วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๑ สมาธินิเทศ หน้าที่ ๒๐๖ - ๒๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 206)


ก็แหละ จิตของภิกษุผู้หมั่นประกอบปฏิกูลสัญญาในอาหารนี้ ย่อมหดกลับถอยหลังจากความอยากในรส เธอเป็นผู้หมดความเมา กลืนกินอาหารเพียงเพื่อต้องการบำบัดทุกข์ ดุจคนต้องการข้ามทางกันดารหมดความอยากในเนื้อบุตร จำต้องกลืนกินเนื้อบุตร ฉะนั้น ครั้นคราวนี้ราคะซึ่งเนื่องด้วยกามคุณ ๕ ย่อมถึงความกำหนดจับได้แก่เธอ ด้วยมุขคือปรีชา คอยจับกวฬิงการาหารโดยไม่ลำเค็ญเลย
เธอกำหนดรู้รูปขันธ์ด้วยมุขคือปรีชากำหนดรู้กามคุณ ๕ อย่าง และแม้กายคตาสติภาวนา ย่อมถึงความเต็มเปี่ยมแก่เธอ ด้วยอำนาจความเป็นของปฏิกูลแห่งอาหารที่ยังไม่ย่อย เป็นต้น เธอชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินตามปฏิปทาอันอนุโลมแก่อสุภสัญญา ก็เธออาศัยข้อปฏิบัตินี้ แม้ยังไม่ประสบความเป็นผู้มีพระอมตะเป็นที่สุดในภพปัจจุบัน ก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
นี้เป็นถ้อยแถลงอย่างพิสดารในการเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา


๒. จตุธาตุววัฏฐานกถา

บัดนี้ ถึงลำดับการแสดงวิธีเจริญจตุธาตุววัฏฐาน ซึ่งทรงแสดงไว้ว่า ววัฏฐานคือการกำหนดอันหนึ่ง รองจากอาหาเรปฏิกูลสัญญาลงมาดังนี้
ในบทเหล่านี้ บทว่า กำหนด คือการสันนิษฐานด้วยสามารถเข้าไปกำหนดสภาพ การกำหนดธาตุทั้ง ๔ ชื่อว่า จตุธาตุววัฏฐาน คำว่า ธาตุมนสิการ คือใฝ่ใจธาตุ คำว่า ธาตุกัมมัฏฐาน คือกรรมฐานมีธาตุเป็นอารมณ์, คำว่า จตุธาตุววัฏฐาน ได้แก่ การกำหนดธาตุ ๔ นี้ โดยใจความเป็นอันเดียวกัน กรรมฐานคือธาตุววัฏฐานนี้นั้นมาแล้ว โดยอาการ ๒ อย่าง คือ โดยย่อ ๑ โดยพิสดาร ๑ การกำหนดธาตุ ๔ นั้น โดยย่อมาในมหาสติปัฏฐานสูตร โดยพิสดารมาในมหาหัตถิปโทปมสูตร ในราหูโลวาทสูตร และในธาตุวิภังคสูตร
ก็การกำหนดธาตุ ๔ นั้น มาแล้วโดยย่อในมหาสติปัฏฐานสูตร ด้วยสามารถภิกษุผู้เจริญธาตุกรรมฐานผู้มีปัญญาแก่กล้าอย่างนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างนายโคฆาตก์หรือลูกมือของนายโคฆาตก์ผู้ขยัน ฆ่าโคแล้วพึงนับแบ่งเนื้อออกเป็นชิ้น ๆ นั่งในทางใหญ่ ๔ แพร่ง ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้แหละ ตามที่ตั้งอยู่แล้ว ตามที่ดำรงอยู่แล้วโดยธาตุว่า ในกายนี้มี ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วายธาตุ ฉันนั้น



(หน้าที่ 207)



