วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๗๑ - ๓๗๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 371)


๔. สีลานุสสติกถา


วิธีเจริญสีลานุสสติกัมมัฏฐาน


ก็แหละ อันโยคีบุคคลผู้มีความประสงค์เพื่อจะเจริญสีลานุสสติกัมมัฏฐาน ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงศีลทั้งหลายของตน ด้วยสามารถแห่งคุณมีความเป็นศีลไม่ขาดเป็นต้น อย่างนี้


โอหนอ ! ศีลทั้งหลายของเรา –
๑. อขณฺฑานิ เป็นศีลไม่ขาด
๒. อจฺฉิทฺทานิ เป็นศีลไม่ทะลุ
๓. อสพลานิ เป็นศีลไม่ด่าง
๔. อกมฺมาสานิ เป็นศีลไม่พร้อย
๕. ภุชิสฺสานิ เป็นศีลที่เป็นไทย
๖. วิญฺญุปฺปสตฺถานิ เป็นศีลอันผู้รู้สรรเสริญ
๗. อปรามฏฺฐานิ เป็นศีลอันตัณหาและทิฏฐิไม่แตะต้อง
๘. สมาธิสํวตฺตนิกานิ เป็นศีลที่ยังสมาธิให้บังเกิดได้
แหละศีลเหล่านั้น คฤหัสถ์พึงระลึกถึงศีลทั้งหลายของคฤหัสถ์ บรรพชิตพึงระลึกถึงศีลทั้งหลายของบรรพชิต


อธิบายคุณลักษณะของศีล ๘ อย่าง

ศีลทั้งหลายจะเป็นศีลของคฤหัสถ์หรือศีลของบรรพชิตก็ตาม ศีลเหล่าใดในเบื้องต้นหรือเบื้องปลาย แม้สิกขาบทเดียวก็ไม่ขาด ศีลเหล่านั้นเป็นศีลไม่ขาดเหมือนผ้าที่ขาดตรงชาย ฉะนั้นจึงชื่อว่า อขณฺทานิ เป็นศีลไม่ขาด
ศีลเหล่าใดตอนกลางแม้สิกขาบทเดียวก็ไม่มีขาด ศีลเหล่านั้นเป็นศีลไม่ทะลุ เหมือนผ้าที่ทะลุตรงกลางผืน ฉะนั้นจึงชื่อว่า อจฺฉิทฺทานิ เป็นศีลไม่ทะลุ



(หน้าที่ 372)



ศีลเหล่าใดไม่มีขาด ไม่มีขาดไปตามลำดับ ๒ สิกขาบทบ้าง ๓ สิกขาบทบ้าง ศีลเหล่านั้นเป็นศีลไม่ด่าง เหมือนแม่โคมีสีตัวด่างดำหรือด่างแดงอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยสีที่ตัดกัน มีสัณฐานยาวและกลมเป็นต้น ซึ่งผุดขึ้นตรงหลังหรือตรงท้อง ฉะนั้นจึงชื่อว่า อสพลานิ เป็นศีลไม่ด่าง
ศีลเหล่าใด ไม่มีขาดเป็นระหว่าง ๆ ศีลเหล่านั้นเป็นศีลไม่พร้อย เหมือนแม่โคมีลายเป็นจุด ๆ ตัดสีกัน ฉะนั้นจึงชื่อว่า อกมฺมาสานิ เป็นศีลไม่พร้อย
อีกประการหนึ่ง ว่ากันที่ไม่แปลกกัน ศีลทั้งหลายแม้ทุก ๆ ประเภท ชื่อว่าเป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นศีลไม่ถูกทำลาย ด้วยเมถุนสังโยค ๗ อย่าง และบาปธรรมทั้งหลายมีความโกรธและผูกโกรธเป็นต้น
ศีลทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแล ชื่อว่า ภุชิสฺสานิ เพราะทำความเป็นไทย โดยปลดเปลื้องออกจากความเป็นทาสแห่งตัณหา ชื่อว่า วิญฺญุปฺปสตฺถานิ เพราะเป็นศีลอันวิญญูชนทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว ชื่อว่า อปรามฏฺฐานิ เพราะเป็นศีลอัน ตัณหาและทิฏฐิทั้งหลายมิได้แตะต้อง หรือเพราะเป็นศีลอันใคร ๆ ไม่พึงกล้าที่จะปรามาสว่านี้โทษในศีลทั้งหลายของท่าน ชื่อว่า สมาธิสํวตฺตนิกานิ เพราะเหตุที่เป็นศีลยังอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิให้บังเกิดได้ แหละหรือ แม้ยังมรรคสมาธิและผลสมาธิให้บังเกิดก็ได้ด้วย


