วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๐ อารูปปนิเทศ หน้าที่ ๑๘๐ - ๑๘๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 180)


อารุปปนิเทศ ปริจเฉทที่ ๑๐

๑. อากาสานัญจายตนกถา

ก็บรรดาอรูปสมาบัติทั้ง ๔ ที่ท่านอาจารย์พุทธโฆสะ ยกขึ้นแสดงไว้ต่อลำดับพรหมวิหารนิเทศ พระโยคีผู้ต้องการจะเจริญอากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นต้น เห็นโทษในกรัชรูปด้วยอำนาจแห่งโทษมีการต้องอาชญาเป็นต้น และแห่งอาพาธตั้งพันชนิดมีโรคตาโรคหู เป็นต้นทั้งหลายเหล่านี้ แล้วยังจตุตถฌานให้เกิดในกสิณทั้ง ๙ อย่างมีปฐวีกสิณเป็นต้น กสิณใดกสิณหนึ่ง เว้นปริจฉินนากาสกสิณเสีย เพื่อการก้าวล่วงกรัชรูปนั้น เพราะพระบาลีว่า ก็เมื่อรูปยังปรากฏอยู่แล การจับท่อนไม้ การจับศัสตรา การทะเลาะ การยึดถือความเห็นที่ผิดกันและการวิวาทกัน ย่อมมีขึ้นได้เพราะรูปเป็นเหตุ แต่เหตุทุกอย่างนั้นไม่มีเลยโดยประการทั้งปวงในอรูปฌาน เธอรู้ชัดดังนี้แล้วย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความหน่ายเพื่อคลายกำหนัด และเพื่อความดับรูปทั้งหลายนั่นแล


พระโยคีก้าวล่วงรูปกสิณ

แม้กรัชรูปจะเป็นสิ่งที่พระโยคีนั้นก้าวล่วงได้ ด้วยอำนาจรูปาวจรจตุตถฌานก็จริง ถึงอย่างนั้น เพราะเหตุที่แม้รูปแห่งกสิณก็ยังนับว่าเป็นรูปมีส่วนเปรียบด้วยกรัชรูปนั่นเอง ฉะนั้น พระโยคีนั้นจึงเป็นผู้ต้องการก้าวล่วงรูปกสิณแม้นั้น
ถามว่า จะก้าวล่วงได้อย่างไร ?
ตอบว่า เปรียบเหมือนคนกลัวงู ถูกงูไล่ในป่า จึงหนีไปโดยเร็ว เห็นใบตาลที่มีลวดลาย หรือเถาวัลย์ หรือช่องแผ่นดินที่แตกระแหงในที่ที่ตนหนีไป ย่อมกลัวย่อมสะดุ้ง ไม่ต้องการจะเห็นสิ่งเหล่านั้นเลย
อนึ่ง เปรียบเหมือนคนที่อยู่บ้านแห่งเดียวกันกับคนที่จองเวรกัน ซึ่งกระทำแต่ความพินาศแก่กันและกัน ถูกคนจองเวรคนนั้นคอยเบียดเบียนด้วยการจะฆ่า การจองจำและเผาเรือนเป็นต้น จึงย้ายไปเพื่ออยู่อาศัยยังบ้านอื่น ได้เห็นคนแม้ในบ้านนั้นที่มีรูปร่างและเสียงพูดคล้ายกับคนที่จองเวรกัน ย่อมกลัวย่อมสะดุ้ง ไม่ต้องการจะเห็นคนนั้นเลย



(หน้าที่ 181)



ในข้อนั้น มีการเทียบเคียงกันอย่างนี้
ก็กาลเวลาที่พร้อมเพรียงแห่งกรัชรูปด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์แก่ภิกษุ เปรียบเหมือนกาลเวลาที่คนเหล่านั้นถูกงูกัด หรือคนที่ถูกจองเวรกันเบียดเบียน กาลเวลาที่ก้าวล่วงกรัชรูป ด้วยอำนาจรูปาวจรจตุตถฌานของภิกษุ เปรียบเหมือนการหนีไปโดยเร็ว และการย้ายไปบ้านอื่นของคนเหล่านั้น ความกำหนดแม้กสิณรูปว่า กสิณรูปนี้ก็มีส่วนเปรียบกับกรัชรูปนั่นเอง แล้วต้องการจะก้าวล่วงกสิณรูปนั้นเสียของภิกษุ เปรียบเหมือนความที่คนเหล่านั้นได้เห็นใบตาลที่มีลวดลายเป็นต้นในที่ที่ตนหนีไป และคนที่เหมือนกับคนจองเวรกันในบ้านอื่น เกิดความกลัวความหวาดเสียวไม่ต้องการจะเห็น
ก็ในอธิการนี้ ควรกล่าวถึงข้ออุปมาเป็นต้นว่า สุนัขถูกสุกรทำร้ายและคนกลัวผี


