วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๗ ฉอนุสสตินิเทศ หน้าที่ ๓๗๖ - ๓๘๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 376)


เราแหละย่อมให้ทานด้วย ย่อมทำการแบ่งปันแม้จากสิ่งที่ตนจะพึงบริโภคด้วย เป็นผู้ยินดีในทานและการแบ่งปันทั้ง ๒ นี้ด้วยนั่นเทียว


องค์ฌาน ๕ เกิด

เมื่อโยคีบุคคลนั้นระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงการบริจาคของตน ด้วยอำนาจแห่งคุณมีความเป็นผู้มีใจปราศจากมลทินและความตระหนี่เป็นต้นอย่างนี้ สมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน สมัยนั้น จิตของเธอก็จะปรารภตรงดิ่งถึงการบริจาค ด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์ได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั่นแล
แต่โดยเหตุที่คุณแห่งการบริจาคทั้งหลายเป็นสภาพล้ำลึกอย่างหนึ่ง โดยเหตุที่โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณแห่งการบริจาคอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานจึงขึ้นไม่ถึงขั้นอัปปนา ขึ้นถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น ฌานนี้นั้น ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า จาคานุสสติฌาน เพราะเหตุที่บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณแห่งการบริจาคนั่นแล


อานิสงส์การเจริญจาคานุสสติกัมมัฏฐาน

ก็แหละ ภิกษุโยคีบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ อยู่ซึ่งจาคานุสสติกัมมัฏฐาน ย่อมเป็นผู้น้อมจิตไปในการบริจาคโดยประมาณยิ่ง เป็นผู้มีอัชฌาสัยไม่โลภ เป็นผู้มีปกติกระทำอันสมควรแก่เมตตาภาวนา เป็นผู้องอาจแกล้วกล้า เป็นผู้มากล้นไปด้วยปีติและปราโมทย์ ก็แหละ เมื่อไม่อาจแทงตลอดซึ่งคุณวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาตินี้ ) ก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในจาคานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในการทุกเมื่อ เทอญ

กถามุขพิสดารในจาคานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้



(หน้าที่ 377)



๖. เทวตานุสสติกถา

วิธีเจริญเทวตานุสสติกัมมัฏฐาน


ก็แหละ โยคีบุคคลผู้มีความประสงค์เพื่อจะเจริญเทวตานุสสติกัมมัฏฐาน พึงเป็นผู้ประกอบด้วยคุณทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น อันสำเร็จมาด้วยอำนาจอริยมรรค แต่นั้นพึงไปในที่ลับ หลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นของตน โดยตั้งเทวดาทั้งหลาย ไว้ในฐานะเป็นพยานอย่างนี้ว่า –
เทวดาชาวจาตุมหาราชิกา มีอยู่จริง เทวดาชาวดาวดึงส์ มีอยู่จริง เทวดาชาวยามา มีอยู่จริง เทวดาชาวดุสิต มีอยู่จริง เทวดาชาวนิมมานรดี มีอยู่จริง เทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดี มีอยู่จริง เทวดาชั้นพรหมกายิกา มีอยู่จริง เทวดาชั้นสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็มีอยู่จริง
เทวดาเหล่านั้น ประกอบด้วยศรัทธาชนิดใด ครั้นจุติจากโลกนี้แล้วจึงไปบังเกิดในภพนั้น ๆ ศรัทธาชนิดนั้นแม้ในเราก็มี
เทวดาเหล่านั้น ประกอบด้วยศีลชนิดใด ประกอบด้วยสุตะชนิดใด ประกอบด้วยจาคะชนิดใด ประกอบด้วยปัญญาชนิดใด ครั้นจุติจากโลกนี้ไปแล้วจึงไปบังเกิดในภพนั้น ๆ ศีล, สุตะ, จาคะ และปัญญาชนิดนั้น ๆ แม้ในเราก็มีอยู่ ฉะนี้
แต่ว่าในพระสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนมหานามะ ในสมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกเนือง ๆ ถึงศรัทธา, ศีล, จาคะ และปัญญาของตนและของเทวดาเหล่านั้น ในสมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน ดังนี้ ถึงจะตรัสไว้ดังนั้นก็ตาม แต่นักศึกษา



(หน้าที่ 378)



พึงทราบว่า พระพุทธพจน์นั้นตรัสไว้เพื่อประสงค์จะทรงแสดงถึงคุณอันเสมอกัน ทั้งของเทวดาที่ตั้งไว้ในฐานะเป็นพยาน ทั้งของตน โดยคุณทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น จริงอยู่ ในอรรถกถาท่านก็กล่าวไว้อย่างมั่นเหมาะว่า ย่อมระลึกเนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายของตน โดยตั้งเทวดาทั้งหลายในฐานะเป็นพยาน