องค์ฌาน ๕ เกิด

เมื่อโยคีบุคคลระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงศีลทั้งหลายของตน ด้วยอำนาจแห่งคุณมีความเป็นศีลไม่ขาดเป็นต้นอย่างนี้ สมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน สมัยนั้น จิตของเธอก็จะปรารภตรงดิ่งถึงศีลโดยเฉพาะด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์ได้ในขณะเดียวกันโดยนัยก่อนนั่นแล
แต่ด้วยเหตุที่คุณของศีลทั้งหลายเป็นสภาพที่ล้ำลึกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนา ถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น ฌานนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่า สีลานุสสติฌาน เพราะเหตุที่เกิดขึ้น ด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณของศีลนั่นแล



(หน้าที่ 373)



อานิสงส์การเจริญสีลานุสสติกัมมัฏฐาน

ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสีลานุสสติกัมมัฏฐานนี้ ย่อมเป็นผู้มีความเคารพในสิกขา เป็นผู้มีความประพฤติเข้ากันได้กับสิกขา เป็นผู้ไม่ประมาทในการปฏิสัณถาร เป็นผู้หลีกเว้นจากภัยมีการตำหนิตนเองเป็นต้น เป็นผู้มองเห็นภัยในโทษอันเล็กน้อย ย่อมได้บรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ ด้วยคุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น เป็นผู้มากล้นด้วยปีติและปราโมทย์ ก็แหละเมื่อไม่ได้แทงตลอดคุณวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาตินี้ ) ก็ย่อมจะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในสีลานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ

กถามุขพิสดารในสีลานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้



(หน้าที่ 374)



๕. จาคานุสสติกถา

วิธีเจริญจาคานุสสติกัมมัฏฐาน

ก็แหละ อันโยคีบุคคลผู้มีความประสงค์เพื่อจะเจริญจาคานุสสติกัมมัฏฐาน พึงเป็นผู้น้อมใจไปในการบริจาคเป็นปกติ มีทานและการแบ่งปันดำเนินไปอยู่เป็นประจำ แหละเมื่อจะเริ่มภาวนาพึงทำการสมาทานไว้ว่า บัดนี้ นับจำเดิมแต่นี้ ครั้นปฏิคาหกมีอยู่ยังมิได้ให้ทานแม้อย่างน้อยเพียงคำข้าวคำหนึ่งแล้ว เราจักไม่ยอมบริโภค ครั้นแล้วพึงให้ทานตามสัตติตามกำลังในปฏิคาหกผู้ประเสริฐโดยคุณทั้งหลายในวันนั้น ถือเอานิมิตในทานนั้นแล้ว ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงการบริจาคของตน ด้วยสามารถแห่งคุณมีความเป็นผู้ปราศจากมลทินและความตระหนี่เป็นต้นอย่างนี้ว่า –
ในเมื่อประชาชนถูกความตระหนี่และมลทินครอบงำอยู่ การที่เราเป็นผู้มีใจปราศจากมลทินและความตระหนี่อยู่ เป็นผู้มีการเสียสละอย่างเด็ดขาด เป็นผู้มีมืออันสะอาด เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ เป็นผู้ควรในการขอ เป็นผู้ยินดีในทานและการแบ่งปัน นั่นนับว่าเป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ฉะนี้


