่าวแก่พระองค์ว่า"ซึ่งเขาได้กล่าวความปรักปรำท่านเป็นหลายประการนี้ท่านไม่ได้ยินหรือ"
* 27 : 14 แต่พระองค์มิได้ตรัสตอบสักคำเดียวเจ้าเมืองจึงอัศจรรย์ใจนัก
* 27 : 15 ในเทศกาลนั้นเจ้าเมืองเคยปล่อยนักโทษคนหนึ่งให้แก่หมู่ชนตามใจชอบ
* 27 : 16 คราวนั้นมีนักโทษสำคัญคนหนึ่งชื่อบารับบัส
* 27 : 17 เมื่อคนทั้งปวงชุมนุมกันแล้วปีลาตได้ถามเขาว่า"เจ้าทั้งหลายปรารถนาให้ปล่อยผู้ใดบารับบัสหรือเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์"
* 27 : 18 เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าเขาได้อายัดพระองค์ไว้ด้วยความอิจฉา
* 27 : 19 ขณะเมื่อปีลาตนั่งว่าราชการอยู่นั้นภรรยาของท่านได้ใช้คนมาเรียนว่า"อย่าพัวพันกับเรื่องของคนชอบธรรมนั้นเลยด้วยว่าวันนี้ดิฉันฝันร้ายไม่มีความสบายใจเพราะท่านผู้นั้น"
* 27 : 20 ฝ่ายพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ก็ยุยงหมู่ชนให้ขอให้ปล่อยบารับบัสและให้ประหารพระเยซูเสีย
* 27 : 21 เจ้าเมืองจึงถามเขาว่า"ในสองคนนี้เจ้าจะให้เราปล่อยคนไหน"เขาตอบว่า"บารับบัส"
* 27 : 22 ปีลาตจึงถามว่า"ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรแก่พระเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์"เขาพากันร้องว่า"ให้ตรึงเสียที่กางเขนเถิด"
* 27 : 23 เจ้าเมืองถามว่า"ตรึงทำไมเขาได้ทำผิดประการใด"แต่เขาทั้งหลายยิ่งร้องว่า"ให้ตรึงเสียที่กางเขนเถิด"
* 27 : 24 เมื่อปีลาตเห็นว่าไม่ได้การมีแต่จะเกิดวุ่นวายขึ้นก็เอาน้ำล้างมือต่อหน้าหมู่ชนแล้วว่า"เราไม่มีผิดด้วยเรื่องความตายของคนนี้เจ้ารับธุระเอาเองเถิด"
* 27 : 25 บรรดาหมู่ชนเรียนว่า"ให้ความผิดด้วยเรื่องความตายของเขาตกอยู่แก่เราทั้งบุตรของเราด้วย"
* 27 : 26 ท่านจึงปล่อยบารับบัสให้เขาและเมื่อให้โบยตีพระเยซูแล้วก็มอบให้ตรึงไว้ที่กางเขน
* 27 : 27 พวกทหารของเจ้าเมืองจึงพาพระเยซูไปไว้ในศาลาปรีโทเรียมแล้วก็รวมทหารทั้งกองไว้ข้างหน้าพระองค์
* 27 : 28 และเปลื้องฉลองพระองค์ออกเอาเสื้อสีแดงเข้มมาสวมพระองค์
* 27 : 29 เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียรพระองค์แล้วเอาไม้อ้อให้ถือไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์และได้คุกเข่าลงต่อพระพักตร์พระองค์เยาะเย้ยว่า"กษัตริย์ของพวกยิวเจ้าข้าขอทรงพระเจริญ"
* 27 : 30 แล้วก็ถ่มน้ำลายรดและเอาไม้อ้อนั้นตีพระเศียรพระองค์
* 27 : 31 เมื่อเยาะเย้ยพระองค์แล้วเขาถอดเสื้อนั้นออกแล้วเอาฉลองพระองค์สวมให้และนำพระองค์ออกไปเพื่อจะตรึงเสียที่กางเขน
* 27 : 32 ครั้นออกไปแล้วได้พบชาวไซรีนคนหนึ่งชื่อซีโมนจึงเกณฑ์ให้แบกกางเขนของพระองค์ไป
* 27 : 33 เมื่อมาถึงตำบลหนึ่งที่เรียกว่ากลโกธาแปลว่าที่กะโหลกศีรษะ
* 27 : 34 เขาเอาเหล้าองุ่นเปรี้ยวระคนกับของขมมาถวายพระองค์เมื่อพระองค์ทรงชิมก็ไม่เสวย
* 27 : 35 ครั้นตรึงพระองค์ที่กางเขนแล้วเขาก็เอาฉลองพระองค์มาจับฉลากแบ่งปันกัน
* 27 : 36 แล้วก็นั่งเฝ้าพระองค์อยู่ที่นั่น
* 27 : 37 และเขาได้เอาถ้อยคำข้อหาที่ลงโทษพระองค์ไปติดไว้เหนือพระเศียรซึ่งอ่านว่า"ผู้นี้คือเยซูกษัตริย์ของชนชาติยิว"
* 27 : 38 คราวนั้นเขาเอาโจรสองคนตรึงไว้พร้อมกับพระองค์ข้างขวาคนหนึ่งข้างซ้ายคนหนึ่ง
* 27 : 39 ฝ่ายคนทั้งปวงที่เดินผ่านไปมานั้นก็กล่าวเหยียดหยามพระองค์สั่นศีรษะเยาะเย้ย
