วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๒๙ - ๓๓๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 329)


ฉอนุสสตินิเทศ ปริจเฉทที่ ๗

อนุสสติ ๑๐ ประการ


ก็แหละ นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายในอนุสสติ ๑๐ ประการ ที่ทรงแสดงไว้ในลำดับอสุภกัมมัฏฐาน ดังต่อไปนี้
สตินั่นเอง ชื่อว่า อนุสสติ เพราะเกิดขึ้นบ่อย ๆ อีกอย่างหนึ่ง สติอันสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา เพราะเป็นไปในฐานอันควรที่จะเป็นไป แม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนุสสติ
๑. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภพระพุทธเจ้า ชื่อว่า พุทธานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์
๒. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภพระธรรม ชื่อว่า ธัมมานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีพระธรรมคุณเป็นอารมณ์ มีความเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้น
๓. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภพระสงฆ์ ชื่อว่า สังฆานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีพระสังฆคุณเป็นอารมณ์ มีความเป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นต้น
๔. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภศีล ชื่อว่า สีลานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติ อันมีคุณแห่งศีลเป็นอารมณ์ มีความเป็นของไม่ขาดเป็นต้น
๕ ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภการบริจาค ชื่อว่า จาคานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีคุณแห่งการบริจาคเป็นอารมณ์ มีความเป็นผู้เสียสละอย่างเด็ดขาดเป็นต้น
๖. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า เทวตานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีคุณคือศรัทธาเป็นต้นของตนโดยตั้งเทวดาทั้งหลายไว้ในฐานเป็นพยาน เป็นอารมณ์
๗. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภมรณะ ชื่อว่ามรณานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีความขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิตเป็นอารมณ์



(หน้าที่ 330)



๘. สติอันนึกถึงรูปกายอันต่างด้วยผมเป็นต้น หรือสติอันนึกไปในกาย ชื่อว่า กายคตาสติ นั้นด้วย นึกถึงซึ่งรูปกายหรือนึกไปในกายด้วย ชื่อว่า กายคตาสติ แทนที่จะกล่าวว่า กายคตสติ กล่าวเสียว่า กายคตาสติ เพราะไม่ทำรัสสะ คำนี้เป็นชื่อของสติ อันมีนิมิต คือชิ้นส่วนของกายมีผมเป็นต้นเป็นอารมณ์
๙. ความระลึกเกิดขึ้นปรารภลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ชื่อว่า อานาปานสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีนิมิตคือลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นอารมณ์
๑๐. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภความสงบ ชื่อว่า อุปสมานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีนิพพานอันเป็นที่สงบทุกข์ทั้งปวงเป็นอารมณ์



(หน้าที่ 331)



๑. พุทธานุสสติกถา


วิธีเจริญพุทธานุสสติกัมมัฏฐาน

ในอนุสสติ ๑๐ ประการนี้ อันโยคีบุคคลผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหว มีความประสงค์เพื่อที่จะเจริญพุทธานุสสติเป็นประการแรก พึงไป ณ ที่อันสงัด หลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร แล้วพึงระลึกถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเนือง ๆ โดยนัยที่มาในพระบาลีอย่างนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น –
๑. อิติปิ อรหํ เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้
๒. อิติปิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้
๓. อิติปิ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ แม้เพราะเหตุนี้
๔. อิติปิ สุคโต เป็นผู้เสด็จไปดี แม้เพราะเหตุนี้
๕. อิติปิ โลกวิทู เป็นผู้ทรงรู้แจ้งโลก แม้เพราะเหตุนี้
๖. อิติปิ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกชั้นยอดเยี่ยม แม้เพราะเหตุนี้
๗. อิติปิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเป็นศาสดาของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย แม้เพราะเหตุนี้
๘. อิติปิ พุทฺโธ ทรงเป็นพุทธ แม้เพราะเหตุนี้
๙. อิติปิ ภควา ทรงเป็นภควา แม้เพราะเหตุนี้

