วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๐ อารูปปนิเทศ หน้าที่ ๑๙๑ - ๑๙๗

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 191)


ในความไปปราศแห่งวิญญาณ ส่วนอัปปนาฌานในสมาบัตินี้พึงทราบความตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล
ก็ด้วยอาการเพียงเท่านี้ พระโยคีนั้นท่านย่อมกล่าวว่า ล่วงเลยอากิญจัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ คำว่าโดยประการทั้งปวงนี้ แม้ในฌานนี้ ก็มีนัยเหมือนกับที่กล่าวไว้แล้วแม้ในคำว่า ล่วงเลยอากิญจัญญายตนะ อธิบายว่า ฌานก็ดี อารมณ์ก็ดี ชื่อว่าอากิญจัญญายตนะ ตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว ณ เบื้องต้นแล จริงอยู่ แม้อารมณ์นั้น ชื่อว่า อากิญจะตามนัยแรกนั่นแลด้วย เป็นอายตนะโดยอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่น เพราะเป็นอารมณ์แห่งอรูปฌานที่ ๓ ดุจที่พำนักแห่งเทวดา ชื่อว่าเทวายตนะฉะนั้นด้วย เหตุนั้น อารมณ์นั้นชื่อว่าอากิญจัญญายตนะ อนึ่ง อากิญจะนั้นด้วย เป็นอายตนะนั้นด้วย อรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะเป็นเหตุก่อเกิดแห่งฌานนั้นนั่นเอง เหมือนคำเป็นต้นว่า แคว้นกัมโพชาเป็นถิ่นเกิดแห่งม้าทั้งหลายดังนี้ด้วย แม้เพราะเหตุนั้น ฌานนั้นจึงชื่อว่า อากิญจัญญายตนะ พระโยคีก้าวล่วงแม้สภาวะทั้ง ๒ นี้ คือ ฌาน ๑ อารมณ์ ๑ ด้วยการกระทำไม่ให้เป็นไป และด้วยการไม่ใส่ใจ อย่างนี้แล แล้วพึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้อยู่ เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านรวมสภาวะนี้แม้ทั้ง ๒ เข้าเป็นหมวดเดียวกัน แล้วจึงกล่าวคำนี้ว่า ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนฌาน ดังนี้
ส่วนในคำว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ฌานนั้นท่านเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะภาวะแห่งสัญญาใด สัญญานั้น ย่อมมีแก่ผู้ปฏิบัติเช่นไร เพื่อจะแสดงข้อความนั้นก่อน ในวิภังคปกรณ์ท่านจึงยกคำว่า เนวสัญญีนาสัญญีขึ้นไว้แล้วกล่าวว่า พระโยคีใฝ่ใจอากิญจัญญายตนะนั้นนั่นแล โดยเป็นธรรมอันสงบอยู่ ย่อมเจริญสมาบัติมีสังขารที่เหลือเป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เนวสัญญีนาสัญญีดังนี้ บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ใฝ่ใจโดยสงบ คือใฝ่ใจสมาบัตินั้นว่า เป็นสมาบัติอันสงบแล้ว เพราะเป็นสมาบัติที่มีอารมณ์อันสงบแล้วอย่างนี้ว่า ก็ชื่อว่าสมาบัติอันใด กระทำแม้ความไม่มีให้เป็นอารมณ์ตั้งอยู่ สมาบัติอันนี้ เป็นสมาบัติที่สงบหนอ
ถามว่า ถ้าพระโยคีใฝ่ใจในความเป็นธรรมที่สงบอยู่ จะมีการก้าวล่วงอย่างไร ?



(หน้าที่ 192)



