วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๓ กัมมัฏฐานคหณนิเทศ หน้าที่ ๑๗๖ - ๑๘๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 176)


๘. โดยการถือเอา
๙. โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน และ
๑๐. โดยเหมาะสมแก่จริยา


๑ - โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน

ในอาการ ๑๐ อย่างนั้น ประการแรก ข้อว่า โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน มีอรรถาธิบายดังนี้ - ก็ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการ ฉะนี้ พระกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการ ณ ที่นั้น ท่านสงเคราะห์เข้าไว้เป็น ๗ หมวดดังนี้ คือ –
๑. กสิณกัมมัฏฐาน ๑๐ อย่าง
๒. อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐ อย่าง
๓. อนุสสติกัมมัฏฐาน ๑๐ อย่าง
๔. พรหมวิหารกัมมัฏฐาน ๔ อย่าง
๕. อารุปปกัมมัฏฐาน ๔ อย่าง
๖. สัญญากัมมัฏฐาน ๑ อย่าง และ
๗. ววัตถานกัมมัฏฐาน ๑ อย่าง


๑. กสิณกัมมัฏฐาน ๑๐ อย่าง คือ

๑. ปถวีกสิณ กสิณสำเร็จด้วยดิน
๒. อาโปกสิณ กสิณสำเร็จด้วยน้ำ
๓. เตโชกสิณ กสิณสำเร็จด้วยไฟ
๔. วาโยกสิณ กสิณสำเร็จด้วยลม
๕. นีลกสิณ กสิณสำเร็จด้วยสีเขียว
๖. ปีตกสิณ กสิณสำเร็จด้วยสีเหลือง
๗. โลหิตกสิณ กสิณสำเร็จด้วยสีแดง



(หน้าที่ 177)



๘. โอทาตกสิณ กสิณสำเร็จด้วยสีขาว
๙. อาโลกกสิณ กสิณสำเร็จด้วยแสงสว่าง และ
๑๐. ปริจฉินนากาสกสิณ กสิณสำเร็จด้วยช่องว่างซึ่งกำหนดขึ้น


๒. อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐ อย่าง คือ

๑. อุทธุมาตกอสุภ ซากศพที่ขึ้นพองน่าเกลียด
๒. วินีลกอสุภ ซากศพที่ขึ้นเป็นสีเขียวน่าเกลียด
๓. วิปุพพกอสุภ ซากศพที่มีแต่หนองแตกพลักน่าเกลียด
๔. วิจฉิททกอสุภ ซากศพที่ถูกตัดเป็นท่อน ๆ น่าเกลียด
๕. วิกขายิตกอสุภ ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายน่าเกลียด
๖. วิกขิตตกอสุภ ซากศพที่ทิ้งไว้เรี่ยราดน่าเกลียด
๗. หตวิกขิตตกอสุภ ซากศพที่ถูกสับฟันทิ้งกระจัดกระจายน่าเกลียด
๘. โลหิตกอสุภ ซากศพที่มีโลหิตไหลออกน่าเกลียด
๙. ปุฬุวกอสุภ ซากศพที่เต็มไปด้วยหนอนน่าเกลียด และ
๑๐. อัฏฐิกอสุภ ซากศพที่เป็นกระดูกน่าเกลียด


๓. อนุสสติกัมมัฏฐาน ๑๐ อย่าง คือ

๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า
๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม
๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์
๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตน
๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงการบริจาคที่ตนบริจาคแล้ว
๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา
๗. มรณานุสสติ ระลึกถึงความตาย
๘. กายคตาสติ ระลึกถึงร่างกายที่ล้วนแต่ไม่สะอาด
๙. อานาปานสติ ระลึกถึงกำหนดลมหายใจเข้าออก และ
๑๐. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง



(หน้าที่ 178)



๔. พรหมวิหารกัมมัฏฐาน ๔ อย่าง คือ

๑. เมตตา ความรักที่มุ่งช่วยทำประโยชน์
๒. กรุณา ความสงสารที่มุ่งช่วยบำบัดทุกข์
๓. มุทิตา ความพลอยยินดีต่อสมบัติ และ
๔. อุเปกขา ความเป็นกลางไม่เข้าฝ่ายใด


๕. อารุปปกัมมัฏฐาน ๔ อย่าง คือ

๑. อากาสานัญจายตนะ อากาศไม่มีที่สุด
๒. วิญญาณัญจายตนะ วิญญาณไม่มีที่สุด
๓. อากิญจัญญายตนะ ความไม่มีอะไร และ
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาละเอียด ซึ่งจะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่
ไม่มีก็ไม่ใช่


๖. สัญญา ๑ อย่าง คือ

อาหาเรปฏิกูลสัญญา ความหมายรู้ในอาหารโดยเป็นสิ่งที่น่าเกียด


๗. ววัตถาน ๑ อย่าง คือ

จตุธาตุววัตถาน การกำหนดแยกคนออกเป็นธาตุ ๔
นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยแสดงจำนวน ด้วยประการฉะนี้


๒- :โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน

ข้อว่า โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน นั้น มีอรรถาธิบายดังนี้- ก็แหละ ในกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการนั้น เฉพาะกัมมัฏฐาน ๑๐ ประการ คือ ยกเว้นกายคตาสติกับอานาปานสติเสีย อนุสสติกัมมัฏฐานที่เหลือ ๘ กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ นำมาซึ่งอุปจารฌาน กัมมัฏฐานที่เหลือ ๓๐ ประการ นำมาซึ่งอัปปนาฌาน
นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌานด้วยประการฉะนี้



