ราชาธิราช/เล่ม 5
| ☛ | ราชาธิราช เล่ม ๕ |
☚ |
| ยี่สิบห้าสตางค์ต่างรู้ท่านผู้ซื้อ | ||
| ร้านหนังสือหน้าวัดเกาะเพราะนักหนา | ||
| ราษฎร์เจริญโรงพิมพ์ริมมรรคา | ||
| เชิญท่านมาซื้อดูคงรู้ดี | ||
| ได้ลงพิมพ์คราวแรกแปลก ๆ เรื่อง | ||
| อ่านแล้วเปลื้องความทุกข์เปนศุกขี | ||
| ท่านซื้อไปอ่านฟังให้มั่งมี | ||
| เจริญศรีศิริสวัสดิ์พิพัฒน์เอย
| ||
| วัด | รัตนโกสินทร์ | เกาะ |
| ศก ๑๐๘ | ||
๏ตั้งแต่พระยาน้อยไปขอสำมะเณรต่อสมภารมาสึกให้ทำราชการ ชื่อมังกันจี แล้วประชุมกันทำการรำผี จนถึงพระยาน้อยหนีไปจากเมือง ๚ะ
๏ฝ่ายพระยาน้อย สมิงมะราหู รับคำมหาเทวีแล้ว สมิงมะราหูให้ยกเครื่องโภชนากระยาหารสุราบานออกมา ชวนพระยาน้อยเสวยด้วยกัน แล้วสมิงมะราหูจึงว่าแก่พระยาน้อยว่า ถ้าสมเด็จพระบิดาสวรรคตแล้ว พระองค์ก็จะได้ครองราชสมบัติเปนเอกราช แล้วข้าพเจ้าจะขอพึ่งพระองค์ให้มีความศุขสืบไป พระยาน้อยจึงตอบสมิงมะราหูว่า ราชสมบัตินี้พระราชบิดาปลงพระไทยไว้กับพ่อขวัญเมือง พี่ว่าดังนี้หาควรไม่ แต่นี้ไปพี่อย่าเจรจาเช่นนี้ สมิงมะราหูจึงตอบว่า ถึงมาทว่าสมบัติจะได้แก่พ่อขวัญเมืองก็ดี พระองค์ก็เปนสายโลหิตเดียวเหมือนกัน ตัวข้าพเจ้านี้เปนแต่ไม้กาฝาก จะได้พึ่งบุญพระองค์สืบไป
ฝ่ายพระยาน้อยได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่ แล้วสมิงมะราหูกับพระยาน้อยถ้อยทีทำความสัตย์ต่อกัน สมิงมะราหูเอามีดสับเอาเลือดอกปนสุราใส่จอกส่งให้พระยาน้อย พระยาน้อยก็รับเสวยเข้าไป ฝ่ายพระยาน้อยก็สับเอาเลือกอกปนสุรา แล้วใส่จอกส่งให้แก่สมิงมะราหู สมิงมะราหู ครั้นรับเอาแล้ว สมิงมะราหูแสร้งใส่กลว่าร้อน ก็เอาพัดพัดให้เทียนดับ ครั้นเทียนดับแล้วก็เทสุราบานน้ำสบถนั้นเสีย ตละแม่ศรีก็ยื่นจอกน้ำขมิ้นกับปูนซึ่งปนไว้กับสุรานั้นใส่ปลอมออกมาให้แก่สมิงมะราหู สมิงมะราหูจึงให้จุดเทียนมา แล้วสมิงมะราหูกินสุราปนขมิ้นกับปูนต่อหน้าพระยาน้อย ซึ่งสมิงมะราหูทำเล่ห์กลทั้งนี้ บ่าวพระยาน้อยคนหนึ่งชื่อ อ้ายท้าวกุล รู้ว่าสมิงมะราหูแต่งเล่ห์กล มิได้ซื่อตรงต่อพระยาน้อยเจ้าของตน ก็สะกิดพระบาทพระยาน้อยสองครั้งสามครั้ง พระยาน้อยคิดว่า ฉะรอยจะมีเหตุสักสิ่ง อ้ายท้าวกุลจึงสะกิดเท้าเราทั้งนี้ พระยาน้อยจึงว่าแก่สมิงมะราหูว่า มืดหนักแล้ว ข้าจะลาพี่ไปก่อน พระยาน้อยก็ลุกจากตำหนักสมิงมะราหู ขึ้นเสลี่ยงไปยังตำหนัก ครั้นไปถึงตำหนักแล้วก็ถามอ้ายท้าวกุลว่า เอ็งสะกิดเท้าเราเมื่อกี้นั้นด้วยเหตุประการใด อ้ายท้าวกุลจึงทูลพระยาน้อยว่า ข้าพเจ้าสะกิดพระบาทนั้น ด้วยเหตุว่าสมิงมะราหูทำสัตย์กับพระองค์มิได้ซื่อตรง ส่วนว่าเลือดสมิงมะราหู พระองค์เสวย ส่วนพระโลหิตในอุระพระองค์ สมิงมะราหูมิได้เสวย แซ่งเพโทบายเปนร้อนแล้วเอาพัดมาพัดให้เทียนดับ ก็เทสุราปนโลหิตเสีย ตละแม่ศรีจึงส่งสุราปนขมิ้นกับปูนยื่นให้สมิงมะราหูกิน สมิงมะราหูจะได้กินน้ำสุราปนโลหิตในพระอุระพระองค์หามิได้ สมิงมะราหูทำดังนี้ ข้าพเจ้าเห็น ข้าพเจ้าจึงสะกิดพระบาทพระองค์ พระยาน้อยครั้นได้ฟังอ้ายท้าวกุลว่าดังนั้นก็เห็นจริงด้วย ก็ทรงพระโกรธ แล้วจึงว่า พี่เราป้าเราทั้งสอง ภายหน้าไปจงให้เราได้เห็นความทุกข์ความยาก อย่าแคล้วแก่ตาเราเลย อันตัวอ้ายสมิงมะราหูนี้ เดชบารมีเราไปภายหน้าได้เปนใหญ่แล้วจะสับเสียมิให้กากลืนแค้นคอ แต่เอ็งเปนคนซื่อสัตย์ต่อเจ้า ได้บอกเหตุร้ายดีให้แก่เราดังนี้ เราขอบใจนัก อนึ่ง ตัวเรานี้ก็เปนลูกหลายพระเจ้าช้างเผือกมาถึงแปดพระองค์จริงแล้วไซร้ ขอจงเทพยดาอารักษ์ทั้งหลายช่วยเราให้ได้ดุจหนึ่งปราถนาเถิด