อธิบายคุณลักษณะของการบริจาค

ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ลาภา วต เม แปลว่า เป็นลาภของเราหนอ อธิบายว่า ลาภทั้งหลายของทายกเหล่านี้ใด ที่พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญไว้โดยนัยทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ ก็แหละ ทายกครั้นให้อายุเป็นทานแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุอันเป็นทิพย์ หรือเป็นของมนุษย์ ดังนี้อย่างหนึ่ง คือ ทายกให้ทานย่อมเป็นที่รัก คนทั้งหลายเป็นอันมาก ชอบคบเขา ดังนี้อย่างหนึ่ง คือ เมื่อทายกดำเนินตามธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายให้ทานอยู่ ย่อมเป็นที่รักดังนี้อย่างหนึ่ง ลาภเหล่านั้นเป็นส่วนของเราโดยแน่แท้


คำว่า สุลทฺธํ วต เม แปลว่า เราได้ดีแล้วหนอ อธิบายว่า คำสั่งสอนหรือความเป็นมนุษย์ที่เราได้แล้วนี้อันใด สิ่งนั้นเป็นอันเราได้ดีแล้วหนอ



(หน้าที่ 375)



เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่ในเมื่อประชาชนถูกความตระหนี่และมลทินครอบงำอยู่ เรานั้นเป็นผู้มีใจปราศจากมลทินและความตระหนี่อยู่ เป็นผู้มีการสละอย่างเด็ดขาด เป็นผู้มีมืออันสะอาด เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ เป็นผู้ยินดีในการขอ เป็นผู้ยินดีในการทานและการแบ่งปัน


ในคำเหล่านั้น คำว่า ถูกความตระหนี่และมลทินครอบงำ คือถูกความตระหนี่ และมลทินครอบครอง สัตว์ทั้งหลายเรียกว่า ปชา ด้วยอำนาจที่บังเกิดมาด้วยกรรม เพราะเหตุนั้น ความหมายในบทว่า ปชาย ดังนี้ คือ ในสัตว์ทั้งผู้อันความตระหนี่และมลทิน อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาธรรมดำทั้งหลายอันประทุษร้ายความผุดผ่องของจิต ซึ่งมีลักษณะกีดกันความเป็นสาธารณะแก่ผู้อื่นแห่งสมบัติของตนครอบงำแล้ว
คำว่า ปราศจากมลทินและความตระหนี่ ความว่า ชื่อว่า ปราศจากมลทินและความตระหนี่ เพราะเหตุที่มลทินทั้งหลายมีราคะและโทสะเป็นต้นและอื่น ๆ และความตระหนี่ปราศไปแล้ว คำว่า เป็นผู้มีจิต ….อยู่ ความว่า เป็นผู้มีจิตอันมีประการตามที่กล่าวแล้วอยู่ ส่วนในพระสูตรทั้งหลายตรัสว่า เราอยู่ครองเรือน ฉะนี้ ก็เพราะทรงแสดงโดยทำนองแห่งธรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัย ในเมื่อเจ้ามหานามศากยะผู้โสดาบันกราบทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัย ในคำนั้น มีอรรถาธิบายว่า เราอยู่ครอบงำอุปกิเลส
คำว่า เป็นผู้มีการสละอย่างเด็ดขาด ความว่า เป็นผู้มีการสละอย่างปล่อยเลย คำว่า เป็นผู้มีมืออันสะอาด ความว่าเป็นผู้มีมืออันบริสุทธิ์ อธิบายว่า เป็นผู้มีมืออันล้างแล้วอยู่ตลอดกาล เพื่อให้เครื่องไทยธรรมเป็นทานด้วยมือของตนโดยความเคารพ คำว่า เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ ความว่า การสละให้ เรียกว่าการเสียสละ ได้แก่บริจาค ชื่อว่า เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ยินดีในการเสียสละนั้น ด้วยสามารถที่ประกอบ อย่างติดต่อกันไป คำว่า เป็นผู้ควรในการขอ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ควรในการขอ เพราะคนอื่นขอสิ่งใด ๆ ก็ให้สิ่งนั้น ๆ ปาฐะว่า ยาชโยโค ก็มี หมายความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยยาชะ กล่าวคือการบูชา คำว่า เป็นผู้ยินดีในทานและการแบ่งปัน ความว่า เป็นผู้ยินดีในทานด้วย เป็นผู้ยินดีในการแบ่งปันด้วย อธิบายว่า โยคีบุคคลย่อมระลึกเนือง ๆ อย่างนี้ว่า


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]