วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ หน้าที่ ๓๖ - ๔๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 36)

มีความต้องการจีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะและคิลานปัจจยเภสัชบริขารอยู่ เพราะอาศัยความอยากได้ให้ยิ่งขึ้น จึงบอกปัดจีวร บอกปัดบิณฑบาต บอกปัดเสนาสนะ บอกปัดคิลานปัจจยเภสัชบริขาร เธอพรรณนาอย่างนี้ว่า “ประโยชน์อะไรของสมณะด้วยจีวรที่มีค่ามาก การที่สมณะพึงเก็บเอาผ้าที่เขาทิ้งแล้ว จากป่าช้าบ้าง จากกองหยากเยื่อบ้าง จากร้านตลาดบ้าง มาทำผ้าสังฆาฏิครอง นี้เป็นการสมควร, ประโยชน์อะไรของสมณะกับบิณฑบาตที่มีค่ามาก การที่สมณะพึงสำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยคำข้าวที่ทำให้เป็นก้อน ซึ่งได้มาด้วยภิกขาจารวัตร นี้เป็นการสมควร, ประโยชน์อะไรของสมณะกับเสนาสนะที่มีค่ามาก การที่สมณะพึงอยู่โคนต้นไม้หรือพึงอยู่กลางแจ้ง นี้เป็นการสมควร, ประโยชน์อะไรของสมณะกับคิลานปัจจยเภสัชบริขารอันมีค่ามาก การที่สมณะพึงทำยาด้วยมูตรเน่าหรือด้วยชิ้นส่วนแห่งผลสมอ นี้เป็นการสมควร” อาศัยเหตุนั้นเธอจึงครองจีวรปอน ๆ ฉันบิณฑบาตเลว ๆ เสพเสนาสนะอย่างมัวหมอง เสพคิลานปัจจยเภสัชบริขารอย่างถูก ๆ คหบดีทั้งหลาย จึงรู้จักเธอนั้นทำนองนี้ว่า “สมนะนี้ เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลี มีความเพียรปารถนาแล้ว มีวาทะกำจัดกิเลส” จึงนิมนต์เธอด้วยจีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะและคิลานปัจจยเภสัชบริขาร เธอจึงสาธยาย ดังนี้ว่า “กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมจะประสบบุญเป็นอันมาก เพราะความพร้อมหน้าแห่งวัตถุ ๓ ประการ คือ กุลบุตรผู้มีศรัทธาประสบบุญเป็นอันมาก เพราะความพร้อมหน้าแห่งศรัทธา ๑ กุลบุตรผู้มีศรัทธาประสพบุญเป็นอันมาก เพราะความพร้อมหน้าแห่งเครื่องไทยธรรม ๑ กุลบุตรผู้มีศรัทธาประสพบุญเป็นอันมาก เพราะความพร้อมหน้าแห่งทักขิเนยยบุคคลทั้งหลาย ๑ ท่านทั้งหลายมีศรัทธานี้อยู่แล้ว เครื่องไทยธรรมก็มีอยู่ และอาตมาก็เป็นปฏิคาหกด้วย ถ้าอาตมาจักไม่รับ ท่านทั้งหลายจักเป็นผู้เสื่อมจากบุญไปเสียด้วยอาการอย่างนี้ อาตมาไม่ต้องการด้วยปัจจัยนี้ แต่ที่รับไว้ก็เพื่อจะอนุเคราะห์ท่านทั้งหลายเท่านั้น” อาศัยเหตุนั้นเธอจึงรับจีวรบ้าง บิณฑบาตบ้าง เสนาสนะบ้าง คิลานปัจจยเภสัชบริขารบ้าง ไว้อย่างละมาก ๆ การสยิ้วหน้า กิริยาสยิ้วหน้า การหลอกลวง กิริยาหลอกลวง ภาวะที่หลอกลวง เห็นปานฉะนี้อันใด นี้ชื่อว่า กุหนวัตถุคือการเสพปัจจัย



(หน้าที่ 37)


