วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๔๖ - ๒๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 246)


ภัยเบียดเบียนดังนี้ ชื่อว่า ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ คือฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องคุ้มครองรักษา เพราะเกิดขึ้นด้วยอานุภาพอรหัตมรรคญาณ ที่ท่านพากุละผู้เกิดในภพสุดท้ายจะพึงบรรลุโดยอัตภาพนั้น ส่วนเรื่องของท่านพระพากุละ นักปราชญ์ควรเล่าให้พิสดาร


เรื่องพระสังกิจจเถระ

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพระสังกิจจะเถระยังอยู่ในครรภ์ มารดาได้ถึงแก่กรรม พวกสัปเหร่อยกศพหญิงนั้นขึ้นสู่เชิงตะกอน ขณะกำลังเผาก็ใช้หลาวเหล็กทิ่มแทง ทารกถูกปลายหลาวแทงที่หางตา จึงส่งเสียงร้องขึ้น ขณะนั้น ชนทั้งหลายจึงได้ยกศพนั้นลงมาเพราะรู้ว่าเด็กในท้องยังมีชีวิตอยู่จึงผ่าท้องแล้ว ได้ให้ทารกนั้นแก่ยายไป เด็กคนนั้นได้รับการเลี้ยงดูจากคุณยายจนเติบใหญ่ ต่อมาได้บวชแล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ๔ การที่ทารกอยู่ในเชิงตะกอนฟืน ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ก็ด้วยเหตุแห่งเนื้อความตามที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล ดังนี้จัดเป็น ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ ของท่านพระสังกิจจะ


เรื่องเด็กภูตบาล

อีกเรื่องหนึ่ง บิดาของเด็กภูตบาลเป็นคนยากจนเข็ญใจ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ บิดากับเด็กภูตบาลนั้นขับเกวียนไปในดงเพื่อหาฟืน พอทำการบรรทุกฟืนเรียบร้อยแล้ว ในเวลาเย็นกลับมาจะใกล้ประตูเมืองอยู่แล้ว บังเอิญโคทั้งสองตัวของเขาเกิดพยศสลัดแอกออกวิ่งเข้าไปในเมือง เขาจึงให้ลูกน้อยนั่งรออยู่ที่ใกล้เกวียน แล้วตนเองก็รีบติดตามโคเข้าไปในเมืองอย่างไม่รอรี เมื่อบิดาของเด็กนั้นยังมิทันได้ออกมา นายทวารก็ปิดประตูเมืองเสียแล้ว (จำต้องทิ้งลูกน้อยให้นอนอยู่นอกเมืองเพียงคนเดียว) การที่เด็กอยู่นอกเมืองตลอด ๓ ยามแห่งราตรี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ทั้งที่มียักษ์ร้ายเที่ยวสัญจรไปมาอยู่ก็ตาม ดังนี้ชื่อว่า ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ คือฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องคุ้มครอง โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแล อันเรื่องนี้ก็น่าเล่าให้พิสดาร


๕. สมาธิวิปผาราอิทธิ

คุณวิเศษที่เกิดด้วยอำนาจสมถะในกาลก่อน หรือภายหลังสมาธิ หรือในขณะแห่งสมาธินั้น ชื่อว่า สมาธิวิปฺผาราอิทฺธิ คือฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้



(หน้าที่ 247)



ว่า ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ เพราะอรรถคือการละนิวรณธรรมทั้งหลาย สำเร็จได้ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ เพราะอรรถคือการละอากิญจัญญายตนสมาบัติ สำเร็จได้ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เหมือนฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิของท่านพระสารีบุตร.....ของท่านสัญชีวะ.....ของท่านพระขาณุโกณฑัญญะ....ของนางอุตตราอุบาสิกา และเหมือนฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิของพระนางสามาวดีอุบาสิกา ฉะนั้น ในท่านเหล่านั้น จะเล่าถึงเรื่องพระสารีบุตรพอเป็นนิทัศนะต่อไป


