วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๓๗ - ๒๔๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 237)


อิทธิวิธนิเทศ ปริจเฉทที่ ๑๒

อภิญญากถา

การเจริญสมาธินี้ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่า มีอภิญญาเป็นอานิสงส์ด้วยอำนาจแห่งโลกิยอภิญญาเหล่าใด บัดนี้ เพื่อจะทำอภิญญาเหล่านั้นให้สมบูรณ์ เพราะเหตุที่โยคีบุคคล ผู้ที่ได้บรรลุจตุตถฌานในปฐวีกสิณเป็นต้นแล้วควรทำความเพียรต่อไป ด้วยว่าเมื่อโยคีบุคคลทำได้อย่างนั้น การเจริญสมาธินั้นของเธอก็จักได้รับอานิสงส์และเป็นภาวนาที่มั่นคง เธอผู้ประกอบด้วยการเจริญสมาธิที่ได้รับอานิสงส์และเป็นภานาที่มั่นคง ก็จักทำการเจริญปัญญาให้สมบูรณ์ได้โดยง่ายแล เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นข้าพเจ้าจักเริ่มบรรยายถึงอภิญญากถาต่อไปก็เพื่อที่จะแสดงอานิสงส์แห่งการเจริญสมาธิ และเพื่อที่จะแสดงธรรมอันประณีต ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แก่เหล่ากุลบุตรผู้ได้สมาธิในจตุตถฌานแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตรัสโลกิยอภิญญาไว้ ๕ ประการคือ : -


๑. อิทฺธิวิธ การแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ
๒. ทิพฺพโสตธาตุญาน การรู้ดุจได้ยินด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์
๓. เจโตปริยญาน การรู้จักกำหนดใจผู้อื่นได้
๔. ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาน การรู้ในอันตามระลึกถึงชาติที่เคยอาศัยในกาลก่อนได้
๕. สตฺตานํ จุตูปปาตญาน การรู้ในการจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายได้
โดยชี้แจงตัวอย่างไว้ว่า โยคีบุคคลนั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตนุ่มนวลควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว ย่อมนำจิตคือน้อมจิตไปในฤทธิ์มีประการต่าง ๆ เธอย่อมได้บรรลุชนิดแห่งฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ แม้คนคนเดียวก็บันดาลให้เป็นหลายคนได้ ดังนี้


การฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔

ในโลกิยอภิญญา ๕ ประการนั้น โยคีบุคคลผู้เริ่มบำเพ็ญต้องการจะแสดงฤทธิ์ให้ได้ต่าง ๆ เป็นต้นว่า แม้คนคนเดียวก็บันดาลให้เป็นหลายคนได้ ดังนี้ พึงทำสมาบัติ ๘ แปดหนให้เกิดในกสิณ ๘ มีโอทาตกสิณเป็นข้อสุดท้ายแล้ว พึงฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔ เหล่านี้ คือ : -



(หน้าที่ 238)



๑. กสิณานุโลมโต โดยเข้าฌานอนุโลมตามกสิณ
๒. กสิณปฏิโลมโต โดยเข้าฌานปฏิโลมลำดับกสิณ
๓. กสิณานุโลมปฏิโลมโต โดยเข้าฌานอนุโลมและปฏิโลมลำดับกสิณ
๔. ฌานานุโลมโต โดยเข้าอนุโลมลำดับฌาน
๕. ฌานปฏิโลมโต โดยเข้าปฏิโลมลำดับฌาน
๖. ฌานานุโลมปฏิโลมโต โดยเข้าทั้งอนุโลมและปฏิโลมฌาน
๗. ฌานานุกฺกตกโต โดยลำดับกสิณแต่ข้ามฌาน
๘. กสิณุกฺกนฺตกโต โดยลำดับฌานแต่ข้ามกสิณ
๙. ฌานกสิณุกฺกนฺตกโต โดยข้ามฌานและกสิณ
๑๐. องฺคสงฺกนฺติโต โดยเลื่อนองค์ฌาน
๑๑. อารมฺมณสงฺกนฺติโต โดยเลื่อนอารมณ์
๑๒. องฺคารมฺมณสงฺกนฺติโต โดยเลื่อนองค์ฌานและอารมณ์
๑๓. องฺคววฏฺฐาปนโต โดยกำหนดองค์ฌาน
๑๔. อารมฺมณววฏฺฐาปนโต โดยกำหนดอารมณ์


