วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๖๖ - ๓๗๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 366)


ก็โดยที่ปฏิปทาอันถูกต้องนั้น เป็นข้อปฏิบัติตรง คือไม่คด ไม่โกง ไม่โค้ง และอันบัณฑิตเรียกว่า ไกลจากกิเลส เป็นเหตุรู้แจ้ง ดังนี้บ้าง และถึงซึ่งอันนับว่าสามีจิ เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันสมควร ดังนี้บ้าง ฉะนั้น พระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติซึ่งปฏิปทานั้น จึงกล่าวได้ว่า อุชุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันตรงบ้าง ญายปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาเป็นเหตุให้รู้แจ้งบ้าง สามีจิปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรบ้าง
แหละในอธิการนี้ นักศึกษาพึงทราบว่า พระอริยเจ้าจำพวกใดขณะดำรงอยู่ในมรรค พระอริยเจ้าจำพวกนั้นชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติดี เพราะเป็นผู้กำลังพรั่งพร้อมด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้อง พระอริยเจ้าจำพวกใดขณะดำรงอยู่ในผล พระอริยเจ้าจำพวกนั้นชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติดีโดยมุ่งเอาข้อปฏิบัติอันเป็นอดีต เพราะมรรคผลที่จะพึงบรรลุด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้อง เป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าจำพวกนั้นบรรลุมาแล้ว
อีกนัยหนึ่ง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนั้น ชื่อว่า สุปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอนในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วบ้าง เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามซึ่งข้อปฏิบัติอันไม่ผิดบ้าง
ชื่อว่า อุชุปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามปฏิปทาอันเป็นสายกลาง โดยหลีกเลี่ยงปฏิปทาอันเป็นสายริมทั้ง ๒ เสีย และเพราะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประหานเสียซึ่งโทษคือความคด ความโกง ความโค้ง ของกาย วาจา ใจ
ชื่อว่า ญายปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประสงค์ญายะที่ท่านเรียกว่านิพพาน
ชื่อว่า สามีจิปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติโดยประการที่ปฏิบัติแล้วเป็นผู้สมควรแก่สามีจิกรรม
บทว่า ยทิทํ แยกเป็น ยานิ อิมานิ แปลว่า เหล่านี้ใด บทว่า จตฺตาริ ปุริสยุคานิ ความว่า โดยจัดเป็นคู่ คือพระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมมรรค พระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ใน ปฐมผล เป็นต้น นี้จัดเป็นคู่แห่งบุรุษ ๔ ด้วยประการฉะนี้
บทว่า อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา ความว่า โดยจัดเป็นบุรุษบุคคล คือพระอริยบุคคล ผู้ดำรงอยู่ในปฐมมรรค จัดเป็นบุคคล ๑ พระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมผล จัดเป็นบุคคล ๑



(หน้าที่ 367)



โดยนัยนี้ จึงเป็นบุรุษบุคคล ๘ พอดี แหละในอธิการนี้ บทว่า ปุริโส ก็ดี บทว่า ปุคฺคโล ก็ดี นี้มีความหมายอย่างเดียวกัน แต่บทว่า ปุริสปุคฺคลา นี้ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์

บทว่า เอส ภควโต สาวกสํโฆ ความว่า โดยเป็นคู่ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ โดยแยกกัน คือ บุรุษบุคคล ๘ เหล่านี้ใด นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค


อธิบายบท อาหุเนยฺโย

ในบทว่า อาหุเนยฺโย เป็นต้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ วัตถุใดอันบุคคลพึงนำมาบูชา วัตถุนั้นชื่อว่า อาหุน อธิบายว่า ได้แก่วัตถุอันบุคคลพึงนำมาแม้แต่ไกลแล้วถวาย ไว้ในท่านผู้มีศีลทั้งหลาย คำว่าอาหุนะนี้เป็นชื่อของปัจจัย ๔ พระสงฆ์สาวกเป็นผู้ควรเพื่อจะรับซึ่งของอันบุคคลนำมาบูชานั้น เพราะทำของนั้นให้มีผลมาก ด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่า อาหุเนยฺโย ผู้ควรรับของที่บุคคลนำมาบูชา
อีกนัยหนึ่ง แม้สมบัติทุกอย่าง ที่บุคคลนำมาแม้แต่ที่ไกลแล้วบูชาไว้ในพระสงฆ์สาวกนั้น เหตุนั้น พระสงฆ์สาวกนั้น จึงชื่อว่า อาหวนิโย เป็นผู้ที่อันบุคคลนำมาบูชา อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์สาวกย่อมควรซึ่งวัตถุอันเทวดาทั้งหลายมีท้าวสักกะเป็นต้นบูชา เหตุนั้น จึงชื่อว่า อาหวนิโย ผู้ควรซึ่งวัตถุอันเทวดาบูชา อนึ่ง ไฟนี้ใดชื่อว่า เป็นสิ่งอันควรบูชาของพราหมณ์ทั้งหลาย พราหมณ์หล่านั้นมีลัทธิว่า สิ่งของที่บูชาแล้วในไฟใดเป็นของมีผลมาก ถ้าว่าไฟนั้นเป็นสิ่งที่ควรซึ่งอันบูชา เพราะของที่เขาบูชาแล้วมีผลมากไซร้ พระสงฆ์เท่านั้นเป็นผู้ควรซึ่งอันบูชา เพราะว่าสิ่งของที่บุคคลบูชาแล้วในพระสงฆ์เป็นสิ่งที่มีผลมาก สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า –
บุคคลใดพึงบำเรอไฟอยู่ในป่าตั้งร้อยปีอย่างหนึ่ง บุคคลใดพึงบูชาผู้ที่อบรมตนแล้วคนเดียวแม้เพียงชั่วครู่อย่างหนึ่ง การบูชานั้นนั่นแลประเสริฐ การบำเรอไฟตั้งร้อยปีจะประเสริฐที่ไหน
บทว่า อาหวนิโย นั้น มีในลัทธินิกายอื่น โดยความหมายเป็นอย่างเดียวกันกับบทว่า อาหุเนยฺโย นี้ ณ ที่นี้ แต่อย่างไรก็ดี ใน ๒ บทนี้ โดยพยัญชนะก็ต่างกันเพียงนิดหน่อยเท่านั้น
ด้วยประการฉะนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า อาหุไนยบุคคล



(หน้าที่ 368)



อธิบายบท ปาหุเนยฺโย

ก็แหละ ในบทว่า ปาหุเนยฺโย นี้มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้
สิ่งของสำหรับให้แก่อาคันตุกะ ที่เขาตระเตรียมไว้โดยเป็นเครื่องสักการะ เพื่อประโยชน์แก่ญาติมิตรผู้เป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจ ซึ่งมาแต่ทิศใหญ่และทิศน้อยทั้งหลาย เรียกว่า ปาหุน (ของต้อนรับแขก) สิ่งของแม้นั้น เว้นญาติและมิตรผู้เป็นแขกเหล่านั้นเสีย ควรเพื่อจะถวายเฉพาะแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์เท่านั้นควรเพื่อจะรับซึ่งสิ่งของนั้น เพราะว่า ขึ้นชื่อว่า แขกที่จะเหมือนพระสงฆ์หามีไม่ เป็นความจริงอย่างนั้น พระสงฆ์นี้จักปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพุทธันดร ๑ ล่วงไปแล้ว และเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมทั้งหลายอันสร้างความเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจให้ชนิดที่ไม่เจือปนอีกด้วย ของต้อนรับแขกควรเพื่อจะถวายแก่พระสงฆ์นั้น และพระสงฆ์เป็นผู้ควรเพื่อรับของต้อนรับแขก เหตุนั้น พระสงฆ์จึงชื่อว่า ปาหุเนยฺโย ผู้ควรรับของต้อนรับแขก
อนึ่ง โดยเหตุที่พระสงฆ์ของบุคคลจำพวกที่ถือบาลีว่า ปาหวนิโย ย่อมควรซึ่งการกระทำก่อน ฉะนั้น ทานวัตถุอันบุคคลพึงนำมาบูชาในพระสงฆ์นี้ก่อนกว่าเขาทั้งหมด เพราะฉะนั้น พระสงฆ์นี้จึงชื่อว่า ปาหวนิโย ผู้เป็นที่อันบุคคลควรนำบูชาก่อน
อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งการบูชาโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ปาหวนิโย แปลว่า ผู้ควรซึ่งการบูชาโดยประการทั้งปวง
ศัพท์ว่า ปาหวนิย นี้นั้น ณ ที่นี้ท่านกล่าว ปาหุเนยฺย โดยอรรถาธิบายก็เหมือนกันนั้น


