วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๔๑ - ๒๔๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 241)


ติเตียนว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่สามารถจะปกป้องพญานาคได้ เพราะฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าอาวุธประจำตัวที่จะพึงถือเที่ยวไปควรชำระล้างให้สนิทดีเสียก่อนแล้วจึงถือเที่ยวไปได้ ภิกษุทั้ง ๓๐,๐๐๐ รูปนั้น พากันปฏิบัติตามโอวาทของพระเถระแล้ว จึงได้เป็นผู้เข้าฌานได้อย่างฉับพลัน และถึงจะเข้าฌานได้อย่างฉับพลันแล้วก็ดี การที่จะเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ก็ยังจัดว่าเป็นงานที่หนักหนึ่งในร้อยคนหรือว่าในพันคนเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งมารบันดาลให้ฝนถ่านเพลิงตกลงในที่ศิริภัณฑวาหนบูชา (หมายถึงการบูชาด้วยประทีปเป็นการใหญ่เริ่มต้นแต่ที่เจติยคิรีแผ่ออกไปทั่วเกาะลังกา และเลยไปในทะเลอีกโยชน์หนึ่ง) พระเถระได้เนรมิตแผ่นดินขึ้นบนอากาศต้านทานฝนถ่านเพลิงไว้ได้
แต่สำหรับท่านผู้บำเพ็ญความเพียรอย่างแรงกล้ามาแต่ปางก่อน เช่นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอัครสาวกทั้งหลาย ถึงว่าจะเว้นจากการฝึกจิตตามลำดับขั้นตอนที่กล่าวมาทุกประการ การแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ และคุณทั้งหลายอย่างอื่นมีปฏิสัมภิทาเป็นประเภทก็ย่อมสำเร็จได้ เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรผู้จะเริ่มการฝึกฝนจิต ควรฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔ อย่างเหล่านี้ ทำจิตให้อ่อนควรแก่การงาน ด้วยอำนาจการเข้าฌาน ทำฉันทะให้เป็นประธาน ทำวิริยะให้เป็นประธาน ทำจิตตะให้เป็นประธาน ทำวิมังสาให้เป็นประธาน และด้วยอำนาจการทำจนชำนาญ ชำนาญในการนึกเป็นต้นแล้วพึงทำความพยายามในอิทธิวิธะเถิด เปรียบเหมือนช่างทองผู้ต้องการจะทำเครื่องประดับต่างชนิด ย่อมทำทองให้อ่อนควรแก่การทำเครื่องประดับ ด้วยกรรมวิธีการสูบเป่าไฟเป็นต้นแล้วจึงทำได้ ฉะนั้น และเปรียบเหมือนช่างหม้อผู้ต้องการจะทำภาชนะต่างชนิดย่อมทำดินให้อ่อน ขยำดีแล้วจึงทำได้ ฉะนั้น แต่ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยบุรพเหตุ แม้จะประพฤติให้เชี่ยวชาญเพียงจตุตถฌานในกสิณทั้งหมด ก็ทำได้
ก็ในอธิการนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงวิธีที่พระโยคีควรทำความเพียรพยายาม จึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า พระโยคีนั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นอย่างนี้แล้ว ดังนี้ ในอธิการว่าด้วยการทำฤทธิ์ให้สำเร็จนั้น มีคำวินิจฉัยตามแนวแห่งความหมายของบาลีดังต่อไปนี้ ในบทพระบาลีเหล่านั้น บทว่า นั้น หมายถึงพระโยคีบุคคลผู้บรรลุจตุตถฌานได้แล้ว คำว่า อย่างนี้ นั่นเป็นเครื่องแสดงชี้ถึงลำดับแห่งจตุตถฌาน คำนี้มีอธิบายว่า ได้จตุตถฌาน



(หน้าที่ 242)



