วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน ปริจเฉท ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ตำราพุทธมีลำดับการศึกษาให้เข้าใจทะลุทะลวงดังนี้: ขอเป็นศิษย์ผู้ทรงจำพระไตรปิฎกบาลี > ท่องจำบาลีตามลำดับ > สอบถามบาลี > ฟังคำอธิบายบาลี > ทรงจำทั้งหมด > พิจารณาตามจนแตกฉาน. ผู้ที่ข้ามขั้นตอนเหล่านี้ยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะบรรลุอัปปนาทั้งโลกิยะและโลกุตตระในศาสนาพุทธได้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า "โมฆบุรุษ" เพราะว่างเปล่าจากอัปปนา (เรียบเรียงจากกีฏาคิริสูตร; ธัมมัญญูสูตร; สัจจบรรพะ อรรถกถามัคคนิทเทส; วิสุทธิมรรค กัมมัฏฐานคหณนิทเทส)
พระรัตนตรัย
พระไตรปิฎก
วิธีอ่านพระไตรปิฎก
เนตติปกรณ์
วิธีปฏิบัติตามคำสอน
ปฏิสัมภิทามรรค
วิสุทธิมรรค

ปริจเฉท ที่ ๒๒

ญาณทัสสนวิสุทธินิเทส

แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ของความรู้ความเห็น

(หน้าที่ 391)

.......................

[๑๓. โคตรภูญาณ]

ต่อจากอนุโลมญาณนี้ไป ก็เป็น โคตรภูญาณ โคตรภูญาณนั้นไม่นับเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (และ) ไม่นับเป็นญาณทัสสนวิสุทธิ เพราะตั้งอยู่ในฐานะหันมาสู่มรรคเป็นอัพโพหาริก (คือจะกล่าวว่าอยู่ในวิสุทธิฝ่ายใดมิได้) อยู่ในระหว่างกลางนั้นเอง แต่ถึงการนับว่า “วิปัสสนา” เพราะตกอยู่ในกระแสของวิปัสสนาแล้ว
ส่วนญาณในมรรค ๔ คือโสดาปัตติมรรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑ พระอรหัตตมรรค ๑ เหล่านี้ เรียกชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ
ในมรรคทั้งหลาย ๔ นั้น ความจริง ขึ้นชื่อว่ากิจไรๆ อื่น ที่โยคีผู้มีความปรารถนาจะบรรลุปฐมมรรคญาณ จะต้องทำ หามีไม่ เพราะว่ากิจใดซึ่งเป็นกิจที่โยคีท่านนี้จะต้องทำ เมื่อท่านทำวิปัสสนาซึ่งมีอนุโลมญาณเป็นญาณสุดท้ายให้บังเกิดขึ้น ก็ได้ทำ (กิจนั้น) เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับท่านผู้มีอนุโลมญาณบังเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว เมื่ออนุโลมญาณแม้ทั้ง ๓ (หรือ๒) เหล่านั้น ได้ทำลายความมืด (คือกิเลส) ชนิดหนาๆ ที่ปิดบัง (อริย) สัจจะอยู่ ให้อันตรธานไปตามสมควรแก่กำลังของตนๆ แล้วจิตของโยคีท่านนั้น ก็ไม่แล่นไป ไม่ตั้งมั่น ไม้น้อมไป ไม่ข้อง ไม่ติด ไม่เกาะ ในสังขารทั้งปวง (แต่) ถอยกลับ งอกลับ วกกลับ เหมือนหยาดน้ำกลอกกลิ้งกลับจากใบบัว นิมิต (คือสังขาร) ที่เป็นอารมณ์ทั้งปวงก็ดี ความเป็นไป (ของสังขาร) ที่เป็นอารมณ์ทั้งปวงก็ดี ยังปรากฏโดย ปลิโพธ (คือสิ่งขัดขวาง) อยู่ในทันที เมื่ออารมณ์คือนิมิตและความเป็นไป (ของสังขาร) ทุกประการปรากฏโดยปลิโพธอยู่นั้น ณ ตอนท้ายสุดแห่งอาเสวนะ (๓หรือ๒ ครั้ง) ของอนุโลมญาณ โคตรภูญาณ ที่เป็นญาณถึงยอด เป็นที่สุด

(หน้าที่ 392)

ของวิปัสสนา ก็เกิดขึ้น ทำนิโรธคือพระนิพพานอันปราศจากสังขาร ไม่มีนิมิต ไม่มีความเป็นไป ให้เป็นอารมณ์ ข้ามพ้นโคตรปุถุชน พ้นการเรียกว่าปุถุชน พ้นภูมิปุถุชน ก้าวลงสู่โคตรพระอริยะ สู่การเรียกขานว่า พระอริยะ สู่ภูมิพระอริยะ ซึ่งเป็นการรำพึงถึงครั้งแรก คำนึงถึงเป็นครั้งแรก ในอารมณ์พระนิพพาน ทำให้สำเร็จความเป็นปัจจัยของ (อริย) มรรคโดยอาการ ๖ ประการ คือโดยอนันตรปัจจัย ๑ สมนันตรปัจจัย ๑ อาเสวนปัจจัย ๑ อุปนิสสยปัจจัย ๑ นิตถิปัจจัย ๑ และวิคตปัจจัย ๑ ไม่หวนกลับมาอีก ซึ่ง (เป็นญาณที่) ท่านกล่าวระบุถึงไว้ว่า

“ปัญญาในการหวนกลับด้วยการออกจากสังขารภายนอก เรียกว่า โคตรภูญาณ เป็นอย่างไร ? เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเกิดขึ้น (ของสังขารทั้งหลาย) เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเป็นไป (ของสังขาร).....เพราะครอบงำความคับแค้นใจ เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำนิมิตคือสังขารภายนอก เรียกว่า โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น (ของสังขาร) เรียกว่า โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เป็นไป....ฯลฯ....สู่ความคับแค้นใจ สู่นิโรธ สู่พระนิพพาน เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเกิดขึ้น (ของสังขาร) แล้วแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น (คือพระนิพพาน)
พึงขยายความพิสดารด้วยประการฉะนี้

[๔. มัคคญาณ – ญาณในอริยมรรค]

[๑. โสดาปัตติมรรคญาณ]

ในการนั้น มีอุปมาแสดงถึงอาการที่อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ แม้ดำเนินไปตามวิถีเดียวกัน โดยอาวัชชนะเดียวกัน แต่ ดำเนินไปในอารมณ์ต่างๆกัน ดังต่อไปนี้

[อุปมาด้วยบุรุษโดดข้ามคูน้ำ]

เหมือนหนึ่งว่า บุรุษผู้ (อยู่ฝั่งข้างนี้) ปรารถนาจะกระโดดข้ามคูน้ำกว้างใหญ่ แล้วไปยืนอยู่ ณ ฝั่งฟากข้างโน้น จึงวิ่งมาโดยเร็ว แล้วยึดเส้นเชือกที่ผูกห้อยอยู่กับกิ่งของต้นไม้

(หน้าที่ 393)

หรือจับไม้ค้ำยัน ณ ฝั่งข้างนี้ของคู แล้วโดดขึ้น (ขณะที่) มีการโน้มน้อมเอียงโอนไปยังฝั่งโน้น ถึงส่วนเบื้องบนของฝั่งโน้นแล้ว จึงละเส้นเชือกหรือไม้ค้ำยันนั้น ชวนเซไปตกลง ณ ฝั่งโน้น แล้วจึงค่อยๆ ทรงตัวยืนอยู่ ฉันใด แม้โยคาวจรท่านนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีความปรารถนาเพื่อประดิษฐานอยู่ในพระนิพพานซึ่งเป็นฝั่งโน้นของภพ (๓) โยนิ (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗) และนิวาส (๙) จึงวิ่งมาโดยเร็วด้วยญาณมี อุทยพยานุปัสสนาญาณ เป็นต้น แล้วเหนี่ยวเส้นเชือก คือรูปที่ผูกห้อยไว้กับกิ่งของต้นไม้คืออัตตภาพ (ร่างกาย) หรือว่ายึดไม้ค้ำยันคือขันธ์มีเวทนาขันธ์เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยการรำพึงของอนุโลมญาณว่าไม่เที่ยง หรือว่าเป็นทุกข์ หรือว่าเป็นอนัตตา ยังไม่ละเส้นเชือก คือรูป หรือไม้ค้ำยัน คือเวทนาเป็นต้นนั้นก่อน โลดขึ้นด้วยอนุโลมจิตดวงที่ ๑ (บริกรรม) แล้วเป็นผู้มีจิตใจโน้มน้อมเอียงโอนไปสู่พระนิพพาน ด้วยอนุโลมจิต ดวงที่ ๒ (อุปจาร) ดุจบุรุษผู้มีกายโน้มน้อมเอียงโอนไปยังฝั่งข้ามโน้น (ของคูน้ำ) เป็นผู้อยู่ใกล้พระนิพพานที่ตนจะพึงถึง ณ บัดนี้ ด้วยอนุโลมจิตดวงที่ ๓ ดุจบุรุษผู้(โดด) ถึงส่วนเบื้อบนของฝั่งโน้น แล้วละอารมณ์คือสังขาร (รูปหรือเวทนาเป็นต้น) นั้นด้วยความดับของ(อนุโลม) จิตนั้น แล้วตกลงไปในพระนิพพานที่ปราศจากสังขารซึ่งเป็นฝั่งข้างโน้น ด้วย โคตรภูจิต (มีพระนิพพานเป็นอารมณ์) แต่เพราะเหตุที่ยังไม่ได้อาเสวนะ (ความคุ้นเคย) ในอารมณ์พระนิพพานเพียงครั้งเดียว จึงยังหวั่นไหว ไม่ตั้งมั่นอยู่ด้วยดีก่อน เหมือนบุรุษ (โดดข้ามคูน้ำ) ผู้นั้นวนเซอยู่ จากนั้นก็ประดิษฐานอยู่ด้วย มรรคญาณ ด้วยประการฉะนี้

ในญาณทั้งสองนั้น อนุโลมญาณสามารถกำจัดความมืดคือกิเลสที่ปิดบัง (อริย) สัจจะ ออกไปได้ แต่ทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์มิได้ ส่วนโคตรภูญาณสามารถทำพระนิพพานนั่นแลให้เป็นอารมณ์ได้ แต่มิสามารถกำจัดความมืดที่ปิดบัง (อริย) สัจจะไว้ออกไปได้ ในการทำกิจของอนุโลมญาณและโคตรภูญาณนั้น มีอุปมาดังนี้

[อุปมาด้วยบุรุษดูฤกษ์นักษัตรโยคะ]

สมมุติว่า บุรุษผู้มีจักษุผู้หนึ่ง คิดจักรู้ฤกษ์ร่วมของดาวนักษัตร จึงออกมาในเวลากลางคืน แล้วแหงนขึ้นไปดูดวงจันทร์ ดวงจันทร์ก็ไม่ปรากฏ เพราะดวงจันทร์นั้นถูกหมู่เมฆทั้งหลาย

(หน้าที่ 394)

บังไว้ ทันใดนั้น ก็มีลมระลอกหนึ่งตั้งขึ้นพัดพาเอาหมู่เมฆหนาๆออกไป ลมอีกระลอกหนึ่งตั้งขึ้นแล้วพัดพาเอาหมู่เมฆชนิดกลางๆ ออกไป ลมอีกระลอกหนึ่งตั้งขึ้นแล้วพัดพาเอาหมู่เมฆบางๆออกไป แต่นั้น ครั้นท้องฟ้าปราศจากเมฆแล้ว บุรุษผู้นั้นก็เห็นดวงจันทร์ แล้วรู้ฤกษ์ร่วมดวงของนักษัตรได้

ในอุปมานั้น ความมืดคือกิเลสอย่างหนา อย่างกลาง และอย่างละเอียด ที่ปิดบังสัจจะไว้ เป็นเหมือนเมฆทั้งหลาย ๓ ชนิด อนุโลมจิต ๓ ดวง เป็นเหมือนลม ๓ ระลอก โคตรภูญาณ เปรียบบุรุษผู้มีจักษุ พระนิพพาน เปรียบประดุจดวงจันทร์ การกำจัดความมืด (คือกิเลส) ที่ปิดบัง (อริย) สัจจะออกไป ของอนุโลมจิตดวงหนี่งๆ เปรียบเหมือนการพัดพาเอาหมู่เมฆ ๓ ชนิดออกไปโดยลำดับ ของลมระลอกหนึ่งๆ เมื่อปราศจากความมืดที่ปิดบัง (อริย) สัจจะแล้ว โคตรภูญาณก็เห็นพระนิพพานอันบริสุทธิ์ เปรียบเหมือนเมื่อท้องฟ้าปราศจากหมูเมฆแล้ว บุรุษผู้นั้นก็เห็นดวงจันทร์อันผ่องใส
จริงอยู่ อนุโลมจิตทั้งหลาย สามารถกำจัดความมืดที่ปิดบัง (อริย) สัจจะได้แต่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเห็นพระนิพพาน เปรียบเหมือนลม ๓ ระลอก สามารถพัดพาเอาหมู่เมฆทั้งหลายที่บังดวงจันทร์ไว้ออกไปได้ แต่อย่างเดียว แต่ไม่สามารถเห็นดวงจันทร์โคตรภูญาณ สามารถเห็นพระนิพพานได้อย่างเดียว ไม่สามารถกำจัดความมืด คือกิเลสได้ เปรียบเหมือนมนุษย์ผู้นั้น สามารถเห็นดวงจันทร์ได้อย่างเดียว ไม่สามารถพัดพาเอาหมู่เมฆทั้งหลายออกไปได้ และด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า โคตรภูญาณ นี้ เป็นอาวัชชนะของมรรค (คือหันมาสู่มรรค)
ที่จริง โคตรภูญาณนั้น แม้ไม่หันมา (แต่) ก็ตั้งอยู่ในฐานะแห่งการหันมา คล้ายกับว่าให้สัญญา (นัดหมาย) แก่มรรคว่า “ท่านจงเกิดขึ้นอย่างนี้” แล้ว (ตัวเอง) ก็ดับไป ทั้งมรรคเองก็ไม่ละสัญญาที่โคตรภูญาณนั้นให้ไว้ เกิดขึ้นติดตาม (โคตรภู) ญาณนั้นโดยสืบเนื่องไม่มีระหว่างคั่นทันทีนั้น ทั้งเจาะทะลุทั้งทุบทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ ที่ไม่เคยเจาะทะลุ ไม่เคยทุบทำลายมาก่อน
ในการเจาะทะลุทุบทำลายนั้น มีอุปมาดังนี้

(หน้าที่ 395)

[อุปมาด้วยนักยิงธนู]

เล่ากันมาว่า นักยิงธนูผู้หนึ่ง สั่งให้เขาตั้งแผ่นกระดาน (แก่นไม้สน) ซ้อนกัน ๑๐๐ แผ่นไว้ในประเทศห่างออกไปประมาณ ๘ อุสภะ แล้วเอาผ้าพันปิดหน้าตนเอง (ขึ้นสาย) ประทับลูกธนูไว้ (กับสาย) ยืนอยู่บนจักรยนต์ (กระดานหมุน) บุรุษผู้หนึ่งหมุนจักรยนต์ไป เมื่อใดแผ่นกระดานอยู่ตรงหน้านักยิงธนู เมื่อนั้น บุรุษผู้หมุนจักรยนต์ก็ให้สัญญาด้วย (การเคาะ) ไม้ ณ ที่นั้น นักยิงธนูก็ไม่ละสัญญาเคาะไม้ ยิงลูกธนูไปเจาะทะลุกระดาน ๑๐๐ แผ่นทันที
ในอุปมานั้น โคตรภูญาณ เปรียบเหมือนสัญญาเคาะไม้ มรรคญาณ เปรียบเหมือนนักยิงธนู การที่มรรคญาณไม่ละสัญญาที่โคตรภูญาณให้ไว้ แล้วทำพระนิพพานเป็นอารมณ์ เจาะทะลุทุบทำลายกองโลภะ โทสะ และโมหะ ที่ไม่เคยเจาะทะลุมาก่อน ที่ไม่เคยทุบทำลายมาก่อน เปรียบเหมือนนักยิงธนูไม่ละสัญญาเคาะไม้ ยิงลูกธนูเจาะทะลุแผ่นกระดาน ๑๐๐ ชั้นในทันที

[อานิสงส์โสดาปัตติมรรค]

อนึ่ง (โสดาปัตติ) มรรคนี้ มิใช่แต่การทำการเจาะทะลุกองกิเลสทั้งหลายมีกองโลภะเป็นต้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทำมหาสมุทรแห่งความทุกข์เป็นสังสารวัฏ ซึ่งไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นให้เหือดแห้งไปด้วย ปิดประตูอบายทั้งปวง ทำให้เป็นผู้มีอริยทรัพย์ ๗ ประการอยู่พร้อมพรั่ง สลัดทิ้งมิจฉามรรค (ทางดำเนินผิด) ๘ ประการเสียได้ ทำเวรและภัยทุกประการให้สงบลงนำ (โยคี) เข้าถึงความเป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และดำเนินไปเพื่อได้อานิสงส์อื่นๆ อีกหลายร้อยอย่าง ด้วยประการฉะนี้
ญาณ ที่สัมปยุตด้วยโสดาปัตติมรรค ซึ่งให้อานิสงส์หลายประการ ดังกล่าวนี้ คือ ญาณในโสดาปัตติมรรค ฉะนี้แล

