วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๖๑ - ๓๖๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 361)


๓. อธิบายบท อกาลิโก

พระธรรมนั้นไม่มีกาล หมายถึงให้ผลของตน ฉะนั้นจึงชื่อว่า อกาโล อกาโลนั่นแหละได้รูปเป็น อกาลิโก อธิบายว่า พระธรรมนั้นรอกาลอันต่างออกไปเป็น ๕ วัน และ ๗ วัน เป็นต้นให้สิ้นสุดไปแล้วจึงให้ผล ก็หามิได้ แต่ให้ผลต่อลำดับต่อจากที่ตนเกิดเลยทีเดียว
อีกประการหนึ่ง ธรรมนั้นมีกาลไกลที่จะมาถึงในอันให้ผลของตน ฉะนั้นจึงชื่อว่า กาลิโก มีกาลไกล ธรรมนั้นได้แก่ธรรมประเภทไหน ? ได้แก่กุศลธรรมชั้นโลกิยะ ส่วนธรรมชั้นโลกุตตระนี้ ไม่เป็นกาลิโก เพราะมีผลติดต่อกัน ฉะนั้นจึงชื่อว่า อกาลิโก ไม่มีกาลไกลในอันให้ผล บทว่า อกาลิโก นี้ท่านจำกัดเอาเฉพาะ อริยมรรค เท่านั้น


๔. อธิบายบท เอหิปสฺสิโก

พรนะธรรมย่อมควรแก่วิธีที่เชิญให้มาดู อันเป็นไปทำนองนี้ว่า เชิญท่านมาดูพระธรรมนี้
ถาม - ก็เพราะเหตุไรหรือ พระธรรมนั้นจึงควรด้วยวิธีนั้น ?
ตอบ - เพราะพระธรรมนั้นเป็นสภาพที่มีอยู่จริงอย่างหนึ่ง เพราะพระธรรมนั้น เป็นสภาพที่บริสุทธิ์อย่างหนึ่ง
อธิบายว่า เมื่อมีกำมือเปล่า ถึงแม้ว่าใคร ๆ กล้าพูดได้ว่า เงินหรือทองคำมีอยู่ แต่ไม่กล้าที่จะเชิญให้มาดูว่า ท่านจงมาดูเงินหรือทองคำนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะเงินหรือทองคำนั้นไม่มีอยู่จริง อนึ่ง คูถหรือมูตรแม้เป็นของมีอยู่จริง ใคร ๆ ก็ไม่กล้าที่จะเชิญผู้อื่นให้มาดูว่า ท่านจงมาดูคูถหรือมูตรนี้เพื่อความร่าเริงใจ โดยประกาศถึงสภาพอันเป็นที่น่าฟูใจ แต่ย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปกปิดเสียด้วยหญ้าหรือใบไม้ทั้งหลายโดยแท้แล เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด
ส่วนว่าโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ประการนี้ ชื่อว่าเป็นของมีอยู่โดยสภาวะจริง ๆ ชื่อว่าเป็นสภาพบริสุทธิ์ เหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญบนอากาศที่ปราศจากเมฆ และเหมือนชาติแก้วมณีที่วางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง ด้วยเหตุนั้น โลกุตตรธรรมย่อมควรแก่วิธีที่จะเชิญให้มาดูเพราะเป็นสภาพที่มีอยู่จริงอย่างหนึ่ง เพราะเป็นสภาพที่บริสุทธิ์อย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงชื่อว่า เอหิปสฺสิโก ควรแก่วิธีที่จะเชิญให้มาดู



(หน้าที่ 362)