องค์ฌาน ๕ เกิด

เพราะเหตุนั้น เมื่อโยคีบุคคลระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายของเหล่าเทวดา ในภาคต้นแล้ว จึงระลึกเนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นอันมีอยู่ของตนในภายหลังในสมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน ในสมัยนั้น จิตของเธอก็จะปรารภตรงดิ่งถึงเทวดาทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานทั้งหลายย่อมบังเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์ได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั่นแล
ก็แหละ เพราะเหตุที่คุณทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นเป็นสภาพที่ล้ำลึกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานจึงขึ้นไม่ถึงขั้นอัปปนา ขึ้นถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น ฌานนี้นั้นย่อมถึงซึ่งอันนับว่า เทวานุสสติฌาน ก็โดยที่ระลึกถึงคุณมีศรัทธาเป็นต้นเช่นเดียวกับคุณของเทวดาทั้งหลายนั่นเอง


อานิสงส์การเจริญเทวตานุสสติกัมมัฏฐาน

ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเทวตานุสสติกัมมัฏฐานนี้อยู่เนือง ๆ ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ย่อมจะประสบความไพบูลย์ด้วยคุณมีศรัทธาเป็นต้น โดยประมาณยิ่ง เป็นผู้มากล้นด้วยปีติและปราโมทย์ ก็แหละ เมื่อยังไม่ได้แทงตลอดคุณวิเศษชั้นสูงขึ้นไป (ในชาตินี้ ) ก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในเทวตานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ

กถามุขพิศดารในเทวตานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้



(หน้าที่ 379)



ข้อความเบ็ดเตล็ด

ก็แหละ ในวิตถารเทศนาแห่งอนุสสติ ๖ ประการเหล่านี้ พระผู้มีพระภาค ตรัสพระพุทธพจน์ทั้งหลายมีอาทิว่า ในสมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น ย่อมปรารภตรงดิ่งถึงตถาคต ดังนี้แล้ว ตรัสพระพุทธพจน์ใดไว้ว่า ดูก่อนมหานามะ ก็แหละ อริยสาวกผู้มีจิตตรง ย่อมได้ความยินดีในอรรถ ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ปีติย่อมเกิดแก่ผู้มีความปราโมทย์ ฉะนี้ อรรถาธิบายในพระพุทธพจน์นั้น นักศึกษาพึงทราบดังนี้ ที่ตรัสว่า ย่อมได้ความยินดีในอรรถ นั้น หมายเอาความยินดีที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจความของพระพุทธคุณมีคำว่า อิติปิ โส ภควา เป็นต้น ที่ตรัสว่า ย่อมได้ความยินดีในธรรมนั้น หมายเอาความยินดีที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยบาลี ที่ตรัสว่า ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรมนั้น ด้วยอำนาจความยินดีทั้ง ๒ ประการ
แหละในเทวตานุสสติกถา พระพุทธพจน์ใดที่ตรัสไว้ว่า ปรารภซึ่งเทวดาทั้งหลาย ดังนี้ พระพุทธพจน์นั้น นักศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคตรัสด้วยอำนาจแห่งจิตที่เกิดปรารภเทวดาทั้งหลายในสว่นเบื้องต้นอย่างหนึ่ง ตรัสด้วยอำนาจจิตที่เกิดปรารภคุณทั้งหลาย อันให้สำเร็จเป็นเทวดาเช่นเดียวกับคุณของเทวดาอย่างหนึ่ง


อนุสสติ ๖ สำเร็จเฉพาะอริยสาวก

ก็แหละ อนุสสติ ๖ ประการเหล่านี้ ย่อมสำเร็จเฉพาะอริยสาวกจำพวกเดียวเท่านั้น เพราะว่า พุทธคุณ, ธรรมคุณ, สังฆคุณย่อมปรากฏแก่อริยสาวกเหล่านั้น และอริยสาวกเหล่านั้นก็เป็นผู้ประกอบด้วยศีลอันทรงคุณมีความไม่ขาดเป็นต้น ประกอบด้วยจาคะ ชนิดที่ปราศจากมลทินและความตระหนี่ ประกอบด้วยคุณทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นเช่นเดียวกับคุณของเหล่าเทวดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่
แหละใน มหานามสูตร อนุสสติ ๖ ประการเหล่านี้ พระผู้มีพระภาค อันเจ้ามหานามะกราบทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัยของพระโสดาบัน ได้ทรงแสดงไว้โดยพิสดาร เพื่อทรงแสดงถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัยของพระโสดาบันโดยเฉพาะ



(หน้าที่ 380)



แม้ใน เคธสูตร พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงอนุสสติ ๖ ประการ เพื่อประสงค์ ชำระจิตแล้วบรรลุถึงซึ่งความบริสุทธิ์ขั้นปรมัตถ์ ยิ่ง ๆขึ้นไป ด้วยอำนาจแห่งอนุสสติเฉพาะแก่อริยสาวกไว้อย่างนี้คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในศาสนานี้ ย่อมระลึกเนือง ๆ ถึงตถาคตว่า อิติปิ โส ภควา……ในสมัยนั้น จิตของเธอย่อมตรงดิ่ง ออกไป พ้นไปปราศจากเคธะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า เคธะนี้แลเป็นชื่อของกามคุณ ๕ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายบางจำพวกในศาสนานี้ ทำพุทธานุสสติฌานแม้นี้แลให้เป็นอารมณ์ แล้วย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้
แม้ใน สัมพาโธกาสสูตร ที่ท่านพระมหากัจจายนะแสดง ท่านก็แสดงอนุสสติฐาน ๖ ประการ ด้วยสามารถแห่งอันได้ซึ่งโอกาสเฉพาะแก่อริยสาวก เพราะเป็นผู้มีธรรมอันบริสุทธิ์ขั้นปรมัตถ์อย่างนี้คือ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย น่าอัศจรรย์ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลายสิ่งไม่เคยมีได้มีแล้ว คือข้อที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้ตรัสรู้ โอกาสอันจะพึงบรรลุในฆราวาสอันคับแคบ เพื่อควมบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย… เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน โอกาสอันจะพึงบรรลุนั้น ได้แก่อนุสสติฐาน ๖


