วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๖๖ - ๒๗๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 266)


เหล่านั้น ก็เป็นได้ดังปรารถนา แต่ครั้นล่วงกาลที่กำหนดไว้แล้ว เว้นน้ำตามธรรมดาในหม้อและบึง เป็นต้น นั้นเสีย สถานที่ที่ท่านผู้มีฤทธิ์กำหนดไว้ย่อมคืนเป็นแผ่นดินดังเดิม
ในบทพระบาลีว่า เดินไปบนน้ำที่ไม่แตกนี้ มีอธิบายว่า น้ำที่เรียกว่าแยกแตกออกจากกัน เพราะบุคคลเหยียบแล้วจมลง น้ำที่ตรงกันข้ามเรียกว่าไม่แยกแตกออก ก็พระโยคีผู้ต้องการจะไปโดยอาการอย่างนั้น ต้องเข้าปฐวีกสิณออกแล้วกำหนดว่า น้ำในที่ประมาณเท่านี้ จงกลายเป็นดิน ดังนี้ แล้วพึงทำบริกรรมอธิษฐานตามนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแลพร้อมกับด้วยการอธิษฐาน น้ำตามสถานที่ท่านผู้มีฤทธิ์กำหนดไว้ย่อมกลายเป็นดินดังปรารถนา ท่านผู้มีฤทธิ์ย่อมเดินไปบนน้ำนั้นได้


อธิษฐานให้เป็นดิน

ในการอธิษฐานให้เป็นดินนั้น มีพระบาลีดังต่อไปนี้คือ ตามปกติภิกษุผู้ได้ปฐวีกสิณสมาบัตินึกถึงน้ำ ครั้นนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยฌานว่า ปฐวี โหตุ ของจงเป็นดิน ดังนี้ น้ำก็กลายเป็นดินได้ เธอย่อมเดินไปบนน้ำที่ไม่แตกได้ตามปกติ พวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์ ย่อมเดินไปบนแผ่นดินที่ไม่แตกได้ ฉันใด ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นมีความชำนาญทางใจ ย่อมเดินไปบนน้ำที่ไม่แตกได้เหมือนเดินไปบนแผ่นดิน ฉันนั้น และมิใช่แต่จะเดินไปเท่านั้น ยังจะเคลื่อนไหวอิริยาบถตามที่ตนปรารถนาได้อีกด้วย และมิใช่แต่จะนึกอธิษฐานให้เป็นแผ่นดินได้อย่างเดียวเท่านั้น ยังจะนึกอธิษฐานให้เป็นแก้วมณี ทองคำ ภูเขา และต้นไม้เป็นต้น อย่างไรก็ได้ตามปรารถนา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว น้ำที่อธิษฐานแล้วย่อมเป็นดังอธิษฐาน และน้ำนั้นย่อมเป็นดินสำหรับผู้มีฤทธิ์เท่านั้น เป็นน้ำตามเดิมแก่คนที่เหลือ ปลา เต่า และสัตว์ที่เกิดในน้ำเป็นต้น ย่อมอยู่อาศัยได้ตามสบาย ก็ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์นี้จะต้องการจะทำน้ำนั้นให้กลายเป็นดินสำหรับพวกมนุษย์อื่น ก็ย่อมทำได้เหมือนกัน แต่น้ำที่ถูกอธิษฐานให้เป็นดินนั้นจะกลายเป็นน้ำตามเดิมก็ต่อเมื่อพ้นจากเวลากำหนดอธิษฐานไว้แล้ว
คำว่า ก้าวไปด้วยบัลลังก์ คือ ไปได้ทั้งคู้บัลลังก์ ชื่อว่านกมีปีก คือนกประกอบด้วยปีกทั้งหลาย ก็พระโยคีผู้มีความต้องการจะทำอย่างนี้ พึงเข้าปฐวีกสิณออกแล้ว



(หน้าที่ 267)



