วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๓ กัมมัฏฐานคหณนิเทศ หน้าที่ ๑๔๑ - ๑๔๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 141)



อาวาโส จ กุลํ ลาโก คโณ กมฺมญจ ปญฺจมํ
อทฺธานํ ญาติ อาพาโธ คนฺโถ อิทฺธีติ เต ทส


ปลิโพธ เครื่องทำให้เกิดความกังวลนั้น มีอยู่ ๑๐ ประการ คือ
๑. อาวาสปลิโพธ เครื่องกังวลคือที่อยู่
๒. กุลปลิโพธ เครื่องกังวลคือตระกูล
๓. ลาภปลิโพธ เครื่องกังวลคือลาภสักการะ
๔. คณปลิโพธ เครื่องกังวลคือหมู่คณะ
๕. กัมมปลิโพธ เครื่องกังวลคือนวกรรม
๖. อัทธานปลิโพธ เครื่องกังวลคือการเดินทาง
๗. ญาติปลิโพธ เครื่องกังวลคือ ญาติ
๘. อาพาธปลิโพธ เครื่องกังวลคือโรคภัยไข้เจ็บ
๙. คันถปลิโพธ เครื่องกังวลคือการเล่าเรียน
๑๐. อิทธิปลิโพธ เครื่องกังวลคือการแสดงอิทธิฤทธิ์
ในปลิโพธ ๑๐ ประการนั้น มีอรรถาธิบายตามลำดับ ดังนี้ - ที่อยู่นั่นเอง ชื่อว่า อาวาสปลิโพธ ได้แก่เครื่องกังวลคือที่อยู่ แม้ในปลิโพธอื่น ๆ มีกุลปลิโพธเป็นต้น ก็มีความหมายทำนองเดียวกันนี้


อธิบายอาวาสปลิโพธ

ห้องเล็ก ๆ แม้เพียงห้องเดียว บริเวณแม้เพียงแห่งเดียว หรือแม้ทั่วทั้งสังฆาราม เรียกว่า ที่อยู่ ที่อยู่นี้นั้นหาได้เป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุไปเสียหมดทุกรูปไม่ หากแต่ภิกษุใดกำลังขวนขวายอยู่ในการก่อสร้างเป็นต้นในวัดนั้น หรือเป็นผู้สะสมสิ่งของไว้มากในวัดนั้น หรือเป็นผู้มีความห่วงใยมีจิตผูกพันอยู่ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งในวัดนั้น ที่อยู่ย่อมเป็นเครื่องกังวลเฉพาะแก่ภิกษุนั้น หาเป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุอื่นนอกนี้ก็หาไม่ ในประการที่ที่อยู่ไม่เป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุนี้นั้น มีเรื่องตัวอย่างดังต่อไปนี้ –



(หน้าที่ 142)



