วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ

จาก วิกิซอร์ซ
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล

  • (หน้าที่ ๑ - ๘) นิทานกถา

วิสุทธิมรรค ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


นิทานกถา ปัญหาพยากรณ์ ก็แหละ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์นี้ไว้ดังนี้ [๑] นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศีลแล้วทำสมาธิจิต และปัญญา ให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้๑ ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์นี้ ? ได้ยินว่า มีเทวบุตรตนใดตนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซึ่งเสด็จประทับ อยู่ ณ พระนครสาวัตถีในเวลาอันเป็นส่วนแห่งราตรี เพื่อจะถอนความสงสัยของตน จึงได้กราบทูลถามปัญหานี้ว่า :- ประชาสัตว์ รกชัฏทั้งภายในรกชัฏทั้งภายนอก รุงรังไปด้วยรกชัฏ ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์ ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้ เสียได้

๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค อธิบายปุจฉาปัญหา ปุจฉาปัญหานั้นมีอรรถาธิบายโดยย่อ ดังนี้ :- คำว่า รกชัฏ นี้เป็นชื่อของ ตัณหา ซึ่งเป็นเพียงดังว่าข่าย เป็นความจริง ตัณหานั้นเป็นเสมือนหนึ่งชฎากล่าวคือ แขนงสาขาแห่งสุมทุมพุ่มไม้ไผ่เป็นต้น โดยอรรถว่า เกี่ยวประสานไว้ เพราะบังเกิดขึ้นบ่อยๆ ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นด้วยสามารถเบื้องล่างเบื้องบน เพราะเหตุนั้น จึงได้ชื่อว่า รกชัฏ อนึ่ง ตัณหานี้นั้นเรียกว่า เป็นรกชัฏทั้งภายในเป็นรกชัฏทั้งภายนอก เพราะ บังเกิดขึ้นในบริขารของตนและบริขารของคนอื่น ในอัตภาพของตนและของคนอื่น ใน อายตนะภายในและอายตนะภายนอก ประชาสัตว์รุงรังแล้วด้วยรกชัฏอันเกิดขึ้นอยู่ อย่างนี้นั้น เหมือนอย่างว่า ไม้ไผ่เป็นต้นย่อมรุงรังด้วยแขนงไผ่เป็นต้น ฉันใด อันว่า ประชากล่าวคือหมู่สัตว์ นี้แม้สิ้นทั้งมวล รุงรังแล้วด้วยรกชัฏคือตัณหานั้น อธิบายว่า อันรกชัฏคือตัณหารัดรึงแล้ว เกี่ยวประสานไว้แล้ว เหมือนอย่างนั้น ก็เพราะเหตุที่หมู่สัตว์รุงรังอย่างนี้ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค นั้นว่า ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์ คำว่า ข้าแต่พระโคดม เทวบุตรระบุพระนามพระผู้มีพระภาค โดยพระโคตร คำว่า ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ คือเทวบุตรกราบทูลถามว่า ใครจะพึง ถาง ใครจะเป็นผู้สามารถเพื่อจะถางรกชัฏอันดึงรัดไตรโลกธาตุซึ่งดำรงอยู่ด้วยอาการ อย่างนี้นั้นได้ ก็แหละ พระผู้มีพระภาคผู้มีญาณอันส่องไปมิได้ติดขัดในสรรพธรรมทั้งหลาย เป็นเทวดาของทวยเทพ เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย เป็นท้าวสักกะเลิศล้นกว่า ท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมล่วงเลยพรหมทั้งหลาย ทรงแกล้วกล้าเพราะทรง ประกอบด้วยพระเวสารัชญาณ ๔ ทรงไว้ซึ่งพระทศพลญาณ มีพระญาณมิได้มีเครื่อง ขีดขั้น มีพระจักษุรอบด้าน ครั้นถูกเทวบุตรกราบทูลถามดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงตอบ ข้อความนั้นแก่เทวบุตร จึงได้ตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์นี้ ความว่า :- นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศีลแล้วทำสมาธิจิต และปัญญา ให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ นิทานกถา ๓ คำปรารภของผู้รจนาคัมภีร์ [๒] บัดนี้ข้าพเจ้า (หมายเอาพระมหาพุทธโฆษาจารย์) จักบรรยายความแห่งพระพุทธนิพนธคาถาที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสวิสัชนาไว้แล้วนี้ อันต่าง ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ตามที่เป็นจริงต่อไป โยคีบุคคลเหล่าใดในพระศาสนานี้ ได้รับการบรรพชา อันหาได้ด้วยยากในพระศาสนาของพระชินเจ้าแล้ว แม้ถึงจะต้องการความบริสุทธิ์ เมื่อไม่รู้จักทางแห่งความบริสุทธิ์ อันเป็นทางตรงทางเกษมซึ่งสงเคราะห์ด้วยศีลเป็นต้นตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะไม่บรรลุถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้ แม้ถึงจะเพียรพยายามอยู่ก็ตาม ข้าพเจ้าจักรจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งมีอันไตร่ตรอง ถูกต้องดีแล้ว โดยอิงอาศัยเทศนานัยของพระเถระทั้งหลาย ชาวมหาวิหาร อันจะทำความปราโมชให้แก่โยคีบุคคลเหล่านั้น เมื่อข้าพเจ้ารจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นโดยความเคารพ ขอสาธุชนทั้งหลายผู้ประสงค์ความบริสุทธิ์สิ้นทั้งมวล จง ใคร่ครวญดูโดยความเคารพเทอญ อธิบายทางแห่งวิสุทธิ์ [๓] ในคำเหล่านั้น คำว่า วิสุทธิ นักศึกษาพึงทราบว่า ได้แก่พระนิพพานอัน ปราศจากมลทินทั้งปวง อันบริสุทธิ์ที่สุด ทางแห่งวิสุทธิ (คือพระนิพพาน) นั้น ชื่อว่า วิสุทธิมรรค อุบายเป็นเครื่องบรรลุถึง เรียกว่า มัคคะ รวมความว่า ข้าพเจ้าจักรจนา คัมภีร์วิสุทธิมรรค คืออุบายเป็นเครื่องบรรลุถึงซึ่งวิสุทธิคือพระนิพพานนั้น ก็แหละ ทางแห่งวิสุทธิ นี้นั้น ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่งเหตุสักว่า วิปัสสนา เท่านั้น เหมือน อย่างที่ตรัสไว้ว่า :- ๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค เมื่อใด โยคีบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้นก็จะเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้คือทางแห่งวิสุทธิ ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่ง ฌาน และ ปัญญา เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ใกล้พระนิพพาน ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่ง กรรม เป็นต้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า กรรม, วิชชา, ธรรม, ศีลและชีวิตอันอุดม สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยคุณธรรม ๕ ประการนี้ หาใช่บริสุทธิ์ ด้วยโคตรและทรัพย์ไม่ ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่ง ศีล เป็นต้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีปัญญา มีจิตตั้งมั่นแล้ว มี ความเพียรปรารภแล้ว มีตนส่งไปแล้ว ในกาลทุกเมื่อย่อมข้ามห้วงน้ำอันข้ามแสนยากได้ ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่ง สติปัฏฐาน เป็นต้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอก เพื่อความบริสุทธิ์ แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ทางสายนี้ได้แก่สติปัฏฐานสี่ แม้ใน สัมมัปปธาน เป็นต้น ก็มีนัยเหมือนกันนี้

