วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๓๖ - ๓๔๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 336)


ความรู้นั้น ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่ารู้โดยประการต่าง ๆ ด้วยเหตุนั้น ความรู้ในการกำหนดปัจจัย ท่านจึงเรียกว่าธรรมฐิติญาณ พระผู้มีพระภาคครั้นทรงรู้ธรรมเหล่านั้นด้วยธรรมฐิติญาณนี้ตามความเป็นจริง แล้วทรงเบื่อหน่ายในธรรมเหล่านั้น คือทรงสำรอก ทรงหลุดพ้น ชื่อว่า ทรงหัก คือทรงรื้อ ทรงทำลาย ซึ่งกรรมทั้งหลายแห่งสังสารจักร อันมีประการดังกล่าวมาแล้วนี้ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พระอรหํ เพราะทรงหักกำแห่งสังสารจักรทั้งหลาย แม้ด้วยประการอย่างนี้
เพราะเหตุที่กำทั้งหลายแห่งสังสารจักร อันพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นนาถะของโลก ทรงทำลายแล้วด้วยดาบคือพระญาณ ฉะนั้น พระองค์จึงถูกเฉลิมพระนามว่า พระอรหํ


๔. ข้อว่าเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคย่อมควรซึ่งปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น และควรซึ่งการบูชาชั้นพิเศษ เพราะพระองค์ทรงเป็นทักขิไณยบุคคลชั้นยอด แหละเพราะเหตุนั้นนั่นแล เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายชั้นมเหศักดิ์เหล่าหนึ่งเหล่าใดนั้น ย่อมไม่ทำการบูชา ณ ที่อื่น ๆ เป็นความจริง ท้าวสหัมบดีพรหมได้บูชาพระตถาคตเจ้า ด้วยพวงแก้วขนาดเท่าเขาสิเนรุ แหละเทวดาทั้งหลายชั้นอื่น ๆ และมนุษย์ทั้งหลายมีพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศลเป็นต้น ก็ได้ทรงบูชาตามควรแก่กำลัง อนึ่ง แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์จำนวน ๙๖ โกฏิ สร้างพระอารามอุทิศไว้ในชมพูทวีปทั่วไปถึง ๘๔,๐๐๐ แห่ง ไม่ต้องพูดถึงการบูชาชั้นพิเศษอื่น ๆ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงได้พระนามว่า อรหํ แม้เพราะเหตุที่ทรงเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น
เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนาถะของโลกพระองค์นี้ ย่อมสมควรซึ่งการบูชาชั้นพิเศษพร้อมทั้งปัจจัยทั้งหลาย ฉะนั้น พระองค์ผู้เป็นพระชินเจ้า จึงทรงสมควรต่อพระนามอันนี้ คือ พระอรหํ ในโลก ซึ่งเป็นพระนามที่สมควรแก่ความหมาย



(หน้าที่ 337)



๕. ข้อว่าไม่มีที่ลับในการทำบาป

อนึ่ง พวกคนพาลแต่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตจำพวกใดจำพวกหนึ่งในโลก ย่อมทำบาปในที่ลับ เพราะกลัวเสียชื่อเสียง ฉันใด พระผู้มีพระภาคนั้นย่อมไม่ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้น ในกาลไหน ๆ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงได้พระนามว่า พระอรหํ แม้เพราะเหตุไม่มีที่ลับในการทำบาป
เพราะเหตุที่ขึ้นชื่อว่าที่ลับในการทำบาปทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคผู้คงที่ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงปรากฏพระนามว่า พระอรหํ เพราะไม่มีที่ลับนั้น
พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนีพระองค์นั้น เพราะเหตุเป็นผู้ไกล ๑ เพราะเหตุเป็นผู้กำจัดอริคือกิเลสทั้งหลาย ๑ เป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร ๑ เป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมทั้งหลายมีปัจจัยเป็นต้น ๑ ไม่ทรงกระทำบาปทั้งหลายในที่ลับ ๑ บัณฑิตจึงถวายพระนามว่า พระอรหํ คือเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุนั้น


๒. อธิบายบท สมฺมาสมฺพุทฺโธ[แก้ไข]

ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะเหตุที่เป็นผู้ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วย ด้วยพระองค์เองด้วย เป็นความจริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วย ด้วยพระองค์เองด้วย คือตรัสรู้ธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง โดยความเป็นธรรมอันควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายที่ควรกำหนรรู้ โดยความเป็นธรรมอันควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายอันควรละ โดยความเป็นธรรมอันควรละ ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายอันควรทำให้แจ้ง โดยความเป็นธรรมอันควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายอันควรเจริญ โดยความเป็นธรรมอันควรเจริญ
แหละด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสไว้ว่า –
สิ่งที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง เราได้รู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง สิ่งที่ควรละเราได้ละแล้ว สิ่งที่ควรทำให้แจ้งเราทำให้แจ้งแล้ว และ



(หน้าที่ 338)



สิ่งที่ควรเจริญเราได้เจริญแล้ว ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้ตรัสรู้
อีกประการหนึ่ง จักษุ เป็นทุกขสัจ ตัณหาเก่าอันเป็นสมุฏฐานโดยความเป็นมูลเหตุแห่งจักษุนั้น เป็นสมุทยสัจ ความไม่ดำเนินไปแห่งจักษุและตัณหาทั้งสอง เป็นนิโรธสัจ ปฏิปทาที่เป็นเหตุรู้นิโรธ เป็นมัคคสัจ พระผู้มีพระภาคตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วยพระองค์เองด้วย แม้โดยการยกขึ้นทีละบท ๆ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ แม้ในโสตะ, ฆานะ, ชิวหา, กายและมโนทั้งหลาย ก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้
อายตนะ ๖ มีรูปเป็นต้น กองแห่งวิญญาณ ๖ มีจักษุวิญญาณเป็นต้น ผัสสะ ๖ มีจักษุสัมผัสเป็นต้น เวทนา ๖ มีจักษุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น สัญญา ๖ มีจักษุสัญญาเป็นต้น เจตนา ๖ มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น กองแห่งตัณหา ๖ มีรูปตัณหาเป็นต้น วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น กสิณ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ สัญญา ๑๐ ด้วยอำนาจแห่งอุทธุมาตกสัญญาเป็นต้น อาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น อัปปมัญญา ๔ มีเมตตาภาวนาเป็นต้น อรูปสมาบัติ ๔ และองค์แห่งปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมมีชาติและชราเป็นต้น โดยอนุโลมมีอวิชชาเป็นต้น นักศึกษาพึงประกอบเข้าโดนนัยนี้นั่นแล
การประกอบความบทหนึ่งในธรรมเหล่านั้น (มีตัวอย่าง) ดังต่อไปนี้ คือ ชรา และมรณะ เป็นทุกขสัจ ชาติ เป็นสมุทยสัจ ความสลัดออกซึ่งทุกขสัจและสมุทยสัจแมัทั้ง ๒ เป็นนิโรธสัจ ปฏิปทาเป็นเหตุรู้แจ้งซึ่งนิโรธสัจ เป็นมัคคสัจ พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ คือทรงรู้โดยอนุโลม ทรงรู้โดยปฏิโลม ซึ่งสรรพธรรมทั้งหลายโดยการยกขึ้นทีละบท ๆ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้ พระนามว่า สัมมาสัมพุทโธ เพราะเหตุที่เป็นผู้ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วยพระองค์เองด้วย ฉะนี้



(หน้าที่ 339)



๓. อธิบายบท วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน[แก้ไข]

ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เพราะเหตุ ที่พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาทั้งหลายด้วย ด้วยจรณะด้วย ใน ๒ ประการนี้ วิชชา ๓ ก็ดี วิชชา ๘ ก็ดี ชื่อว่า วิชชา วิชชา ๓ นักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในภยเภรวสูตร วิชชา ๘ พึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร นั่นเถิด จริงอยู่ ในอัมพัฏฐสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสวิชชา ๘ โดยกำหนดเอาอภิญญา ๖ บวกด้วยวิปัสสนาญาณและมโนมยิทธิธรรม ๑๕ ประการนี้คือ สีลสังวร ๑ ความรักษาทวารที่อินทรีย์หก ๑ ความรู้จักประมาณในโภชนะ ๑ การประกอบความเพียร ๑ สัทธรรมเจ็ด ๑ รูปาวจรฌานสี่ ๑ พึงทราบว่า จรณะ จริงอยู่ ธรรม ๑๕ ประการนี้เท่านั้น ตรัสว่าเป็น จรณะ เพราะเหตุที่เป็นทางดำเนินไปสู่ทิศอมตะของพระอริยสาวก สมดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนมหานามะ อริยสาวกในศาสนานี้ ย่อมเป็นผู้มีศีล ดังนี้ เป็นอาทิ คำทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในมัชฌิมปัณณาสกนั่นเถิด
พระผู้มีพระภาค ทรงประกอบแล้ว ด้วยวิชชา ๘ นี้ และจรณะนี้ ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงทรงได้พระนามว่า วิชชาจรณสัมปันโน
ในสมบัติ ๒ ประการนั้น วิชชาสมบัติ ยังความเป็นพระสัพพัญญูของพระผู้มีพระภาคให้บริบูรณ์ จรณสมบัติ ยังความเป็นผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณาของพระผู้มีพระภาคให้บริบูรณ์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ของสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยพระสรรพพัญญุตญาณแล้ว ทรงชักนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วยความเป็นผู้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา เหมือนดังศาสดาอื่น ๆ ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระสาวกทั้งหลายของพระองค์จึงเป็นผู้ปฏิบัติดี ไม่เป็นผู้ปฏิบัติชั่ว เหมือนอย่างพวกสาวกของศาสดาทั้งผู้มีวิชาและจรณะวิบัติ ซึ่งมีแต่ทำตนให้เดือดร้อนเป็นต้น



(หน้าที่ 340)



๔. อธิบายบท สุคโต[แก้ไข]

พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สุคโต เพราะมีการทรงดำเนินไปงามอย่างหนึ่ง เพราะเสด็จไปสู้ฐานะอันดีอย่างหนึ่ง เพราะเสด็จไปโดยชอบอย่างหนึ่ง เพราะตรัสโดยชอบอย่างหนึ่ง
จริงอยู่ แม้การดำเนินไป ท่านเรียกว่า คตะ แหละการดำเนินไปนั้นของพระผู้มีพระภาค เป็นการงาม คือบริสุทธิ์ หาโทษมิได้
ก็แหละ การดำเนินไปงามนั้น ได้แก่อะไร ?
ได้แก่อริยมรรค จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคนั้น เสด็จไปไม่ละทิศอันเกษมด้วยการดำเนินไปนั้น จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต เพราะมีการดำเนินไปงาม ด้วยประการฉะนี้
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคนั้น เสด็จไปสู่ฐานะอันดี คือฐานะอันไม่ตายได้แก่พระนิพพาน จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต แม้เพราะเป็นผู้เสด็จไปสู่ฐานะอันดี ด้วยประการฉะนี้
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคนั้น เสด็จไปโดยชอบ คือไม่เสด็จกลับมาสู่กิเลสทั้งหลายที่ทรงละแล้วด้วยมรรคนั้น ๆ อีก สมดังคำที่พระสาลีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า กิเลสเหล่าใด ที่ทรงละแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค พระผู้มีพระภาคไม่มา ไม่คืนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก ดังนั้น จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต กิเลสเหล่าใดที่ทรงละแล้วด้วยอรหัตมรรค พระผู้มีพระภาคไม่มา ไม่คืนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก ดังนั้น จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จไปโดยชอบ คือทรงทำแต่ประโยชน์ เกื้อกูลและความสุขแก่โลกทั้งปวง ด้วยพระสัมมาปฏิบัติ โดยทรงบำเพ็ญพระบารมี ๓๐ ทัศ นับจำเดิมแต่บาทมูลแห่งพระทีปังกรพุทธเจ้า ตราบเท่าถึงประเทศเป็นที่ผ่องใสแห่งพระโพธิญาณ คือ เสด็จไปอย่างไม่เข้าไปสู่ริมทางเหล่านี้ คือ สัสสตทิฏฐิ ๑ อุจเฉททิฏฐิ ๑ กามสุขัลลิกานุโยค ๑ อัตตกิลมถานุโยค ๑ จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต แม้เพราะเสด็จไปโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]