ฝ่ายตะละแม่ท้าวได้ยินพระยาน้อยแลอ้ายท้าวกุลเจรจาด้วยกันดังนั้น ตะละแม่ท้าวจึงถามพระยาน้อยว่า พระองค์เจรจากับอ้ายท้าวกุลนั้นด้วยเหตุอันใด พระยาน้อยจึงบอกเหตุการณ์เรื่องสมิงมะราหูกับตะละแม่ศรีทำเล่ห์กลทั้งปวงให้ตะละแม่ท้าวฟังทุกประการ ตะละแม่ท้าวได้ฟังก็หัวเราะว่า พระเจ้าป้าของพระองค์จะได้ผัวหนุ่ม พระองค์จะไม่ยินดีหรือ ความคิดของพระเจ้าป้านั้นจะใคร่ฆ่าพระองค์กับข้าพเจ้าแลพ่อลาวแก่นท้าวเสีย แล้วจะให้สมิงมะราหูเปนกษัตริย์ ข้าพเจ้าได้ยินเนื้อความดังนี้เปนนิตย์ทุกวันมิได้ขาด แลความดังนี้จริงหรือมิจริง ข้าพเจ้ามิได้ทราบ ครั้นข้าพเจ้าจะบอกแก่พระองค์เล่า เห็นเปนข้าพเจ้ายุยงให้สมเด็จพระเจ้าป้ากับพระองค์มีความรังเกียจแก่กัน เหตุฉะนี้ ข้าพเจ้าจึงมิได้บอกแก่พระองค์ ครั้นพระยาน้อยได้ฟังตะละแม่ท้าวว่าดังนั้นก็ทรงพระโทมนัศ น้ำพระเนตร์ตกจากคลองพระเนตร์ ครั้นรุ่งเช้า พระยาน้อยจึงให้หาแม่นมชื่อ มุอายลาว เข้ามา ครั้นแม่นมมาถึงแล้วจึงถามว่า เหตุการณ์สิ่งใดพระองค์จึงให้หาข้าพเจ้ามา พระยาน้อยจึงว่า ข้ามิได้กินนมแม่นานมาแล้ว แลบัดนี้ ข้าอยากนมแม่ ข้าจะใคร่ได้กินนม จึงให้หาแม่มา พระยาน้อยก็เอาผ้าที่ห่มนั้นวางลงเหนือตักแม่นม แล้วก็เอนพระองค์บรรทมลงที่ตักแม่นมนั้น แม่นมพิศดูพระภักตร์พระยาน้อยแล้วก็ร้องไห้ น้ำตาไหลลงถูกพระอุระพระยาน้อย พระยาน้องจึงตรัสถามว่า ด้วยเหตุประการใดแม่จึงร้องไห้ดังนี้ แม่นมจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเลี้ยงพระองค์มาแต่ทรงพระเยาว์อยู่จนใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว คิดว่าจะได้พึ่งพระบาระมีสืบไป บัดนี้ ข้าพเจ้าได้ยินพระเจ้าป้าของพระองค์คิดความใหญ่หลวงนัก ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจจงรักภักดีต่อพระองค์นั้น เห็นว่าจะเสียแรงรัก ข้าพเจ้าจึงร้องไห้เพราะเหตุดังนี้
พระยาน้อยได้ฟังคำแม่นมว่าดังนั้นก็ตรัสว่า อันแม่นมรักข้า ข้าก็คิดรักแม่ดุจเดียว จึงให้หาแม่มาทั้งนี้หวังจะให้แจ้ง มุอายลาวจึงบอกความซึ่งพระมหาเทวีแลสมิงมะราหูทำชู้แล้วคิดอ่านกันให้พระยาน้อยแจ้งทุกประการแล้ว ครั้นแล้วมุอายลาวก็ลาไป ตั้งแต่วันนั้นมา พระยาร้อยก็หาไว้ใจไม่ ครั้นอยู่มา สมิงมะราหูจะไปเที่ยวเล่นทุ่ง มาชวนพระยาน้อย พระยาน้อยบอกว่า ข้าไม่สบาย พี่จะไปก็ไปเถิด ถ้าพี่ไปได้ฝักบัวเหง้าบัวเอามาฝากข้าบ้าง สมิงมะราหูชวนพระยาน้อยไม่ไปแล้ว สมิงมะราหูก็กลับมาบ้าน
อยู่มา สมิงมะราหูมาชวนพระยาน้อยไปไหว้พระ พระยาน้อยว่า ไปก่อนเถิด วันอื่นข้าจึงจะไป ตะละแม่ท้าวจึงบอกแก่พระยาน้อยว่า สมิงมะราหูชวนไปทั้งนี้ คิดจะทำร้ายพระองค์ดอก อย่าไว้พระไทย พระยาน้อยบอกว่า ข้ารู้แล้ว ครั้นอยู่มา สมิงมะราหูมาชวนพระยาน้อยไปไล่เนื้ออีกครั้งหนึ่ง พระยาน้อยว่า ช้างม้าไม่มี จะขอยืมช้างพี่ขี่ไปสักตัวหนึ่ง สมิงมะราหูก็ให้เอาช้างพังหางด้วนมาให้แก่พระยาน้อยตัวหนึ่ง ตะละแม่ท้าวจึงว่า สมิงมะราหูสิจะคิดทำร้ายพระองค์อยู่ ทำไมจึงจะไปด้วยเขาเล่า พระยาน้อยจึงว่าแก่ตะละแม่ท้าวว่า สมิงมะราหูได้มาชวนหลายหนแล้ว จะมิไปก็ไม่ควร จำจะไปด้วย แต่ว่าข้าไปถึงกลางทางแล้วจึงให้คนไปบอกข้าว่าลูกเจ็บ ข้าจะกลับมา พระยาน้อยกับสมิงมะราหูก็พากันไป ครั้นไปถึงประตูเมือง พระยาน้อยเห็นช้างกันพิรุมของสมิงอายพะดาย พระยาน้อยจึงว่าแก่มะกะตะ นายช้าง ว่า กูจะเอาช้างตัวนี้ไปหน่อยหนึ่ง มะกะตะ นายช้าง จึงทูลว่า ข้าพเจ้ากลัวสมิงอายพะตายลุงของพระองค์อยู่ พระยาน้อยจึงใช้พ่อมอญไปหาสมิงอายพะตายขอยืมช้างพลายกันพิรุมไปไล่เนื้อหน่อยหนึ่ง สมิงอายพะตายก็ยอมให้ พระยาน้อยก็เทียมช้างพังนั้นเข้าริมพลายกันพิรุม แล้วก็ขี่ช้างพลายกันพิรุมไป แลสมิงมะราหูขี่ช้างพลายเดินไปก่อน พระยาน้อยขี่ช้างพลายกันพิรุมตามไป ครั้นถึงกลางทาง อ้ายท้าวกุลไปบอกว่า พ่อลาวแก่นท้าวมีอันเปนป่วยหนัก ขอเชิญเสด็จพระองค์กลับไปก่อน พระยาน้อยจึงบอกแก่สมิงมะราหูแล้วก็กลับเข้าไปเมือง ครั้นกลับเข้ามา สมิงมะราหูไปถามข่าวว่า พ่อลาวแก่นท้าวป่วยเปนประการใด พระยาน้อยบอกว่าหายแล้ว