* 27 : 40 ว่า"เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะจงช่วยตัวเองให้รอดถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้าจงลงมาจากกางเขนเถิด"
* 27 : 41 พวกมหาปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ก็เยาะเย้ยพระองค์ว่า
* 27 : 42 "เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้แต่ช่วยตัวเองไม่ได้เขาเป็นกษัตริย์ของชาติอิสราเอลให้เขาลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถิดเราจะได้เชื่อถือบ้าง
* 27 : 43 เขาไว้ใจในพระเจ้าถ้าพระองค์พอพระทัยในเขาก็ให้ทรงช่วยเขาเดี๋ยวนี้เถิดด้วยเขาได้กล่าวว่าเขาเป็นพระบุตรของพระเจ้า"
* 27 : 44 ถึงโจรที่ถูกตรึงไว้กับพระองค์ก็ยังกล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์เหมือนกัน
* 27 : 45 แล้วก็บังเกิดมืดมัวทั่วแผ่นดินตั้งแต่เวลาเที่ยงวันจนถึงบ่ายสามโมง
* 27 : 46 ครั้นประมาณบ่ายสามโมงพระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า"เอลีเอลีลามาสะบักธานี"แปลว่า"พระเจ้าของข้าพระองค์พระเจ้าของข้าพระองค์ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย"
* 27 : 47 บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่นเมื่อได้ยินก็พูดว่า"คนนี้เรียกเอลียาห์"
* 27 : 48 ในทันใดนั้นคนหนึ่งในพวกเขาวิ่งไปเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวเสียบปลายไม้อ้อส่งให้พระองค์เสวย
* 27 : 49 แต่คนอื่นร้องว่า"อย่าเพ่อก่อนให้เราคอยดูซิว่าเอลียาห์จะมาช่วยเขาให้รอดหรือไม่"
* 27 : 50 ฝ่ายพระเยซูร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่งแล้วสิ้นพระชนม์
* 27 : 51 และดูเถิดม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อนตั้งแต่บนตลอดล่างแผ่นดินก็ไหวศิลาก็แตกออกจากกัน
* 27 : 52 อุโมงค์ฝังศพก็เปิดออกศพของธรรมิกชนหลายคนที่ล่วงหลับไปแล้วได้เป็นขึ้นมา
* 27 : 53 และเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาแล้วเขาทั้งหลายก็ออกจากอุโมงค์พากันเข้าไปในนครบริสุทธิ์ปรากฏแก่คนเป็นอันมาก
* 27 : 54 ส่วนนายร้อยและทหารที่เฝ้าพระศพพระเยซูอยู่ด้วยกันเมื่อได้เห็นแผ่นดินไหวและการทั้งปวงซึ่งบังเกิดขึ้นนั้นก็พากันครั่นคร้ามยิ่งนักจึงพูดกันว่า"แท้จริงท่านผู้นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า"
* 27 : 55 ที่นั่นมีหญิงหลายคนที่ได้ติดตามพระองค์จากกาลิลีเพื่อจะปรนนิบัติพระองค์มองดูอยู่แต่ไกล
* 27 : 56 ในพวกนั้นมีมารีย์ชาวมักดาลามารีย์มารดาของยากอบและโยเซฟและมารดาของบุตรเศเบดี
* 27 : 57 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำมีเศรษฐีคนหนึ่งมาจากบ้านอาริมาเธียชื่อโยเซฟเป็นศิษย์ของพระเยซู
* 27 : 58 ได้เข้าไปหาปีลาตขอพระศพพระเยซูปีลาตจึงสั่งให้มอบแก่เขา
* 27 : 59 โยเซฟก็เชิญพระศพเอาผ้าป่านที่สะอาดพันหุ้มไว้
* 27 : 60 แล้วเชิญพระศพไปประดิษฐานไว้ที่อุโมงค์ใหม่ของตนซึ่งเขาได้สกัดไว้ในศิลากลิ้งหินใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้แล้วก็ไป
* 27 : 61 ฝ่ายมารีย์ชาวมักดาลากับมารีย์อีกคนหนึ่งนั้นก็นั่งอยู่ที่นั่นตรงหน้าอุโมงค์
* 27 : 62 ในวันรุ่งขึ้นคือวันถัดจากวันตระเตรียมพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีพากันไปหาปีลาต
* 27 : 63 เรียนว่า"เจ้าคุณขอรับข้าพเจ้าทั้งหลายจำได้ว่าคนล่อลวงผู้นั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้พูดว่าล่วงไปสามวันแล้วเราจะเป็นขึ้นมาใหม่