ด้วยประการฉะนี้



(หน้าที่ 332)



อนุสสรณนัย

นัยสำหรับระลึกเนือง ๆ ในพระพุทธคุณเหล่านั้น ดังนี้ คือ โยคีบุคคลย่อมระลึกเนือง ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ (อธิบายว่า ให้ยกเอาคำว่า อิติปิ ที่แปลว่า แม้เพราะเหตุนี้ มาประกอบเข้ากับพุทธคุณทั้ง ๙ บท)


๑. อธิบายบท อรหํ[แก้ไข]

ในพุทธคุณ ๙ นั้น โยคีบุคคลย่อมระลึกเนือง ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงได้พระนามว่า พระอรหํ เป็นประการแรก เพราะเหตุเหล่านี้ คือ เพราะเป็นผู้ไกล ๑ เพราะเป็นผู้กำจัดอริทั้งหลาย ๑ เพราะเป็นผู้หักซึ่งกำทั้งหลาย ๑ เพราะเป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมทั้งหลายมีปัจจัยเป็นต้น ๑ เพราะเป็นผู้ไม่มีที่ลับในการกระทำบาป ๑


๑. ข้อว่าเป็นผู้ไกล

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไกล คือทรงดำรงอยู่ในที่ไกลแสนไกลจากสรรพกิเลสทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ทรงกำจัดเสียแล้วซึ่งกิเลสทั้งหลายพร้อมทั้งวาสนาด้วยพระอริยมรรค เพราะเหตุนั้นจึงทรงได้พระนามว่า อรหํ เพราะเหตุเป็นผู้ไกล
พระผู้มีพระภาคพระองค์ใด ไม่ทรงประกอบด้วยกิเลสอันใด และไม่ทรงประกอบด้วยโทษสิ่งใด พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นพระนาถะของโลก เป็นผู้ไกลจากกิเลสและโทษเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงทรงปรากฏพระนามว่า อรหํ


๒. ข้อว่าเป็นผู้กำจัดอริทั้งหลาย

อนึ่ง อริ คือกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงกำจัดแล้วด้วยพระอริยมรรค เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า อรหํ แม้เพราะเหตุเป็นผู้กำจัดซึ่งอริทั้งหลาย



(หน้าที่ 333)



แม้เหตุที่อริทั้งหลาย อันได้แก่กิเลสมีราคะเป็นต้น แม้ทุก ๆ อย่างอันพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระนาถะของโลก ทรงกำจัดแล้วด้วยศาสตราคือพระปัญญา ฉะนั้น พระองค์จึงทรงปรากฏพระนามว่า อรหํ ฉะนี้


๓. ข้อว่าเป็นผู้หักซึ่งกำทั้งหลาย

อนึ่ง สังสารจักรนี้ใด มี ดุม สำเร็จด้วยอวิชชาและภวตัณหา มี กำ สำเร็จด้วยอภิสังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น มี กง สำเร็จด้วยชราและมรณะ เอา เพลา อันสำเร็จด้วยอาสวะและสมุทัยสอดเข้าแล้ว ประกอบเข้าใน ตัวรถ คือภพทั้งสาม แล่นไปตลอดกาลไม่มีเบื้องต้นและที่สุด
กำทั้งหลายในสังสารจักรนั้นทุก ๆ ซี่ อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงประทับยืนอยู่บนพื้นปฐพีคือศีล ด้วยพระบาททั้ง ๒ คือวิริยะ ณ ควงพระศรีมหาโพธิ์ ทรงจับขวัญคือพระพุทธญาณอันทำกรรมให้สิ้นสูญ ทรงหักแล้ว เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า อรหํ แม้เพราะเหตุที่ทรงหักซึ่งกำทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและที่สุดรู้ไม่ได้ เรียกว่า สังสารจักร แหละสังสารจักรนั้น มีอวิชชาเป็นดุม เพราะเป็นมูลเหตุ ชราและมรณะเป็นกง เพราะเป็นปลายเหตุ ปฏิจจสมุปบาทธรรมที่เหลือ ๑๐ ประการเป็นกำ เพราะมีอวิชชาเป็นมูลเหตุ และเพราะมีชราและมรณะเป็นปลายเหตุ