จบ (มรรค) ญาณที่ ๑

(หน้าที่ 396)

[๑๕. ผลญาณ – ญาณในอริยผล]

อนึ่ง ในลำดับแห่ง (ปฐมมรรค) ญาณนี้ ผลจิต ๒ หรือ ๓ ดวง ซึ่งเป็นวิบากของโสดาปัตติมรรคจิตนั้นเอง ก็เกิดขึ้น ความจริง (วิปากจิตของโสดาปัตติมรรคจิตนี้) พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า

“สมาธิมานนฺตริกญฺญมาหุ”

ซึ่งปราชญ์ทั้งหลายเรียกกันว่า อานันตริกสมาธิ (คือมรรค
สมาธิซึ่งให้อริยผลในทันที)”
และตรัสไว้ว่า
“.....ทนฺธํ อานนฺตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยาย”
“(เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน) บุคคลผู้นั้นจึงบรรลุอานันตริกสมาธิ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ช้า” ดังนี้เป็นต้น
เพราะโลกุตตรกุศลทั้งหลายมีวิบาก (สืบเนื่องอยู่) ในลำดับโดยแน่นอน แต่อาจารย์ทั้งหลาย บางพวกก็กล่าวว่า “ผลจิต ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ ดวง (เกิดขึ้น)” คำของอาจารย์ทั้งหลายพวกนั้นไม่ควรยึดถือ เพราะว่า โคตรภูญาณ บังเกิดขึ้นในตอนสุดท้ายแห่งอาเสวนะของอนุโลมญาณ เพราะฉะนั้น โดยกำหนดอย่างต่ำที่สุดโดยประการทั้งปวงต้องมีอนุโลมจิต ๒ ชวนะ เพราะว่า อนุโลมจิตชวนะเดียว ยังไม่ได้อาเสวนปัจจัย และ ๑ อาวัชชนวิถีก็มี ๗ ชวนจิตเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น โยคีท่านใดมีอนุโลมจิต ๒ (อุปจาร และอนุโลม) ชวนจิตที่ ๓ ของโยคีท่านนั้นเป็นโคตรภู ชวนจิตที่ ๔ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๓ ชวนะ โยคีท่านใด มีอนุโลมจิต ๓ (บริกรรม อุปจารและอนุโลม) ชวนจิตที่ ๔ ของโยคีท่านนั้นเป็นโคตรภู ชวนจิตที่ ๕ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๒ ชวนะ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ (ข้างต้น) ว่า “ผลจิต ๒ หรือ ๓ ดวง....ก็เกิดขึ้น”
อนึ่ง อาจารย์ทั้งหลายบางพวกก็กล่าวว่า “โยคีท่านใด มีอนุโลมจิต ๔ ชวนจิตที่ ๕ ของโยคีท่านนั้น เป็นโคตรภู ชวนจิตที่ ๖ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๑” แต่คำของอาจารย์

(หน้าที่ 397)

ทั้งหลายบางพวกนั้น ไม่พึงเชื่อถือเป็นสาระ เพราะท่านห้ามไว้แล้วว่า “ชวนจิตดวงที่ ๔ หรือที่ ๕ เป็นอัปปนา (เป็นมรรคชวนะแล้ว) ไม่เกินไปกว่านั้น เพราะใกล้ภวังค์แล้ว” ดังนี้

แต่ว่า โยคีท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ ๒ ชื่อว่าพระโสดาบัน ด้วยอาการเช่นกล่าวมานี้ แม้ท่านจะยังเป็นผู้ประมาทอยู่มาก ท่านก็จะเร่ร่อนท่องเที่ยวไปใน (โลก) เทวดาทั้งหลายและใน (โลก) มนุษย์ทั้งหลาย เพียง ๗ ครั้ง (๗ชาติ) แล้วจะเป็นผู้สามารถทำที่สุดทุกข์ได้

[๑๖. ปัจจเวกขณญาณ]

แต่ในขณะสุดท้ายของ (โสดาปัตติ) ผลจิต จิตของพระโสดาบันนั้นก็หยั่งลงสู่ภวังค์แต่นั้น มโนทวาราวัชชนะก็ตัดภวังค์เกิดขึ้น เพื่อต้องการสำรวจดูมรรค ครั้นมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้ว ชวนจิตในการกลับไปสำรวจดูมรรค ๗ ชวนะ ก็เกิดขึ้นโดยลำดับ ด้วยประการฉะนี้ แล้วตกลงสู่ภวังค์อีก แล้วชวนะทั้งหลายมี (มโนทวาร) อาวัชชนะเป็นต้นก็เกิดขึ้นเพื่อย้อนกลับไปสำรวจดูผลเป็นต้น ตามนัย (ที่กล่าวแล้วในการสำรวจดูมรรค) นั้นนั่นแล ซึ่งพระอริยบุคคลท่านนี้จะสำรวจทบทวนดูมรรค ๑ สำรวจทบทวนดูผล ๑ สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว ๑ สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่ ๑ สำรวจทบทวนดูพระนิพพาน ๑ ด้วยการบังเกิดขึ้นของชวนจิตเหล่านั้น
เพราะว่า พระอริยบุคคลท่านนั้นสำรวจทบทวนดูมรรคว่า “ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่แล้ว” ๑ จากนั้นก็สำรวจทบทวนดูผลว่า “อานิสงส์ดังนี้ข้าพเจ้าได้รับแล้ว” ๑ จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ต้องฆ่าด้วยมรรค ๓ เบื้องสูงว่า “กิเลสทั้งหลายชื่อนี้ๆ ของข้าพเจ้ายังเหลืออยู่” ๑ และในที่สุด ก็สำรวจทบทวนดูพระอมตนิพพานว่า “พระธรรมนี้ ข้าพเจ้าแทงตลอดโดยอารมณ์แล้ว” ๑
พระโสดาบันอริยสาวกมีปัจจเวกขณะ (คือการสำรวจทบทวน) ๕ ประการด้วยประการดังกล่าวนี้
และพระโสดาบันมีปัจจเวกขณะ ๕ ฉันใด แม้พระสกทาคามีและพระอนาคามีทั้งหลายก็มีปัจจเวกขณะ ๕ ฉันนั้น แต่ของพระอรหันต์ไม่มีการสำรวจทบทวนดูกิเลสที่เหลือแล (เพราะ

(หน้าที่ 398)

ท่านละกิเลสทั้งหลายหมดแล้ว) ที่เรียกว่า ปัจจเวกขณะ (การสำรวจทบทวน) รวมทั้งหมดจึงมี ๑๙ ด้วยประการฉะนี้ และเป็นการกำหนดอย่างสูงเลยทีเดียว ความจริงแม้พระเสขอริยบุคคลทั้งหลายก็มีการสำรวจทบทวนดูกิเลสที่ท่านละได้แล้ว และกิเลสที่ยังเหลืออยู่บ้าง ไม่มีการสำรวจทบทวนดูบ้าง เพราะว่า โดยความที่ไม่มีการสำรวจทบทวนดูนั้นเอง เจ้าศากยะมหานามะ (ซึ่งเป็นพระสกทาคามีอริยบุคคล) จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ยังมีธรรมชื่ออะไรอยู่อีกหรือ ที่หม่อมฉันมิได้ละแล้วภายในตน ซึ่งเป็นเหตุให้สิ่งที่เรียกว่าโลภะทั้งหลายครอบงำจิตของหม่อมฉันอยู่ในกาลบางคราว” ดังนี้ ควรทราบความทั้งหมด (ในพระสูตร) โดยพิสดาร

[๒. สกทาคามิมรรคญาณ]

อนึ่ง พระโสดาบันอริยสาวกนั้น ครั้นสำรวจทบทวนดู (ด้วยปัจจเวกขณญาณ) โดยอาการดังกล่าวแล้ว ยังนั่งอยู่ ณ อาสนะนั้นนั่นเอง หรือในสมัยอื่น (ต่อมา) ทำโยคะ (ความเพียรในวิปัสสนายิ่งขึ้น) เพื่อบรรลุภูมิที่ ๒ (สกทาคามิมรรคญาณ) เพื่อความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท (อย่างหยาบ) ท่านชุมนุมอินทรีย์ (๕) พละ (๕) และโพชฌงค์ (๗) ให้เสมอกัน แล้วบดขยี้สังขาร ซึ่งจำแนกเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้นนั่นแล ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ทบทวนไปมา หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ เมื่อพระอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้น โดยอาวัชชนะเดียวกัน ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ โดยนัยที่กล่าวแล้ว (ในการทำให้ญาณทั้งหลายมีอุทยพยญาณเป็นต้นเกิดขึ้น) นั่นแล สกทาคามิมรรค ก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ
ญาณ ซึ่งสัมปยุตด้วยสกทาคามิมรรคนั้น คือญาณในสกทาคามิมรรค ฉะนี้แล

จบ (มรรค) ญาณที่ ๒

(หน้าที่ 399)

[พระสกทาคามีอริยบุคคล]

ควรทราบไว้ด้วยว่า ผลจิต (สกทาคามิผลจิต) ทั้งหลาย (ก็เกิดขึ้น) แม้ในลำดับของ (สกทาคามี) ญาณนี้ โดยนัยดังกล่าวไว้แล้ว (ในโสดาปัตติมรรคญาณและโสดาปัตติผลญาณ) เช่นกัน และด้วยอาการเพียงนี้ พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ ๔ มีนามว่า พระสกทาคามี เป็นผู้ที่จะกลับมายังโดลกนี้ (ด้วยการถือปฏิสนธิ) เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ การสำรวจทบทวนดู (ด้วยปัจจเวกขณะ) ต่อแต่นั้นไป ก็มีนัย ดังกล่าวแล้วเช่นดัน

[๓. อนาคามิมรรคญาณ]

อนึ่ง พระสกทาคามีอริยสาวกนั้น ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวมาแล้ว ยังนั่งอยู่ ณ อาสนะนั้นนั่นเอง หรือในมัยต่อมา ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ ๓ เพื่อละ (สังโยชน์ส่วนล่างอีก๒ คือ) กามราคะและพยาบาท (ที่เป็นส่วนละเอียด) โดยไม่เหลือ พระอริยสาวกนั้น จึงชุมนุมอินทรีย์ พละ และโพชฌงค์ ทำให้สม่ำเสมอกัน แล้วบดขยี้สังขารนั้นนั่นแล ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ทบทวนไปมา หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ (อีกครั้ง) เมื่อพระอริยสาวกนั้น ปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล อนาคามิมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ
ญาณ ซึ่งสัมปยุตด้วยอนาคามิมรรคนั้น คือญาณในอนาคามิมรรค ฉะนี้แล

จบ (มรรค) ญาณที่ ๓

[พระอนาคามีอริยบุคคล]

แม้ในลำดับของ (อนาคามิมรรค) ญาณนี้ก็ควรทราบผลจิตทั้งหลาย (อนาคามีผลจิตที่เกิดขึ้น) โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน และด้วยอาการเช่นกล่าวมานี้ พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ ๖ มีนามว่า พระอนาคามี เป็นผู้เกิดผลุดขึ้น ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้นมีอันไม่กลับมาเป็นธรรมดา กล่าวคือไม่มายัง (มนุษย์) โลกนี้ด้วยการถือปฏิสนธิอีกต่อไปปัจจเวกขณะ (คือการสำรวจทบทวนดู) ต่อแต่ (อนาคามิผลญาณ) นั้นก็มีนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล

(หน้าที่ ๔๐๐)

[๔. อรหัตตมรรคญาณ]

อนึ่ง พระอนาคามีอริยสาวกนั้น ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวแล้ว ยังนั่งอยู่ในอาสนะนั้นนั่นเอง หรือในสมัยต่อมา ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ ๔ เพื่อละ (สัญโญชน์ส่วนบนอีก ๕ คือ) รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ๑ อวิชชา ๑ โดยไม่เหลือเลย พระอริยสาวกนั้นจึงชุมนุมอินทรีย์ พละ และโพชฌงค์ ทำให้สม่ำเสมอกัน แล้วบดขยี้สังขารนั้น นั่นแหละด้วยญาณกำหนดรู้ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ทบทวนไปมา หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ (อีกครั้ง) เมื่อท่านอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ โดยนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล พระอรหัตตมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ
ญาณซึ่งสัมปยุตด้วยพระอรหัตตมรรคนั้น คือญาณพระอรหัตตมรรค ฉะนี้แล

จบ (มรรค) ญาณที่ ๔

[พระอรหัตตมหาขีณาสพ]

ถึงแม้ในลำดับของ (พระอรหัตตมรรค) ญาณนี้ ก็ควรทราบผลจิต (อรหัตตผลจิตที่เกิดขึ้น) โดยนัยดังกล่าวมาแล้วเช่นกัน และด้วยอาการเช่นกล่าวมานี้ พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ ๘ มีนามว่า พระอรหันต์ เป็นพระมหาขีณาสพ ผู้ทรงร่างกายนี้เป็นวาระสุดท้าย เป็นผู้ปลงภาระลงได้แล้ว เป็นผู้บรรลุถึงความต้องการของตนเองโดยลำดับแล้ว เป็นผู้หมดสิ้นสังโยชน์ในภพแล้ว เป็นผู้พ้นพิเศษด้วยความรู้โดยชอบแล้ เป็นทักขิไณยบุคคล ชั้นสุดยอดของ (มนุษย) โลกรวมทั้งเทวโลกด้วยประการฉะนี้
คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ (ข้างต้น) ว่า “ส่วนญาณในมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑ พระอรหัตตมรรค ๑ เหล่านี้ เรียกชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ” ดังนี้ ข้าพเจ้ากล่าวไว้ หมายถึงญาณทั้งหลาย ๔ เหล่านี้ ซึ่งโยคีพึงบรรลุได้โดยลำดับ (ดังกล่าวมา) นี้ ด้วยประการฉะนี้

(หน้าที่ 401)

[อานุภาพของมรรคญาณ]

ณ บัดนี้ เพื่อทราบโดยแจ่มแจ้งถึงอานุภาพของ (มรรค) ญาณ ๔ คือ ญาณทัสสนวิสุทธิ นี้นั่นเอง (ท่านจึงกล่าวไว้ว่า)
ปริปุณฺณโพธิปกฺขิยภาโว วุฏฐานพลสมาโยโค
เย เยน ปหาตพฺพา ธมฺมา เตสํ ปหานญฺจ.
กิจฺจานิ ปริญฺญาทีนิ ยานิ วุตฺตานิ อภิสมยกาเล
ตานิ จ ยถาสภาเวน ชานิตพฺพานิ สพฺพานีติ.