๕. อธิบายบท โอปนยิโก

พระธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงน้อมเข้ามาได้ ดังนั้นจึงชื่อว่า โอปนยิโก ก็แหละ ในบทนี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
การน้อมเข้ามา ชื่อว่า อุปนยะ พระธรรมย่อมควรแก่อุปนยะคือการน้อมเข้ามา ในจิตของตนด้วยอำนาจภาวนา เพราะแม้ถึงผืนผ้าหรือศรีษะถูกไฟไหม้ก็เพ่งดูได้เฉย ฉะนั้น จึงชื่อว่า อุปนยิโก บทว่า อุปนยิโก นั่นเองได้รูปเป็น โอปนยิโก คำอธิบายนี้ย่อมสมควรในโลกุตตรธรรมที่เป็นสังขตะ (คือมรรคผล) ส่วนโลกุตตรธรรมที่เป็นอสังขตะ (คือนิพพาน) พระธรรมย่อมควรซึ่งอันน้อมเข้ามาด้วยจิตของตน ฉะนั้นจึงชื่อว่า โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาด้วยจิต อธิบายว่า สมควรถูกต้องด้วยการทำให้แจ้ง
อีกนัยหนึ่ง พระธรรมคือ อริยมรรค ชื่อว่า อุปเนยฺโย เพราะอรรถว่า เป็นสภาวะนำไปสู่นิพพาน พระธรรมคือ ผล และ นิพพาน ชื่อว่า อุปเนยฺโย เพราะอรรถว่า อันผู้ปฏิบัติจะพึงนำเข้าไปสู่ภาวะที่จะพึงทำให้แจ้ง บทว่า อุปเนยฺโย นั่นเองได้รูปเป็น โอปนยิโก หมายความว่า นำเข้าไปสู่นิพพาน หรือ อันผู้ปฏิบัติจะพึงนำไปสู่ภาวะที่จะพึงทำให้แจ้ง


๖. อธิบายบท ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ

คำว่า พระธรรมอันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงรู้เฉพาะตน ความว่า โลกุตตรธรรมนั้น อันวิญญูชนทั้งหลายแม้ทุก ๆ อันดับมีชนชั้นอุคฆฏิตัญญูบุคคลเป็นต้น จะพึงรู้ได้ที่ตนเองว่า มรรคเราได้เจริญแล้ว ผลเราได้บรรลุแล้ว นิโรธเราได้ทำให้แจ้งแล้ว ฉะนี้จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายของสัทธิวิหาริก จะละได้ด้วยมรรคที่พระอุปัชฌายะเจริญแล้ว หาได้ไม่ สัทธิวิหาริกนั้นอยู่เป็นผาสุกด้วยผลสมาบัติของพระอุปัชฌายะนั้น ก็หาไม่ สัทธิวิหาริกจะกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานที่พระอุปัชฌายะนั้นทำให้แจ้งแล้ว ก็หาไม่ เพราะเหตุฉะนั้น โลกุตตรธรรมนี้ อันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงเห็นได้เหมือนเห็นอาภรณ์บนศรีษะของคนอื่น หาได้ไม่ แต่อันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงเห็นได้ที่จิตของตนเท่านั้น อธิบายว่า อันวิญญูชนทั้งหลาย จะพึงเสวย แต่อย่างไรก็ตาม โลกุตตรธรรมนี้เป็นสิ่งที่มิใช่วิสัยของพวกพาลชนเลยอย่างแน่แท้



(หน้าที่ 363)



อีกประการหนึ่ง พระธรรมนี้เป็น สวากฺขาตธรรม คือธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นธรรม อันผู้บรรลุถึงจะพึงเห็นเอง พระธรรมเป็น สนฺทิฏฺฐิโก คืออันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นธรรมไม่มีกาลในอันให้ผล พระธรรมเป็น อกาลิโก คือไม่มีกาลคืออันให้ผล เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นธรรมที่ควรเชิญมาดู, และพระธรรมใดเป็น เอหิปสฺสิโก ควรเชิญให้มาดู พระธรรมนั้นย่อมเป็น โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาในใจ ฉะนี้


องค์ฌาน ๕ เกิด

เมื่อโยคีบุคคลระลึกถึงพระธรรมคุณทั้งหลาย อันต่างด้วยบท มีบทว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้น อย่างนี้บ่อย ๆ ในสมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน สมัยนั้น จิตของเธอย่อมจะปรารภตรงดิ่งถึงพระธรรม ด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานทั้งหลายย่อมบังเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์ได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั่นเทียว
ก็แหละ เพราะพระธรรมคุณทั้งหลายเป็นสภาพที่ลึกซึ้งอย่างหนึ่ง เพราะโยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงซึ่งพระคุณมีประการต่าง ๆ อย่างหนึ่ง ฌานจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนา ขึ้นถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น ฌานนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่า ธัมมานุสสติฌาน เพราะเหตุที่บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณของพระธรรมนั่นแล


