วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๐ อารูปปนิเทศ หน้าที่ ๑๘๖ - ๑๙๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 186)


ที่เพิกกสิณ ท่านเรียกว่าอากาศ อนึ่ง พึงทราบความไม่มีที่สุดในอากาศนี้ แม้ด้วยอำนาจการใฝ่ใจ เพราะเหตุนั้นแล ในวิภังค์ปกรณ์ท่านจึงกล่าวไว้ว่า พระโยคีตั้งจิตไว้มั่นคือตั้งจิตไว้ด้วยดีในอากาศนั้น แผ่ไปไม่มีที่สุด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอากาศไม่มีที่สุด พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า เข้าถึงอากาสานัญจายตนะอยู่ อารมณ์นั้นไม่มีที่สุด เหตุนั้น อารมณ์นั้นชื่อว่าไม่มีที่สุด อารมณ์คืออากาศไม่มีที่สุด ชื่อว่า อากาสานันตะ อากานันตะนั่นแหละคือ อากาสานัญจะ อารมณ์คืออากาศไม่มีที่สุดนั้นชื่อว่าเป็นแดนอาศัยแห่งฌานพร้อมทั้งสัมปยุตธรรมนั้นเพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่น ดุจหนึ่งแดนเป็นที่อาศัยแห่งเหล่าเทวดา เหตุนั้น ฌานพร้อมทั้งสัมปยุตธรรมนั้น จึงชื่อว่า อากาสานัญจายตนะ คำว่า เข้าถึงอยู่ ได้แก่ บรรลุอากาสานัญจายตนะนั้น คือยังอากาสานัญจายตนฌานนั้นให้สำเร็จแล้วอยู่ด้วยการอยู่ด้วยอิริยาบถอันสมควรแก่ฌานนั้น
นี้เป็นถ้อยแถลงอย่างพิสดารในอากาสานัญจายตนกัมมัฏฐาน


๒. วิญญาณัญจายตนกถา

ก็พระโยคีผู้ใคร่จะเจริญวิญญาณัญจายตนฌาน เป็นผู้มีความชำนาญที่ได้ประพฤติมาแล้วในอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยอาการ ๕ เห็นโทษในอากาสานัญจายตนสมาบัติว่าสมาบัตินี้ มีรูปาวจรฌานข้าศึกอันใกล้และไม่สงบเหมือนวิญญาณัญจายตนสมาบัติ จึงคลายความนิยมในอากาสานัญจายตนฌานนั้น ใฝ่ใจวิญญาณัญจายตนฌาน โดยเป็นธรรมที่ละเอียด แล้วพึงใคร่ครวญ คือพึงใส่ใจ ได้แก่ พึงพิจารณาวิญญาณที่แผ่ไปยังอากาศนั้นบ่อย ๆ ว่า วิญฺญาณํ วิญฺญาณํ ได้แก่พึงกระทำให้เป็นสภาวะอันความตรึกคร่ามาแล้ว และอันวิตกคร่ามาแล้ว แต่ไม่พึงใส่ใจว่า ไม่มีที่สุด ไม่มีที่สุด เมื่อพระโยคีนั้นยังจิตให้ท่องเที่ยวไปในนิมิตนั้นอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้ นิวรณ์ทั้งหลายย่อมสงบระงับไป สติย่อมตั้งมั่นด้วยดี จิตย่อมมั่นคงด้วยอุปจารฌาน เธอหมั่นปฏิบัติ หมั่นเจริญ ทำให้มากซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ๆ เล่า ๆ เมื่อเธอทำอยู่อย่างนี้ วิญญาณัญจายตนจิตย่อมแน่นแฟ้นในวิญญาณที่อากาศถูกต้อง ดุจอากาสานัญจายตนะแน่นแฟ้นในอากาศ ฉะนั้น ก็อัปปนานัยในวิญญาณัญจายตนฌานนี้ นักศึกษาพึงทราบตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแล



(หน้าที่ 187)