แปลความว่า

โยคีควรทราบ

๑. ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม (๓๗) บริบูรณ์

๒. วุฏฐานะ

๓. พลสมาโยคะ

๔. การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด และ

๕. กิจทั้งหลายใด มีการกำหนดรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้

ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น ตามสภาวะ ทุกประการ ฉะนี้

[๑. ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม ๓๗ บริบูรณ์]

ในเรื่องที่โยคีควรทราบนั้น คำว่า “(๑) ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม (๓๗) บริบูรณ์” หมายถึง ความบริบูรณ์ของโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย เพราะว่า ธรรมทั้งหลาย ๓๗ คือ
สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘

(หน้าที่ 402)

เหล่านี้ ชื่อว่า โพธิปักขิยะ เพราะอยู่ในฝ่ายของ อริยมรรค ซึ่งได้นามว่า “โพธะ” โดยความหมายว่า การตรัสรู้ คำว่า “เพราะอยู่ในฝ่าย” หมายความว่า เพราะตั้งอยู่ใน ความเป็นอุปการะ

[สติปัฏฐาน ๔]

ในโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะรุดแล่นเข้าไปตั้งอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายสตินั่นแหละเป็นปัฏฐาน ชื่อ สติปัฏฐาน แต่ทว่า สติ นั้น จำแนกโดยส่วน ๔ เพราะดำเนินไปด้วยการถือโดยอาการว่า ไม่งาม เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และเป็นอนัตตา และด้วยการทำกิจให้สำเร็จในการละเสีย ซึ่งความสำคัญ ว่างาม ว่าเป็นสุข ว่าเที่ยง ว่ามีอัตตา ในการ ในเวทนา ในจิต และในธรรม เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐาน ๔

[สัมมัปปธาน ๔]

ชื่อว่า ปธาน เพราะเป็นเหตุเริ่มตั้ง การเป็นเหตุเริ่มตั้ง อันงาม ชื่อว่า สัมมัปปธาน อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สัมมัปปธาน เพราะเป็นเหตุเริ่มตั้งโดยชอบ หรืออีกอย่างหนึ่ง สัมมัปปธาน นั้น ชื่อว่า งาม เพราะเว้นจากการเป็นรูปพิการด้วยกิเลส และชื่อว่า ปธาน เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้ประเสริฐ และเพราะทำความเป็นประธาน โดยความหมายว่า ทำให้สำเร็จประโยชน์และความสุข เพราะเหตุนี้ จึงชื่อสัมมัปปธาน คำว่า “สัมมัปปธาน” นี้เป็นชื่อของความเพียร
ความเพียรนี้นั้น ทำให้สำเร็จกิจในการละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ กิจในการมิให้เกิดขึ้นแก่กุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น ๑ และทำให้สำเร็จกิจในการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น ๑ ทำให้สำเร็จกิจในการตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ ด้วยเหตุนี้ จึงมี ๔ อย่าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สัมมัปปธาน ๔

[อิทธิบาท ๔]

ชื่อว่า อิทธิ โดยความหมายว่า ความสำเร็จผล ซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว เรียกว่า อิทธิบาท เพราะเป็นทางแห่งความสำเร็จ โดยความหมายว่า เป็นหัวหน้าของสัมปยุตตธรรม

(หน้าที่ 403)

ชองอิทธินั้น และโดยความหมายว่า เป็นการกระทำภาคต้นของอิทธิซึ่งเป็นผล อิทธิบาทนั้น มี ๔ อย่าง โดยธรรมมีฉันทะเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า อิทธิบาท ๔ ดังพระบาลี (แปลความว่า) ว่า “อิทธิบาท ๔ คืออิทธิบาทคือฉันทะ ๑ อิทธิบาทคือวิริยะ ๑ อิทธิบาท คือ จิตตะ ๑ อิทธิบาทคือวิมังสา ๑ ดังนี้ ธรรมทั้งหลาย (มีฉันทะเป็นต้น) เหล่านี้ เป็นโลกุตตระ โดยแท้ แต่ที่เป็นโลกิยะ แม้เป็นธรรมที่ได้โดยความเป็นอธิบดี มีฉันทะเป็นต้นก็เป็นอิทธิบาท เพราะมีพระพุทธดำรัส “หากว่า ภิกษุทำฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นี้เรียกว่า ฉันทสมาธิ” ดังนี้เป็นต้น

[อินทรีย์ ๕ และพละ ๕]

ชื่อว่า อินทรีย์ โดยความหมายว่า เป็นอธิบดี (ความเป็นใหญ่) กล่าวคือการครอบงำเพราะครอบงำเสียซึ่งอัสสัทธิยะ (ความไม่เชื่อ) โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน) ปมาทะ (ความประมาท) วิกเขปะ (ความฟุ้งซ่าน) และสัมโมหะ (ความหลง) และชื่อว่า พละ โดยความหมายว่า ไม่หวั่นไหว เพราะอกุศลธรรมทั้งหลายมีอัสสัทธิยะเป็นต้นครอบงำไม่ได้ อินทรีย์ และ พละ แม้ทั้งสองนั้น มี ๕ อย่าง โดยธรรมมีศรัทธาเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕

[โพชฌงค์ ๗ และองค์มรรค ๘]

อนึ่ง ธรรมทั้งหลาย ๗ มีสติเป็นต้น ขื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ของสัตว์ผู้ตรัสรู้ และธรรมทั้งหลาย ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็น องค์ของมรรค โดยความหมายว่า เป็นไปเพื่อการนำออก (จากสังสารวัฏ) เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

[โพธิปักขิยธรรมเกิดในจิตต่างๆกัน]

โพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ๓๗ ดังกล่าวมานี้ เมื่อโลกียวิปัสสนายังดำเนินไปในภาคต้น (ๆ) ก็ได้ใน (ขณะ) จิตต่างๆกัน คือ

(หน้าที่ 404)

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้กายด้วยอาการ ๑๔ อย่าง ๑ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้เวทนาด้วยอาการ ๙ อย่าง ๑ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้จิตด้วยอาการ ๑๖ อย่าง ๑ และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้ธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วยอาการ ๕ อย่าง ๑
สัมมัปปธานที่ ๑ ได้ในเวลาเห็นอกุศลที่ไม่เคยเกิดขึ้น (แก่ตน) ในอัตตภาพนี้ ซึ่งเกิดขึ้น แก่บุคคลอื่นจึงคิดอยู่ว่า “อกุศลนี้เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลอื่นผู้ปฏิบัติอย่างใด ข้าพเจ้าจักไม่ปฏิบัติอย่างนั้น ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อกุศลนี้ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า” แล้วพยายามมิให้ อกุศลนั้นเกิดขึ้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๒ ได้ในเวลาเห็นอกุศลถึงความฟุ้งขึ้นแก่ตนเองแล้วพยายามละอกุศลนั้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๓ ได้แก่ โยคีผู้พยายามเพื่อให้ญาณหรือวิปัสสนาที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในอัตตาภาพนี้ให้เกิดขึ้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๔ ได้แก่ โยคีผู้ทำให้ญาณหรือวิปัสสนาที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยอาการที่ (ฌานหรือวิปัสสนานั้น) จะไม่เสื่อมหายไปเสีย ๑
อิทธิบาททั้งหลายมีฉันทิทธิบาทเป็นต้น ได้ในเวลาทำอิทธิบาททั้งหลายมีฉันทิทธิบาท เป็นต้นนั้นๆ ให้เป็นธุระ (หลัก) แล้วทำกุศลให้เกิดขึ้น.....วิรัติทั้งหลาย มีสัมมาวาจาเป็นต้น ได้ในเวลางดเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายมีมิจฉาวาจาเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้

[โพธิปักขิยธรรมเกิดพร้อมในจิตดวงเดียวกัน]

แต่ในเวลา (มรรค) ญาณทั้ง ๔ เหล่านี้ (แต่ละญาณ) เกิดขึ้น โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เหล่านี้ ได้มี (พร้อมกัน) ในจิตดวงเดียวกัน ส่วนในขณะผลจิต ได้โพธิปักขิยธรรมที่เหลือ ๓๓ เว้นสัมมัปปธาน ๔ และในบรรดาโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายเหล่านี้ที่ได้ในจิตดวงเดียวกัน ดังกล่าวนี้ สติซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียวนั่นแหละ ท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ ด้วยทำให้สำเร็จกิจในการละความหมายรู้ มีความหมายรู้ว่างามเป็นต้น ในอารมณ์ทั้งหลาย มีกาย เป็นต้น วิริยะอย่างเดียวนั่นแหละ ท่านเรียกว่า สัมมปปธาน ๔ ด้วยการทำให้สำเร็จกิจมีการมิให้เกิดขึ้นแห่งอกุศลทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นต้น

(หน้าที่ 405)

แม้ในโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายที่เหลือ (อีก ๕หมวด มีอิทธิบาท ๔ เป็นต้น) ก็ไม่มีการลดและการเพิ่ม

[การจำแนกข้อธรรมในโพธิปักขยธรรม ๓๗]

อีกประการหนึ่ง ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เหล่านั้น (เพื่อจำง่ายมีคาถาจำแนกข้อธรรมดังนี้)
นว เอกวิธา เอโก ทฺวธาถ จตุปญฺจธา
อฏฺฐธา นวธา เจว อิติ ฉธา ภวนฺติ เต.
ธรรมทั้งหลายนั้น มีอยู่ ๖ หมวด ดังนี้ คือธรรม
ทั้งหลาย ๙ ข้อ เป็นธรรมมีอยู่โดยหมวดเดียว ธรรม ๑ ข้อ
มีโดย ๒ หมวด อนึ่ง ธรรมเดียวมีโดย ๔ หมวด (และ) โดย
๔ หมวด โดย ๘ และ ๙ หมวดด้วย
คำว่า “ธรรมทั้งหลาย ๙ ข้อ.....โดยหมวดเดียว” หมายความว่า ธรรมทั้ง ๙ ข้อ คือ ฉันทะ ๑ จิตตะ ๑ ปีติ ๑ ปัสสัทธิ ๑ อุเบกขา ๑ สังกัปปะ ๑ วาจา ๑ กัมมันตะ ๑ อาชีวะ ๑ เหล่านี้ มีอยู่โดยหมวดเดียวเท่านั้น เช่น (ฉันทะ) เป็นฉันทิทธิบาทเป็นต้น ไม่ผนวกหมวดอื่น
คำว่า “ธรรม ๑ ข้อมีโดย ๒ หมวด” หมายความว่า (เช่น) ศรัทธาตั้งอยู่โดย ๒ หมวด โดยเป็นอินทรีย์และพละ
คำว่า “อนึ่ง ธรรมเดียว มีโดย ๔ หมวด (และ) โดย ๕ หมวด” อธิบายความว่า อนึ่งธรรมอื่นธรรมเดียว มีโดย ๔ หมวด (และ) ธรรมอื่นอีกธรรมหนึ่ง มีโดย ๕ หมวด ในธรรมมีโดย ๔ หมวดและ ๕ หมวดนั้น สมาธิข้อเดียวตั้งอยู่โดยเป็นอินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑ ปัญญา (ข้อเดียว) ตั้งอยู่โดย ๕ หมวด โดยหมวดแห่งหมวดธรรม ๔ เหล่านั้น และโดยเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิบาท (วิมังสา) ด้วย
คำว่า “โดย ๘ และ ๙ หมวดด้วย” อธิบายว่า ธรรมอย่างเดียว อีกข้อหนึ่งตั้งอยู่โดย ๘ หมวด ธรรมเดียวข้อหนึ่งตั้งอยู่โดย ๙ หมวด คือ สติ (ธรรมข้อเดียว) ตั้งอยู่โดย ๘ หมวด

(หน้าที่ 406)

โดยเป็นสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑ วีริยะ ตั้งอยู่โดย ๙ หมวด โดยเป็นสัมมัปปธาน ๕ อิทธิบาท ๑ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ และองค์มรรค ๑ ด้วยประการฉะนี้

โดยนัยดังกล่าวมานี้
จุทฺทเสว อสมฺภินฺนา โหนฺติ เต โพธิปกฺขิยา
โกฏฺฐาสโต สตฺตวิธา สตฺตตึส ปเภทโต.
สกิจฺจนิปฺผาทนโต สรูเปน จ วุตฺติโต
สพฺเพว อริยมคฺคสฺส สมฺภเว สมฺภวนฺติ เตติ

แปลความว่า

โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ที่ไม่ประสมกันก็มี
๑๔ เท่านั้น โดยหมวดก็มีอยู่ ๗ หมวด โดยประเภทมี ๓๗
เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้น โพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นก็เกิดขึ้น
พร้อมกันทั้งหมดทีเดียว ด้วยการทำกิจของตน ๆให้สำเร็จ
และดำเนินไปตามรูป (สภาวะ) ของตน ด้วยประการฉะนี้
โยคีควรทราบความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม (๓๗) บริบูรณ์ ใน ญาณทัสสนวิสุทธิ นี้ ด้วยประการดังกล่าวนี้เถิด
คำว่า “๒. วุฏฐานะ ๓. พลสมาโยคะ” (ข้างต้นนั้น) หมายความว่า ๒. วุฏฐานะ คือความออกไป และ ๓ พลสมาโยคะ คือความประกอบเสมอกันแห่งพละ

[๒. วุฏฐานะ ความออกไป]

เพราะว่า โลกียวิปัสสนา ยังไม่ออกไปจากนิมิตโดยแท้ เพราะมีนิมิตเป็นอารมณ์ และยังมิได้ออกไปจากความเป็นไป (ของสังขาร) เพราะยังมิได้ตัดขาดสมุทัยอันเป็นเหตุของความเป็นไป โคตรภูญาณยังมิได้ออกไปจากความเป็นไป เพราะยังมิได้ตัดขากสมุทัย แต่ออกไปจากนิมิต เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ (โคตรภูญาณ) จึงเป็นการออก

(หน้าที่ 407)

ไปจากส่วนเดียว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอบกลับ ได้แก่ การออกไปเสียจาก (อารมณ์) ภายนอก คือโคตรภูญาณ” อนึ่ง ควรทราบโคตรภูญาณทั้งหมด (เป็นต้นว่า) “ชื่อว่า โคตรภู เพราะถอยกลับจากความบังเกิดขึ้น แล้วเล่นไปสู่ความบังเกิดขึ้น ชื่อว่า โคตรภู เพราะถอยกลับจากความเป็นไป แล้วแล่นไปสู่ความไม่เป็นไป” อนึ่ง (อริยมรรค) ญาณแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ เป็นการออกไปจากส่วนทั้ง ๒ เพราะออกไปจากนิมิต เพราะมีพระนิพพาน อันหานิมิตมิได้เป็นอารมณ์ ๑ เพราะออกไปจากความเป็นไป เพราะตัดขาดสมุทัย ๑

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอยกลับ ได้แก่ การออกไปเสียจากทั้งสองส่วน คือญาณในมรรค (ถามว่า) เป็นอย่างไร ? (ตอบว่า) คือเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ออกไปจากมิจฉาทิฏฐิ ออกไปจากกิเลส ที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น และจากขันธ์ทั้งหลายที่ดำเนินไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น และออกไปจากนิมิตทั้งปวงภายนอกด้วย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอยกลับ ได้แก่การออกไปจากทั้งสองส่วน คือญาณในมรรค” เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ โดยความหมายว่า ยก (จิต) ขึ้น (สู่อารมณ์).....ออกไปจากมิจฉาสังกัปปะ เรียกว่า สัมมาวาจา โดยความหมายว่า ประคับประคองไว้.....ออกไปจากมิจฉาวาจา......เรียกว่า สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) โดยความหมายว่าหมั่นเพียร.....เรียกว่า สัมมาอาชีวะ (อาชีพโดยชอบ) โดยความหมายว่า (บริสุทธิ์) ขาวสะอาด...เรียกว่า สัมมาวายามะ (พยายามโดยชอบ) โดยความหมายว่า ประคองไว้.....เรียกว่า สัมมาสติ โดยความหมายว่าเข้าไปตั้งไว้.....เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ในขณะโสดาปัตตมรรคออกไปจากมิจฉาสมาธิ ออกไปจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น และจากขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้นด้วย และออกไปจากนิมิตทั้งปวงภายนอกด้วย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญา ในการถอยกลับ ได้แก่การออกไปจากทั้งสองส่วน คือ ญาณในมรรค”
“เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะสกทาคามิมรรค....เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากกามราคสังโยชน์ จากปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ

(หน้าที่ 408)

“เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะอนาคามิมรรค....เรียกว่า สัมมสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากกามราคสังโชน์ จากปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด.....
“เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยหมายความว่าเห็นในขณะอรหัตตมรรค....เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากรูปราคะ จากอรูปราคะ จากมานะ จากอุจทัจจะ จากอวิชชา จากมานานุสัย จากภวราคานุสัย จากอวิชชานุสัย ออกไปจากกิเลส ที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น และจากขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น และออกไปจากนิมิตทั้งปวงจากภายนอกด้วย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอยกลับ ได้แก่การออกไปทั้งสองส่วน คือญาณในมรรค” ดังนี้

[๓. พลสาโยคะ ความประกอบเสมอกันแห่งพละ]

อนึ่ง ในเวลาเจริญโลกียสมาบัติ ๘ กำลังสมถะมีมากยิ่ง ในเวลาเจริญอนุปัสสนามี อนิจจานุปัสสนาเป็นต้น กำลังวิปัสสนามีมากยิ่ง แต่ในขณะ (บรรลุ) อริยมรรค ธรรม (ทั้งสอง) เหล่านั้น เทียมคู่กันดำเนินไป โดยความมุ่งหมายไม่ก้ำเกินกันและกัน เพราะฉะนั้น ใน (มรรค) ญาณแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ จึงมีความประกอบเสมอกันแห่งพละทั้งสอง (คือสมถพละ และวิปัสสนาพละ) ดังที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า “จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ทั้งหลาย มีความมีอารมณ์เป็นที่หนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ มีนิโรธ (คือ พระนิพพาน) เป็นโคจร จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ทั้งหลาย มีวิปัสสนาโดยความหมายแห่งอนุปัสสนา มีนิโรธเป็นโคจร (มีพระนิพพานเป็นอารมณ์) เพราะเหตุนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีรส (คือกิจ) ร่วมเป็นอันเดียวกัน โดยความหมายว่า ออกไปเป็นธรรมเทียมคู่กัน ดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “พระภิกษุ ทำสมถะและวิปัสสนาเทียมเท่ากัน โดยความหมายว่าออกไปให้เกิดขึ้น” ดังนี้
พึงทราบความประกอบเสมอกันแห่งพละในการออกไป ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ ด้วยประการดังกล่าวมานี้

(หน้าที่ 409)

[๔. การละธรรมทั้งหลายด้วยมรรคญาณ]

คำว่า ๔. การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญานใด” หมายความว่า ก็และในบรรดา (มรรค) ญาณทั้งหลาย ๔ เหล่านี้ ธรรมทั้งหลายใด ที่พึงละได้ด้วย (มรรค) ญาณใดควรทราบการละธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย

[ว่าด้วยการละสังโยชน์และกิเลสเป็นต้น]

แน่ละ (มรรค) ญาณ (๔) เหล่านี้ ทำการประหาณ (ละ) ได้ ตามโยคะ ซึ่งธรรมทั้งหลาย กล่าวคือ
๑. สังโยชน์ กิเลสอันผูกสัตว์อยู่
๒. กิเลส เครื่องเศร้าหมองใจ
๓. มิจฉัตตะ ความเป็นผิด
๔. โลกธรรม ธรรมครอบงำสัตว์โลก
๕. มัจฉริยะ ความตระหนี่ความหวง
๖. วิปลาส ความคลาดเคลื่อน
๗. คันถะ ธรรมร้อยรัด
๘. อคฺติ ความลำเอียง
๙. อาสวะ ธรรมไหลซึมซาบ
๑๐. โอฆะ ธรรมพัดพาไป
๑๑. โยคะ ธรรมผูกมัดไว้
๑๒. นีวรณ์ ธรรมอันกั้นจิต (มิให้บรรลุความดี)
๑๓. ปรามาส ความยึดถือ
๑๔. อุปาทาน ความยึดมั่น
๑๕. อนุสัย กิเลสอันนอนเนื่อง
๑๖. มละ มลทิน
๑๗. อกุศลกรรมบถ กรรมเป็นทางไป ฝ่ายกุศล
๑๘. จิตตุปบาท ความคิดที่เกิดขึ้น (อกุศล)

(หน้าที่ 410)

[สังโยชน์ ๑๐]

ในบรรดาธรรมทั้งหลายนั้น ธรรมทั้งหลาย ๑๐ มีรูปราคะเป็นต้น ท่านเรียกว่า “สังโยชน์” เพราะผูกขันธ์ทั้งหลายไว้กับขันธ์ทั้งหลาย ผูกกรรมไว้กับผล หรือว่าผูกสัตว์ทั้งหลายไว้กับทุกข์ เพราะว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ยังมีอยู่ตราบใด ขันธ์ทั้งหลาย ผลและทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ยังไม่ขาดไปตราบนั้น อนึ่ง ในธรรม ๑๐ อย่างนั้น ๕ อย่างเหล่านี้ คือ
๑. รูปราคะ ความกำหนัดยินดีในรูปธรรม
๒. อรูปราคะ ความกำหนัดยินดีในอรูปธรรม
๓. มานะ ความถือตัว
๔. อุทธัจจะ ความคิดฟุ้งซ่าน
๕. อวิชชา ความไม่รู้

มีชื่อว่า อุทธัมภาคิยสังโยชน์ เพราะผูกขันธ์เป็นต้นไว้ให้เกิดใน (ภพ) เบื้องบน

(แต่) ๕ อย่างเหล่านี้คือ
๖. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ามีอัตตา
๗. วิจิกิจฉา ความสงสัย
๘. สีลพตปรามาส ความยึดถือศีลและวัตร (ในทางงมงาย)
๙. กามราคะ ความกำหนัดในกามารมณ์
๑ๆ. ปฏิฆะ ความขัดเคือง

มีชื่อว่า อโธภาคิยสังโยชน์ เพราะผูกขันธ์เป็นต้นไว้ให้เกิดใน (ภพ) เบื้องล่าง

[กิเลส ๑๐]

ธรรมทั้งหลาย ๑๐ เหล่านี้ คือ
๑. โลภะ อยากได้
๒. โทสะ คิดประทุษร้าย
๓. โมหะ หลง

(หน้าที่ 411)

๔. มานะ ถือตัว
๕. ทิฏฐิ เห็นผิด
๖. วิจิกิจฉา สงสัย
๗. ถีนะ จิตใจหดหู่ - ท้อแท้
๘. อุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน
๙. อหิริกะ ไม่มีความละอายบาป
๑๐. อโนตตัปปะ ไม่มีความเกรงกลัวบาป

ท่านเรียกว่า “กิเลส” เพราะตัว (ธรรมทั้งหลาย ๑๐ เหล่านั้น) เองก็เศร้าหมอง และเพราะทำให้ สัมปยุตตธรรมทั้งหลายเศร้าหมองด้วย

[มิจฉัตตะ ๘ หรือ ๑๐]

ธรรมทั้งหลาย ๘ เหล่านี้ คือ

๑. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด
๒. มิจฉาสังกัปปะ ความดำริผิด
๓. มิจฉาวาจา พูดผิด
๔. มิจฉากัมมันตะ การกระทำผิด
๕. มิจฉาอาชีวะ อาชีพผิด
๖. มิจฉาวายามะ พยายามผิด
๗. มิจฉาสติ ระลึกผิด
๘. มิจฉาสมาธิ สมาธิผิด

หรือเป็น ๑๐ กับทั้ง

๙. มิจฉาวิมุตติ ความหลุดพ้นผิด และ
๑๐. มิจฉาญาณ ความรู้ผิด

เรียกว่า “มิจฉัตตะ” เพราะดำเนินไปผิด

(หน้าที่ 412)

[โลกธรรม ๘]

ธรรมทั้งหลาย ๘ เหล่านี้ คือ

๑. ลาภ

๒. ไม่มีลาภ

๓. ยศ

๔. ไม่มียศ

๕. สุข

๖. ทุกข์

๗. นินทา

๘. สรรเสริญ

เรียกว่า “โลกธรรม” เพราะเมื่อโลกยังเป็นไปอยู่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ขากหายไป แต่ควรทราบไว้ว่า คำว่า “โลกธรรม” ในที่นี้ ท่านหมายเอาความยินดีพอใจ ซึ่งมีลาภเป็นต้นเป็นที่ตั้ง และความยินร้ายกระทบกระทั่งใจ ซึ่งมีความไม่มีลาภเป็นต้นเป็นที่ตั้ง ด้วยศัพท์ว่า “โลกธรรม” โดยเข้าไปอิงอาศัยเหตุ (ของมัน)

[มัจฉริยะ ๕]

ความตระหนี่ที่เป็นไปในอาวาสเป็นต้นโดยอาการอดทนซึ่งความเป็นของสาธารณ์ทั่วไปแก่คนทั้งหลายอื่นมิได้ ๕ อย่างเหล่านี้ คือ
๑. อาวาสมัจฉริยะ หวงที่อยู่
๒. กุลมัจฉริยะ หวงตระกูล
๓. ลาภมัจฉริยะ หวงลาภ
๔. ธัมมัจฉริยะ หวงธรรม
๕. วรรณมัจฉริยะ หวงวรรณะ

เรียกว่า มัจฉริยะ

(หน้าที่ 413)

[วิปลาส ๓]

วิปลาส ๓ เหล่านี้ คือ

๑. สัญญาวิปลาส ความสำคัญคลาดเคลื่อน
๒. จิตตวิปลาส ความคิดคลาดเคลื่อน
๓. ทิฏฐิวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อน

ซึ่งเป็นไปในวัตถุทั้งหลายที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอัตตา และไม่งาม นั่นแลโดยอาการอย่างนี้ ว่าเที่ยง ว่าเป็นสุข ว่ามีอัตตา ว่างาม ดังนี้ เรียกว่า วิปลาส

[คันถะ ๔]

ธรรมทั้งหลาย ๔ มีอภิชชาเป็นต้น เรียกว่า “คันถะ” เพราะร้อยรัตนามกายและรูปกายไว้ เพราะเป็นความจริงอย่างนั้น ท่านจึงกล่าวถึงธรรมทั้งหลายเหล่านั้นว่าดังนี้
๑. อภิชฌา เป็น กายคันถะ
๒. พยาบาท เป็น กายคันถะ
๓. สัลัพตปรามาส เป็น กายคันถะ
๔. อิทังสัจจาภินิเวส เป็น กายคันถะ

[อคติ ๔]

คำว่า “อคติ” เป็นคำเรียกการทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะความรัก ความชัง ความโง่เชลา และเพราะความกลัว เพราะว่าการทำสิ่งที่ไม่ควรทำ และการไม่ทำสิ่งที่ควรทำ เพราะความรัก ความชัง ความโง่เขลา และเพราะความกลัวนั้น ท่านเรียกว่า อคติ เพราะเป็นการที่พระอริยเจ้าทั้งหลายไม่พึงถึง ไม่พึงดำเนิน

[อาสวะ ๔ โอฆะ ๔ และโยคะ ๔]

คำว่า “อาสวะ” นี้ เป็นคำเรียก

(หน้าที่ 414)

๑. กามราคะ

๒. ภวราคะ

๓. มิจฉาทิฏฐิ และ

๔. อวิชชา

เพราะไหลมาแต่

อา คือโคตรภูโดยทางอารมณ์ และแต่
อา คือภวัคคะโดยทางโอกาส

อีกอย่างหนึ่ง (เรียก “อาสวะ”) เพราะไหลออกจากทวารทั้งหลายที่ไม่สำรวมไว้โดยความหมายว่าไหลออกเป็นนิจ เหมือนน้ำไหลออกจากรูทะลุของหม้อ หรือว่าเพราะประสบสังสารทุกข์

เรียกธรรมทั้งหลายเหล่านั้นแหละว่า “โอฆะ” บ้างโดยความหมายว่าพัดพาไปในสาคร (ห้วงทะเล) คือภพและโดยความหมายว่าข้ามพ้นได้ยาก
เรียกว่า “โยคะ” บ้าง เพราะไม่ให้พรากไปจากอารมณ์และพรากไปจากทุกข์

[นิวรณ์ ๕]

ธรรมทั้งหลาย ๕ มีกามฉันทะเป็นต้น ท่านเรียกว่า “นิวรณ์” โดยความหมายว่ากีดว่ากั้น ว่าปิดบังจิตไว้

[ปรามาส]

คำว่า “ปรามาส” นี้ เป็นคำเรียก ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะดำเนินไปโดยอาการก้าวเลยสภาวะ (ความเป็นจริง) ของธรรมนั้นๆ แล้วไปยึดถือสภาวะที่ไม่จริงโดยประการอื่น

(หน้าที่ 415)

[อุปาทาน ๔]

อุปาทานทั้งหลาย ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น ที่กล่าวไว้แล้วในนิเทสแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอาการทั้งปวง เรียกว่า “อุปาทาน”

[อนุสัย ๗]

ธรรมทั้งหลาย ๗ มีกามราคะเป็นต้นซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ คือ
๑. กามราคานุสัย อนุสัย คือ ความกำหนัดกามารมณ์
๒. ปฏิฆานุสัย อนุสัย คือ ความขัดเคือง
๓. มานานุสัย อนุสัย คือ ความถือตัว
๔. ทิฏฐานุสัย อนุสัย คือ ความเห็นผิด
๕. วิจิกิจฉานุสัย อนุสัย คือ ความสงสัย
๖. ภวราคานุสัย อนุสัย คือ ความกำหนัดยินดีในภพ
๗. อวิชชานุสัย อนุสัย คือ อวิชชา

เรียกว่า “อนุสัย” โดยความหมายว่ามีเรี่ยวแรง เพราะว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า อนุสัย เพราะว่านอนเนื่องอยู่นั่นแลโดยความเป็นเหตุของการบังคับเกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ แห่งกามราคะ เป็นต้น เพราะความมีเรี่ยวแรง

[มละ ๓]

โลภะ โทสะ และโมหะ ทั้ง ๓ เรียกว่า “มละ” เพราะตัวเองก็ไม่สะอาด และเพราะทำความไม่สะอาดแก่ธรรมทั้งหลายเหล่าอื่นด้วย เหมือนน้ำมัน ยาหยอดตา และโคลนตม

[อกุศลกรรมบถ]

ธรรม ๑๐ อย่าง คือ

(หน้าที่ 416)

๑. ปาณาติบาต ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง (ฆ่าสัตว์)
๒. อทินนาทาน ถือเอาสิ่งที่เจ้าของมิได้ให้ (ขโมย)
๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
๔. มุสาวาท พูดเท็จ
๕ ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด
๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ
๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ
๘. อภิชฌา อยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น
๙. พยาบาท ปองร้ายผู้อื่น
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิด

เหล่านี้ ท่านเรียกว่า “อกุศลกรรมบถ” เพราะเป็นอกุศลกรรมด้วย และเพราะเป็นทางแห่งทุคติทั้งหลายด้วย

[อกุศลจิตตุปบาท ๑๒]

ธรรมทั้งหลาย ๑๒ เหล่านี้ คือโลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒ ท่านเรียกว่า “อกุศลจิตตุปบาท”
(มรรค) ญาณ ๔ เหล่านี้ ทำการประหาณ (ละ) ได้ ตามโยคะ ซึ่งธรรมทั้งหลายมีสังโยชน์เป็นต้นเหล่านั้นโดยประการดังกล่าวนี้

[มรรคญาณ ๔ ประหาณสังโยชน์กิเลสเป็นต้น]

ถามว่า ญาณ ๔ เหล่านี้ ทำการประหาณอย่างไร ?
ตอบว่า ในสังโยชน์ทั้งหลายก่อน ธรรม ๕ คือ

๑. สักกายทิฏฐิ

๒. วิจิกิจฉา

๓. สีลัพตปรามาส

(หน้าที่ 417)

๔. กามราคะ

๕. ปฏิฆะ ที่เป็น อปายคมนียะ (นำไปอบาย)

เหล่านี้ ฆ่าได้ด้วย (มรรค) ญาณที่ ๑ (โสดาปัตติมรรค) กามราคะและปฏิฆะ (ซึ่งไม่เป็นอปายคมนียะ) ชนิดหยาบที่ยังเหลือ ฆ่าด้วย (มรรค) ญาณที่ ๒ (สกทาคามิมรรค) ส่วนธรรม (คือสังโยชน์) อีก ๕ มีรูปราคะเป็นต้น ฆ่าด้วย (มรรค) ญาณที่ ๔ (อรหัตตมรรค) โดยแท้

อนึ่ง ต่อไปข้างหน้า ณ ที่ใด ข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้ทำการจำกัดความไว้ด้วยศัพท์ “เอว” (ในความหมายว่าเท่านั้นโดยแท้) ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายกล่าวถึงธรรม (กิเลสเป็นต้น) ใดๆว่า “ถูกฆ่าด้วย (มรรค) ญาณเบื้องบน” พึงทราบว่า ธรรม (มีกิเลสเป็นต้น) นั้นๆ ที่เป็นภาวะแห่งอปายคมนียะเป็นต้น ซึ่งได้ถูกญาณต้นๆ กำจัดมาแล้วนั่นแล เป็นธรรมที่ถูกฆ่าด้วยญาณเบื้องต้น
ในบรรดากิเลสทั้งหลาย ทิฏฐิและวิจิกิจฉา ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ โทสะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ โลภะ ๑ โมหะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อหิริกะ ๑ อโนตตัปปะ ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
ในบรรดามิจฉัตตะทั้งหลาย มิจฉัตตะเหล่านี้ คือมิจฉาทิฏฐิ ๑ มุสาวาท ๑ มิจฉากัมมันตะ ๑ มิจฉาอาชีวะ ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ มิจฉาสังกัปปะ ๑ ปิสุณาวาจา ๑ ผรุสวาจา ๑ เหล่านี้ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ และในที่นี้ พึงทราบว่า เจตนานั่นแล คือวาจา สัมผัปปลาปะ ๑ มิจฉาวายามะ ๑ มิจฉาสติ ๑ มิจฉาสมิ ๑ มิจฉาวิมุตติ ๑ มิจฉาวิญญาณ ๑ เหล่านี้แล ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
ในบรรดาโลกธรรมทั้งหลาย ปฏิฆะ (คือความยินร้าย) ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ อนุนยะ (ความยินดีพอใจ) ฆ่าด้วยญาณที่ ๔ พระอาจารย์พวกหนึ่งก็กล่าวว่า “ความยินดีพอใจในยศ และสรรเสริญ ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ทั้งหลาย ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ เท่านั้น
ในบรรดาวิปลาสทั้งหลาย ความสำคัญคิดเห็นคลาดเคลื่อนในสิ่งไม่เที่ยง ในความไม่มีอัตตาว่ามีอัตตา และความเห็นคลาดเคลื่อนในทุกข์ว่าสุข ในสิ่งไม่งามว่างาม เหล่านี้

(หน้าที่ 418)

ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ ความสำคัญคิดคลาดเคลื่อนในสิ่งไม่งามว่างาม ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ ความสำคัญคิดคลาดเคลื่อนในทุกข์ว่าเป็นสุข ฆ่าด้วยญาณที่ ๔

