วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๖๑ - ๒๖๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 261)


และมา ท่านอธิษฐานให้มนุษย์ทั้งหลายเห็นท่านอยู่ พระมหาโมคคัลลานเถระได้ทำปาฏิหาริย์อาวิภาพในกาลนั้นเป็นครั้งแรก พระมหาโมคคัลลานะนั้นมาอย่างนี้แล้วแจ้งความเช่นนั้น มิได้ทำความสำคัญว่าไกลเลย บอกว่ารับประทานอาหารเข้าแล้วจึงจะออก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ท้าวสักกเทวราชว่า “มหาบพิตร พรุ่งนี้อาตมภาพจะลงสู่มนุษยโลก” ท้าวสักกเทวราช จึงบังคับวิสสุกรรมเทพบุตรว่า “แน่พ่อ ! พรุ่งนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จลงสู่มนุษยโลก เธอจงนิรมิตบันได ๓ ชนิดคือ บันไดหนึ่งเป็นทองคำ บันไดหนึ่งเป็นเงิน และบันไดหนึ่งเป็นแก้วมณี” วิสสุกรรมเทพบุตรได้ทำตามเทวบัญชาทุกอย่าง ในวันที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับยืนอยู่บนยอดเขาสิเนรุ ทรงดูแลโลกธาตุเบื้องทิศบูรพา จักรวาลตั้งหลายแสนเปิดโล่งแจ้งดุจลานเดียวกัน ก็ทางทิศบูรพามองเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งฉันใด แม้ทางทิศปัจฉิมก็ดี ทิศอุดรก็ดี ทิศทักษิณก็ดี ก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งหมด ฉันนั้น เบื้องต่ำมองเห็นจนถึงอเวจีมหานรก เบื้องบนมองเห็นจนถึงรูปพรหมชั้นอกนิฏฐภพ พูดกันต่อ ๆ มาว่า วันนั้นชื่อว่าเป็น วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก ฝ่ายพวกมนุษย์ก็เห็นหมู่เทวดา ฝ่ายพวกเทวดาก็เห็นหมู่พวกมนุษย์ ในเวลาที่จะดูกันนั้นพวกมนุษย์ไม่ต้องแหงนดูข้างบน พวกเทวดาก็ไม่ต้องก้มดูข้างล่าง สัตว์ทุกจำพวกเห็นกันและกันอย่างจังหน้าทีเดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงโดยบันไดแก้วในท่ามกลาง ทวยเทพกามาวจรทั้ง ๖ ชั้น ลงโดยบันไดทองด้านซ้ายมือ พวกพรหมชั้นสุทธาวาสและมหาพรหมลงโดยบันไดเงินด้านขวามือ ท้าวสักกเทวราชทรงถือบาตรและจีวร ท้าวมหาพรหมทรงถือเศวตฉัตรใหญ่ ประมาณ ๓ โยชน์ ท้าวสุยามะทรงถือพัดวาลวีชนี ปัญจสิขเทพบุตรผู้เป็นนักระบำถือพิณสีเหลืองซึ่งมีสีดุจผลมะตูมใหญ่ประมาณ ๓ คาวุต ทำการบูชาพระตถาคตเจ้าตามเสด็จลงมาในวันนั้น ปวงสัตว์ผู้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจะไม่เกิดความรักในความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่มี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำปาฏิหาริย์อาวิภาพในที่นี้ดังนี้แล


เรื่องพระธัมมทินนเถระ

ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เฉพาะเรื่องพระเถระชื่อว่าธัมมทินนะ สำนักตฬังครวิหารในเกาะลังกา นั่งในลานพระเจดีย์ในติสสมหาวิหารกล่าวอปัณณกสูตรซึ่งมีความว่า ดูก่อนภิกษุ



(หน้าที่ 262)



ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการย่อมเป็นผู้ปฏิบัติไม่ผิดทางอยู่เป็นนิตย์แล ได้คว่ำพัดลงเบื้องล่าง พื้นที่ได้ราบเป็นอันเดียวกันตราบเท่าจนถึงอเวจีมหานรก แต่นั้นได้หงายพัดขึ้นเบื้องบน อากาศได้โปร่งเป็นอันเดียวกันตลอดถึงพรหมโลก พระเถระแสดงธรรมสำทับด้วยภัยในนรก ก่อให้หลงด้วยความสุขในสวรรค์อยู่ บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี และบางพวกได้เป็นพระอรหันต์แล
ก็แหละ พระโยคีผู้ต้องการทำติโรภาพ ย่อมทำที่สว่างให้มืด หรือทำที่ไม่กำบังให้เป็นที่กำบัง ทำที่เป็นทางมิให้เป็นทาง ทำอย่างไร ? คือพระโยคีนี้ต้องการทำตนหรือผู้อื่นแม้ไม่มีอะไรบังหรือยืนอยู่ใกล้ ๆ กัน ก็มองไม่เห็นได้ โดยออกจากฌานที่เป็นบาทแล้วรำพึงอยู่ว่า ที่สว่างนี้จงเป็นที่มืดเถิด หรือว่าที่ไม่กำบังนี้จงกลายเป็นที่กำบัง หรือว่าที่เป็นช่องทางนี้จงเป็นที่ที่คนมองไม่เห็นเถิด แล้วทำบริกรรมอธิฐานตามเนื้อความที่ได้กล่าวแล้วนั้นแหละพร้อมกับจิตที่อธิษฐานนั้น ก็จะกลายเป็นเหมือนอย่างที่อธิษฐานทุกประการโดยฉับพลัน ชนเหล่าอื่นแม้ยืนอยู่ใกล้ก็แลไม่เห็น ถึงตัวเองไม่ต้องการจะเห็นก็ไม่เห็นแล
ถามว่า – ก็ปาฏิหาริย์นี้ใครเคยทำมา ? ตอบว่า – พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ทรงเคยทำมา จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำยสกุลบุตรผู้ซึ่งนั่งในที่ใกล้แท้ ๆ มิให้บิดาพบเห็นได้ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการลุกรับแก่พระมหากัปปินะสิ้นหนทางระยะ ๑๒๐ โยชน์ ทำมหากัปปินะนั้นให้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล และทำอำมาตย์พันคนของท้าวเธอให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระนางอโนชาเทวี มีหญิงพันคนเป็นบริวารมาตามทางพระมหากัปปินะนั้นแม้มานั่งอยู่ในที่ใกล้ พระองค์ยังทรงทำมิให้เห็นพระราชาพร้อมทั้งบริษัท เมื่อพระนางทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงเห็นพระราชาบ้างหรือ ? จึงตรัสว่า ก็ท่านจะแสวงหาพระราชาดีหรือ หรือว่าแสวงหาตนดีกว่า พระนางจึงกราบทูลว่า แสวงหาตนดีกว่าพระเจ้าข้า ดังนี้ จึงทรงแสดงธรรมเหมือนอย่างนั้นแก่พระนางอโนชาเทวี ผู้ประทับนั่งเรียบร้อยแล้วนั้น ให้พระนางนั้นรวมทั้งหญิงพันคนดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ให้พวกอำมาตย์ดำรงอยู่ในอนาคามิผล ให้พระราชาดำรงอยู่ในอรหัตผลแล อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของพระมหินทเถระ ผู้เมื่อทำมิให้พระราชาเห็นชนที่เหลือซึ่งมากับตนในวันที่มาสู่เกาะลังกา ชื่อว่าทำปาฏิหาริย์ติโรภาพนี้เหมือนกัน



(หน้าที่ 263)



อีกอย่างหนึ่ง ปาฏิหาริย์ที่ปรากฏแม้ทุกอย่างชื่อว่า อาวิภาพ ปาฏิหาริย์ที่ไม่ปรากฏทุกอย่างชื่อว่า ติโรภาพ บรรดาปาฏิหาริย์ทั้ง ๒ ประเภทนั้น สำหรับปาฏิหาริย์ที่ปรากฏคือ ฤทธิ์ก็ปรากฏ คนมีฤทธิ์ก็ปรากฏเช่นกัน ข้อนั้นพึงแสดงเรื่องยมกปาฏิหาริย์เป็นตัวอย่าง