ความแห่งพระสูตรนั้นว่า เปรียบดุจนายโคฆาตก์หรือลูกมือของนายโคฆาตก์ผู้ฉลาดนั่นแหละ ผู้อื่นเขาจ้างแล้วด้วยภัตและบำเหน็จ ฆ่าแม่โคแล้ว ชำแหละแล้ว นั่งปันเป็นส่วน ๆ ในทางใหญ่ ๔ แพร่ง กล่าวคือฐานกลางของทางใหญ่ซึ่งแยกไปสู่ ๔ ทิศ ฉันใด ภิกษุย่อมพิจารณากาย ซึ่งชื่อว่าตามที่ตั้งอยู่ เพราะตั้งอยู่โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งอิริยาบถทั้ง ๔ หรือชื่อว่าตามที่ดำรงแล้ว เพราะตามที่ตั้งอยู่แล้วนั่นเอง โดยความเป็นธาตุอย่างนี้ว่า ในกายนี้มี ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ฉันนั้น มีอธิบายอย่างไร ? อธิบายว่าเมื่อนายโคฆาตก์เลี้ยงโคอยู่ก็ดี นำมาสู่ที่ฆ่าก็ดี จูงมาผูกมัดไว้ในที่ฆ่านั้นก็ดี ฆ่าอยู่ก็ดี เห็นโคที่ฆ่าแล้วตายแล้วก็ดี ความสำคัญหมายว่าแม่โคยังไม่สูญหาย ตราบเท่าที่ยังไม่ชำแหละโคนั้นแบ่งออกเป็นชิ้น ๆ แต่เมื่อเธอแบ่งออกแล้วนั่งอยู่ ความหมายว่าแม่โคย่อมหายไป กลายเป็นหมายว่าเนื้อ เธอหาคิดอย่างนี้ไม่ว่า เราขายแม่โค คนเหล่านี้ซื้อแม่โคไป อันที่แท้เธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า เราขายเนื้อ แม้ชนเหล่านี้ซื้อเนื้อไป ฉันใด แม้เมื่อภิกษุนี้ครั้งก่อนคือ ในเวลาเป็นปุถุชน คนโง่ จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ความสำคัญหมายว่าสัตว์ว่าสัตว์เลี้ยงหรือว่าบุคคลยังไม่สูญในทันทีตราบเท่าที่ยังมิได้ทำการแยกก่อน พิจารณากายนี้ตามที่ตั้งอยู่แล้วตามที่ดำรงอยู่แล้วโดยความเป็นธาตุ แต่เมื่อพระโยคีพิจารณาโดยความเป็นธาตุ ความสำคัญหมายว่าเป็นสัตว์ย่อมสูญหาย จิตย่อมตั้งจดจ่ออยู่ด้วย สามารถเป็นธาตุฝ่ายเดียวเพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายโคฆาตย์ผู้ขยัน ฯลฯ พึงเป็นผู้นั่งแล้ว ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็เช่นเดียวกัน ฯลฯ วาโยธาตุ ฉะนี้
แต่ในมหาหัตถิปโทปมสูตร ทรงแสดงโดยพิสดารด้วยสามารถภิกษุผู้บำเพ็ญธาตุกรรมฐานซึ่งมีปัญญาไม่เฉียบแหลมนักอย่างนี้ว่า
ดูกรอาวุโส ก็ปฐวีธาตุภายในเป็นไฉน ? สิ่งใดที่หยาบแข็ง อันปุถุชนยึดมั่นแล้วเป็นภายในจำเพาะตัว คือ ผม ขน เล็บ ฟัน ฯลฯ อาหารใหม่ อาหารเก่า ก็หรืออันใด อันหนึ่งแม้อื่น ที่หยาบแข็งอันปุถุชนยึดมั่นแล้ว ซึ่งเป็นไปในภายในเฉพาะตน ดูกรอาวุโสนี้แหละคือปฐวีธาตุอันเป็นไปในภายใน ดังนี้ด้วย
ดุกรอาวุโส ก็อาโปธาตุภายในเป็นไฉน ? สิ่งใดเป็นของเอิบอาบ ถึงความซึมซาบ อันปุถุชนยึดมั่นแล้ว เป็นภายในเฉพาะตัว คือ ดี ฯลฯ มูตร ก็หรืออันใดอันหนึ่ง



(หน้าที่ 208)