มาโดยลำดับตั้งแต่ปฐมฌานมา คำว่า ตั้งมั่น คือ ตั้งมั่นด้วยจตุตถฌานสมาธินี้ คำว่า ในจิต หมายเอาในรูปาวจรจิต
ก็ในคำว่า ปริสุสุทฺเธ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่าบริสุทธิ์แล้ว เพราะภาวะคือความบริสุทธิ์แห่งสติด้วยอำนาจอุเบกขา ก็เพราะบริสุทธิ์อย่างนั้นจึงชื่อว่าสะอาด อธิบายว่า ผ่องใส ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องรบกวน เพราะว่ากำจัดกิเลสเครื่องรบกวนมีราคะเป็นต้นได้ ด้วยการห้ำหั่นปัจจัยมีความสุขเป็นต้นเสียได้ เพราะความไม่มีกิเลสเครื่องรบกวนนั่นแล จึงชื่อว่าปราศจากอุปกิเลส ด้วยว่าจิตนั้นจักขุ่นมัวก็ด้วยกิเลสเครื่องรบกวน จิตชื่อว่าเป็นธรรมชาติอ่อน ก็เพราะเหตุที่ได้อบรมมาดีแล้ว อธิบายว่า จนเป็นจิตถึงความเป็นธรรมชาติคล่องแคล่ว เพราะว่าจิตที่บังคับได้ท่านเรียกว่าจิตที่อ่อน (ว่าง่าย) เพราะความเป็นจิตอ่อนนั่นแหละ จึงเป็นจิตควรแก่การงาน อธิบายว่า ทนต่อการงาน ใช้การได้ เพราะจิตที่อ่อนย่อมเป็นจิตที่ควรแก่การงาน ดุจทองคำที่ช่างทองไล่มลทินดีแล้ว ฉะนั้น ก็แลความอ่อนและควรแก่การงาน ทั้ง ๒ อย่างนั้นจะมีได้ก็เพราะการอบรมที่ดีนั่นเอง สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณาเห็นธรรมอย่างอื่นแม้สักข้อหนึ่ง ที่บุคคลอบรมแล้ว บำเพ็ญให้มากแล้ว จะเป็นธรรมชาติอ่อนและเหมาะควรแก่การงานเหมือนอย่างจิตนี้เลยนะภิกษุทั้งหลาย” ชื่อว่าตั้งมั่น เพราะตั้งอยู่ในคุณธรรมมีความเป็นจิตที่บริสุทธิ์เป็นต้นเหล่านี้เอง เพราะเหตุที่จิตตั้งมั่นอย่างนั้นจึงชื่อว่าถึงความไม่หวั่นไหวอธิบายว่า ไม่คลอนแคลน ไม่เอนเอียง อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า ดำรงมั่น เพราะตั้งอยู่ในอำนาจของตน โดยที่เป็นธรรมชาติอ่อนและเหมาะควรแก่การงาน เพราะเป็นจิตที่คุณมีศรัทธาเป็นต้นประคับประคองแล้ว จึงชื่อว่าถึงความไม่หวั่นไหว แท้จริงจิตที่ได้รับการประคับประคองจากศรัทธาที่ตั้งมั่น ย่อมไม่หวั่นไหวไปตามความไม่เชื่อ จิตที่ได้รับการประคับประคองจากความเพียรที่ถูก ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน จิตที่ได้รับการประคับประคองจากสติชอบ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท จิตที่ได้รับการประคับประคองจากสมาธิชอบ ย่อมไม่หวั่นไหวไปตามความฟุ้งซ่าน จิตที่ได้รับการประคับประคองจากปัญญา ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจอวิชชา และจิตที่ถึงความสว่างไสวแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจความมืดคือกิเลสอีก จิตที่ได้รับการประคับประคองจากธรรม ๖ ประการนี้แล้ว



(หน้าที่ 243)