(๒) กุหนวัตถุคือการพูดกระซิบ

อนึ่ง การทำให้เกิดพิศวงด้วยประการนั้น ๆ ด้วยวาจาที่แสดงถึงการได้บรรลุอุตริมนุษยธรรม ของภิกษุผู้มีความปารถนาลามกนั่นแล นักศึกษาพึงทราบ กุหนวัตถุคือ การพูดกระซิบ เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า –
กุหนวัตถุคือการพูดกระซิบ เป็นอย่างไร ?
ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ เป็นผู้มีความปารถนาลามก อันความปารถนาครอบงำแล้ว มีความต้องการความสรรเสริญ สำคัญว่า คนจักสรรเสริญเราด้วยอาการอย่างนี้ แล้วจึงพูดถ้อยคำอาศัยอิงอริยธรรม คือพูดว่า “ภิกษุใดครองจีวรเห็นปานฉะนี้ ภิกษุนั้นเป็นสมณะผู้มีศักดิ์ใหญ่” พูดว่า “ภิกษุใดใช้บาตร ใช้ถาดโลหะ ใช้กระบอกกรองน้ำ ใช้ผ้ากรองน้ำ ใช้กุญแจ ใช้ผ้าประคต สวมรองเท้า ชนิดนี้ ๆ ภิกษุนั้นเป็นสมณะผู้มีศักดิ์ใหญ่” พูดว่า “พระอุปัชฌายะ พระอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้เป็นมิตร เป็นเพื่อนเห็น เป็นเพื่อนคบ เป็นสหาย เห็นปานฉะนี้ ๆ ของภิกษุใด, ภิกษุใดอยู่ในวิหาร ในโรงยาว ในปราสาท ในเรือนล้น ในคูหา ในที่เร้น ในกระท่อม ในเรือนยอด ในป้อม ในโรงกลม ในศาลายาว ในโรงประชุม ในมณฑป และในรุกขมูล ชนิดนี้ ๆ ภิกษุนั้นเป็นสมณะผู้มีศักดิ์ใหญ่”
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้มีความปารถนาลามกนั้น ตีหน้ายู่ยี่อย่างยิ่ง สยิ้วหน้าอย่างหนัก หลอกลวงอย่างเจนจัด พูดเลาะเล็มอย่างคล่องแคล่ว ชอบสรรเสริญด้วยปาก ย่อมพูดถ้อยคำอันลึกซึ้ง เร้นลับ ละเอียด ปิดบัง ชั้นโลกุตตระ ประกอบด้วยความว่าเช่นนั้นว่า สมณะนี้ได้วิหารสมาบัติอันสงบเห็นปานฉะนี้ การสยิ้วหน้า กิริยาสยิ้วหน้า การหลอกลวง กิริยาหลอกลวง เห็นปานฉะนี้ อันใด นี้ชื่อว่า กุหนวัตถุคือการพูดกระซิบ



(หน้าที่ 38)


(๓) กุหนวัตถุคืออิริยาบถ

อนึ่ง การทำให้พิศวงด้วยอิริยาบถที่กระทำเพื่อประสงค์สรรเสริญ ของภิกษุผู้มีปารถนาลามกนั่นแล นักศึกษาพึงทราบว่า กุหนวัตถุที่อาศัยอิริยาบถ เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า –


กุหนวัตถุคืออิริยาบถ เป็นอย่างไร ?

ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ เป็นผู้มีความปารถนาลามก อันความปารถนาครอบงำแล้ว มีความประสงค์ความสรรเสริญ สำคัญว่า คนจักสรรเสริญเราด้วยอาการอย่างนี้ แล้วประจงเดิน ประจงยืน ประจงนั่ง ประจงนอน ตั้งใจแล้วจึงเดิน ตั้งใจแล้วจึงยืน ตั้งใจแล้วจึงนั่ง ตั้งใจแล้วจึงนอน เดินทำเป็นเหมือนคนมีจิตตั้งมั่น นั่งทำเป็นเหมือนคนมีจิตตั้งมั่น นอนทำเป็นเหมอนคนมีจิตตั้งมั่น ทำเป็นเหมือนเข้าฌานต่อหน้าคน
การสยิ้วหน้า กิริยาสยิ้วหน้า การหลอกลวง กิริยาหลอกลวง ภาวะที่หลอกลวง คือการวางท่า การตั้งท่า การแต่งท่า แห่งอิริยาบถ เห็นปานฉะนี้ นี้เรียกว่า กุหนวัตถุ คืออิริยาบถ