* 27 : 64 เหตุฉะนั้นขอเจ้าคุณได้มีบัญชาสั่งเฝ้าอุโมงค์ให้แข็งแรงจนถึงวันที่สามเกลือกว่าสาวกของเขาจะมาลักเอาศพไปแล้วจะประกาศแก่ประชาชนว่าเขาเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วและการหลอกลวงครั้งนี้จะร้ายแรงยิ่งกว่าครั้งก่อนอีก"
* 27 : 65 ปีลาตจึงบอกเขาว่า"พวกท่านจงเอายามไปเถิดจงไปเฝ้าให้แข็งแรงเท่าที่ทำได้"
* 27 : 66 เขาจึงไปทำอุโมงค์ให้มั่นคงประทับตราไว้ที่หินและวางยามประจำอยู่
* 28 : 1 ภายหลังวันสะบาโตเวลาใกล้รุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์มารีย์ชาวมักดาลากับมารีย์อีกคนหนึ่งนั้นมาดูอุโมงค์
* 28 : 2 ในทันใดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนักมีทูตของพระเจ้าองค์หนึ่งได้ลงมาจากสวรรค์กลิ้งก้อนหินนั้นออกจากปากอุโมงค์แล้วก็นั่งอยู่บนหินนั้น
* 28 : 3 สัณฐานของทูตนั้นเหมือนแสงฟ้าแลบเสื้อก็ขาวเหมือนหิมะ
* 28 : 4 ยามที่เฝ้าอยู่นั้นกลัวทูตองค์นั้นจนตัวสั่นและเป็นเหมือนคนตาย
* 28 : 5 ทูตสวรรค์นั้นจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า"อย่ากลัวเลยเรารู้แล้วว่าพวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน
* 28 : 6 พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้นมาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น
* 28 : 7 แล้วจงรีบไปบอกพวกสาวกของพระองค์เถิดว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วและพระองค์เสด็จไปยังแคว้นกาลิลีก่อนเจ้าทั้งหลายเจ้าทั้งหลายจะเห็นพระองค์ที่นั่นนี่แหละเราก็บอกเจ้าแล้ว"
* 28 : 8 หญิงเหล่านั้นก็ไปจากอุโมงค์โดยเร็วทั้งกลัวทั้งยินดีเป็นอันมากวิ่งไปบอกพวกสาวกของพระองค์
* 28 : 9 ดูเถิดพระเยซูได้เสด็จพบเขาและตรัสว่า"จงจำเริญเถิด"หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์
* 28 : 10 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า"อย่ากลัวเลยจงไปบอกพวกพี่น้องของเราให้ไปยังกาลิลีจะได้พบเราที่นั่น"
* 28 : 11 เมื่อหญิงเหล่านั้นกำลังไปมียามบางคนในพวกที่เฝ้าอุโมงค์นั้นเข้าไปในเมืองเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งบังเกิดขึ้นนั้นให้พวกมหาปุโรหิตฟัง
* 28 : 12 เมื่อพวกมหาปุโรหิตประชุมปรึกษากันกับพวกผู้ใหญ่แล้วก็แจกเงินเป็นอันมากให้แก่พวกทหาร
* 28 : 13 สั่งว่า"พวกเจ้าจงพูดว่าพวกสาวกของเขามาลักเอาศพไปในเวลากลางคืนเมื่อเรานอนหลับอยู่
* 28 : 14 ถ้าความนี้ทราบถึงหูเจ้าเมืองเราจะพูดแก้ไขให้พวกเจ้าพ้นโทษ"
* 28 : 15 ครั้นพวกทหารได้รับเงินแล้วจึงทำตามคำแนะนำและความนี้ก็เลื่องลือไปในบรรดาพวกยิวจนทุกวันนี้
* 28 : 16 แต่สาวกสิบเอ็ดคนนั้นก็ได้ไปยังกาลิลีถึงภูเขาที่พระเยซูได้ทรงกำหนดไว้
* 28 : 17 และเมื่อเห็นพระองค์จึงกราบลงนมัสการแต่บางคนยังสงสัยอยู่
* 28 : 18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า"ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดีในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
* 28 : 19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเราให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดาพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
* 28 : 20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค"
ผู้ใช้นิรนาม

รายการนำทางไซต์