แม้อื่นที่เป็นของเอิบอาบถึงความซึมซาบ อันปุถุชนยึดมั่นแล้ว เป็นภายในเฉพาะตัว ดูกรอาวุโส นี้เรียกว่าอาโปธาตุอันเป็นไปภายใน ดังนี้ด้วย
ดูกรอาวุโส ก็เตโชธาตุภายในเป็นไฉน ? สิ่งใดเป็นของร้อนถึงความเป็นของร้อน อันปุถุชนยึดมั่นแล้ว เป็นภายในเฉพาะตัว คือสิ่งที่เป็นเหตุให้เร่าร้อน ให้โทรม ให้ถูกเผาผลาญ ให้ของที่บริโภคของที่ดื่มของที่กัดกินและของที่ลิ้มถึงความย่อยด้วยดี ก็หรืออันใดอันหนึ่งแม้อื่นที่เป็นของร้อนถึงความเป็นของร้อน อันปุถุชนยึดมั่นแล้ว ซึ่งเป็นภายในเฉพาะตัว ดุกรอาวุโส นี้เรียกว่าเตโชธาตุภายใน ดังนี้ด้วย
ดูกรอาวุโส ก็วาโยธาตุอันเป็นไปภายในเป็นไฉน? สิ่งใดเป็นลมถึงความพัดโบกอันปุถุชนยึดมั่นแล้ว เป็นภายในเฉพาะตัว ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมพัดอยู่ในท้อง ลมพัดอยู่ในไส้ ลมที่แล่นไปในอวัยวะน้อยใหญ่ ลมหายใจออกเข้า ก็หรือว่าอันใดอันหนึ่งที่มีลักษณะดังนี้ หรือแม้อันอื่นคือเป็นลมถึงความพัดโบก อันปุถุชนยึดมั่นแล้ว เป็นไปภายในเฉพาะตัว ดูกรอาวุโส นี้เรียกว่าวาโยธาตุอันเป็นไปภายใน ดังนี้ด้วย
ก็ในมหาหัตถิปโทปมสูตรนี้ฉันใด แม้ในราหุโลวาทสูตรและธาตุวิภังคสูตร ก็เหมือนกัน ฉันนั้น
ในพระสูตรนั้น มีขยายความบทที่ยังไม่กระจ่างดังต่อไปนี้ คำว่า อันเป็นไปภายในเฉพาะตัว ทั้ง ๒ นี้เป็นชื่อของสิ่งที่เป็นนิยกะ สิ่งที่เกิดในตน อธิบายว่า เนื่องกับสันดานของตนชื่อว่านิยกะ นิยกะนี้นั้นฉันเดียวกับคำพูดในหมู่หญิงในโลก เขาย่อมเรียกว่าอธิตถี คำเฉพาะผู้หญิง ฉันใด เรียกว่าเป็นภายในเพราะเป็นไปในตน เรียกว่าเฉพาะตน เพราะอาศัยตนเป็นไป ฉันนั้น คำว่า หยาบคือแข้น คำว่า แข็งคือกระด้าง ในคำเหล่านั้น คำที่ ๑ บอกลักษณะ คำที่ ๒ บอกอาการ เพราะว่าปฐวีธาตุมีลักษณะแข้นแข็ง ปฐวีธาตุนั้นมีอาการหยาบ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าแข็ง คำว่า อันปุถุชนยึดมั่น คือยึดถืออย่างมั่นได้แก่ถืออย่างแน่นอย่างนี้ ว่าเรา ว่าของเรา ดังนี้ ความว่า จับแล้วคลำแล้ว คำว่า เสยฺยถีทํ นี้เป็นนิบาต ความของนิบาตนั้นว่า หากจะถามว่า ข้อนั้นได้แก่อะไร แต่นั้นเมื่อจะแสดงสิ่งที่ถามถึงนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ผม ขน อนึ่ง ในที่นี้บัณฑิตพึงทราบว่าท่านแสดงปฐวีธาตุโดยอาการ ๒๐ โดยรวมมันสมองเข้าในเยื่อกระดูกด้วย ด้วยบทว่า ก็หรือสิ่งอะไร ๆ แม้อื่นสงเคราะห์ปฐวีเข้าในส่วนทั้ง ๓ ที่เหลือ



(หน้าที่ 209)