ในบรรดาคันถะทั้งหลาย กายคันถะ (๒) คือสีลัพตปรามาส และอิทังสัจจาภินิเวสฆ่าด้วยญาณที่ ๑ กายคันถะ คือพยาบาท ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ อีกหนึ่ง (คืออภิชฌา) ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
อคติ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ เท่านั้น
ในบรรดาอาสวะทั้งหลาย อาสวะคือทิฏฐิ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ อาสวะคือกาม ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ ส่วนอีก ๒ อาสวะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๔ ถึงแม้ใยโอฆะและโยคะทั้งหลายก็นัยนี้เช่นกัน
ในบรรดานิวรณ์ทั้งหลาย วิจิกิจฉานิวรณ์ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ นิวรณ์ ๓ คือกามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ กุกกุจจะ ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ ถีนมิทธะและอุทธัจจะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓
ปรามาส ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ เท่านั้น
ในบรรดาอุปาทานทั้งหลาย ถึงแม้รูปราคะและอรูปราคะก็รวมอยู่ในกามุปาทาน เพราะโลกียธรรมทั้งหลายแม้ทั้งปวงมาแล้ว (ในคำ) ว่า “กาม” โดยวัตถุกาม เพราะฉะนั้นกามุปาทานนั้นฆ่าด้วยญาณที่ ๔ ด้วยประการฉะนี้ ส่วนอุปาทานที่เหลือ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑
ในบรรดาอนุสัยทั้งหลาย อนุสัยคือทิฏฐิ และอนุสัยคอวิจิกิจฉา ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ เท่านั้น อนุสัยคือกามราคะและปฏิฆะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ อนุสัยคือมานะ ๑ ภวราคะ ๑ อวิชชา ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
ในบรรดามละ (คือมลทิน) ทั้งหลาย มละคือโทสะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ นอกนั้น ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
ในบรรดาอกุศลกรรมบถทั้งหลาย อกุศลกรรมบถเหล่านี้ คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ อกุศลกรรมบถ ๓ คือปิสุณาวาจา ๑ ผรุสวาจา ๑ พยาบาท ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ สัมผัปปลาปะและอภิชฌา ฆ่าด้วยญาณที่ ๔

(หน้าที่ 419)

ในอกุศลจตตุปบาททั้งหลาย อกุศลจิตตุบาท ๕ คือ ที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง และที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา ๑ ดวง ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ นั่นเอง ที่สัมปยุตด้วยปฏิฆะ ๒ ดวง ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ เหลือจากนั้น (๕ดวง) ฆ่าด้วยญาณที่ ๔ ด้วยประการฉะนี้แล
อนึ่ง สังโยชน์และกิเลสเป็นต้นใด ฆ่าด้วยญาณใด สังโยชน์และกิเลสเป็นต้นนั้น ชื่อว่า โยคีพึงละได้ด้วยญาณนั้น ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า (ข้างต้นหน้า) ๒๓๙ และ ๒๔๗) ว่า “(มรรค) ญาณ (๔) เหล่านี้ ทำการประหาณ (ละ) ได้ ตามโยคะ ซึ่งธรรมทั้งหลาย มีสังโยชน์ เป็นต้น เหล่านั้น.....ด้วยประการดังกล่าวนี้”
(คำทักท้วง และคำกล่าวแก้)
ถามว่า แต่ว่า ญาณ ๔ เหล่านี้ ละธรรมทั้งหลายเหล่านั้นที่เป็นอดีตและอนาคตหรือว่าที่เป็นปัจจุบัน
ตอบว่า แต่ในเรื่องนี้จะมีประโยชน์อะไร ก่อนอื่น ถ้าญาณเหล่านี้ละธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีตและอนาคต ความพยายามก็ต้องไม่มีผล เพราะเหตุไร ? เพราะไม่มีธรรมทั้งหลายที่พึงละครั้นละธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ถึงกระนั้น ความพยายามก็ยังต้องไม่มีผล เพราะธรรมทั้งหลายที่พึงละกับทั้งความพยายามมีอยู่ และมรรคภาวนาก็ยังต้องประกอบด้วยสิ่งเศร้าหมอง (เป็นสังกิเลส) อยู่ หรือว่ากิเลสทั้งหลายเป็นวิปปยุต (คือไม่มีอยู่กับจิตใจ) และกิเลส ปัจจุบัน จะถือว่าเป็นจิตตวิปยุต (คือไม่มีอยู่กับจิตใจ) หามีไม่
คำทักท้วง (ข้างต้น) นี้ มิใช่เป็นของแปลก เพราะว่าท่านกล่าวไว้ในบาลีเลยทีเดียว (แปลความ) ว่า “พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอริยมรรคนี้นั้น ละกิเลสทั้งหลาย (หมายถึง) ละทั้ง กิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต ละทั้งกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันหรือ” และแล้วก็กล่าวต่อไปอีกว่า ”หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต ถ้ากระนั้นก็ (หมายความว่า) ทำของที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ทำของที่ดับไปแล้วให้ดับไป ทำของปราศจากไปแล้วให้ปราศจากไป ทำของที่ถึงความดับสูญแล้วให้ดับสูญไป (เท่านั้น) ละของที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งไม่มีอยู่กระนั้นหรือ” จึงปฏิเสธว่า “มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต”

(หน้าที่ 420)

อนึ่ง และท่านกล่าวไว้ว่า “หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต ถ้ากระนั้นก็ (หมายความว่า) ละของที่ยังมิได้เกิด ละของที่ยังมิได้บังเกิด ละของที่ยังมิได้บังเกิดขึ้น ละของที่ยังมิได้ปรากฏ (เท่ากัน) ละของที่ยังมิมาถึง ซึ่งไม่มีอยู่กระนั้นหรือ” แล้วปฏิเสธว่า “มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต”
อนึ่ง และท่านกล่าวไว้ว่า “หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ถ้ากระนั้น คนมีกำหนัดก็ละราคะ คนมีโทสะก็ละโทสะ คนมีโมหะก็ละโมหะ คนหัวรั้นก็ละมานะ คนยึดมั่นในทิฏฐิก็ละทิฏฐิ คนมีจิตฟุ้งซ่านก็ละอุทธัจจะ คนปลงใจไม่ตกก็ละวิจิกิจฉา คนมีกิเลสเรี่ยวแรงก็ละอนุสัย (เป็นอันว่า) ธรรมฝ่ายดำกับธรรมฝ่ายขาวเข้าเทียมคู่กันไป มรรคภาวนาก็เป็นของประกอบด้วยสิ่งเศร้าหมอง (เป็นสังกิเลส) ไป” ดังนี้ แล้วปฏิเสธสิ้นเชิงเลยว่า ”มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต มิได้กิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน” ในตอนสุดท้ายของปัญหา ความว่า “ถ้ากระนั้น มรรคภาวนาก็ไม่มีการทำให้เห็นแจ้งซึ่ง (อริย) ผลก็ไม่มีการละกิเลสก็ไม่มีธรรมาภิสมัย (คือการตรัสรู้ธรรม) ก็ไม่มีหรือ” ท่านตอบรับว่า “ความจริง มิใช่ไม่มีมรรคภาวนา มิใช่ไม่มีการทำให้เห็นแจ้งซึ่งผล มิใช่ไม่มีการละกิเลส มิใช่ไม่มีธรรมภิสมัย” เมื่อถูกถามปัญหาว่า “มีอยู่ดุจโดยประการไร” จึงกล่าวคำ (เปรียบเทียบต่อไป) นี้ว่า “เปรียบเหมือนต้นไม้รุ่น ยังไม่เกิดผล บุรุษตัดต้นไม้รุ่นนี้นั้นเสียที่โคนต้น ผลเหล่าใดที่ยังไม่เกิดของต้นไม้รุ่นนั้น ผลเท่านั้นที่ยังไม่เกิดนั่นแหละก็เลยไม่เกิดผลเหล่านั้นที่ยังไม่บังเกิดนั่นแหละก็เลยไม่บังเกิด ผลเหล่านั้นที่ยังไม่บังเกิดขึ้นนั่นแหละก็เลยไม่บังเกิดขึ้น ผลเหล่านั้นที่ยังไม่ปรากฏนั่นแหละก็เลยไม่ปรากฏแม้ฉันใด อุปปาทะ (ความบังเกิดขึ้นของสังขารทั้งหลาย) เป็นเหตุ อุปปาทะ (ความบังเกิดขึ้น) เป็นปัจจัย ให้กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะเห็นโทษชั่วร้ายในความบังเกิดขึ้น จิตก็แล่นเข้าไปในความไม่บังเกิดขึ้น (คือพระนิพพาน) เพราะความที่จิตแล่นเข้าไปในความไม่บังเกิดขึ้น กิเลสทั้งหลายเหล่าใดจะพึงเกิดขึ้นเพราอุปปาทะเป็นปัจจัย กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดนั่นแลก็จะไม่เกิดขึ้น ที่ยังไม่บังเกิดนั่นแลก็ไม่บังเกิด ที่ยังไม่บังเกิดขึ้นนั่นแลก็ไม่บังเกิดขึ้น ที่ยังไม่ปรากฏนั่นแลก็ไม่ปรากฏ ฉันนั้นเช่นกัน เพราะเหตุดับไป ทุกข์จึงดับไป ด้วยอาการดังนี้

(หน้าที่ 421)

ความเป็นไป (ของสังขารทั้งหลาย) เป็นเหตุ ความเป็นไป เป็นปัจจัย....นิมิต (คือสังขาร) เป็นเหตุ นิมิต เป็นปัจจัย....อายูหนา เป็นปัจจัย เพื่อความเกิดขึ้นของกิเลสทั้งหลาย เพราะเห็นโทษชั่วร้ายในอายูหนา จิตก็แล่นเข้าไปในความไม่มีอายูหนา (คือพระนิพพาน) เพราะความที่จิตแล่นเข้าไปในความไม่มีอายูหนา กิเลสทั้งหลายเหล่าใดจะพึงเกิดขึ้น เพราะอายุหนาหนาเป็นปัจจัยกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่ปรากฏขึ้น....ที่ยังไม่ปรากฏเลยก็ไม่ปรากฏ เพราะเหตุดับไป ทุกข์ก็ดับไป ด้วยอาการ ดังนี้ มรรคภาวนาก็มีอยู่ การทำให้แจ้งซึ่งผลก็มีอยู่ ธรรมาภิสมัยก็มีอยู่ ด้วยประการฉะนี้แล”

[อุปปันนะ ๔]

ถามว่า ด้วยคำกล่าวเป็นต้นว่า “กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ที่ยังไม่เกิดขึ้นนั่นแลก็ไม่เกิดขึ้น” ดังนี้นั้น เป็นการแสดงถึงการละอะไร
ตอบว่า เป็นการแสดงถึงการละกิเลสทั้งหลายที่เป็น ภูมิลัทธะ (ได้ภูมิพื้น – ภูมิพื้น คือฐานที่ตั้งแห่งความเป็นไป)
ถามว่า แต่ว่ากิเลสทั้งหลายที่ได้ภูมิพื้นเหล่านั้น เป็นอดีต หรืออนาคต หรือว่าเป็น ปัจจุบัน
ตอบว่า กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น คือที่เขาเรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ (คือบังเกิดขึ้นโดยได้ภูมิพื้น) นั่นเอง
เพราะว่าสิ่งที่เป็น อุปปันนะ (คือสิ่งบังเกิดขึ้น) มีหลายประเภทโดยเป็น
๑. วัตตมานะ กำลังเป็นไปอยู่
๒. ภูตาปคตะ เกิดแล้วจากไป
๓. โอกาสกตะ โอกาสอันกรรมทำให้
๔. ภูมิลัทธิ ได้ภูมิพื้น

ในอุปปันนะทั้งหลายนั้น

(หน้าที่ 422)

๑. สิ่งที่กล่าว มีองค์ประกอบพร้อมด้วย (ขณะทั้ง ๓ คือ) อุปปาทะ (ความบังเกิดขึ้น) ๑ ชรา (ความเสื่อมโทรม) ๑ และภังคะ (ความแตกดับ) ๑ แม้ทุกอย่าง เรียกว่า วัตตมานุปปันนะ คือสิ่งบังเกิดขึ้นที่กำลังเป็นอยู่

๒. กุศลและอกุศล ที่เสวยรสของอารมณ์แล้วดับไป ซึ่งเรียกได้ว่า อนุภูตาปคตะ (คือเสวยแล้วจากไป) ก็ดี กุศลและอกุศลอันเป็นสังขตะที่ยังเหลือ ซึ่งมาถึงขณะ ๓ มีอุปปาทขณะเป็นต้นโดยลำดับ แล้วดับไป อันเรียกได้ว่า ภูตาปตตะ (คือเกิดแล้วจากไป) ก็ดี เรียกว่า ภูตาปคตุปปันนะ คือสิ่งบังเกิดขึ้นโดยเกิดแล้วจากไป

๓. กรรมที่กล่าวแล้วโดยนัยว่า “กรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด เป็นกรรมที่บุคคลผู้นั้นทำไว้แล้วในกาลก่อน” ดังนี้เป็นต้น แม้เป็นอดีตก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ คือสิ่งบังเกิดขึ้นโดยมีโอกาสอันกรรมทำให้ เพราะห้ามวิบากอื่นแล้วทำโอกาส (ให้) แก่วิบากของตนเอง และอนึ่ง วิบากที่มีโอกาสอันกรรมทำให้แล้วแม้เป็นวิบากที่ยังไม่บังเกิดขึ้นก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (เหมือนกัน) เพราะเมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนั้นแล้วก็บังเกิดขึ้นโดยแน่นอน

๔. กรรมเป็นอกุศลที่ยังมิได้ฉุดถอนให้ขาดในภูมิทั้งหลายนั้นๆ เรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ คือสิ่งบังเกิดขึ้นโดยได้ภูมิพื้น

[ภูมิและภูมิลัทธะ]

อนึ่ง ในเรื่องนี้ ควรทราบความแตกต่างกันของ ภูมิพื้น (ภูมิ) และได้ภูมิพื้น (ภูมิลัทธะ) ไว้ด้วย เพราะว่าขันธ์ ๕ ที่เป็นไปอยู่ในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เรียกว่า ภูมิ (คือภูมิพื้น) กิเลสที่ควรแก่การบังเกิดขึ้นในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้น เรียกว่า ภูมิลัทธะ (ได้ภูมิพื้น) เพราะเหตุที่ภูมิพื้นนั้น ชื่อว่าเป็นภูมิพื้นอันกิเลสนั้นได้แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า “ภูมิลัทธะ-กิเลสที่ได้ภูมิพื้นแล้ว” ด้วยประการฉะนี้ และภูมิพื้นนั้น มิใช่ได้โดยทางเป็นอารมณ์ เพราะวิกิเลสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นโดยทางเป็นอารมณ์ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นอดีตและอนาคตบ้าง และเพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายของพระขีณาสพทั้งหลาย ที่ท่าน

(หน้าที่ 423)

กำหนดรู้แล้วบ้าง เช่นกิเลสทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่โสไรยเศรษบี และแก่นันนทมาณพ เป็นต้น เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายของท่านพระมหากัจจานะ และพระอุบลวัณณาเถรีเป็นต้น

และผิว่า กิเลส (ดังกล่าว) นั้นพึงมีชื่อเป็นภูมิลัทธะ (คือได้ภูมิพื้น) ไซร้ ใคร ๆ ก็ละรากเหง่าของภพมิได้ เพราะละกิเลส (ดังกล่าว) นั้นมิได้ แต่ (กิเลสที่เป็น) ภูมิลัทธะควรทราบ โดยทางเป็นวัตถุ (ที่เกิดขึ้น) เพราะว่าขันธ์ทั้งหลายที่มิได้กำหนดรู้ด้วยวิปัสสนา เกิดขึ้นในภพใดๆ หรือในสันดานใดๆ จำเดิมแต่การบังเกิดขึ้น (ของขันธ์ทั้งหลาย) ในภพนั้นๆ หรือใน สันดานนั้นๆ กิเลสที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะก็แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย พึงทราบเถิดว่า กิเลส (ที่แทรกซึมอยู่) นั้น คือภูมิลัทธะ (ได้ภูมิพื้น) โดยความหมายว่ายังละไม่ได้ อนึ่ง ในบรรดาขันธ์ทั้งหลายนั้น กิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่โดยความหมายว่ายังละไม่ได้ ในขันธ์ทั้งหลายเหล่าใดของบุคคลผู้ใด ขันธ์ทั้งหลาย (ตามที่กิเลสแทรกซึมอยู่) เหล่านั้นนั่นแหละของบุคคลผู้นั้น เป็นวัตถุ (ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นของผู้อื่นที่หาเป็นวัตถุ (ที่บังเกิด) ไม่ อนึ่ง ขันธ์ที่เป็นอดีตทั้งหลายเท่านั้นที่เป็นวัตถุ (ที่บังเกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่ เพราะยังละไม่ได้ในขันธ์ที่เป็นอดีตทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนอกนี้หาเป็นวัตถุ (แห่งกิเลสทั้งหลาย) ไม่ นัยขันธ์ทั้งหลายมีขันธ์ที่เป็นอนาคตเป็นต้นก็เช่นนี้ (และ) เป็นอย่างนั้น ขันธ์ที่เป็นกามาวจรทั้งหลายนั่นแลเป็นวัตถุ (ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่ เพราะยังละไม่ได้ในขันธ์ที่เป็นกามาวจรทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนอกนี้หาเป็นวัตถุไม่ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นรูปาวจรและที่เป็นอรูปาวจรก็มีนัย (ดังกล่าว) นี้
แต่ทว่า ในบรรดาพระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระโสดาบันเป็นต้น กิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะนั้นๆ ในขันธ์ทั้งหลายของพระอริยบุคคลท่านใดๆ ที่ละได้แล้วด้วยมรรคนั้นๆ ขัน์ทั้งหลายเหล่านั้นและเหล่านั้นของพระอริยบุคคลท่านนั้นๆ จะนับว่าเป็นภูมิพื้นหาได้ไม่ เพราะไม่เป็นวัตถุ (ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายเหล่านั้นแหละเหล่านั้น ซึ่งท่านละได้แล้ว แต่สำหรับปุถุชน เพราะยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้ โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทำไป จึงเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง วัฏฏะของ

