วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๕๑ - ๒๕๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 251)


๙. วิชชามยาอิทธิ

ก็การไปในกลางหาวเป็นต้น ของพวกวิชาธรเป็นต้น ชื่อว่า วิชฺชามยาอิทฺธิ ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิทยา สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยวิทยาเป็นไฉน ? พวกวิชาธรร่ายวิทยาแล้วไปสู่เวหาส แสดงช้างในอากาศอันเวิ้งว้างก็ได้ ฯลฯ แสดงเป็นกองทัพให้เป็นหลายกองก็ได้


๑๐. อิชฌนัฏเฐนอิทธิ

ส่วนว่า ความสำเร็จแห่งการงานนั้น ๆ ด้วยความเพียรพยายามที่ถูกต้องนั้น ๆ ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรชอบในกิจนั้น ๆ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ เพราะอรรถคือการละกามฉันทะสำเร็จได้ด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ ชื่อว่าฤทธิ์เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ เพราะอรรถคือการละกิเลสทุกอย่าง ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค ดังนี้ ก็บาลีในที่นี้เหมือนบาลีก่อนนั่นเอง แต่นำมาอีกก็มุ่งที่จะแสดงถึงความเพียรพยายามชอบคือข้อปฏิบัติที่แท้จริง แต่ในอรรถกถาที่เกี่ยวกับเรื่องฤทธิ์นี้ ท่านอธิบายไว้ว่า ศิลปกรรมบางอย่างเช่นการจัดขบวนเกวียนเป็นต้น เวชกรรมบางอย่าง การเล่าเรียนจนจบไตรเภท การเล่าเรียนจนจบพระไตรปิฏก โดยที่สุดคุณวิเศษที่เกิดขึ้น เพราะกรรมนั้น ๆ จนชั้นการไถและการหว่านเป็นต้น ก็ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในกิจการงานนั้น ๆ
บรรดาฤทธิ์ทั้ง ๑๐ อย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ อธิฏฺฐานาอิทฺธิ ฤทธิ์ที่แสดงด้วยการอธิฐานเท่านั้น มีปรากฏแล้วในนิเทศแห่งอิทธิวิธะนี้ แต่ในนิเทศนี้มีเนื้อความมุ่งหมายถึงวิกุพพนาฤทธิ์และมโนมยาฤทธิ์ด้วยเหมือนกัน
คำว่า เพื่อฤทธิ์ชนิดหนึ่ง นั้นคือ เพื่อส่วนหนึ่งแห่งฤทธิ์ ได้แก่ เพื่อฤทธิ์ที่ทำได้หลาย ๆ อย่าง คำว่า ย่อมนำ คือย่อมน้อมจิตไป อธิบายว่า ภิกษุนั้นเมื่อฌานที่มีอภิญญาเป็นบาทเกิดขึ้นในจิตนั้นด้วยวิธีการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ย่อมน้อมจิตบริกรรมเพื่อ บรรลุถึงฤทธิ์ชนิดหนึ่ง พรากจิตจากอารมณ์กสิณแล้ว ส่งจิตนั้นมุ่งตรงต่อฤทธิ์ชนิดหนึ่ง



(หน้าที่ 252)