ตอบว่า เพราะไม่ต้องการจะเข้า จริงอยู่ พระโยคีนั้นใฝ่ใจสมาบัตินั้น โดยเป็นธรรมอันสงบอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่มีการขวนขวาย ไม่มีการนึกถึง ไม่มีการใฝ่ใจว่า เราจักคำนึงถึง จักเข้า จักอธิษฐาน จักออก จักพิจารณาสมาบัตินี้
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌานสงบกว่า ประณีตกว่า อากิญจัญญายตนฌาน
เหมือนอย่างพระราชาประทับอยู่ที่คอช้างตัวประเสริฐ เสด็จพระราชดำเนินไป ตามถนนในเมือง ด้วยอานุภาพแห่งพระราชาผู้ทรงความเป็นใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นคนมีศิลปะทั้งหลาย มีช่างแกะสลักงาเป็นต้น นุ่งผ้าผืนหนึ่งอย่างทะมัดทะแมง แล้วใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งโพกศรีษะ มีเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยผงแห่งงาเป็นต้น กระทำงานศิลปะต่าง ๆ หลายชนิด มีการแกะสลักงาเป็นต้น ย่อมพอพระทัยต่อความฉลาดแห่งช่างทั้งหลายเหล่านั้นอย่างนี้ว่า น่าชมเชยหนอ อาจารย์ทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด จักทำศิลปกรรมเช่นนี้ได้ แต่พระองค์หาทรงดำริเช่นนี้ไม่ว่า ดีหนอ เราควรสละราชสมบัติแล้วเป็นช่างเช่นนี้
ถามว่า ข้อนั้นเพราะเหตุอันใด ?
ตอบว่า เพราะราชสมบัติมีความไพบูลย์มากกว่า พระองค์จึงเสด็จเลยเหล่าช่างไปเสีย ฉันใด พระโยคีนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ใฝ่ใจสมาบัตินั้นโดยเป็นธรรมที่สงบแม้ก็จริง ที่แท้เธอมิได้มีความผูกพัน มิได้นึกถึง มิได้ใฝ่ใจถึงเลยว่า เราจักคำนึงถึง จักเข้า จักอธิษฐาน จักออก จักพิจารณาสมาบัตินั้น ดังนี้ พระโยคีนั้นใฝ่ใจอรูปสมาบัติที่ ๓ นั้น โดยเป็นธรรมอันสงบอยู่ ย่อมบรรลุสัญญาที่ถึงอัปปนาอันสุขุมอย่างยิ่งนั้น โดยนัยที่กล่าวไว้แล้ว ณ เบื้องต้น ซึ่งได้นามว่า เนวสัญญีนาสัญญี ท่านเรียกว่า ย่อมเจริญสมาบัติมีสังขารที่เหลือเป็นอารมณ์ คำว่าสมาบัติที่มีสังขารที่เหลือเป็นอารมณ์ ได้แก่อรูปสมาบัติที่ ๔ ซึ่งมีสังขารที่ถึงภาวะอันสุขุมอย่างยอดเยี่ยม
บัดนี้ เพื่อจะแสดงเนื้อความแห่งคำที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ด้วยสามารถสัญญาที่พระโยคีบรรลุ ดังที่ได้พรรณนามา ท่านจึงกล่าวไว้ว่า คำว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้แก่ธรรมคือจิตและเจตสิก แห่งพระโยคีผู้เข้า หรือผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรือผู้อยู่เป็นสุขในธรรมที่บรรลุแล้ว บรรดาธรรมเหล่านั้น สำหรับใน



(หน้าที่ 193)



อธิการนี้ ท่านประสงค์เอาจิตและเจตสิกแห่งพระโยคีผู้บรรลุ ก็ในสมาบัตินี้ มีอรรถวิเคราะห์ ดังต่อไปนี้ ฌานนี้พร้อมทั้งสัมปยุตธรรม ชื่อว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีสัญญาที่หยาบ และชื่อว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะสัญญาที่ละเอียดยังมีอยู่ เหตุนั้น ฌานนี้จึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา ก็เนวสัญญานาสัญญานั้น เป็นอายตนะด้วย เพราะนับเนื่องในมนายตนะ และธัมมายตนะ เหตุนั้นจึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ อีกนัยหนึ่ง สัญญาในสมาบัตินี้ไม่มีชื่อว่าสัญญา เพราะไม่สามารถทำหน้าที่สัญญาได้เต็มที่ และชื่อว่า ไม่มีสัญญาเลยก็ไม่ได้ เพราะสัญญาก็ยังมีอยู่ โดยที่ยังมีสังขารอันธรรมที่ละเอียดเหลืออยู่ เหตุนั้น จึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา ก็เนวสัญญานาสัญญานั้น เป็นอายตนะด้วย เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งธรรมที่เหลือ เหตุนั้นจึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ในสมาบัตินี้ มิใช่เพียงสัญญาเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ ที่แท้ถึงเวทนาก็ชื่อว่า มีเวทนาก็ไม่ใช่ไม่มีเวทนาก็ไม่ใช่ ถึงจิตก็ชื่อว่า มีจิตก็ไม่ใช่ ไม่มีจิตก็ไม่ใช่ ถึงผัสสะก็ชื่อว่า มีผัสสะก็ไม่ใช่ ไม่มีผัสสะก็ไม่ใช่ ในสัมปยุตธรรมทั้งหลายที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน อนึ่ง นักศึกษาพึงทราบว่าพระธรรมเทศนานี้ พระพุทธองค์ทรงยกสัญญาเป็นบทตั้ง นักปราชญ์พึงไขเนื้อความนี้ให้กระจ่างแจ้ง ด้วยอุปมาหลายอย่าง เริ่มต้นแต่อุปมาเหมือนน้ำมันทาบาตรเป็นต้น