(หน้าที่ 424)

ปุถุชนนั้น จึงวนเวียนไปเพราะกรรมและกิเลสเป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าวนั้น กิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะนี้ของปุถุชนนั้น มีควรกล่าวว่า “แทรกซึมอยู่แต่ในรูปขันธ์เท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายอื่นมีเวทนาขันธ์เป็นต้นไม่ .....ฯลฯ....หรือกล่าวว่าแทรกซึมอยู่แต่ในวิญญาณขันธ์เท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายอื่น มีรูปขันธ์เป็นต้นไม่” ดังนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั่วทั้ง ๕ ขันธ์โดยไม่แตกต่างกัน

มีอุปมาอย่างไร ?
อุปมาเหมือนรสดินเป็นต้นแทรกซึมอยู่ในต้นไม้ ความจริง เมื่อต้นไม้ใหญ่ยืนต้นยึดพื้นแผ่นดินตั้งอยู่ อาศัยรสดินและรสน้ำ เจริญด้วยราก ลำต้น กิ่ง ค่าคบ ใบอ่อน ใบแก่ ดอก และผลทั้งหลาย เพราะรสดินและรสน้ำนั้นเป็นปัจจัย เติบโตเต็มท้องฟ้า สืบต่อเชื้อสายของต้นไม้ ด้วยการสืบต่อทางพืชพันธ์ ตั้งอยู่ตลอดกาลจนสิ้นกัลป์ พูดไม่ได้ว่า “รสดินเป็นต้นนั้นแทรกซึมอยู่ในส่วนทั้งหลายอื่นมีลำต้นเป็นอาทิไม่....ฯลฯ....หรือว่าแทรกซึมอยู่แต่ในผลเท่านั้นหาแทรกึมอยู่ในส่วนทั้งหลายอื่นทั้งหลายมีรากเป็นต้นไม่ ดังนี้ เพราะเหตุไร? เพราะแทรกซึมอยู่แต่ในส่วนทั้งหลายมีรากเป็นต้น ทุกส่วนโดยไม่ต่างกันแล แต่ทว่า มีบุรุษบางคนเบื่อหน่ายใดอกและผลเป็นต้นของต้นไม้ต้นนั้นแหละ แล้วตอกหนามมีพิษชื่อว่า หนามมัณฑูกะ เข้าไปทั้ง ๔ ด้าน ครั้นต้นไม้นั้นถูกกระทบด้วยสัมผัสเป็นพิษนั้น รสดินและรสน้ำทั้งหลายก็ถึงความไม่ซึมซาบเข้าไปเป็นธรรมดา เพราะรสดินและรสน้ำทั้งหลายหมดสิ้นไปแล้ว ไม่สามารถทำให้เกิดความสืบต่อ (เชื้อสายของต้นไม้) ต่อไปได้อีกฉันใด กุลบุตรผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของ (เบญจ) ขันธ์ก็ฉันนั้นเช่นกัน เริ่มต้นทำมรรค ๔ ให้เกิดในสันดานของตน เหมือนการที่บุรุษนั้นประกอบพิษเข้าในต้นไม้ทั้ง ๔ ด้าน ครั้นแล้ว ขันธสันดานนั้นของกุลบุตรนั้น เมื่อถูกสัมผัสพิษคือมรรค ๔ นั้นกระทบแล้วก็เป็นขันธสันดานที่ประเภทของกรรมเป็นต้น เข้าถึงแต่เพียงความเป็นกิริยา เพราะกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายสิ้นไปแล้วโดยประการทั้งปวง มาถึงความไม่เกิดขึ้นในภพใหม่เป็นธรรมดา ไม่สามารถทำให้สันดานในภพอื่นบ้างเกิดต่อไปได้ เป็นผู้หาอุปาทานมิได้ ดับสิ้นไปทุกประการด้วยการดับของวิญญาณดวงสุดท้าย เหมือนไฟหาเชื้อมิได้ดับไป
พึงทราบความแตกต่างกันของภูมิพื้นและ (กิเลสที่) ได้ภูมิพื้นโดยประการดังกล่าวนี้

(หน้าที่ 425)

[อุปปันนะ อีก ๔]

อีกประการหนึ่ง ยังมีอุปปันนะอื่น อีก ๔ อย่างโดยเป็น
๑. สมุทาจาระ คือ นิสัยเคยชิน
๒. อารัมมณาธิคหิตะคือ ยึดมั่นอารมณ์ไว้
๓. อวิกขัมภิตะ คือ มิได้ถูกข่มไว้
๔. อสมูหละ คือ ยังถอนรากไม่ขาด
ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่กำลังเป็นไปอยู่นั่นแล เป็นสมุทาจารุปปันนะ คือ กิเลสที่ขึ้นด้วยความเคยชิน แต่เมื่ออารมณ์ (คือรูป) มาสู่คลองแห่งทวารมีตาเป็นต้น

กิเลสแม้จะยังไม่ขึ้นในตอนต้น แต่เพราะยึดอารมณ์ไว้นั้นเอง ท่านกล่าวว่า เป็นอุปปันนะด้วยยึดมั่นอารมณ์ไว้” เพราะในตอนท้าย (กิเลส) ก็จะเกิดขึ้นโดยแน่นอน เหมือนอย่างกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระมหาติสสเถระผู้กำลังเที่ยวเดินบิณฑบาตอยู่ในหมู่บ้านกัลยาณคาม (หมู่บ้านเป็นที่เกิดของหญิงงาม) โดยให้เห็นรูปที่ไม่สม (แก่สมณะ) กิเลสที่มิได้ถูกข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถและวิปัสสนา อำนาจใดอำนาจหนึ่งแม้จะยังไม่ผุดขึ้นสู่สันตติของจิตก็ เรียกว่า เป็นอุปปันนะโดยมิได้ถูกข่มไว้ เพราะไม่มีเหตุเป็นผู้ห้ามการเกิดขึ้น แต่แม้ว่าถูกข่มไว้แล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านก็เรียกว่า เป็นอุปปันนะที่ยังถอนรากไม่ขาด โดยเหตุที่ยังไม่พ้นความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะเป็นกิเลสที่ยังถอนรากไม่ขาดด้วยอริยมรรค เหมือนกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระเถระผู้ได้สมาบัติ ๘ ที่กำลังเดินทาง (เหาะไป) โดยอากาศ ได้ยินเสียงเพลงขับร้องของมาตุคามซึ่งเก็บดอกไม้ที่ต้นไม่มีดอก อยู่ในป่าใกล้ๆ ขับร้องอยู่ด้วยเสียงไพเราะ

อนึ่ง อุปปันนะแม้ทั้ง ๓ อย่าง คืออารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมูหตะ ๑ นี้ พึงทราบว่า สงเคราะห์เข้ากับภูมิลัทธะ (อุปัปันนะ) นั่นเอง ในอุปปันนะซึ่งจำแนกประเภท ดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าคือวัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ๑ โอกาสกตะ ๑ และ สมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็น อุปปันนะ ที่จะต้องละด้วย (มรรค) ญาณแม้ไรๆ เพราะมิใช่อุปปันนะที่ฆ่าด้วย (อริย) มรรค อุปปันนะ กล่าวคือภูมิลัทธะ ๑ อารัมมณาธิคหิตะ ๑

(หน้าที่ 426)

อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมูหตะ ๑ (๔อย่าง) นี้ใด เพราะโลกียญาณและโลกุตตรญาณนั้นๆ เกิดขึ้น ทำให้ความเป็นอุปปันนะนั้นๆ ของอุปปันนะ (๔ อย่าง) นั้นพินาศไป เพราะฉะนั้น อุปปันนะแม้หมด (ทั้ง ๔ อย่างข้างหลังนี้ ) นั้นจึงเป็นอุปปันนะที่ต้องละฉะนี้แล

พึงทราบ “(๔) การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด” ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ด้วย ประการดังกล่าวนี้

]กิจในอริยสัจจ์ ๔]

คำว่า “และ (๕) กิจทั้งหลยใดมีการกำหนดรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้ ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น โยคีควรทราบไว้ตามสภาวะทุกประการ” ความว่า
ที่จริง ในเวลาตรัสรู้ (อริย) สัจจะ ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาญาณทั้งหลาย ๔ เหล่านั้น ในแต่ละญาณ มีกิจ (ญาณละ) ๔-๔ มีปริญญา (การกำหนดรู้) เป็นต้น เหล่านี้คือ
๑. ปริญญา กำหนดรู้
๒. ปหาน ประหาณ (ละ)
๓. สัจฉิกิริยา ทำให้เห็นแจ้ง
๔. ภาวนา ทำให้เกิด

(เกิดขึ้น) โดยขณะเดียวกัน โยคีควรทราบกิจทั้งหลายเหล่านั้น ตามสภาวะ

[มรรคญาณเปรียบด้วยดวงประทีป]

เพราะว่ากิจ ๔ อย่างนี้ พระโบราณาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวไว้แล้วว่า “ดวงประทีปทำกิจ ๔ อย่างไม่ก่อนไม่หลังโดยขณะเดียวกัน คือเผาไส้ ๑ กำจัดความมืด ๑ ทำแสงสว่างให้ปรากฏ ๑ ทำน้ำมันให้สิ้นไป ๑ ฉันใด มรรคญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตรัสรู้สัจจะ ๔ ไม่ก่อนไม่หลังในขณะเดียวกัน คือตรัสรู้ทุกข์ ด้วยการตรัสรู้โดยกำหนดรู้ ๑ ตรัสรู้สมุทัย ด้วยการตรัสรู้โดยการละ ๑ ตรัสรู้มรรค ด้วยการตรัสรู้โดยการทำให้ (มรรค) เกิด ๑ ตรัสรู้ นิโรธ ด้วยการตรัสรู้โดยการทำให้เห็นแจ้ง ๑
“ถามว่า มีคำอธิบายกล่าวไว้อย่างไร ?

(หน้าที่ 427)

“ตอบว่า โยคีทำนิโรธ (พระนิพพาน) เป็นอารมณ์ แล้วบรรลุ คือเห็น คือว่าแทงทะลุซึ่งสัจจะหมดทั้ง ๔” และแม้ความข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสไว้แล้วว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์แม้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ ผู้นั้นก็เห็นแม้ความดับแห่งทุกข์ก็เห็น เขาเห็นทั้งปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ด้วย”ดังนี้ ควรทราบพระพุทธดำรัส (เรื่องนี้) ทั้งหมด ทั้งท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวไว้อีกว่า “ญาณของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยมรรค คือญาณนี้ในทุกข์ด้วย ญาณนี้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ด้วย ญาณนี้ในความดับแห่งทุกข์ด้วย ญาณนี้ในปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ด้วย” ดังนี้
ในข้ออุปมานั้น พึงทราบการเปรียบเทียบด้วยอุปมาอย่างนี้ คือมรรคญาณกำหนดรู้ทุกข์ เปรียบเหมือนดวงประทีปเผาไส้ ละสมุทัยเปรียบเหมือนดวงประทีปกำจัดความมืด ทำมรรคกล่าวคือสัมมาสังกัปปะเป็นต้นให้เกิดโดยความเป็นปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น เปรียบเหมือนดวงประทีปทำแสงสว่างให้ปรากฏโดยรอบ ทำให้เห็นแจ้งนิโรธอันหมดสิ้นกิเลส เปรียบเหมือนดวงประทีปทำน้ำมันให้สิ้นไป

[มรรคญาณเปรียบด้วยดวงอาทิตย์]

อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ เมื่อโผล่ขึ้นมาก็ทำกิจ ๔ อย่างพร้อมกับความปรากฏ ไม่ก่อนไม่หลัง คือส่องให้เห็นที่เป็นรูป ๑ กำจัดความมืด ๑ ให้ความสว่าง ๑ ระงับความหนาว ๑ ฉันใด มรรคญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตรัสรู้สัจจะ ๔ โดยขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง คือ....ฯลฯ....ตรัสรู้นิโรธ ด้วยการตรัสรู้โดยการทำให้เห็นแจ้ง ๑ แม้ในอุปมานี้ก็พึงทราบการเปรียบเทียบด้วยอุปมาอย่างนี้ คือมรรคญาณกำหนดรู้ทุกข์ เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ส่องให้เห็นสิ่งที่เป็นรูป ละสมุทัยเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์กำจัดความมืด ทำมรรคให้เกิดโดยความเป็นปัจจัย มีสหชาติปัจจัยเป็นต้น เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ให้ความสว่าง ทำให้เห็นแจ้งนิโรธ คือความสงบระงับกิเลส เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ระงับความหนาว

[มรรคญาณเปรียบด้วยหนาว]

อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนนาวา ทำกิจ ๔ อย่างไม่ก่อนไม่หลังโดยขณะเดียวกัน คือละฝั่งนี้ ๑ ตัดกระแสน้ำ ๑ นำสิ่งของไป ๑ กำลังถึงฝั่งโน้น ๑ ฉันใด มรรคญาณก็ฉันนั้น

(หน้าที่ 428)

เหมือนกัน....ฯลฯ....ตรัสรู้นิโรธ ด้วยการตรัสรู้โดยการทำให้เห็นแจ้ง ๑ แม้ในอุปมานี้ก็พึงทราบการเปรียบเทียบด้วยอุปมาอย่างนี้ คือมรรคญาณ กำหนดรู้ทุกข์เปรียบเหมือนนาวาละฝั่งนี้ ละสมุทัย เปรียบเหมือนนาวาตัดกระแสน้ำทำมรรคให้เกิดโดยความเป็นปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น เปรียบเหมือนนาวานำสิ่งของไป ทำให้เห็นแจ้งนิโรธอันเป็นฝั่งโน้น เปรียบเหมือนนาวา (กำลัง) ถึงฝั่งโน้น

[ตรัสรู้อริยสัจจ์โดยอาการ ๑๖]

อนึ่ง ในเวลาตรัสรู้ (อริย) สัจจะดังกล่าวมานั้น มรรคซึ่งมีญาณดำเนินไปด้วยกิจ ๔ อย่างโดยขณะเดียวกันนั้นก็มีสัจจะ ๔ นั่นแลเป็นอาการพึงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยมรรคเดียวกัน (เอกปฏิเวธ) โดยความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ ด้วยอาการ ๑๖ ดังที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า “(ถามว่า) สัจจะ ๔ มีอาการพึงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยมรรคเดียวกันโดยความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้อย่างไร ? (ตอบว่า) สัจจะ ๔ มีอาการพึงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยมรรคเดียวกันโดยความหมายว่าเที่ยงแท้โดยอาการ ๑๖ คือ

(ก) ความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ของทุกข์ (มี ๔ อาการ) คือ

๑. มีความหมายว่า เบียดเบียน (ปีฬนฏฺโฐ)

๒. มีความหมายว่า ปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขตฏฺโฐ)

๓. มีความหมายว่า แผดเผา (สนฺตาปฏฺโฐ)

๔. มีความหมายว่า แปรผัน (วิปริณามฏฺโฐ)

(ข) ความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ของสมุทัย (มี ๔ อาการ) คือ
๕. มีความหมายว่า ขวนขวาย (อายูหนฏฺโฐ)
๖. มีความหมายว่า มูลเหตุ (นิทานฏฺโฐ)
๗. มีความหมายว่า ผูกมัด (สํโยคฏฺโฐ)
๘. มีความหมายว่า ขัดขวาง (ปลิโพธฏฺโฐ)

(หน้าที่ 429)

(ข) ความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ของนิโรธ (มี ๔ อาการ) คือ

๙. มีความหมายว่า ออกไป (นิสฺสรณฏฺโฐ)

๑๐. มีความหมายว่า สงัดเงียบ (วิเวกฏฺโฐ)

๑๑. มีความหมายว่า ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง(อสงฺขตฏฺโฐ)

๑๒. มีความหมายว่า ไม่ตาย (อมตฏฺโฐ)

(ค) ความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ของมรรค (มี ๔ อาการ) คือ

๑๓. มีความหมายว่า นำออก (นิยฺยานฏฺโฐ)

๑๔. มีความหมายว่า นำออก (นิยฺยานฏฺโฐ)

๑๔. มีความหมายว่า เป็นเหตุ (เหตฺวฏฺโฐ)

๑๕. มีความหมายว่า เห็น (ทสฺสนฏฺโฐ)

๑๖. มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่ (อธิปฺปเตยฺยฏฺโฐ)

