มหากาพย์กิลกาเมช

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เนื้อหาต่อไปนี้เป็นบทแปลโดยสรุปของ มหากาพย์กิลกาเมช

เรื่องย่อ[แก้ไข]

จารึกแท่งที่ 1[แก้ไข]

พระองค์ ผู้เห็นสรรพสิ่งทั้งปวง (ชา นักบา อิมุรุ) ข้าจักประกาศให้โลกรู้,
พระองค์ ผู้รู้สรรพสิ่งทั้งปวง ที่ข้าจักเล่า
…… (ข้อความขาดหาย)……
ทรงเห็นความลี้ลับอันยิ่งใหญ่ ทรงรู้ในสิ่งที่ซ่อนเร้น:
ทรงกู้ความรู้ในทุกกาลสมัยก่อนยุคน้ำท่วมโลก.
ทรงเดินทางไปไกลโพ้นเกินแห่งหน,
ทรงเดินทางไปโพ้นจากความเหน็ดเหนื่อย,

และได้จำหลักเรื่องราวนี้บนศิลาไว้

กิลกาเมช ผู้กล้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีสรรพความรู้ทั้งมวลนี้ (เนเมฆุ), ได้สร้างมหานครอุรุค; จารึกนี้ขอเชิญท่านมาแวะทัศนาความยิ่งใหญ่ กำแพงสูง งานช่าง ของนครแห่งนี้ และ ณ ที่นี้ ที่ฐานของประตูนคร อันเป็นรากฐานแห่งกำแพงนครนี้ มีรอยจารึกเรื่องราวแห่งคุณูปการของกิลกาเมช อันเป็นเรื่องที่ท่านกำลังจะได้ฟังนี้

เรื่องดังกล่าวมีอยู่ว่า กิลกาเมช ผู้เป็นเทพเจ้าสองในสามส่วน และเป็นมนุษย์หนึ่งในสามส่วน เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นอภิมนุษย์ผู้แข็งแรงที่สุดที่เคยมีอยู่ ทว่าพระองค์ยังเยาว์วัย และปกครองพสกนิกรอย่างโหดร้าย ผู้คนร้องเรียกอานุ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เทพผู้เป็นใหญ่แห่งนครนี้ เพื่อให้ช่วยเหลือพวกคน อานุทรงยินดีช่วย โดยรังสรรค์คนป่าคนหนึ่ง คือ เอนคิดู ขึ้นมา โดยอยู่ในป่ารก ทุรกันดาร ดินแดนของกิลกาเมช

เอนคุดู คนป่าผู้ดุร้ายนี้ มีกำลังเทียมเท่าสัตว์ป่านับสิบๆ ตัว เขาจักทำหน้าที่เป็นอวมนุษย์ ผู้เป็นคู่แข่งของอภิมนุษย์ผู้มีนามว่ากิลกาเมช

ลูกชายนายพรานดักสัตว์คนหนึ่ง ขณะเข้าไปดูกักดักในป่า ก็เห็นเอนคิดูวิ่งเปลือยกายอยู่กับสัตว์ป่า ลูกนายพรานจึงวิ่งไปบอกข่าวนี้แก่บิดา ผู้เป็นบิดาบอกให้ลูกชายเข้าไปในเมือง แล้วพานางคณิกาในอาราม ที่ชื่อ ชัมฮัต กลับเข้ามาในป่าด้วยกัน ครั้นเมื่อนาง[เข้าป่า และ]เห็นเอนคิดู นางก็จะเสนอตัวร่วมสมสู่กับคนป่านั้น พรานบอกว่า หากเอนคิดูยอม ก็จะสูญเสียความแข็งแรงและหมดจากความป่าเถื่อน

นางชัมฮัตได้พบกับเอนคิดูที่ตาน้ำผุด ซึ่งมีสัตว์ป่าทั้งมวลมาชุมนุมกัน นางเสนอตัวจะร่วมสมสู่กับเอนคิดู และเขาก็ยอมตาม และทันใดก็สูญเสียความแข็งแรง และหมดจากความป่าเถื่อน แต่เขาก็ได้รับกำลังสมองและความรู้ (แทน) เอนคิดูเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียสภาพเดิมของตน แต่นางคณิกาอาสาจะพาเขาเข้าไปในเมือง ซึ่งความสนุกทั้งปวงแห่งความเจริญฉายแสงอย่างเจิดจ้า นางอาสาจะพาเขาไปหากิลกาเมช บุรุษผู้เดียวที่ควรค่าจะเป็นมิตรกับเอนคิดู