ครั้นอยู่มาประมาณสามวัน พระมหาเทวีกับสมิงมะราหูคิดการใหญ่หลวงขึ้น ชาวเมืองทั้งปวงพูดจากัน กิติศัพท์แจ้งไปถึงพระยาน้อย พระยาน้อยก็สะดุ้งพระไทย จึงให้หาพ่อมอญเข้าไปปฤกษากันว่า บัดนี้ เขาคิดการใหญ่หลวงขึ้นแล้ว ผู้คนเราก็น้อย จะคิดทำการไม่ถนัด จำเราจะออกไปเล่นตีคลีณวัดพระมุเตาเนือง ๆ จะได้ซ่องสุมผู้คนคิดทำการต่อไป ครั้นคิดกันแล้วก็ออกไปณวัด ตีคลีเล่นอยู่เนือง ๆ ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระยาน้อยไปณวัด นั่งดูคนตีคลีอยู่ จึงเหลือบเห็นตาปะขาวคนหนึ่งเดินมาที่ลานพระมุเตา พระยาน้อยเห็นประหลาด จึงเดินเข้าไปหา ถามว่า ท่านมาแต่ที่ใด ตาปะขาวผู้นั้นบอกว่า มาแต่ทิศตวันตก อยู่ป่าโคธาราม มาบัดนี้ปราถนาจะใคร่พบลูกพระเจ้าช้างเผือกหน่อยหนึ่ง พระยาน้อยจึงถามว่า ท่านจะสนทนาด้วยกิจอันใด ตาปะขาวผู้นั้นจึงบอกว่า ข้าพเจ้ามาหวังจะบอกเนื้อความลูกพระเจ้าช้างเผือกให้ทราบ ถ้าลูกพระเจ้าช้างเผือกจะปราถนาเอาราชสมบัติในเมืองพะโคแล้ว ก็ให้รักษาปัญจางคิกศีล แล้วจงไปข้างทิศตวันตก จะได้พบกัลยาณมิตร์เปนบุรุษอกระฎุมพีผู้หนึ่ง อยู่ณบ้านพะลาคา เปนข้าพระเกษธาตุอยู่ณเมืองตะเกิง ผู้นั้นมีปัญญาศุขุมภาพ จะได้เปนครูท้าวพระยา รู้จบไตรยเพท แลบุรุษผู้นั้นเกิดในวันอังคาร บัดนี้อายุได้สิบหกปีแล้ว ผู้นั้นจะกล่าวปฤษนาสามบท ถ้าบพิตรแก้ปฤษนาสามบทได้ ผู้นั้นก็จะได้เปนคู่คิดกับพระองค์ พระองค์จะได้เปนใหญ่ในรามัญประเทศทั้งปวง จะได้ยกย่องพระพุทธสาศนาให้ถาวรสืบไป ว่าดังนั้นแล้วก็อันตรธานหายไปในที่เฉพาะพระเนตร์พระยาน้อย แลเมื่อตาปะขาวหายไปในทันใดนั้นแผ่นดินไหว แลมังโยธยา คนหนึ่ง มังตะราว คนหนึ่ง อยู่ด้วยพระยาน้อย พระยาน้อยจึงว่า ซึ่งตาปะขาวหายไปเกิดมะหัศจรรย์แผ่นดินไหวดังนี้ ฉะรอยเทพยดามาบอกเหตุแก่เรา เราจะกลับเข้าไปในเมืองพะโค แต่งเครื่องบูชา พระยาน้อยก็กลับเข้ามาเมือง จึงแต่งเครื่องบูชาพระพุทธเจ้าที่หนึ่ง บูชาเทพยดาที่หนึ่ง แล้วจึงให้หามะสอดมา ใช้ให้มะสอดไปดูข้าพระพุทธเจ้าณเมืองตะเกิงซึ่งอยู่ณบ้านพะลาคา จะพูดจาเปนปฤษนาประการใดบ้าง ถ้าพบผู้นั้นแล้ว ให้จำตัวไว้ให้แน่ แล้วจดหมายเอาปฤษนานั้นมา มะสอดรับคำพระยาน้อยแล้วก็ลามาบ้าน แลมะสอดอยู่บ้านมะสร้อยใกล้กันกับบ้านพะลาคาทางครึ่งวัน มะสอดก็ไปฟังปฤษนาตามพระยาน้อยสั่งนั้น ครั้นมะสอดมาถึงบ้านพะลาคา เห็นมะอะนัน นายบ้าน กับมะทะยันตะโกง ชนไก่กันอยู่ใต้ต้นไทรแทบคันสระริมทางเดิน มะสอดเข้าหยุดอยู่ พอพระสำมะเณรพุทธญาณผู้มีปัญญาเดินมา มะอะนัน นายบ้าน เห็นจึงถามว่า เจ้าสำมะเณรจะไปไหน สำมะเณรพุทธญาณจึงบอกว่า ท่านสมภารใช้ข้าไปดูโยมป่วย นายบ้านจึงว่าแก่สำมะเณรว่า ข้าจะไปเยือนด้วยยังไม่เปล่า ถ้าเจ้าเณรไปแล้วกลับมาบอกอาการแก่ข้าด้วย สามเณรพุทธญาณไปดูโยมแล้วก็กลับมา มะอะนัน นายบ้าน เห็นจึงถามว่า โรคโยมนั้นเปนประการใด สามเณรบอกเปนปฤษนาว่า จะเปนราหูก็ใช่ จะเปนตัวคะก็ใช่ ครั้นถามว่า แน่ ลงข้างไหนก็กลัวจะเปนเท็จ เหมือนโยมไถนามาถึงคันนาแล้วก็กลับมาสอยผลพุทราอ่อนลากข้าง แลโรคโยมป่วยนั้นก็เปนเหมือนรูปบอกดังนี้ คนทั้งปวงได้ฟังสามเณรว่าไม่เข้าใจก็หัวเราะเยาะเล่น