สภาพที่เอิบ คืออาบไปสู่ที่นั้น ๆ โดยความเป็นของซึมแทรกไป เหตุนั้นชื่อว่าอาโป สภาพที่ไปแล้วในสภาพที่ซึมซาบทั้งหลายมีอย่างต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งสภาพที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานเป็นต้น เหตุนั้นชื่อว่าถึงความซึมซาบ สิ่งนั้นได้แก่อะไร ? ได้แก่สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบแห่งอาโปธาตุ
ชื่อว่าไฟ ด้วยอำนาจความร้อน ชื่อว่าถึงความเร่าร้อน เพราะเหตุที่ไปแล้วในภาวะที่ร้อนทั้งหลายตามนัยที่กล่าวแล้ว สิ่งนั้นได้แก่อะไร ? ได้แก่สิ่งที่มีลักษณะที่อบอ้าว คำว่า ก็ด้วยสิ่งใด ความว่า ด้วยสิ่งที่นับว่าไฟใดกำเริบแล้วกายนี้ย่อมเร่าร้อน คือเกิดร้อนรุ่มด้วยภาวะมีต้องแก่ประจำทุกวัน เป็นต้น คำว่า และเป็นเหตุให้โทรม คือเป็นเหตุให้กายนี้คร่ำคร่า คือให้ถึงความเป็นผู้มีอินทรีย์พิกลสิ้นกำลังและหนังเหี่ยวผมหงอกเป็นต้น คำว่าและเป็นเหตุให้ถูกเผาผลาญ คือสิ่งใดกำเริบแล้วกายนี้ย่อมถูกเผา และบุคคลนั้นคร่ำครวญอยู่ว่า เราย่อมถูกเผา ๆ ดังนี้ ย่อมหวังการทาน้ำมันเนยที่เคี่ยวแล้วร้อยครั้งปล่อยให้เย็นและอินทรีย์ที่เย็นเหมือนน้ำเป็นต้น และลมอันเกิดแก่พัดใบตาล คำว่า ให้ของบริโภคของดื่มของเคี้ยวของลิ้มถึงความย่อยไปด้วยดี คือเป็นเครื่องถึงความหายไปโดยเป็นรสเป็นต้นด้วยดี แห่งของบริโภคมีข้าวสุกเป็นต้นนี้ หรือเครื่องดื่มมีน้ำเป็นต้น หรือของเคี้ยวมีแป้งและอาหารว่างเป็นต้น หรือของลิ้มมีมะม่วงสุกน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้นนี้ ก็ในบรรดาลักษณะเหล่านี้ ลักษณะ ๓ ข้างต้นมีเตโชธาตุเป็นสมุฏฐาน ลักษณะหลังมีกรรมเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว
ชื่อว่า ลม ด้วยอำนาจกระพือพัด ที่ชื่อว่า ถึงความโบกพัด คือนับเข้าในจำพวกลมทั้งหลายตามนัยที่กล่าวแล้ว สิ่งนั้นได้แก่อะไร ? ได้แก่สิ่งที่มีลักษณะไหว ชื่อว่าลมขึ้นเบื้องบน ได้แก่ลมที่ตีขึ้นข้างบนอันเป็นไปแล้วด้วยอำนาจการอ้วกเป็นต้น ชื่อว่า ลมพัดลงเบื้องต่ำ ได้แก่ลมที่กดลงเบื้องต่ำที่นำอุจจาระและปัสสาวะเป็นต้นออกมา ชื่อว่า ลมอยู่ในท้อง คือลมภายนอกไส้ใหญ่ทั้งหลาย ชื่อว่า ลมในไส้ คือลมภายในไส้ใหญ่ ชื่อว่า ลมแล่นไปตามร่างกาย คือลมที่เกิดเพราะการงอเข้าและเหยียดออกเป็นต้น ซึ่งซ่านไปสู่อวัยวะน้อยใหญ่ในสรีระทั้งสิ้นตามแนวแห่งข่ายคือเส้นเอ็น ชื่อว่า ลมอัสสาสะ คือลมในจมูกที่เข้า



(หน้าที่ 210)



