วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๑ สมาธินิเทศ หน้าที่ ๒๓๑ - ๒๓๖

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 231)


ในข้อมาติกาว่า โดยปัจจัย พึงทราบวินิจฉัยว่า ปฐวีธาตุอันน้ำยึดไว้ อันไฟตามรักษาไว้ อันลมให้เคลื่อนไหว เป็นปัจจัยเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งมหาภูตทั้ง ๓ อาโปธาตุตั้งอาศัยดิน อันไฟตามรักษา อันลมให้เคลื่อนไหว เป็นปัจจัยเป็นเครื่องยึดแห่งมหาภูตทั้ง ๓ เตโชธาตุตั้งอาศัยดิน อันน้ำยึดไว้ อันลมให้เคลื่อนไหว เป็นปัจจัยเป็นเครื่องอบอุ่นแห่งมหาภูตทั้ง ๓ วาโยธาตุตั้งอาศัยดิน อันน้ำยึดไว้ อันไฟให้อบอุ่น เป็นปัจจัยเป็นเหตุให้เคลื่อนไหวแห่งมหาภูตทั้ง ๓ พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยเป็นปัจจัย ดังบรรยายมานี้
ในข้อมาติกาว่า โดยไม่รู้จักกัน พึงทราบวินิจฉัยว่า ในบรรดาธาตุทั้ง ๔ นี้ ปฐวีธาตุย่อมไม่รู้สึกว่า เราคือปฐวีธาตุ หรือว่าเราเป็นที่ตั้งเป็นปัจจัยแห่งมหาภูตทั้ง ๓ แม้ธาตุ ๓ นอกนี้ก็ไม่รู้สึกว่า ปฐวีธาตุเป็นปัจจัยเป็นที่ตั้งของพวกเรา ในธาตุทั้งปวงมีนัยเช่นเดียวกันนี้ พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยไม่รู้จักกัน ดังบรรยายมานี้
ในข้อมาติกาว่า โดยวิภาคของปัจจัย พึงทราบวินิจฉัยว่า ก็ปัจจัยของธาตุมี ๔ คือ กรรม จิต อาหาร ฤดู ในปัจจัยทั้ง ๔ นั้น กรรมนั่นแหละย่อมเป็นปัจจัยแห่งธาตุทั้งหลายที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน มิใช่ปัจจัยอื่นมีจิตเป็นต้น ส่วนจิตเป็นต้นย่อมเป็นปัจจัยแม้แห่งทั้งธาตุทั้งหลายที่มีจิตเป็นต้นเป็นสมุฏฐาน มิใช่ปัจจัยนอกนี้
อนึ่ง กรรมย่อมเป็นตัวชนกปัจจัย คือปัจจัยที่บันดาลให้เกิดแห่งธาตุทั้งหลายที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน เป็นอุปนิสสยปัจจัยโดยอ้อมแห่งธาตุทั้งหลายที่เหลือ จิตย่อมเป็นตัวชนกปัจจัยแห่งธาตุทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็นปัจฉาชาตปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัย แห่งธาตุทั้งหลายที่เหลือ อาหารย่อมเป็นตัวชนกปัจจัยแห่งธาตุทั้งหลายที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน เป็นอาหารปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัยแห่งธาตุทั้งหลายที่เหลือ ฤดูย่อมเป็นตัวชนกปัจจัยแห่งธาตุทั้งหลาย ที่มีฤดูเป็นสมุฏฐาน เป็นอัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยแห่งธาตุทั้งหลายที่เหลือ
มหาภูตมีกรรมเป็นสมุฏฐาน ย่อมเป็นปัจจัยของมหาภูตทั้งหลายที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานบ้าง ที่มีจิตเป็นต้นเป็นสมุฏฐานบ้าง มหาภูตที่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็ดี ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานก็ดี ที่มีฤดูเป็นสมุฏฐานก็ดี ย่อมเป็นปัจจัยแห่งมหาภูตทั้งหลาย ที่มีฤดูเป็นสมุฏฐาน ที่มีกรรมเป็นต้นเป็นสมุฏฐานบ้างเช่นกัน



(หน้าที่ 232)