คำว่า น้อมนำ คือ ทำจิตให้โน้มไปสู่ฤทธิ์ที่ตนจะพึงบรรลุ โอนไปในฤทธิ์ที่ตนจะพึงบรรลุ คำว่า นั้น ได้แก่ ภิกษุนั้นผู้มีอภินิหารแห่งใจอันตนกระทำแล้วอย่างนี้ คำว่า มีหลายอย่าง คือ มีหลายชนิด ได้แก่ มีชนิดต่าง ๆ กัน คำว่า อิทธิวิธะ แปลว่าส่วนแห่งฤทธิ์ คำว่า บรรลุ คือเสวย ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ได้แก่ ถึง
บัดนี้ เมื่อจะแสดงว่าส่วนแห่งฤทธิ์นั้นมีหลายชนิด จึงตรัสคำเป็นต้นว่า แม้เป็นคนคนเดียว ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า แม้เป็นคนคนเดียว คือ ตามธรรมดาก่อนที่จะแสดงฤทธิ์เป็นคนคนเดียว คำว่า บันดาลให้เป็นคนหลายคนได้ คือ เธอเป็นผู้ต้องการจะเดินจงกรม หรือต้องการจะทำการสาธยาย หรือต้องการจะถามปัญหา ในสำนักของภิกษุหลายรูปที่นิรมิตขึ้น จะเป็นร้อยรูปก็ได้ พันรูปก็ได้ ถามว่า ก็ภิกษุนี้จะเป็นอย่างนั้นได้จะต้องทำอย่างไร ? ตอบว่า เธอจะต้องทำภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์ และบาท ๔ บท ๘ มูล ๑๖ แห่งฤทธิ์ให้ถึงพร้อมแล้วอธิษฐานด้วยฌานจึงจะเป็นอย่างนั้นได้
ในคุณสมบัติเหล่านั้น คำว่า ภูมิ ๔ พึงทราบว่า ได้แก่ฌาน ๔ สมดังคำที่พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า ภูมิ ๔ ของฤทธิ์เป็นไฉน ? คือ ปฐมฌาน จัดเป็นวิเวกชภูมิ (ภูมิอันเกิดแต่วิเวก) ทุติยฌาน จัดเป็นปีติสุขภูมิ (ภูมิอันเกิดแต่ปีติและสุข) ตติยฌาน จัดเป็นอุเปกขาสุขภูมิ (ภูมิอันเกิดแต่อุเบกขาและสุข) จตุตถฌาน จัดเป็น อทุกขมสุขภูมิ (ภูมิอันมีสภาวะไม่มีทุกข์และไม่มีสุข) เหล่านี้เป็นภูมิ ๔ ของฤทธิ์ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์ เพื่อบรรลุถึงฤทธิ์ เพื่อทำการแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง เพื่อได้รับอานิสงส์ต่าง ๆ แห่งฤทธิ์ เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญทางฤทธิ์ และเพื่อความแกล้วกล้าทางฤทธิ์ ดังนี้ ก็เพราะพระโยคีหยั่งลง สู่สุขสัญญาและลหุสัญญา ด้วยความซาบซ่านแห่งปีติและด้วยความซาบซ่านแห่งสุข แล้วเป็นผู้มีกายอ่อนนุ่มนวล เหมาะควรแก่การงาน ย่อมถึงซึ่งฤทธิ์ ฉะนั้น ในบรรดาฌานเหล่านั้น ฌาน ๓ ตอนต้นพึงทราบว่าเป็นภูมิสำหรับปรุง เพราะเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์โดยบรรยายมานี้ แต่ฝ่ายฌานที่ ๔ เป็นภูมิปกติ เพื่อได้ฤทธิ์ทีเดียว
คำว่า บาท ๔ พึงทราบว่า ได้แก่อิทธิบาท ๔ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บาทแห่งฤทธิ์ ๔ อย่างเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วย



(หน้าที่ 253)



