ราชาธิราช/เล่ม ๓

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ปก ลง



ราชาธิราช

เล่ม ๓




ยี่สิบห้าสตางค์ต่างรู้ท่านผู้ซื้อ

ร้านหนังสือหน้าวัดเกาะเพราะนักหนา

ราษฎร์เจริญโรงพิมพ์ริมมรรคา

เชิญท่านมาซื้อดูคงรู้ดี

ได้ลงพิมพ์คราวแรกแปลกแปลกเรื่อง

อ่านแล้วเปลื้องความทุกข์เป็นสุขี

ท่านซื้อไปอ่านฟังให้มั่งมี

เจริญศรีสิริสวัสดิ์พิพัฒน์เอย




วัดเกาะ

รัตนโกสินทรศก ๑๐๘




หน้า ๙๗–๑๔๔ (๑–๔๗) ขึ้นลง



ราชาธิราช เล่ม ๓




ตั้งแต่พระยาอายลาวได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะเป็นพระเจ้าช้างเผือก

แล้วพระตะบะให้หนังสือไปถึงพระมหาราช เจ้าเมืองเชียงใหม่

ให้ยกทัพมารวมกันตีเมืองเมาะตะมะ





ครั้นล่วงเข้าเวลาปัจฉิมยาม จึงเทพยดาอันสถิตสิงอยู่ในบวรเศวตรฉัตรบันดาลให้พระเจ้าฟ้ารั่วนิมิตฝันว่า ซึ่งข้าศึกมาล้อมพระนครไว้ครั้งนี้ จะทรงพระวิตกไปไย พระยาช้างเผือกผู้ของพระองค์เป็นชัยมงคลอยู่แล้ว ให้เร่งแต่งที่บนยอดเขาใกล้เมืองเมาะตะมะประดับด้วยราชวัติฉัตรธง แลให้เอาอ่างทองคำใส่น้ำตั้งพิธีแล้ว จึงประดับพระยาช้างด้วยเครื่องคชาภรณ์อันงาม เชิญขึ้นไป ณ ยอดเขาซึ่งตั้งพิธีนั้น พระยาช้างก็จะสูบเอาน้ำในอ่างทองพ่นออกไปทิศใด ปัจจามิตรที่อยู่ในทิศนั้นก็จะปราชัยไปทุกทิศ ครั้นพระเจ้าฟ้ารั่วตื่นจากที่พระบรรทมแล้ว ทรงพระดำริว่า ชะรอยเทพยดาเจ้ามาบอกเหตุให้เราแล้วเป็นมั่นคง จึงเสด็จออกสั่งให้แต่งที่ ณ ยอดเขาใกล้เมืองเมาตะมะ เสร็จแล้วถึงเวลาอุดมฤกษ์ ก็ให้เชิญพระยาช้างขึ้นไปสถิตในโรงราชพิธี

ฝ่ายพระยาช้างก็สูบเอาน้ำในอ่างทอง แล้วก็พ่นออกไปตามทิศซึ่งข้าศึกตั้งอยู่นั้น ช้างในกองทัพเมืองเชียงใหม่ได้ยินเสียงพระยาช้างเผือกพ่นน้ำออกไปก็ตกใจ วิ่งเหยียบกองทัพ กองทัพก็แตกไป ชาวเมืองเมาะตะมะก็เปิดประตูเมืองออกไป เก็บได้เครื่องศัสตราวุธและผู้คนม้าเป็นอันมาก จำเดิมแต่ทัพเมืองเชียงใหม่แตกไปแล้ว ชาวเมืองเมาะตะมะก็มีความสุขทั่วทุกชายหญิง ครั้นอยู่นานมา ชังคี ชังแง ซึ่งเป็นบุตรพระเจ้าตราพระยานั้น พระเจ้าฟ้ารั่วให้เชิญพานพระศรีองค์หนึ่ง เชิญพระเต้าน้ำองค์หนึ่ง ด้วยเห็นว่าเป็นพระราชนัดดา หาแคลงพระทัยไม่ ใช้สอยสนิทอยู่ วันหนึ่ง อำมาตย์ทั้งปวงจึงบอกชังคี ชังแง ว่า พ่อทั้งสองนี้หาเป็นพระราชบุตรพระเจ้าฟ้ารั่วไม่ เป็นบุตรพระเจ้าตราพระยาต่างหาก ชังคี ชังแงสงสัยนัก จึงไปทูลถามพระมารดา นางสินทยาผู้เป็นพระมารดาก็บอกสมคำอำมาตย์ และแจ้งความแต่หลังให้ฟังทุกประการ ชังคี ชังแงได้ฟังพระมารดาบอกดังนั้น ก็มีพระทัยโทมนัสเศร้าโศก จึงปรึกษากันพี่น้องว่า แต่พระราชบิดาเรา ท่านยังประหารชีวิตเสีย ตัวเราทั้งสองนี้ที่ไหนท่านจะรักใคร่ พี่น้องจึงคิดกันเป็นขบถ เอามีดเหน็บซ่อนไว้ คอยดูท่วงทีซึ่งจะทำการ ครั้นพระเจ้าฟ้ารั่วเข้าที่บรรทมหลับสนิทอยู่ สองคนพี่น้องลอบย่องเข้าไป แล้วชักมีดเหน็บออกจะแทง พอนางนักสนมเห็น ร้องอื้ออึงขึ้น พี่น้องทั้งสองกลัว แทงเบาไป หาเข้าไม้ พระเจ้าฟ้ารั่วตกพระทัยตื่นขึ้นเห็น ชังคี ชังแงก็วิ่งหนีไป จึงตรัสสั่งให้เสนาบดีตามไปจับ เสนาบดีทั้งปวงตามไปจับพระราชนัดดาทั้งสองได้ตำบลวัดเฉพาะ เอามาถวายพระเจ้าฟ้ารั่ว จึงตรัสสั่งให้เอาไปประหารชีวิตเสีย แล้วจึงตรัสว่า แต่นี้ไป ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก จึงเป็นคำโบราณสืบมาจนเท่าบัดนี้ พระเจ้าฟ้ารั่วเสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะได้ยี่สิบหกปี พระโรคเบียดเบียน ก็สวรรคต ณ วันพุธ ขึ้นหกค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช ๖๗๕ ปี เมื่อไปอยู่ ณ เมืองสุโขทัยประมาณกี่ปี แลเมื่อแรกได้ราชสมบัติพระชนมายุเท่าใด จดหมายในราชพงศาวดารรามัญหาปรากฏไม่

