วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๕๖ - ๓๖๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 356)


พระสูตรมีอนุสนธิอันเดียว มีความงามในเบื้องต้นด้วยคำนิทาน มีความงามในที่สุดด้วยคำนิคมน์ มีความงามในท่ามกลางด้วยคำที่เหลือ
พระสูตรทีมีอนุสนธิมากหลาย มีความงามในเบื้องต้นด้วยอนุสนธิแรก มีความงามในที่สุดด้วยอนุสนธิหลัง มีความงามในท่ามกลางด้วยอนุสนธิที่เหลือ
อีกประการหนึ่ง พระสูตรที่มีอนุสนธิมากหลายนั้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้น เพราะมีทั้งคำนิทาน มีทั้งคำอุบัติเหตุ ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลาง เพราะมีเนื้อความไม่วิปริตผิดเพี้ยนไป และเพราะประกอบด้วยเหตุและอุทาหรณ์โดยสมควรแก่เวไนยนิกรทั้งหลาย และชื่อว่ามีความงามในที่สุด เพราะคำนิคมน์อันให้เกิดความได้ศรัทธาแก่ผู้ฟังทั้งหลาย
ศาสนธรรมแม้ทั้งสิ้น มีความงามในเบื้องต้นด้วยศีลอันเป็นเหตุของตน มีความงามในท่ามกลางด้วยสมถะ วิปัสสนา มรรค และผลทั้งหลาย มีความงามในที่สุดด้วยนิพพาน
อีกประการหนึ่ง ศาสนธรรมทั้งสิ้น มีความงามในเบื้องต้นด้วยศีลและสมาธิ มีความงามในท่ามกลางด้วยวิปัสสนาและมรรค ๔ มีความงามในที่สุดด้วยผล ๔ และนิพพาน
อีกประการหนึ่ง ศาสนธรรมทั้งสิ้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้นเพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ดี ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางเพราะพระธรรมเป็นธรรมดี ชื่อว่ามีความงามในที่สุดเพราะพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี
อีกประการหนึ่ง ศาสนธรรมทั้งสิ้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้น ด้วยอภิสัมโพธิที่สาธุชนฟังศาสนธรรมนั้นแล้วปฏิบัติเพื่อประโยชน์ด้วยประการนั้นจะพึงบรรลุได้ ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางด้วยปัจเจกโพธิ ชื่อว่ามีความงามในที่สุดด้วยสาวกโพธิ
ก็แหละ ศาสนธรรมนั้น ขณะฟังย่อมนำความงามมาแม้ด้วยการฟังนั่นเทียว โดยการข่มเสียซึ่งนิวรณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้น ขณะปฏิบัติก็นำความงามมาแม้ด้วยข้อปฏิบัติ โดยนำมาซึ่งความสุขอันเกิดแต่สมถะและวิปัสสนา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางและขณะปฏิบัติแล้ว ด้วยประการนั้น เมื่อผลแห่งปฏิบัติสำเร็จแล้ว ย่อมนำความงามมาแม้ด้วยผลแห่งการปฏิบัติ โดยนำมาซึ่งความเป็นผู้คงเส้นคงวา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่ามีความงามในที่สุด



(หน้าที่ 357)



พระธรรม ชื่อว่าอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว เพราะมีความงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้


อธิบาย พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะ

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคนั้น เมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงประกาศคือทรงแสดงซึ่งศาสนพรหมจรรย์และมรรคพรหมจรรย์อันใด โดยนัยต่าง ๆ พรหมจรรย์อันนั้น ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะด้วยอรรถสมบัติตามสมควร ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะด้วยพยัญชนสมบัติตามสมควร
ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะเพราะประกอบด้วยอรรถบท คือ สงฺกาสน แสดงความโดยย่อ ๑ ปกาสน แสดงความเบื้องต้น ๑ วิวรณ การไขความ ๑ วิภชน การจำแนกความ ๑ อุตฺตานีกรณ การทำความให้ตื้น ๑ ปญฺญตฺติ การแต่งความ ๑ ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะถึงพร้อมด้วย อักขระ ตัวหนังสือ ๑ บท คำประกอบวิภัติ ๑ พยัญชนะ คำที่เป็นพากย์ ๑ อาการ คำแบ่งพากย์ออกไป ๑ นิรุตติ วิเคราะห์ศัพท์ ๑ นิทเทส อธิบายให้พิศดาร ๑
ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ ด้วยความเป็นธรรมลึกซึ้งแห่งเนื้อความและความเป็นธรรมลึกซึ้งแห่งการแทงตลอด ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ ด้วยความเป็นธรรมลึกซึ้งโดยธรรม และความเป็นธรรมลึกซึ้งโดยเทศนา
ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ โดยเป็นวิสัยแห่งอัตถปฏิสัมภิทาและปฏิภาณปฏิสัมภิทา ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ โดยเป็นวิสัยแห่งธัมมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา
ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ เพราะว่าทำให้คนชั้นปัญญาชนเลื่อมใส โดยเป็นสิ่งอันบัณฑิตพึงรู้แจ้งได้ ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะว่าทำให้ชั้นโลก ๆ เลื่อมใส โดยเป็นสิ่งที่น่าเชื่อ
ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ โดยมีอธิบายอันลึกซึ้ง ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ โดยมีบทตื้น



