วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๕๖ - ๒๖๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 256)


อำนาจที่เป็นเหตุให้สำเร็จอันเกิดขึ้นในระหว่างแห่งจิตที่เป็นบุพภาค ๓ หรือ ๔ ดวง ซึ่งเป็นไปแล้ว นักศึกษาพึงเข้าใจความหมายในบาลีปฏิสัมภิทานี้ ดังอธิบายมานี้แล อนึ่ง คำใดซึ่งได้กล่าวไว้ว่า เหมือนอย่างท่านจุลปันถกดังนี้ คำนั้นท่านกล่าวไว้แล้วเพื่อชี้ประจักษ์พยานแห่งการอธิษฐานให้เป็นคนมากคนได้ ก็ข้อความอันนั้นควรยกเรื่องขึ้นแสดงประกอบดังนี้


เรื่องพระจุลปันถก

เล่าสืบต่อกันมาว่า พี่น้องทั้ง ๒ คนนั้นได้ชื่อว่า ปันถก เพราะท่านเกิดในหนทาง ท่านทั้งสองคนนั้นคนพี่ชื่อว่ามหาปันถก ท่านมหาปันถกนั้นบวชแล้วได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ประการ พอท่านเป็นพระอรหันต์แล้วจึงให้น้องชายผู้ชื่อว่าจุลปันถกบวชบ้างได้ให้ท่องคาถานี้ว่า –


ปทุมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ
ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ
องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ
ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเข


ดอกบัวโกกนุทกลิ่นหอมบานแต่เช้าไม่ไร้กลิ่น ฉันใด
เจ้าจงดูพระอังคีรสเจ้า พระองค์ผู้ไพโรจน์เจิดจ้าปานดวงพระ
อาทิตย์ ทอแสงอยู่ในอากาศ ฉะนั้น


ตั้ง ๔ เดือนพระจุลปันถกนั้นก็ไม่สามารถจะท่องคาถานี้ให้คล่องได้ เวลาผ่านมาพระเถระจึงกล่าวแก่เธอว่า เธอเป็นคนอาภัพในพระศาสนา จึงขับออกจากวัด ก็ในเวลานั้น พระเถระเป็นภัตตุเทสก์ หมอชีวกเข้าไปหาพระเถระแล้วเรียนว่า ท่านขอรับ พรุ่งนี้ขอพระคุณท่านนิมนต์พาภิกษุ ๕๐๐ รูปพร้อมทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปรับภิกษาในเรือนของพวกกระผมด้วยเถิด แม้พระเถระรับนิมนต์แล้วว่า เรารับนิมนต์เพื่อภิกษุที่เหลือเว้นท่านจุลปันถกเสีย พระจุลปันถกจึงยืนร้องไห้ที่ซุ้มประตู พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเล็งดูทราบด้วยทิพยจักษุญาณ เสด็จเข้าไปหาเธอแล้วตรัสถามว่าร้องไห้ทำไม ? เธอกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุที่ไม่สามารถจะท่องจำหนังสือได้ จะลงมติ



(หน้าที่ 257)



ว่าเป็นผู้อาภัพในศาสนาของเรานั้นไม่ถูก อย่าเศร้าโศกไปเลยนะเธอ ดังนี้แล้ว ทรงจับแขนพระจุลปันถกพาเข้าไปยังวิหาร ด้วยฤทธานุภาพทรงเนรมิตท่อนผ้าเก่าขึ้นผืนหนึ่งแล้วได้ประทานให้ด้วยทรงสั่งกำชับว่า เอาเถอะภิกษุ เธอจงลูบคลำผ้าผืนนี้ แล้วทำการท่องอยู่ในใจบ่อย ๆ ว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ดังนี้ เมื่อเธอทำอยู่อย่างนั้นผ้านั้นได้กลายเป็นสีดำ เธอจึงกลับได้สติว่า ผ้าผืนนี้เดิมเป็นผ้าสะอาด ความเศร้าหมองในผ้าผืนนี้ไม่มี แต่นี่เป็นความเศร้าหมองที่เกิดจากอัตภาพแท้ ๆ ดังนี้แล้ว จึงพิจารณาหยั่งรู้ลงไปในขันธ์ ๕ เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุญาณอันใกล้โคตรภูญาณให้ถึง อนุโลมญาณ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระโอภาสคาถาแก่เธอว่า –
ราคะเรียกชื่อว่าธุลี ไม่เรียกว่าละออง คำว่าธุลีนี้เป็น
ชื่อของราคะ บัณฑิตละธุลีนี้แล้ว ท่านเหล่านั้นย่อมอยู่ใน
พระศาสนาแห่งพระศาสดาผู้ปราศจากธุลี โทสะ ฯลฯ
โมหะ เรียกชื่อว่าธุลี แต่ไม่เรียกว่าละออง คำว่าธุลีนี้เป็น
ชื่อของโมหะ บัณฑิตละโมหะนี้ขาดแล้ว ท่านเหล่านั้นย่อม
อยู่ในพระศาสนาของพระศาสดาผู้ปราศจากธุลี