ก็ด้วยอาการเพียงเท่านี้ ท่านกล่าวว่า พระโยคีนั้นก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะอยู่ โดยบริกรรมว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณ ไม่มีที่สุด
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า โดยประการทั้งปวงนี้ มีนัยดังที่กล่าวไว้แล้วนั่นเอง ส่วนในคำว่า ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ นี้ มีอธิบายว่า ฌานตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในนัยก่อนก็ดี อารมณ์ก็ดี ชื่อว่า อากาสานัญจายตนะ จริงอยู่ แม้อารมณ์ก็ชื่อว่าอากาสานัญจายตนะ ตามนัยก่อนนั่นแหละ และอารมณ์นั้น ชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่น เพราะเป็นอารมณ์แห่งอรูปฌานที่ ๑ ดุจหนึ่งว่าที่อยู่แห่งพวกเทวดา ชื่อว่าเทวายตนะ ฉะนั้น เหตุนั้น อารมณ์นั้นจึงชื่อว่า อากาสานัญจายตนะ อนึ่ง อารมณ์นั้น ชื่อว่า อากาสานัญจะด้วย เป็นอายตนะด้วย เพราะอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะเป็นเหตุแห่งการเกิดพร้อมแห่งฌานนั้น ดุจคำว่า แคว้นกัมโพชา เป็นถิ่นเกิดแห่งม้าทั้งหลายเป็นต้น แม้เพราะเหตุนั้น ฌานนั้นจึงชื่อว่าอากาสานัญจายตนะ เพราะพระโยคีก้าวล่วงสภาวะทั้ง ๒ นี้คือ ฌาน ๑ อารมณ์ ๑ โดยกระทำไม่ให้เป็นไป และโดยการไม่ใฝ่ใจอย่างนี้แล้ว พึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนฌานนี้อยู่ ฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านรวมสภาวะทั้ง ๒ อย่างแม้นั้นเป็นหมวดเดียวกัน แล้วกล่าวคำนี้ว่า ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ ดังนี้
คำว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ได้แก่วิญญาณที่แผ่เป็นไปอย่างนี้ว่า วิญญาณไม่มีที่สุดนั้นนั่นเอง อธิบายว่า เมื่อพระโยคีใฝ่ใจอย่างนี้ว่า วิญญาณไม่มีที่สุด หรือว่าวิญญาณไม่มีที่สุดด้วยอำนาจการใฝ่ใจ จริงอยู่ พระโยคีนั้นเมื่อจะใฝ่ใจวิญญาณนั้น ซึ่งมีอากาศเป็นอารมณ์ โดยไม่มีส่วนเหลือ ย่อมใฝ่ใจว่า ไม่มีที่สุด แม้คำใดที่กล่าวไว้ในวิภังค์ปกรณ์ว่า พระโยคีใฝ่ใจอากาศที่วิญญาณถูกต้องนั้นนั่นเอง โดยบริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สุด แผ่ไปไม่มีที่สุด เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า วิญญาณไม่มีที่สุดในวิภังค์ปกรณ์นั้น ศัพท์ว่า วิญฺญาเณน พึงทราบว่าเป็นตติยาวิภัติ ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัติ จริงอยู่ พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย พรรณนาอรรถแห่ง วิญฺญาเณน ศัพท์นั้นไว้อย่างนี้ มีอธิบายว่า แผ่ไปไม่มีที่สุด คือ ใฝ่ใจวิญญาณที่ถูกต้องอากาศนั้นนั่นแล



(หน้าที่ 188)



อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะอยู่ต่อไป วิญญาณนั้นไม่มีที่สุด เหตุนั้น วิญญาณนั้น จึงชื่อว่า อนันตะ อนันตะนั่นแหละ คือ อานัญจะ วิญญาณที่เป็นอานัญจะ ท่านไม่กล่าวว่า วิญญาณานัญจะ กล่าวเสียว่า วิญญาณัญจะ เพราะว่า วิญญาณัญจะ เป็นศัพท์ที่ใช้กันดาดดื่น ในอธิการนี้ วิญญานัญจะนั้น เป็นอายตนะแห่งฌานนั้น พร้อมทั้งสัมปยุตธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่น เหตุนั้น ฌานนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ ดุจที่พำนักแห่งเทพทั้งหลาย ชื่อว่าเทวายตนะ คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันกับคำอันมีในนัยก่อนนั่นแล
นี้เป็นถ้อยแถลงอย่าพิสดาร ในวิญญาณัญจายตนกัมมัฏฐาน