ฝ่ายมุขมนตรีทั้งปวงจึงเชิญพระศพพระเจ้าฟ้ารั่วเข้าถวายพระเพลิงในปราสาท กวาดเอาพระอัฐิและพระอังคารประมวลเข้า แล้วก่อพระเจดีย์สวมลงไว้ กระทำเป็นรูปนกยูงทองไว้หน้าพระเจดีย์ พระเจดีย์ยังประดิษฐานอยู่จนเท่าบัดนี้ แล้วเสนาพฤฒามาตย์ราชปุโรหิตทั้งปวงจึงเชิญมะกะตา ผู้เป็นพระอนุชาพระเจ้าฟ้ารั่ว ขึ้นครองสมบัติในศักราช ๖๗๕ ปี ณ วันเสาร์ ขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนสาม ฤกษ์ยี่สิบ ครั้นมะกะตาได้เสวยราชสมบัติเป็นใหญ่ในเมืองเมาะตะมะแล้ว จึงให้แต่งพระราชสารกับเครื่องราชบรรณาการให้ราชทูตคุมไปถวายสมเด็จพระร่วงเจ้า ขอพระราชทานนาม พระร่วงเจ้าจึงตรัสถามราชทูตว่า มะกะตานี้เป็นเชื้อวงศ์กษัตริย์อยู่หรือ ราชทูตทูลว่าเป็นพระอนุชาพระเจ้าฟ้ารั้ว สมเด็จพระร่วงเจ้าได้ทรงฟังก็มีพระทัยยินดี จึงพระราชทานพระนามลงในพระสุพรรณบัฏ ชื่อ พระเจ้ารามประเดิด ราชทูตรับพระสุพรรณบัฏแล้ว ก็กราบถวายบังคมลามาถึงเมืองเมาะตะมะ จึงถวายพระสุพรรณบัฏแก่พระเจ้ามะกะตา

ฝ่ายเสนาพฤฒามาตย์ราชปุโรหิตทั้งปวงก็ตั้งพระราชพิธีราชาภิเษกมะกะตาเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้ารามประเดิด พระเจ้ารามประเดิดจึงให้สร้างสะโตงแลเมืองวาน แล้วโปรดให้สมิงยีรามะละไปกินเมืองวาน

ขณะนั้น พระเจ้าเชียงใหม่จึงแต่งให้เสนาบดีเป็นแม่ทัพมาตีเมืองวาน เมืองวานแตก สมิงยีรามะละตาย แลพระเจ้ารามประเดิดนั้นได้เสวยราชสมบัติแล้วเกียจคร้าน มิได้เอาพระทัยใส่ในราชกิจ

ฝ่ายสมิงมังละคิด ซึ่งเป็นผัวนางอุ่นเรือน น้องสาวพระเจ้าฟ้ารั่ว พี่เขยพระยารามประเดิดนั้น คิดกันกับภรรยาว่า พระยารามประเดิดเกียจคร้าน มิได้เอาพระทัยใส่ในราชการแผ่นดิน อุปมาดังต้นไม้อันหาผลมิได้ มิดังนั้น ประดุจดอกไม้อันปราศจากกลิ่นหอม ก็หาประโยชน์มิได้ เมื่อตัวความคิดน้อยแล้วสิประกอบด้วยความเกียจคร้านเล่า แต่ทัพเสนาบดียกมาเพียงนี้ยังได้ความเดือดร้อนทั้งพระนครแล้ว ถ้ามีศึกกษัตริย์ใหญ่หลวงมาจะมิเสียพระนครเป็นเชลยเสียหรือ ทั้งพระยาช้างเผือกก็จะได้ไปแก่ข้าศึก จะนิ่งอยู่ให้ครองสมบัติสืบไปมิได้ จำจะยกเสียจากราชสมบัติ ครั้นคิดกันแล้วจึงแต่งเป็นกลอุบายให้กรมช้างเอาเนื้อความกราบทูลว่า มีช้างตัวหนึ่งสามงา งาหนึ่งออกที่กระพอง เที่ยวกันหญ้าอยู่ป่าริมพระลาน พระยารามประเดิดได้ทรงฟัง สำคัญว่าจริง มิได้มีความสงสัย ก็ดีพระทัย จึงสั่งให้เอาช้างต่อแลเชือกบาศข้ามไปฟากเทืองเมาะลำเลิงแล้ว ส่อนพระองค์ก็เสด็จข้ามไปด้วยพวกพลพอประมาณ หมายจะจับช้างตัวประหลาด เมื่อข้ามไปมิได้พบช้างสำคัญแล้ว จะเสด็จกลับคืนเข้าเมือง ประตูเมืองเขาก็ปิดเสีย เข้าพระนครมิได้ สมิงมังละคิดก็ให้จับพระยารามประเดิดฆ่าเสีย พระยารามประเดิดได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะสองปี ในศักราช ๖๗๖ ปี แต่กษัตริย์ครองเมืองเมาะตะมะสวรรคตล่วงไปสองพระองค์แล้ว จึงสมิงมังละคิดจะคิดเอาราชสมบัติ

ฝ่ายนางอุ่นเรือนภรรยานั้นจึงว่า ธรรมดาขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแผ่นดินนี้ ต้องประพฤติให้องอาจดุจหนึ่งพระยาไกรสรสีหราช เสนาบดีพลเมืองจึงเกรงกลัว บัดนี้ พระองค์ก็ทรงพระชราภาพอยู่แล้ว จะมีผู้ใดเกรงกลัวหามิได้ ลูกชายเราก็มีอยู่สองคน ลูกชายใหญ่นั้นจะให้เป็นพระยาเสวยราชสมบัติแล้ว เราสองคนก็จะพึ่งพาอาศัยได้ถนัด ไพร่ฟ้าข้าเฝ้าทั้งปวงก็จะเกรงกลัวฉันเดียวกัน ครั้นปรึกษาเห็นชอบด้วยกันแล้ว จึงอภิเษกเจ้าอาวซึ่งเป็นบุตรชายใหญ่นั้นให้ครองราชสมบัติ ณ วันอาทิตย์ ขึ้นหกค่ำ เดือนยี่ ศักราช ๖๗๖ ปี จึงแต่งพระราชสารกับเครื่องราชบรรณการให้ราชทูตคุมไปถวายทูลขอพระนามสมเด็จพระร่วงเจ้า สมเด็จพระร่วงเจ้าจึงพระราชทานนามลงพระสุพรรณบัฏ ชื่อ พระเจ้าแสนเมืองมิง แลพระราชธิดาสมเด็จพระร่วงเจ้าซึ่งเป็นมเหสีพระเจ้าฟ้ารั่วนั่น สมิงมังละคิดก็เอามาเป็นภรรยา สมิงมังละคิดให้ปลูกตำหนักใหญ่หลังหนึ่งบนยอดเขาฟังปู แล้วให้เขียนเป็นรูปต่าง ๆ อยู่มาวันหนึ่ง สมิงมังละคิดออกไปเล่นน้ำในสระ ฝ่ายข้าสาวซึ่งอยู่ในตำหนักนั้นนอนกลางวันมิได้ปิดหน้าต่าง เมื่อจะเกิดเหตุนั้น กาคาบเอาเนื้อย่างซึ่งไฟติดอยู่นั้นมาจับกินที่หน้าต่าง ไฟตกลงติดเชื้อเข้า ก็ไหม้ตำหนักขึ้น นางห้ามทั้งหลายซึ่งอยู่ในตำหนักนั้นหนีไม่ทัน ก็ตายในไฟ

