วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๔๖ - ๓๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 346)



อฬวกยักษ์ สูจิโลมยักษ์ ขรโลมยักษ์ และ ท้าวสักกเทวราช เป็นต้น ซึ่งพระผู้มีพระภาค ทรงฝึกแล้ว ทรงแนะนำแล้ว ด้วยวินโยบายทั้งหลายอันวิจิตร
อนึ่ง พระสูตรนี้ความว่า ดูก่อนเกสี เราย่อมแนะนำบุรุษที่ควรฝึกทั้งหลาย ด้วยวิธีละเอียดบ้าง ย่อมแนะนำด้วยวิธีหยาบบ้าง ย่อมแนะนำทั้งด้วยวิธีละเอียดและวิธีหยาบบ้าง ดังนี้เป็นต้น นักศึกษาพึงยกมาบรรยายให้พิสดารในเรื่องฝึกบุรุษที่ควรฝึกนี้
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงสอนคุณอันอัศจรรย์ มีปฐมฌานเป็นต้น ให้แก่ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ซึ่งมีศีลบริสุทธิ์แล้วเป็นต้น และทรงสอนมัคคปฏิปทาชั้นสูงขึ้นไป ให้แก่พระอริยเจ้าทั้งหลายลำดับพระโสดาบันเป็นต้น ชื่อว่า ย่อมทรงฝึกแม้ซึ่งบุคคลทั้งหลาย ผู้ที่ฝึกแล้วเหมือนกัน


๖. อธิบายบท อนุตฺตโร ปุริสทมมสารถิ

อีกนัยหนึ่ง บทว่า อนุตฺตโร กับบทว่า ปุริสทมฺมสารถิ นี้ เป็นบทที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั่นเทียว เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงขับบุรุษที่ควรฝึกทั้งหลายได้โดยประการที่เขาทั้งหลายนั่งอยู่โดยบัลลังก์อันเดียว ให้แล่นไปสู่ทิศทั้ง ๘ ได้อย่างไม่ขัดข้อง เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเป็นนายสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกชั้นยอดเยี่ยม แหละพระสูตรนี้ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างที่ควรฝึกอันนายควาญช้างฝึกแล้วย่อมแล่นไปได้เพียงทิศเดียวเท่านั้น ดังนี้เป็นต้น อันนักศึกาพึงพรรณนาให้พิสดารในอธิการนี้


๗. อธิบายบท สตฺถา เทวมนุสฺสานํ

พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สตฺถา เพราะอรรถว่า เป็นผู้ทรงสั่งสอน ด้วยประโยชน์ชาตินี้ประโยชน์ชาติหน้า และปรมัตถประโยชน์ทั้งหลายอย่างสมควรกัน อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สตฺถา เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนนายกอง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้นำหมู่ อรรถาธิบายในอธิการนี้ นักศึกษาพึงทราบแม้ตามนัยแห่งนิเทศบาลีมีอาทิดังนี้ว่า นายกองเกวียน ย่อมนำหมู่เกวียนให้ข้ามพ้นกันดารไปได้



(หน้าที่ 347)



คือพาข้ามพ้นโจรกันดาร สัตว์ร้ายกันดาร ทุพภิกขภัยกันดาร และกันดารคืออดน้ำ คือพาข้ามพ้นไปให้บรรลุถึงซึ่งภูมิประเทศอันมีความเกษม ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงเป็นนายกอง ทรงเป็นผู้นำหมู่ทรงนำหมู่สัตว์ทั้งหลายให้ข้ามกันดารไปได้ คือทรงให้ข้ามชาติกันดาร………ฉันนั้น
บทว่า เทวมนุสฺสานํ แปลว่า ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย คำนี้ตรัสไว้ด้วยกำหนดเอาเวไนยสัตว์ขั้นอุกฤษฏ์ และด้วยกำหนดเอาขั้นภัพพบุคคลคือบุคคลผู้ควรตรัสรู้ แต่แท้จริงพระผู้มีพระภาคทรงเป็นศาสดาแม้ของจำพวกสัตว์ดิรัจฉานด้วย โดยทรงประทานพระอนุสาสนีให้ ฝ่ายข้างสัตว์ดิรัจฉานเหล่านั้น ครั้นได้สำเร็จอุปนิสัยสมบัติด้วยการฟังพระธรรมแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เพราะเหตุอุปนิสัยสมบัตินั้นนั่นแหละ ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งมรรคและผลในอัตภาพที่ ๒ บ้าง ในอัตภาพที่ ๓ บ้าง เป็นความจริง เรื่องนี้มีตัวอย่างเช่นมัณฑูกเทพบุตรเป็นต้น