พระตถาคตทรงทำยมกปาฏิหาริย์

จริงอยู่ พระตถาคตเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์อันมิได้ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลายในกาลนี้ ในสมาคมนั้นปาฏิหาริย์ทั้ง ๒ อย่าง ปรากฏแล้วอย่างนี้คือ กองไฟเป็นไปแต่พระกายเบื้องบน สายน้ำเป็นไปแต่พระกายเบื้องล่าง สำหรับปาฏิหาริย์ที่ไม่ปรากฏ ย่อมปรากฏเฉพาะฤทธิ์เท่านั้น ส่วนผู้มีฤทธิ์หาปรากฏไม่ ข้อนั้นพึงแสดงด้วยมหากสูตรและพรหมนิมันตนิกสูตร จริงอยู่ ในที่นั้น ฤทธิ์ของท่านพระมหากะและของพระผู้มีพระภาคเจ้าปรากฏแล้ว แต่ท่านผู้แสดงฤทธิ์ไม่ปรากฏ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ”ท่านจิตตคฤหบดีนั่งอยู่ส่วนข้างหนึ่งแล้วกล่าวกะท่านพระมหากะว่า 'ท่านขอรับ กระผมขอโอกาส คือ ขอพระเป็นเจ้ามหากะจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมชั้นเยี่ยมของมนุษย์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด' พระมหากะกล่าวว่า 'ดูก่อนคฤหบดี ถ้าอย่างนั้นท่านจงให้คนปูผ้าอุตตราสงค์ตรงที่ระเบียงแล้วเกลี่ยฟ่อนหญ้าเอาไว้' 'อย่างนั้นหรือขอรับ' ท่านจิตตคฤหบดีพูดจบก็รับปฏิบัติตามคำของท่านมหากะ ใช้คนปูผ้าอุตตราสงค์เข้าตรงที่ระเบียงเกลี่ยฟ่อนหญ้าไว้แล้ว ต่อจากนั้นแลท่านพระมหากะก็เข้าไปสู่วิหาร บันดาลอิทธาภิสังขารเช่นนั้น ให้เป็นเปลวไฟออกมาทางช่องลูกดาลและช่องระหว่างลิ่ม ทำหญ้าให้ไหม้แล้ว แต่ไม่ให้ผ้าอุตตราสงค์ไหม้” อีกอย่างหนึ่ง สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า 'ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ระยะนั้นแลเราบันดาลอิทธาภิสังขารเช่นนั้นว่า 'ขอให้พรหมและบริษัทของพระพรหมและพรหมปริสัชชา จงได้ยินเสียงของเรา แต่ก็อย่าได้เห็นเราเลย' ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ดังนี้ ทรงหายไปแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า : -
เราเห็นภัยในภพอย่างชัดแจ้ง เห็นภพและเห็นสัตว์ผู้แสวงหา

ความปราศจากภพ จึงไม่ติดใจ ไม่เพลิดเพลินและไม่ยึดมั่นถือมั่นภพ

เอาไว้เลย”



(หน้าที่ 264)