การเข้าอากาสานัญจายตนฌาน

ก็เพราะพระโยคีนั้น เป็นผู้เบื่อหน่ายต้องการจะหลีกจากกสิณรูปอันเป็นอารมณ์แห่งจตุตถฌานด้วยประการฉะนี้ เป็นผู้มีวสีอันสั่งสมแล้วโดยอาการ ๕ ออกจากรูปาวจร จตุตถฌานอันชำนาญ เห็นโทษในฌานนั้นว่าจตุตถฌานนี้กระทำรูปที่เราเบื่อหน่ายแล้วให้เป็นอารมณ์ และว่าฌานนี้มีโสมนัสเป็นข้าศึกอยู่ใกล้ และว่าฌานนี้หยาบกว่าสันตวิโมกข์ ส่วนในอรูปฌานนี้ไม่มีความเป็นองค์ที่หยาบ อนึ่ง จตุตถฌานนี้มีองค์ ๒ ฉันใด แม้อรูปฌานทั้งหลายก็เหมือนกันฉันนั้น


วิธีเพิกกสิณ

พระโยคีนั้นเห็นโทษในจุตถฌานนั้นอย่างนี้แล้ว ความใจดีใฝ่ใจอากาสานัญจายตนฌานโดยเป็นฌานที่สงบ ย่อมแผ่กสิณไปสุดรอบจักรวาลหรือเท่าที่ตนปรารถนา ใฝ่ใจโอกาสที่กสิณนั้นถูกต้องว่า อากาโส หรือว่า อนนฺโต อากาโส ดังนี้ ย่อมเพิกกสิณได้ ก็เมื่อจะเพิกกสิณ มิใช่เหมือเลิกเสื่อลำแพน หรือเหมือนแซะขนมออกจากถาด คือไม่นึกไม่ใส่ใจ ไม่พิจารณากสิณนั้นเลย ก็เมื่อไม่นึกไม่ใส่ใจไม่พิจารณา โดยที่แท้ใฝ่ใจอยู่เฉพาะโอกาสที่กสิณรูปนั้นถูกต้อง ชื่อว่าเพิกกสิณได้ แม้กสิณที่พระโยคีเพิกอยู่ก็มิใช่ว่าจะผุดขึ้นได้ มิใช่ว่าจะหมุนเวียนอยู่ได้ เพียงแต่อาศัยการไม่ใฝ่ใจและการใฝ่ใจว่า อากาโส อากาโส ของพระโยคีนี้อย่างเดียว กสิณย่อมได้ชื่อว่าถูกพระโยคีเพิกขึ้นแล้ว เหตุสักว่าอากาศเพิกกสิณ



(หน้าที่ 182)



ย่อมปรากฏ อันคำว่า อากาศเพิกกสิณก็ดี อากาศที่กสิณถูกต้องก็ดี อากาศที่ว่างกสิณก็ดี ทั้งหมดนี้มีเนื้อความเป็นอันเดียวกันนั่นแล
พระโยคีนั้นนึกถึงอากาสานัญจายตนฌานอันมีอากาศที่เพิกกสิณเป็นนิมิตนั้นอยู่บ่อย ๆ ว่า อากาโส อากาโส ย่อมทำอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอันความตรึกและวิตกคร่ามาได้ เมื่อพระโยคีนั้นนึกอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ทำอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอันความตรึกและวิตกคร่ามาแล้ว นิวรณ์ทั้งหลายย่อมระงับไป สติย่อมดำรงอยู่ด้วยดี จิตย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารฌาน เธอจึงหมั่นบำเพ็ญเจริญและเพิ่มพูนนิมิตนั้นบ่อย ๆ เมื่อเธอหมั่นนึกใฝ่ใจบ่อย ๆ อยู่อย่างนี้ จิตที่ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานในความว่างย่อมแนบแน่น เหมือนรูปาวจรจิตในปฐวีกสิณเป็นต้น ด้วยว่าชวนจิตทั้ง ๓ ดวงหรือ ๔ ดวงเบื้องต้น แม้ในฌานนี้ เป็นกามาวจรสัมปยุตด้วยอุเบกขาเวทาเท่านั้น ส่วนชวนจิตดวงที่ ๔ หรือดวงที่ ๕ เป็นอรูปาวจร คำที่เหลือมีนัยเหมือนกับที่กล่าวในปฐวีกสิณ
แต่ที่แปลกกันดังนี้ คือ เมื่ออรูปาวจรจิตเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นเพ่งมลฑลกสิณนัยก่อนด้วยจักษที่ประกอบด้วยฌานอยู่ ย่อมเพ่งอยู่เฉพาะอากาศเท่านั้นในนิมิตนั้นที่ถูกการใฝ่ใจในบริกรรมแม้นี้พรากออกโดยพลันว่า อากาโส อากาโส เปรียบเหมือนคนผูกหน้าผูกปากช่องน้อยแห่งกระพ้อและปากหม้อเป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยผ้าเก่าสีเขียวสีเหลืองหรือสีขาวเป็นต้นสีใดสีหนึ่งแล้ว เมื่อจะเพ่งพึงยืนเพ่งดูเฉพาะอากาศที่ผ้าเก่าถูกกำลังลม หรือปัจจัยอื่นอันใดอันหนึ่งโบกพัด ฉะนั้น
ก็ด้วยอาการเพียงเท่านี้ พระโยคีนั้นท่านเรียกว่าเข้าอากาสานัญจายตนฌานโดยการบริกรรมว่า อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ และเพราะไม่ใฝ่ใจนัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง


เพราะก้าวล่วงอารมณ์

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า โดยประการทั้งปวง คือโดยอาการทุกอย่าง อธิบายว่า หมดทุกอย่างไม่มีเหลือ คำว่า รูปสัญญาทั้งหลาย ได้แก่รูปาวจรฌาณที่ท่านกล่าวไว้ด้วยหัวข้อว่าสัญญาและอารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้น เพราะว่าแม้รูปาวจรฌานท่านก็เรียกว่ารูป ในคำเป็นต้นว่า คนผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป แม้อารมณ์แห่งรูปฌานนั้นก็เรียกว่ารูปเหมือนกัน



(หน้าที่ 183)



ในคำเป็นต้นว่าย่อมเห็นรูปภายนอก ทั้งที่มีผิวพรรณดีทั้งที่มีผิวพรรณทราม เพราะเหตุนั้น อารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้นจึงเป็นชื่อแห่งรูปาวจรฌานที่กล่าวแล้วด้วยหัวข้อว่า สัญญาอย่างนี้ว่า สัญญาในรูปฌานนี้ชื่อว่า รูปสัญญา รูปเป็นเครื่องหมายรู้แห่งฌานนี้ เหตุนั้นฌานนี้ ชื่อว่ามีรูปเป็นเครื่องหมายรู้ อธิบายว่า รูปเป็นชื่อแห่งฌานนี้ นักศึกษาพึงทราบว่า รูปฌาณนี้เป็นชื่อแห่งกสิณมีประเภทแห่งปฐวีกสิณเป็นต้นและแห่งอารมณ์ของปฐวีกสิณเป็นต้นนั้น ดังอธิบายฉะนี้ คำว่า เพราะก้าวล่วง คือเพราะคลายกำหนัดและเพราะดับ ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร ? คือเพราะคลายกำหนัดและเพราะดับ ได้แก่เพราะการคลายความกำหนัดเป็นเหตุ และเพราะความดับเป็นเหตุแห่งรูปสัญญาคือฌานทั้ง ๑๕ ด้วยอำนาจกุศลจิตวิปากจิตและกิริยาจิตเหล่านี้ และแห่งรูปสัญญาคืออารมณ์ทั้ง ๙ ด้วยอาจปฐวีกสิณเป็นต้นเหล่านี้ หรือรูปสัญญาโดยไม่มีส่วนเหลือด้วยอาการทั้งปวง พระโยคีจึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนฌานอยู่ได้ เพราะเหตุว่าผู้ที่ยังไม่ก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ไม่อาจจะเข้าฌานนี้ได้ เพราะผู้ที่ยังไม่คลายความกำหนัดในอารมณ์นั้น ย่อมไม่มีการก้าวล่วงสัญญา และเมื่อก้าวล่วงสัญญาทั้งหลายได้แล้ว ก็เป็นอันก้าวล่วงอารมณ์ได้ด้วย ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวการก้าวล่วงอารมณ์ กล่าวการก้าวล่วงสัญญาทั้งหลายไว้ในวิภังค์อย่างนี้ว่า ในสัญญาเหล่านั้น รูปสัญญาเป็นไฉน ? สัญญา คือความจำได้ ได้แก่ความหมายรู้ แห่งพระโยคีผู้เข้าหรือผู้เข้าถึงรูปาวจรสมาบัติ หรือผู้อยู่เป็นสุขในธรรมที่ตนเห็นแล้วอันใด เหล่านี้เรียกว่ารูปสัญญา พระโยคีเป็นผู้ก้าวล่วงคือล่วงเลยได้แก่ข้ามพ้นรูปสัญญาเหล่านี้ เพราะเหตุดนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาทั้งหลายโดยประการทั้งปวง
ก็เพราะสมาบัติเหล่านี้ พระโยคีพึงบรรลุด้วยการก้าวล่วงอารมณ์ หาใช่บรรลุในเพราะอารมณ์เพียงอย่างเดียวเหมือนปฐมฌานเป็นต้นไม่ ฉะนั้น อรรถวรรณานี้นักศึกษาพึงทราบว่าท่านกล่าวแล้วแม้ด้วยอำนาจการก้าวล่วงอารมณ์