ฉันทสมาธิ และปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย วิริยะ จิตตะ วิมังสา สมาธิ และปธานสังขาร เหล่านี้เป็นบาทของฤทธิ์ ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์ ฯลฯ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ดังนี้ ก็ในอธิการนี้ สมาธิมีความพอในเป็นเหตุ หรือยิ่งด้วยความพอใจ ชื่อว่า ฉันทสมาธิ คำนี้เป็นชื่อของ สมาธิ ที่พระโยคีทำความเป็นผู้ประสงค์จะบำเพ็ญให้เป็นใหญ่ได้แล้ว สังขารอันเป็นประธานชื่อว่า ปธานสังขาร คำนี้เป็นชื่อของความเพียร เป็นเหตุตั้งไว้ชอบที่ทำกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ คำว่า ประกอบด้วย คือประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ กองจิตและเจตสิกที่เหลืออันเป็นบาท เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งพำนักแห่งฉันทสมาธิ และปธานสังขารอันสัมปยุตด้วยอภิญญาจิต ซึ่งถึงอันนับว่าฤทธิ์เพราะอรรถว่าสำเร็จ โดยบรรยายว่าความสำเร็จ หรือโดยบรรยายนี้ว่า เป็นเครื่องสำเร็จแห่งสัตว์ คือเป็นเครื่องรุ่งเรืองเจริญงอกงามแห่งปวงสัตว์ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า อิทธิบาท ได้แก่เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ของผู้เป็นอย่างนั้น อีกนัยหนึ่งชื่อว่า บาท เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ถึง ความว่า เป็นเหตุให้สัตว์บรรลุ บาทแห่งฤทธิ์ชื่อว่า อิทธิบาท คำว่า อิทธิบาทนี้ เป็นชื่อแห่งหมวดธรรมมีฉันทะเป็นต้นก็ได้ เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุอาศัยฉันทะจึงได้สมาธิ และได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นี้เรียกว่าฉันทสมาธิ เธอพยายามเพื่อให้ธรรมที่เป็นอกุศลลามกที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ฯลฯ นี้เรียกว่าปธานสังขาร ฉันทะนี้แลฉันทสมาธินี้และปธานสังขารเหล่านี้ดังกล่าวมาแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งประกอบด้วยฉันทสมาธิและประธานสังขาร แม้ในอิทธิบาทที่เหลือนักศึกษาก็พึงทราบเนื้อความอย่างนี้เหมือนกัน
คำว่า บท ๘ นักศึกษาพึงทราบว่าได้แก่บท ๘ มีฉันทะเป็นต้น สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า บท ๘ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ? คือ หากภิกษุอาศัยความพอใจได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ฉันทะไม่ใช่สมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่ฉันทะ ฉันทะเป็นบทหนึ่ง สมาธิก็เป็นอีกบทหนึ่ง หากภิกษุอาศัยวิริยะได้สมาธิได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไซร้ วิริยะไม่ใช่สมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่วิริยะ วิริยะเป็นบทหนึ่ง สมาธิก็เป็นอีกบทหนึ่ง หากภิกษุอาศัยจิตตะ ได้สมาธิได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไซร้ จิตตะไม่ใช่สมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่จิตตะ จิตตะ



(หน้าที่ 254)



เป็นบทหนึ่ง สมาธิก็เป็นอีกบทหนึ่ง หากภิกษุอาศัยวิมังสาได้สมาธิได้ความจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง วิมังสาไม่ใช่สมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่วิมังสา วิมังสาเป็นบทหนึ่ง สมาธิก็เป็นอีกบทหนึ่ง เหล่านี้คือบท ๘ แห่งฤทธิ์ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์ ฯลฯ เพื่อความแกล้วกล้าทางฤทธิ์ ดังนี้ ก็ในอธิการนี้ ความพอใจคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อทำฤทธิ์ให้เกิดขึ้น ซึ่งประกอบแล้วโดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสมาธิ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ฤทธิ์ ความเพียรเป็นต้นก็เหมือนกันเพราะเหตุนั้น นักศึกษาพึงทราบว่า เหล่านี้เป็นบท ๘ ที่ท่านกล่าวไว้


มูลของฤทธิ์ ๑๖

นักศึกษาพึงทราบความที่จิตไม่หวั่นไหวโดยอาการ ๑๖ ว่าเป็นมูล ๑๖ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า มูลของฤทธิ์มีเท่าไร ? มูลของฤทธิ์มี ๑๖ คือ จิตที่ไม่ฟุบลงชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความเกียจคร้าน ๑ จิตที่ไม่ฟูขึ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความฟุ้งซ่าน ๑ จิตไม่กำหนัดชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความกำหนัด ๑ จิตไม่ขุ่นข้องชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยพยาบาท ๑ จิตไม่เกาะเกี่ยวชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยทิฐิ ๑ จิตไม่ผูกพันชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยฉันทราคะ ๑ จิตหลุดพ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยกามราคะ ๑ จิตไม่พัวพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยกิเลส ๑ จิตที่ทำมิให้มีเขตแดน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยเขตแดนคือกิเลส ๑ จิตที่ถึงความเป็นธรรมชาติมีอารมณ์เป็นหนึ่งชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยกิเลสต่าง ๆ ๑ จิตที่ศรัทธาประคองแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยอสัทธิยะ ๑ จิตที่วิริยะประคองแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยโกสัชชะ ๑ จิตที่สติประคองแล้วชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความประมาท ๑ จิตที่สมาธิประคองแล้วชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยอุทธัจจะ ๑ จิตที่ปัญญาประคองแล้วชื่อ อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยอวิชชา ๑ จิตที่ถึงความสว่างแล้วชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความมืดคืออวิชชา ๑ อาเนญชะเหล่านี้ชื่อว่าเป็นมูล ๑๖ แห่งฤทธิ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ ฯลฯ เพื่อความแกล้วกล้าทางฤทธิ์