อธิบายศัพท์บาลี

ในบทเหล่านี้ บทว่า ปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาเตน แปลว่า ด้วยกุหนวัตถุที่ บัณฑิตกล่าวอย่างนี้ว่า การเสพปัจจัย อีกนัยหนึ่ง แปลว่า ด้วยกุหนวัตถุ คือการเสพปัจจัย บทว่า สามนฺตชปฺปิเตน แปลว่า ด้วยการพูดกระซิบ (พูดใกล้หู) บทว่า อิริยาปถสฺส วา แปลว่า หรือ….แห่งอิริยาบถ ๔ บทว่า อฏฺฐปนา ความว่า การวางท่าไว้แต่ต้น หรือ วางท่าไว้ด้วยความเอื้อเฟื้อ บทว่า ฐปนา ได้แก่ อาการตั้งท่า บทว่า สณฺฐปนา ได้แก่ การแต่งท่า อธิบายว่า การทำภาพให้เกิดการเลื่อมใส บทว่า ภากุฏิกา คือการกระทำ ความสยิ้วหน้าโดยแสดงถึงภาวะแห่งผู้เคร่งเครียดด้วยความเพียร อธิบายว่า เป็นผู้มีหน้ายู่ยี่ การกระทำความสยิ้วหน้าเป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้นภิกษุนั้น ชื่อว่า ภากุฏิโก แปลว่า ผู้มีความสยิ้วหน้าเป็นปกติ ภาวะแห่งภิกษุผู้มีการกระทำความสยิ้วหน้าเป็นปกติ ชื่อว่า ภากุฏิยํ



(หน้าที่ 39)


แปลว่า ภาวะแห่งภิกษุผู้มีการกระทำความสยิ้วหน้าเป็นปกติ บทว่า กุหนา แปลว่า การหลอกลวง คือการทำให้พิศวง กิริยาเป็นไปแห่งการหลอกลวง ชื่อว่า กุหายนา แปลว่า กิริยาที่หลอกลวง ภาวะแห่งบุคคลผู้หลอกลวง ชื่อว่า กุหิตตฺตํ แปลว่า ภาวะของบุคคลผู้หลอกลวง


๒- ในลปนานิเทศ

ใน ลปนานิเทศ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –
การที่ภิกษุเห็นคนทั้งหลายมาวัด แล้วรีบทักก่อนอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พากันมาเพื่อต้องการอะไรหรือ ? เพื่อจะนิมนต์ภิกษุทั้งหลายหรือ ? ถ้าเช่นนั้นเชิญกลับไปได้ อาตมาจะพาภิกษุไปภายหลัง” ดังนี้ ชื่อว่า อาลปนา ที่แปลว่า พูดทัก อีกประการหนึ่ง การที่ภิกษุพูดเสนอตนเข้าไป ชักเข้าหาตนอย่างนี้ว่า “อาตมาชื่อ ติสสะ พระราชาทรงเลื่อมใสในอาตมา มหาอำมาตย์ของพระราชาโน้นและมหาอำมาตย์ของพระราชาโน้น ก็เลื่อมใสในอาตมา” ดังนี้ก็ชื่อว่า อาลปนา เมื่อภิกษุถูกถามแล้วพุด มีประการดังกล่าวมาแล้วนั่นแล ชื่อว่า ลปนา แปลว่า พูดอวด การที่ภิกษุกลัวในอันที่คหบดีทั้งหลายจะหน่ายแหนง จึงพูดเอาใจให้โอกาสเสียเรื่อย ๆ ชื่อว่า สลฺลปนา แปลว่า พูดเอาใจ การที่ภิกษุพูดยกให้สูงขึ้นอย่างนี้ว่า “ท่านกุฏุมพีก์ใหญ่ ท่านนายเรือใหญ่ ท่านทานบดีใหญ่” ดังนี้ ชื่อว่า อุลฺลปนา แปลว่า การพุดยกยอ การพูดยกให้สูงขึ้นโดยส่วนอย่างสิ้นเชิง ชื่อว่า สมุลฺลปนา แปลว่า การยกยอให้หนักขึ้น การพูดผูกมัด คือพูดผูกพันให้หนัก ๆ ขึ้นอย่างนี้ว่า “ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เมื่อก่อน ในการเช่นนี้พวกท่านย่อมถวายนวทาน (ให้สิ่งของแรกเกิดขึ้นใหม่ ๆ) แต่บัดนี้ ทำไมจึงไม่ถวายเล่า” ทั้งนี้จนกว่าอุบาสกอุบาสอกาทั้งหลายจะกล่าวรับรองซึ่งคำมีอาทิว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญพวกกระผมจักถวายอยู่ แต่ยังไม่ได้โอกาส” ดังนี้ ชื่อว่า อุนฺนหนา การพูดผูกมัด อีกประการหนึ่ง ภิกษุเห็นอ้อยในมือแล้วถามว่า “เอามาจากไหน อุบาสก ?” เมื่อเขาตอบว่า “เอามาจากไร่อ้อยขอรับ” จึงถามต่อไปว่า “อ้อยที่ไร่นั้นหวานไหม ?” เมื่อเขาตอบว่า “ต้องเคี้ยวดูจึงจะทราบขอรับ” ภิกษุพูดต่อไปว่า “ดูก่อนอุบาสก การที่ภิกษุจะพูดว่า ท่านทั้งหลายจงถวายอ้อยแก่