๓. อากิญจัญญายตนกถา

ก็พระโยคีผู้ต้องการจะเจริญอากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นผู้ประพฤติตนจนชำนาญ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ โดยอาการ ๕ อย่าง เห็นโทษในวิญญาณัญจายตนะว่า สมาบัตินี้มีอากาสานัญจายตนะเป็นข้าศึกอยู่ใกล้และไม่สงบเหมือนอากิญจัญญายตนะ จึงคลายนิยมในวิญญาณัญจายตนะนั้น ใส่ใจอากิญจัญญายตนะโดยวามเป็นธรรมอันสงบแล้ว พึงใส่ใจความไม่มี ความว่างเปล่า คืออากาศที่ว่าง แห่งวิญญาณอันเป็นไปในอากาสานัญจายตนะ ซึ่งเป็นอารมณ์แห่งวิญญาณณัญจายตนะนั้นนั่นแหละ พึงใฝ่ใจอย่างไร ? คือ ไม่พึงใฝ่ใจวิญญาณนั้น พึงใคร่ครวญ คือพึงใฝ่ใจ ได้แก่พึงพิจารณาบ่อย ๆ ว่า ไม่มี ไม่มี หรือว่า ว่างเปล่า ว่างเปล่า หรือว่า ความว่าง ความว่าง ได้แก่ พึงกระทำให้เป็นสภาพอันความตรึกคร่ามาแล้วและอันวิตกคร่ามาได้ พระโยคีนั้นเมื่อปล่อยจิตให้ท่องเที่ยวไปในนิมิตนั้นอย่างนี้ นิวรณ์ทั้ง ๕ ย่อมสงบระงับไป สติย่อมดำรงอยู่ด้วยดี จิตย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารฌาน เธอย่อมหมั่นประกอบ หมั่นเจริญ หมั่นกระทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น เมื่อเธอกระทำอยู่อย่างนี้ จิตที่ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนะย่อมแน่นแฟ้นในความว่างเปล่า ความว่างและความไม่มีแห่งมหัคคตวิญญาณนั้นนั่นแล ที่แผ่ไปในอากาศเป็นไป ดุจวิญญาณัญจายตนะในมหัคคตวิญญาณ ที่อากาศถูกต้องแล้วฉะนั้น ส่วนอัปปนานัยแม้ในฌานนี้ พึงทราบตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแหละ
ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ ก็เมื่ออัปปนาจิตนั้นเกิดขึ้นแล้ว ภิกษุนั้นเห็นวิญญาณที่ตนให้เป็นไปในอากาศในกาลก่อน ด้วยจักษุที่สัมปยุตด้วยวิญญาณณัญจายตนฌาน



(หน้าที่ 189)



อยู่ เมื่อวิญญาณนั้นหายไปแล้วด้วยการใฝ่ใจบริกรรมว่า ไม่มี ไม่มี เป็นต้น ย่อมเห็นความไม่มี คือความปราศไปแห่งวิญญาณนั้นโดยแท้อยู่ เปรียบเหมือนคนเห็นหมู่ภิกษุประชุมกันที่ศาลาโรงกลมเป็นต้นด้วยกรณียกิจบางอย่าง แล้วไปในที่ไหน ๆ เสียแล้วจึงกลับมา เมื่อภิกษุทั้งหลายลุกขึ้นแล้วหลีกไป ในเวลาที่เสร็จกิจประชุมกันแล้ว ยืนอยู่ที่ประตู มองดูสถานที่นั้นอยู่อีก จึงเห็นแต่ความว่างเปล่า เห็นแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น เขาย่อมไม่คิดอย่างนี้ว่า ภิกษุมีประมาณเท่านี้มรณภาพเสียแล้ว หรือว่าหลีกไปยังทิศต่าง ๆ เสียแล้ว โดยที่แท้ เขาย่อมเห็นแต่ความไม่มีว่า ที่นี้ว่างเปล่า เงียบสงัด ฉะนั้น
ก็ด้วยอาการเพียงเท่านี้ ท่านย่อมกล่าวว่าพระโยคีนั้นก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน โดยบริกรรมว่า ไม่มีอะไรเลยอยู่ดังนี้ คำว่า โดยประการทั้งปวงนี้ แม้ในอธิการนี้ มีนัยดังที่กล่าวไว้แล้วแล อนึ่ง แม้ในคำที่ว่า วิญญาณัญจายตนะนี้ ฌานก็ดี อารมณ์ก็ดี ชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในครั้งก่อนนั่นแหละ จริงอยู่ แม้อารมณ์ก็ชื่อว่าวิญญาณัญจะตามนัยก่อนนั่นเอง และอารมณ์นั้นก็ชื่อว่าเป็นอายตนะ ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่น เพราะเป็นอารมณ์แห่งอรูปฌานที่ ๒ เหมือนที่พำนักแห่งเทพทั้งหลาย ชื่อว่าเทวายตนะ เพราะเหตุนั้น อารมณ์นั้นจึงชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ อนึ่ง วิญญาณัญจะนั้นด้วย ชื่อว่าเป็นอายตนะด้วย ด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะเป็นเหตุเกิดแห่งฌานนั่นแล เหมือนคำว่า แคว้นกัมโพชา เป็นถิ่นเกิดแห่งม้าทั้งหลาย แม้เพราะเหตุนั้น ฌานนั้นจึงชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ เพราะเหตุที่พระโยคีก้าวล่วงเลยสภาวะ แม้ทั้ง ๒ นี้ คือ ฌาน ๑ อารมณ์ ๑ ด้วยการกระทำไม่ให้เป็นไป และด้วยการไม่ใฝ่ใจ ดังว่ามานี้ แล้วพึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนฌานนี้อยู่ เหตุนั้นพึงทราบว่า ท่านรวมคุณชาติแม้ทั้ง ๒ นี้ไว้ เป็นหมวดเดียวกัน แล้วกล่าวคำนี้ไว้ว่า ล่วงพ้นวิญญาณัญจายตนฌาน ดังนี้
คำว่า ไม่มีอะไร มีอธิบายว่า ใฝ่ใจอยู่อย่างนี้ว่า ไม่มี ไม่มี ว่างเปล่า ว่างเปล่า ความว่าง ความว่าง แม้คำใดที่ท่านกล่าวไว้ในวิภังค์ปกรณ์ว่า คำว่า ไม่มีอะไร อธิบายว่า พระโยคียังวิญญาณนั้นนั่นแหละ มิให้เกิด คือมิให้งอกงาม ได้แก่ ให้อันตรธานสูญหายไป ย่อมเห็นว่า ไม่มีอะไร เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่มีอะไร คำนั้น



