วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๔๑ - ๓๔๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 341)


อนึ่ง พระผู้มีพระภาคนั้น ย่อมตรัสโดยชอบ คือตรัสแต่พระวาจาที่สมควร ในฐานะอันสมควร จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต แม้เพราะตรัสโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้
ในอธิการนี้มีสูตรสาธกดังต่อไปนี้ คือ –
ตถาคตรู้วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น
ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริงของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส
อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้จักกาลในอันที่จะใช้วาจานั้น
ตถาคตรู้วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจ ของคนอื่น ๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น
ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริงของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส
อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ ข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลในอันที่จะใช้วาจานั้น
นักศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สุคโต แม้เพราะตรัสโดยชอบ ด้วยประการดังพรรณนามานี้



(หน้าที่ 342)



๕. อธิบายบท โลกวิทู[แก้ไข]

ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า โลกวิทู เพราะเป็นผู้รู้แจ้งโลกแม้โดยทุก ๆ ประการ เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงรู้แจ้ง ทรงเข้าพระทัย ทรงทะลุปรุโปร่ง ซึ่งโลกโดยทุก ๆ ประการ คือ โดยสภาวะ ได้แก่ความเป็นจริง โดยสมุทัย ได้แก่เหตุเป็นแดนเกิด โดยนิโรธ ได้แก่ความดับ โดยนิโรธุบาย ได้แก่อุบาย บรรลุถึงซึ่งความดับ
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า - ดูก่อนอาวุโส ณ ที่สุดของโลกใดแล สัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ณ ที่สุดของโลกนั้น เราไม่กล่าวว่า เป็นสิ่งที่จะพึงรู้พึงเห็น บรรลุถึงด้วยการเดินไป ดูก่อนอาวุโส แหละครั้นยังไม่ได้บรรลุถึงซึ่งที่สุดของโลก เราไม่กล่าวว่า ได้ทำถึงซึ่งที่สุดของทุกข์ ดูก่อนอาวุโส ก็แต่ว่า เราบัญญัติเอา โลก ความเกิดขึ้นแห่งโลก ความดับแห่งโลก และปฏิปทาอันส่งให้ถึงซึ่งความดับแห่งโลก ตรงที่กเฬวรากอันยาวประมาณวา ซึ่งมีสัญญามีใจครองนี้นั่นเทียว
ในกาลไหน ๆ บุคคลไม่พึงบรรลุถึงซึ่งที่สุดของโลกด้วยการเดินไป อนึ่ง ครั้นยังไม่บรรลุถึงซึ่งที่สุดของโลก ที่จะพ้นจากทุกข์หามีไม่
เพราะเหตุฉะนั้นแหละ ท่านผู้มีปัญญาหลักแหลม รู้แจ้งโลก ถึงซึ่งที่สุดของโลก อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว สงบแล้ว รู้ที่สุดของโลกแล้ว จึงไม่ปรารถนาซึ่งโลกนี้และโลกหน้า
อีกนัยหนึ่ง โลกมี ๓ อย่างคือ สังขารโลก ๑ สัตว์โลก ๑ โอกาสโลก ๑ ในโลก ๓ นั้น สังขารโลก นักศึกษาพึงทราบในอนาคตสถานว่า โลกหนึ่ง คือ สัตว์ทุกจำพวกดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร สัตว์โลก พึงทราบในอนาคตสถานว่า ว่าโลกเที่ยงบ้าง ว่าโลกไม่เที่ยงบ้าง โอกาสโลก พึงเห็นในอนาคตสถานว่า
พระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนรอบตัว ทำทิศทั้งหลายให้สว่างอยู่ โดยที่มีประมาณเท่าใด โดยที่มีประมาณเท่านั้น โลกมีจำนวนตั้ง ๑,๐๐๐ อำนาจของท่านย่อมปกแผ่ไปในโลกเหล่านั้น



(หน้าที่ 343)



พระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งโลกทั้ง ๓ นั้น โดยทุก ๆ ประการ จริงอย่างนั้น แม้สังขารโลก พระผู้มีพระภาคนั้นทรงรู้แจ้ง โดยทุก ๆ ประการอย่างนี้ว่า โลกหนึ่ง คือสัตว์ทุกจำพวกดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร, โลก ๒ คือ นาม ๑ รูป ๑, โลก ๓ คือเวทนา ๓ อย่าง, โลก ๔ คืออาหาร ๔ อย่าง, โลก ๕ คืออุปาทานขันธ์ ๕, โลก ๖ คืออายตนะใน ๖, โลก ๗ คือวิญญาณฐิติ ๗, โลก ๘ คือโลกธรรม ๘, โลก ๙ คือสัตตาวาส ๙, โลก ๑๐ คืออายตนะ ๑๐, โลก ๑๒ คืออายตนะ ๑๒, โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘,
อีกประการหนึ่ง โดยเหตุที่พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงทราบอาสยะ ทรงทราบอนุสัย ทรงทราบจริต ทรงทราบอธิมุติ ของสัตว์แม้ทุกหมู่เหล่า ทรงทราบสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตามาก ผู้มีอินทรีย์แก่ ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการเลว ผู้ที่จะสอนให้รู้ได้ง่าย ผู้ที่จะสอนให้รู้ได้ยาก ผู้ควรรู้ ผู้ไม่ควรรู้ ดังนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ผู้ทรงรู้แม้สัตว์โลกโดยประการทั้งปวง
ก็แหละ สัตว์โลกพระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งด้วยประการใด แม้โอกาสโลกพระองค์ก็ทรงรู้แจ้งด้วยประการนั้น จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคนั้นทรงทราบว่า จักรวาลหนึ่งโดยส่วนยาวและส่วนกว้าง ประมาณ ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ โดยรอบปริมณฑลทั้งหมด ประมาณ ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน์ ในจักรวาลนั้นมีแผ่นดินอันนี้กล่าวโดยความหนาประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ แผ่นดินนั้นมีน้ำตั้งอยู่บนลมรองรับไว้ โดยความหนาประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์ มีลมดันขึ้นสู่นภากาศรองไว้ โดยความหนาประมาณ ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ นี้เป็นความดำรงอยู่ของโอกาสโลก
แหละในจักรวาลอันดำรงอยู่อย่างนี้นั้น มีภูเขาสิเนรุ เป็นภูเขาที่สูงที่สุด หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น
มีภูเขาใหญ่ทั้งหลาย คือ ๑. ภูเขายุคันธระ ๒. ภูเขาอิสินธระ ๓. ภูเขากรวีกะ ๔. ภูเขาสุทัสสนะ ๕. ภูเขาเนมินธระ ๖. ภูเขาวินตกะ ๗. ภูเขาอัสสกัณณะ อันวิจิตรไปด้วยรัตนะนานาชนิดราวกะว่าภูเขาทิพย์ หยั่งลึกลงไปและสูงขึ้นไปโดยประมาณกึ่งหนึ่ง ๆ แต่ภูเขาสินเนรุนั้นตามลำดับ ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ นั้นอยู่โดยรอบภูเขาสิเนรุ เป็นที่อยู่ของท้าวมหาราชทั้ง ๔ เทวดาและยักษ์อาศัยอยู่แล้ว



(หน้าที่ 344)



มี ภูเขาหิมวา สูง ๕๐๐ โยชน์ ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ ประดับด้วยยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด
มีต้นชมพูชื่อ นคะ วัดโดยรอบลำต้น ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ กิ่งยาว ๕๐ โยชน์ แผ่กิ่งออกไปโดยรอบได้ ๑๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไปก็เท่านั้น ด้วยอานุภาพแห่งต้นชมพูนั้น โลกจึงประกาศว่า ชมพูทวีป
แหละประมาณแห่งต้นชมพูนั้นใด ประมาณนั้นนั่นแล เป็นประมาณของต้นจิตรปาฏลีของพวกอสูร เป็นประมาณของต้นสิมพลีของครุฑ เป็นประมาณของต้นกระทุ่มในอปรโคยานทวีป เป็นประมาณของต้นกัปปพฤกษ์ในอุตตรกุรุทวีป เป็นประมาณของต้นซึกในปุพพวิเทหทวีป เป็นประมาณของต้นปาริจฉัตตกะบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยเหตุนั้นแลท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
ต้นไม้เกิดประจำภพ คือต้นปาฏลี ๑ ต้นสิมพลี ๑ ต้นชมพู ๑ ต้นปาริจฉัตตกะของพวกเทวดา ๑ ต้นกระทุ่ม ๑ ต้นกัปปพฤกษ์ ๑ เป็น ๗ ทั้งต้นซึก ๑
ภูเขาจักรวาล หยั่งลึกลงไปในมหาสมุทร ๘๒,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น ภูเขาจักรวาลนี้ ต้องล้อมโลกธาตุทั้งหมดนั้นไว้
ในโลกธาตุนั้น วงกลมแห่งพระจันทร์ ๔๙ โยชน์ วงกลมแห่งพระอาทิตย์ ๕๐ โยชน์ ภพดาวดึงส์ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ภพอสูร อเวจีมหานรก และชมพูทวีปเหมือนกัน อปรโคยานทวีป ๗,๐๐๐ โยชน์ ปุพพวิเทหทวีปเหมือนกัน อุตตรกุรุทวีป ๘๐,๐๐๐ โยชน์
แหละในโลกธาตุนั้น ทวีปใหญ่ทวีปหนึ่ง ๆ มีเกาะเล็กเกาะน้อยทวีปละ ๕๐๐ เกาะ สิ่งทั้งหมดแม้นั้น นับเป็นจักรวาลอันหนึ่ง นับเป็นโลกธาตุอันหนึ่ง ในระหว่างแห่งจักรวาลเหล่านั้น มีโลกันตริกนรกอันหนึ่ง ๆ
พระผู้มีพระภาค ทรงรู้แจ้ง ทรงทราบ ทรงทะลุปรุโปร่ง ซึ่งจักรวาลอันไม่มีที่สุด ซึ่งโลกธาตุอันไม่มีที่สุด ดังพรรณนามานี้ ด้วยพระพุทธญาณอันไม่มีที่สุด แม้โอกาส-