เรื่องพระเสรีบุตรเถระ

ในคราวที่ท่านพระสารีบุตรเถระ กับพระมหาโมคคัลลานเถระพักอยู่ที่วิหารชื่อว่ากโปตกันทรา ปลงผมเสร็จแล้วใหม่ ๆ ในคืนนั้นเดือนหงาย จึงพากันออกมานั่งอยู่กลางแจ้ง ในขณะนั้นยักษ์ร้ายตนหนึ่ง แม้จะถูกเพื่อนยักษ์ด้วยกันห้ามก็ไม่ฟัง ได้ตีที่ศีรษะของพระเถระดังแรงเหมือนเสียงฟ้าร้อง พระเถระได้สมาบัติในขณะที่ยักษ์นั้นตี พระเถระจึงมิได้มีความเจ็บปวดแต่อย่างใดเพราะการตีนั้นเลย นี้ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิของท่านพระสารีบุตรเถระนั้น ก็เรื่องนี้มีมาในอุทานนั้นนั่นแล


เรื่องพระสัญชีวเถระ

ฝ่ายพระสัญชีวะเถระกำลังเข้านิโรธสมาบัติอยู่ พวกคนเลี้ยงโคเข้าใจว่าท่านตายแล้วจึงขนหญ้า ไม้ และมูลโคมาสุมแล้วจุดไฟเผาท่าน แม้แต่เส้นด้ายที่จีวรของท่านก็มิได้ไหม้ นี้ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิซึ่งเกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งสมถะ ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจ อนุปุพพสมาบัติของท่าน ก็เรื่องนี้มีมาในพระสูตรนั่นแล


เรื่องพระขาณุโกณทัญญเถระ

ฝ่ายพระขาณุโกณฑัญญเถระ ตามปกติท่านเข้าสมาบัติอยู่เสมอ คืนหนึ่งท่านนั่งเข้าสมบัติอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง พวกโจร ๕๐๐ ลักของเขาเดินไปอยู่ คิดกันว่าบัดนี้ไม่มีใครตามเรามาได้ จึงต้องการพักผ่อน เมื่อจะวางของลงสำคัญว่านี่เป็นหัวตอ จึงวางสิ่งของทั้งหมดไว้บนพระเถระนั่นแหละ เมื่อโจรเหล่านั้นพักผ่อนหายเหนื่อยแล้วจะเดินทางต่อไปพอเวลาหยิบห่อสิ่งของที่วางไว้ทีแรก พอดีพระเถระออกจากสมาบัติตามเวลาที่กำหนดไว้พวกโจรเหล่านั้นเห็นอาการเคลื่อนไหวของพระเถระจึงกลัว ร้องลั่น พระเถระจึงบอกว่าอย่ากลัวเลยโยม อาตมาภาพเป็นพระสงฆ์ พวกโจรเหล่านั้นพากันมาไหว้ด้วยความเลื่อมใสใน



(หน้าที่ 248)



พระเถระ ขอบวชแล้วได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ในเรื่องนี้ พระเถระถึงจะถูกสิ่งของ ๕๐๐ ห่อทับถม ก็ไม่มีอาการอาพาธเลย ดังนี้ชื่อว่า ฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ


เรื่องนางอุตตราอุบาสิกา

ฝ่ายนางอุตตราอุบาสิกา ผู้เป็นธิดาของท่านปุณณกะเศรษฐี ถูกนางแพศยาชื่อว่าสิริมาคิดริษยาเอากะทะน้ำมันที่เดือดพล่านเทรดบนศีรษะของนางอุตตรานั้น นามอุตตราเข้าเมตตาสมบัติในทันทีนั่นเอง น้ำมันได้กลิ้งตกไปดุจหยาดน้ำกลิ้งตกจากใบบัว ฉะนั้น นี้ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิของนางอุตตรานั้น ส่วนเรื่องละเอียดนักปราชญ์ควรเล่าให้พิสดาร