ในที่สุดแห่งพระคาถา พระจุลปันถกนั้นมีโลกุตตรธรรม ๙ ซึ่งมีปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ เป็นบริวารอยู่ในเงื้อมมือแล ในวันที่ ๒ พระศาสดาได้เสด็จไปบ้านของหมอชีวกพร้อมด้วยหมู่ภิกษุ ครั้นในที่สุดน้ำทักษิโณทก เมื่อจะถวายข้าวยาคู พระศาสดาทรงปิดบาตรด้วยพระหัตถ์ หมอชีวกจึงกราบทูลถามว่า “อะไร พระเจ้าข้า ?” ตรัสว่า "ในวิหารยังมีภิกษุอยู่อีกรูปหนึ่ง” หมอชีวกนั้นใช้คนใช้ไปว่า เองจงนิมนต์พระผู้เป็นเจ้ามาโดยเร็ว แต่เมื่อพระผู้เป็นมีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระวิหาร


พระจุลปันถกนิรมิตตนให้เป็นคนได้ตั้งพันคน นั่งในสวนมะม่วงอันร่มรื่น พร้อมที่จะมาได้ตลอดเวลา
ครั้นบุรุษนั้นไปแล้วเห็นอารามเหลืองเป็นอันเดียวกันด้วยผ้ากาสาวะ จึงรีบกลับมาทูลว่า “พระเจ้าข้า อารามเต็มไปด้วยหมู่ภิกษุ ข้าพระองค์ไม่ทราบว่ารูปไหนคือพระ



(หน้าที่ 258)



ผู้เป็นเจ้าที่ว่านั้น” ครานั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบอกแก่เธอว่า “ไปอีกครั้ง ครานี้เธอเห็นรูปใดก่อน จงจับรูปนั้นที่ชายจีวรแล้วบอกว่า 'พระศาสดารับสั่งหาท่าน' แล้วจงนำพามา” บุรุษนั้นไปแล้ว ได้จับที่ชายจีวรของพระเถระไว้จนมั่นฉับพลัน ภิกษุที่เธอนิรมิตขึ้นทั้งหมดก็หายวับไป พระเถระจึงใช้ให้บุรุษนั้นล่วงหน้าไปก่อนว่า ไปเถิดนะท่าน แล้วทำการชำระร่างกายมีล้างหน้าเป็นต้นเสร็จแล้ว ไปนั่งบนอาสนะที่เขาตระเตรียมไว้เสียก่อน ที่ท่านกล่าวว่าด้วยตัวอย่างเช่นพระจุลปันถก ก็มีความหมายดังกล่าวมานี้แล
ในบรรดาภิกษุเป็นจำนวนมากที่พระจุลปันถกนิรมิตขึ้นเหล่านั้น มีรูปร่างเช่นเดียวกับพระจุลปันถกผู้มีฤทธิ์ เพราะท่านนิรมิตขึ้นโดยไม่ได้กำหนดให้มีอาการต่างกัน ภิกษุมีฤทธิ์ทำการยืนหรือนั่งเป็นต้นก็ดี ทำการพูดหรือนิ่งเป็นต้นก็ดีใด ๆ ภิกษุนิรมิตเหล่านั้นก็ทำกิริยานั้น ๆ เหมือนกัน ก็ถ้าผู้นิรมิตต้องการให้มีรูปร่างต่าง ๆ กัน คือบางพวกอยู่ในระดับปฐมวัย บางพวกอยู่ในระดับมัชฌิมวัย บางพวกอยู่ในระดับปัจฉิมวัย โดยนัยนั้นนิรมิตให้พวกหนึ่งมีผมยาว พวกหนึ่งมีศีรษะโล้น พวกหนึ่งมีผมหงอกประปราย พวกหนึ่งมีจีวรสีแดงปนอยู่ครึ่งหนึ่ง พวกหนึ่งมีจีวรสีเหลืองล้วน หรือนิรมิตให้พวกหนึ่งทำกิจวัตรเช่นสวดไปตามบทบาลี กล่าวอธิบายธรรม สวดคาถาด้วยทำนองสรภัญญะวิธี ถามปัญหา ตอบปัญหา เผาบาตร เย็บซักจีวร เป็นต้น หรือว่า เป็นผู้ประสงค์จะทำภิกษุนิรมิตให้มีกิริยาต่าง ๆ อย่างอื่นอีกก็ได้ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นออกจากฌานอันเป็นบาทแล้วพึงทำบริกรรมโดยวิธีนี้ว่า ภิกษุมีประมาณเท่านี้จงเป็นคนรุ่นปฐมวัย แล้วเข้าฌานอีกออกแล้วจึงอธิษฐานพร้อมกับจิตที่คิดอธิษฐาน ภิกษุที่เธอนิรมิตนั้นย่อมมีกิริยาอาการดังที่ปรารถนาทุก ๆ อย่างทันที ในคำว่าแม้มากคนก็แปลงเป็นคนเดียวได้ ก็มีนัยเหมือนกันนี้
ส่วนความที่แปลกกันออกไปมีดังต่อไปนี้ ภิกษุนี้นิรมิตให้มากคนอย่างนี้แล้วคิดเห็นว่า เราคนเดียวจักจงกรม จักทำการสวด จักถามปัญหาอีกหรือคิดว่าวิหารนี้มีภิกษุน้อย ถ้าหากทายกบางพวกจักมาจักเข้าใจตัวเราว่า ภิกษุเหมือนเป็นพิมพ์เดียวตั้งมากมายเช่นนี้จักมีแต่ที่ไหน นี้เป็นอานุภาพของพระเถระเจ้าเป็นแม่นมั่น หรือในระหว่างนั้นต้องการจะเป็นคนคนเดียวก็ได้ เพราะมีความปรารถนาน้อยดังนี้ จะต้องเข้าฌานเป็นบาทออกแล้ว