(หน้าที่ 179)



๓- โดยความต่างกันแห่งฌาน

ข้อว่า โดยความต่างกันแห่งฌาน นั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ - แหละในกัมมัฏฐาน ๓๐ ประการที่นำมาซึ่งอัปปนาฌานนั้น กสิณ ๑๐ กับ อานาปานสติ ๑ รวมเป็น ๑๑ ประการ ย่อมให้สำเร็จฌานได้ทั้ง ๔ ฌาน อสุภ ๑๐ กับ กายคตาสติ ๑ รวมเป็น ๑๑ ประการ ย่อมให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว พรหมวิหาร ๓ ข้างต้นให้สำเร็จฌาน ๓ ข้างต้น พรหมวิหาร ข้อที่ ๔ และอรุปปกัมมัฏฐาน ๔ ย่อมให้สำเร็จฌานที่ ๔
ฉะนั้น นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความต่างกันแห่งฌานด้วยประการฉะนี้


๔- โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์

ข้อว่า โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์ นั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ - การผ่านนั้นมี ๒ อย่าง คือ การผ่านองค์ฌาน ๑ การผ่านอารมณ์ ๑ ใน ๒ อย่างนั้น การผ่านองค์ฌานย่อมมีได้ในกัมมัฏฐานที่ให้สำเร็จฌาน ๓ และฌาน ๔ แม้ทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะทุติยฌาน เป็นต้นที่ฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุในอารมณ์เดียวกันนั้น ต้องผ่านองค์ฌานทั้งหลาย มีวิตกและวิจารเป็นต้นขึ้นไป ในพรหมวิหารข้อที่ ๔ ก็เหมือนกัน เพราะแม้พรหมวิหารข้อที่ ๔ นั้น อันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ ก็ต้องผ่านโสมนัสเวทนาในอารมณ์ของพรหมวิหาร ๓ มีเมตตาเป็นต้นไปเหมือนกัน
ส่วนการผ่านอารมณ์ ย่อมมีได้ในอารุปปกัมมัฏฐาน ๔ เพราะอากาสานัญจายตนฌานอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ ก็ต้องผ่านกสิณอันใดอันหนึ่งในบรรดากสิณ ๙ อย่างข้างต้น และวิญญานัญจายตนฌานเป็นต้นอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ ก็ต้องผ่านอารมณ์ทั้งหลายมีอากาศเป็นต้นขึ้นไป การผ่านอารมณ์หาได้มีในกัมมัฏฐานที่เหลือนอกจากนี้ไม่
ฉะนั้น นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์ด้วยประการฉะนี้



(หน้าที่ 180)



๕- โดยควรขยายและไม่ควรขยาย

ข้อว่า โดยควรขยายและไม่ควรขยาย นั้น มีอรรถาธิบายดังนี้


กัมมัฏฐานที่ควรขยาย

ในกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการนั้น กสิณกัมมัฏฐานที่ควรขยายทั้ง ๑๐ ประการนั่นเทียว เพราะว่า โยคีบุคคลแผ่กสิณไปสู่โอกาสได้ประมาณเท่าใด ก็สามารถได้ยินเสียงด้วยทิพโสต เห็นรูปได้ด้วยทิพจักษุและรู้จิตของสัตว์อื่นได้ด้วยจิต ภายในโอกาสประมาณเท่านั้น


กัมมัฏฐานที่ไม่ควรขยาย

ส่วนกายคตาสติ กับ อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐ ประการ ไม่ควรขยาย เพราะเหตุไร ? เพราะกัมมัฏฐานเหล่านี้ โยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ และเพราะไม่มีอานิสงส์อะไร และข้อที่กัมมัฏฐานเหล่านี้อันโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะนั้น จักปรากฏในแผนกแห่งภาวนาของกัมมัฏฐานนั้น ๆ ข้างหน้า แหละเมื่อโยคีบุคคลขยายกัมมัฏฐานเหล่านี้แล้ว ก็เป็นแต่เพียงขยายกองแห่งซากศพเท่านั้น หามีอานิสงส์อะไรแต่ประการใดไม่ แม้ความข้อนี้สมกับที่ท่านกล่าวไว้ในโสปากปัญหาพยากรณ์ว่า ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค รูปสัญญาปรากฏชัดแล้ว แต่อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด ก็ในปัญหาพยากรณ์นั้นที่ท่านกล่าวว่าอัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัดนั้น ท่านกล่าวด้วยอำนาจที่ไม่ได้ขยายนิมิต
ส่วนพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุแผ่อัฏฐิกสัญญาไปสู่แผ่นดินทั่วสิ้น ฉะนี้นั้น พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจอาการที่ปรากฏแก่ภิกษุผู้มีอัฏฐิกสัญญา หาได้ตรัสด้วยการขยายนิมิตไม่ จริงอย่างนั้น ในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราช ได้มีนกกรวีกเห็นเงาของตนที่ฝาซึ่งทำด้วยกระจกโดยรอบ ๆ ตัวแล้ว มันสำคัญว่ามีนกกรวีกอยู่ในทั่วทุกทิศ จึงได้ร้องออกไปด้วยเสียงอันไพเราะ แม้พระเถระก็เช่นเดียวกัน เพราะท่านได้สำเร็จอัฏฐิกสัญญา จึงเห็นนิมิตปรากฏอยู่ทั่วทุกทิศ เลยเข้าใจว่า แผ่นดินแม้ทั้งหมดเต็มไปด้วยอัฐิ ฉะนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]