เรื่องพระนางสามาวดี

พระอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน ทรงพระนามว่า พระนางเจ้าสามาวดี มาคัณฑิยพราหมณ์ปรารถนาตำแหน่งอัครมเหสีแก่ธิดาของตน จึงใช้ไห้คนเอางูพิษใส่เข้าไปในพิณของพระนางสามาวดีนั้นแล้ว ทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระนางสามาวดีทรงคิดจะปลงพระชนม์พระองค์ จึงจับเอางูพิษใส่ไว้ในพิณ พระราชาทอดพระเนตรเห็นงูพิษนั้นแล้วก็ทรงกริ้ว ทรงพระราชดำริว่า เราจักฆ่านางสามาวดี จึงยกธนูขึ้นแล้วสอดสายธนูอันกำซาบด้วยยาพิษเข้า พระนางสามาวดีพร้อมทั้งบริวารจึงแผ่เมตตาไปยังพระราชา พระราชาไม่สามารถจะยิงลูกศรไปได้ และจะลดคันศรลงก็ไม่ได้ ได้ทรงยืนสั่นอยู่ ลำดับนั้นพระราชเทวีจึงกราบทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ทรงลำบากหรือไม่พระเจ้าข้า พระราชาตรัสสารภาพว่า จ้ะ ฉันกำลังลำบาก พระนางเจ้าจึงกราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงทรงลดธนูลงเถิด ลูกศรตกลงแล้วในที่ใกล้พระบาทพระราชาทันที ครานั้น พระเทวีจึงทรงสั่งสอนท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุคคลไม่ควรทำร้ายต่อผู้ที่มิได้ทำร้าย การที่พระราชาไม่สามารถจะปล่อยลูกศรไปได้ดังที่ได้บรรยายมานั้น ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ ของพระนางสามาวดีอุบาสิกาแล


๖. อริยาอิทธิ

ก็การอยู่ของท่านผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลเป็นต้นว่าเป็นของไม่ปฏิกูลเป็นต้นอยู่เป็นนิตย์ ชื่อว่า อริยาอิทฺธิ คือฤทธิ์ของพระอริยะ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์



(หน้าที่ 249)



ของพระอริยะเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ หากจะหวังว่าเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ดังนี้ไซร้ เธอย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่เป็นของปฏิกูลในของที่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ เป็นผู้วางเฉยมีสตินึกรู้สึกอยู่ในของปฏิกูลนั้นดังนี้ ก็ฤทธิ์นี้ท่าน เรียกว่า อริยาอิทฺธิ ฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะบังเกิดแก่พระอริยะทั้งหลาย ผู้มีความเชี่ยวชาญทางใจอย่างเดียว จริงอยู่ พระขีณาสพผู้ประกอบด้วยฤทธิ์นี้ ย่อมทำการแผ่เมตตาหรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุไปในวัตถุที่ปฏิกูลไม่น่าปรารถนา เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่น่าเกลียดอยู่ และทำการแผ่โดยเป็นของไม่งาม หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยง ในวัตถุที่ไม่น่าเกลียด คือที่น่าปรารถนา เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ อนึ่ง ย่อมทำการแผ่เมตตา หรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุนั้นแล ในของทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูล เป็นผู้มีความสำคัญใน ของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่า ไม่ปฏิกูลอยู่ และทำการแผ่ว่าไม่งาม หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยงนั่นแล ในวัตถุทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูล เป็นผู้มีความสำคัญหมายในของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของ ปฏิกูลอยู่ อนึ่ง ท่านยังอุเบกขามีองค์ ๖ ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เห็นรูปด้วยตา แล้วไม่ดีใจไม่เสียใจให้เป็นไปอยู่ ย่อมพรากห่วงทั้ง ๒ คือทั้งในปฏิกูลและไม่ปฏิกูล วางเฉย มีสติรู้สึกอยู่ ก็เนื้อความนี้แหละท่านจำแนกไว้ในปฏิสัมภิทาโดยนัยเป็นต้นว่า อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่ปฏิกูลในของปฏิกูลอยู่ คือ ภิกษุแผ่เมตตา หรือน้อมนำไปโดยธาตุในวัตถุอันไม่น่าปรารถนาเป็นต้น ดังนี้ ฤทธิ์ดังกล่าวมานี้ ท่านเรียกว่า ฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะบังเกิดเฉพาะแก่ผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางใจดังนี้แล


๗. กัมมวิปากชาอิทธิ

ก็กิริยาที่บินไปในกลางหาวเป็นต้นแห่งหมู่นกเป็นต้น ชื่อว่า กมฺมวิปากชาอิทฺธิ ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม สมดังที่ท่านแสดงไว้ว่า ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรมเป็นไฉน ? คือฤทธิ์ของนกทุกจำพวก ของเทวดาทุกจำพวก ของมนุษย์บางพวก ของสัตว์วินิปาติกะบางพวก นี้ชื่อว่าฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม จริงอยู่ บรรดาสัตว์ทั้งหมดนี้ การไปโดยอากาศเว้นขาดจากฌานและวิปัสสนา ของนกทุกจำพวกและของเทวดาทั้งหมด และของมนุษย์บางพวก