(หน้าที่ 358)



อธิบาย บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

ชื่อว่า บริบูรณ์สิ้นเชิง โดยเป็นธรรมมีความบริบูรณ์อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีสิ่งที่จะพึงนำเข้าไปเพิ่มเติม ชื่อว่า บริสุทธิ์ โดยเป็นธรรมที่ปราศจากโทษ เพราะไม่มีสิ่งที่จะพึงนำออก


อรรถาธิบายอีกนัยหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง พรหมจรรย์ ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ เพราะให้คนฉลาดในอธิคม คือ นิพพาน ด้วยการปฏิบัติ ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะให้ฉลาดในอาคมปริยัติด้วยการเล่าเรียน ชื่อว่าบริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะประกอบด้วยธรรมขันธ์ ๕ กองมีศีลขันธ์เป็นต้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส เพราะเป็นไปเพื่อสลัดออก และเพราะไม่มุ่งโลกามิส
ปริยัติธรรมชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว เพราะประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้


ปริยัติธรรมเป็นสวากขาตธรรมอีกนัยหนึ่ง

อีกนัยหนึ่ง ปริยัติธรรม ชื่อว่าอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ด้วยดีแล้ว เพราะไม่มีข้อความอันวิปลาสคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้น ปริยัติธรรมนั้น จึงชื่อว่าอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว
เป็นความจริงเช่นนั้น ข้อความของธรรมของอัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย ยังถึงความวิปลาสคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่เขากล่าวว่าเป็นอันตรายก็ไม่เป็นอันตรายจริง ธรรมทั้งหลายที่เขากล่าวว่าเป็นเครื่องนำออก ก็ไม่เป็นเครื่องนำออกจริง ด้วยเหตุนั้นอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีธรรมอันกล่าวไว้ไม่ดีโดยแท้
ข้อความของธรรมของพระผู้มีพระภาค มิได้ถึงความวิปลาสคลาดเคลื่อนเหมือนอย่างนั้น เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอันตรายิกธรรม ธรรมเหล่านี้เป็นเครื่องนำออก เช่นนี้แล้ว ก็มิได้เกินเลยจากความเป็นอย่างนั้นไปได้
ปริยัติธรรม ประการแรก เป็นสวากขาตธรรม ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้



(หน้าที่ 359)



โลกุตตรธรรมเป็นสวากขาตธรรม

ก็แหละ โลกุตตรธรรม ชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะพระองค์ตรัสข้อปฏิบัติอันสมควรแก่นิพพาน และตรัสนิพพานอันสมควรแก่ข้อปฏิบัติ สมดังที่ท้าวสักกเทวราชตรัสไว้ว่า ก็แหละ ข้อปฏิบัติอันส่งให้ถึงนิพพานอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นได้ทรงบัญญัติไว้ดีแล้วแก่หมู่พระสาวกทั้งหลาย นิพพานกับข้อปฏิบัติย่อมเข้ากันได้ น้ำในแม่น้ำคงคาย่อมเข้ากันได้ ย่อมเสมอเหมือนกับน้ำในแม่น้ำยมุนา แม้ฉันใด ข้อปฏิบัติอันส่งให้ถึงนิพพาน อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงบัญญัติไว้ดีแล้วแก่หมู่พระสาวกทั้งหลาย นิพพานกับปฏิบัติย่อมเข้ากันได้ เหมือนอย่างนั้นนั่นเทียว
อนึ่ง อริยมรรค อันเป็นข้อปฏิบัติสายกลาง ไม่ไปใกล้ขอบทางทั้ง ๒ นั่นแล ชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะพระองค์ตรัสว่า เป็นข้อปฏิบัติสายกลาง สามัญผลทั้งหลาย ซึ่งมีกิเลสสงบแล้วนั่นแล ชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะพระองค์ตรัสว่า เป็นธรรมมีกิเลสสงบแล้ว นิพพาน อันมีภาวะเที่ยงไม่ตายเป็นที่ต้าน และเป็นที่หลบลี้หนีทุกข์เป็นต้นนั่นแล ชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะพระองค์ได้ตรัสไว้โดยความมีสภาวะอันเที่ยงแท้เป็นต้น
แม้โลกุตตรธรรม ก็ชื่อว่าเป็นสวากขาตธรรม ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้