ถามว่า – ก็ในอาการ ๑๔ อย่างเหล่านี้ กสิณานุโลม เข้าฌานอนุโลมตามลำดับกสิณ เป็นไฉน ? ฯลฯ อารัมมณววัฏฐาปนะ การกำหนดอารมณ์ เป็นไฉน ?
ตอบว่า – ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเข้าฌานปฐวีกสิณ ถัดจากนั้นไปก็เข้าฌานในอาโปกสิณ ในกสิณอีก ๘ ก็เข้าฌานตามลำดับอย่างนี้ได้ตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง นี้ชื่อว่า กสิณานุโลม คือเข้าฌานโดยอนุโลมกสิณ การเข้าฌานโดยปฏิโลม ตั้งแต่โอทาตกสิณอย่างนั้นนั่นแหละชื่อว่า กสิณปฏิโลม คือการเข้าฌานปฏิโลมลำดับกสิณ การเข้าฌานบ่อย ๆ ด้วยอำนาจอนุโลมและปฏิโลมลำดับกสิณอย่างนี้คือ ตั้งแต่ปฐวีกสิณไปจนถึงโอทาตกสิณ ตั้งแต่โอทาตกสิณย้อนกลับจนถึงปฐวีกสิณ ชื่อว่า กสิณานุโลมปฏิโลม คือการเข้าฌานตามลำดับและย้อนลำดับกสิณ ก็การเข้าฌานไปตามลำดับตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ่อย ๆ ชื่อว่า ฌานานุโลม คือ การเข้าตามลำดับฌาน การเข้าฌานบ่อย ๆ ตั้งแต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ย้อนกลับมาถึงปฐมฌาน ชื่อว่า ฌานปฏิโลม คือการ



(หน้าที่ 239)



การเข้าฌานบ่อย ๆ ด้วยอำนาจตามลำดับและย้อนลำดับฌานอย่างนี้คือ ตั้งแต่ปฐมฌานไปจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และตั้งแต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานย้อนกลับมาถึงปฐมฌาน ชื่อว่า ฌานานุโลมปฏิโลม คือ การเข้าฌานตามลำดับและย้อนลำดับ ส่วนการเข้าฌานก้าวไปตามลำดับกสิณแล้วข้ามฌานไปโดยที่เว้นฌานหนึ่งไว้ในระหว่างอย่างนี้ คือ เข้าปฐมฌานในปฐวีกสิณแล้วก็ข้ามไปเข้าตติยฌานในปฐวีกสิณเลยทีเดียว เพิกตติยฌานนั้นจากปฐวีกสิณนั้นแล้วจึงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน เพิกจากอากาสานัญจายตนฌานนั้นแล้วก็ข้ามไปเข้าอากิญจัญญายตนฌานเลยอย่างนี้ ชื่อว่าฌานานุกกันตกะ คือ เข้าฌานตามลำดับกสิณ แต่ข้ามลำดับฌาน การประกอบเนื้อความแม้ที่เริ่มจากอาโปกสิณเป็นต้นไป นักศึกษาพึงทำเหมือนอย่างเดียวกันนี้ การเข้าฌานก้าวไปตามลำดับฌานแล้ว ข้ามกสิณไปโดยที่เว้นกสิณหนึ่งนั่นแลไว้ในระหว่าง โดยนัยนี้คือ เข้าปฐมฌานนั้นนั่นแหละในเตโชกสิณอีก ต่อนั้นก็ข้ามไปเข้าในนีลกสิณ ถัดจากนั้นก็ข้ามไปเข้าในโลหิตกสิณ อย่างนี้ชื่อว่า กสิณุกกันตกะ คือเข้าฌานไปตามลำดับฌาน แต่ข้ามลำดับกสิณ การเข้าฌานข้ามทั้งลำดับฌานและกสิณโดยนัยนี้ คือ เข้าปฐมฌานปฐวีกสิณแล้ว ต่อแต่นั้นจึงเข้าตติยฌานในเตโชกสิณ เพิกนีลกสิณแล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน จากโลหิตกสิณไปเข้าอากิญจัญญายตนฌาน อย่างนี้ชื่อว่าฌานกสิณุกกันตกะ คือ ข้ามทั้งฌานและกสิณ ก็การเข้าปฐมฌานในปฐวีกสิณแล้ว เข้าฌานอื่นอีก (คือเข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน) ในปฐวีกสิณนั้นนั่นเอง ชื่อว่า อังคสังกันติกะ คือ การเลื่อนองค์ฌาน การเข้าฌานเฉพาะฌานเดียวเท่านั้น ในกสิณทั้งหมดอย่างนี้ คือ เข้าปฐมฌานในปฐวีกสิณแล้ว เข้าปฐมฌานซ้ำอีกในอาโปกสิณ ฯลฯ เข้าปฐมฌานซ้ำอีกใน โอทาตกสิณ ดังนี้ชื่อว่า อารัมมณสังกันติกะ คือ การเลื่อนอารมณ์ การเลื่อนองค์และอารมณ์ด้วยการสลับกันไปอย่างนี้ คือ เข้าปฐมฌานในปฐวีกสิณแล้วเข้าทุติยฌานในอาโปกสิณ เข้าตติยฌานในเตโชกสิณ เข้าจตุตถฌานในวาโยกสิณ เพิกนีลกสิณแล้ว เข้าอากาสานัญจายตนฌาน จากปีตกสิณเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน จากโลหิตกสิณเข้าอากิญจัญญายตนฌาน จากโอทาตกสิณเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นี้ชื่อว่าอังคารัมณสังกันติกะ คือ เลื่อนองค์และอารมณ์ ส่วนการกำหนดเฉพาะเพียงองค์ฌานเท่านั้นอย่างนี้คือ กำหนดปฐมฌานว่ามีองค์ ๕ แล้วกำหนดทุติยฌานว่ามีองค์ ๓ กำหนดตติยฌานว่ามีองค์ ๒ กำหนดจตุตถฌาน