(หน้าที่ 250)



ผู้เกิดในต้นกัปป์ก็เหมือนกัน อนึ่ง การไปโดยอากาศของวินิปาติกะสัตว์บางพวกเป็นต้นว่านางยักษิณีชื่อปิยังกรมารดา ชื่ออุตตรมารดา ชื่อปุสสมิตตา ชื่อธรรมคุตตาเป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน ชื่อว่า กมฺมวิปากชาอิทฺธิ ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม


๘. ปุญญวโตอิทธิ

ก็การไปกลางหาวเป็นต้น ของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น ชื่อว่า ปุญฺญวโตอิทฺธิ ฤทธิ์ของผู้มีบุญ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ของผู้มีบุญเป็นไฉน ? พระเจ้าจักรพรรดิ พร้อมด้วยจตุรงคเสนา จนชั้นคนผูกม้าและคนผู้โค ก็ไปสู่กลางหาวได้ ฤทธิ์ของโชติกคฤหบดีผู้มีบุญ..... ฤทธิ์ของท่านชฏิลคฤหบดีผู้มีบุญ..... ฤทธิ์ของท่านโฆสกคฤหบดีผู้มีบุญ....ฤทธิ์ของท่านมณฑกคฤหบดีผู้มีบุญ.....ฤทธิ์ของผู้มีบุญมากทั้ง ๕ ท่าน ก็ไปสู่กลางหาวได้ เหมือนกัน ก็ว่าโดยสังเขป คุณพิเศษซึ่งสำเร็จในเมื่อบุญสมภารถึงแก่ความเต็มที่แล้ว ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ก็ในบรรดาผู้มีบุญเหล่านั้น สำหรับท่านโชติกคฤหบดี มีปราสาทแก้วมณี และต้นกัลปพฤกษ์ ๖๔ ต้น ชำแรกแผ่นดินขึ้นมาปรากฏ ดังนี้ชื่อว่า ฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับท่านโชติกะนั้น ภูเขาทองคำสูง ๘๐ ศอกเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านชฏิละ นี้ชื่อฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับชฏิลคฤหบดีนั้น ความไม่มีโรคของท่านโฆสกะ แม้ในเมื่อถูกท่านเศรษฐีทำความพยายามเพื่อจะฆ่าในที่ทั้ง ๗ แห่ง นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ การที่แพะทำด้วยแก้ว ๗ ประการ ปรากฏแก่ท่านเมณฑกะ ในที่นาเพียงแต่ไถได้รอยเดียว นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ธรรมดาว่าบุคคลผู้มีบุญมาก ๕ คน คือ เมณฑกเศรษฐี ๑ นางจันทปทุมาภรรยาเศรษฐีนั้น ๑ นายธนัญชัยเศรษฐีบุตร ๑ นางสุมนเทวีลูกสะใภ้ ๑ นายปุณณะคนรับใช้ ๑ ในคนทั้ง ๕ นั้น ในเวลาที่เศรษฐีดำกล้าแล้วแหงนดูอากาศ ฉาง ๑,๒๕๐ ฉางย่อมเต็มด้วยข้าวสาลีแดงอันตกจากอากาศ เมื่อภิริยาถือข้าวสุกแม้เพียงทะนานหนึ่งเลี้ยงชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นภัตไม่ได้สิ้นไปเลย เมื่อบุตรถือถุงบรรจุกหาปณะพันหนึ่ง ให้แม้แก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นอยู่กหาปณะก็ไม่ได้หมดสิ้นไปเลย เมื่อลูกสะใภ้ถือข้าวเปลือกเพียงทะนานเดียวแจกให้แม้แก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น ข้าวเปลือกก็มิได้หมดสิ้นไปเลย เมื่อทาสเอาไถอันเดียวไถอยู่ เป็นรอยถึง ๑๔ รอยคือ ข้างนี้ ๗ รอย ข้างโน้น ๗ รอย นี้ชื่อว่าฤทธิ์แห่งผู้มีบุญของชนเหล่านั้น


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]