(หน้าที่ 259)



จักต้องทำบริกรรมว่า เอโก โหมิ เราจงเป็นคนคนเดียว ดังนี้ แล้วเข้าสมาบัติอีก ออกแล้วจึงอธิษฐานว่า เอโก โหมิ เราจงเป็นคนคนเดียว พร้อมกับจิตที่คิดอธิษฐานนั่นแลเธอจะกลายเป็นคนคนเดียว แต่เมื่อไม่ทำอย่างนั้น ตัวเองเท่านั้นจะเป็นคนคนเดียวด้วยอำนาจกาลตามที่กำหนดไว้
ในบทว่า ทำให้แจ้ง ทำภายนอก ดังนี้ ความว่าทำอาวิภาพและทำติโรภาพท่านหมายเอาฤทธิ์ทั้ง ๒ นี้และกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า คำว่า อาวิภาพ คือไม่มีอะไรกีดขวาง ไม่มีอะไรปิดบัง เปิดเผย ปรากฏชัด คำว่า ติโรภาพ คือมีบางสิ่งกีดขวาง มีบางสิ่งปิดบัง ปิดไว้ ครอบไว้ ใน ๒ อย่างนั้น ภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้ต้องการทำอาวิภาพ ย่อมทำที่มืดให้สว่าง หรือทำที่ลี้ลับให้เปิดเผย หรือทำที่ไม่ใช่ช่องทางให้เป็นช่องทาง ทำอย่างไร ? คือภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้ต้องการจะทำตนหรือบุคคลอื่นให้เห็นบุคคลแม้ที่ถูกบางสิ่งปิดบังไว้หรือแม้ยืนอยู่ในที่ไกล ต้องออกจากฌานที่เป็นบาทแล้วรำลึกว่า ที่มืดตรงนี้จงสว่าง ที่ลี้ลับนี้จงปิดเผย ที่ไม่ใช่ช่องทางนี้จงเป็นช่องทาง แล้วทำบริกรรมอธิษฐานตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล พร้อมกับจิตที่อธิษฐานก็จะเป็นเหมือนอย่างที่อธิษฐานไว้ทันที บุคคลอื่นแม้ยืนอยู่ไกลย่อมเห็นได้ฝ่ายตัวเองต้องการจะเห็นก็เห็นได้