(หน้าที่ 240)



อากาสานัญจายตนฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ว่ามีองค์ ๒ เหมือนกัน ดังนี้ชื่อว่า อังคววัฏฐาปนะ คือ การกำหนดองค์ อนึ่ง การกำหนดเฉพาะเพียงอารมณ์เท่านั้นอย่างนี้คือ การกำหนดว่าเป็นปฐวีกสิณ นี้เป็นอาโปกสิณ ฯลฯ นี้เป็นโอทาตกสิณ ดังนี้ชื่อว่าอารัมมณววัฏฐาปนะ คือ การกำหนดอารมณ์ อาจารย์พวกหนึ่งปรารถนาจะให้มีอังคารัมมณววัฏฐาปนะ คือการกำหนดทั้งองค์และอารมณ์เพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่ง แต่เพราะอังคารัมมณววัฏฐาปนะนั้น ไม่ได้มีมาในอรรถกถาทั้งหลายเลย จึงไม่มีความสำคัญในทางการเจริญภาวนาเลยแล
ก็พระโยคาวจรผู้เริ่มทำการบำเพ็ญเพียร ยังไม่ได้ฝึกจิตด้วยอาการ ๑๔ อย่างเหล่านี้ ดังที่ได้บรรยายมานี้ ทั้งยังไม่เคยได้เจริญภาวนามาในปางก่อน จักทำการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ดังนั้น เป็นฐานะที่มีไม่ได้เลย จริงอยู่ การบริกรรมกสิณจัดว่าเป็นงานที่หนักสำหรับพระโยคาวจรผู้เริ่มทำการบำเพ็ญเพียร หนึ่งในร้อยคนหรือว่าในพันคนเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ การจะทำนิมิตให้เกิดขึ้นก็จัดว่าเป็นงานที่หนักสำหรับพระโยคาวจรผู้ทำบริกรรมกสิณได้แล้ว หนึ่งในร้อยคนหรือว่าพันคนเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ เมื่อนิมิตเกิดขึ้นแล้ว การจะขยายนิมิตนั้นไปจนถึงบรรลุอัปปนาได้ก็จัดว่าเป็นงานที่หนัก หนึ่งในร้อยคนหรือว่าในพันคนเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ การฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔ อย่าง จัดว่าเป็นงานที่หนักสำหรับพระโยคาวจรผู้ได้รับอัปปนาแล้ว หนึ่งในร้อยคนหรือว่าในพันคนเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ ชื่อว่าการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ก็จัดว่าเป็นงานที่หนัก สำหรับพระโยคาวจรแม้เป็นผู้มีจิตอันได้ฝึกฝนแล้วโดยอาการ ๑๔ อย่างก็ตามที หนึ่งในร้อยคนหรือว่าในพันคนเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ การจะเข้าฌานได้ฉับพลันก็ตาม จัดว่าเป็นงานที่หนักสำหรับผู้แม้จะแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้แล้วก็ตาม หนึ่งในร้อยคนหรือว่าพันคนเท่านั้นจึงจะเข้าฌานได้อย่างฉับพลัน ตัวอย่างเช่น ในเถรัมพัตถลวิหาร มีพระรักขิตเถระผู้อุปสมบทได้ ๘ พรรษา นับว่าเป็นเอกในบรรดาภิกษุผู้มีฤทธิ์ประมาณ ๓๐,๐๐๐ รูป ที่พากันมาพยาบาลไข้พระมหาโรหณคุตตเถระ อานุภาพของพระรักขิตเถระนั้นได้กล่าวไว้แล้วในปฐวีกสิณนิเทศนั้นแล ก็พระเถระได้เห็นอานุภาพนั้นของพระรักขิตเถระนั้นแล้วจึงกล่าวตักเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถ้าหากจักไม่มีพระรักขิตแล้วไซร้ พวกเราทั้งหมดจักถูก


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]