ในเวลานั้นกิลกาเมชฝันถึงเรื่องสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ ฝันว่ามีอุกกาบาตตกมาบนโลก ซึ่งมีขนาดใหญ่มากจนกิลกาเมชไม่อาจยก หรือผลักกลิ้งได้ ผู้คนมาชุมนุม และฉลองกันรอบอุกกาบาตนั้น และกิลกาเมชก็โอบกอดก้อนอุกกาบาตไว้เยี่ยงภรรยา แต่มารดาของตน นั่นคือ เทพี ริมัต-นินสุน บังคับให้ตนเอาชนะอุกกาบาตก้อนนั้น เรื่องที่สอง กิลกาเมชฝันว่ามีขวานเล่มหนึ่งที่ประตู มีขนาดใหญ่มากจนตนไม่สามารถยกหรือผลักได้เลย ผู้คนมาชุมนุมและฉลองกันรอบขวานเล่มนั้น และกิลกาเมชก็โอบกอดขวานเล่มนั้นไว้เยี่ยงภรรยา แต่มารดาของตน ก็บังคับให้ตนเอาชนะขวานเล่มนั้นอีก กิลกาเมชขอให้มารดาช่วยแก้ฝันให้ นางบอกว่า จะมีบุรุษผู้มีกำลังมหาศาลมายังนครอุรุค กิลกาเมชจะโอบกอดเขาเยี่ยงภรรยา และบุรุษผู้นี้จะช่วยกิลกาเมชทำภารกิจอันยิ่งใหญ่

จารึกแท่งที่ 2[แก้ไข]

เอนคิดูค่อยๆ ได้รับความศิวิไลซ์ โดยการอาศัยอยู่ระยะหนึ่งกับกลุ่มคนเลี้ยงแกะ ซึ่งสอนให้เขาดูแลฝูงสัตว์ สอนการกิน การพูดให้เหมาะสม และการนุ่งห่ม จากนั้นเอนคิดูก็เข้านครอุรุคในช่วงการฉลองครั้งยิ่งใหญ่ กิลกาเมช ในฐานะกษัตริย์ ก็ประกาศสิทธิที่จะร่วมสมสู่ครั้งแรกกับเจ้าสาวใหม่ทุกคน ในวันที่นางเข้าพิธีสมรส ในเวลานั้นเอนคิดูเข้าไปในเมือง และกิลกาเมชกำลังจะประกาศสิทธิดังกล่าว

อินคิดูเคืองโกรธกับความชั่วช้านี้ จึงไปยืนที่หน้าประตูเรือนหอ และขวางทางกิลกาเมชเอาไว้ และทั้งสองก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือด กระทั่งกิลกาเมชเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ เพราะเอนคิดุบิดบังมิให้กิลกาเมชเห็นว่าตนเหนือกว่า และทั้งสองก็สวมกอดกัน สาบานเป็นสหายกัน

ทั้งเอนคิดู และกิลกาเมชค่อยๆ อ่อนแรง และใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้านมากขึ้นอยู่ในนคร กิลกาเมชจึงเสนอที่จะออกผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ และทั้งสองจะเดินทางไปยังป่าซีดาร์อันไพศาล ในเขตอิหร่านตอนใต้ และโค่นต้นซีดาร์ทั้งหมดจนสิ้น ในการนี้ ทั้งสองจักต้องฆ่าองครักษ์แห่งป่านั้น นั่นคืออสูรร้าย นามว่าฮัมบาบาผู้น่าหวาดกลัว .. เอนคิดูรู้เรื่องเกี่ยวกับฮัมบาบาจากช่วงที่เคยอยู่ในป่าเยี่ยงคนป่า เขาพยายามจะเอาชนะกิลกาเมช มิให้ทำเรื่องโง่ๆ นี้ แต่ก็ไร้ผล

จากรึกแท่งที่ 3[แก้ไข]

(ข้อความส่วนใหญ่ของจารึกแท่งที่ 3 นี้ขาดหาย)

ปุโรหิตผู้อาวุโสแห่งนครนี้ทักท้วงความพยายามของกิลกาเมช แต่ในที่สุดก็เห็นพ้องด้วยอย่างไม่สู้เต็มใจนัก พวกเขาฝากชีวิตของกษัตริย์ไว้ในมือของเอนคิดู ซึ่งพวกเขายืนยันจะ… ในการรบกับฮัมบาบา มารดาของกิลกาเมชเศร้าเสียใจกับชะตากรรมของลูกชาย คอยสวดขอพร ชามาช เทพเจ้าแห่งตะวัน ถามว่าเหตุใดจึงให้หัวใจที่ไม่รู้หยุดนิ่งไว้ในทรงของลูกชายตน ชามาชสัญญาว่าจะคอยเฝ้ารักษาชีวิตของกิลกาเมชไว้ ส่วนนางรามัต-นินสุน ก็สั่งให้เอนคิดูคุ้มครองชีวิตของกษัตริย์องค์นี้ และคอยเป็นกองหน้าในการต่อสู้กับฮัมบาบา ท่ามกลางความหวั่นวิตกนั้น เอนคิดูพยายามจะโน้มน้าวให้กิลกาเมชล้มเลิกการเดินทางนี้ แต่กิลกาเมชก็ยังคงยึดมั่นว่าจะดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จ

จารึกแท่งที่ 4[แก้ไข]