อนุสสติฐาน ๖ คืออะไรบ้าง ?
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อริยสาวกในพระศาสนานี้ ย่อมระลึกเนือง ๆ ถึงพระตถาคตเจ้า……ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายบางจำพวกในพระศาสนานี้ ทำพุทธานุสสติฌานแม้นี้แลให้เป็นอารมณ์ ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ได้เป็นธรรมดา ด้วยประการฉะนี้
แม้ใน อุโปสถสูตร ก็ทรงแสดงอนุสสติ ๖ ประการ เฉพาะแก่อริยสาวกผู้เข้าจำอุโบสถ เพื่อทรงแสดงถึงภาวะที่อุโบสถมีผลมากด้วยอำนาจกัมมัฏฐาน อันเป็นเครื่องชำระอย่างนี้คือ ดูก่อนวิสาขา ก็อริยอุโบสถเป็นไฉน ? ดูก่อนวิสาขา ได้แก่การชำระจิตที่เศร้าหมองให้ผุดผ่องด้วยความพยายาม ดูก่อนวิสาขา อริยสาวกในศาสนานี้ ย่อมระลึกเนือง ๆถึงตถาคตว่า……
แม้ใน เอกาทสกนิบาต เมื่อเจ้ามหานามะกราบทูลถามว่า ข้าแต่สมเด็จพุทธองค์ เมื่อพวกข้าพระองค์เหล่านั้น อยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ต่าง ๆกัน ข้าพระองค์จะพึงอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อะไร ? เพื่อทรงแสดงธรรมเป็นเครื่องอยู่ถวาย พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงอนุสสติ ๖ ประการ เฉพาะแก่อริยสาวกเท่านั้น อย่างนี้ คือ ดูก่อน



(หน้าที่ 381)



มหานามะ บุคคลผู้มีศรัทธาแลจึงจะเป็นผู้บันดาลให้สำเร็จได้ บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาบันดาลให้สำเร็จหาได้ไม่ ดูก่อนมหานามะ บุคคลผู้ปรารภความเพียร มีสติมั่นคง มีสมาธิ มีปัญญา จึงจะเป็นผู้บันดาลให้สำเร็จได้ บุคคลผู้เกียจคร้านมีสติหลงลืมไม่มีสมาธิไม่มีปัญญาหาบันดาลให้สำเร็จได้ไม่ ดูก่อนมหานามะ ท่านจงดำรงอยู่ในธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล แล้วพึงเจริญธรรม ๖ ประการ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดูก่อนมหานามะ ท่านพึงระลึกเนือง ๆ ถึงตถาคตว่า อิติปิ โส ภควา…….


กัลยาณปุถุชนก็บำเพ็ญอนุสสติ ๖ ได้

แม้ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตามที อันปุถุชนผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลอันบริสุทธิ์เป็นต้น ก็ควรสนใจเหมือนกัน เพราะเมื่อกัลยาณปุถุชนระลึกเนือง ๆ อยู่ถึงพระคุณทั้งหลาย ของพระพุทธเจ้าเป็นต้น จิตย่อมผ่องใสแม้ด้วยอำนาจแห่งการระลึกเนือง ๆ นั่นเทียว กัลยาณปุถุชนข่มนิวรณ์ทั้งหลายเสียด้วยอานุภาพแห่งจิตอันผ่องใส มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง เริ่มเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็จะพึงทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตได้เหมือนกัน เหมือนอย่างพระปุสสเทวเถระ ผู้อยู่ที่กัฏฐอันธการวิหาร


เรื่องพระปุสสเทวเถระ

ได้ยินว่า ท่านผู้มีอายุนั้นได้เห็นพระรูปพระพุทธเจ้าอันมารนฤมิตขึ้น ได้ปีติอันมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ว่า พระพุทธเจ้านฤมิตนี้ ยังมีราคะโทสะโมหะอยู่ก่อน ก็ยังสวยงามถึงอย่างนี้ องค์พระผู้มีพระภาคแท้จะไม่สวยงามอย่างไรเล่า เพราะพระองค์ทรงปราศจากราคะโทสะโมหะโดยประการทั้งปวง ครั้นแล้วก็ยังวิปัสสนาปัญญาให้เจริญ ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ฉะนี้แล


ฉอนุสสตินิเทศ ปริเฉทที่ ๗

ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา ในปกรณวิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้

เพื่อให้เกิดความปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย

ยุติลงด้วยประการฉะนี้



………………………………..


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]