เรื่องสามเณรใช้น้ำมันทาบาตร

เล่ากันต่อมาว่า สามเณรใช้น้ำมันทาบาตรแล้วตั้งเก็บไว้ ในเวลาฉันข้าวต้ม พระเถระกล่าวกับสามเณรนั้นว่า เธอจงนำบาตรมา สามเณรเรียนท่านว่า ในบาตรนี้มีน้ำมันครับ เมื่อพระเถระกล่าวว่า นำมาเถิดสามเณร ฉันจะกรอกให้เต็มหลอดที่บรรจุน้ำ ก็เรียนว่าไม่มีน้ำมันครับ ในเรื่องนั้นพึงทราบอุปมาดังนี้ น้ำมันปรากฏว่ามีอยู่ เพราะมันอยู่ข้างใน โดยไม่เป็นประโยชน์ที่เหมาะสมกับข้าวต้ม แต่ปรากฏว่า ไม่มี ด้วยสามารถจะกรอกให้เต็มหลอดได้เป็นต้นฉันใด ถึงสัญญานั้นก็ฉันนั้น ชื่อว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะไม่สามารถทำหน้าที่สัญญาได้เต็มที่ ชื่อว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะสัญญายังมีอยู่โดยยังมีสังขารที่ละเอียดเหลืออยู่
ถามว่า ในสมาบัตินี้ กิจแห่งสัญญาเป็นอย่างไร ? ตอบว่า ได้แก่ การหมายรู้อารมณ์ และการเข้าถึงภาวะแห่งอารมณ์แห่งวิปัสสนาแล้วให้เกิดความเบื่อหน่าย ก็สัญญานั้น



(หน้าที่ 194)



ไม่อาจทำแม้หน้าที่คือความหมายรู้ให้เต็มที่ได้ ดุจเตโชธาตุในน้ำร้อน ไม่สามารถทำกิจคือการเผาได้ คือไม่อาจเข้าถึงความเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา แล้วกระทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เหมือนสัญญาในสมาบัติที่เหลือได้ จริงอยู่ ภิกษุไม่ได้ทำการพิจารณาให้ขันธ์ทั้งหลายอื่นพิจารณาแต่เนวสัญญานาสัญญาขันธ์เท่านั้น ชื่อว่า สามารถบรรลุความเบื่อหน่ายไม่มี ก็ท่านพระสารีบุตรเถระ โดยปกติเป็นนักวิปัสสนา เป็นผู้มีปัญญามาก พึงอาจบรรลุได้ ส่วนกุลบุตรอื่นที่มีปัญญามาก เช่นเดียวกับท่านพระสารีบุตรเถระ ก็พึงอาจบรรลุได้ แม้กุลบุตรนั้นก็พึงกำหนดถือเอาได้ ด้วยอำนาจการพิจารณารวมกันเท่านั้นอย่างนี้ว่า นัยว่า นัยธรรมเหล่านี้ไม่มีแล้วก็เกิดมีขึ้น ที่เกิดมีแล้วก็แปรปรวนไปอย่างนี้ แต่ไม่พึงอาจกำหนดถือเอาได้ ด้วยอำนาจการเห็นธรรมตามลำดับบท สมาบัตินี้ถึงความเป็นสภาพละเอียดอย่างนี้บัณฑิตพึงไขเนื้อความนี้ให้เห็นแจ่มแจ้ง แม้ด้วยการเปรียบเทียบกับน้ำในหนทาง เหมือนการเปรียบเทียบน้ำมันทาบาตรฉะนั้น
ได้ยินมาว่า สามเณรเดินไปข้างหน้าพระเถระผู้เดินทาง เห็นน้ำหน่อยหนึ่งจึงกราบเรียนว่า น้ำครับ ! นิมนต์ถอดรองเท้า เมื่อพระเถระกล่าวว่า เออ ! สามเณร ถ้าน้ำมีำจงนำมา ฉันจะชุบผ้าอาบน้ำ จึงกราบเรียนว่า ไม่มีครับ ในข้อนั้นพึงเห็นเนื้อความว่า น้ำปรากฏว่ามีอยู่ เพราะพอเพียงที่จะเปียกรองเท้า แต่ปรากฏว่าไม่มีพอที่จะอาบได้ ฉันใด แม้สัญญานั้นก็เหมือนกัน จัดว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะไม่สามารถทำกิจแห่งสัญญาอย่างเต็มที่ได้ จัดว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะสัญญายังมีอยู่ โดยที่ยังมีสังขารที่ละเอียดเหลืออยู่ ก็บัณฑิตไม่พึงไขเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้งด้วยอุปมาเหล่านี้เพียงเท่านั้น พึงไขให้แจ่มแจ้งด้วย อุปมาที่เหมาะสมแม้เหล่าอื่นอีก คำว่า เข้าถึงอยู่ นี้ก็มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วเช่นกัน
นี้เป็นถ้อยแถลงอย่างพิสดาร ในเนวสัญญานาสัญญายตนกัมมัฏฐาน


พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลก มีพระรูปหาผู้เปรียบเสมอเหมือนได้ ตรัสอรูปสมาบัติ ๔ อย่าง อันใดไว้แล้ว พระโยคีเข้าใจสมาบัตินั้นดังนี้แล้ว ก็ควรทราบถ้อยแถลง แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ในสมาบัตินั้น จริงอยู่ อรูปสมาบัติเหล่านี้ มีอยู่เพียง ๔ ประการ โดยการก้าวล่วง



(หน้าที่ 195)



อารมณ์ บัณฑิตผู้มีปรีชาไม่ปรารถนาการก้าวล่วงองค์แห่งอรูปสมาบัติเหล่านั้น
นักศึกษาพึงทราบอรูปสมาบัติเหล่านี้ว่า มีเพียง ๔ ประการ โดยการก้าวล่วงอารมณ์โดยประการทั้งปวง คือ ก็ในอรูปสมาบัติ ๔ เหล่านี้ อรูปสมาบัติที่ ๑ โดยการก้าวล่วงรูปนิมิต อรูปสมาบัติที่ ๒ โดยการก้าวล่วงอากาศ อรูปสมาบัติที่ ๓ โดยการก้าวล่วงวิญญาณที่เป็นไปแล้วในอากาศ อรูปสมาบัติที่ ๔ โดยการก้าวล่วงความไปปราศจากวิญญาณ ที่เป็นไปแล้วในอากาศ แต่การก้าวล่วงองค์แห่งอรูปสมาบัติเหล่านี้ บัณฑิตไม่ปรารถนาความจริง ในอรูปสมาบัติเหล่านี้ ไม่มีการก้าวล่วงองค์ เหมือนในรูปาวจรสมาบัติ เพราะว่า ในอรูปสมาบัติเหล่านี้แม้ทั้งหมด มีองค์ฌานเพียง ๒ เท่านั้น คือ ๑. อุเบกขา ๒. จิตเตกัคคตา แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ –
ในอรูปสมาบัตินี้ อรูปสมาบัติข้อหลัง ๆ เป็นคุณชาติที่ประณีตดีกว่าในอรูปสมาบัติเหล่านั้น นักศึกษาพึงทราบอุปมาเหมือนพื้นปราสาทและผ้าสาฏก