ถ้าต้องการจะเป็นผู้นั่งไป ต้องกะที่ประมาณเท่าบัลลังก์ ทำบริกรรมแล้วจึงอธิษฐานตามนัย ดังที่ได้กล่าวแล้วนั่นแล ถ้าต้องการจะเป็นผู้นอนไป ต้องกำหนดที่ประมาณเท่าเตียง ถ้าต้องการจะไปด้วยเท้า ต้องกำหนดที่ประมาณเท่าหนทาง กำหนดที่ตามเหมาะสมอย่างนี้แล้วจึงอธิษฐานว่า ปฐวี โหตุ จงเป็นดิน ตามวิธีการที่กล่าวแล้วนั่นแล พร้อมกับด้วยการอธิษฐาน อากาศนั้นย่อมกลายเป็นดินได้ทันที การคู้บัลลังก์เดินไปในอากาศได้นั้น มีพระบาลีดังต่อไปนี้ว่า ท่านผู้มีฤทธิ์ย่อมไปได้ด้วยบัลลังก์ในอากาศก็ได้เหมือนอย่างนกมีปีก คือ ตามปกติผู้ได้ปฐวีกสิณสมาบัติ นึกให้เป็นอากาศ ครั้นนึกแล้วก็ได้อธิษฐานด้วยฌานว่า ปฐวี โหตุ จงเป็นแผ่นดิน ดังนี้ ย่อมกลายเป็นแผ่นดินได้ในอากาศอันเวิ้งว้างนั้น ท่านผู้มีฤทธิ์ นั้นจะเดินก็ได้ ยืนก็ได้ นั่งก็ได้ สำเร็จการนอนก็ได้ ตามปกติบนแผ่นดินพวกมนุษย์ ที่ไม่มีฤทธิ์ย่อมจงกรมได้ ฯลฯ สำเร็จการนอนก็ได้ ฉันใด ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นมีความชำนาญทางใจย่อมเดินก็ได้ ฯลฯ สำเร็จการนอนก็ได้ เพราะอะไร ? เพราะในอากาศเวิ้งว้างเหมือนกัน ฉันนั้น ก็ภิกษุผู้ต้องการจะไปในอากาศต้องเป็นผู้ได้ทิพยจักษุด้วย เพื่อจะได้เห็นภูเขาหรือต้นไม้เป็นต้นที่มีฤดูเป็นสมุฏฐาน หรือที่พวกนาคและสุบรรณเป็นต้นริษยานิรมิตขึ้นในระหว่างนี้ต้องได้ทิพยจักษุ
ถามว่า - เห็นภูเขาเป็นต้นเหล่านั้นแล้ว พึงทำอย่างไร ?
ตอบว่า - ต้องเข้าฌานที่เป็นบาท ออกแล้วทำการบริกรรมอธิษฐานว่า อากาโส โหตุ จงเป็นที่ว่าง ดังนี้ แต่พระเถระกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส การเข้าสมาบัติจะมีประโยชน์อะไร จิตของภิกษุนั้นมั่นคงอยู่แล้วมิใช่หรือ เพราะเหตุนั้น สถานที่ที่เธออธิษฐานว่า จงเป็นที่ว่าง ก็ต้องเป็นที่ว่างได้อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าท่านจะกล่าวไว้อย่างนี้ก็จริง แต่ก็พึงปฏิบัติตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในติโรกุฑฑปาฏิหาริย์ซ้ำอีก อนึ่ง ท่านผู้ไปได้ในอากาศนี้จะต้องได้ทิพยจักษุ ทั้งนี้ ก็เพื่อลงไปในโอกาสอันเหมาะสม เพราะถ้าเธอลงในที่ไม่เหมาะสมจะเป็นท่าน้ำหรือประตูบ้านก็ตาม เธอก็จะปรากฏแก่มหาชน เพราะฉะนั้น เธอแลเห็นด้วยทิพยจักษุแล้ว เว้นจากที่อันไม่เหมาะสมเสียลงแต่ที่อันเหมาะสมเท่านั้นแล



(หน้าที่ 268)



ใช้มือคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์

ในข้อว่า เอาฝ่ามือจับคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์แม้เหล่านี้ อันมีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ มีอธิบายว่า พึงทราบว่าพระจันทร์และพระอาทิตย์ชื่อว่ามีฤทธิ์มาก เพราะโคจรไปข้างบนได้ ๔๒,๐๐๐ โยชน์ และชื่อว่ามีอานุภาพมากเพราะทำแสงสว่างในขณะเดียวกันทั่วทั้ง ๓ ทวีป อีกนัยหนึ่ง พระจันทร์และพระอาทิตย์ชื่อว่ามีฤทธิ์มาก เพราะโคจรไปข้างบน และทำความสว่างไสวอย่างนี้ได้ และชื่อว่ามีอานุภาพมากเพราะว่าเป็นธรรมชาติที่มีฤทธิ์มากนั่นเอง คำว่า จับ คือจับต้องหรือถูกเฉพาะในที่ส่วนหนึ่ง คำว่า คลำ คือลูบคลำไปรอบ ๆ ดุจคลำพื้นแว่น (กระจก) ก็ฤทธิ์ชนิดนี้ย่อมเป็นผลสำเร็จ แก่พระโยคีนี้ก็ด้วยอำนาจฌานที่มีอภิญญาเป็นบาทอย่างเดียว สำหรับฤทธิ์ชนิดนี้ไม่ต้องมีการเข้ากสิณสมาบัติ สมดังที่ท่านสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า คำว่าเอาฝ่ามือจับลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์แม้เหล่านี้อันมีฤทธิ์มากอย่างนี้มีอานุภาพมากอย่างนี้ มีอธิบายว่า ท่านผู้มีฤทธิ์ในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความชำนาญทางใจ นึกถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์ ครั้นนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยฌานว่า หตฺถปาเส โหนฺตุ จงอยู่ในอุ้งมือ ดังนี้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านั้นย่อมอยู่ในอุ้งมือทีเดียว ท่านผู้นั้นจะนั่งหรือนอนก็ตามย่อมเอามือจับต้องลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ได้เสมอ ตามปกติพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์ย่อมจับต้องลูบคลำสิ่งของบางอย่างในอุ้งมือได้ ฉันใด ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ฯลฯ ก็ย่อมลูบคลำได้ ฉันนั้น ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ผิว่าต้องการจะเดินจับต้องก็เดินไปจับต้องได้ แม้ต้องการจะนั่งหรือนอนจับต้องก็อธิษฐานในที่นั้นนั่นแหละว่า จงอยู่ในอุ้งมือ ด้วยกำลัง แห่งการอธิษฐานพระจันทร์และพระอาทิตย์ก็จะเป็นดุจผลตาลที่หลุดร่วงจากขั้วมาตกอยู่ในอุ้งมือท่านผู้มีฤทธิ์ และท่านผู้มีฤทธิ์จะลูบคลำหรือจะยื่นมือไปลูบคลำก็ย่อมได้
ถามว่า - ก็เมื่อยื่นมือออกไป สิ่งที่มีใจครองยื่นไปหรือสิ่งที่ไม่มีใจครองยื่นไป?
ตอบว่า – สิ่งที่ไม่มีใจครองอาศัยสิ่งที่มีใจครองยื่นไป ในข้อนั้น ท่านพระจูฬนาคเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฏกกล่าวไว้ว่า “ดุก่อนอาวุโส ก็สิ่งที่มีใจครองเป็นได้ทั้งเล็กทั้งใหญ่ไม่มีมิใช่หรือ ? เมื่อใดภิกษุออกไปโดยช่องลูกดาลเป็นต้น เมื่อนั้นสิ่งที่มีใจครองก็เป็นของเล็ก