ฝ่ายมะอะนั้น นายบ้าน จึงว่าแก่คนทั้งปวงว่า สามเณรองค์นี้มีปัญญาเรียนคัมภีร์จบไตรยเพทหาผู้ใดจะเสมอไม่ อย่าประมาท ครั้นมะสอดได้ฟังสามเณรปฤษนาลึกลับประหลาดนัก คนทั้งปวงหารู้ไม่ มะสอดก็จำตัวสามเณรไว้แล้วจดหมายปฤษนากลับมาทูลพระยาน้อย พระยาน้อยจึงพาเอาตัวมะสอดออกไปณพระมุเตา จึงนมัสการพระมุเตาแล้วอธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้าจะได้เปนใหญ่ครอบครองอาณาประชาราษฎรในเมืองพะโคแล้วไซร้ เดชะคุณพระศรีรัตนตรัยเจ้า ขอให้เทพยดาทั้งปวงดลใจข้าพเจ้าให้แก่ปฤษนานี้ออกเถิด พระยาน้อยก็ดำริแจ้งในอรรถปฤษนาซึ่งสามเณรพุทธญาณว่ามานั้น ซึ่งว่าจะเปนอักษรคะก็ใช่ จะว่าราหูก็ใช่ สามเณรว่าดังนี้เปนอรรถปฤษนา เห็นจะได้แก่ตัวเลขแปด ด้วยตัวเลขแปดข้างรามัญนั้นเปนรูปอักษรคะ สามเณรจึงว่า จะเปนคะก็ใช่ จะเปนราหูก็ใช่ ข้อซึ่งสามเณรว่า จะว่าเปนแน่ก็กลัวจะเปนเท็จนั้น ด้วยอาการโยมสามเณรซึ่งป่วยนั้นจะกำหนดเปนแน่ยังไม่ได้ จึงเปรียบตัวเลขแลตัวอักษรคะ ซึ่งว่าไถนามาถึงคันนาแล้วกลับวัวมานั้น ฝ่ายรามัญขับวัวว่าอะแซ้ ข้อซึ่งว่าสอยพุทราอ่อนลากข้างนั้นได้แก่ตัวอะรามัญลากข้าง พระยาน้อยจึงเอาอักษรสามตัวประสมกันเข้าเปน อะแซ้ว่า แลอธิบายว่า โยมสามเณรจะตายมิวันนี้ก็พรุ่งนี้ พระยาน้อยจึงให้มะสอดไปดูโยมสามเณร โยมสามเณรก็ตายในวันนั้น ต้องปฤษนาที่พระยาน้อยแก้ มะสอดก็กลับมาทูลแก่พระยาน้อย พระยาน้อยก็นิ่งไว้แต่ในพระไทย
ครั้นอยู่มา สามเณรพุทธญาณนั้นมารดาเปนม่าย เปนหนี้มะง้าวรอด นายบ้าน อยู่เปนดีบุกเจ็ดสิบชั่ง สามเณรนั้นมีพี่ชายคนหนึ่ง ฟังคำเมียหนีมารดาไป หาอยู่เลี้ยงมารดาไม่ ฝ่ายมะง้าวรอดจึงให้เกาะเอามารดาสามเณรไว้ใช้เปนทาสแทนดีบุก แลสามเณรคิดกตัญญูต่อมารดาว่า มารดาไปเปนข้ามะง้าวรอดอยู่ ก็มีความรำคาญใจ สามเณรจึงเอาความไปแจ้งแก่พระสังฆราชผู้เปนอาจารย์ว่า มารดาข้าพเจ้าเปนข้ามะง้าวรอด มะง้าวรอดเอาตัวไปไว้ใช้ ข้าพเจ้าจะขอสึกออกไปให้มะง้าวรอดใช้แทนมารดา พระสังฆราชจึงว่าแก่สามเณรว่า เจ้าเณรมีปัญญารู้จบไตรยเพท ข้าเอ็นดูหนัก ครั้นจะห้ามเจ้าเณรไว้ ทรัพย์สิ่งของก็ไม่มีจะให้เจ้าเณร เจ้าเณรจะไปแทนคุณมารดาก็ไปเถิด สามเณรก็ลาพระสังฆราช สึกออกแล้วเขาก็เรียกว่า มังกันจี ไปรับใช้แทนมารดา
ครั้นอยู่มา มะง้าวรอดให้มังกันจีคุมเด็กไปเลี้ยงโคณทุ่งนา ขณะนั้น พระยาน้อยให้มะสอดมาฟังปฤษนาอีกครั้งหนึ่ง ครั้นมะสอดลงมาถึงที่สามเณรอยู่นั้นไม่พบสามเณร มะสอดสืบรู้ว่าสามเณรสึกออกไปเปนทาสใช้แทนมารดาอยู่ด้วยมะง้าวรอด มะสอดจึงตามไปพบมังกันจีเลี้ยงโคอยู่กับหมู่เด็กบนต้นไทร มะสอดก็นั่งคอยดูอยู่ที่นั้น พอบุตรมะง้าวรอดมาถามมังกันจีว่า โคหายไปได้แล้วหรือ มังกันจีจึงบอกเปนปฤษนาว่า ข้าขึ้นไปบนต้นไม้ ไม่เห็นจึงได้เห็น ถ้าเห็นแล้วก็ไม่เห็น บุตรมะง้าวรอดได้ฟังมังกันจีว่าดังนั้น หารู้ในปฤษนาไม่ ก็สงสัยอยู่
ฝ่ายมะสอดได้ฟังมังกันจีว่าเปนปฤษนา ก็จดหมายเอาปฤษนานั้นมาทูลพระยาน้อยว่า สามเณรพุทธญาณซึ่งบวชอยู่ว่าปฤษนาครั้งก่อนนั้น บัดนี้สึกออกจากเณรไปเลี้ยงโค ว่าปฤษนาอีกบทหนึ่ง มะสอดจึงเอาปฤษนามังกันจีทูลพระยาน้อย พระยาน้อยได้ฟังปฤษนามังกันจีแล้วก็แก้ปฤษนามังกันจีว่า ขึ้นต้นไม้ไม่เห็นจึงได้เห็นนั้น ฉะรอยต้นไม้นั้นเปนโพรง มีอสรพิษอยู่ เมื่อขึ้นไปไม่เห็นงูจึงเห็นโค ปฤษนาซึ่งว่าไม่เห็น แลซึ่งว่าถ้าเห็นแล้วก็ไม่เห็นนั้น เมื่อแรก มังกันจีจะขึ้นไปดูโคบนต้นไม้นั้น ถ้าเห็นงูก่อนแล้วก็ไม่ได้เห็นโค จึงได้กล่าวปฤษนาว่า ถ้าเห็นแล้วไม่ได้เห็น พระยาน้อยแก้ปฤษนาแล้วจึงอธิษฐานแต่ในพระไทยว่า ถ้าจะได้เปนกษัตริย์สืบไป ปฤษนามังกันจีซึ่งว่านี้ขอให้แก้ถูกเถิด พระยาน้อยจึงให้มะสอดไปดูที่ต้นไม้นั้น มะสอดก็เห็นงูเห่าในโพรง จึงกลับมาทูลพระยาน้อย พระยาน้อยก็มีความยินดีนัก
ครั้นอยู่มา มารดามังกันจีคิดถึงมังกันจีมีกะตัญญูไปตกทุกข์ได้ยากเพราะเราช้านานแล้ว มารดามังกันจีจึงไปหาพระมหาเถรผู้เปนพี่ชายณวัดเกลาะนิพพาน แล้วอ้อนวอนว่า มังกันจีไปเปนทาสใช้แทนข้าพเจ้ามาช้านานแล้ว ขอให้พระคุณช่วยกรุณาไปไถ่เอามังกันจีมาไว้บวชเรียนเถิด พระมหาเถรได้แจ้งแล้วก็มีจิตกรุณาสงสาร จึงบอกกล่าวเรี่ยไรสัปปุรุษได้ดีบุกหนักเจ็ดสิบชั่งให้มารดามังกันจีไปไถ่เอามังกันจีมา มารดามังกันจีจึงเอาดีบุกเจ็ดสิบชั่งนั้นไปให้มะง้าวรอด แล้วพาเอามังกันจีมายังพระมหาเถร พระมหาเถรก็บวชมังกันจีเปนสามเณรอยู่วัดเกลาะนิพพาน