เหมือนพื้นปราสาทและผ้าสาฏก

ก็เหมือนอย่างปราสาท ๔ ชั้น ชั้นล่างปรากฏกามคุณทั้งอันประณีต ด้วยสามารถการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี กลิ่นที่หอมตลบ พวงดอกไม้ อาหาร ที่นอน และเครื่องนุ่งห่มอันเป็นทิพเป็นต้น แต่ชั้นที่ ๒ ประณีตกว่าชั้นล่าง ชั้นที่ ๓ ประณีตกว่าชั้นที่ ๒ ชั้นที่ ๔ ประณีตกว่าทุกชั้น ถึงพื้นปราสาทเหล่านั้นในปราสาทนั้นทั้ง ๔ ชั้น ย่อมไม่แตกต่างกัน โดยเป็นพื้นปราสาททั้ง ๔ ชั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ชั้นบน ๆ ก็ประณีตกว่า ชั้นล่าง ๆ โดยความพิเศษกว่ากันแห่งความสำเร็จแห่งกามคุณทั้ง ๕ ฉันใด
อีกอย่างหนึ่ง เหมือนกับหญิงคนหนึ่งใช้ด้ายที่หยาบ ละเอียด ละเอียดกว่า และละเอียดที่สุด ทอผ้าสาฏก ๔ ชั้น ๓ ชั้น ๒ ชั้น และชั้นเดียว มีประมาณเท่ากันทั้งส่วนยาวและส่วนกว้าง ผ้าสาฏกเหล่านั้น ทั้ง ๔ ผืนมีประมาณเท่ากันทั้งส่วนยาวและส่วนกว้าง ไม่แตกต่างกันเลยโดยประมาณก็จริง ถึงอย่างนั้น ผืนหลัง ๆ ก็ประณีตกว่าผืนแรก ๆ โดยมีความเป็นผ้ามีเนื้อละเอียด มีสัมผัสนุ่มนวล และมีราคาแพง ฉันใด แม้ในอรูปสมาบัติทั้ง



(หน้าที่ 196)



๔ นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงจะมีเพียงองค์ ๒ เหล่านี้ คือ อุเบกขา ๑ จิตเตกัคคตา ๑ ก็จริง ถึงอย่างนั้นนักศึกษาพึงทราบโดยความแตกต่างแห่งภาวนาว่า ในอรูปสมาบัตินี้ อรูปสมาบัติข้อหลัง ๆ ประณีตดีกว่า โดยที่องค์เหล่านั้นเป็นสภาวะประณีตและประณีตกว่านั้น ก็อรูปสมาบัติเหล่านี้ประณีตและประณีตกว่ากันโดยลำดับ ดังบรรยายมานี้


ชายคนหนึ่งโหนมณฑปที่สกปรก อีกคนหนึ่งยืนเกาะชายผู้นั้น ชายอื่นอีกคนหนึ่งยืนอยู่ภายนอก ไม่เกาะชายทั้ง ๒ นั้น แต่ว่าชายอีกคนหนึ่งกลับยืนเกาะชายที่ยืนอยู่ภายนอกมณฑปนั้น ถึงอรูปสมาบัติทั้ง ๔ บัณฑิตผู้มีปรีชาพึงทราบโดยความมีสภาพเสมอกันกับชายทั้ง ๔ คนเหล่านั้นตามลำดับ


ในอุปมานั้น มีการขยายความดังต่อไปนี้
เขาเล่าว่า มีมณฑปหลังหนึ่งอยู่ในที่สกปรก สมัยนั้นยังมีชายคนหนึ่งมาแล้วเกลียดความสกปรกนั้น จึงเหนี่ยวมณฑปนั้นอยู่ ดุจหนึ่งว่าคนถูกแขวนอยู่ที่มณฑปนั้น
ต่อมายังมีชายอีกคนหนึ่งมาแล้ว จึงเกาะชายผู้เกาะมณฑปนั้น
ต่อมายังมีชายอีกคนหนึ่งมาแล้วคิดว่า ชายที่เกาะมณฑปก็ดี ชายที่เกาะชายผู้เกาะมณฑปก็ดี ทั้ง ๒ คนเหล่านี้ยืนไม่มั่นคง เขาทั้ง ๒ จักตกลงไปในบ่อใกล้มณฑปแน่นอน อย่ากระนั้นเลย เรายืนข้างนอกดีกว่า เขาจึงยืนเสียข้างนอก ไม่เกาะชายผู้เกาะชายที่เกาะมณฑปนั้น
ภายหลังต่อมา ยังมีชายอีกคนหนึ่งมาแล้วคิดเห็นความไม่ปลอดภัยแห่งชายที่เกาะมณฑปและชายที่เกาะชายผู้เกาะมณฑปนั้น รู้สึกว่าชายที่ยืนอยู่ข้างนอกนั้นยืนได้มั่นคง จึงยืนเกาะชายคนนั้น