(หน้าที่ 190)



ท่านกล่าวไว้ดุจการพิจารณาโดยความสิ้นไปแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็พึงเห็นเนื้อความแห่งพระบาลีอย่างนี้แลว่า ก็พระโยคี เมื่อไม่คำนึง ไม่ใส่ใจ ไม่พิจารณาวิญญาณนั้น ใฝ่ใจแต่ความไม่มี ความว่างเปล่า ความว่างแห่งวิญญาณนั้นอย่างเดียว ท่านย่อมเรียกว่า มิให้วิญญาณนั้นเกิด มิให้เจริญงอกงาม ให้อันตรธานไปเสีย มิใช่ด้วยประการอย่างอื่น ดังนี้
ส่วนในคำนี้ว่า เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌานอยู่ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ความกังวลแห่งความไม่มีวิญญาณในปฐมอรูปฌานนั้นไม่มี เหตุนั้น ฌานนั้น ชื่อว่า อากิญจนะ อธิบายว่า สิ่งที่เหลือ โดยที่สุดแม้เพียงความแตกสลายแห่งฌานนั้นไม่มี ภาวะแห่งอากิญจนะ ชื่อว่า อากิญจัญญะ คำนั้น เป็นชื่อแห่งการไปปราศจากวิญญาณ ซึ่งมีอากาสานัญจายตนะเป็นอารมณ์ อากิญจัญญะนั้น เป็นอายตนะแห่งฌานนั้น เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่น ดุจที่พำนักของพวกเทวดา ชื่อเทวายตนะ เหตุนั้น ฌานนั้น จึงชื่อว่า อากิญจัญญายตนะ คำที่เหลือเช่นเดียวกับคำก่อนนั่นแล
นี้เป็นถ้อยแถลงอย่างพิสดาร ในอากิญจัญญายตนกัมมัฏฐาน


๔. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา

ก็พระโยคีผู้มีความประสงค์จะเจริญเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นผู้สั่งสมความชำนาญไว้แล้ว ในอากิญจัญญายตนสมาบัติโดยอาการ ๕ อย่าง เห็นโทษในอากิญจัญญายตนะ และเห็นอานิสงส์แห่งสมาบัติเบื้องสูงอย่างนี้ว่า สมาบัตินี้ มีอากิญจัญญายตนะเป็นข้าศึกอยู่ใกล้และไม่สงบเหมือนเนวสัญญายตนะ หรือว่าสัญญาเป็นดุจโรค สัญญาเป็นดุจหัวฝี สัญญาเป็นดุจลูกศร ฌานนี้สงบกว่า ฌานนี้ประณีตกว่าคือเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วคลายความนิยมในอากิญจัญญายตนะเสีย ใฝ่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยความเป็นสภาวธรรมที่สงบกว่า แล้วพึงน้อมนึกใส่ใจพิจารณาบ่อย ๆ ว่าอากิญจัญญายตนสมาบัตินั่นแล ทำความไม่มีให้เป็นอารมณ์เป็นไปแล้ว เป็นสภาวะที่สงบระงับ ได้แก่พึงกระทำให้เป็นสภาวะอันความตรึกและวิตกคร่ามาแล้ว เธอเมื่อปล่อยใจให้ท่องเที่ยวไปในนิมิตนั้นบ่อย ๆ อย่างนี้ นิวรณ์ทั้งหลายย่อมสงบระงับ สติย่อมดำรงมั่นด้วยดี จิตย่อมมั่นคงด้วยอุปจารฌาน เธอนั้นปฏิบัติเจริญเพิ่มพูนนิมิตนั้นอยู่บ่อย ๆ เมื่อเธอกระทำอยู่เช่นนี้ เนวสัญญานาสัญญายตนจิตย่อมแนบแน่น ในขันธ์ทั้ง ๔ คือ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ดุจอากิญจัญญายตนะ


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]