ข้างใน ชื่อว่า ลมปัสสาสะ ได้แก่ลมในจมูกที่ออกข้างนอก และในลมเหล่านี้ ลม ๕ ชนิดตอนต้นมี ๔ สมุฏฐาน ลมอัสสาสะปัสสาสะ มีจิตเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว ก็ด้วยบทว่า ก็หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งแม้อื่น ดังนี้ ในทุก ๆ แห่ง ท่านสงเคราะห์อาโปธาตุเป็นต้นเข้าในส่วนที่เหลือทั้งหลาย ธาตุ ๔ เป็นอันท่านให้พิสดารด้วยอาการ ๔๒ คือ ปฐวีธาตุโดยอาการ ๒๐ อาโปธาตุโดยอาการ ๑๒ เตโชธาตุโดยอาการ ๔ วาโยธาตุโดยอาการ ๖ ดังพรรณนามาฉะนี้
การขยายความบาลีในอธิการนี้ เพียงเท่านี้ก่อน


วิธีเจริญกรรมฐาน

ก็พึงทราบวินิจฉัยในนัยแห่งการเจริญในธาตุกรรมฐานนี้ การกำหนดธาตุอย่างพิสดารอย่างนี้ว่า ผมเป็นปฐวีธาตุ ขนเป็นปฐวีธาตุ ดังนี้ ย่อมปรากฏโดยความเป็นของเนิ่นช้าแก่ภิกษุผู้มีปัญญาเฉียบแหลม แต่เมื่อผู้มีปัญญาเฉียบแหลมนั้นใฝ่ใจอยู่อย่างนี้ว่า สิ่งใดมีลักษณะแข้นแข็ง สิ่งนั้นคือปฐวีธาตุ สิ่งใดมีลักษณะเอิบอาบ สิ่งนั้นคืออาโปธาตุ สิ่งใดมีลักษณะให้อบอุ่น สิ่งนั้นคือเตโชธาตุ ดังนี้ กรรมฐานย่อมปรากฏแต่ผู้มีปัญญาไม่เฉียบแหลมนัก ใฝ่ใจอยู่อย่างนี้ กรรมฐานนี้ย่อมมืดมัวไม่แจ่มแจ้ง เมื่อเธอใฝ่ใจโดยพิสดารตามนัยก่อนกรรมฐานจึงจะปรากฏได้ชัด ถามว่าใฝ่ใจอย่างไร ? เปรียบเหมือนภิกษุ ๒ รูป สาธยายบาลีที่มีเปยยาลมาก ภิกษุผู้มีปัญญาเฉียบแหลมยังบาลีหน้าเปยยาลให้พิสดารครั้งเดียวหรือสองครั้ง เบื้องหน้าแต่นั้นก็ทำการสาธยายด้วยสามารถที่สุด ๒ ข้างจึงเลยไปในภิกษุ ๒ รูปนั้น ฝ่ายรูปที่มีปัญญาไม่เฉียบแหลม จะกล่าวอย่างนี้ว่า นี้ชื่อว่าสาธยายอะไรกัน ไม่ให้ทำเพียงกระทบริมฝีปาก เมื่อทำการสาธยายอยู่อย่างนี้เมื่อไรบาลีจึงจักคล่อง เธอจึงทำการสาธยายยังบาลีเปยยาลที่มาถึงแล้ว ๆ ให้พิสดาร ฝ่ายภิกษุผู้มีปัญญาเฉียบแหลมจะกล่าวกะเธออย่างนี้ว่า นี่ชื่อสาธยายอะไรกัน ไม่ให้ถึงที่สุดสักที เมื่อทำการสาธยายอย่างนี้เมื่อไรบาลีจึงจักถึงที่สุดได้ ดังนี้ ฉันใด การกำหนดธาตุอย่างพิสดารด้วยอำนาจผมเป็นต้นย่อมปรากฏโดยเป็นของช้า ๆ แก่ภิกษุผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ฉันนั้น แต่เมื่อท่านใฝ่ใจย่อโดยนัยเป็นต้นว่าสิ่งใดมีลักษณะเข้นแข็งสิ่งนี้คือ ปฐวีธาตุ ดังนี้ กรรมฐานย่อมปรากฏ ฝ่ายภิกษุทรามปัญญาใฝ่ใจเหมือนอย่างนั้น กรรมฐานกลับมืดไม่แจ่ม เมื่อใฝ่ใจโดยพิสดารด้วยสามารถผมเป็นต้น กรรมฐานย่อมแจ่มชัด


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]