ฝ่ายสมิงมังละคิดกลับเข้ามาเห็นนางห้ามทั้งปวงถึงแก่ความตายดังนั้น จึงให้เอาศพนั้นมากองมั่วสุมไว้ เอาไม้ซึ่งเหลือไฟไหม้นั้นมาเผาศพนั้นเสีย ฝ่ายพระเจ้าแสนเมืองมิงกับแม่นางตะปีนั้นอยู่ด้วยกัน มีพระราชบุตรองค์หนึ่ง ชื่อ อายกำกอง ครั้นอยู่มามีพระราชบุตรอีกองค์หนึ่ง ชื่อว่า นางโอกัลยาณ์ พระเจ้าแสนเมืองมิงมีราชบุตรสององค์

ฝ่ายสมิงมังละคิดแลนางอุ่นเรื่องซึ่งเป็นบิดามารดาก็ถึงแก่กาลกิริยาไปสู่ปรโลกในปีนั้น ในศักราช ๖๘๐ ปี พระยาแสนเมืองมิงยกไปตีเมืองลำภูลประการ ได้เมืองลำภูลประการ แล้วยกไปตีเมืองทวาย ก็ไดเมืองทวาย จึงให้ขุนลังกาไปตีเมืองตะนาวศรี ก็เมืองตะนาวศรี แต่พระยาแสนเมืองมิงได้เสวยราชสมบัติอยู่สิบสี่ปี จะได้มีข้าศึกมาย่ำยีหามิได้ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินก็อยู่เย็นเป็นสุข พระยาแสนเมืองมิงนั้นโลภในการเมถุนธรรมนั้น ประชวรพระโรคสำหรับบุรุษ ก็ถึงแก่พิราลัย ศักราช ๖๘๑ ปี แต่กษัตริย์ได้ครองราชย์สมบัติในเมืองเมาะตะมะได้พระนามในพระสุพรรณบัฏมาแต่เมืองสุทัยเป็นสามพระองค์ จึงเจ้าชีพเป็นพระอนุชาพระเจ้าแสนเมืองมิงได้เสวยราชสมบัติสืบมา รับพระนามว่า พระเจ้ารามมะไตย แลราชธิดาของพระเจ้ารามประเดิดซึ่งเป็นน้องพระเจ้ารามมะไตยองค์หนึ่งนั้น ชื่อว่า แม่นางอำปะแล แม่นางตะปี ซึ่งเป็นมเหสีพระเจ้าแสนเมืองมิง ผู้เป็นพี่สะใภ้นั้น พระเจ้ารามมะไตยเอานางทั้งสองคนนี้มาเลี้ยงเป็นอัครมเหสี อยู่มาจึงให้ไปสร้างเมืองตะเกิงและเมืองวากะเหมาะอยู่ข้างทิศอุดรเมืองพะโค

ครั้นอยู่มา ไทยห้าร้อยหนีออกไปแต่เมืองเพชรบุรี ไปสู่สมภารพระเจ้ารามมะไตย พระเจ้ารามมะไตยถามว่า เหตุไฉนจึงมาสู่สมภารเรา ไทยห้าร้อยจึงทูลว่า ข้าพเจ้ารู้ข่าวเลื่องลือไปว่า พระองค์มีความรักใคร่ในข้าราชการและทหารยิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงเข้ามาสู่สมภาร พระเจ้ารามมะไตยได้ทรงฟังก็ชอบพระทัย จึงพระราชทานรางวัลแก่ไทยห้าร้อยเป็นอันมาก โปรดให้ชีปอน ข้าหลวงเดิม เป็นใหญ่แก่ไทยห้าร้อย ครั้นอยู่มา สมิงอายกำกอง ซึ่งเป็นพระราชบุตรพระเจ้าแสนเมืองมิงเกิดด้วยแม่นางตะปีนั้น เป็นคนหยาบช้า ประพฤติพาลทุจริต พระเจ้ารามมะไตย ผู้เป็นบิดาเลี้ยง ให้เอาไปจำไว้ ให้ริบเอาทรัพย์สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคเสียสิ้น ครั้นอยู่มา ภรรยาของอายกำกองคลอดบุตรเป็นชาย พระเจ้ารามมะไตยทรงเมตตาแก่กุมารผู้เป็นหลานนั้น จึงพระราชทานทรัพย์สิ่งของของอายกำกองผู้บิดาคืนให้กุมารที่คลอดนั้น ครั้นกุมารวัฒนาการจำเริญใหญ่ขึ้นมา พระเจ้ารามมะไตยจึงพระราชทานนามชื่อ สมิงเจ้าอายปราสาท สมิงเจ้าอายปราสาทมีบุตรสี่คน คนหนึ่งชื่อ ยีจาน พระเจ้ารามมะไตยโปรดให้กินเมืองพะสิม คนหนึ่งชื่อ อายพะบูญ โปรดให้กินเมืองนครเพน คนหนึ่งชื่อ เลิกพร้า โปรดให้กินเมืองมองมะละ คนหนึ่งชื่อ อุเลว โปรดให้กินเมืองเมาะลำเลิง แล้วพระเจ้ารามมะไตยให้เจ้าอายพะบูญไปตีเมืองทวาย ส่วนพระองค์นั้นยกไปตีเมืองตะนาวศรีแตก ได้เมืองตะนาวศรี แล้วกลับเข้ามาในปีนั้น แล้วให้ยีจานยกไปตีเมืองมะเริง ได้เมืองมะเริงแล้ว ก็ให้อยู่กินเมืองมะเริง