ฝ่ายพระยาน้อยจึงให้มะสอดลงมาฟังปฤษนามังกันจีอีกครั้งหนึ่ง มะสอดมาถึงบ้านมะง้าวรอดไม่พบมังกันจี สืบรู้ว่า มังกันจีไปบวชอยู่ณวัดเกลาะนิพพาน ก็ตามมังกันจีไปยังอาราม
ขณะนั้น พระมหาสมนิตร์ลงมากวาดวัดที่ลานพระอุโบสถ พอสามเณรพุทธญาณได้ลูกเป็ดหงส์ตัวหนึ่งห่อสบงเดินมา พระมหาสมนิตร์เห็นสามเณรห่อสบงเดินมา ก็ถามว่า เจ้าเณร ห่ออะไรมานั้น สามเณรบอกเปนปฤษนาว่า ซึ่งข้าพเจ้าห่อมานี้ พม่าเรียกว่า แดง รามัญเรียกว่า โกล์ คนทั้งปวงซึ่งนั่งอยู่นั้นได้ยินสามเณรว่าดังนั้นก็ติเตียนสามเณรว่า พระมหาสมนิตร์เปนผู้ใหญ่ เจ้าเณรไม่บอกออกให้แจ้ง เจ้าเณรว่ากล่าวเปนคำตลกคะนองไปดังนี้ ไม่สมควร พระมหาสมนิตร์ก็นิ่งอยู่
ฝ่ายมะสอดซึ่งมาฟังปฤษานั้นก็จดหมายเอาถ้อยคำกราบทูลพระยาน้อย พระยาน้อยได้ฟังก็แก้ปฤษนาของพระสามเณรซึ่งมะสอดจดหมายมา ในปฤษนาว่า แดง นั้น แปลออกเปนคำไทยว่า หงษ์ รามัญเรียกว่า โกล์ แปลออกเปนไทยว่า ลูก สามเณรได้ลูกเป็ดหงษ์ห่อมา แลปฤษนาสามเณรบทนี้เปนกัลยาณนิมิตมั่นคง แล้วเทพยดาก็บอกเราแต่ก่อน เราก็แก้ปฤษนาสามบทได้ เราคงจะได้เปนใหญ่ในรามัญประเทศแท้ แล้วเจ้าเณรว่าปฤษนาสามบทนั้น มะสอดจะเห็นควรประการใด มะสอดจึงทูลว่า เจ้าเณรองค์นี้กอปรด้วยปัญญาวิชาไตรยเพท แต่เปนคนทุคตะ มารดาเปนหนี้เขาอยู่ ครั้นพระยาน้อยได้ฟังก็ยินดีในพระสามเณรยิ่งนัก อยู่มาณวันหนึ่ง เวลาเช้า พระยาน้อยสั่งให้มะสอดกับมหาดเล็กสี่คนให้จัดเอาผ้าเหลืองไตรยหนึ่ง ผ้าขาวหน้าตรา ผ้าแดงห้าตรา ของทั้งนี้ให้เอาไปถวายสมภารลุงเจ้าเณรพุทธญาณ แล้วให้จัดผ้าพรรณนุ่งห่มเครื่องใช้สอยกับเงินตราห้าชั่งให้แก่มารดาสามเณร แล้วจงบอกแก่สมภารแลมารดาสามเณรว่า เราจะขอสามเณรพุทธญาณมาไว้ มะสอดกับมหาดเล็กสี่คนรับเอาเงินตราห้าชั่งกับสิ่งของทั้งปวง แล้วกราบถวายบังคมลาออกมากับคนถือของยี่สิบเจ็ดคน มาถึงวัดเกลาะนิพพาน ไปหาสมภาร นมัสการ แล้วถวายสิ่งของทั้งปวงซึ่งพระราชทานมานั้น แล้วแจ้งเนื้อความตามรับสั่งทุกประการ สมภารได้ฟังก็มีความยินดีนัก ว่า อายุอาตมภาพถึงหกสิบแปดปีแล้ว บวชมาในพระพุทธสาศนาได้สี่สิบเจ็ดพรรษา รูปขออุทิศส่วนกุศลถวายไปแก่ลูกพระเจ้าช้างเผือกเถิด ถ้ารูปยังหนุ่มอยู่ ก็จะสึกออกไปทำราชการอยู่ด้วยพระเจ้าช้างเผือก ทุกวันนี้ก็แก่เฒ่าไปแล้ว กำลังก็น้อย จะทำราชการไปนั้นมิได้ แล้วสมภารจึงให้คนไปเรียกมารดาเจ้าสามเณรมา สมภารจึงให้เอาเงินห้าชั่งกับผ้าพรรณ์นุ่งห่มอันเปนส่วนพระราชทานมารดาเจ้าสามเณรนั้นส่งให้ แล้วบอกว่า สิ่งของทั้งนี้พระราชโอรสพระเจ้าช้างเผือกให้เอามาพระราชทาน พระองค์มีพระไทยปราถนาจะขอเอาเจ้าสามเณรพุทธญาณไปไว้ มารดาเจ้าสามเณรได้รับพระราชทานแล้วก็มีความโสมนัศยินดีนัก แล้วว่าแก่สามเณรพุทธญาณว่า พระราชบุตรมีรับสั่งมา จะขอเจ้าสามเณรไปไว้ เจ้าเณรจะคิดประการใด สามเณรพุทธญาณจึงว่า ตัวข้าพเจ้านี้อยู่ในแผ่นดินของท่าน ก็เปนข้าแผ่นดิน ซึ่งพระลูกเจ้าทรงพระเม็ตตาโปรดพระราชทานสิ่งของทั้งนี้มาเปนส่วนของขรัวลุงแลส่วนของมารดา หวังจะใคร่ได้ตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหรือจะไม่สมัครเล่า มาทแม้นพระองค์ไม่ทรงพระเม็ตตาโปรดพระราชทานข้าวของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย จะเอาไปใช้เปล่า ๆ ก็จะขัดได้หรือ จำจะต้องไป ควรที่ข้าพเจ้าจะภักดีตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ จึงจะชอบ