สัจจะ ๔ โดยความหมาว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ สงเคราะห์ด้วยความหมายเดียวกัน โดยอาการ ๑๖ (ดังกล่าว) เหล่านี้ สิ่งใดสงเคราะห์เข้าด้วยความหมายเดียวกัน สิ่งนั้นก็มีความเป็นอันเดียวกัน สิ่งใดมีความเป้นอันเดียวกัน โยคีก็รู้แจ้งแทงตลอดความเป็นอันเดียวกันนั้น ด้วยญาณเดียวกัน เพราะเหตุนี้ สัจจะ ๔ จึงมีอาการพึงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยมรรคญาณเดียวกัน” ดังนี้
จะพึงมีคำทักท้วงในข้อนั้นว่า “ในเมื่อความหมายแม้อย่างอื่นของสัจจะทั้งหลายมีทุกข์ เป็นต้น เช่น (เป็น) โรคและ (เป็น) ฝีเป็นต้น ยังมีอยู่ แต่แล้วเพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวไว้เพียง ๔ เท่านั้น” ในข้อนี้เราของกล่าวตอบว่า “เพราะ (สัจจะทั้งหลาย) ปรากฏชัดด้วยการเห็นสัจจะอื่น (ด้วย)” เพราะว่าสัจจะญาณ ท่านกล่าวไว้โดยมีสัจจะแต่ละสัจจะเป็นอารมณ์โดยนัยเป็นต้น ว่า “ในญาณทั้งหลายนั้น ญาณในทุกข์เป็นไฉน ? คือปัญญา ความรู้ทั่ว....ซึ่งเกิดขึ้นปรารภทุกข์ นี้ ท่านกล่าวว่าในญาณทุกข์” ดังนี้ บ้าง กล่าวโดยทำสัจจะอย่างหนึ่งเป็นอารมณืแล้วสำเร็จกิจในสัจจะทั้งหลายแม้ที่เหลืออื่นด้วยโดยนัยเป็นต้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์แม้ทุกขสมุทัย ผู้นั้นก็เห็นด้วย” ดังนี้ บ้าง ในการเห็น ๒ อย่างนั้น ในกาลใด โยคี

(หน้าที่ 430)

ทำสัจจะแต่ละอย่างเป็นอารมณ์ในกาลนั้น ความหมายว่าปัจจัยปรุงแต่งของทุกข์แม้มีความเบียดเบียนเป็นลักษณะโดยสภาพนั้นก็ปรากฏชัดแจ้งขึ้นก่อน ด้วยการเห็นสมุทัย เพราะทุกข์นั้นถูกสมุทัยซึ่งมีลักษณะกระวนกระวาย ทำเข้าไว้ ปรุงแต่งไว้ ทำเป็นกองไว้ แต่เพราะเหตุที่มรรคนำเอาความแผดเผาของกิเลสไปเสีย จึงเป็นธรรมเย็นสนิท เพราะฉะนั้น ความหมายว่า แผดเผาของทุกข์ (สัจจ์) นั้นก็ปรากฏชัดแจ้ง ด้วยการเห็นมรรค (สัจจ์) เหมือนหนึ่งความไม่สวยไม่งามของนางสุนทรีปรากฏชัดเจนแก่ท่านพระนันทะด้วยการเห็นนางอัปสร ส่วนความหมายว่าแปรผันของทุกข (สัจจ์) นั้นปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นนิโรธ (สัจจ์) อันเป็นธรรมไม่แปรผัน เพราะเหตุนี้ จึงไม่มีคำที่จะพึงกล่าวไว้ในเรื่องนี้โดยแท้

อนึ่ง ความหมายว่ามูลเหตุของสมุทัย (สัจจ์) แม้มีความขวนขวายเป็นลักษณะโดยสภาพจะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นทุกข์ (สัจจ์) เหมือนหนึ่งความที่โภชนะเป็นเหตุแห่งความป่วยเจ็บปรากฏชัดเจนด้วยการเห็นความป่วยเจ็บอันเกิดแต่ (การบริโภค) โภชนะไม่เป็นสัปปายะความหมายว่าผูกมัด (ของสมุทยสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นนิโรธ (สัจจ์) อันเป็นธรรมที่ปราศจากความผูกมัด และความหมายว่าขัดขวาง (ของสมุทยสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นมรรค (สัจจ์) ซึ่งเป็นธรรมนำออก ฉะนี้แล
อนึ่ง ความหมายว่าสงัดเงียบของนิโรธ (สัจจ์) แม้มีการออกไป (จากทุกข์) เป็นลักษณะจะปรากฏชัดแจ้ง ด้วยการเห็นสมุทัย (สัจจ์) ซึ่งเป็นธรรมไม่สงัดเงียบ ความหมายว่าไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (ของนิโรธสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นมรรค (สัจจ์) ความจริง มรรคเป็นธรรมที่ท่านโยคีผู้นี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ในสังสารวัฏซึ่งไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้น อีกอย่างหนี่ง มรรคนั้นยังเป็นสังขตะ (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง) โดยแท้ เพราะยังมีปัจจัยอยู่ เพราะเหตุนี้ความที่นิโรธสัจจ์ซึ่งเป็นธรรมหาปัจจัยมิได้ เป็นธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง จึงเป็นความหมาย ที่ปรากฏชัดแจ้งอย่างยิ่ง อนึ่ง ความหมายว่าไม่ตาย (อมฤต) ของนิโรธสัจจ์นั้นจะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นทุกข (สัจจ์) เพราะว่าทุกข์เป็นยาพิษ อมฤต คือพระนิพพาน
อนึ่ง ความหมายว่าเป็นเหตุของมรรค (สัจจ์) ซึ่งแม้มีการนำออกเป็นลักษณะจะปรากฏ ชัดแจ้งด้วยการเห็นสมุทัย (สัจจ์) ว่า “สมุทัยนี้ มิใช่เหตุแห่งการบรรลุพระนิพพาน มรรคนี้

(หน้าที่ 431)

(ต่างหาก) เป็นเหตุ” ดังนี้ ความหมายว่าเห็น (ของมรรคสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นนิโรธ (สัจจ์) เหมือนหนึ่งความแจ่มใสของดวงตาปรากฏแจ่มแจ้งแก่บุคคลผู้เห็นรูปทั้งหลายที่ละเอียดอย่างยิ่งด้วยคิดว่า “ดวงตาของฉันแจ่มใสจริงๆ” ความหมายว่ายิ่งใหญ่ (ของมรรคสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยเห็นทุกข (สัจจ์) เหมือนหนึ่งความโอฬารของชนผู้ยิ่งใหญ่จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นชนเข็ญใจผู้อาดูรเดือดร้อนด้วยโรคหลายอย่าง ฉะนี้แล

ในที่นี้ ได้กล่าวความหมาย ๔-๕ ของสัจจะแต่ละข้อ ๆแล้วโดยความปรากฏชัดแจ้งของความหมายแต่ละอย่างๆ ตามลักษณะของตน ๆ และโดยปรากฏชัดแจ้งของความหมายอีก ๓-๓ ด้วยการเห็นสัจจะข้ออื่นด้วยประการฉะนี้ แต่ในขณะ (บรรลุอริย) มรรค ความหมาย (๑๖) เหล่านี้แม้ทุกประการก็ถึงปฏิเวธ (ความรู้แจ้งแทงตลอด) ด้วยญาณมีกิจ ๔ ใน สัจจะทั้งหลายมีทุกข์เป็นต้น ญาณเดียวนั่นเอง ฉะนี้แล แต่ทว่า ท่านวาทีบุคคลทั้งหลายใดประสงค์การตรัสรู้ต่างๆกัน (ในอริยสัจจ์) คำกล่าวตอบที่เกิน (กว่านี้) แก่วาทีบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ในกถาปกรณ์ ในพระอภิธรรมปิฏก

[กิจ ๔ ประการ ในอริยสัจจ์ ๔]

ณ บัดนี้ กิจ ๔ ประการ มีปริญญา (การกำหนดรู้) เป็นต้น เหล่านั้นใด ที่กล่าวถึงมาแล้ว
ติวิธา โหติ ปริญฺญา ตถา ปหานมฺปิ สจฺฉิกิริยาปิ
ทฺว ภาวนา อภิมตา วินิจฺฉาโย ตตฺถ ญาตพฺโพ.
ในกิจ ๔ ประการเหล่านั้น
(กิจคือ) ปริญญา มี ๓ อย่าง แม้ (กิจคือ) ปหาน แม้
(กิจคือ) สัจฉิกิริยาก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน (กิจคือ) ภาวนารู้
กันว่ามี ๒ อย่าง พึงทราบการวินิจฉัยในกิจ ๔ ประการ
นั้น (ดังต่อไปนี้)

(หน้าที่ 432)

[ปริญญา – การกำหนดรู้ ๓]

คำว่า “ปริญญามี ๓ อย่าง” ความว่า ปริญญา มี ๓ อย่าง ดังนี้คือ

๑. ญาตปริญญา

๒. ตีรณปริญญา

๓. ปหานปริญญา

[๑. ญาตปริญญา]

ในปริญญา ๓ นั้น การกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญารู้ยิ่ง ชื่อว่า ญาณโดยความหมายว่าปรากฏอยู่แล้ว” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยสังเขปอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่รู้แล้วด้วยความรู้ยิ่ง ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมปรากฏแล้ว” ดังนี้ (และ) กล่าวไว้โดยพิสดารโดยนั้ยว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงพึงรู้ด้วยความรู้ยิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวงที่พึงรู้ด้วยความรู้ยิ่งคืออะไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือจักษุ เป็นสิ่งที่พึงรู้ความรู้ยิ่ง....ดังนี้ เป็นต้น ชื่อว่า ญาตปริญญา การกำหนดรู้สิ่งที่ได้รู้แล้ว
ความรู้ด้วยปัญญารู้ยิ่งซึ่งนามและรูปพร้อมทั้งปัจจัย (ของนามและรูปนั้น) เป็นภูมิพื้นเฉพาะของญาตปริญญานั้น

[๒ ตีรณปริญญา]

แต่ว่าการกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญากำหนดรู้ ชื่อว่าญาณโดยความหมายว่าไตร่ตรอง” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยสังเขปอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่กำหนดรู้แล้ว ธรรมทั้งหลายนั้น ๆ เป็นธรรมที่ท่านไตร่ตรองแล้ว” ดังนี้ (และ) กล่าวไว้โดยพิสดารโดยนัยว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงพึงกำหนดรู้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวงที่พึงกำหนดรู้ คืออะไร? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือจักษุเป็นสิ่งที่พึงกำหนดรู้....ดังนี้ เป็นต้น ชื่อว่า ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ด้วยความไตร่ตรอง

(หน้าที่ 433)

การกำหนดรู้ที่ดำเนินไปด้วยการไตรตรองว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” เริ่มตั้งแต่กลาปสัมมสนญาณจนถึงอนุโลมญาณ เป็นภูมิพื้นเฉพาะของตีรณปริญญานั้น

[๓. ปหานปริญญา]

ส่วนการกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญาในการปหาน (การละ) ชื่อว่า ญาณโดยความหมายว่าละทิ้งไป” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยพิสดารอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมที่ท่านละทิ้งไปแล้ว” ดังนี้ (และ) ดำเนินไปโดยนัยเป็นต้นว่า “ละนิจจสัญญา (ความหมายรู้ว่าเที่ยง) ด้วยอนิจจานุปัสสนา....ดังนี้ ชื่อว่าปหานปริญญา
การกำหนดรู้ เริ่มตั้งแต่ภังคานุปัสสนาญาณจนถึงมรรคญาณ เป็นภูมิพื้นของปหานปริญญานั้น ในกิจคือปริญญานี้ ท่านประสงค์เอาปหานปริญญาดังกล่าวนี้ หรือว่าเพราะเหตุที่แม้ญาตปริญญาและตีรณปริญญาก็มีปหานปริญญา (หรือมรรค) นั้นเป็นเป้าหมายอยู่โดยเฉพาะและเพราะเหตุที่โยคีละธรรมทั้งหลายเหล่าใด ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ก็เป็นธรรมที่ปรากฏแล้วและไตร่ตรองไว้แล้วโดยแน่นอน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าโดยปริยายนี้แม้ทั้ง ๓ ปริญญาก็เป็นกิจของมรรคญาณด้วยกัน

[ปหาน ๓ อย่าง]

คำว่า “แม้ (กิจคือ) ปหาน....ก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน” ความว่า ที่จริงแม้ปหาน (ประหาณคือการละ) ก็มี ๓ อย่างเหมือนปริญญานั่นแล คือ
๑. วิกขัมภนปหาน ละด้วยการข่มไว้
๒. ตทังคปหาน ละองค์นั้นๆด้วยองค์นั้นๆ
๓. สมุจเฉทปหาน ละโดยตัดขาด

(หน้าที่ 434)

[๑. วิกขัมภนปหาน]

ในปหาน ๓ อย่างนั้น การข่มธรรมที่เป็นข้าศึกทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้นไว้ด้วยโลกียสมาธินั้นๆ เหมือนกั้นสาหร่ายไว้ด้วยหม้อที่แกว่งไปมาบนผิวน้ำที่มีสาหร่าย นี้เรียกว่า วิกขัมภนปหาน แต่ในพระบาลี ท่านกล่าวไว้เฉพาะการข่มนิวรณ์ทั้งหลายเท่านั้นว่า “และการละด้วยการข่มนิวรณ์ทั้งหลายไว้ของโยคีผู้ทำปฐมฌานให้เกิด” ดังนี้ พึงทราบว่า คำบาลีนั้น ท่านกล่าวไว้ เพราะ (ปหาน) ปรากฏอยู่ เพราะว่านิวรณ์ทั้งหลายหาท่วมทับจิตทันที่ทันใดทั้งในตอนต้น ทั้งในตอนท้ายของฌานมิได้ ธรรมทั้งหลายมีวิตกเป็นต้นก็ถูกข่มไว้ เฉพาะในขณะที่ฌานเป็นอัปปนาแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้น การข่มนิวรณ์ทั้งหลายไว้ จึงปรากฏชัด

[๒. ตทังคปหาน]

ส่วนปหานใด ละธรรมที่พึงละนั้นๆ โดยความเป็นปฏิปักโดยเฉพาะด้วยองค์ญาณนั้นๆ ซึ่งเป็นอวัยวะของวิปัสสนา เปรียบเหมือนการปหานความมืดได้ด้วยประทีปที่จุดลุกโพลงในเวลากลางคืน นี้ เรียกว่า ตทังคปหาน

[ตทังคปหานตามวิปัสสนาญาณ]

ตทังคปหานนี้เป็นอย่างไร ?
ก่อนอื่น ได้แก่ ปหาน คือการละ :-

๑. สักกายทิฏฐิ ด้วยการกำหนดรู้นามและรูป

๒. ทิฏฐิที่ไม่มีเหตุและปราศจากเหตุอันสมควรและมลทินคือความสงสัย ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัย (ของนามและรูป)

๓. ความยึดถือโดยเป็นก้อนว่า “ฉัน ของฉัน” ด้วยการกำหนดรู้โดยความเป็นกลุ่มก้อน

๔. ความสำคัญหมายรู้ในสิ่งที่มิใช่มรรคว่าเป็นมรรค ด้วยการกำหนดรู้สิ่งเป็นมรรคและสิ่งไม่เป็นมรรค

(หน้าที่ 435)

๕. อุจเฉททิฏฐิ ด้วยเห็นความเกิดขึ้น

๖. สัสสตทิฏฐิ ด้วยเห็นความดับ

๗. ความหมายรู้ในสิ่งมีความน่ากลัวว่าไม่น่ากลัวด้วยความปรากฏเป็นของน่ากลัว

๘. ความหมายรู้ว่าเป็นที่ชื่นชมยินดี ด้วยการเห็นดทษชั่วร้าย

๙. ความหมายรู้ว่าน่าอภิรมย์ ด้วยการเห็นเนืองๆ ด้วยความเบื่อหน่าย

๑๐. ความไม่ผราถนาเพื่อพ้นไป ด้วยความปรารถนาเพื่อพ้นไป

๑๑. ความไม่พิจารณาเพื่อทบทวน ด้วยการพิจารณาทบทวน

๑๒. ความไม่วางเฉย ด้วยการวางเฉย

๑๓. ความยึดมั่นโดยขัดแย้งต่อสัจจะ ด้วยการคล้อยตาม

[มหาวิปัสสนา ๑๘]

แต่หรือว่าปหานใด ใน มหาวิปัสสนา ๑๘ คือการละ : -
๑ นิจจสัญญา ด้วย อนิจจานุปัสสนา
๒ สุขปัญญา ด้วย ทุกขานุปัสสนา
๓. อัตตสัญญา ด้วย อนัตตานุปัสสนา
๔. ความเพลิดเพลิน ด้วย นิพพิทานุปัสสนา
๕. ความกำหนัด ด้วย วิราคานุปัสสนา
๖. สมุทัย ด้วย นิโรธานุปัสสนา
๗. ความยึดถือ ด้วย ปฏนิสสัคคานุปัสสนา
๘. ความหมายรู้ว่าเป็นก้อนด้วย ขยานุปัสสนา
๙. ความขวนขวาย ด้วย วยานุปัสสนา

(หน้าที่ 436)

๑๐. ความหมายรู้ว่ายั่งยืน ด้วย วิปริณมานุปัสสนา
๑๑. นิมิต ด้วย อนิมิตตานุปัสสนา
๑๒. ความตั้งมั่น ด้วย อัปปณิหิตานุปัสสนา
๑๓. ความยึดมั่น ด้วย สุญญตานุปัสสนา
๑๔. ความยึดมั่ยโดยยึดถือว่าเป็นสาระ ด้วย อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา
๑๕. ความยึดมั่นคือความลุ่มหลงด้วย ยถาภูตยาณสัสสนะ
๑๖. ความยึดมั่น คือความอาลัย ด้วย อาทีนวานุปัสสนา
๑๗. ความไม่พิจารณาทบทวน ด้วย ปฏิสังขานุปัสสนา
๑๘ ความยึดมั่น ความผู้พัน ด้วย วิวัฏฏานุปัสสนา

แม้ ปหาน ดังกล่าวนี้ก้เป็น ตทังคปหาน เหมือนกัน

[อธิบายความในมหาวิปัสสนาแต่ละข้อ]

ในมหาวิปัสสนา ๑๘ นั้น การละนิจจสัญญาเป็นต้นด้วยอนุปัสสนา ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นโดยประการใด การละด้วยประการนั้น ได้กล่าวไว้ใน (ตอนว่าด้วย) ภังคานุปัสสนา เรียบร้อยแล้ว
แต่คำว่า “ขยานุปัสสนา” หมายถึง ญาณของท่านผู้ทำการสลายตัวของความเป็นก้อนออกไป แล้วเห็นความสิ้นไปอย่างนี้ว่า “ชื่อว่าไม่เที่ยงโดยความหมายว่าสิ้นไป” การละฆนสัญญา (ความสำคัญว่า เป็นก้อน) ก็มีได้ด้วยญาณนั้น
คำว่า “วยานุปัสสนา” หมายถึง ความเป็นผู้เห็นความดับของสังขารทั้งหลายโดย พิจราณาเห็นเองโดยอนุมาน แล้วน้อมจิตไปในนิโรธ กล่าวคือความดับนั้นเองโดยเฉพาะ ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
อารมฺมณานฺวเยน อุโภเอกววฏฺฐานา
นิโรเธ อธิมุตฺตตา วยลกฺขณวิปสฺสนา.