อธิบายบท ทกฺขิเณยฺโย

ก็แหละ ทานที่บุคคลให้เพราะเชื่อปรโลก เรียกว่า ทกฺขิณา พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งทักขิณานั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า ทกฺขิเณยฺโย ผู้ควรซึ่งทักขิณา อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์เป็นผู้เกื้อกูลแก่ทักขิณา โดยที่ทำทักขิณาให้บริสุทธิ์ด้วยการกระทำให้มีผลมาก ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทกฺขิเณยฺโย ผู้เกื้อกูลแก่ทักขิณา



(หน้าที่ 369)



อธิบายบท อญฺชลิกรณีโย

พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งอัญชลีกรรม ที่ชาวโลกทั้งมวลพากันยกหัตถ์ทั้ง ๒ ตั้งไว้เหนือเศียรกระทำอยู่ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อญฺชลิกรณีโย ผู้ควรซึ่งกระทำอัญชลีกรรม


อธิบายบท อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส

คำว่า พระสงฆ์เป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก ความว่า พระสงฆ์เป็นสถานที่ปลูกบุญของชาวโลกทั้งมวล อย่างไม่มีอะไรเหมือน เหมือนอย่างว่า สถานที่เพราะปลูกข้าวสาลี สถานที่เพราะปลูกข้าวเหนียวของพระราชาหรือของอำมาตย์ ชาวโลกเรียกว่านาข้าวสาลีของพระราชา นาข้าวเหนียวของพระราชา ฉันใด พระสงฆ์ก็เป็นสถานที่ปลูกบุญ ทั้งหลายของชาวโลกทั้งมวล ฉันนั้น เพราะว่า ได้อาศัยพระสงฆ์แล้วบุญทั้งหลายอันเป็นไป เพื่อประโยชน์สุขอย่างนานาประการของชาวโลก ย่อมเจริญงอกงาม เพราะเหตุฉะนั้น พระสงฆ์จึงเป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก ฉะนั้นแล


องค์ฌาน ๕ เกิด

เมื่อภิกษุโยคีบุคคลระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงคุณของพระสงฆ์ทั้งหลาย อันต่างด้วยความเป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นต้นอย่างนี้ สมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน สมัยนั้น จิตของเธอจะปรารภตรงดิ่งถึงพระสงฆ์ ด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานทั้งหลายย่อมบังเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์ได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั่นแล
แต่ด้วยเหตุที่คุณของพระสงฆ์ทั้งหลายเป็นสภาพที่ล้ำลึกประการหนึ่ง เพราะเหตุทีโยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนา คงถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น ฌานนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่า สังฆานุสสติฌาน เพราะเหตุที่บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์นั่นเทียว



(หน้าที่ 370)



อานิสงส์การเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน

ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสังฆานุสสติกัมมัฏฐานนี้ ย่อมจะสำเร็จเป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในสงฆ์ ย่อมจะบรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ด้วยคุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น ย่อมจะเป็นผู้มากล้นไปด้วยปีติและปราโมทย์ ย่อมเป็นผู้กำจัดเสียได้ซึ่งโทษภัยอันน่ากลัว ย่อมเป็นผู้สามารถอดกลั้นได้ซึ่งทุกขเวทนา ย่อมได้ความมั่นใจว่าอยู่ร่วมกับพระสงฆ์ อนึ่ง สรีระร่างของภิกษุนั้น อันสังฆานุสสติครอบครองแล้ว ย่อมกลายเป็นสิ่งที่ควรแก่การบูชา เป็นเหมือนว่าโรงอุโบสถที่มีพระสงฆ์ประชุมอยู่พร้อมแล้ว จิตย่อมน้อมไปเพื่อถึงพระสังฆคุณ แหละในเมื่อประจวบเข้ากับวัตถุที่จะพึงล่วงละเมิด หิริและโอตตัปปะย่อมจะปรากฏขึ้นมาแก่เธอทันที เป็นเสมือนเห็นพระสงฆ์อยู่โดยพร้อมหน้า ฉะนั้น ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน เมื่อจะไม่ได้แทงตลอดซึ่งคุณพิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาตินี้ ) ก็ย่อมจะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี บำเพ็ญความไม่ประมาทในสังฆานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ
กถามุขพิศดารในสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]