ในบรรดาปฏิจจสมุปบาทธรรมเหล่านั้น ความไม่รู้ในทุกข์ (ทุกขอริยสัจจ์) เป็นต้น ชื่อว่า อวิชชา

อวิชชาในกามภพเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายในกามภพ

อวิชชาในรูปภพเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายในรูปภพ

อวิชชาในอรูปภพเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายในอรูปภพ


สังขารทั้งหลาย ในกามภพเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิวิญญานในกามภพ

ในภพ ๒ นอกนี้ก็มีนัยเช่นนี้

ปฏิสนธิวิญญาณ ในกามภพ เป็นปัจจัยแก่นามรูปในกามภพ

ในรูปภพก็เหมือนกัน

ส่วนในอรูปภพ ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่นามอย่างเดียว

นามรูป ในกามภพ เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๖ในกามภพ

นามรูป ในรูปภพ เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๓ ในรูปภพ

นาม ในอรูปภพ เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๑ ในอรูปภพ

อายตนะ ๖ ในกามภพ เป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๖ ในกามภพ

อายตนะ ๓ ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๓ ในรูปภพ

อายตนะ ๑ ในอรูปภพเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๑ ในอรูปภพ

ผัสสะ ๖ ในกามภพเป็นปัจจัยแก่เวทนา ๖ ในกามภพ

ผัสสะ ๓ ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่เวทนา ๓ ในรูปภพนั้นนั่นแหละ


(หน้าที่ 334)


ผัสสะ ๑ ในอรูปภพ เป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๑ ในอรูปภพนั้นนั่นแหละ

เวทนา ๖ ในกามภพเป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๖ ในกามภพ

เวทนา ๓ ในรูปภพ เป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๓ ในรูปภพนั้นนั่นแหละ

เวทนา ๑ ในอรูปภพ เป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๑ ในอรูปภพนั่นแหละ

ตัณหานั้น ๆ ในภพนั้น ๆ เป็นปัจจัยแก่อุปาทานนั้น ๆ

ธรรมทั้งหลายมี อุปาทาน เป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมี ภพ เป็นต้น


ถาม - ข้อนี้ อย่างไร ?
ตอบ - บุคคลบางคนในโลกนี้คิดว่า เราจักบริโภคซึ่งกามคุณทั้งหลาย ดังนี้แล้ว ก็ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ เพราะมีกามุปาทานเป็นปัจจัย เขาย่อมบังเกิดในอบาย เพราะความบริบูรณ์แห่งทุจริต กรรมอันเป็นเหตุ ให้บังเกิดในอบายนั้นของบุคคลนั้น เป็น กรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่บังเกิดเพราะกรรมเป็น อุปปัตติภพ ความบังเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชาติ ความแก่หง่อมแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชรา ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น มรณะ
อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสวรรค์สมบัติ ดังนี้แล้วจึงประพฤติสุจริตเหมือนอย่างนั้นนั่นแล เขาย่อมบังเกิดในสวรรค์เพราะความบริบูรณ์แห่งสุจริต คำว่า กรรมอันเป็นเหตุให้บังเกิดในสวรรค์นั้นแห่งบุคคลนั้น กรรมภพ เป็นต้น ก็นัยเดียวกันนั้นนั่นเทียว
อนึ่ง อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสมบัติในพรหมโลก ดังนี้แล้วก็เจริญเมตตากัมมัฏฐาน เจริญกรุณากัมมัฏฐาน เจริญมุทิตากัมมัฏฐาน เจริญอุเบกขากัมมัฏฐาน เขาย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก เพราะความบริบูรณ์แห่งการเจริญกัมมัฏฐาน คำว่า กรรมอันเป็นเหตุให้บังเกิดในพรหมโลกนั้นของบุคคลนั้นเป็น กรรมภพ เป็นต้น ก็นัยเดียวกันนั่นแล
อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสมบัติในอรูปภพ ดังนี้แล้วก็เจริญสมาบัติทั้งหลาย มีอากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นต้น เหมือนอย่างนั้นนั่นแล เขาย่อมไปบังเกิดในอรูปภพนั้น ๆ เพราะความบริบูรณ์แห่งการเจริญสมาบัติ กรรมอันเป็นเหตุให้