ย่อมเป็นจิตถึงความไม่หวั่นไหว จิตที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการเหล่านี้ (คือ ๑. สมาหิเต เมื่อจิตตั้งมั่น ๒. ปริสุทฺเธ บริสุทธิ์ ๓. ปริโยทาเต ผ่องแผ้ว ๔. อนงฺคเณ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ๕. วิคตุปกิเลส ปราศจากอุปกิเลส ๖. มุมุภูเต เป็นธรรมชาตินุ่มนวล ๗. กมฺมนิเย เพราะควรแก่การงาน ๘. ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว) ย่อมควรแก่อภินิหารเพื่อทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งซึ่งอภิญญาสัจฉิกรณียธรรมทั้งหลาย นักศึกษาพึงทราบอีกอธิบายหนึ่งว่า ชื่อว่า ตั้งมั่น เพราะเป็นสมาธิในจตุตถฌาน, ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะว่า เป็นจิตที่ไกลจากนิวรณธรรม, ชื่อว่า ผ่องแผ้ว เพราะก้าวล่วงองค์ฌานมีวิตกเป็นต้นได้, ชื่อว่า ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน เพราะไม่มีความเลวซิ่งดิ่งลงสู่ความอยากอันเป็นข้าศึกต่อการได้ฌาน, ชื่อว่า ปราศจากอุปกิเลส เพราะปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตมีอภิชชา เป็นต้น, ก็จิตที่ประกอบด้วยองค์ทั้ง ๒ คือ อนงฺคเณ และ วิคตุปกิเลเส นี้ นักศึกษาพึงทราบเนื้อหาสาระตามที่ปรากฏในอนังคณสูตร และวัตถสูตรเถิด ชื่อว่าธรรมชาตินุ่มนวล เพราะถึงความเชี่ยวชาญ ชื่อว่าเหมาะควรแก่การงาน เพราะเข้าถึงความเป็นบาทแห่งฤทธิ์ ชื่อว่า ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เพราะเข้าถึงความเป็นจิตประณีต โดยความบริบูรณ์แห่งภาวนา อธิบายว่า ย่อมชื่อว่าตั้งมั่นไม่ยอมถึงความหวั่นไหว จิตที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการดังที่ว่ามานี้ ย่อมจัดเป็นจิตควรแก่อภินิหาร คือเป็นบาทเป็นปทัฏฐาน เพื่อทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งซึ่งอภิญญาสัจฉิกรณียธรรมทั้งหลายได้แล
นักศึกษาพึงทราบวินิจฉัยในพระบาลีที่ว่า ย่อมนำจิต คือน้อมนำจิตไปในฤทธิ์มีอย่างต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าเป็นความสำเร็จ อธิบายว่า เพราะอรรถว่าเป็นผลแห่งความสำเร็จ และเพราะอรรถว่าได้รับความสำเร็จ จริงอยู่ สิ่งใดย่อมเผล็ดผลและบุคคลได้รับเฉพาะสิ่งใด สิ่งนั้นก็เรียกได้ว่าสำเร็จ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “เมื่อบุคคลกำลังมุ่งหวังต่อกามวัตถุอยู่ หากว่าสิ่งที่มุ่งหวังนั้นย่อมสำเร็จแก่เขาไซร้” ดังนี้ อนึ่ง เนกขัมมะ ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าย่อมสำเร็จ ชื่อว่าปาฏิหาริย์ เพราะอรรถว่านำปฏิปักขธรรมไปเสีย อรหัตมรรคชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าย่อมบรรลุผล ชื่อว่าปาฏิหาริย์ เพราะอรรถว่าย่อมนำไปเฉพาะ อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าเป็น



(หน้าที่ 244)



ความสำเร็จผล คำว่า ฤทธิ์ นี้ เป็นชื่อของความถึงพร้อมแห่งอุบาย จริงอยู่ ความถึงพร้อมแห่งอุบาย ย่อมสำเร็จได้ เพราะประสบผลตามที่ต้องประสงค์ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “จิตตะคฤหบดีนี้แล มีศีลมีธรรมอันงาม ถ้าหากเธอจักตั้งความปรารถนาว่า “ขอเราพึงได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในอนาคตกาลโน้นเทอญ” ดังนี้ ก็จักสำเร็จผลได้ เพราะผู้มีศีลเป็นผู้มีความตั้งใจปรารถนาหมดจด” อีกความหมายหนึ่งว่า ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะเป็นเหตุสำเร็จผลแห่งสัตว์ทั้งหลาย อธิบายว่า คำว่า สำเร็จ ก็คือ เจริญ รุ่งเรือง ถึงความเป็นคุณชั้นสูง ฤทธิ์นั้นมี ๑๐ อย่าง สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า คำว่า ฤทธิ์ ได้แก่ฤทธิ์ ๑๐ อย่าง และกล่าวต่อไปอีกว่า ฤทธิ์ ๑๐ อย่าง เป็นไฉน ? ฤทธิ์ ๑๐ อย่างคือ –