จารึกแท่งที่ 4 เล่าเรื่องการเดินทางไปยังป่าซีดาร์ แต่ละวันในช่วงการเดินทางทั้ง 6 วันนั้น กิลกาเมชขอพรจากเทพชามาช และพระองค์ก็มีเมตตา บันดาลให้กิลกาเมชได้ฝันอันเป็นนิมิตในตอนกลางคืน ความฝันเหล่านี้ล้วนเป็นลางร้าย

(ความฝันเรื่องแรกขาดหายไปจากจารึก)

ความฝันเรื่องที่สอง กิลกาเมชฝันว่าตนได้ปล้ำกับกระทิงใหญ่ ซึ่งเพียงหายใจออกมาแผ่นดินก็แยกออกได้ เอนคิดูแก้ฝันแก่กิลกาเมชว่า ฝันนี้หมายความว่า ชามาช ก็คือกระทิง จักปกป้องกิลกาเมชไว้

ความฝันเรื่องที่สามเป็นดังนี้ ท้องฟ้ากึกก้องกัมปนาทด้วยเสียงฟ้าร้อง และแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ครั้นแล้วท้องฟ้าก็มืดมิด และทุกสิ่งสงบนิ่งราวกับความตาย สายฟ้าฟาดลงมาบนพื้น เกิดไฟเจิดจ้า โครงกระดูก ถั่งท่วมมาจากฟากฟ้า เมื่อความร้อนเหือดหาย และไฟดับมอด พื้นที่ราบแห่งนั้นก็กลายเป็นเถ้าธุลี

ในคราวนี้เอนคิดูทำนายฝันผิดไป แต่ก็คล้ายกับความฝันอื่นๆ คือเป็นนิมิตหมายว่า กิลกาเมชกำลังอยู่ในโอกาสที่ดี ฝันเรื่องที่สี่ขาดหายไป แต่เอนคิดูบอกกิลกาเมชว่า ความฝันนั้นนิมิตบอกความสำร็จในการต่อสู้ที่จะมาถึง ส่วนฝันเรื่องที่ห้าก็ขาดหายไปเช่นกัน

เมื่อถึงป่าทางเข้าป่าซีดาร์ กิลกาเมชก็ตัวสั่นด้วยความกลัว เขาสวดมนต์ต์ขอพระชามาช เตือนให้พระองค์ทราบว่า พระองค์สัญญากับนินสุนแล้ว ว่าตนจักปลอดภัย ชามาชร้องเรียกลงมาจากสวรรค์ สั่งให้กิลกาเมชเข้าไปในป่านั้น เพราะเวลานั้นฮัมบาบามิได้สวมเสื้อเกราะ ปกติอสูรฮัมบาบานั้นสวมเกราะ 7 ตัว แต่ตอนนี้สวมตัวเดียว เวลานี้มันจึงอ่อนแอเป็นพิเศษ เอนคิดูก็สูญความกล้า และหันหลังกลับ กิลกาเมชจึงทำร้ายเขา และทั้งสองต่อสู้อันอย่างรุนแรง เข้าไป ฝ่ายฮัมบาบาเมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้ดังกล่าว ก็ก้าวออกมาจากป่าซีดาร์อย่างองอาจเพื่อท้าทายผู้บุกรุก ข้อความตอนนี้ในจารึกหายไปมาก ที่ด้านหนึ่งของจารึกยังมีข้อความปรากฏ กล่าวว่ากิลกาเมชเอาชนะเอนคิดูได้ และเสนอว่าทั้งสองควรจะยืนต้านอสูรร้ายพร้อมกัน

จารึกแท่งที่ 5[แก้ไข]

กิลกาเมชและเอนคิดูเข้าไปในป่าซีดาร์อันงดงามเฉิดฉาย และเริ่มโค่นต้นไม้ลง เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฮัมบานาก็แผดคำรามมาหาคนทั้งสอง และเตือนให้ออกไป เอนคิดูตะโกนบอกฮัมบาบา ว่าตนทั้งสองแข็งแรงยิ่งกว่าอสูรฮัมบาบา ฮัมบาบา ซึ่งทราบว่ากิลกาเมชเป็นกษัตริย์ จึงเคืองโกรธกิลกาเมช เพราะฟังคำสั่งจากคนธรรมดาอย่างเอนคิดู มันเปลี่ยนหน้าไปสวมหน้ากากอันน่าเกลียด แล้วเริ่มคุกคามคนทั้งสอง กิลกาเมชจึงวิ่งหนีไปซ่อนตัว เอนคิดูตะโกนบอกกิลกาเมชให้มีกำลังใจ กิลกาเมชจึงปรากฏตัวออกจากที่ซ่อน และทั้งสองก็เริ่มการสู้รบเยี่ยงมหากาพย์ กับฮัมบาบา เวลานั้นชามาชก็บุกเข้ามาในป่า ช่วยคนทั้งสอง และฮัมบาบาก็พ่ายแพ้ มันคุกเข่า ขณะที่ดาบของกิลกาเมชจ่ออยู่ที่ลำคอ ฮัมบาบาร้องขอชีวิต และเสนอจะมอบต้นไม้ทั้งหมดในป่าแก่กิลกาเมช และจักขอเป็นทาสรับใช้ไปชั่วนิรันดร์ ขณะที่กิลกาเมชครุ่นคิดเรื่องนี้ เอนคิดูก็แทรกขึ้นมา บอกให้กิลกาเมชฆ่าฮัมบาบาเสียก่อนที่เทพเจ้าองค์ใดๆ จะมาถึง และจะห้ามมิให้ทำเช่นนั้น หากเขาฆ่าฮัมบาบา เขาก็จักได้เกียรติยศเกรียงไกรแผ่ไพศาลไปชั่วกาลนาน กิลกาเมชจึงฟันดาบของตนอย่างแรง ตัดศีรษะของฮัมบาบาหลุดจากบ่า แต่ก่อนจะตายนั้น ฮัมบาบาก็กรีดร้องสาปแช่งเอนคิดูว่า “เจ้าทั้งสอง เอนคิดูจงอย่ามีชีวิตยืนนาน เอนคิดูจงอย่าได้พบความสงบสุขในโลกนี้เลย”

กิลกาเมชและเอนคิดูช่วยกันตัดไม้ในป่าซีดาร์ โดยเฉพาะต้นที่สูงที่สุด เพื่อจะนำไปสร้างประตูซีดาร์อันโอฬารแห่งนครอุรุค ทั้งสองได้สร้างแพจากไม้ซีดาร์ (บรรทุกไม้ที่ตัด) และล่องมาตามแม่น้ำยูเฟรตีส จนถึงนครของตน

จารึกแท่งที่ 6[แก้ไข]

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว กิลกาเมช ผู้มีชื่อเสียงขจรขจาย และมีเสน่ห์เรืองรองภายในอารมณ์อันหรู ก็ลุ่มหลงเสน่หาเทพีเอชตาร์ ผู้มาตามหากิลกาเมช และเสนอตนจะเป็นคนรักของกิลกาเมช กิลกาเมชปฏิเสธคำร้องขอนี้ด้วยความขัดเคืองใจ โดยร่ายยาวถึงคนรักที่ตายแล้วทั้งปวงที่นางอิชตาร์เคยมี และยังชักเรื่องดวงชะตาที่ต้องถึงฆาต เมื่อพวกเขาทั้งหมดได้ประสบด้วยน้ำมือของนาง นางอิชตาร์เคืองแค้นยิ่งนัก รีบกลับสวรรค์ และขอให้บิดา คืออานุ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า ได้มอบโคสวรรค์แก่นาง เพื่อแก้แค้นทำลายกิลกาเมช และพระนครด้วย

พระบิดา โปรดประทานโคสวรรค์แก่ข้า
เพื่อสังหารกิลกาเมชและทำลายนครของมันด้วยเถิด
เพราะหากท่านไม่ประทานโคสวรรค์แก่ข้าแล้ว
ข้าจักรื้อประตูนรกเอง
จักพังเสาและประตูให้ราบเรียบพนาสูร
และข้าจักปล่อยปีศาจร้าย
และปล่อยให้ปีศาจมาท่องในโลกมนุษย์
และมันจักกินสรรพชีวิต

ปีศาจร้ายจักคร่าชีวิตทั้งปวง

เทพอานุ จึงยอมตาม และส่งโคสวรรค์ลงมายังนครอุรุค

แต่ละครั้งที่โคนี้หายใจ ลมหายใจของมันมีพลังอย่างมหาศาล จนเหวลึกอันโอฬารพลันเปิดกว้างในปฐพี ผู้คนนับร้อยร่วงพรูสู่ความตาย กิลกาเมชและเอนคิดูหวนมาร่วมมือกันอีกครา ร่วมสังหารโคกล้าตัวนี้ อิชตาร์ยิ่งขัดเคืองใจนัก แต่เอนคิดูก็เริ่มพูดให้นางเคืองโกรธ โดยกล่าวว่านางจักเป็นเหยื่อรายถัดไป ว่าตนและกิลกาเมชจักประหารนางเป็นรายถัดไป และเอนคิดูก็เฉือนน่องโคออกมาข้างหนึ่ง แล้วขว้างลอยคว้างไปเบื้องหน้าของนาง

จารึกแท่งที่ 7[แก้ไข]

เอนคิดูล้มป่วยลงหลังจากฝันเป็นลางนิมิตอยู่หลายครั้ง เขาได้ทราบจากนักบวชว่า ตนจะถูกแยก [ออกจากกิลกาเมช] เพื่อแก้แค้นโดยพวกเทพเจ้า เทพเจ้าผู้ใหญ่ได้มาชุมนุมและตัดสินว่า จักต้องมีคนถูกลงโทษ เพราะไปฆ่าฮัมบาบา และฆ่าโคสวรรค์ นั่นก็คือผู้กล้าทั้งสอง เทพเหล่านั้นตัดสินใจว่าเอนคิดูควรจะได้รับการลงโทษนี้ เมื่อได้รับการตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม เอนคิดูจึงแค้นใจนัก สาปแช่งประตูซีดาร์อันโอฬาร ที่สร้างจากไม้ในป่าซีดาร์ และสาปนางชัมฮัต คณิหาแห่งอาราม และนายพรานผู้นำพาตนมาสู่ความศิวิไลซ์ ชามฮัชเตือนเขาว่า แม้ชีวิตของเขาจะสั้น แต่เขาก็ได้ดื่มด่ำกับผลพวงแห่งความศิวิไลซ์ และรู้ถึงความสุขอันเป็นยอด เอนคิดูจึงให้พรแก่นางคณิกา และพรานผู้นั้น ในฝันครั้งหนึ่ง มีอสูรใหญ่มาจับตัวเอินคิดู และลากถูไปลงนรก เรือนแห่งสนธยากาล ที่คนตายทั้งปวงจบชีวิตลง ขณะกำลังจะตาย เขาบรรยายถึงนรกไว้ว่า

เรือนที่คนตายได้พำนักในความมืดมิดสนิทนัก
ที่พวกเขาได้ดื่มปฏิกูล และกินก้อนศิลา
ที่พวกเขานุ่งห่มขนเยี่ยงนก
ที่ไม่มีแสงรุกมาถึงความมืดชั่วนิรันดร์อีกต่อไป
ที่ประตูและกุญแจนรกถูกเคลือบด้วยฝุ่นหนา
ที่ข้าเข้าไปในเรือนแห่งฝุ่น
ทุก ๆ ด้านมีมงกุฎกษัตริย์สุมรุมกอง
ทุก ๆ ด้านมีเสียงเหล่ากษัตริย์ผู้สวมมงกุฎเหล่านั้น
ผู้บัดนี้ได้เพียงถวายอาหารเทพอานุ และเอนลิล
ขนมนมเนย เนื้อ และน้ำ รินจากหนัง
ข้าเห็นนักบวชหนึ่งและทาสหนึ่งนั่งในเรือนแห่งฝุ่น
ข้ายังเห็นนักบวชแห่งการขจัดมลทิน และนักบวชแห่งความสุขสันต์
ข้าเห็นนักบวชทั้งปวงแห่งเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
ที่นั่น เทพเอตานา และซุมุคัน ก็นั่งกัน
ที่นั่น เอเรชคิกัล ราชินีแห่งนรกก็นั่งอยู่
เบเลตเสรี อาลักษณ์แห่งนรก นั่งเบื้องหน้านาง
เบเลตเสรี ถือจารึก อ่านถวายเอเรชคิกัล
นางเงยพระพักตร์ช้า ๆ เมื่อเห็นข้า
นางชี้มาที่ข้า ว่า

“ใครส่งชายคนนี้มา”

เอนคิดูถวายตัวแก่กิลกาเมช(ก่อนตาย) และหลังจากทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอยู่ 12 วัน สุดท้ายก็ถึงแก่ความตาย

จารึกแท่งที่ 8[แก้ไข]

กิลกาเมชจำพรากจากสหายด้วยความตาย และร่ำร้องด้วยความอาลัยยิ่ง และสั่งผู้คนทั้งมวลอย่าได้หยุดนิ่ง ด้วยคร่ำครวญอาลัยถึงสหาย (ข้อความส่วนใหญ่ของจารึกแท่งนี้ขาดหายไป แต่ครึ่งหลังของจารึกดูเหมือนจะพรรณนาถึงอนุสาวรีย์ที่กิลกาเมชสร้างให้เอนคิดู)

จารึกแท่งที่ 9[แก้ไข]

กิลกาเมชปล่อยชีวิตไปวันๆ มิได้อาบน้ำ มิได้โกนหนวดเครา มิได้ดูแลตนเอง เศร้าโศกถึงมิตรมิได้สร่าง แต่เนื่องจากบัดนี้กิลกาเมชระลึกได้ ว่าตนจะต้องตายด้วยเช่นกัน และเมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ตื่นตระหนกเป็นยิ่งนัก ตัดสินใจว่าตนจะไม่มีชีวิตอยู่ได้ เว้นแต่จะมีชีวิตนิรันดร์ และจักไปเดินทางที่เสี่ยงอันตรายที่สุดยิ่งกว่าการเดินทางครั้งไหนๆ นั่นคือการเดินทางสู่อุตนาปิชติม พร้อมชายา ผู้เป็นมนุษย์ปุถุชนเพียงสองคน? ที่เทพเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์ให้

อุตนาปิชตัมนั้นคือดินแดนแสนไกล อยู่ที่ปากของแม่น้ำทั้งมวล อยู่ที่ปลายสุดของโลก อุตนาปิชติม คือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในโลกนี้ ก่อนจะมีน้ำท่วมใหญ่ พระองค์และชายา เป็นปุถุชนเพียงสองคน ที่เทพเจ้าเฝ้าพิทักษ์รักษาในช่วงน้ำท่วมโลกครั้งนั้น หลังจากฝันเป็นลางนิมิตครั้งหนึ่ง กิลกาเมชก็ออกเดินทาง โดยไปถึงภูเขา มาชู ซึ่งเป็นหลักหมายของตะวันขึ้นและตะวันตกดิน และได้พบกับแมงป่องขนาดใหญ่สองตน ผู้พิทักษ์หนทางสู่ขุนเขามาชู ปกปัก แมงป่องเหล่านี้พยายามบอกให้กิลกาเมชเข้าใจว่าการเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย และไร้ผล แต่ก็ยอมให้กิลกาเมชผ่านไปได้

เมื่อผ่านขุนเขามาชู ก็ถึงดินแดนแห่งรัตติกาล ซึ่งไม่มีแสงสว่างปรากฏเลย กิลกาเมชเดินทางได้ 11 ลี้ ก็เริ่มมีแสงรำไร หลังจากผ่านไป 12 ลี้ ก็เข้าสู่ทิวาวาร กิลกาเมชเข้าไปในสวนอัญมณีอันเรืองรอง ไพรพฤกษ์ทั้งมวลล้วนแต่เพชรพลอยล้ำค่า

จารึกแท่งที่ 10[แก้ไข]

กิลกาเมชเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมเล็กๆ ริมฝั่งทะเล โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสิดุรี เป็นผู้ดูแล เขาตกใจเมื่อเป็นกิลกาเมชปรากฏตัวในสภาพมอมแมม สิดุรีปิดประตูลั่นดาล ไม่ยอมให้กิลกาเมชเข้าไป กิลกาเมชบอกให้ทราบว่าตนเป็นใคร และถามสิดูรีว่าจะไปหาอุตนาปิชติมได้อย่างไร นางก็บอกกิลกาเมช เช่นเดียวกับแมงป่องยักษ์ ว่าการเดินทางนั้นจะไร้ผล และหนทางเต็มไปด้วยอันตราย แต่นางก็แนะให้ไปหา อุร์ชานาบี คนแจวเรือ ซึ่งจะนำไปสู่อุตนาปิชติมได้

กิลกาเมชจึงไปหาอุร์ชานาบี แสดงท่าทางยะโส และก้าวร้าวรุนแรงนัก และขณะเดียวกันก็ได้ทำลาย ”เครื่องศิลา” ที่นับว่าสำคัญยิ่งยวดต่อการเดินทางสู่อุตนาปิชติม เมื่อกิลกาเมชบอกว่าจะไปอุตนาปิชติม คนแจวเรือก็บอกว่าเวลานี้ไปไม่ได้เสียแล้ว เพราะ “เครื่องศิลา” นั้นถูกทำลาย แต่เขาก็แนะนำกิลกาเมช ให้โค้นต้นไม้จำนวนมากลง เพื่อใช้เป็นใช้ถ่อเรือ สายน้ำที่พวกเขาจะข้ามไปนั้น เป็นสายน้ำแห่งความตาย หากปุถุชนคนใดสัมผัสน้ำนั้น ก็จะเสียชีวิตลงทันที กิลกาเมชใช้ไม้ถ่อ และถ่อเรือไปได้โดยไม่สัมผัสกับสายน้ำอันตรายนั้น

หลังจากผ่านการเดินทางที่อันตรายและยาวนานแล้ว กิลกาเมชก็มาถึงชายฝั่งแห่งหนึ่ง และเผชิญหน้ากับชายคนหนึ่ง กิลกาเมชบอกชายผู้นี่ว่า ตนกำลังเที่ยวหาอุตนาปิชติม และความลับของชีวิตชั่วนิรันดร์ ชายชราผู้นั้นแนะนำกิลกาเมชว่า ความตายนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นเจตจำนงของเทพเจ้า ความพยายามของมนุษย์ทั้งปวงนั้นเป็นเพียงสิ่งชั่วครู่ ไม่ถาวร

จารึกแท่งที่ 11[แก้ไข]

มาถึงจุดนี้ กิลกาเมชรู้แจ้งว่าตนกำลังสนทนาอยู่กับ อุตนาปิชติม ผู้อยู่แสนไกล นั่นเอง เขามิได้คาดคิดว่ามนุษย์อมตะจะเหมือนคนธรรมดา และแก่ชราได้ กิลกาเมชจึงถามอุตนาปิชติมว่า ตนจะมีความเป็นอมตะได้อย่างไร อุตนาปิชติมจึงตอบว่า ความลับอันยิ่งใหญ่ที่ถูกซ่อนเร้นจากมนุษย์ ก็คือ

ในสมัยก่อนน้ำท่วมโลก ยังมีนครแห่งหนึ่ง ชื่อ ชุรุปปัค อยู่ริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรตีส ณ ที่นั้น สภาแห่งเทพเจ้ากำลังชุมนุมอย่างเป็นความลับ โดยเทพทั้งปวงนั้นคิดแก้ปัญหา โดยการจะทำลายโลกให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้น เทพเจ้าทั้งหลายล้วนสาบานว่าจักไม่แพ่งพรายความลับนี้แก่สรรพชีวิตใดๆ บนโลก แต่ เออา (เทพเจ้าองค์หนึ่ง ที่สร้างสรรค์มนุษยชาติ) ก็มาที่บ้านของอุตนาปิชติม และเล่าความลับนี้ให้แก่ผนังบ้านของอุตนาปิชติม จึงไม่เป็นการผิดคำสาบานที่ให้ไว้แก่เทพเจ้าทั้งหลาย เทพองค์นี้ได้แนะนำผนังบ้านของอุตนาปิชติมให้สร้างเรือขนาดใหญ่ มีความยาวเท่ากับความกว้าง และคลุมเรือนี้เสีย และนำสิ่งมีชีวิตทั้งปวงมาลงเรือไว้

อุตนาปิชติมลงมือทำงาน และสร้างเรือใหญ่ได้เสร็จในปีถัดมา จากนั้นก็ขนทองคำ เงิน และสิ่งมีชีวิตทั้งปวงบนโลกมาลงเรือ และนำเรือลงน้ำ เออาสั่งให้อุตนาปิชติมลงเรือ และสั่งให้ปิดประตูด้วย [ไม่นานนัก]เมฆดำทะมึนก็มาถึง พร้อมด้วยอาดาด เทพเจ้าแห่งสายฟ้าที่ร้องลั่นมาพร้อมกัน แผ่นดินแยกเหมือนกับหม้อดิน และแสงสว่างทั้งปวงก็กลายเป็นความมืดมิด น้ำท่วมใหญ่มาก จนแม้เทพเจ้าก็ยังพรั่นพรึง

ทวยเทพสะท้านราวสุนัขสั่นระริก ซ่อนตัวอยู่ลับลิบในสวรรค์
อิชตาร์กรีดร้องและครวญคร่ำ
“วารวันเก่าแก่แปรเป็นศิลา
เราตัดสินสิ่งชั่วแล้วในสภา
เหตุใดเราตัดสินสิ่งชั่วนั้นในสภาเรา
เหตุเราตัดสินทำลายคนของเรา
เวลานี้เราเพิ่งสร้างมนุษย์อันเป็นที่รักของเรา
บัดนี้เราทำลายพวกเขาในห้วงนที”
เทพทั้งมวลล้วนครวญคร่ำ ร่ำไห้ไปพร้อมนาง

เทพทั้งหลายนั่งสั่นหวีด กรีดน้ำตา

น้ำท่วมใหญ่คราวนั้นเกิดขึ้นนาน 7 วัน 7 คืน และสุดท้ายแสงสว่างก็คืนสู่โลก อุตนาปิชติมเปิดหน้าต่างออก และโลกทั้งมวลก็กลับกลายเป็นทะเลเรียบ มนุษย์ทั้งปวงกลายเป็นศิลา จากนั้นอุตนาปิชติม ก็ทรุดตัวลงคุกเข่า ร่ำไห้

เรือของอุตนาปิชติมลอยไปหยุดค้างบนยอดเขานีมุช เรือจอดอยู่อย่างมั่นคงบนยอดเขานั้น แต่ยังอยู่ใต้ผิวทะเล และคงติดอยู่ที่นั่นอีก 7 วัน และในวันที่ 7 …

ข้า (อุตนาปิชติม) ปล่อยนกเขาตัวหนึ่งออกจากเรือ
มันบินออกไป แต่บินวน และกลับมา
เพราะมันไม่พบกิ่งไม้ที่จะเกาะ
ข้าจึงปล่อยนกนางแอ่นออกจากเรือ
มันบินออกไป แต่บินวน และกลับมา
เพราะมันไม่พบกิ่งไม้ที่จะเกาะ
ข้าจึงปล่อยอีกาออกจากเรือ
มันบินออกไป และน้ำก็ซัดกลับ
มันกิน มันข่วนพื้น แต่มันบินวน และไม่กลับมา

ข้าจึงส่งสิ่งมีชีวิตทั้งมวลออกไปทุกทิศทุกทาง และบูชายัญแพะตวหนึ่งในจุดนั้นเอง

เทพเจ้าได้กลิ่นเครื่องสังเวยและบูชายัญ และเริ่มมาชุมนุมกับรอบๆ อุตนาปิชติม ฝ่ายเอนลิล ผู้ที่แต่เดิมเสนอให้ทำลายมนุษย์ทั้งปวงก็มาถึง เอนลิลเกรี้ยวกราดที่ยังมีมนุษย์คนหนึ่งรอดชีวิต เพราะทวยเทพต่างเห็นพ้องที่จะกวาดเอาชีวิตมนุษย์ทั้งมวล เอนลิลกล่าวโทษเออาที่ทรยศ แต่เออาขอให้เอนลิลโปรดเมตตา เอนลิลจึงจับตัวอุตนาปิชติมกะภรรยาไว้ และให้พร

ครั้งหนึ่ง อุตนาปิชติมเป็นปุถุชน ผู้ไม่พ้นความตาย
ครานี้ ขอให้เขาเป็นเทพ และอมตะ

ขอให้เขามีชีวิตยืนยาว ณ แหล่งแม่น้ำทั้งปวง

เมื่อเล่าจบ อุตนาปติมก็ให้กิลกาเมชได้มีโอกาสเป็นอมตะบ้าง หากกิลกาเมชสามารถทนตื่นได้ 6 วัน 7 คืน โดยไม่หลับ เขาก็จักได้เป็นอมตะ กิลกาเมชรับเงื่อนไขทั้งหมดนี้ และนั่งลงริมฝั่งน้ำ ทันทีที่เขานั่งลง เขาก็ผลอยหลับไป อุตนาปิชติมจึงบอกภรรยาว่า ผู้ชายทุกคนเป็นคนหลอกลวง ซึ่งกิลกาเมชจะปฏิเสธว่าตนไม่ได้หลับ อุตนาปิชติมจึงขอให้ภรรยาปิ้งขนมปังทุกวัน และวางไว้ที่เท้าของกิลกาเมช

กิลกาเมชหลับโดยไม่ตื่นเลยเป็นเวลา 6 วัน 7 คืน แล้วอุตนาปิชตัมก็ปลุกให้เขาตื่น เมื่อสะดุ้งตื่น กิลกาเมชก็พูดว่า “ข้าเพียงแต่งีบไปชั่วเสี้ยววินาที ณ ที่นี้เอง” อุตนาปิชติมจึงชี้ไปที่ขนมปังเหล่านั้น บอกให้ทราบถึงสภาพการเสื่อมสลายจากขนมปังใหม่สุด จนถึงที่เก่าที่สุด และมีราขึ้น ซึ่งวางอยู่แทบเท้านับแต่วันแรก กิลกาเมชจึงกลัดกลุ้มใจยิ่งนัก

โธ่เอ๋ย แล้วนี่ข้าจักทำอย่างไร บัดนี้ข้าจักไปแห่งหนใด
ความตายกัดกินร่างกายข้า
ความตายพำนักในกายข้า

ข้าจะไปที่ใด ข้าจะเห็นที่ใด ก็มีแต่ความตาย

ภรรยาของอุตนาปิชติมขอร้องให้สามีได้เมตตากิลกาเมช อุตนาปิชติมจึงบอกสถานที่แห่งความอมตะแก่กิลกาเมช ซึ่งมีต้นไม้ลี้ลับต้นหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กิลกาเมชเป็นหนุ่มขึ้นอีกครั้ง ต้นไม้นี้อยู่ที่ก้นทะเล รอบแผ่นดินแสนไกล กิลกาเมลมัดก้อนหินไว้กับเท้า แล้วจมลงไปที่ก้นทะเล แล้วถอนต้นไม้วิเศษ แต่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน เพราะไม่วางใจ แต่คิดจะนำกลับไปอุรุค และทดสอบกับชายชราก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าได้ผลจริง

อุร์ชนาบีพากิลกาเมชข้ามสายน้ำแห่งความตาย แล้วเดินทางเข้าไปจากฝั่งหลายลี้ กิลกาเมชและอุร์ชานาบีหยุดรับประทานอาหารและนอนหลับ ขณะที่หลับไหลอยู่นั้น ก็มีงูเลื้อยขึ้นมา กินต้นไม้วิเศษนั้นเสีย แล้วเลื้อยจากไป เมื่อกิลกาเมชตื่นมา ก็พบว่าต้นไม้วิเศษหายไปแล้ว จึงเสียใจทรุดตัวลงคุกเข่า ร่ำไห้

ข้าเหน็ดเหนื่อยแรงกายไปเพื่อใครเล่า
ข้าเดินทางไกลก็เพื่อใครเล่า
ข้าทนทุกข์เวทนามาเพื่อใคร
ข้าได้แต่ความสูญเปล่าแก่ข้าเอง

ข้าต้องเสียประโยชน์แก่อสรพิษ ผู้เปรียบสิงโตบนพื้นปฐพี

จารึกแท่งที่ 12[แก้ไข]

เล่าเกี่ยวกับวัตถุอย่างหนึ่งที่สูญหายไป เรียกว่า ปุคคุ และ มิคคุ (เข้าใจว่า หมายถึง กลอง และไม้ตีกลอง) ซึ่งเทพีอิชตาร์ได้เคยมอบไว้แก่กิลกาเมช และเล่าถึงวิญญาณของเอนคิดูกลับคืนมา สัญญาว่าจะหาของที่หายมาคืนให้ จากนั้นก็เล่าเรื่องอันโหดร้ายในปรโลก

เรื่องดังกล่าวจบลงที่กิลกาเมช เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง ก็มายืนอยู่เบื้องหน้าประตูเมืองอุรุค เชื้อเชิญให้อุร์ชานาบีมองไปรอบๆ และชมความยิ่งใหญ่ของพระนคร กำแพงสูง งานฝีมืออันประณีต และ ณ ที่นี้เอง ที่ฐานของประตูเมือง อันเป็นฐานของกำแพงนคร ที่ประดิษฐานหินแก้วไพฑูรย์ ซึ่งสลักเรื่องราวการเดินทางของกิลกาเมชไว้เป็นตำนาน.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้ไข]