มารดาได้ฟังสามเณรว่าดังนั้นก็ร้องไห้กอดสามเณรเข้า แล้วก็พิไรรำพันให้ความสั่งสอนต่าง ๆ ส่วนสมภารจึงสรรเสริญถึงความรู้ของสามเณรพุทธญาณให้มารดาสามเณรแลมะสอดฟัง คือสามเณรได้เล่าเรียนทั้งพระสูตร พระอภิธรรม พระคำภีร์โหร แลธรรมานุวัตร ราชานุวัตร คหปติวัตร แลราชศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แลชัยภูมิพิชัยสงคราม กลอุบายพิชัยสงคราม เรียนได้แต่อายุสิบสี่ปี อันความรู้ของสามเณรนั้นหาผู้ใดจะเสมอมิได้ แต่ทว่ายังเปนเด็กหนุ่มอยู่ อาตมภาพขอฝากแก่ท่านด้วยเถิด ถ้าผิดพลั้งในราชกิจประการใด ท่านจงเม็ตตาช่วยตักเตือนว่ากล่าวด้วย แล้วจึงเรียนสามเณรเข้ามาตักเตือนว่ากล่าวในวิชาซึ่งได้ร่ำเรียนมานั้น คืออุบายสี่ประการ วิชาห้าประการ คุณแปดประการ วุฒิเจ็ดประการ ธรรมเหล่านี้ควรแก่พระราชบุตร์กษัตราธิราชนั้น ให้สามเณรสั่งสอนให้กระทำ แลตัวท่านผู้จะเปนข้าพระราชบุตร์นั้นให้รู้ซึ่งโทษแปดประการ คุณเจ็ดประการ วุฒิหกประการ คติสามประการ ชื่อหกประการ มุสาเก้าประการ แลอุบายสี่ประการนั้น สามัญอุบาย คือรู้ทั่วไปในราชกิจการงานสงคราม นิกอุบาย คือรู้ประกอบฤกษ์พานาทีที่จะได้แลเสีย แพ้แลชนะ รู้ทั้งราชวัตรตามคำภีร์ราชสาทึก รู้ทั้งคหปติวัตรตามคำภีร์สิงคาโววาทหนึ่ง เล่ห์อุบาย คือรู้ในเล่ห์เขาคดก็คดตาม เขาซื่อก็ซื่อตาม แลฉลาดตามโวหารต่าง ๆ หนึ่ง ธนอุบาย คือรู้อุบายในที่จะขวนขวายถ่ายเทหาทรัพย์หนึ่ง เปนสี่ประการด้วยกัน แลวิชาห้าประการนั้น โยคเสฐา คือรู้ในสารพัดช่างทั้งปวงหนึ่ง วินิจฉัยเสฐา คือรู้ในธรรมศาสตร์ราชศาสตร์ตัดสินข้อคดีของราษฎรหนึ่ง เหตุเสฐา รู้นิมิตทั้งปวงแลเหตุการณ์บ้านเมืองจะร้ายแลดีหนึ่ง โปราณเสฐา คือรู้จักภูมิประเทศว่าที่นี่เปนมงคลแลมิได้เปนมงคลตามโบราณสืบมาหนึ่ง หัตถีอัสเสฐา คือรู้ศิลปศาสตร์ช้างม้าทั้งปวง เปนวิชาห้าประการ แลคุณแปดประการนั้น สัจจัง คือกล่าวถ้อยคำเปนสัตย์เที่ยง ตั้งอยู่ในคติธรรมทั้งสี่ มิได้ลำเอียงเข้าด้วยญาติแลมิตร์ของตนหนึ่ง อวิโรธนัง คือมิได้เบียดเบียนบุคคลผู้อื่นหนึ่ง สิเนหทัศนา คือเห็นบุคคลผู้อื่นให้มีจิตเม็ตตารักใครหนึ่ง สุรยุทธัง คือเมื่อเข้าสู่สงครามนั้น ให้องอาจ อย่าได้หวาดไหวคร้ามกลัวปัจจามิตร์หนึ่ง ศีลวา ให้ประกอบไปด้วยศีลมารยาทเปนอันดีหนึ่ง อโรคยา ให้รู้คำภีร์บำบัดโรคหนึ่ง จาโคปนะ คือบริจาคทรัพย์มิได้อาลัยแล้วจะกลับคืนเอาต่อภายหลังหนึ่ง นิสัมการี คือจะทำการสิ่งใด ให้ดำริด้วยปัญญาก่อนจึงกระทำหนึ่ง คุณแปดประการดังนี้
แลวุฒิเจ็ดประการนั้น คือให้ประพฤติอิริยาบถดังพระอินทร์อันบริบูรณ์ไปด้วยเบ็ญจะกามคุณแลอิสริยยศองอาจในการอันเปนใหญ่หนึ่ง ให้ประพฤติอิริยาบถดังพระพรหม คือเมื่อกาลจะรักษาอุโบสถตลพรหมจารีย์นั้น ให้พึงเว้นจากเบ็ญจะกามคุณดุจพรหมอันสำรวมณานบริสุทธิ์หนึ่ง ประพฤติอิริยาบถดังพระอาทิตย์ คือประพฤติราชอาณาจักรเปนอันเสมอ มิได้เลือกหน้า ตามผิดแลชอบ ดุจดังพระอาทิตย์อันส่องแสงเสมอไปมิได้เว้นหนึ่ง ประพฤติอิริยาบถดังพระจันทร์ คือประกอบไปด้วยเม็ตตาแก่สมณะชีพราหมณ์เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวงให้อยู่เย็นเปนศุขทั่วไปดุจรัศมีพระจันทร์หนึ่ง ประพฤติอิริยาบถดังพระพาย คือประกอบไปด้วยความกรุณาแก่ข้าราชการน้อยใหญ่โดยฐานานุกรม ดุจหนึ่งพระพายพัดตามฤดูหนึ่ง ประพฤติอิริยาบถดังพระยายมราช คือให้สำแดงราชานุภาพแก่ผู้ล่วงพระราชบัญญัติโดยโทษให้พิลึกพึงกลัว ดุจดังพระยายมราชอันเหลือบพระเนตร์ดูผู้กระทำผิดให้พินาศไปหนึ่ง ประพฤติอิริยาบถดังพระมหาสมุทร คือจะลงพระราชอาญาแก่ผู้ล่วงพระราชอาณาจักรนั้น ให้กระทำด้วยอุเบกขา หาความพยาบาทมิได้ ดุจดังพระมหาสมุทรมิได้ยินดีแก่กลิ่นอันหอมแลมิได้ยินร้ายแก่กลิ่นอันลามกหนึ่ง ศรีวุฒิเจ็ดประการดังนี้เปนพระราชวัตรสำหรับพระมหากษัตริย์เท่านี้