เรื่องภิกษุ ๒ รูป

ได้ยินว่า มีกุลบุตรอยู่ ๒ คน ได้พากันออกจากเมืองอนุราธปุระไปโดยลำดับ แล้วพากันไปบวชอยู่ ณ วัดถูปาราม ในภิกษุ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งท่องมาติกาทั้ง ๒ ได้อย่างคล่องแคล่ว ครั้นพรรษาครบ ๕ ปวารณาออกพรรษาแล้ว ไปอยู่ ณ วัดป่าชื่อปาจีนขัณฑราชี (อยู่ที่ราวป่าระหว่างหุบเขาด้านทิศตะวันออก) อีกรูปหนึ่งอยู่ที่วัดถูปารามนั่นเอง ภิกษุรูปที่อยู่วัดป่าปาจีนขัณฑราชีนั้น อยู่ ณ ที่นั้นนานจนเป็นพระเถระ จึงคิดขึ้นมาได้ว่า “สถานที่นี้เหมาะสำหรับที่จะหลีกเร้นอยู่ ถ้ากระไร เราจะบอกสถานที่นี้แก่พระสหายด้วย” เธอได้ออกจากวัดป่าปาจีนขัณฑราชีนั้น ได้ไปถึงวัดถูปารามโดยลำดับ
ส่วนพระเถระผู้บวชร่วมพรรษากัน ครั้นได้เป็นพระเถระอาคันตุกะกำลังเดินเข้ามา จึงรีบลุกขึ้นไปทำการปฏิสันถาร ช่วยรับบาตรและจีวรทำอาคันตุกวัตรด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี พระเถระผู้อาคันตุกะ ครั้นเข้าไปอยู่ในเสนาสนะแล้ว จึงคิดในใจว่า “บัดนี้พระสหายของเราคงจักส่งเนยใส, น้ำอ้อยหรือเครื่องดื่มมาให้เป็นแน่ เพราะเขาอยู่ในเมืองนี้มานานแล้ว” เมื่อพระอาคันตุเถระไม่ได้อะไรในตอนกลางคืนตามที่คิด ตกมาถึงตอนเช้าจึงคิดอีกว่า “บัดนี้พระสหายของเราคงจักส่งข้าวต้มและของเคี้ยวที่ได้รับจากอุปัฏฐากทั้งหลายมาให้” แต่แล้วก็มิได้เห็นสิ่งของนั้น จึงคิดว่า “ชะรอยจะไม่มีคนมาส่ง เขาคงจักถวายแก่ภิกษุผู้เข้าไปรับเองกระมัง” จึงได้เข้าไปในบ้านพร้อมกับพระสหายนั้นแต่เช้าทีเดียว
พระเถระทั้ง ๒ นั้นพากันไปบิณฑบาตที่ถนนสายหนึ่งได้ข้าวต้มประมาณหนึ่งกระบวย แล้วพากันไปนั่งดื่มข้าวต้มที่โรงฉัน ขณะนั้น พระอาคันตุกเถระคิดว่า “ชะรอยข้าวต้มที่เขาถวายประจำจะไม่มี บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายคงจักถวายข้าวสวยอย่างประณีตในเวลาอาหาร” แต่แล้วก็ผิดหวัง แม้ในเวลาอาหารพระอาคันตุกเถระก็ฉันอาหารที่ไปบิณฑบาตได้มาเท่านั้น จึงถามพระเถระผู้สหายว่า “สหาย คุณเลี้ยงชีวิตมาตลอดกาลด้วยทำนองนี้หรือ ?” พระเถระเจ้าถิ่นตอบว่า “ใช่แล้วสหาย” พระอาคันตุกเถระจึงพูดชักชวนว่า “สหาย วัดป่าปาจีนขัณฑราชีผาสุขสบายมาก เรามาไปกันที่โน้นเถอะ”



(หน้าที่ 143)



พระเถระเจ้าถิ่นออกจากเมืองทางประตูด้านทิศทักษิณตรงไปตามทางที่จะไปยังบ้านนายช่างหม้อ ฝ่ายพระอาคันตุกเถระจึงถามว่า “สหาย คุณไปทางนี้ทำไม” พระเถระเจ้าถิ่นตอบว่า “ก็คุณได้กล่าวสรรเสริญวัดป่าปาจีนขัณฑราชีนักมิใช่หรือ ?” พระอาคันตุกเถระย้อนถามว่า “จริงละสหาย แต่ว่าบริขารที่เหลือเฟือของคุณในที่ที่คุณอยู่มานานถึงเพียงนี้ ไม่มีอะไรบ้างดอกหรือ” พระเถระเจ้าถิ่นตอบว่า “มีซิคุณ คือเตียงตั่งอันเป็นของสงฆ์ แต่ของนั้นผมก็ได้เก็บงำเรียบร้อยแล้ว สิ่งอื่นไม่มีอะไร” พระอาคันตุกเถระพูดว่า “สหาย ไม้เท้า ทะนานน้ำมัน รองเท้า และถูงย่ามของผมยังอยู่ที่วัดโน้น” พระเถระเจ้าถิ่นถามขึ้นอย่างแปลกใจว่า “เออ ! คุณมาอยู่เพียงวันเดียวยังเก็บสิ่งของไว้ได้ถึงเท่านี้หรือ ?”
ส่วนพระอาคันตุกเถระตอบตามตรงว่า “ใช่แล้วคุณ” ดังนี้แล้ว เกิดมีจิตเลื่อมใส ในพระเถระเจ้าถิ่นเป็นอย่างมาก จึงไหว้พระเถระพลางกล่าวสรรเสริญว่า “สหาย พระอย่างคุณนี้ย่อมมีที่อยู่เหมือนกับวัดป่าในที่ทั่วไป วัดถูปารามเป็นสถานที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ คุณย่อมได้การฟังธรรมอันเป็นที่สัปปายะที่โลหปราสาท ได้เห็นพระมหาเจดีย์ และได้เห็นพระเถระ กาลนี้ย่อมเป็นไปอยู่เหมือนกับสมัยพุทธกาล ขอให้คุณจงอยู่ ณ ที่วัดถูปารามนี้แหละ” ครั้นแล้วพอถึงวันที่ ๒ พระอาคันตุกเถระถือเอาบาตรและจีวรกลับไปยังวัดป่าปาจีนขัณฑราชีแต่ลำพังตนผู้เดียว ฉะนี้
ที่อยู่ย่อมไม่เป็นเครื่องกังวลสำหรับภิกษุผู้มีจิตใจไม่ติดข้องเช่นนี้ เหมือนอย่างพระเถระนี้ ด้วยประการฉะนี้