ฝ่ายพระเจ้ารามมะไตยเกิดพระราชบุตรด้วยนางอำปะสามพระองค์ พระราชบุตรผู้ใหญ่นั้น เมื่อประสูติเกิดจันทรุปราคา พระราชบิดามารดาพระเมตตา จึงพระราชทานนามชื่อพระนางจันทมังคละ อยู่มาพระชนม์ได้สี่ขวบห้าขวบ พระนางจันทมังคละสิ้นพระชนม์ พระราชบุตรถัดมาพระองค์หนึ่ง เมื่อจะประสูติมีเหตุอัศจรรย์ พระเจ้ารามมะไตยผู้เป็นพระราชบิดาให้สร้างกุฎีเจ็ดหลังถวายพระสงฆ์แล้วเสร็จแต่ในวันเดียว แล้วมีผู้นำเอาผลมะเดื่อใหญ่ประมาณสามกำมาถวาย ผลมะเดื่อนั้นรามัญเรียกว่า วิ อาศัยตัวอักษรวิกับกุฎีเจ็ดหลังซึ่งสร้างแล้วนั้น จึงถวายพระนามชื่อว่า วิหารเทวี พระราชบุตรองค์หนึ่งทรงพระนามชื่อว่า มุนะ ครั้นต่อไปในเบื้องหน้า พระราชบุตรชื่อว่ามุนะนี้ได้ครองราชสมบัติ คนทั้งปวงก็เรียกพระวิหารเทวีนั้นชื่อว่า พระมหาเทวี เหตุว่าเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ พระเจ้ารามเกิดพระราชบุตรด้วยแม่นางตะปีสองพระองค์ พระองค์หนึ่งชื่อว่า มิฉาน เป็นพระราชบุตรตรี พระราชบุตรรององค์หนึ่งชื่อว่า มังลังกา ครั้นมังลังกาค่อยจำเริญขึ้นมา พระราชบิดาให้ยกทัพไปตีเมืองทวาย ก็ได้เมืองทวาน อยู่มาครั้งหนึ่ง ชีปอนซึ่งได้คุมไทยห้าร้อยเป็นกำลัง คิดกลอุบายปลูกเรือนฝากระดานน้อยเรือนหนึ่ง ครั้นเรือนแล้ว จึงไปทูลเชิญพระเจ้ารามมะไตยว่า ขอเชิญพระองค์เสด็จไปเหยียบเรือนข้าพเจ้าให้เป็นเกียรติยศไว้ พระเจ้ารามมะไตยก็ทรงพระเมตตาแก่ชีปอนว่าเป็นข้าหลวงเดิมมา แล้วก็ได้เลี้ยงพระองค์มาแต่ยังเยาว์อยู่นั้น หาความสงสัยพระทัยไม่ ก็เสด็จลงไปสู่เรือนชีปอน ชีปอนกับไทยห้าร้อยก็จับพระเจ้ารามมะไตยฆ่าเสีย พระเจ้ารามมะไตยก็สวรรคต พระเจ้ารามมะไตยได้เสวยราชสมบัติในศักราช ๖๘๑ ปี เสวยราชได้แปดปี ทิวงคตในศักราช ๖๘๙ ปี แต่กษัตริย์ได้เสวยราชย์ในเมืองเมาะตะมะ ตั้งแต่พระเจ้าฟ้ารั่วมาจนพระเจ้ารามมะไตย เป็นสี่พระองค์ด้วยกันในเมืองเมาะตะมะ

ฝ่ายแม่นางอำปะ พระอัครมหเสีเอก อันตั้งพระนามชื่อว่า นางจันทมังคละ นั้น กับนางนักสนมทั้งปวง จึงลอบเอาเงินทองไปให้แก่เสนาคนหนึ่งชื่อว่า เจตะสงคราม ให้คิดฆ่าชีปอนเสีย เจตะสงครามรับเงินทองแล้ว ก็ยกไปฆ่าชีปอนเสีย แลชีปอนได้เป็นใหญ่ในเมืองเมาะตะมะได้เจ็ดวันตายในศักราช ๖๘๘ ปี แต่กษัตริย์ได้ครองราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะเป็นห้าพระองค์ ครั้นชีปอนตายแล้ว อายกำกอง ผู้เป็นราชบุตรพระเจ้าแสนเมืองมิง ซึ่งเป็นหลานพระเจ้ารามมะไตย พระเจ้ารามมะไตยให้จำไว้นั้น ครั้นอยู่มา นางจันทมังคละให้ถอดออกจากโทษ ยกราชสมบัติให้ อายกำกองได้ราชสมบัติแล้ว มิได้กตัญญูรักใคร่นางจันทมังคละ นางจันทมังคละลอบเอายาพิษใส่ให้อายกำกองกิน อายกำกองถึงแก่ความตาย แต่กษัตริย์ได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะได้หกพระองค์ ครั้นอายกำกองถึงแก่อสัญกรรมแล้ว พระยาอายลาวเป็นใหญ่อยู่ในเมืองสะโตง แล้วยกไปอยู่เมืองพะโค มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ อายลอง นางอำปะให้ไปเชิญมา จะยกราชสมบัติให้ พระยาอายลาวจึงพาเอาอายลองซึ่งเป็นบุตรไปเมืองเมะตะหมะด้วย พระยาอายลาวก็เอานางอำปะภิเษกเป็นพระอัครมเหสี พระยาอายลาวได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาตะมะ เมืองเมาะตะมะกับเมืองสุโขทัยขาดทางพระราชไมตรีกันแต่นั้นมา

ขณะนั้น ในเมืองเมาะตะมะ เมืองพะโค เมืองสะโตง เมืองพะสิมนั้นบังเกิดข้าวยากหมากแพง อาณาประชาราษฎร์นั้นล้มตายเป็นอันมาก พระยาช้างเผือกก็งาหัก ครั้นอยู่มา พระยาอายลาวจึงทรงพระดำริว่า ถ้ากูล่วงลับไปแล้ว มุนะ ผู้เป็นบุตรนางตะปี กับลูกกูนี้ ใครจะได้ราชสมบัติ จำกูจะลองความคิดคนทั้งสองดู ทรงพระดำริแล้ว ทำเป็นทรงพระประชวร มิให้พระอัครมเหสีแลนางนักสนมเข้าใกล้ ให้แต่คนที่ไว้พระทัยเข้าใช้ใกล้พระองค์แต่สองคนสามคน ครั้นอยู่มา ทำประชวรหนักลง นางนักสนมจึงพูดแก่กันแพร่งพรายไปว่า ทรงพระประชวรหนักลง