ในข้อบาลีว่า ทะลุไปข้างนอกฝานอกกำแพงนอกภูเขาได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างเปล่านี้ มีอธิบายความว่า คำว่า นอกฝา คือ ฟากฝา อธิบายว่า ส่วนฟากข้างโน้นแห่งฝา ในบทนอกจากนี้ก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน ก็คำว่า ฝา นี้เป็นชื่อของฝาเรือน ชื่อว่า กำแพง ได้แก่ กำแพงที่ล้อมเรือน, วัด หรือบ้านเป็นต้น ชื่อว่า ภูเขา ได้แก่ภูเขาดิน หรือภูเขาหิน คำว่า ทะลุไม่มีติด คือไม่ขัดข้อง คำว่า เหมือนที่ว่าง คือ เหมือนในกลางอากาศ ก็พระโยคีผู้มีความประสงค์ในการไปดังนั้น เข้าอากาสกสิณออกแล้ว รำพึงถึงฝา หรือกำแพงหรือภูเขาแห่งใดแห่งหนึ่ง แม้เป็นภูเขาสิเนรุหรือเป็นภูเขาจักรวาลก็ได้ ทำบริกรรมแล้วพึงอธิษฐานว่า “อากาโส โหตุ ของจงเป็นที่ว่าง” ดังนี้ ฝาเป็นต้นย่อมกลายเป็นที่ว่างได้ทันที เมื่อต้องการจะลงข้างล่างหรือต้องการจะขึ้นข้างบนก็จะเป็นโพรงไปได้ เมื่อต้องการจะทะลุไป ก็เป็นช่องให้ไปได้ พระโยคีจะทะลุไปในที่นั้นได้โดยไม่ติดขัดเลย ฝ่ายพระจุฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฏกกล่าวแย้งในข้อนี้ว่า “ดูก่อนอาวุโส ก็การเข้าอากาสกสิณมีประโยชน์อย่างไร ? มิน่าพระโยคีผู้ต้องการนิมิช้างม้าเป็นต้น มิต้องเข้ากสิณช้างกสิณม้าเป็นต้นหรือ ก็ความเป็นผู้ทำบริกรรมในกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ชำนาญในสมาบัติ ๘ เท่านั้น เป็นสำคัญมิใช่หรือ เหตุนั้น ต้องการจะเข้ากสิณอย่างใด จงเข้ากสิณอย่างนั้นเถิด” พวกภิกษุจึงพากันกล่าวแย้งว่า “ท่านขอรับ อากาสกสิณเท่านั้นมาในพระบาลี เหตุนั้น การเข้าอากาสกสิณนั่น จึงควรกล่าวได้โดยแท้” ในการอธิฐานให้เป็นที่ว่างนั้น มีบาลีดังต่อไปนี้คือ ตามปกติพระโยคีผู้ได้อากาสกสิณสมาบัติ ย่อมรำพึงถึงภายนอกฝาภายนอกกำแพงภายนอกภูเขา ครั้นนึกถึงแล้วย่อมอธิษฐานด้วยฌานว่า อากาโส โหตุ ขอจงเป็นที่ว่างเถิด ดังนี้ ก็จะกลายเป็นอากาศที่ว่างสมหวัง เธอย่อมไปมิได้ติดขัดทั้งภายนอกฝาภายนอกกำแพงภายนอกภูเขา โดยปกติมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์จะไปไหนได้ไม่ติดขัดในที่เฉพาะไม่มีอะไรขวางกั้น ไม่มีอะไรปิดบัง ฉันใด ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นก็เหมือนกัน ฉันนั้น เป็นผู้มีความชำนาญทางใจ ไปไหนก็ไม่ติดขัดทั้งภายนอกฝาภายนอกกำแพงภายนอกภูเขา เหมือนไปในที่ว่างฉะนั้น
ถามว่า – ก็ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอธิษฐานแล้วไปอยู่อย่างนั้น เกิดมีภูเขาหรือต้นไม้ผุดขึ้นกั้นในระหว่างทาง เธอจะต้องเข้าสมาบัติแล้วอธิษฐานอีกหรือไม่ ?