๒. อธิบายกุลปลิโพธ

คำว่า ตระกูล หมายเอาตระกูลญาติหรือตระกูลอุปัฏฐาก ก็แหละ แม้ตระกูลอุปัฏฐากย่อมเป็นเครื่องกังวล แก่ภิกษุบางรูปซึ่งชอบอยู่อย่างคลุกคลีโดยนัยมีอาทิว่า เมื่อตระกูลอุปัฏฐากมีความสุข ภิกษุก็พลอยมีความสุขด้วย ภิกษุผู้ชอบอยู่อย่างคลุกคลีนั้น เมื่อเว้นจากญาติโยมในตระกูลแล้ว แม้เพียงวัดใกล้ ๆก็ไม่ยอมไปฟังธรรม แต่ภิกษุบางรูปแม้มารดาบิดาก็ไม่เป็นเครื่องกังวล ตัวอย่างเช่น ภิกษุหนุ่มหลานของพระเถระผู้อยู่ที่วัดโกรัณฑกวิหาร



(หน้าที่ 144)



เรื่องภิกษุหนุ่ม

ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้ไปยังโรหณชนบทเพื่อประสงค์จะเรียนพระบาลี ฝ่ายอุบาสิกาผู้เป็นพี่สาวของพระเถระซึ่งเป็นมารดาของเธอ มักเรียนถามพระเถระถึงความเป็นไปของเธออยู่เสมอนับแต่เวลาที่เธอได้จากไป พระเถระจึงคิดอยู่ว่า จักไปพาเอาภิกษุหนุ่มมาสักวันหนึ่ง แล้วก็ได้มุ่งหน้าไปสู่โรหณชนบท ฝ่ายภิกษุหนุ่มก็บังเอิญคิดขึ้นว่า “เราอยู่ ณ ที่นี้มานานแล้ว บัดนี้เราจักไปกราบเยี่ยมพระอุปัชฌาย์และทราบข่าวคราวของโยมอุบาสิกาแล้วจึงจักกลับมา” แล้วก็ออกเดินทางจากโรหณชนบท พอดีพระเถระหลวงลุงกับพระหนุ่มหลานชายทั้งสองได้มาพบกันเข้าที่ตรงฝั่งแม่น้ำ พระหนุ่มหลานชายได้ทำอุปัชฌายวัตรแก่พระเถระหลวงลุง ณ โคนไม้แห่งใดแห่งหนึ่ง พระเถระถามว่า “คุณจะไปไหน ?” เธอจึงกราบเรียนความประสงค์ถวายพระเถระให้ทราบทุกประการ พระเถระพูดกับพระหลานชายว่า “คุณทำถูกแล้ว แม้อุบาสิกาโยมของคุณก็ถามถึงคุณอยู่เสมอ ๆ แม้ฉันเองก็มาเพื่อประสงค์เช่นนี้เหมือนกัน นิมนต์คุณไปเถิด ส่วนฉัน พรรษานี้จะจำพรรษา ณ วัดใดวัดหนึ่งในตำบลนี้” แล้วก็อนุญาติให้ภิกษุหนุ่มนั้นไป ภิกษุหนุ่มได้ไปถึงวัดโกรัณฑกวิหารในวันเข้าพรรษาพอดี และบังเอิญเสนาสนะที่โยมบิดาให้สร้างขึ้นไว้นั่นแลถึงแก่เธอแล้ว
ถัดมาในวันที่สอง โยมบิดาของภิกษุหนุ่มนั้นได้มาถามสงฆ์ว่า “ท่านครับ เสนาสนะของพวกกระผมได้แก่ภิกษุอะไร ?” ครั้นทราบว่าได้แก่ภิกษุหนุ่มผู้อาคันตุกะ จึงเข้าไปพบภิกษุนั้น นมัสการแล้วเรียนปฏิบัติว่า “คุณครับ สำหรับภิกษุผู้อยู่จำพรรษาในเสนาสนะของพวกกระผมย่อมมีธรรมเนียมที่จะต้องปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง” ภิกษุหนุ่มถามว่า “ธรรมเนียมที่จะต้องปฏิบัตินั้นอย่างไร อุบาสก” โยมบิดาเรียนว่า “ภิกษุที่อยู่จำพรรษาในเสนาสนะของพวกกระผมนั้น ต้องไปรับบิณฑบาตที่เรือนของพวกกระผมนั่นเทียว ตลอดไตรมาสสามเดือน” ภิกษุหนุ่มรับปฏิบัติตามด้วยอาการที่นั่งเฉย ฝ่ายอุบาสกกลับไปถึงเรือนแล้วได้แนะนำแก่ภิริยาว่า “พระผู้เป็นเจ้าอาคันตุกะรูปหนึ่งได้เข้าจำพรรษาอยู่ในเสนาสนะของเรา เราจะต้องอุปัฏฐากพระผู้เป็นเจ้าโดยความเคารพ” อุบาสิการับคำว่า สาธุ แล้วก็ได้รับหน้าที่ทำของควรเคี้ยวของควรบริโภคล้วนแต่อย่างปราณีต แม้ภิกษุหนุ่มก็ได้ไปฉันที่เรือนของโยมในเวลาภัตตาหารแต่ไม่มีใครจำเธอได้เลย



(หน้าที่ 145)



ภิกษุหนุ่มได้ไปฉันบิณฑบาตที่เรือนของโยมนั้นครบไตรมาสตามสัญญา ครั้นออกพรรษาแล้วจึงบอกลาว่า “อาตมาจะลาไปละ อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย” ขณะนั้นหมู่ญาติของเธอได้ขอร้องว่า “ท่านครับ พรุ่งนี้จึงค่อยไปเถิด” ในวันที่สองได้นิมนต์เธอให้ฉัน ณ ที่เรือนนั่นเทียว ครั้นแล้วได้บรรจุน้ำมันใส่ให้เต็มขวดถวาย น้ำอ้อยงบหนึ่ง และถวายผ้ายาว ๙ กำมือเสร็จแล้วจึงเรียนว่า “นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าไปเถิด ขอรับ” ภิกษุหนุ่มทำการอนุโมทนาทาน แล้วได้มุ่งหน้าไปสู่โรหณชนบทต่อไป
ฝ่ายพระอุปัชฌาย์ของเธอ ปวารณาออกพรรษาแล้วก็ได้เดินสวนทางมา บังเอิญได้พบกับพระภิกษุหนุ่มนั้น ณ ที่ที่ได้พบกันครั้งก่อนนั้นพอดี ภิกษุหนุ่มได้ทำอุปัชฌายวัตรแด่พระเถระ ณ ที่โคนไม้แห่งใดแห่งหนึ่ง ทันใดนั้น พระเถระได้ถามเธอว่า “พ่อหน้างามคุณได้พบโยมอุบาสิกาแล้วหรือ” ภิกษุหนุ่มกราบเรียนว่า “ขอรับผม กระผมได้พบแล้ว” ครั้นได้กราบเรียนความเป็นไปถวายพระเถระให้ทราบทุกประการแล้ว ได้เอาน้ำมันนั้นมาทาเท้าถวายพระเถระ ทำน้ำปานะด้วยน้ำอ้อยงบถวาย แม้ผ้าผืน ๙ กำมือนั้น ก็ได้ถวายแก่พระเถระนั่นเทียว นมัสการพระเถระแล้วกราบเรียนว่า “ท่านขอรับ โรหณชนบทเท่านั้นเป็นที่สัปปายะสำหรับกระผม” ฉะนั้น แล้วจึงได้กราบลาไป ฝ่ายพระเถระครั้นมาถึงวัดโกรัณฑกวิหารแล้วในวันที่สองก็ได้เข้าไปบ้านโกรัณฑกะ
ฝ่ายอุบาสิกา ตั้งแต่ปวารณาแล้วมาได้ยืนคอยดูทางอยู่เสมอด้วยคิดว่า “พระเถระน้องชายของเราคงจะพาบุตรของเรามาเดี๋ยวนี้” ครั้นได้เห็นพระเถระมาแต่รูปเดียวเท่านั้นก็สำคัญไปว่า “บุตรของเราชะรอยจะถึงแก่มรณภาพเสียแล้ว พระเถระนี้จึงได้มาแต่ลำพังรูปเดียว” แล้วจึงได้ร้องไห้รำพันต่าง ๆ ล้มฟุบลงที่แทบเท้าของพระเถระ พระเถระรู้ทันทีว่า “พระหนุ่มไม่ยอมแสดงตนให้ใคร ๆ ทราบ แล้วหลบไปเสีย เพราะเป็นผู้มีความมักน้อยแน่นอน” จึงปลอบโยนอุบาสิกาพี่สาวให้เบาใจ แล้วเล่าเรื่องความเป็นไปให้ทราบหมดทุกอย่าง พลางล้วงเอาผ้าผืนที่ภิกษุหนุ่มถวายนั้นออกจากถลกบาตรแสดงให้ดูเป็นพยาน


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]