(หน้าที่ 437)

การกำหนดอารมณ์ทั้งสอง (คือทั้งสองที่เห็นและมิได้เห็น)
โดยความเป็นอันเดียวกันโดยอำนวยตามอารมณ์ คือความ
น้อมจิตไปในนิโรธ ชื่อว่าวยลักขณวิปัสสนา (คือการเห็นแจ้ง
ซึ่งลักษณะแห่งความดับ)
เป็นอันละความขวนขวายได้ด้วยวยานุปัสสนา นั้น เพราะว่าเมื่อโยคีเห็นอยู่โดยแจ่มแจ้งว่า “บุคคลพึงขวนขวาย เพื่อประโยชน์แก่งสังขารเหล่าใด สังขารทั้งหลายเหล่านั้น มีความดับเป็นธรรมดาอย่างนี้” จิต (ของโยคีนั้น) ก็ไม่น้อมไปในความขวนขวาย
คำว่า “วิปริณามานุปัสสนา” หมายถึง การเห็นเลยขอบเขตนั้นๆไป แล้วดำเนินไป โดยประการอื่นด้วยอำนาจกัมมัฏฐานมีรูปสัตตกกัมมัฏฐานเป็นต้น หรือว่าการเห็นความแปรผันของสิงที่บังเกิดขึ้นด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยชร ๑ ด้วยมรณะ ๑ เป็นอันละความสำคัญว่ายั่งยืนได้ด้วยวิปริณามานุปัสสนานั้น
คำว่า “อนิมิตตานุปัสสนา” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนานั่นเอง การละนิมิตว่าเที่ยงก็มีได้ด้วยอนิจจานุปัสสนานั้น
คำว่า “อัปปณิหิตานุปัสสนา” ได้แก่ ทุกขานุปัสสนานั่นเอง การละความทะเยอทะยานในสุขและความปรารถนาสุขก็มีได้ด้วยทุกรานุปัสสนานั้น
คำว่า “สุญญตานุปัสสนา” ได้แก่ อนัตตานุปัสสนานั่นเอง การละความยึดมั่นว่า “มีอัตตา” ก็มีได้ด้วยอัตตานุปัสสนานั้น
คำว่า “อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา” หมายถึง วิปัสสนาที่รู้อารมณ์ มีรูปเป็นต้น แล้วเห็นความดับของอารมณ์นั้นด้วยความดับของจิตซึ่งมีรูปเป็นต้น นั้นเป็นอารมณ์ด้วย แล้วถือไว้ซึ่งความว่าเปล่าเป็นต้นอำนาจภังคญาณว่า “สังขารทั้งหลายนั่นแลแตกดับไป ความตายมีอยู่แก่สังขารทั้งหลายไม่มีใครๆอื่น” ซึ่งท่านกล่าวไว้แล้วอย่างนี้ว่า
อารมฺมณญฺจ ปฏิสงฺขา ภงฺคญฺจ อนุปสฺสติ
สุญฺญโต จ อุปฏฺฐานํ ธิปญฺญา วิปสฺสนา.

(หน้าที่ 438)

แปลความว่า

กำหนดรู้อารมณืและเห็นเนืองๆ ซึ่งความดับกับทั้ง
ความปรากฏโดยความว่างเปล่า คืออธิปัญญาวิปัสสนา

วิปัสสนา (ดังกล่าว) นั้น ท่านเรียกว่า “อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา” เพราะทำวิเคราะห์ศัพท์ว่า ”ปัญญารู้ยิ่งด้วย เห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายด้วย” ดังนี้ การละความยึดมั่นด้วยความยึดถือว่าเป็นแก่นสาร มีได้ด้วยอธิปัญญาธัมมวิปัสสนานั้น เพราะเห็นแล้วเป็นอย่างดีถึงความไม่มีสาระอันเที่ยงแท้และความไม่มีสาระ คืออัตตา

คำว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง” ได้แก่ การกำหนดรู้นมและรูปพร้อมทั้งปัจจัย การละความยึดมั่นคือความลุ่มหลงซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า “ฉันได้มีมาแล้วในกาลอดีตหรือหนอแล” และโดยนัยเป็นต้นว่า “โลกเกิดมีขึ้นจากพระอิศวร” ดังนี้ (การละนี้) มีได้ด้วยยถาถูตญาณทัสสนะนั้น
คำว่า “อาทีนวานุปัสสนา ความเห็นเนืองๆซึ่งโทษชั่วร้าย” หมายถึง ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นโทษชั่วร้ายในภพ ๓ เป็นต้น ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความปรากฏเป็นของน่ากลัว (ภยตุปัฏฐานญาณ) การละความยึดมั่นด้วยความอาลัยโดยเห็นว่า “ไม่ปรากฏสิ่งไรๆที่ควรติดอยู่” มีได้ด้วยอาทีนวานุปัสสนาญาณนั้น
คำว่า “ปฏิสังขานุปัสสนา การตามดูด้วยการกำหนดรู้ทบทวน” ได้แก่ ปฏิสังขาญาณ ทำอุบายเพื่อพ้นไป การละความไม่กำหนดรู้ทบทวน มีได้ด้วยปฏิสังขารญาณนั้น
คำว่า “วิวัฏฐานุปัสสนา การตามเห็นเนืองๆด้วยจิตถอยกลับ” ได้แก่ สังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณ เพราะได้กล่าวไว้แล้วว่า “ในเวลานั้น จิตของโยคีนั้นก็ถอยกลับ หวนกลับ วกกลับ จากสังขารทั้งปวง เหมือนหยดน้ำในใบบัว ซึ่งของใบงอนิดๆ” เพราะฉะนั้น การละความยึดมั่นด้วยความผูกพัน จึงมีได้ด้วยวิวัฏฏานุปัสสนานั้น อธิบายว่าการละความยึดมั่นด้วยกิเลสมีกามสังโยคเป็นต้น มีได้ด้วยความไม่เป็นไปของกิเลส

(หน้าที่ 439)

พึงทราบ ตทังคปหานโดยพิสดารด้วยประการดังกล่าวนี้ แต่ในพระบาลี ท่านกล่าวแต่ โดยสังเขปเท่านั้นว่า “และการละทิฏฐิทั้งหลายด้วยองค์นั้นๆ ของท่านโยคีผู้ทำสมาธิ ซึ่งมีส่วนเจาะทะลุให้เกิด”

[๓. สมุจเฉทปหาน]

ส่วน ปหาน (คือการละ) ใด ละธรรมทั้งหลายมีสังโยชน์เป็นต้นด้วยอริยมรรคญาณโดยอาการที่ธรรมทั้งหลายมีสังโยชน์เป็นต้นเหล่านั้น ไม่เป็นไปได้อีต่อไป เหมือนประหารต้นไม้ที่ถูกจักรวิเศษของสายฟ้าฟาด นี้เรียกว่า สมุจเฉทปหาน ซึ่งท่านกล่าวระบุถึงไว้ (ในพระบาลี) ว่า “อนึ่ง สมุจเฉทปหานของท่านโยคีผู้ทำมรรคไปสู่ความดับ อันเป็นโลกุตตระให้เกิด” ดังนี้
ในปหานทั้ง ๓ เหล่านี้ด้วยประการดังกล่าว ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ท่านประสงค์เอา สมุจเฉทปหาน อย่างเดียว
และโดยเหตุที่แม้วิกขัมภนปหานและตทังคปหาน ในตอนต้นๆ ของโยคีนั้นก็มีสมุจเฉทปหานนั้นเป็นเป้าหมายโดยเฉพาะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น โดยปริยายนี้ พึงทราบว่าปหานแม้ทั้ง ๓ ก้เป็นกิจของมรรคญาณด้วยกัน เพราะเปรียบเหมือนว่า ถึงแม้กิจกรรมใดที่ พระราชาเป็นผู้ปฏิปักษ์ ทรงทำไว้ในกาลก่อนหน้านั้น ครั้นพระราชาผู้ปลงพระชนม์ชีพ พระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์แล้วเสด็จเถลิงราชสมบัติ เขาก็ว่ากันว่า กิจกรรมนี้และกิจกรรมนั้นพระราชา (องค์เถลิงราชสมบัติ) ทรงทำไว้ทั้งหมดนั้นแล

[สังฉิกิริยา ๓]

คำว่า “แม้สัจฉิกิริยาก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน” ความว่า สัจฉิกิริยาแม้จำแนกเป็น ๒ อย่างคือ

(หน้าที่ 440)

๑. โลกียสัจฉิกิริยา

๒. โลกุตตรสัจฉิกิริยา

สำหรับโลกุตตรสัจฉิกิริยา มี ๓ อย่างโดยแตกต่างกันด้วย ทัสสนะ และ ภาวนา ในสัจฉิกิริยา ๒ นั้น การสัมผัสญาณทั้งหลายมีปฐมญาณเป็นต้น ซึ่ง (มีที่) มาโดยนัย (พระบาลี) ว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌาน.....ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความชำนาญในปฐมฌาน.....ปฐมฌาน ข้าพเจ้าทำให้เห็นแจ้งแล้ว” ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า โลกียสัจฉิกิริยา
คำว่า “ผัสสนา (คือสัมผัส)” หมายถึงว่า การบรรลุแล้วถูกต้องด้วยการสัมผัสด้วยญาณโดยประจักษ์ (แก่ตนเอง) ว่า “สิ่งนี้ข้าพเจ้าได้ประสพแล้ว” ความจริง ท่านก็หมายถึงความข้อ (หลัง) นี้แหละ จึงยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงว่า “ปัญญาในสัจฉิกิริยา ชื่อว่าญาณโดยความหมายว่าถูกต้อง” ดังนี้ แล้กล่าวนิเทศของสัจฉิกิริยา (ต่อไป) ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ท่านทำให้แจ้งแล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมที่ท่านสัมผัสแล้ว” อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายเหล่าใดแม้มิได้ทำให้เกิดขึ้นในสันดานของตนเอง แต่รู้แล้วทั้งสิ้น ด้วยญาณโดยมิต้องอาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัย ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นธรรมที่ทำให้เห็นแจ้งแล้วเช่นกัน แท้จริงด้วยเหตุนั้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวง ที่ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้งคืออะไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือจักษุ ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้ง....”ดังนี้ เป็นต้น ทั้งยังกล่าวไว้ต่อไปอีกว่า ”เมื่อเห็นรูปก็ทำให้เห็นแจ้ง เมื่อเห็นเวทนา.....ฯลฯ....เมื่อเห็นวิญญาณก็ทำให้เห็นแจ้ง เมื่อเห็นจักษุ.....เห็นชราและมรณะ....เห็นพระนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะก็ทำให้เห็นแจ้ง เพราะเหตุนี้ ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ทำให้เห็นแจ้งแล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ ชื่อว่าเป็นธรรมที่ถูกต้องแล้ว” ดังนี้
แต่ว่า การเห็นพระนิพพานในขณะ (บรรลุ) ปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) เป็นทัสสนสัจฉิกิริยา (ทำให้เห็นแจ้งด้วยการเห็น) ส่วนในขณะแห่งมรรคอื่นที่เหลือ เป็น

(หน้าที่ 441)

ภาวนาฉัจฉิกิริยา (ทำให้เห็นแจ้งด้วยการทำให้เกิด) ฉะนี้แล ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสัจฉิกิริยาแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า การทำให้เห็นแจ้งซึ่งพระนิพพานโดยทางทัสสนะและภาวาเป็นกิจของญาณนี้

[ภาวนา ๒ อย่าง]

คำว่า “ภาวนารู้กันแล้วว่ามี ๒ อย่าง” ความว่า ส่วน ภาวนา ท่านตกลงไว้ ๒ อย่างเท่านั้น คือ

๑. โลกียภาวนา

๒. โลกุตตรภาวนา

ใน ๒ ภาวนานั้น การทำศีล สมาธิ และปัญญาทั้งหลายฝ่ายโลกิยะให้บังเกิดขึ้น และการอรมสันดานด้วยศีล สมาธิ และปัญญาทั้งหลายโลกิยะนั้น เป็น โลกียภาวนา
การทำ ศีล สมาธิ และปัญญาทั้งหลายฝ่ายโลกุตตระให้เกิดขึ้น และการอบรมสันดาด้วยศีล สมาธิ และปัญญาทั้งหลายฝ่ายโลกุตตระนั้น เป็น โลกุตตรภาวนา
ในภาวนาทั้งสองนั้น ในญาณทัสสนวิสุทธิกถานี้ ประสงค์เอาโลกุตตรภาวนา เพราะว่า (มรรค) ญาณแม้ทั้ง ๔ อย่างนี้ ทำศีลเป็นต้นที่เป็นโลกุตตระให้เกิดขึ้นโดยความเป็นปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้นของศีล สมาธิและปัญญาทั้งหลายที่เป็นโลกุตตระเหล่านั้น และพระอริยบุคคลก็อบรมสันดาน (ของตน) ด้วยศีลเป็นต้น ที่เป็นโลกุตตระเหล่านั้น เพราะเหตุนี้โลกุตตรภาวนานั่นแล เป็นกิจของมรรคญาณนั้น ดังนี้แล
“(๕) กิจทั้งหลายใด มีการกำหนดรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น โยคีควรทราบไว้ตามสภาวะทุกประการดังกล่าวมานี้ ฉะนี้แล
อนึ่ง เพื่อแสดงวิธีแห่งการทำปัญญาให้เกิด ซึ่งมีมาแต่โดยสรุปเท่านั้น อย่างนี้ว่า
“สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ
จิตฺตํ ปญฺญญจ ภาวยํ......
“พระภิกษุ ผู้เป็นนรชน มีปัญญา ตั้งอยู่ในศีลแล้วถึง
ทำมาธิจิตและอริยปัญญาให้เกิด....”ดังนี้

(หน้าที่ 442)

คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว (ข้างต้น) ว่า “พระภิกษุผู้ทำวิสุทธิ ๒ (คือสีลวิสุทธฺ และจิตตวิสุทธิ) อันเป็นรากเหง้าให้ถึงพร้อมแล้ว ทำวิสุทธิ ๕ (คือทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ) อันเป็นลำต้นหึ้งพร้อมอยู่ พึงทำปัญญาให้เกิดขึ้” ดังนี้ คำนั้นเป็นอันข้าพเจ้าขยายความพิสดารแล้วด้วย คำมีประมาณดังกล่าวมานี้ และปัญหากรรมว่า “ควรทำปัญหาให้เกิดอย่างไร” นี้ ข้าพเจ้าก็ได้วิสัชนาแล้วด้วยประการฉะนี้

ปริจเฉทที่ ๒๒ ชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ

ในอธิกาลแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้


ดูเพิ่ม[แก้ไข]