เรื่องมัณฑูกเทพบุตร

ได้ยินมาว่า ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระเทศนาโปรดชาวเมืองจำปานครอยู่ ณ ริมฝั่งสระโบกขรณีชื่อ คัคครา มีกบตัวหนึ่งได้ถือเอานิมิตในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาค บังเอิญคนเลี้ยงลูกโคคนหนึ่ง เมื่อจรดไม้พลองลง ได้จรดกดเอากบนั้นตรงที่ศรีษะ กบนั้นได้ถึงแก่ความตายลงในขณะนั้นนั่นเทียว แล้วได้ไปบังเกิดอยู่บนวิมานทองสูง ๑๒ โยชน์ในภพดาวดึงส์สวรรค์ แหละมัณฑูกเทพบุตรนั้นซึ่งเป็นเสมือนหลับแล้วตื่นขึ้น เห็นตนถูกห้อมล้อมด้วยหมู่นางเทพอัปษรในวิมานทองนั้น จึงพิจารณาดูว่า เอ ! แม้เราได้ก็ชื่อว่าได้มาบังเกิด ณ ที่นี้แล้ว เราได้สร้างกรรมอะไรไว้หนอ มองไม่เห็นกรรมชนิดไหนอย่างอื่น นอกจากการถือเอานิมิตในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาค ทันใดนั้น มัณฑูกเทพบุตรนั้น จึงได้เหาะมาพร้อมทั้งวิมาน กราบนมัสการพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคอยู่ พระผู้มีพระภาคถึงจะทรงทราบอยู่ก็ตรัสถามว่า
ใคร ? รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ มีผิวพรรณอันงามยิ่ง บันดาลทิศทั้งปวงให้สว่างไสว นมัสการกราบเท้าเราอยู่



(หน้าที่ 348)



มัณฑูกเทพบุตรกราบทูลว่า

ในชาติก่อน ข้าพระองค์ได้เป็นกบ อยู่ในน้ำ มีน้ำเป็นโคจร ขณะข้าพระองค์ฟังธรรมของพระองค์อยู่ คนเลี้ยงลูกโคได้ฆ่าแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมโปรดแก่มัณฑูกเทพบุตรนั้น ธรรมาภิศมัยคือการตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่ปาณสัตว์ทั้งหลายถึง ๘๔,๐๐๐ ฝ่ายเทพบุตรดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลยิ้มแย้มกลับไป ฉะนี้แล


๘. อธิบายบท พุทฺโธ

ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พุทฺโธ เพราะทรงรู้อะไร ๆ ที่ควรรู้ ซึ่งมีอยู่อย่างทั่วถ้วนนั่นเทียว ด้วยอำนาจแห่งวิโมกขันติกญาณ (คือพุทธญาณทั้งปวง)
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พุทโธ แม้เพราะเหตุทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้คือ คือ เพราะเหตุตรัสรู้สัจจะ ๔ ด้วยพระองค์เองบ้าง เพราะเหตุยังหมู่สัตว์อื่น ๆ ให้ตรัสรู้สัจจะ ๔ บ้าง
ก็แหละ เพื่อที่จะให้เข้าใจอรรถาธิบายนี้อย่างแจ่มชัด นักศึกษาพึงทำให้พิสดารซึ่งนัยที่มาในนิเทส หรือนัยที่มาในปฏิสัมภิทามรรค แม้ทั้งหมด ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พุทโธ เพราะเป็นผู้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พุทโธ เพราะทรงยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย


๙. อธิบายบท ภควา

ก็แหละ คำว่า ภควา นี้ เป็นชื่อเรียกพระผู้มีพระภาคนั้น ผู้เป็นครูชั้นประเสริฐโดยพระคุณ เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ด้วยความคาราวะ ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐ คำว่า ภควา เป็นคำชั้นสูง พระผู้มีพระภาคนั้นทรงเป็นครูและเป็นผู้ควรแก่คารวะด้วยเหตุนั้น นักปราชญ์จึงเฉลิมพระนามว่า ภควา



(หน้าที่ 349)



อีกประการหนึ่ง นามมี ๔ ชนิดคือ อาวัตถินาม ๑ ลิงคิกนาม ๑ เนมิตติกนาม ๑ อธิจจสมุปปันนนาม ๑ อธิบายว่า ชื่อซึ่งตั้งตามต้องการโดยโวหารของชาวโลก ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนนาม
ในนาม ๔ ชนิดนั้น ชื่อมีอาทิอย่างนี้คือ วจฺโฉ โคเด็ก ทมฺโม โคหนุ่ม พลิพทฺโท โคเปลี่ยว ชื่อว่า อาวัตถิกนาม ชื่อมีอาทิอย่างนี้ คือ ทณฺฑี พญายม ฉตฺตี พระราชา สิขี นกยูง กรี ช้าง ชื่อว่า ลิงคิกนาม ชื่อมีอาทิอย่างนี้คือ เตวิชฺโช พระอรหันต์ผู้สำเร็จวิชา ๓ ฉฬภิณฺโณ พระอรหันต์ผู้สำเร็จอภิญญา ๖ ชื่อว่า เนมิตติกนาม ชื่อที่ตั้งขึ้นโดยมิได้มุ่งถึงความหมายแห่งคำ มีอาทิอย่างนี้คือ นายสิริวัทฒกะ นายธนวัทฒกะ ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนนาม
แหละนามว่า ภควา เป็นเนมิตติกนาม พระนางเจ้ามหามายามิได้ทรงขนานถวาย พระเจ้าสุทโธทนมหาราชมิได้ทรงขนานถวาย หมู่พระประยูรญาติ ๘๕,๐๐๐ มิได้ทรงขนานถวาย เทวดาผู้วิเศษทั้งหลายมีท้าวสักกะและท้าวสันดุสิตเป็นต้นก็มิได้ทรงขนานถวาย จริงอยู่ แม้ท่านพระธรรมเสนาบดีก็ได้กล่าวไว้ดังนี้ พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (นามที่เกิดในที่สุดแห่งอรหัตมรรค) เป็นบัญญัติที่สำเร็จประจักษ์แจ้งพร้อมกับการได้พระสัพพัญญุตญาณ ณ โคนโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย
แหละนามว่า ภควา นี้ มีพระคุณเหล่าใดเป็นนิมิต เพื่อจะประกาศพระคุณเหล่านั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงได้ประพันธ์คาถาไว้ ดังนั้น –
พระผู้มีพระภาคนั้น นักปราชญ์ถวายพระนามว่า ภควา เพราะทรงเป็นผู้มีโชค (ภคี) เพราะทรงเป็นผู้สร้องเสพ (ภชี) เพราะทรงเป็นผู้มีส่วน (ภาคิ) เพราพทรงเป็นผู้จำแนก (วิภตฺตวา) เพราะได้ทรงทำการหักกิเลสบาปธรรม เพราะทรงเป็นครู เพราะทรงเป็นผู้มีบุญบารมี (ภาคยวา) เพราะทรงเป็นผู้มีพระองค์อันอบรมดีแล้วด้วยญายธรรมทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะทรงเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งภพ
ส่วนอรรถาธิบายแห่งบทนั้น ๆในคาถานี้ นักศึกษาพึงทราบตามนัยที่ตรัสไว้ในคัมภีร์นิเทสนั่นเถิด