(หน้าที่ 255)



อันที่จริง ความข้อนี้สำเร็จแล้วแม้ด้วยคำเป็นต้นว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้เป็นต้นแม้ก็จริง แต่กระนั้นท่านก็กล่าวไว้อีก เพื่อแสดงว่าปฐมฌานเป็นต้นเป็นภูมิเป็นบาท เป็นบทและเป็นมูลของฤทธิ์ อนึ่ง นัยก่อนเป็นนัยที่มาในพระสูตร ส่วนในนี้มาในปฏิสัมภิทา การที่ท่านกล่าวไว้อีก ก็เพื่อจะให้มีฉงนในข้อความทั้ง ๒ ดังกล่าวมาแล้วแล.
คำว่า อธิษฐานด้วยฌาน มีอธิบายว่า ก็พระโยคีนี้นั้นบำเพ็ญธรรมอันเป็นภูมิเป็นบาทเป็นบทและเป็นมูลแห่งฤทธิ์เหล่านี้ให้ถึงพร้อมแล้ว จึงเข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาทออกแล้ว หากเธอต้องการจะนิรมิตตนเองให้เป็นคน ๑๐๐ คน ก็ต้องทำบริกรรมว่า สตํ โหมิ สตํ โหมิ เราจงเป็นคน ๑๐๐ คน เราจงเป็นคน ๑๐๐ คนเถิด แล้วเข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาทอีก ออกแล้วจึงอธิษฐาน เธอพร้อมกับจิตที่อธิษฐานแล้วก็จะเป็นคน ๑๐๐ คนขึ้นมาทันที แม้จะให้เป็นคน ๑,๐๐๐ คนก็ทำตามแบบนี้แหละ ถ้าหากเมื่อเธอทำอย่างนี้แล้วไม่สำเร็จ ต้องทำบริกรรมใหม่ เข้าสมบัติซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ อีก ออกแล้วจึงอธิษฐานเถิด แต่ในอรรถกถาสังยุตนิกายกล่าวไว้ว่า จะเข้าครั้งเดียวหรือสองครั้งก็ใช้ได้ ในการอธิษฐานจิตนั้น จิตซึ่งมีฌานเป็นบาทมีนิมิตเป็นอารมณ์ จิตที่บริกรรมมีร้อยคนหรือพันคนเป็นอารมณ์ก็ได้ แต่ก็อารมณ์เหล่านั้นแลเป็นด้วยอำนาจวรรณะ มิใช่ด้วยอำนาจบัญญัติ แม้จิตอธิษฐานมีคนตั้งร้อยคนหรือตั้งพันคนเป็นอารมณ์ก็เหมือนกัน จิตนั้นดุจอัปปนาจิต ซึ่งกล่าวแล้วในก่อนเกิดดวงเดียวเท่านั้น รองจากโคตรภูญาณ นับเข้าเป็นฌานที่ ๔ ชั้นรูปาวจร ก็แม้คำใดที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า ตามปกติคนคนเดียวนึกให้เป็นหลายคน คือ ตั้งร้อยคน ตั้งพันคน หรือตั้งแสนคน ครั้นนึกแล้วก็อธิฐานด้วยญานว่า พหุโก โหมิ เราจงเป็นคนมากคน ดังนี้ ย่อมกลายเป็นคนมากคนได้ เหมือนอย่างท่านพระจุลปันถก ในคำนั้น คำว่า นึก ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคนั้นด้วยสามารถแห่งการบริกรรมนั่นแล คำว่า ครั้นนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยฌาน ท่านกล่าวแล้ว ด้วยอำนาจแห่งอภิญญาฌาน เพราะเหตุนั้น พระโยคีนึกให้เป็นมากคนอยู่ ต่อแต่นั้นไปจึงเข้าสมาบัติในที่สุดแห่งจิตบริกรรมเหล่านั้น ออกจากสมาบัติแล้ว จึงนึกว่า เราจงเป็นคนมากคนอีก เบื้องหน้าแต่นั้นจึงอธิษฐานด้วยอภิญญาณดวงหนึ่ง ซึ่งได้นามว่า อธิษฐาน ด้วย


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]