แลองค์แห่งปริณายกนั้น คือให้รู้จักโทษแปดประการ ภยสินี คือเปนนักเลงผู้หญิงแลเล่นเบี้ยกินเหล้าเปนที่จะให้ฉิบหายแห่งทรัพย์หนึ่ง จิตโจรี คือมีจิตเปนโจร มักฉกชิงซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหนึ่ง อสันตุฏฐี คือมิได้อดกลั้นความศุขแลความทุกข์อันมาถึงตัวแลหวาดไหวหนึ่ง อติมัญติ คือมักดูหมิ่นผู้เฒ่าผู้แก่ แลมิได้เคารพแก่สมณพราหมณาจารย์หนึ่ง สันตาอปิยา คิดมิได้สมาคมซึ่งนักปราชญ์ แลรักใคร่ซึ่งคนพาลหนึ่ง นิททาสินี คือมีปรกติมักนอน นั่งก็หลับ ยืนก็หลับ จะนอนก็หลับ มิใคร่ตื่นหนึ่ง สภาสินี คือพอใจสนทนาในที่ประชุมคนทั้งหลายหนึ่ง อนุฐาตา คือปราศจากความเพียร เอาเกียจคร้านเปนอารมณ์หนึ่ง องค์แห่งโทษแปดประการดังนี้ บุคคลผู้เปนราชเสวกพึงเว้นเสีย อย่าให้มีในสันดาน
คุณเจ็ดประการหนึ่ง กุลสัมปันนัง คือตนแห่งราชเสวกนั้นประกอบไปด้วยตระกูลเปนอันดี สุรสัมปันนัง คือมีปัญญามากกล้าหาญหนึ่ง สุตติฐัง คือรู้เห็นได้สดับตรับฟังมากหนึ่ง วัณณัง คือประกอบไปด้วยรูปร่างวรรณสัณฐานอันงานหนึ่ง สิเนหทัศนา คือบุคคลผู้อื่นเห็นเปนที่รักใคร่หนึ่ง ทันตเนตติ คือขึ้นใจในคำภีร์ราชศาสตร์หนึ่ง โยโคตระ คือประกอบด้วยความเพียรอันยิ่งหนึ่ง คุณเจ็ดประการดังนี้
แลวุฒิหกประการนั้น คือประพฤติดังพระยาราชสีห์ประการหนึ่ง ประพฤติดังนกยางประการหนึ่ง ประพฤติดังกาประการหนึ่ง ประพฤติดังไก่ประการหนึ่ง ประพฤติดังเหยี่ยวประการหนึ่ง ประพฤติดังโคอุสุภราชประการหนึ่ง องค์แห่งวุฒิหกประการดังนี้ อันว่ากิริยาแห่งราชสีห์นั้นองอาจในหมู่สัตว์จตุบาททวิบาท แลมีปริมณฑลขนที่ขาวก็ขาวถ้วน ที่แดงก็แดงล้วน มิได้เจือปนกัน แลอุปมาประดุจใด ให้เสวกามาตย์ราชปริณายกผู้จะเข้าสู่สงครามนั้นองอาจมีกะตัญญูเปนแดนแทนพระคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์เจ้า แล้วให้มีเม็ตตาแก่ข้าราชกิจผู้น้อยแลอาณาประชาราษฎรทั้งปวง ให้ปราศจากอคติธรรมทั้งสี่ประการ คือฉันทโทสภยโมหาคติ อย่าให้เจือปนอยู่ในสันดานได้ แลนกยางนั้นกระทำมารยา กิริยาเงื่องงุน มีอุบายแต่จะล่อลวงฝูงปลาให้ไว้ใจ แล้วก็ล้วงจิกเอากินเปนอาหาร แลมีประดุจใจ ผู้เปนเสวกามาตย์ราชปริณายกก็พึงให้เรียนรู้ซึ่งกลอุบายล่อลวงปัจจามิตร์ให้หลงด้วยกลมารยา เอาชัยชำนะถวายพระมหากษัตริย์เจ้าผู้ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงให้ได้ ก็จะจำเริญด้วยยศศักดิ์สมบัติประดุจหนึ่ง อันว่ากา ถ้าแลปะอาหารสิ่งใด ๆ เข้าแล้ว บห่อนจะนิ่งบริโภคแต่ตัว ย่อมร้องประกาศเพื่อนพันธมิตร์ญาติแห่งตนให้รู้ก่อนจึงบริโภค แลมีอุปมาประดุจใด ผู้เปนเสวกามาตย์ราชปริณายกจะตามเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ใด ๆ อย่าได้ประมาท หมั่นระวังราชศัตรูหมู่อันตรายโดยรอบคอบอย่าให้มีมาได้ อนึ่ง ถ้าจะได้รับพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคใด ๆ ก็พึงมีจิตเม็ตตาแผ่ไปแก่เพื่อนราชการแลญาติพันธมิตร์ อย่าได้คิดโลภมัจฉริยะบริโภคแต่ตนผู้เดียว กระทำดุจกิริยาแห่งกานั้น อันว่ากิริยาแห่งไก่นั้น ครั้นถึงยามที่ตนจะขัน ก็ขันประจำยาม แลมีประดุจใด ผู้เปนราชเสวกามาตย์นั้นอย่าพึงลืมสติในที่จะระฦกถึงพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ แล้วอย่าลืมระฦกในการกุศลอันจะเปนมงคลแก่อาตมา ดุจกิริยาแห่งไก่นั้น อันว่าเหยี่ยวนั้นมีกิริยาอันหมายมั่นเปนธรรมดาสืบ ๆ กันมา ถ้าจะจับสัตว์ชาติสกุณใด ๆ แล้วเล็งแลด้วยจักษุหมายให้แม่นแล้วก็โฉบลงมาด้วยกำลังรวดเร็วจับไว้มั่นคั้นไว้ตาย จึงมิได้เปนอันตรายแก่ตน แลมีอุปมาประดุจใด อันว่าราชเสวกนั้น ถ้าจะพิพากษาตราสินเนื้อความแห่งผู้กระทำชอบแลผิด จะพิดทูลกล่าวโทษข้าราชการน้อยผู้ใด พึงตริตรองด้วยวิจารณปรีชาให้ถ่องแท้ แลหมายมั่นด้วยอันใดแลได้เห็นจริงจึงว่ากล่าว ภัยอันตรายจึงจะไม่มีแก่ตนดุจเหยี่ยวนั้น อันว่ากิริยาแห่งโคอุสุภราชนั้น ไปหาอาหารในสถานที่ใดแล้วย่อมกลับมา มิได้ละถิ่นฐานแห่งตนที่เคยอาศัยนั้นเสีย แลมีประดุจใด เสวกามาตย์ผู้จะเปนปริณายก จะปฤกษากิจราชการอันใด อย่าได้ละพระราชสาสน์แห่งสเมด็จพระมหากษัตริย์เจ้าเสีย จงทุกประการ