นิทานกถา ๕

อธิบายปัญหาพยากรณ์ [๔] ก็แหละ ในปัญหาพยากรณ์นี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงด้วยสามารถ แห่งคุณมีศีล เป็นต้น จะอรรถาธิบายโดยย่อ ดังนี้ :- คำว่า ตั้งตนไว้ในศีลแล้ว คือ ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ในข้อนี้มีอรรถาธิบายว่า โยคี บุคคลผู้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์เท่านั้น จึงเรียกได้ว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีล ณ ที่นี้ เพราะฉะนั้น ที่ว่าตั้งอยู่ในศีล ก็เพราะบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ คำว่า นรชน ได้แก่สัตว์ คำว่า มีปัญญา คือมีปัญญาในติเหตุกปฏิสนธิอันเกิดแต่กรรม คำว่า ยังสมาธิจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ คือยังสมาธิและวิปัสสนาปัญญา ให้เกิดอยู่ ก็แหละ ณ ที่นี้ สมาธิ ทรงแสดงด้วยหัวข้อว่า จิต ส่วน วิปัสสนา ทรงแสดงโดยชื่อว่า ปัญญา คำว่า มีความเพียร คือมีความพยายาม จริงอยู่ วีริยะ เรียกว่า อาตาปะ เพราะอรรถว่าเผากิเลสทั้งหลายให้เร่าร้อน ความเพียรนั้น มีอยู่แก่นรชนนั้น เหตุนั้น นรชนนั้นจึงชื่อว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร คำว่า มีปัญญาเครื่องบริหาร อธิบายว่า ปัญญาท่านเรียกว่า เนปักกะ แปลว่า ปัญญาเครื่องบริหาร, ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องบริหารนั้น ก็แหละ ด้วยบท เนปักกะ นี้ทรงแสดงถึงปาริหาริกปัญญา จริงอยู่ ในปัญหาพยากรณ์นี้ ปัญญา มาถึง ๓ วาระ ใน ๓ วาระนั้น วาระแรกได้แก่ สชาติปัญญา วาระที่ ๒ ได้แก่ วิปัสสนาปัญญา วาระที่ ๓ ได้แก่ ปาริหาริกปัญญา อันกำหนดนำไปซึ่งกิจการ ทั้งปวง คำว่า เป็นภิกขุ ความว่า ผู้ใดเห็นภัยในสงสาร ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกขุ คำว่า เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ อธิบายว่า นรชนนั้นเป็นภิกขุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ คือ ด้วยศีลนี้ ๑ ด้วยสมาธิที่ทรงแสดงด้วยหัวข้อว่าจิตนี้ ๑ ด้วย ปัญญา ๓ อย่างนี้ ๑ ด้วยความเพียรนี้ ๑ ยืนอยู่บนแผ่นดินคือศีล ยกขึ้นซึ่งศัสตรา คือวิปัสสนาปัญญา ที่ลับแล้วด้วยหินคือสมาธิ ด้วยมือคือปาริหาริกปัญญา ซึ่งมี กำลังคือความเพียรช่วยประคอง แล้วจะพึงถาง, จะพึงตัด, จะพึงทำลาย ซึ่งรกชัฏคือ ตัณหาอันตกไปในสันดานของตนนั้นเสียได้แม้อย่างสิ้นเชิง เหมือนอย่างบุรุษยืนอยู่ บนแผ่นดินแล้วเงื้อง่าศัสตราที่ลับดีแล้วขึ้น จะพึงถางกอไผ่ขนาดใหญ่ได้ ฉะนั้น

๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค ก็แหละ ในขณะแห่ง มัคคญาณ ชื่อว่าภิกขุนี้ถางรกชัฏนั้น ในขณะแห่ง ผลญาณ ชื่อว่าถางรกชัฏเสร็จแล้ว ย่อมสําเร็จเป็นทักขิเณยยบุคคลชั้นยอดของโลกพร้อมทั้ง เทวโลก ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า :- นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศีลแล้วทำสมาธิจิต และปัญญา ให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ [๕] ภิกษุนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้มีปัญญา ด้วยปัญญาใดในพระพุทธนิพนธคาถานั้น กิจที่ภิกษุนั้นจะต้องทำในปัญญานั้น หาไม่ เพราะว่า ปัญญานั้นสำเร็จแก่เธอด้วยอานุภาพแห่งกรรมเก่ามาแล้ว ก็แหละ อันโยคีบุคคลนั้นพึงตั้งตนไว้ในศีลแล้วพึงเจริญสมถะและวิปัสสนาซึ่งตรัส ไว้ด้วยสามารถแห่งจิตและปัญญา โดยกระทำติดต่อกันไปด้วยสามารถแห่งความ เพียรที่ตรัสไว้แล้วในบทว่า ผู้มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร และโดยกระทำความรู้แจ้งชัดด้วยสามารถแห่งปัญญานั้นเถิด เป็นอันพระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดง ทางแห่งวิสุทธิ นี้ ในพระพุทธนิพนธคาถานั้น ด้วยมุขคือ ศีล สมาธิและปัญญา ด้วยประการฉะนี้ ทรงประกาศกิจแห่งสิกขา ๓ ก็ด้วยพระธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงประกาศสิกขา ๓, คำสั่งสอนอันมีความงาม ๓, อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้มีวิชชา ๓ เป็นต้น, การเว้นส่วนสุดทั้งสอง และการร้องเสพมัชฌิมาปฏิปทา, อุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงอบายเป็นต้น การประหานกิเลสโดยอาการ ๓, ธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งการล่วงละเมิดเป็นต้น, การ ชำระสังกิเลส ๓, และเป็นอันทรงประกาศเหตุแห่งความเป็นพระโสดาบันเป็นต้น ทรงประกาศอย่างไร ? อธิบายว่า ในสิกขา ๓ นั้น อธิสีลสิกขาทรงประกาศด้วยศีล อธิจิตตสิกขาทรง ประกาศด้วยสมาธิ อธิปัญญาสิกขาทรงประกาศด้วยปัญญา ความงามในเบื้องต้นแห่งพระศาสนาทรงประกาศด้วยศีล จริงอยู่ ศีลชื่อว่า เป็นเบื้องต้นแห่งพระศาสนา เพราะพระบาลีว่า “ก็อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรม นิทานกถา ๗ ทั้งหลาย ? ศีลอันบริสุทธิ์ด้วยดีเป็นเบื้องต้น” และเพราะพระบาลีว่า “การไม่ทำ บาปทั้งปวง” ดังนี้ ก็แหละ ศีลนั้นชื่อว่าเป็นความงาม เพราะนำมาซึ่งคุณมีความ ไม่เดือดร้อนเป็นต้น ความงามในท่ามกลางแห่งพระศาสนาทรงประกาศด้วยสมาธิ จริงอยู่ สมาธิ ชื่อว่าเป็นท่ามกลางแห่งพระศาสนา เพราะพระบาลีว่า “การยัง กุศลธรรมให้ถึงพร้อม”๓ ดังนี้ แหละสมาธินั้น ชื่อว่าเป็นความงาม เพราะนำมา ซึ่งคุณมีการแสดงฤทธิ์ได้เป็นต้น๓ ความงามในที่สุดแห่งพระศาสนาทรงประกาศด้วย ปัญญา จริงอยู่ ปัญญา ชื่อว่าเป็นความงามในที่สุด เพราะพระบาลีว่า “การชำระ จิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย” ดังนี้ และเพราะมีปัญญา เป็นยอด แหละปัญญานั้นชื่อว่าเป็นความงาม เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้คงที่ใน อิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ทั้งหลาย สมดังที่ตรัสไว้ ดังนี้ :- ภูเขาหินทุบเป็นแท่งเดียว ย่อมไม่หวั่นสะเทือนด้วยลม ฉันใด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่หวั่นไหวในคำนินทาและ คำสรรเสริญทั้งหลาย ฉันนั้น ทำนองเดียวกัน อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้มีวิชชา ๓ ทรงประกาศด้วยศีล เพราะโยคีบุคคลอาศัยศีลสมบัติแล้ว จึงจะบรรลุวิชชา ๓ ได้ อื่นจากศีลสมบัติแล้ว หาบรรลุได้ไม่ อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้มีอภิญญา ๖ ทรงประกาศด้วยสมาธิ เพราะโยคีบุคคลอาศัยสมาธิสมบัติแล้ว จึงจะบรรลุอภิญญา ๖ ได้ อื่นจากสมาธิ สมบัติแล้วหาบรรลุได้ไม่ อุปนิสัยแห่งความแตกฉานในปฏิสัมภิทาทรงประกาศด้วย ปัญญา เพราะโยคีบุคคลอาศัยปัญญาสมบัติแล้ว จึงจะบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ มิใช่ด้วย เหตุอย่างอื่น อนึ่ง การเว้นส่วนสุดคือกามสุขัลลิกานุโยค ทรงประกาศด้วยศีล การเว้นส่วนสุด คืออัตตกิลมถานุโยค ทรงประกาศด้วยสมาธิ การร้องเสพมัชฌิมาปฏิปทา ทรงประกาศ ด้วยปัญญา

๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค อนึ่ง อุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงอบาย ทรงประกาศด้วยศีล อุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงกามธาตุ ทรงประกาศด้วยสมาธิ อุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงภพทั้งปวง ทรงประกาศด้วยปัญญา อนึ่ง การประหานกิเลสด้วยสามารถแห่งตทังคปหาน ทรงประกาศด้วยศีล การประหานกิเลสด้วยสามารถแห่งวิกขัมภนปหาน ทรงประกาศด้วยสมาธิ การประหาน กิเลสด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทปหาน ทรงประกาศด้วยปัญญา อนึ่ง ปฏิปักขธรรมชั้นล่วงละเมิดแห่งกิเลสทั้งหลาย ทรงประกาศด้วยศีล ปฏิปักขธรรมชั้นครอบงำจิต ทรงประกาศด้วยสมาธิ ปฏิปักขธรรมชั้นอนุสัย ทรงประกาศ ด้วยปัญญา อนึ่ง การชำระสังกิเลสชั้นทุจริต ทรงประกาศด้วยศีล การชำระสังกิเลสชั้นตัณหา ทรงประกาศด้วยสมาธิ การชำระสังกิเลสชั้นทิฏฐิ ทรงประกาศด้วยปัญญา อนึ่ง เหตุแห่งความเป็นพระโสดาบันและพระสกทาคามี ทรงประกาศด้วยศีล เหตุแห่งความเป็นพระอนาคามี ทรงประกาศด้วยสมาธิ เหตุแห่งความเป็นพระ อรหันต์ ทรงประกาศด้วยปัญญา จริงอยู่ พระโสดาบัน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย พระสกทาคามีก็เช่นกัน พระอนาคามี ตรัสว่าเป็น ผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ส่วนพระอรหันต์ ตรัสว่าเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา คุณธรรมหมวดละสาม ๙ หมวดนี้ คือ สิกขา ๓, ศาสนามีความงาม ๓, อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้มีวิชชา ๓ เป็นต้น การเว้นส่วนสุดทั้งสองและการร้องเสพ มัชฌิมาปฏิปทา, อุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงอบายเป็นต้น, การประหานกิเลสโดยอาการ ๓, ธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งการล่วงละเมิดเป็นต้น, การชำระสังกิเลส ๓, เหตุแห่งความ เป็นพระโสดาบันเป็นต้น และคุณธรรมหมวดละสามอื่นๆ อีกทำนองเดียวกันนี้เป็น อันพระผู้มีพระภาคทรงประกาศแล้วด้วยศีล, สมาธิและปัญญาเพียงเท่านี้ ด้วยประการฉะนี้




ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ

(ตรวจอักษรรอบที่ ๑ เสร็จแล้ว)

ดูเพิ่ม[แก้ไข]