(หน้าที่ 265)



ตอบว่า – โทษในการที่จะเข้าสมาบัติแล้วอธิษฐานอีกนั้นย่อมไม่มี เพราะว่าการเข้าสมาบัติแล้วอธิษฐานใหม่อีกย่อมเป็นเหมือนกับการถือนิสัยในสำนักของพระอุปัชฌาย์ ก็เพราะภิกษุนี้อธิษฐานแล้วว่า จงเป็นที่ว่าง ดังนี้ ก็คงเป็นที่ว่างดังหมายอีกนั่นแหละ ข้อที่ว่าอาศัยกำลังการอธิษฐานคราวแรกของพระโยคีนั้น ภูเขาหรือต้นไม้อื่นจักเกิดผุดขึ้นตามฤดูในระหว่างทาง ดังนี้ เป็นฐานะที่มีไม่ได้เลย การนิรมิตความแรกย่อมมีกำลังกว่าฤทธิ์อื่นที่ผู้มีฤทธิ์นิรมิตขึ้นแล้ว อันการนิรมิตนอกจากนี้ จะต้องมีก่อนหรือหลังแห่งการนิรมิตทีแรกนั้น
ในข้อบาลีว่า ทำการผุดขึ้นและดำลงแม้ในแผ่นดินนี้ มีอธิบายว่า การโผล่ขึ้นเรียกว่าการผุดขึ้น การจมลงเรียกว่าการดำลง การโผล่ขึ้นและดำลง เรียกว่าการดำผุด พระโยคีผู้ต้องการทำให้เป็นอย่างนั้น เข้าอาโปกสิณออกแล้วกำหนดว่าแผ่นดินในที่ประมาณเท่านี้จงเป็นน้ำ ทำบริกรรมแล้วพึงอธิษฐานตามนัยดังที่ได้กล่าวแล้วแล พร้อมกับด้วยการอธิษฐานแผ่นดินในที่ตามที่ได้กำหนดไว้ย่อมกลายเป็นน้ำทันที เธอจึงทำการดำผุดในน้ำนั้นในการอธิษฐานให้เป็นน้ำนั้น มีพระบาลีดังต่อไปนี้ คือ ตามปกติพระโยคีผู้ได้อาโปกสิณสมาบัติ รำพึงถึงแผ่นดิน ครั้นรำพึงแล้วจึงอธิษฐานด้วยฌานว่า อุทกํ โหตุ จงเป็นน้ำดังนี้ แผ่นดินย่อมกลายเป็นน้ำทันที เธอจึงทำการดำผุดในแผ่นดิน ตามปกติพวกมนุษย์ที่ไม่มีฤทธิ์ ย่อมทำการดำผุดในน้ำได้ ฉันใด ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นเป็นผู้มีความชำนาญทางใจ ย่อมทำการดำผุดในแผ่นดินคล้ายในน้ำได้ ฉันนั้น และมิใช่จะทำได้แต่เพียงการดำผุดเท่านั้นยังทำการอาบ, ดื่ม, ล้างหน้า และล้างสิ่งของเป็นต้นตามที่ตนปรารถนา จะทำได้อีกด้วย และมิใช่จะอธิษฐานให้เป็นน้ำได้อย่างเดียว ถ้าต้องการเนยใส น้ำผึ้ง น้ำมัน น้ำอ้อย เป็นต้น ก็นึกอธิษฐานให้สิ่งของนั้น ๆ เป็นสิ่งนี้ ๆ และมีประมาณเท่านี้ แล้วทำบริกรรมอธิษฐานอยู่ย่อมเป็นสมดังอธิษฐานทีเดียว เมื่อยกขึ้นใส่ไว้ในภาชนะ เนยใสก็คงเป็นเนยใส น้ำมันเป็นต้น ก็คงเป็นน้ำมันเป็นต้น น้ำก็คงเป็นน้ำตามเดิม เธอต้องการจะให้น้ำนั้นเปียกก็เปียก ไม่ต้องการจะให้เปียกก็ไม่เปียก และแผ่นดินนั้นย่อมเป็นน้ำเฉพาะท่านผู้มีฤทธิ์เท่านั้น สำหรับชนที่เหลือ ก็คงเป็นแผ่นดินเหมือนเดิม ที่แผ่นดินนั้นมนุษย์ทั้งหลายจะเดินก็เดินไปได้ จะไปด้วยยานพาหนะก็ทำได้ จะทำกสิกรรมก็ทำได้ ก็ถ้าภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้ปรารถนาว่า จงเป็นน้ำแม้แก่ชน


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]