เพราะดับปฏิฆสัญญา

คำว่า เพราะดับปฏิฆสัญญา อธิบายว่า สัญญาที่เกิดขึ้นเพราะวัตถุมีตาเป็นต้น และอารมณ์มีรูปเป็นต้นกระทบกัน ชื่อว่าปฏิฆสัญญา คำนี้เป็นชื่อแห่งรูปสัญญาเป็นต้น



(หน้าที่ 184)



เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในสัญญาเหล่านั้น ปฏิฆสัญญาเป็นไฉน ? ความหมายรู้ในรูป ความหมายรู้ในเสียง ความหมายรู้ในกลิ่น ความหมายรู้ในรส ความหมายรู้ในการถูกต้อง เหล่านี้เรียกว่าปฏิฆสัญญา เพราะดับคือเพราะละ ได้แก่เพราะไม่ให้เกิดขึ้นแห่งปฏิฆสัญญาทั้ง ๑๐ ประการ คือ ฝ่ายกุศลวิบาก ๕ ประการ ฝ่ายอกุศลวิบาก ๕ ประการเหล่านั้น โดยประการทั้งปวง มีคำอธิบายว่า เพราะทำไม่ให้เป็นไป
ส่วนพระโยคีผู้เข้าปฐมฌานเป็นต้น ย่อมไม่มีสัญญาเหล่านี้แน่นอน ถึงอย่างนั้นในสมัยนั้น จิตย่อมไม่เป็นไปด้วยอำนาจทวารทั้ง ๕ แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น นักศึกษาพึงทราบ การพูดถึงปฏิฆสัญญาเหล่านี้ไว้ในปฐมอรูปฌานกถานี้ ด้วยอำนาจการสรรเสริญฌานนี้ เพื่อต้องการให้เกิดอุตสาหะในฌานนี้ ดุจการพูดถึงสุขและทุกข์ที่ละได้แล้วในฌานอื่นไว้ในจตุตถฌาน และดุจการพูดถึงสังโยชน์มีสักกายทิฏฐิเป็นต้นที่ละได้แล้วในมรรคอื่นไว้ในมรรคที่ ๓ ฉะนั้น
อีกนัยหนึ่ง ปฏิฆสัญญาเหล่านั้นไม่มีแก่พระโยคีผู้เข้ารูปาวจรฌานก็จริง แต่จะชื่อว่าไม่มีเพราะละได้เด็ดขาดก็หาไม่ เพราะว่าการเจริญรูปาวจรฌาน ไม่เป็นไปเพื่อการสำรอกรูป แต่การเป็นไปแห่งปฏิฆสัญญาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับรูป ดังนั้น ภาวนานี้จึงเป็นไปเพื่อการสำรอกรูป เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวได้ว่าละปฏิฆสัญญาเหล่านั้นได้ในฌานนี้ แต่ไม่ควรกล่าวอย่างเดียว แม้การทรงจำไว้อย่างนี้โดยส่วนหนึ่งเท่านั้นควรอยู่ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่าในกาลก่อนแต่นี้ เพราะยังละปฏิฆสัญญาเหล่านั้นไม่ได้ พระโยคีผู้เข้าปฐมฌานจึงมีเสียงเป็นเสี้ยนหนาม แต่ในอรูปฌานนี้พระองค์ตรัสความที่อรูปสมาบัติเป็นสภาวะที่ไม่หวั่นไหว และเป็นสภาวะที่พ้นอย่างสงบ เพราะละปฏิฆสัญญาได้อย่างเด็ดขาดตัวอย่างเช่น ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรเข้าอรูปสมาบัติ ไม่้เห็นและไม่ได้ยินเสียงเกวียน ประมาณ ๕๐๐ เล่มที่ผ่านเฉียดเลยไป