(หน้าที่ 40)


ภิกษุ ดังนี้ หาสมควรไม่” การพูดผูกพันแม้ของภิกษุผู้ปฏิเสธอยู่เห็นปานฉะนี้นั้น ชื่อว่า อุนฺนหนา การพูดผูกมัดบ่อย ๆ โดยส่วนอย่างสิ้นเชิง ชื่อว่า สมุนฺนหนา แปลว่า พูดผูกมัดหนักขึ้น


บทว่า อุกฺกาจนา ความว่า การพูดยกตนอย่างนี้ว่า “ตระกูลนี้รู้จักแต่อาตมาเท่านั้น ถ้าไทยธรรมเกิดขึ้นในตระกูลนี้ เขาก็ถวายแต่อาตมาเท่านั้น” ดังนี้ ชื่อว่า อุกฺกาจนา พูดยกตน อธิบายว่า พูดเชิดตน ก็แหละ ในบทนี้ นักศึกษาพึงนำเอาเรื่องของนางเตลกันทริกามาเล่าประกอบด้วย อนึ่ง การพูดยกตนบ่อย ๆ โดยส่วนอย่างสิ้นเชิง ชื่อว่า สมุกฺกาจนา แปลว่า การพูดยกตนให้หนักขึ้น
การพูดให้เป็นที่รักอย่างพร่ำเพรื่อไปอย่างเดียว โดยไม่แลเหลียวถึงความสมควร แก่สัจจะสมควรแก่ธัมมะหรือไม่ ชื่อว่า อนุปิยภาณิตา การพูดให้รักอย่างพร่ำเพรื่อ ความประพฤติตนต่ำ คือประพฤติตั้งตนไว้ต่ำ ชื่อว่า จาฏุกมฺยตา การพูดลดตนเอง บทว่า มุคฺคสูปตา แปลว่า ความเป็นผู้เช่นกับแกงถั่ว อธิบายว่า เมื่อเขาแกงถั่วอยู่ ถั่วบางเมล็ดเท่านั้นที่จะไม่สุก ส่วนที่เหลือสุกหมด ฉันใด ในถ้อยคำของบุคคลใด มีความจริงเป็นบางคำเท่านั้น ส่วนคำที่เหลือคือคำพล่อย ๆ บุคคลนี้เรียกว่า มุคฺคสูโป แปลว่า คนเหมือนแกงถั่วฉันนั้น ภาวะแห่งบุคคลผู้เหมือนแกงถั่วนั้น ชื่อว่า มุคฺคสูปตา ความเป็นคนพูดเหมือนแกงถั่ว บทว่า ปาริภฏฺยตา แปลว่า ความเป็นผู้รับเป็นพี่เลี้ยง อธิบายว่า ภิกษุใดเลี้ยงคืออุ้มเด็กในตระกูลทั้งหลายด้วยสะเอวบ้าง ด้วยคอบ้าง เหมือนอย่างหญิงพี่เลี้ยง การงานของ ภิกษุผู้เลี้ยงเด็กนั้น ชื่อว่า ปาริภฏฺยํ ภาวะของการงานของภิกษุผู้เลี้ยงเด็กนั้น ชื่อว่า ปาริภฏฺยตา แปลว่า ภาวะแห่งการงานของภิกษุผู้เลี้ยงเด็ก


๓- ในเนมิตติกตานิเทศ

ใน เนมิตติกตานิเทศ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –
การกระทำทางกายและทางวาจาอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้คนอื่น ๆ หยั่งรู้ในอันจะถวายปัจจัย ชื่อว่า นิมิตฺต การเห็นคนทั้งหลายถือของเคี้ยวเดินผ่านไป แล้วกระทำนิมิตโดยนัยมีอาทิว่า “พวกท่านได้ของเคี้ยวอะไร” ดังนี้ ชื่อว่า นิมิตฺตกมฺม การกระทำ


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]