แลคะติสามประการนั้น คือมีประสงค์จะปลงชีวิตกัน จึงกล่าวกลอันคดประการหนึ่ง คือจะกระทำยุทธสงครามแก่กัน จึงกล่าวคำคดประการหนึ่ง คือตนจะถึงซึ่งความฉิบหาย จึงกล่าวกลอันคดแก้ตัวประการหนึ่ง กลคดสามประการดังนี้
แลซื่อหกประการนั้น กะตัญญู คือรู้จักคุณท่านหนึ่ง กตเวที คือมั่นใจความสัตย์หนึ่ง ปรทุกขาหสนัง คือเห็นความยากของผู้อื่นแล้วอดกลั้นมิได้ มีความปรานีเหมือนหนึ่งทุกข์ของตัวหนึ่ง กัลยาณมิตตัง คือตั้งตัวไว้ในที่เปนกัลยาณมิตร์หนึ่ง มิตลังคหัง คือมีปรกติสงเคราะห์แก่มิตร์หนึ่ง ซื่อหกประการดังนี้
มุสาเก้าประการนั้น มุตมายา คือจะให้พ้นภัยจึงมุสาหนึ่ง ชีวิตมายา คือจะเอาชีวิตรอดจึงมุสาหนึ่ง มนุสหิง คือจะปลดเปลื้องความยากของมนุษย์จึงมุสาหนึ่ง ชัยสิโน จะเอาชัยชำนะแก่ท่านจึงมุสาหนึ่ง ยศวาจา เขาบอกความลับแก่ตัวแล้วมีผู้มาถามต้องอำไว้จึงมุสาหนึ่ง มมลหิยา จะแก้ไขทุกข์ของตัวเราจึงมุสาหนึ่ง ลับพันรุโน เพื่อจะพรางภรรยาจึงมุสาหนึ่ง อลิกวจนัง เอาถ้อยคำไม่จริงมาบอกแก่ผู้ถามเพื่อจะเอาความของตัว จึงมุสาหนึ่ง กุสลลัพภภาคี มีเจตนาอันจะยังโลกทั้งปวงให้ตั้งอยู่ในการกุศลจึงมุสาหนึ่ง มุสาเก้าประการดังนี้
อันความซึ่งเราให้โอวาททั้งนี้ เจ้าผู้หลานจงจำไว้ อย่าได้ประมาทลืมหลง สามเณรพุทธญาณได้ฟังพระมหาเถรสมมิตร์ให้โอวาทดังนั้น ก็กราบลงแทบบาทพระมหาเถร รับซึ่งความสั่งสอนใส่เศียรเกล้า แล้วก็นมัสการลามากับด้วยมะสอด เมื่อสามเณรมายังมิทันถึง ใกล้รุ่งคืนวันนั้น พระยาน้อยทรงสุบินนิมิตฝันว่า มีบุรุษผู้หนึ่งนำเอาดวงแก้วมณีอันวิเศษมาแต่ประจิมทิศ มาวางลงในฝ่าพระหัตถ์ พระองค์ก็รับเก็บเอาไว้ ครั้นตื่นขึ้น จึงทรงดำริทำนายนิมิตของพระองค์เองว่า บุรุษซึ่งนำเอาดวงแก้วมณีมาใส่ให้ในฝ่ามือนั้น เห็นจะได้แก่มะสอด อันดวงแก้วมณีอันวิเศษนั้น เห็นจะได้แก่สามเณร ฉะรอยมะสอดจะพาพระสามเณรพุทธญาณมาถึงในวันพรุ่งนี้เปนมั่นคง พระยาน้อยทรงดำริทำนายความฝันแล้วก็คำนึงคอยท่ามะสอดอยู่ ครั้นเวลาบ่าย มะสอดกับมหาดเล็กสี่คนก็พาเอาสามเณรพุทธญาณเข้าไปถวายพระยาน้อย พระยาน้อยทอดพระเนตร์เห็นก็มีความยินดี จึงนิมนต์พระสามเณรให้นั่งในที่อันควร แล้วยอพระหัตถ์ถวายนมัสการ พระองค์ก็พิเคราะห์ดูซึ่งลักษณะพระสามเณรก็เห็นลักษณะปรากฏมีในกาย ก็ทราบว่า เปนนักปราชญ์มีปัญญารู้ไตรยเพทจริง พระราชบุตร์ก็ตรัสสนทนากับพระสามเณรไปจนเวลาเย็น จึงแซ่งสั่งให้วิเสทแต่งโภชนาหารมาให้พระสามเณรฉัน วิเสทแต่งโภชนาหารเสร็จแล้วก็ยกมาถวายแก่พระสามเณร ๆ ก็นิ่งยิ่มอยู่ พระยาน้อยจึงให้เอาผ้าสัตตะขันธ์ไตรยหนึ่งกับผ้าคะฤหัฐสำรับหนึ่งมาถวายพระสามเณร ๆ ก็รับเอาผ้าคฤหัฐแล้วจึงถวายพระพรว่า อาตมาภาพมาถึงพระองค์แล้ว จะขอศึกอยู่ทำราชการสนองพระคุณไปกว่าจะสิ้นชีวิตร์ มิได้คิดแก่ความยากความลำบากเลย ครั้นแล้วสามเณรกับมะสอดก็พากันไปลาพระพุทธรูปแลพระสงฆ์ที่อาราม ษึกออกมาอยู่ด้วยพระราชบุตร์ ๚ะ
โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ ตำบลถนนสำเพ็ง ตอนวัดเกาะ จำหน่ายหนังสือประโลมโลก, ธรรมมะ, สุภาสิตต่าง ๆ และรับพิมพ์หนังสือ เช่นก๊าศ, ตั๋ว, ฎีกา, ใบเสร็จ, แบบฟอร์ม, ฯลฯ ทำเล่มสมุดเดินทองอย่างงาม ๆ หรือจะว่าให้ทำเปนพิเศษก็ได้ สิ่งของที่กล่าวมาแล้วนี้รับรองว่าจะทำให้อย่างประณีตและเร็วทันกับความประสงค์ ทั้งหล่อตัวอักษรพิมพ์จำหน่าย จะคิดราคาอย่างย่อมเยา
เพราะฉนั้นถ้าท่านมีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เชิญท่านไปลองซื้อหรือจ้างพิมพ์ ท่านจึงจะทราบได้ว่าที่โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญคิดราคาพอสมควร