มหาปทุมชาดก

จาก วิกิซอร์ซ
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เรื่องมหาปุทมชาดก ปรารภภิกษุเลี้ยงมารดา ภิกษุทั้งหลายไม่ทราบจึงไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ภิกษุรูปนั้นเลี้ยงคฤหัสถ์ เมื่อจะทรงยกย่องภิกษุผู้มีความกตัญญูนั้นจึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสแก่พวกภิกษุว่า ในอดีตพระโพธิสัตว์ประสูติเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอังคเสนราช พระมารดาทรงพระนามว่าพระนางสุเมขลาราชเทวี ในพระนครอังควดี ทรงพระนามว่า มหาปทุมกุมาร ต่อมาพระราชาอีกพระองค์หนึ่งพระนามว่ากูฏราช (พระยาโกง) ได้ฟังกิตติศัพท์ความงามของพระนางสุขเมขลา อยากได้มาเป็นภรรยาของตนจึงยกทัพมาทำสงคราม พระเจ้าอัคเสนราชกลัวความพินาศจะเกิดแก่มหาชนในแว่นแคว้นจึงไม่รับคำท้าของพระเจ้ากูฏราช แต่พวกอำมาตย์ไม่ได้พวกพลเสนาจึงอาสาออกรบแทนพระราชาแต่ก็พ่ายแพ้กลับมาเพราะขาดผู้นำทัพ พระเจ้าอัคเสนราชรู้ว่าพลเสนาของพระองค์พ่ายแพ้แก่ข้าศึกก็เกิดความโทมนัสอย่างยิ่ง ได้เข้าไปปรึกษาพระนางสุเมขลาราชเทวีว่า จะหนีออกจากพระนครนี้ขอให้พระนางจงรักษาบุตรในครรภ์ให้ดี พระนางสุเมขลาไม่ยอมอยู่ ขอเสด็จตามพระสวามีด้วยโดยให้เหตุผลว่า สตรีแม้จะมีพี่น้องชายหญิงมากมายแต่ถ้าตัวเองเป็นหม้ายแล้วก็ไม่งามไม่มีความสุข เหมือนแม่น้ำที่ไม่มีน้ำ สตรีผู้ใดเมื่อสามีตกยากก็ตกยากด้วย เมื่อสามีมั่งมีก็มั่งมีด้วย สตรีผู้นั้นกระทำกรรมที่สรรเสริญของชนทั้งปวง เทพยเจ้าทั้งหลายก็ย่อมสรรเสริญสตรีผู้นั้น เพราะสตรีผู้นั้นกระทำกรรมที่บุคคลกระทำได้ยาก ถึงจะได้นุ่งแต่ผ้าย้อมฝาดอยู่เสมอก็ยอม ถ้าแผ่นดินยังไม่แยกออกจากกันก็จะขอติดตามพระภัสดาไปตราบนั้น ความเป็นหญิงหม้ายเป็นความทุกข์เดือดร้อนใจของสตรี ถึงจะมีผู้หยิบยกเอาแผ่นดินปฐพีที่เต็มไปด้วยสมบัตินานาประการมาให้ แต่ถ้าให้พลัดพรากจากภัสดาแล้วก็ไม่ปรารถนา พระเจ้าอัคเสนราชจึงยอมให้พระนางหนีตามออกไปจากพระนครด้วย กษัตริย์ทั้งสองดำเนินไปจนถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ทั้งสองเอาไม้มามัดเป็นแพข้ามฝั่งพอแพมาถึงกลางแม่น้ำลมมพัดแพแตก ทั้งสองพระองค์จึงได้แยกจากกัน พระนางสุขเมขลาขึ้นฝั่งได้ มองเห็นแต่พระสวามีลอยอยู่กลางแม่น้ำ พระนางจึงตั้งสัจอธิษฐานให้แม่น้ำจับตัวแข็งเหมือนแผ่นดินเพื่อจะได้เดินลงไปรับเอาพระสวามีขึ้นมา ด้วยอานุภาพบุญบารมีของพระนางและของพระโพธิสัตว์ แม่น้ำได้แข็งตัวเหมือนแผ่นดิน พระนางจึงเดินลงไปรับพระภัสดาขึ้นมา พระเจ้าอังคเสนราชเมื่อเห็นพระเทวีแล้วทรงดีพระทัย เมื่อขึ้นฝั่งได้จึงได้กล่าวชมเชยพระเทวีที่ได้ปลดเปลื้องตนเองให้พ้นจากทุกข์ จากนั้นทั้งสองพระองค์ก็ดำเนินต่อไปมุ่งหน้าไปป่าหิมพานต์ พิภพของท้าวสักกเทวราชแสดงอาการร้อน ท้าวสักกเทวราชจึงได้ตรวจดูสาเหตุเมื่อทราบเหตุแล้ว จึงสั่งให้วิษณุกรรมเทพบุตร ลงไปเนรมิตรบรรณศาลาไว้ ๒ หลังพร้อมเครื่องบริขารของบรรพชิตแล้วจารึกอักษรไว้ที่บานประตูว่าเป็นศาลาที่ท้าวสักกะประทานไว้ กษัตริย์ทั้งสองเดินทางมาถึงศาลาอ่านดูแล้วจึงเข้าพักอยู่ในศาลาทรงเพศเป็นฤาษีอยู่ในป่านั้น พระนางสุเมขลา ทำหน้าที่หาผลไม้มาให้พระดาบส ต่อมาพระดาบสสิ้นพระชนม์ด้วยโรคาพาธอย่างหนึ่ง พระนางสุเมขลาโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่งเพราะขาดที่พึ่ง พระนางได้ทำฌาปนกิจของพระสวามีแล้วก็อยู่คนเดียวตามลำพังจนครรภ์แก่ครบถ้วนแล้วได้ประสูติพระโอรส ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้น บังเกิดมีดอกปทุมทองขนาดใหญ่เท่ากงจักรผุดขึ้นมาจากพื้นแผ่นดิน รองรับพระบาทของพระโพธิสัตว์ พระราชเทวีจึงขนานพระนามพระโอรสว่มหาปทุมกุมาร ต่อมาเมื่อพระโพธิสัตว์เจริญวัยแล้วก็ถามพระมารดาว่า ใครเป็นบิดาของลูก พระนางจึงตรัสบอกความจริงแก่พระโอรส พระกุมารทราบว่าพระราชบิดาสิ้นพระชนม์แล้วก็เศร้าพระทัย พูดกับพระมารดาว่า ต่อไปนี้แม่ไม่ต้องงออกไปหาผลไม้มาเลี้ยงลูกอีก ลูกจะหามาเลี้ยงแม่เอง พระนางไม่ยอมให้พระโอรสไปเพราะยังเล็กอยู่ แต่เมื่อพระมารดาออกไปหาผลไม้แล้ว พระกุมารก็สะกดรอยตามไปเพื่อจะได้รู้หนทางที่พระมารดาเสด็จไป ถ้าเกิดมีอันตรายแก่พระมารดา จะได้ไปช่วยเหลือได้ อยู่มาวันหนึ่งพระนางสุเมขลาถูกอสรพิษกัดที่เท้า พระนางทนพิษไม่ไหวได้สิ้นพระชนม์ในที่นั้นนั่นเอง เจ้ามหาปทุมกุมารรอแม่อยู่นานกว่าปรกติ จึงออกติดตามไปดู เห็นแม่ถูกงูกัดนอนอยู่จึงได้คร่ำครวฯบ่นเพ้ออยู่ด้วยอาการต่างๆ จะสละอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของตนเพื่อแลกเอาชีวิตของแม่กลับมา จนทำให้ร้อนไปถึงพิภพของท้าวสักกะ ท้าวสักกะทรงแปลงเป็นพราหมณ์ลงมาถึงที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ในเวลากึ่งราตรี ทำทีเป็นถามชื่อและทางจะไปเมืองพาราณสี พระกุมารก็บอกหนทางแก่พราหมณ์ แล้วถามว่าท่านรู้จักยาที่จะรักษาแม่ของฉันไหม แม่ของฉันถูกงูเห่ากัด พราหมณ์ตอบว่ารู้ ถ้าได้หัวใจของมนุษย์ใส่เข้าไปในปากก็จะทำให้ชีวิตของแม่เจ้าฟื้นคืนได้ พระกุมารดีใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้อธิษฐานขึ้นว่าจะเอาหัวใจของตนเองแลกชีวิตของแม่เพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เมื่อเชือดหัวใจเข้าปากของมารดาแล้ว พระมารดาก็ฟื้นคืนมา ตัวเองก็สิ้นชีวิตลงเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว พระนางสุเมขลาราชเทวี เมื่อเห็นพระราชโอรสสิ้นพระชนม์ต่อหน้าอย่างนั้นก็เศร้าโศกเหลือที่จะพรรณนา พระนางบ่นเพ้ออยู่เหมือนคนบ้า เมื่อได้สติแล้วพระนางจึงตั้งสัจอธิษฐานของชีวิตพระกุมาร ด้วยอานุภาพแห่งบุญของพระนาง ดวยอานุภาพแห่งความกตัญญูของพระโพธิสัตว์และด้วยอานุภาพของพระอินทร์ พอจบคำอธิษฐานพระอินทร์ก็เอายาทิพย์มาโสรจสรงพระโพธิสัตว์ พระกุมารก็ฟื้นคืนมา ทั้งสองแม่ลูกก็มีความสุขโสมนัส ท้าวสักกเทวราชได้แสดงตนแก่คนทั้งสอง ตรัสชมเชยพระโพธิสัตว์แล้วเสด็จไปสู่ที่อยู่ของตน ส่วนพระโพธิสัตว์และพระมารดามีชีวิตอยู่มาจนสิ้นพระชนมายุ แล้วก็จุติไปสู่สวรรคาลัย