วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ หน้าที่ ๖๖ - ๗๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 66)


เรื่องพระกุฎฎุมพิยปุตตติสสเถระ

ก็แหละ พระผู้เป็นเจ้ากุฎุมพิยปุตตติสสเถระนั้น อาศัยศีลเห็นปานนั้นแล้วเป็นผู้ปรารถนาที่จะตั้งตนไว้ในพระอรหัต จึงได้กล่าวรับรองกับหมู่โจรผู้ไพรีก์ว่า
อาตมาจักทำลายเท้าทั้งสอง แล้วทำสัญญาให้แก่ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าย่อมรังเกียจย่อมละอายต่อความตายที่ยังมีราคะ
ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้วจึงพิจารณาสังขารทั้งหลายโดยแยบคาย ก็ได้บรรลุพระอรหัตเมื่อรุ่งอรุณพอดี


เรื่องพระมหาเถระรูปใดรูปหนึ่ง

แม้พระมหาเถระรูปใดรูปหนึ่งนั้น ต้องอาพาธอย่างหนัก ไม่อาจที่จะฉันแม้อาหารด้วยมือของตนได้ นอนกลิ้งเกลือกอยู่ในมูตรและกรีสของตน ภิกษุหนุ่มรูปใดรูปหนึ่งเห็นอาการของท่านนั้นแล้วพูดว่า “โอ ! สังขารคือชีวิตเป็นทุกข์” พระมหาเถระได้พูดกับภิกษุหนุ่มนั้นว่า “เธอ ฉันตายลงเดี๋ยวนี้ก็จักได้สวรรค์สมบัติ ฉันไม่มีความสงสัยในข้อนี้ ขึ้นชื่อว่าสมบัติที่ได้มาเพราะทำลายศีลนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับได้ความเป็นคฤหัสถ์เพราะบอกคืนสิกขา” ครั้นแล้วจึงได้ตั้งใจว่า “เราจักตายพร้อมกับศีลนี้นั่นเทียว” นอนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแหละพิจารณาโรคนั้น ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว จึงได้พยากรณ์แก่ภิกษุสงฆ์ด้วยนิพนธคาถาเหล่านี้ว่า -
เมื่อข้าพเจ้าต้องพยาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกโรคเสียดแทงเป็นทุกข์ขนาดหนัก กเฬวรากอันนี้ก็เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว เหมือนดอกไม้ที่เขาหมกไว้ในฝุ่นกลางแดด
กเฬวรากนี้ เป็นสิ่งไม่น่าพึงใจ คนพาลกลับถือว่าเป็นสิ่งน่าพึงใจ กเฬวรากนี้เป็นของไม่สะอาด คนพาลกลับเห็นว่าเป็นของสะอาด กเฬวรากนี้เต็มเพียบด้วยซากศพนานาชนิด ก็ยังเป็นรูปอันน่าพึงใจสำหรับผู้มองไม่เห็นความจริง



(หน้าที่ 67)


ทุด ! ทุด ! ประชาชนทั้งหลายมัวเป็นผู้ประมาทเริงหลงอยู่ในกเฬวรากนี้ อันอาดูร เปื่อยเน่า มีกลิ่นเหม็น ไม่สะอาด มีพยาธิประจำ จนทำทางสำหรับสู่สุคติให้เสียไป
อนึ่ง ศีลของสัตบุรุษทั้งหลายมีพระอรหันต์เป็นต้น พึงทราบว่า ปฎิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล เพราะเป็นศีลที่บริสุทธิ์โดยทำความกระวนกระวายทั้งปวงให้สงบระงับ
ศีล ๕ อย่าง โดยแยกเป็นปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นต้น ยุติด้วยประการฉะนี้


อธิบายศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๒

นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายในศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๒ ด้วยสามารถแห่งการ ประหานบาปธรรมทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น ดังต่อไปนี้ สมดังที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ว่า –
ศีล ๕ คือ ๑. ปหาน การประหานซึ่งปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าศีล ๒. เวรมณี ความงดเว้น ชื่อว่าศีล ๓. เจตนา ความจงใจ ชื่อว่า ศีล ๔. สํวร ความระวัง ชื่อว่า ศีล ๕. อวีติกฺกม ความไม่ล่วงละเมิด ชื่อว่า ศีล
การประหาน ความงดเว้น ความจงใจ ความระวัง ความไม่ล่วงละเมิด ซึ่งอทินนาทาน…. กาเมสุมิจฉาจาร…. มุสาวาท…. ปิสุณาวาจา…. ผรุสวาจา…. สัมผัปปลาปะ… อภิชฌา…. พยาบาท…. มิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าศีล
การประหานกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ, ประหานพยาบาทด้วยอัพยาบาท, ประหานถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา, ประหานอุทธัจจะด้วยอวิกเขปะ, ประหานวิจิกิจฉาด้วยธัมมววัตถาน, ประหานอวิชชาด้วยญาณ, ประหานอรติด้วยปราโมช, ประหานนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน, ประหารวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน, ประหานปีติด้วยตติยฌาน, ประหานสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน, ประหานรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา อนัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ, ประหานอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ, ประหานวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ, ประหานอากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ



(หน้าที่ 68)


ประหานนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา, ประหานสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสสนา, ประหานอัตตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสสนา, ประหานนันทิ ด้วยนิพพิทานุปัสสนา, ประหานราคะ ด้วยวิราคานุปัสสนา, ประหานสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา, ประหานอมุญจิตุกามยะ ด้วยมุญจิตุกามยตานุปัสสนา, ประหานอาทานะ ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา, ประหานฆมสัญญา ด้วยขยานุปัสสนา, ประหานอายูหนะ ด้วยวยานุปัสสนา, ประหานธุวสัญญา ด้วยวิปริณามานุปัสสนา, ประหานนิมิต ด้วยอนิมิตตานุปัสสนา, ประหานปณิธิ ด้วยอัปปณิหิตานุปัสสนา, ประหานอภินิเวสะ ด้วยสุญญตานุปัสสนา, ประหานสาราทานาภินิเวสะ ด้วยอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา, ประหานสัมโมหาภินิเวสะ ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ, ประหานอาลยาภินิเวสะ ด้วยอาทีนวานุปัสสนา, ประหานอัปปฏิสังขา ด้วยปฏิสังขานุปัสสนา, ประหานสังโยคาภินิเวสะ ด้วยวิวัฏฏานุปัสสนา
ประหารกิเลสทั้งหลายที่อยู่ในฐานเดียวกับทิฎฐิ ด้วยโสตาปัตติมรรค, ประหานกิเลสชั้นหยาบทั้งหลาย ด้วยสกทาคามิมรรค, ประหานกิเลสชั้นละเอียดทั้งหลาย ด้วยอนาคามิมรรค, ประหานกิเลสอย่างสิ้นเชิง ด้วยอรหัตมรรค ชื่อว่าศีล, ความงดเว้น….ความจงใจ….ความระวัง….ความไม่ล่วงละเมิด….ชื่อว่าศีล
ศีลเห็นปานดังนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต เป็นไปเพื่อปราโมช เป็นไปเพื่อปัสสัทธิ เป็นไปเพื่อโสมนัส เป็นไปเพื่ออาเสวนะ เป็นไปเพื่อภาวนา เป็นไปเพื่อทำให้มาก เป็นไปเพื่ออลังการ เป็นไปเพื่อบริขาร เป็นไปเพื่อบริวาร เป็นไปเพื่อความบริบูรณ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความสำรอก เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ก็แหละ ในธรรม ๕ อย่างนั้น ธรรมอะไร ๆ ที่ชื่อว่าประหาน ย่อมไม่มี เป็นแต่เพียงเว้นความไม่บังเกิดขึ้นแห่งบาปธรรมทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้นมีประการดังกล่าวแล้ว




(หน้าที่ 69)


อนึ่ง โดยที่การประหานนั้น ๆ ย่อมเป็นการรองรับ และอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมนั้น ๆ และเป็นการดำรงอยู่โดยเรียบร้อย เพราะไม่กระทำความเกะกะ เพราะเหตุนั้น การประหานจึงเรียกว่า ศีล เพราะอรรถว่า ความปกติ กล่าวคือความรองรับและความดำรงอยู่โดยเรียบร้อย ซึ่งได้พรรณนามาแล้วในตอนต้นนั้นแล
ธรรม ๔ อย่างนอกนี้ คือ เวรมณี, เจตนา, สังวร และอวีติกกมะ ท่านกล่าวไว้โดยหมายเอาสภาพที่เป็นไปของจิต ด้วยสามารถแห่งความงดเว้นจากบาปธรรมนั้น ๆ ๑ ด้วยสามารถแห่งความไม่ล่วงละเมิดบาปธรรมนั้น ๆ ๑ ด้วยสามารถแห่งความระวังซึ่งบาปธรรมนั้น ๆ ๑ ด้วยสามารถแห่งความจงใจที่ประกอบด้วยความงดเว้นและความระวังทั้งสองนั้น ๑ ด้วยสามารถแห่งความไม่ล่วงละเมิดบาปธรรมนั้น ๆ ของบุคคลผู้ไม่ล่วงละเมิดอยู่ ๑ ส่วนอรรถาธิบายแห่งธรรม ๔ อย่างนั้นที่ชื่อว่าศีล ข้าพเจ้าอธิบายไว้แล้วในตอนต้นนั่นเทียว
ศีล ๕ อย่างโดยแยกเป็นปหานศีลเป็นต้น ยุติด้วยประการฉะนี้
ก็แหละ การวิสัชนาปัญหาเหล่านี้ คือ อะไรชื่อว่าศีล ๑ ที่ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่ากระไร ๑ อะไรเป็นลักษณะ, เป็นรส, เป็นอาการปรากฎ และเป็นปทัฎฐานของศีล ๑ ศีลมีอานิสงส์อย่างไร ๑ และศีลนี้มีกี่อย่าง ๑ ดังนี้ เป็นอันจบลงด้วยอรรถาธิบายเพียงเท่านี้


ความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วของศีล

ปัญหากรรมใดที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่า อะไรเป็นความเศร้าหมองเป็นความผ่องแผ้วของศีล นั้น ข้าพเจ้าจะวิสัชนาในปัญหากรรมนั้นต่อไป ดังนี้ - ภาวะที่ศีลขาดเป็นต้น เป็นความเศร้าหมองของศีล ภาวะที่ศีลไม่ขาดเป็นต้นเป็นความผ่องแผ้วของศีล


ความเศร้าหมองของศีล

ก็แหละ ภาวะที่ศีลขาดเป็นต้นนั้น ท่านสงเคราะห์ด้วยความแตกซึ่งมีลาภและยศเป็นต้นเป็นเหตุอย่างหนึ่ง ด้วยเมถุนสังโยค ๗ ประการอย่างหนึ่ง
จริงอย่างนั้น ในบรรดาอาบัติ ๗ กอง สิกขาบทของภิกษุใดขาดเบื้องต้นหรือที่สุด ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็น ศีลขาด เหมือนผ้าที่ขาดชาย ส่วนสิกขาบทของภิกษุใดขาดตรงกลาง ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็น ศีลทะลุ เหมือนผ้าที่ทะลุกลางผืน สิกขาบทของ



(หน้าที่ 70)


ภิกษุใดขาดสอง, สาม สิกขาบทไปตามลำดับ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่า ศีลด่าง เหมือนแม่โคมีสีเป็นสีด่างดำหรือด่างแดงเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยสีที่ไม่เหมือนกันซึ่งปรากฏขึ้นที่หลังหรือที่ท้อง สิกขาบทของภิกษุใดขาดเป็นตอน ๆ ไป ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็น ศีลพร้อย เหมือนแม่โคลายเป็นจุดด้วยสีที่ไม่เหมือนกันเป็นระยะ ๆ ไป
ภาวะที่ศีลขาดเป็นต้นย่อมมีด้วยความแตกซึ่งมีลาภเป็นต้นเป็นเหตุ ด้วยประการดังอธิบายมานี้


เมถุนสังโยค ๗

ภาวะที่ศีลขาดด้วยอำนาจแห่งเมถุนสังโยค ๗ ประการ มีอรรถาธิบายดังจะบรรยายต่อไปนี้ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ดังนี้ –
๑. ดูก่อนพราหมณ์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญญาณตนว่าเป็น พรหมจารีโดยชอบ หาได้ถึงซึ่งความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่ ก็แต่ว่ายังยินดี การลูบคลำ, การขัดสี, การให้อาบและการนวดของมาตุคาม เขายินดีต่อการปรารถนาต่อการบำเรอนั้น และถึงซึ่งความปลื้มใจด้วยการบำเรอนั้น ดูก่อนพราหมณ์ ความยินดีต่อการบำเรอแห่งมาตุคามนี้ จัดเป็นความขาดบ้าง ความทะลุบ้าง ความพร้อยบ้าง ของพรหมจรรย์ ดูก่อนพราหมณ์ สมณะหรือพราหมณ์นี้เรากล่าวว่า เขาประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นจากทุกข์
๒. ดูก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ หาได้ถึงซึ่งความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่เลย แม้การลูบคลำ…. ของมาตุคามก็มิได้ยินดี ก็แต่ว่ายังกระซิกกระซี้เล่นหัวและยังล้อเลียนกับมาตุคามอยู่ เขายินดีต่อการกระซิกกระซี้เป็นต้นนั้น… เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นจากทุกข์
๓. ดูก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ หาได้ถึงความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่เลย แม้การลูบคลำ…. ของมาตุคามก็มิได้ยินดี ทั้งไม่กระซิกกระซี้ ไม่เล่นหัว ไม่ล้อเลียนกับมาตุคาม ก็แต่ว่ายังชอบเพ่งดูตาต่อตาของมาตุคาม เขายินดีต่อการเพ่งดูนั้น…. เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นจากทุกข์


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]