ฝ่ายอายลอง พระราชโอรสนั้น คุมพลทหารไปจับมุนะ มุนะตีแตกมา แล้วมุนะยกพวกพลติดตามมา จะจับเอาอายลอง พระเจ้าอายลาวเห็นวุ่นวาย จึงร้องตวาดออกมาว่า อ้ายสองคนพี่น้องทำไมกัน ฝ่ายทหารมุนะได้ยินพระสุระเสียงพระยาอายลาวร้องตวาดออกมา ก็วิ่งหลบลี้หนีไป พระยาอายลาวทำอาการประดุจหนึ่งทรงพระโกรธแก่มุนะว่า พวกพ้องข้าไทยมันมาก มันจึงทำข่มเหงแก่ลูกกูได้ถึงเพียงนี้ จึงสั่งให้จำมุนะไว้ ครั้นอยู่มา นางจันทมังคละกับนางสะเจียงทูลขอโทษมุนะ พระยาอายลาวโปรดให้มุนะพ้นโทษ ครั้นอยู่มา อายลอง พระราชโอรสพระเจ้าอายลาวเป็นอหิวาตกโรคดับสูญสิ้นพระชนม์ พระยาอายลาวผู้เป็นพระราชบิดาได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะได้สิบแปดปี ลุศักราช ๗๐๗ ปีก็สวรรคต ตั้งแต่พระเจ้าฟ้ารั่วครองราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะ ได้ช้างเผือกผู้เป็นปฐมราชพาหนะ มาตราบเท่าพระยาอายลาว ลำดับกษัตริย์ต่อกันมาพระนามปรากฏเรียกว่า พระเจ้าช้างเมือง ทุกพระองค์ ล่วงไปเป็นเจ็ดพระองค์ด้วยกัน แลพระองค์ซึ่งเป็นคำรบแปดคือ มุนะ ได้ราชาภิเษกในราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อว่า พระเจ้าอู่

อยู่มาในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าอู่เสด็จไปคล้องช้างเมืองพะโค เมื่อเสด็จกลับมานั้น พบสตรีผู้หนึ่งอยู่ในสวนกล้วย เป็นบุตรีชาวสวนกล้วย มีลักษณะงามหาที่เปรียบมิได้ ชื่อว่า เม้ยโกศก แปลเป็นคำไทยว่า นางผมงาม พระเจ้าอู่มีพระทัยเสน่หารักใคร่ในนางนั้นนัก จึงให้ตกแต่งมรรคาสลับไปด้วยราชวัติฉัตรธงต้นกล้วยต้นอ้อยมีร้านน้ำสองข้างมรรคา รับสตรีนั้นเข้ามาเมืองเมาะตะมะเลี้ยงเป็นพระสนมเอก ให้ชื่อว่า นางอำเปอ

ขณะนั้น ชาวเมืองทั้งปวงซึ่งได้เห็นรูปนางนั้นก็ตบมือรำทำเพลงว่า ตักกะตอยลัดอู รูปะนะโกลนโกญ ปะราตะลาญ แปลเป็นภาษาไทยว่า นางรูปงามทรามสวาทผาดหน้าดีมีศรีแก่นางทั้งหลาย ลูกชาวบ้านกล้วยป่า แลนางอำเปอนั้น พระยาอู่พระเจ้าช้างเผือกเป็นที่เสน่หารักใคร่ยิ่งนัก ครั้นอยู่มา นางจันทมังคละซึ่งเป็นอัครมเหสีตาย จึงตั้งให้นางอำเปอขึ้นเป็นอัครมเหสี ให้ชื่อว่า นางจันทมังคละ

ฝ่ายอำมาตย์คนหนึ่งนั้น มีบุตรคนหนึ่งชื่อว่า มะสามบุญ มะสามบุญมีลูกหญิงสี่คน คนหนึ่งชื่อว่า มุเอียด คนหนึ่งชื่อว่า มุกอ คนหนึ่งชื่อว่า มุชีพ คนหนึ่งชื่อว่า มุเตียว ทั้งสี่คนนั้นอำมาตย์ผู้เป็นบิดาเอาขึ้นไปถวายพระเจ้าอู่ พระเจ้าอู่รับเอาไว้คนหนึ่งชื่อว่า มุเตียว เป็นน้องที่สุด แล้วพระราชทานให้มังลังกา ตั้งมังลังกาเป็น ยี่กองสิ้น ให้ไปกินเมืองพะโค แลมุเตียวนั้นมีบุตรคนหนึ่งชื่อว่า บุญลาภ ครั้นจำเริญอายุขึ้นมา พระเจ้าอู่โปรดให้ไปกินเมืองตะเกิง พระเจ้าอู่เสวยราชย์ได้สามปี ในศักราช ๗๑๐ ปี พระเจ้าเชียงใหม่จึงแต่งกองทัพแปดทัพ ทัพละหมื่น ให้อูพิดเป็นแม่ทัพ ยกลงไปตีเมืองเมาะตะมะ แลกองทัพยกไปตีเมืองสะโตง เมืองตักคลา เมืองวาน เมืองยาเงิน เมืองนครเถิง เมืองเหล่านี้แตกหมด มาตั้งกองทัพอยู่ ณ บ้านปลายไผ่แปดทัพ ใกล้เมืองเมาตะมะทางสองร้อยเส้น ชาวเมืองเมาะตะมะออกไปหาข้าวปลาอาหารก็ขัดสน สมณะชีพราหมณ์แลเสนาพฤฒามาตย์ราษฎรก็ได้ความร้อนรนนัก จึงมาประชุมปรึกษาพร้อมกันว่า แต่ก่อนเป็นบุพจารีตสืบมา ถ้าจะมีศึกสงครามมาแต่ประเทศทิศใด ก็ย่อมให้แต่งบวงสรวงพลีกรรมบูชาเทพยดาอารักษ์พระเสื้อเมืองทรงเมืองกับพระยาช้างเผือก ข้าศึกก็จะพ่ายหนีไป ปุโรหิตจึงเอาเนื้อความทั้งนี้ขึ้นไปบังคมทูลพระเจ้าอู่ พระเจ้าอู่แจ้งแล้ว ครั้นเวลากลางคืน เทพยดาเจ้าอันรักษาพระยาช้างเผือกจึงบันดาลให้พระเจ้าอู่ทรงสุบินนิมิตว่า ให้ทำต้องกันกับปุโรหิตกราบทูล ครั้งพระเจ้าอู่ตื่นบรรทมขึ้น แจ้งในนิมิตแล้ว ก็มีความยินดีนัก จึงให้อาราธนาสมณะชีพราหมณ์ ให้ปลูกศาลบวงสรวงเทพารักษ์กับโรงพระยาช้างเผือกบนยอดเขาใกล้เชิงกำแพงเมือง แล้วให้ล้อมด้วยราชวัติฉัตรธง จึงให้ประดับพระยาช้างเผือกด้วยเครื่องคชาอาภรณ์อันอลังการ แล้วเชิญเข้าสถิตในโรง ยืนเหนือแผ่นศิลา บ่ายหน้าไปต่อราชศัตรู แล้วให้เอาอ่างทองคำมาใส่น้ำพระพุทธมนตร์ตั้งไว้ตรงหน้าพระยาช้างเผือก ปุโรหิตจึงอธิษฐานว่า ขอให้พวกอรินทรราชไพรีพ่ายแพ้หนีไปด้วยอำนาจพระเดชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินแลอำนาจพระยาช้างเผือก

ฝ่ายพระยาช้างเผือกก็เอางวงสูบในอ่างทอง พ่นน้ำออกไปโดยทิศข้าศึกตั้งนั้น ฝ่ายรี้พลช้างม้ากองทัพเมืองเชียงใหม่ซึ่งประชิดเมืองเมาตะมะนั้นก็ตกใจตื่นเหยียบผู้คนอลหม่านไป ครั้นพระเจ้าอู่แจ้งเหตุดังนั้นแล้ว จึงให้ยกกองทัพออกโจมตีกองทัพเมืองเชียงใหม่ กองทัพเมืองเชียงใหม่ก็แตกพ่ายไป ทิ้งเครื่องศัสตราวุธเครื่องอุปโภคบริโภคเสียสิ้น ทหารแลอาณาประชาราษฎร์ในเมืองออกเก็บเอาของที่กองทัพทิ้งเสียนั้นได้เป็นอันมาก

ขณะนั้น เมืองเมาะตะมะมีชัยแก่ข้าศึกเพราะพระยาช้างเผือก ครั้งนั้นจึงทรงพระนามชื่อว่า พระยาอู่พระเจ้าช้างเผือก ครั้งอยู่มา พระเจ้าช้างเผือกทรงพระราชศรัทธาจะใคร่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ถาวรสืบไป จึงให้แต่งทูตานุทูตจำทูลพระราชสารแลเครื่องราชบรรณาการบรรทุกสำเภาออกไป ขอพระบรมสารีริกธาตุ ณ เมืองลังกาทวีป พระเจ้าลังกาครั้นแจ้งแล้วก็ทรงพระโสมนัสยินดี มีศรัทธาด้วยพระเจ้าช้างเผือก ก็สั่งให้จัดแจงเชิญเสด็จพระบรมสารีริกธาตุให้แก่ราชทูตมาเป็นอันมาก พระเจ้าช้างเผือกจึงให้สร้างพระสถูปกะลอมปอน แปลเป็นภาษาไทยว่า พระเจดีย์ใหญ่ร้อยอ้อม จึงเชิญพระสารีริกธาตุบรรจุไว้ แล้วให้หล่อรูปฉลองพระองค์ แลรูปพระอัครมเหสี รูปพระมหาเทวีอันเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ แลรูปนางนักสนมแลเสนาบดีแล้วไปด้วยทองคำ ตั้งไว้บูชาพระสถูปซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงถวายพระนามพระสถูปนั้นเรียกว่า พระเจดีย์กะลอมปอน ก็ปรากฏอยู่ ณ เมืองเมาะตะมะมาจนเท่าบัดนี้ แลพระเจ้าช้างเผือกได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะได้หกปี

ขณะนั้น ศักราชได้ ๗๑๖ ปี นายช้างเอาช้างเผือกลงน้ำ ให้เกิดอัศจรรย์เป็นพายุพัดหนัก อากาศมืดมน ช้างนั้นก็อันตรธานหายไป ครั้นพระเจ้าช้างเผือกแจ้งดังนั้น ก็ทรงพระวิตก มีพระทัยเศร้าหมองยิ่งนัก

ขณะนั้น ยังมีหมอช้างคนหนึ่งมากราบทูลว่า ในป่าละภูนั้นมีช้างใหญ่ ตัวหนึ่ง รอยเท้าได้ศอก ขนาดควรที่จะเป็นช้างพระที่นั่งได้ ครั้นพระเจ้าช้างเผือกแจ้งเนื้อความซึ่งหมอช้างมากราบทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีนัก จึงพระราชทานรางวัลให้แก่หมอช้างผู้นั้นเป็นอันมาก แล้วพระเจ้าช้างเผือกจึงสั่งให้เกณฑ์เอาพระตะเบิด พี่เขย ซึ่งเกินเมืองตะเกิง แลอำมาตย์ปานจอ ซึ่งกินเมืองวาน สมิงนารายณ์ ซึ่งกินเมืองสะโตง มะสาม น้องสมิงชีพราย ซึ่งกินเมืองตักคลา เจ้าพระลักษณ์ กินเมืองเสพ ทั้งห้าเมือง มาพร้อมกันเป็นคนหกหมื่นเศษ พระเจ้าช้างเผือกก็เสด็จไปป่าละภูกับทั้งพระราชบุตร พระราชธิดา พระราชวงศานุวงศ์ และพระอัครมเหสี นางพระสนมกรมในทั้งปวง เสด็จอยู่ ณ ป่าละภูประมาณสี่เดือน มะละคอน น้องชายสมิงเลิกพร้านั้น ก็ไปตามเสด็จด้วย

ฝ่ายพระตะบะ ผู้รักษาเมืองเมาะตะมะนั้น ภายหลังคิดกันทำการขบถต่อพระเจ้าช้างเผือก ส่วนตัวพระตะบะนั้นแข็งเมืองเมาะตะมะ อายพะบูญผู้น้องแข็งเมืองนครเพน อุเลวนั้นแข็งเมืองเมาะลำเลิง สมิงเลิกพร้านั้นแข็งเมืองมองมะละ พระตะบะนั้น เหตุว่ามีลูกหลานมาก จึงคิดร้ายต่อพระเจ้าช้างเผือก พระเจ้าช้างเผือกเสด็จล้อมช้างอยู่ ณ ป่าละภูนั้น ทอดพระเนตรเห็นดาวกฤติกา ซึ่งโลกสมมุติเรียกว่า ดาวลูกไก่ นั้น เข้าในดวงพระจันทร์ จึงตรัสถามราชปุโรหิตว่า เหตุนี้จะเป็นประการใด สมิงขะเจียงสมิต โหร จึงกราบทูลทำนายว่า เป็นประเพณีสืบมา พระจันทร์เป็นใหญ่กว่าดาวทั้งปวง ถ้าดาวดวงใดใกล้พระจันทร์แล้ว รัศมีพระจันทร์ก็กลบสีดาวลบหายไป อันพระจันทร์ดุจพระมหากษัตราธิราชเจ้า ดาวนั้นดุจดังเสนาบดีทั้งปวงซึ่งเป็นบริวารพระมหากษัตริย์ ครั้นเข้าใกล้พระมหากษัตริย์แล้ว อานุภาพก็หายไป บัดนี้ ดาวกฤติกาเข้าใกล้ดวงพระจันทร์ตลอดไป รัศมีก็สว่างอยู่ หามลทินมิได้ พระจันทร์ก็ส่องสว่างอยู่ด้วยกันดังนี้ ต้องในคัมภีร์โหรว่า เสนาบดีจะคิดขบถประทุษร้ายต่อพระองค์ ซึ่งจะเข้าอยู่ในป่านี้ ข้าศึกจะมีกำลังมากขึ้น ไพร่พลในกองทัพก็เจ็บป่วยเป็นอันมาก ขอเชิญเสด็จพระองค์ยกกองทัพกลับคืนพระนคร พระเจ้าช้างเผือกเห็นชอบด้วย