(หน้าที่ 335)



บังเกิดในอรูปภพนั้นของบุคคลนั้นเป็น กรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่บังเกิดเพราะกรรมเป็น อุปปัตติภพ ความบังเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชาติ ความแก่หง่อมแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชรา ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น มรณะ ฉะนี้ แม้ในการประกอบความทั้งหลายซึ่งมี อุปาทานที่เหลือเป็นมูล ก็นัยเดียวกันนี้
ความรู้ในการกำหนดปัจจัยอย่างนี้ว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผลเกิดแต่เหตุ แม้อวิชชาและสังขารทั้ง ๒ นั้นก็เป็นผลเกิดแต่เหตุ นี้เป็น ธรรมฐิติญาณ ความรู้ในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผลเกิดแต่เหตุ แม้อวิชชาและสังขารทั้ง ๒ นั้นก็เป็นผลเกิดแต่เหตุ ทั้งในกาลเป็นอดีต ทั้งในกาลเป็นอนาคต เป็น ธรรมฐิติญาณ นักศึกษาพึงทำทุก ๆ บทให้พิสดารโดยนัยนี้ ด้วยประการฉะนี้นั่นเทียว
ในบรรดาธรรมเหล่านั้น อวิชชากับสังขารจัดเป็น สังเขป อัน ๑ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา จัดเป็น สังเขป อัน ๑ ตัณหา อุปาทานและภพ จัดเป็น สังเขป อัน ๑ ชาติ ชราและมรณะ จัดเป็น สังเขป อัน ๑ แหละในสังเขปเหล่านั้น สังเขป ต้นจัดเป็น อดีตอัทธา (อดีตกาล) ๒ สังเขปกลางจัดเป็น ปัจจุบันอัทธา (ปัจจุบันกาล) ชาติ ชราและมรณะ จัดเป็น อนาคตอัทธา (อนาคตกาล) อนึ่ง ในบรรดาธรรมเหล่านั้น โดยที่ถือเอาอวิชชาและสังขาร ก็เป็นอันถือเอาตัณหา อุปาทานและภพด้วย ดังนี้ ธรรม ๕ อย่างนี้ จัดเป็น กรรมวัฏในอดีต ธรรม ๕ มีวิญญาณเป็นต้นจัดเป็น วิปากวัฏในปัจจุบัน โดยที่ถือเอาตัณหา อุปาทานและภพ ก็เป็นอันถือเอาอวิชชาและตัณหาด้วย ดังนั้น ธรรม ๕ อย่างนี้ จัดเป็น กรรมวัฏในปัจจุบัน เพราะเหตุที่ธรรม ๕ มีวิญญาณเป็นต้น ท่านแสดงไว้โดยอ้างเอาชาติ ชราและมรณะ ธรรม ๕ เหล่านี้จัดเป็น วิปากวัฏในอนาคต ธรรมเหล่านั้นโดยอาการจึงเป็น ๒๐ อนึ่งในบรรดาธรรมเหล่านั้นระหว่างสังขารกับวิญญาณจัดเป็น สนธิ อัน ๑ ระหว่างเวทนากับตัณหาจัดเป็นสนธิอัน ๑ ระหว่างภพกับชาติจัดเป็นสนธิอัน ๑ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ทรงเห็น ทรงรู้ ทรงแทงตลอด ซึ่งปฏิจจสมุปบาทธรรมอันมีสังเขป ๔ อัทธา ๓ อาการ ๒๐ สนธิ ๓ ด้วยประการฉะนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]