ในบรรดาปัจจัยทั้ง ๔ เหล่านั้น ปฐวีธาตุ มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ย่อมเป็นปัจจัย แห่งธาตุนอกนี้ที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ด้วยสามารถสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัยแห่งธาตุนอกนี้ และด้วยสามารถเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งธาตุนอกนี้ แต่มิใช่เป็นปัจจัย ด้วยสามารถเป็นตัวบันดาลให้เกิด คือ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งมหาภูตที่มีสันตติ ๓ นอกนี้ ด้วยสามารถเป็นนิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัย มิใช่เป็นปัจจัยด้วยสามารถเป็นที่พำนัก และมิใช่เป็นปัจจัยด้วยสามารถชนกปัจจัย
ในจำพวกธาตุเหล่านี้ ฝ่ายอาโปธาตุ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธาตุ ๓ นอกนี้ ด้วยสหชาตปัจจัยเป็นต้น และด้วยสามารถเป็นเครื่องยึดไว้ มิใช่ด้วยสามารถเป็นชนกปัจจัย คือเป็นปัจจัยแห่งธาตุ ๓ นอกนี้ ที่มีสันตติ ๓ ด้วยสามารถเป็นนิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัย มิใช่เป็นปัจจัยด้วยสามารถเป็นเครื่องยึดไว้ มิใช่เป็นปัจจัยด้วยสามารถเป็นตัวชนกปัจจัย
ในจำพวกธาตุเหล่านี้ ส่วนเตโชธาตุ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธาตุ ๓ นอกนี้ ด้วยสามารถเป็นสหชาตปัจจัยเป็นต้น และด้วยสามารถเป็นเครื่องให้อบอุ่น มิใช่เป็นปัจจัยด้วยสามารถเป็นชนกปัจจัย คือย่อมเป็นปัจจัยแห่งมหาภูตนอกนี้ ซึ่งมีสันตติ ๓ ด้วยสามารถเป็นนิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัยเท่านั้น มิใช่ด้วยสามารถเป็นเครื่องให้อบอุ่น มิใช่ด้วยสามารถเป็นชนกปัจจัย
ในจำพวกธาตุเหล่านี้ ส่วนวาโยธาตุ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธาตุ ๓ นอกนี้ ด้วยสามารถสหชาตปัจจัยเป็นต้น และด้วยสามารถเป็นเหตุเคลื่อนไหว มิใช่ด้วยสามารถชนกปัจจัย คือเป็นปัจจัยแห่งมหาภูต ซึ่งมีสันตติ ๓ นอกนี้ ด้วยสามารถเป็นนิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัยเท่านั้น มิใช่ด้วยสามารถเป็นเหตุเคลื่อนไหว มิใช่ด้วยสามารถชนกปัจจัย แม้ในปฐวีธาตุเป็นต้น ซึ่งมีจิตและอาหารและฤดูเป็นต้นเป็นสมุฏฐาน ก็มีนัยนี้เหมือนกัน ก็แหละ บรรดาธาตุเหล่านี้ ซึ่งเป็นไปตามอำนาจของปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้นดังพรรณนามานี้ ธาตุ ๓ อาศัยธาตุ ๑ เป็นไปโดยอาการ ๔ อย่าง ธาตุ ๑ อาศัยธาตุ ๓ และธาตุ ๒ อาศัยธาตุ ๒ ย่อมเป็นไปโดยอาการ ๖ อย่าง
จริงอยู่ ในปฐวีธาตุเป็นต้น ธาตุ ๓ อาศัยธาตุ ๑ ย่อมเป็นไปโดยอาการ ๔ อย่าง อย่างนี้คือ ธาตุ ๓ อาศัยธาตุ ๑



(หน้าที่ 233)



อนึ่ง ในปฐวีธาตุเป็นต้น ธาตุ ๑ อาศัยธาตุ ๓ ธาตุนอกนี้ ตามนัยนี้ ธาตุอันเดียว อาศัยธาตุอื่น ๓ จึงเป็นไปโดยอาการ ๔ อย่าง
อนึ่ง ธาตุ ๒ ข้างปลายอาศัยธาตุ ๒ ข้างต้น และธาตุ ๒ ข้างต้นอาศัยธาตุ ๒ ข้างปลาย ธาตุที่ ๒ และธาตุที่ ๔ อาศัยธาตุที่ ๑ และที่ ๓ ธาตุที่ ๑ ที่ ๓ อาศัยธาตุที่ ๒ และที่ ๔ ธาตุที่ ๒ ที่ ๓ อาศัยธาตุที่ ๑ และที่ ๔ และธาตุที่ ๑ และธาตุที่ ๔ อาศัยธาตุที่ ๒ และที่ ๓ ตายนัยนี้ ธาตุ ๒ อาศัยธาตุ ๒ ย่อมเป็นไปโดยอาการ ๖ อย่าง
ในธาตุเหล่านั้น ปฐวีธาตุเป็นปัจจัยแห่งการยันในเวลาก้าวไปและถอยกลับเป็นต้นปฐวีธาตุนั้นและประสมกับอาโปธาตุอันอาโปธาตุซึมซาบแล้ว ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการให้ดำรงมั่น ฝ่ายอาโปธาตุประสมกับปฐวีธาตุย่อมเป็นปัจจัยแห่งอันมิให้กระจัดกระจาย และเตโชธาตุ ประสมกับวาโยธาตุย่อมเป็นปัจจัยแห่งอันยกขึ้น ฝ่ายวาโยธาตุประสมกับเตโชธาตุ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการเดินและวิ่งได้เร็ว พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยวิภาคของปัจจัยดังบรรยายมานี้
ก็แม้ เมื่อพระโยคีใฝ่ใจด้วยสามารถอรรถวิเคราะห์เป็นต้นอย่างนี้ ธาตุทั้งหลายย่อมปรากฏโดยเป็นส่วนหนึ่ง ๆ เมื่อท่านรำพึงและใฝ่ใจธาตุเหล่านั้นบ่อย ๆ อุปจารสมาธิย่อมเกิดตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ อุปจารสมาธินี้นั้นถึงความนับว่าจตุธาตุววัฏฐาน เพราะเกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งญาณที่กำหนดธาตุ ๔