ครั้นเวลารุ่งเช้า พระเจ้าช้างเผือกก็สั่งให้ยกกองทัพกลับมา ครั้นถึงบ้านปลายไผ่ ริมเมืองเมาะตะมะ พระตะบะรู้ จึงให้ปิดประตูเมืองไว้ พระเจ้าช้างเผือกแจ้งเหตุแล้ว จึงสั่งทหารสมิงนารายณ์ว่า เราจะยกเข้าตืเมืองเมาะตะมะ พระเจ้าช้างเผือกกับเสนาบดีจัดไพร่พลพร้อมแล้ว ก็ยกเข้าถึงประตูเมือง ชาวเมืองเมาะตะมะเห็นพระเจ้าช้างเผือกก็ตกใจกลัวนัก จะใคร่เปิดประตูเมืองให้ แลพี่น้องเม้ยคะชาอิด ซึ่งเป็นนางท้าวข้าวใน ชวนกันเปิดประตูจะรับพระเจ้าช้างเผือก

ขณะนั้น มะอายพะบูญ ผู้น้องพระตะบะ ซึ่งร่วมคิดด้วยพี่ชาย ขี่ช้างพลายกับทหารพันหนึ่งมาถึงประตูนั้น ให้จับพวกเม้ยคะชาอิดตัดศีรษะเสีย แล้วเอาไปตระเวนตีฆ้องร้องว่า ถ้าผู้ใดกระทำดังนี้อีก มิได้รักษาหน้าที่เชิงเทิน จะให้ลงพระราชทัณฑ์ตัดศีรษะเสีย ชาวเมืองทั้งปวงเห็นดังนั้นก็กลัวอาญา ก็รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายกองทัพพระเจ้าช้างเมืองจะหักหาญรบเข้าไปในเมืองนั้นมิได้ เสนาบดีข้างพระเจ้าช้างเผือกก็ร้องเรียกบุตรภรรยาเข้าไป ฝ่ายพระตะบะรู้ ก็จับเอาบุตรภรรยาเสนาบดีซึ่งอยู่ด้วยพระเจ้าช้างเผือกมัดแขวนขึ้นไว้ให้เห็น ฝ่ายนายทัพนายกองข้างพระเจ้าช้างเผือเห็นบุตรภรรยาต้องผูกมัดเจ็บช้ำลำบากอยู่ ต่างคนต่างสงสาร นิ่งอยู่มิได้ ก็หนีพระเจ้าช้างเผือกเข้าไปหาบุตรภรรยาของตนบ้าง

ฝ่ายพระตะบะก็ให้ปล่อยลูกเมียนายทัพนายกองซึ่งมัดไว้นั้นออกเสีย แล้วให้บำเหน็จรางวัลแก่ผู้หนีเข้ามานั้นเป็นอันมาก ผู้ซึ่งไม่เข้ามาหานั้น พระตะบะให้ทำโทษบุตรภรรยามากขึ้น ครั้นเวลากลางคืน ทหารในกองทัพพระเจ้าช้างเผือกก็หนีเข้าไปในเมืองเป็นอันมาก แต่สมิงราชสังครำคนหนึ่งนั้นคิดกตัญญูต่อพระเจ้าอู่พระเจ้าช้างเผือกว่า พระองค์เลี้ยงดูได้ดีมา จะหนีเข้าไปหาพระตะบะเหมือนคนทั้งปวงหาควรไม่ ถึงพระตะบะจะทำโทษแก่บุตรภรรยาสักเท่าใด ก็เป็นเวรานุเวรเขาทำมาแต่ก่อนเอง จะเอาเวรเขามาใส่เวรเราได้หรือ จำจะอาสาไปกว่าจะสิ้นชีวิต จึงสมิงสะมอญ เป็นเสนาบดีผู้น้อยคนหนึ่ง เข้าไปกราบทูลแก่พระเจ้าช้างเผือกว่า คนหนีเข้าไปในเมืองเป็นอันมาก กองทัพเราเบาบางไป ที่ยังมาข้างหลังก็มามิทัน เห็นไพร่พลอิดโรยเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเจ็บปวดเป็นอันมาก บรรดานายทัพนายกองที่เป็นคนต่างพระเนตรพระกรรณของพระองค์ซึ่งไปอยู่เมืองพะโคนั้นให้หามาก็ยังมามิทัน พระองค์จะเสด็จอยู่นี่นานไปกำลังศึกเราจะน้อยไป ข้าพระพุทธเจ้าจะขอเชิญเสด็จพระองค์ไปตั้งทัพ ณ เมืองวานก่อน เมื่อใดพระตะเบิด พี่เขยพระองค์ ซึ่งกินเมืองตะเกิงนั้น มาถึงพร้อมกัน กำลังศึกเรามากแล้วเมื่อใด จึงเชิญเสด็จยกโยธาทหารมาตีเมืองเมาะตะมะเมื่อนั้น อันพระตะบะนี้เปรียบประดุจสุนัขจิ้งจอกอันน้อย จะมาสู้พระองค์ซึ่งเป็นพระยาราชสีห์ได้ฉันใด

ฝ่ายพระเจ้าช้างเผือกได้ฟังสมิงสะมอญกราบทูลดังนั้น เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้กวาดต้อนครอบครัวซึ่งอยู่นอกเมืองนั้นให้ล่วงไปอยู่เมืองวาน แล้วพระองค์ก็ยกกองทัพไปตั้งมั่นอยู่เมืองวาน แลเมืองเมาะตะมะกับเมืองวานทางไกลกันสองวัน ฝ่ายพระตะเบิดพี่เขย แลนายทัพนายกองน้อยใหญ่ซึ่งอยู่ ณ เมืองตะเกิงนั้น ก็ยกมาถึงเมืองวานพร้อมกัน พระเจ้าช้างเผือกจึงสั่งให้ก่อกำแพงเมืองวาน