ในข้อนั้น นักศึกษาพึงเห็นอากาศเป็นเครื่องเพิกกสิณดุจมณฑปในที่สกปรก พึงเห็นอากาสานัญจายตนะซึ่งมีอากาศเป็นอารมณ์ เพราะรังเกียจรูปนิมิตดุจชายที่เกาะมณฑป เพราะรังเกียจความสกปรก พึงเห็นวิญญาณัญจายตนะ ที่ปรารภอากาสานัญจายตนะซึ่งมีอากาศเป็นอารมณ์ เป็นไปดุจชายผู้เกาะชายที่เกาะมณฑป พึงเห็นอากิญจัญญายตนะ อันไม่ทำอากาสานัญจายตนะให้เป็นอารมณ์แล้วมีความไม่มีแห่งอากาสานัญจายตนะนั้นเป็นอารมณ์ ดุจชายที่คิดถึงความไม่ปลอดภัยแม้แห่งชายทั้ง ๒ คน แล้วยืนเสียข้างนอก ไม่เกาะชายที่เกาะมณฑปนั้น พึงเห็นเนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งปรารภอากิญจัญญายตนะอันตั้งอยู่ ณ ที่



(หน้าที่ 197)



ภายนอก คือความไม่มีวิญญาณเป็นไปดุจชายที่คิดถึงความไม่ปลอดภัยแห่งชายที่เกาะมณฑป และชายผู้เกาะชายซึ่งเกาะมณฑปนั้น แล้วรู้สึกว่าชายที่ยืนอยู่ข้างนอกนั้นว่า เป็นผู้ยืนได้มั่นคง จึงยืนเกาะชายที่ยืนอยู่ข้างนอก ก็เนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ มีความเป็นไปอย่างนี้ คือ
ยังต้องทำอรูปสมาบัตินั่นแหละให้เป็นอารมณ์เพราะไม่มีอารมณ์อื่น เช่นเดียวกับประชาชน จำต้องเคารพพระราชา แม้ที่ตนเห็นความไม่ดี เพราะเหตุแห่งชีวิต
จริงอยู่ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ยังต้องทำอากิญจัญญายตนฌานแม้ที่ตนเห็นโทษอย่างนี้แล้วว่า สมาบัตินี้มีวิญญาณัญจายตนสมาบัติเป็นข้าศึกอยู่ใกล้นั้นเป็นอารมณ์ เพราะไม่มีอารมณ์อื่น


ถามว่า เหมือนอะไร ?
ตอบว่า เหมือนประชาชนยังต้องนอบน้อมพระราชาแม้ที่ตนเห็นความไม่ดี เพราะเหตุแห่งชีวิต อนึ่ง เหมือนประชาชนเมื่อไม่ได้การดำรงชีวิตอยู่ในที่อื่น เพราะเหตุแห่งชีวิตจึงจำต้องอาศัยพระราชาบางพระองค์ที่เป็นเจ้าทวีปทั้งปวง ซึ่งไม่สำรวม มีกายสมาจาร, วจีสมาจาร และมโนสมาจารที่หยาบกระด้าง แม้ที่ตนเห็นโทษแล้วอย่างนี้ว่า พระราชาพระองค์นี้ มีสมาจารกักขฬะเป็นไปฉันใด เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ก็ฉันนั้น เมื่อไม่ได้อารมณ์อื่นก็จำต้องทำอากิญจัญญายตนฌานแม้ที่ตนเห็นโทษแล้วนั้น ให้เป็นอารมณ์
ก็เนวสัญญานาสัญญายตนฌานกระทำอยู่อย่างนี้
คนขึ้นบันไดยาว จะต้องยึดแม่บันได ฉันใด คนขึ้นสู่ยอดภูเขาจะต้องเหนี่ยวโขดเขา ฉันใด คนขึ้นภูเขาหินลาด จะต้องค้ำเข่าของตน ฉันใด เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะต้องยึดเหนี่ยวอากิญจัญญายตนฌานนั้นไป



อารุปปนิเทศ ปริจเฉทที่ ๑๐

ในอธิการว่าด้วยสมาธิภาวนา ในปกรณ์วิเศษชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้

เพื่อให้เกิดความปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย

ยุติลงด้วยประการฉะนี้


...................



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]