พระพุทธเจ้าทรงทำพระปาฏิหาริย์

ถามว่า ก็ปาฏิหาริย์นี้ใครเคยทำ ? ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเคยทำมาแล้ว จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับนิมนต์จากนางจุลสุภัททาแล้วเสด็จไปยังกรุงสาเกตอันมีระยะทาง ๗ โยชน์คั่นในระยะจากกรุงสาวัตถีด้วยเรือนยอด ๕๐๐ ซึ่งวิสสุกรรมเทพบุตรนิมิตแล้ว ทรงอธิษฐานให้ชาวเมืองสาเกตเห็นชาวกรุงสาวัตถี และให้ชาวกรุงสาวัตถีเห็น ชาวเมืองสาเกต เสด็จลงในท่ามกลางพระนครทีเดียว ทรงแสดงแยกแผ่นดินออกเป็น ๒ ภาคตราบเท่าถึงอเวจีมหานรก และทรงแสดงแหวกอากาศออกเป็น ๒ ภาคตลอดถึงพรหมโลก ก็ความข้อนี้นักปราชญ์พึงแสดงตัวอย่าง แม้ด้วยเรื่องการเสด็จลงจากเทวโลก นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ทรงปลดเปลื้องสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ให้พ้นจากเครื่องจองจำ ทรงรำพึงว่าพระพุทธเจ้าในอดีตเสด็จไปที่ไหน ในที่สุดแห่งยมกปาฏิหาริย์ได้ทรงเห็นว่าไป



(หน้าที่ 260)



สู่ดาวดึงส์ ครั้งนั้นพระองค์ทรงใช้พระบาทข้างหนึ่งเหยียบพื้นปฐพีแล้ว ทรงให้พระบาทข้างที่ ๒ ประดิษฐานบนยอดภูเขายุคันธร ทรงยกพระบาทข้างแรกอีกแล้วทรงเหยียบยอดเขาสิเนรุ ทรงจำพรรษาบนพื้นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์บนดาวดึงส์สวรรค์นั้น ทรงเริ่มตรัสแสดงพระอภิธรรมกถาตั้งแต่ต้นแก่หมู่เทวดาในหมื่นจักรวาลซึ่งมาประชุมกัน ในเวลาเสด็จภิกษาจาร เนรมิตพระพุทธนิมิตแทนพระองค์ พระพุทธนิมิตนั้นทรงทำหน้าที่แทน ทรงแสดงธรรมแทนพระองค์ พระพุทธนิมิตนั้นทรงทำหน้าที่แทนทรงแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเคี้ยวไม้ชำระฟันนาคลดา ทรงล้างพระพักตร์ที่สระอโนดาตแล้ว ทรงรับบิณฑบาตในอุตตรกุรุทวีปแล้วทรงเสวยที่ริมขอบสระอโนดาต พระเสรีบุตรเถระไปในที่สระอโนดาตนั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้นัยแก่พระเถระว่า ในวันนี้เราแสดงธรรมเท่านี้ ทรงแสดงพระอภิธรรมกถาไม่หยุดตลอด ๓ เดือน ด้วยประการฉะนี้ เพราะได้ฟังพระอภิธรรมกถานั้น หมู่เทวดาจำนวน ๘๐ โกฏิจึงได้ตรัสรู้พระธรรม บริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์แม้ที่มาประชุมกันในคราวแสดงพระยมกปาฏิหาริย์ ได้ตั้งค่ายอยู่ด้วยประสงค์ว่า เราเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสียก่อนแล้วจึงจักไป จุลอนาถบิณฑิกเศรษฐีคนเดียวบำรุงบริษัทนั้นด้วยปัจจัยทุกอย่าง พวกมนุษย์พากันอ้อนวอนถามพระอนุรุทธเถระเพื่อทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหน พระเถระเจริญอาโลกกสิณ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงจำพรรษาในภพดาวดึงส์นั้น ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ ครั้นเห็นแล้วจึงแจ้งให้ทราบ บริษัทเหล่านั้นอ้อนวอนพระมหาโมคคัลลานเถระ เพื่อถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเถระดำลงในแผ่นดินใหญ่ในท่ามกลางบริษัทนั่นแหละชำแรกเขาสิเนรุผุดขึ้น ณ ที่ใกล้พระบาทพระตถาคตเจ้า ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ชาวชมพูทวีปขอกราบถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกล่าวว่าพวกข้าพเจ้าเห็นพระศาสดาเสียก่อนจึงจักไป” ดูก่อนโมคคัลลานะเดี๋ยวนี้ พระธรรมเสนาบดีผู้เชฏฐภาดาของเธอยู่ที่ไหน ?” “อยู่ในเมืองสังกัส พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนโมคคัลลานะ ผู้ต้องการจะพบเห็นเรา พรุ่งนี้จงมาถึงเมืองสังกัส พรุ่งนี้เราจักลงที่เมืองสังกัส ในวันอุโบสถเพ็ญวันมหาปวารณา” “สาธุ พระพุทธเจ้าข้า” พระเถระถวายบังคมพระทศพลแล้วลงตามทางที่มาเหมือนเดิม ถึงสำนักของพวกมนุษย์ ทั้งในเวลาไป


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]