๑. อธิฏฺฐานาอิทฺธิ ฤทธิ์อธิษฐาน
๒. วิกุพฺพานาอิทฺธิ ฤทธิ์ที่ทำเป็นได้หลายอย่าง
๓. มโนมยาอิทฺธิ ฤทธิ์ที่สร้างรูปมีใจครอง
๔. ฌานวิปฺผาราอิทฺธิ ฤทธิ์ที่มีญาณปกป้อง
๕. สมาธิวิปฺผาราอิทฺธิ ฤทธิ์ที่มีสมาธิปกป้อง
๖. อริยาอิทฺธิ ฤทธิ์ของพระอริยะ
๗. กมฺมวิปากชาอิทธิ ฤทธิ์ที่เกิดแต่ผลแห่งกรรม
๘. ปุญฺญวโตอิทฺธิ ฤทธิ์ของผู้มีบุญ
๙. วิชฺชามยาอิทฺธิ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยวิทยา
๑๐. ตตฺถ ตตฺถ สมฺมา ปโยคปจฺจยา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิ ฤทธิ์ที่หมายความว่าเป็นเครื่องสำเร็จ เพราะความประกอบโดยชอบในกิจนั้น ๆ เป็นปัจจัย


๑. อธิฏฐานาอิทธิ

ในบรรดาฤทธิ์ทั้ง ๑๐ อย่างนั้น ฤทธิ์ที่ท่านจำแนกแสดงอย่างนี้ว่า ตามปกติ พระโยคีเป็นคนคนเดียว แต่นึกให้เป็นมากคนได้ คือให้เป็นร้อยคน พันคน หรือหมื่นคน พอนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณว่า ขอเราจงกลายเป็นคนหลายคนเถิด ดังนี้ ชื่อว่า อธิฏฐานาอิทธิ เพราะสำเร็จด้วยอำนาจการอธิษฐาน



(หน้าที่ 245)



๒. วิกุพพนาอิทธิ

ฤทธิ์ที่มีมาอย่างนี้ว่า พระโยคีนั้นละเพศปกติของตนแล้ว แสดงเป็นเพศเด็กก็ได้ แสดงเป็นเพศนาคก็ได้ ฯลฯ แสดงเป็นกบวนทัพหลาย ๆ วิธีก็ได้ อย่างนี้ชื่อว่า วิกุพฺพนาอิทฺธิ เพราะแสดงให้เป็นไปด้วยอำนาจการละเพศเดิมของตนแล้วแสดงให้เป็นเพศต่าง ๆ


๓. มโนมยาอิทธิ

ฤทธิ์ที่มีมาโดยความหมายอย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เนรมิตร่างกายเดิมเป็นกายอื่นให้เป็นรูปมีจิตใจ อย่างนี้ชื่อว่า มโนมยาอิทฺธิ เพราะบันดาลให้สำเร็จเป็นสรีระอื่นที่มีจิตใจครอง ภายในสรีระร่างเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก


๔. ญาณวิปผาราอิทธิ

ก็คุณวิเศษที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งญาณ ในกาลก่อนหรือภายหลังแต่ความเป็นไปแห่งญาณก็ดี ในขณะที่ญาณเป็นไปอยู่ก็ดี ชื่อว่า ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า ฤทธิ์ชื่อว่า ญาณวิปฺผารา เพราะเป็นอรรถคือการละความสำคัญว่าเที่ยงย่อมสำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ฤทธิ์ชื่อว่า ญาณวิปฺผารา เพราะโดยอรรถคือการละกิเลสได้ทั้งหมด ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านพากุละ เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านสังกิจจะ และเหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านภูตบาล ฉะนั้น ในท่านทั้ง ๓ นั้นจะเล่าถึงเรื่องท่านพระพากุละเป็นอันดับแรก


เรื่องพระพากุละ

ครั้งที่ท่านยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ในวันทำพิธีมงคล เขาให้เอาไปอาบน้ำในแม่น้ำ เพราะความเลินเล่อของหญิงแม่เลี้ยง จึงพลัดตกลงไปในกระแสน้ำ ปลากลืนท่านเข้าไปในท้องแล้วแหวกว่ายไปถึงท่าน้ำกรุงพาราณสี ณ ที่ท่าน้ำกรุงพาราณสีนั้นมีชาวประมงคนหนึ่งจับปลาตัวนั้นได้แล้ว นำไปขายให้ภิริยาของท่านเศรษฐี นางเกิดความชอบใจปลาตัวนั้นจึงพูดว่า เราจักลงมือต้มปลาเอง ว่าแล้วก็ทำการผ่าท้องปลา ทันทีนั้นก็พบเด็กมีรูปร่างขาวเหลืองดังทองคำอยู่ในท้องปลา จึงดีใจพูดว่าเราได้ลูกแล้ว การที่เด็กอยู่ในท้องปลาไม่มีโรค


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]