(หน้าที่ 345)



โลก พระผู้มีพระภาคก็ทรงรู้แจ้งโดยทุกประการเหมือนอย่างนั้น แม้ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า โลกวิทู เพราะเป็นผู้รู้แจ้งโลกโดยทุก ๆ ประการ


อธิบายบท อนุตฺตโร

ก็แหละ บุคคลผู้ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคนั้นย่อมไม่มี เพราะไม่มีใคร ๆ ที่ประเสริฐกว่าพระองค์โดยคุณทั้งหลาย เป็นความจริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคนั้นทรงครอบงำเสียซึ่งชาวโลกทั้งสิ้น แม้ด้วยพระคุณคือศีล แม้ด้วยพระคุณคือสมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นผู้ไม่มีผู้เสมอเป็นผู้ไม่มีผู้เหมือน เป็นผู้ไม่มีผู้เปรียบ เป็นผู้ไม่มีผู้ทัดเทียม เป็นผู้ไม่มีบุคคลเทียบเคียง แม้ด้วยพระคุณคือศีล แม้ด้วยพระคุณคือสมาธิ ปัญญาวิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าเรามองไม่เห็นบุคคลอื่นที่สมบูรณ์ด้วยศีลยิ่งกว่าเราตถาคต ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกพร้อมทั้งมารโลก ฯลฯ ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ดังนี้เป็นต้น นักศึกษาพึงกล่าวความพิสดาร พระสูตรทั้งหลาย เช่นอัคคัปปสาทสูตร เป็นต้น และพระคาถาทั้งหลายเช่นพระคาถาว่า น เม อาจริโย อตฺถิ เป็นต้น นักศึกษาพึงกล่าวให้พิสดารเถิด


อธิบายบท ปุริสทมฺมสารถิ

พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า ปุริสทมฺมสารถิ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ทรงขับ อธิบายว่า ทรงฝึก ทรงนำไป ซึ่งบุรุษผู้ควรฝึกทั้งหลาย บทว่า ปุริสทมม ในคำว่า ปุริสทมฺมสารถิ ได้แก่ดิรัจฉานบุรุษบ้าง มนุษยบุรุษบ้าง อมนุษยบุรุษบ้าง ที่ยังไม่ได้ฝึกแต่ควรเพื่อจะฝึก เป็นความจริง แม้ดิรัจฉานบุรุษทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคทรงฝึกแล้ว ทรงทำให้หมดพิษสงแล้ว ทรงให้ดำรงอยู่ในสรณะศีลทั้งหลายแล้ว เช่น พญานาค ชื่อ อปลาละ พญานาคชื่อ จูโฬทระ พญานาคชื่อ มโหทระ พญานาคชื่อ อัคคสิขะ พญานาคชื่อ ธูมสิขะ พญานาคชื่อ อรวาฬะ และช้างชื่อ ธนปาลกะ เป็นต้น แม้มนุษยบุรุษทั้งหลาย เช่น สัจจกนิคัณฐบุตร อัมพัฏฐมาณพ โปกขรสาติพราหมณ์ โสณทันตพราหมณ์ และ กูฏทันตพราหมณ์ เป็นต้น แม้อมนุษยบุรุษทั้งหลาย เช่น


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]