อานิสงส์การกำหนดธาตุ ๔

ก็แหละ พระโยคีผู้หมั่นประกอบจตุธาตุววัฏฐานนี้ใด ย่อมหยั่งลงสู่ความเป็นของเปล่า ย่อมเพิกถอนความสำคัญหมายว่าสัตว์ พระโยคีนั้นไม่ถึงความกำหนดแยกว่าเนื้อร้ายและยักษ์และผีเสื้อน้ำเป็นต้น เพราะเป็นผู้เพิกถอนสัตตสัญญาเสียได้ จึงเป็นผู้ทนต่อภัยน่าพึงกลัว ทนต่อความยินดียินร้าย ไม่ถึงความสงบและความอึดอัดใจ ในเพราะอารมณ์ที่ปรารถนาและไม่ปรารถนา ก็แลท่านย่อมเป็นผู้ที่มีปัญญามาก มีพระนิพพานเป็นที่สุด มิฉะนั้นก็เป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า



(หน้าที่ 234)



นักปราชญ์ พึงส้องเสพธาตุววัฏฐาน ที่พระโยคี
ผู้ประเสริฐเพียงดังสีหะเคยเล่นมาแล้ว อันมีอานุภาพมาก
อย่างนี้ เป็นนิตย์เทอญ


นิเทศแห่งการเจริญจตุธาตุววัฏฐาน ยุติเพียงเท่านี้






ก็ปัญหาอันข้าพเจ้าตั้งไว้แล้วโดยนัยเป็นต้นว่า อะไรชื่อว่า สมาธิ ? ที่ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่ากระไร ? ดังนี้ เพื่อแสดงความพิสดารแห่งสมาธิและนัยแห่งการเจริญในปัญหาเหล่านั้น บทว่า พึงเจริญอย่างไรนี้ มีการพรรณนาความจบแล้วโดยประการทั้งปวง ด้วยอาการเพียงเท่านี้แล
สมาธินี้นั้น ที่ท่านประสงค์ในที่นี้มี ๒ อย่างเท่านั้น คือ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ในสมาธิทั้ง ๒ นั้น ความมีอารมณ์แน่วแน่ในกรรมฐานทั้ง ๑๐ และในจิตเป็นบูรพภาคแห่งอัปปนา ชื่อว่า อุปจารสมาธิ ความมีจิตแน่วแน่ในกรรมฐานที่เหลือ ชื่อว่า อัปปนาสมาธิ สมาธิทั้ง ๒ อย่างนั้น จัดว่าอันพระโยคีอบรมแล้ว เพราะอบรมกรรมฐานเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวบทนี้ว่า พึงเจริญอย่างไรนี้ มีการพรรณนาความจบแล้วโดยประการทั้งปวง