เพราะไม่ใฝ่ใจนัตตสัญญา

คำว่า เพราะไม่ใฝ่ใจนัตตสัญญา อธิบายว่า สัญญาที่เป็นไปในอารมณ์ที่แตกต่างกัน หรือสัญญาที่แตกต่างกัน ก็เพราะเหตุที่สัญญาเหล่านี้ท่านกล่าวจำแนกไว้ในวิภังค์ปกรณ์อย่างนี้ว่า บรรดาสัญญาเหล่านั้น นัตตสัญญาเป็นไฉน ? สัญญาคือความจำ ได้แก่



(หน้าที่ 185)



ความหมายรู้แห่งพระโยคีผู้มิได้เห็นฌาน ผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนธาตุหรือพร้อมด้วยมโนวิญญาณธาตุอันใด เหล่านี้เรียกว่า นานัตตสัญญา สัญญาที่สงเคราะห์ด้วยมโนธาตุและมโนวิญญานธาตุของพระโยคีผู้มิได้เข้าฌาน เป็นไปในอารมณ์ที่แตกต่างกันคือมีสภาพแตกต่างกัน มีรูปและเสียงเป็นต้นเป็นประเภท ท่านประสงค์เอาในที่นี้ อนึ่ง เพราะเหตุที่สัญญา ๔๔ ประการ อย่างนี้ คือ กามาวจรกุศลสัญญา ๘ อกุศลสัญญา ๑๒ กามาวจรกุศลวิบากสัญญา ๑๑ อกุศล วิบากสัญญา ๒ และกามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑ เหล่านี้ แตกต่างกัน คือมีสภาพแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันและกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานัตตสัญญา เพราะไม่ใฝ่ใจถึง เพราะไม่คำนึงถึง เพราะไม่รำพึงถึง เพราะไม่พิจารณาถึงนานัตตสัญญาเหล่านั้น โดยประการทั้งปวง มีอธิบายว่า เพราะเหตุที่พระโยคีไม่คำนึง ไม่ใฝ่ใจ ไม่พิจารณา นานัตตสัญญาเหล่านั้น ฉะนั้น
อนึ่ง เพราะในสัญญาเหล่านี้ รูปสัญญาและปฏิฆสัญญาอันเป็นเบื้องต้นไม่มีแม้ในภพที่บังเกิดด้วยฌานนี้เอง จะกล่าวไปใยถึงเวลาเข้าฌานนี้อยู่ในภพนั้น เหตุนั้นท่านจึงกล่าวความที่สัญญาเหล่านั้น ไม่เป็นแม้โดยประการ ๒ อย่างเท่านั้นไว้ว่า เพราะก้าวล่วงเพราะดับบรรดานานัตตสัญญาทั้งหลาย ก็เพราะสัญญา ๒๗ ประการเหล่านี้คือ กามาวจรกุศลสัญญา ๘ กิริยาสัญญา ๙ อกุศลสัญญา ๑๐ มีในภพที่บังเกิดด้วยฌานนี้ เหตุนั้น นักศึกษาพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้วว่า เพราะไม่ใฝ่ใจสัญญาเหล่านั้น จริงอยู่ พระโยคีผู้เข้าฌานนี้แม้ในสัญญาเหล่านั้นอยู่ ก็ย่อมเข้าฌานเพราะไม่ใฝ่ใจสัญญาเหล่านั้นเองอยู่ แต่ว่าเมื่อไม่ใฝ่ใจสัญญาเหล่านั้น ก็เป็นผู้ไม่ได้เข้าฌานเลย
ก็ในคำนี้พึงทราบโดยสังเขปดังต่อไปนี้ ด้วยคำนี้ว่า เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาทั้งหลาย ท่านกล่าวถึงการละรูปาวจรธรรมทุกอย่าง ด้วยคำนี้ว่า เพราะดับปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาทั้งหลาย ท่านกล่าวถึงการละและการไม่ใฝ่ใจจิตและเจตสิกอันเป็นกามาวจรทั้งปวง


๑. อากาสานัญจายตนฌาน

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อากาศไม่มีที่สุดนี้ ดังต่อไปนี้ อากาศนี้ไม่ปรากฏที่สุดคือความเกิดขึ้นหรือที่สุดคือความเสื่อมหายไป เหตุนั้น อากาศนี้จึงชื่อว่าไม่มีที่สุด อากาศ


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]