อานิสงส์การเจริญธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน

ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบอยู่เนือง ๆ ซึ่งธัมมานุสสติกัมมัฏฐานนี้ ย่อมเป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในพระบรมศาสดา โดยที่ได้มองเห็นคุณของพระธรรมอย่างนี้ คือในการเป็นส่วนอดีต เรามิได้เห็นพระบรมศาสดาผู้ทรงแสดงธรรมอันควรน้อมเข้ามาในใจได้อย่างนี้ ผู้ทรงประกอบแม้ด้วยองค์คุณเช่นนี้มาเลย ถึงในปัจุบันนี้เราก็มิได้เห็นเหมือนกัน เว้นเสียจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฉะนี้ เป็นผู้เคารพและยำเกรงในพระธรรม ย่อมบรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ด้วยศรัทธาเป็นต้น เป็นผู้มากล้นไปด้วยปีติและปราโมทย์ หักห้ามเสียได้ซึ่งโทษภัยอันน่ากลัว เป็นผู้สามารถอดกลั้นได้ต่อทุกขเวทนา ย่อมได้ความมั่นใจว่าได้อยู่



(หน้าที่ 364)



ร่วมกับพระธรรม แหละแม้สรีระร่างของเธออันธัมมคุณานุสสติครอบครองแล้ว ย่อมกลายเป็นสิ่งควรแก่การบูชา เป็นเสมือนเรือนพระเจดียสถาน ฉะนั้น จิตย่อมน้อมไปเพื่ออันบรรลุธรรมชั้นยอดเยี่ยม แหละเมื่อเธอระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงความที่พระธรรมเป็นธรรมดี ในคราวประจวบเข้ากับวัตถุที่จะพึงล่วงละเมิด หิริและโอตัปปะย่อมจะปรากฏเฉพาะหน้า ก็แหละเมื่อเธอยังจะไม่ได้แทงตลอดธรรมเบื้องสูงขึ้นไป (ในชาตินี้ ) ย่อมจะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในธัมมานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อเทอญ

กถามุขพิสดารในธัมมานุสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้



(หน้าที่ 365)



๓. สังฆานุสสติกถา

วิธีเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน


เมื่อโยคีบุคคลผู้ประสงค์ที่จะเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายของพระอริยสงฆ์ อย่างนี้ว่า
คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค –
๑. สุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติดี
๒ อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง
๓. ญายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพาน
๔. สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
๕. อาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของบูชา
๖. ปาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ
๗. ทกฺขิเณยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ
๘. อญฺชลิกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้
๙. อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก


อธิบายสังฆคุณ ๙ บท

ในบรรดาพระสังฆคุณเหล่านั้น บทว่า สุปฏิปนฺโน แปลว่า เป็นผู้ปฏิบัติด้วยดี อธิบายว่า เป็นผู้ปฏิบัติซึ่งปฏิปทาอันถูกต้อง ปฏิปทาอันไม่ถอยหลัง ปฏิปทาอันสมควร ปฏิปทาอันไม่เป็นข้าศึก ปฏิปทาอันเป็นธรรมสมควรแก่สมควร
พระสงฆ์เหล่าใด ย่อมรับฟังพระโอวาทและพระอนุสาสนีของพระผู้มีพระภาคด้วยความเคารพ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านั้นชื่อว่า สาวก หมู่แห่งพระสาวกทั้งหลายชื่อว่า สาวกสํโฆ อธิบายว่า หมู่แห่งพระสาวกผู้ถึงซึ่งความเป็นหมู่กัน ด้วยความเป็นผู้เสมอกัน โดยศีลและทิฏฐิ


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]