อานิสงส์สมาธิภาวนา ๕ อย่าง

แต่คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า อะไรเป็นอานิสงส์แห่งสมาธิภาวนา จะแก้ในคำนั้น อานิสงส์แห่งสมาธิภาวนา มี ๕ อย่าง มีการอยู่เป็นสุขในภพทันตาเห็นเป็นต้น
๑. จริงอย่างนั้น ท่านเหล่าใดเป็นอรหันต์ขีณาสพ เข้าสมาบัติแล้วมีจิตแน่วแน่ ย่อมเจริญสมาธิโดยหมายจะอยู่สบายทั้งวัน สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นของท่านเหล่านั้น มีการอยู่เป็นสุขในภพทันตาเห็นเป็นอานิสงส์ เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่าดูกรจุนทะ ธรรมเหล่านี้ตถาคตไม่เรียกว่าเป็นธรรมเครื่องขัดเกลาในวินัยของพระอริยะธรรมเหล่านี้ตถาคตเรียกว่า 'เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในภพทันตาเห็นในวินัยของพระอริยะ'
๒. สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นก็ดี สมาธิภาวนาเป็นแต่เฉียด ๆ โดยนัยแห่งความบรรลุปลอดโปร่งในที่คับแคบก็ดี แห่งปุถุชนผู้เสขะผู้ออกจากสมาบัติแล้ว เจริญโดยหมายใจ


(หน้าที่ 235)


ว่า จักเห็นแจ้งด้วยจิตอันมั่นคง ชื่อว่ามีวิปัสสนาเป็นอานิสงส์ เพราะเป็นปทัฏฐานแห่งวิปัสสนา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเจริญสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยว่าภิกษุผู้มีจิตมั่นคงแล้วย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง
๓ ฝ่ายท่านเหล่าใดยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดแล้ว เข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาท ออกจากสมาบัติแล้ว มุ่งหมายอภิญญาทั้งหลายมีนัยดังกล่าวแล้วว่า 'แม้คนเดียวแปลงเป็นสหายหลายคนได้' ดังนี้ บำเพ็ญให้เกิดอยู่ สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นของท่านเหล่านั้น ในเมื่อเหตุให้เกิดมีอยู่ จัดว่ามีอภิญญาเป็นอานิสงส์ เพราะเป็นปทัฏฐานแห่งอภิญญา เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้นย่อมน้อมนำจิตเพื่อทำให้แจ้งด้วยอภิญญา ซึ่งธรรมอันควรทำให้แจ้งด้วยอภิญญาใด ๆ ย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้น ๆ เที่ยวในเมื่อเหตุให้เกิดมีอยู่
๔. ปุถุชนเหล่าใดมีฌานไม่เสื่อม ปรารถนาความเข้าถึงพรหมโลกโดยหมายใจว่าจักเกิดในพรหมโลก หรือไม่ปรารถนาก็ตาม ไม่เสื่อมจากสมาธิ สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นของปุถุชนเหล่านั้น มีภพวิเศษเป็นอานิสงส์ เพราะนำมาซึ่งภพวิเศษ เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า 'ถามว่า ผู้ที่เจริญปฐมฌานยังเป็นกามาพจร ย่อมเกิดในที่ไหน' แก้ว่า 'ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาพวกพรหมปาริสัชชา' ดังนี้เป็นต้น อนึ่ง แม้สมาธิภาวนาเฉียด ๆ ยังนำมาซึ่งสุคติภพวิเศษคือกามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้นทีเดียว
๕. ส่วนท่านเหล่าใดเป็นพระอริยเจ้า เจริญสมาธิด้วยดำริว่าเราจักยังสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด แล้วเข้านิโรธสมาบัติเป็นผู้ไม่มีความคิดนึกตลอด ๗ วัน บรรลุนิโรธนิพพานแล้วจักอยู่เป็นสุขในภพทันตาเห็น สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นของท่านเหล่านั้น มีนิโรธเป็นอานิสงส์ เพราะเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวไว้ว่า 'ปัญญาในการอบรมวสีด้วยญาณจริยา ๑๖ และสมาธิ ๖ เป็นญาณในนิโรธสมาบัติ'
อานิสงส์แห่งสมาธิภาวนามี ๕ อย่าง มีการอยู่เป็นสุขในภพทันตาเห็นเป็นต้นดังบรรยายมานี้
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตไม่พึงประมาทในการประกอบสมาธิ
ภาวนา อันเป็นเครื่องชำระมลทินคือกิเลส มีอานิสงส์เป็นอเนก
ประการเทอญ



(หน้าที่ 236)



ก็ด้วยบรรหารเพียงเท่านี้ เป็นอันแสดงหมดจดแล้วแม้ซึ่งสมาธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรค อันข้าพเจ้าแสดงแล้วด้วยธรรมอันเป็นประมุขคือ ศีล สมาธิ ปัญญา แห่งพระคาถานี้ว่า 'นรชนผู้มีปัญญาตั้งมั่นในศีล' ดังนี้เป็นต้น


สมาธินิเทศ ปริจเฉทที่ ๑๑

ในปกรณ์วิเศษวิสุทธิมรรค ที่ข้าพเจ้ารจนาไว้

เพื่อพยุงความปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย

ยุติเพียงเท่านี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]