๒. อธิบายบท สนฺทิฏฺฐิโก

ก็แหละ ในบทว่า สนฺทิฏฺฐิโก มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้
ประการแรก อริยมรรค อันพระอริยบุคคลผู้กำลังกระทำกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ไม่ให้มีในสันดานของตน พึงเห็นเอง เพราะฉะนั้น อริยมรรคนั้น จึงชื่อว่าเป็นธรรมอัน พระอริยบุคคลพึงเห็นเอง สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้กำหนัดแล้ว ถูกราคะครอบงำ มีจิตอันราคะครอบครองแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนและเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่าย



(หน้าที่ 360)



บ้าง เขาย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ แต่เมื่อราคะอันเขาละได้แล้ว เขาย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนเลย ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นเลย ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่าย เขาย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ ดูก่อนพรหมณ์ พระธรรมย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง แม้ด้วยประการฉะนี้แล
อีกประการหนึ่ง โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ประการ อันพระอริยบุคคลใด ๆ ได้บรรลุแล้ว พระอริยบุคคลนั้น ๆ จะพึงเห็นด้วยปัจจเวกขณญาน โดยยกเลิกซึ่งภาวะที่จะพึงถึงด้วยการเชื่อผู้อื่นเสียได้ เพราะฉะนั้น โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ นั้นจึงชื่อว่า เป็นธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
อีกนัยหนึ่ง ทฤษฏีอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ ชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิ โลกุตตรธรรม ย่อมชนะกิเลสด้วยทฤษฏีอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิโก ชนะกิเลสด้วยทฤษฏีอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ เป็นความจริงอย่างนั้น ในบรรดาโลกุตตรธรรมนั้น อริยมรรค ย่อมชนะกิเลสทั้งหลาย ด้วยทฤษฏีอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ ซึ่งประกอบกับตน อริยผล ย่อมชนะกิเลสทั้งหลาย ด้วยทฤษฏีอันพระอริยเจ้าสรรเสริญซึ่งเป็นเหตุของตน นิพพาน ย่อมชนะกิเลสทั้งหลาย ด้วยทฤษฏีอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ ซึ่งเป็นวิสัยของตน เพราะเหตุนั้น โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ประการ ย่อมชนะด้วยทฤษฏีอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ ดังนั้น จึงเรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ชนะด้วยทฤษฏีอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ เหมือนอย่างบุคคลชนะด้วยรถ เขาเรียกว่า รถิโก ผู้ชนะด้วยรถ ฉะนั้น
อีกนัยหนึ่ง ความเห็นเรียกว่า ทิฏฺฐ ทิฏฺฐศัพท์นั่นแหละได้รูปเป็น สนฺทิฏฺฐ แปลว่าความเห็น ธรรมใดย่อมควรซึ่งการเห็น ธรรมนั้นชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิโก ควรซึ่งการเห็น จริงอยู่ โลกุตตรธรรมที่โยคีบุคคลเห็นด้วยสามารถการรู้โดยภาวนา และด้วยสามารถ การรู้โดยการกระทำให้แจ้งเท่านั้น จึงจะห้ามวัฏภัยได้ เพราะเหตุนั้น โลกุตตรธรรมย่อมควรซึ่งการเห็น ดังนั้น จึงชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิโก ควรซึ่งการเห็น เหมือนบุคคลควรซึ่งผ้าเขาเรียกว่า วตฺถิโก ผู้ควรซึ่งผ้า ฉะนั้น


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]