(หน้าที่ 350)



แต่ยังมีนัยอื่นอีกดังต่อไปนี้ –
พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้มีบุญบารมี ทรงเป็นผู้หักกิเลสบาปธรรม ทรงเป็นผู้ประกอบด้วยโชคทั้งหลาย ทรงเป็นผู้จำแนก ทรงเป็นผู้ส้องเสพ ทรงเป็นผู้คายความไปเกิดในภพทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงทรงได้พระนามว่า ภควา


อธิบายบท ภาคยวา

ในบทเหล่านั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ นักศึกษาพึงทราบว่า แทนที่จะเฉลิมพระนามว่า ภาคยวา เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นทรงมีพระบารมีเช่นทานศีลเป็นต้น อันถึงความยอดยิ่งพร้อมที่จะบันดาลให้บังเกิดโลกิยสุขและโลกุตตรสุขได้ ก็ไปเฉลิมพระนามเสียว่า ภควา ทั้งนี้ เพราะถือเอาลักษณะแห่งภาษา มีการเติมอักษรใหม่และยักย้ายอักษรเป็นต้น หรือ เพราะถือเอาลักษณะที่บวกเข้ากัน เช่น ปีโสทร ศัพท์เป็นต้น ตามนัยแห่งศัพทศาสตร์


อธิบายบท ภคฺควา

อนึ่ง เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคนั้น ได้ทรงหักเสียแล้ว ซึ่งกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดความกระวนกระวายและความเร่าร้อนจำนวนแสนอย่างสิ้นเชิง อันต่างด้วยโลภะโทสะโมหะและมนสิการอันเคลื่อนคลาด อันต่างด้วยอหิริกะและอโนตตัปปะ โกธะและอุปนาหะ มักขะและปลาสะ อิสสาและมัจฉริยะ มายาและสาเถยยะ ถัมภะและสารัมภะ มานะและอติมานะ มทะและปมาทะ ตัณหาและอวิชชา อันต่างด้วยกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ สังกิเลส ๓ มลทิน ๓ วิสมะ ๓ สัญญา ๓ วิตก ๓ ปปัญจธรรม ๓ อันต่างด้วยวิปริเยสะ ๔ อาสวะ ๔ คันถะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ อคติ ๔ ตัณหุปปาทะ ๔ อุปาทาน ๔ อันต่างด้วยเจโตขีละ ๔ วินิพันธะ ๕ นิวรณ์ ๕ อภินันทนะ ๕ อันต่างด้วยวิวาทมูล ๖ ตัณหากายะ ๖ อันต่างด้วยอนุสัย ๗ มิจฉัตตะ ๘ ตัณหามูลกะ ๙ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทิฏฐิ ๖๒ และตัณหาวิจริต ๑๐๘ หรือเมื่อว่าโดยสังเขป พระผู้มีพระภาคได้ทรงหักเสียแล้วซึ่งมาร ๕ จำพวก คือ กิเลสมาร ๑ ขันธมาร ๑ อภิสังขารมาร ๑ เทวปุตตมาร ๑ มัจจุมาร ๑ ดังนั้น แทนที่จะเฉลิมพระนามว่า ภคฺควา เพราะพระผู้มีพระภาคได้ทรงหักเสียซึ่งอันตรายเหล่านั้น ก็ไปเฉลิมพระนามเสียว่า ภควา
จริงอย่างนั้น ในความข้อนี้ ท่านสังคีติกาจารย์ประพันธ์คาถาไว้ดังนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]