ขณะนั้น ศักราช ๗๑๗ ปี พระเจ้าช้างเผือกตั้งอยู่ ณ เมืองวาน ให้หาเสนาบดีมาพร้อมกัน พอเป็นฤดูฝน ไพร่พลไม่ได้ทำนา ครั้นรุ่งขึ้นปีใหม่ พระเจ้าช้างเผือกจึงแต่งให้พระตะเบิด พี่เขยพระเจ้าช้างเผือก เป็นแม่ทัพ สมิงราชสังครำทัพหนึ่ง สมิงนคร ซึ่งกินเมืองพะโค ทัพหนึ่ง พร้อมด้วยช้างม้ารี้พลเครื่องศัสตราวุธ ให้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แล้วจึงให้ยกกองทัพมาตีเมืองเมาะตะมะ ล้อมเมืองเมาะตะมะไว้

ฝ่ายพระตะบะแต่งกองทัพออกมาตีพระตะเบิดก่อน แลสมิงมังละคร น้องสมิงเลิกพร้า ภักดีต่อพระเจ้าช้างเผือก เป็นใจรบพุ่งตัดศีรษะกองทัพพระตะบะได้เนือง ๆ แจ้งไปถึงพระเจ้าช้างเผือก พระเจ้าช้างเผือกก็ดีพระทัยนัก แต่ล้อมเมืองเมาะตะมะไว้ได้สิบห้าวัน ผู้คนซึ่งอยู่ในเมืองเมาะตะมะก็กลัวพระเจ้าช้างเผือกนัก พระตะเบิดจึงใช้ให้คนเข้าไปบอกแก่มะสำโรว่า เรายกมาล้อมเมืองอยู่นี้ก็ช้านานแล้ว ยังไม่เห็นสิ่งของที่จะเป็นของคาวของหวานมาสู่ให้เรากินดังแต่ก่อนบ้างเลย แม่มะสำโรจึงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงดอก จะได้คิดขบถต่อพระเจ้าช้างเผือกนั้นหามิได้ ครั้นจะแต่งข้าวของออกไปให้กินอย่างแต่ก่อน กลัวพระตะบะจะฆ่าเสีย จึงนิ่งจนใจอยู่ แลซึ่งพระตะบะทำการขบถทั้งนี้ ก็เป็นกรรมของพระตะบะตกแต่งใส่ตัวเอง ข้าพเจ้าขอถวายบังคมมาถึงฝ่าพระบาทพระเจ้าช้างเผือกด้วยเถิด นอกกว่าพระตะเบิด พี่เขยพระเจ้าช้างเผือกแล้ว ผู้ใดจะเป็นที่พึ่งข้าพเจ้านั้นหามิได้ ทุกวันนี้เห็นแต่พระตะเบิดเป็นที่พึ่งผู้เดียว จึงแม่มะสำโรเอาเรื่องราวทั้งนี้ไปบอกแก่พระตะบะ พระตะบะก็ดีใจ พระตะบะจึงว่าแก่แม่มะสำโรว่า จะให้สิ่งของออกไปแก่พระตะเบิดก็ตามเถิด แม่มะสำโรได้โอกาสดังนั้นก็ตกแต่งเข้าของออกไปให้พระตะเบิดกินเนือง ๆ พระตะเบิดกินของหาสงสัยไม่ ครั้นหลายวันมา พระตะบะจึงให้เอายาพิษลอบไปใส่ในของกินซึ่งแม่มะสำโรเอาไปให้พระตะเบิดนั้น ครั้นพระตะเบิดกินเข้าไปก็ถึงแก่ความตาย พระตะบะรู้ว่าแม่ทัพหลวงตายแล้ว จึงแต่งกองทัพออกไปโจมตี กองทัพทั้งนั้นก็แตกพ่ายไป ทิ้งอาสภพระตะเบิดไว้ พระตะบะก็เอาอาสภพระตะเบิดเผาเสีย

ขณะเมื่อพระตะเบิดตายแล้ว พระเจ้าช้างเผือกหาความสบายในพระทัยมิได้ จึงพระเจ้าช้างเผือกยกมหาเทวีพระเจ้าพี่นางให้เป็นภรรยาชัยสุระ แล้วแต่งให้ชัยสุระเป็นแม่ทัพ ยกทหารกลับไปตีเมืองเมาะตะมะอีกครั้งหนึ่ง แลชัยสุระนั้นขี่ช้างพลายเข้าหักกำแพงเมือง ชาวหน้าที่เชิงเทินก็ทิ้งขว้างหม้อดินแลสุพรรณถันออกไป ข้างชัยสุระก็ถอยออกมา แล้วทหารบนหน้าที่ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกชัยสุระตาย พระตะบะจึงให้ยกกองทัพออกตามตี ทัพชัยสุระก็แตกพ่ายไป จับได้ทหารชัยสุระสามคน ชื่อว่า เจตราช หนึ่ง สามลามุตอง หนึ่ง พลเชษฐ์ หนึ่ง พระตะบะให้เอาทหารสามคนไปปล่อยเสีย ณ เมืองฝรั่ง กองทัพชัยสุระก็แตกกลับไปเมืองวาน อยู่มา ฝ่ายสมิงเลิกพร้ายกขึ้นไปตีเมืองหลากแหลก เจ้านครษา ซึ่งกินเมืองหลากแหลกนั้น ต้านทานมิได้ ก็แตกหนีไป ตัวเจ้านครก็ถึงแก่ความตาย สมิงเลิกพร้าก็ได้เชลยเป็นอันมาก



(ยังมีต่อ)



ปกหลัง ขึ้น



แจ้งความ

Rule Segment - Span - 20px.svgRule Segment - Fancy1 - 40px.svgRule Segment - Span - 20px.svg


โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ หน้าวัดเกาะ


แผนกจำหน่าย




  หนังสือประโลมโลก, ธรรมะ, สวดมนต์,

ชาดก, นิทาน, นิราศ, รำร้อง, พงศาวดารจีนต่าง ๆ,

พงศาวดารรามัญ, เพลง, สุภาษิต, แหล่เทศน์ต่าง ๆ

กับมีหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ

แลหล่อตัวอักษรพิมพ์จำหน่ายด้วย คิดราคา

พอสมควร


แผนกรับจ้าง




  รับพิมพ์หนังสือต่าง ๆ เช่น ใบปลิว, ตั๋ว,

ฎีกา, ใบเสร็จ, แบบฟอร์ม และการ์ด ฯลฯ

กับรับทำเล่มสมุดและเดินทอง คิดราคาพอสมควร




เล่ม ๒ ขึ้น เล่ม ๔