(หน้าที่ 269)



เมื่อใดภิกษุทำอัตภาพให้ใหญ่ เมื่อนั้นก็เป็นของใหญ่ได้ เช่นอัตภาพของพระมหาโมคคัลลานเถระมิใช่หรือ ?”
เล่าสืบกันมาว่า ในสมัยหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลนิมนต์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้ขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป จงรับภิกษาในเรือนของข้าพระองค์เถิด” แล้วทูลลากลับไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว เวลากลางวันและเวลากลางคืนนั้นผ่านไป ในเวลาใกล้รุ่งทรงตรวจดูโลกธาตุหมื่นจักรวาล ลำดับนั้น พระยานาคชื่อว่า นันโทปนันทะ ได้มาปรากฏในพระญาณของพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงอยู่ว่า นาคราชนี้มาปรากฏในญาณของเรา อุปนิสัยของนาคราชนี้มีหรือไม่หนอ จึงทรงเห็นว่า นาคราชนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงทรงนึกต่อไปว่าใครหนอจะพึงปลดเปลื้องนาคราชนี้จากมิจฉาทิฏฐิได้ จึงได้ทรงเห็นพระมหาโมคคัลลานเถระแล้ว แต่นั้น ครั้นเมื่อราตรีสว่าง ทรงทำการปฏิบัติสรีระแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มา ทรงรับสั่งว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงบอกแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปให้ทราบว่า “ตถาคตจะไปเที่ยวเทวโลก”
ก็ในวันนั้น พวกนาคผู้เป็นบริวารได้จัดสถานที่ที่ดื่มสุราให้แก่นันโทปนันทนาคราชเธอมีเศวตฉัตรเป็นทิพย์ที่เขากั้นไว้บนบัลลังก์แก้วอันเป็นทิพย์ มีนักฟ้อน ๓ พวก และพวกนาคบริษัทแวดล้อมแล้ว ได้นั่งแลดูวิธีจัดแจงอาหารและเครื่องดื่มซึ่งให้เข้าไปตั้งไว้ในภาชนะทิพย์ ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันดาลให้นาคราชนั้นเห็นพระองค์แล้ว เสด็จมุ่งพระพักตร์ไปทางเทวโลกชั้นดาวดึงส์พร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป โดยผ่านที่สุดเพดานของนันโทปนันทนาคราชนั่นแล
ก็โดยสมัยนั้นแล นันโทปนันทนาคราชเกิดความคิดเห็นชั่วช้าลามกถึงขนาดนี้ว่า “ชิ ! สมณะหัวดล้นเหล่านี้เข้า ๆ ออกๆ ผ่านภพดาวดึงส์ของเทวดาอยู่ได้ ดูจะใช้อำนาจเหนือเราขึ้นทุกที ขอประกาศว่า “ตั้งแต่บัดนี้ไป เราจักไม่ยอมให้พวกสมณะเหล่านี้ผ่านไปโปรยฝุ่นติดเข้าใส่หัวเราเด็ดขาด” จึงลุกขึ้นไปยังเชิงเขาสิเนรุ ละอัตภาพนั้นเอาขนดโอบพันรอบภูเขาสิเนรุเป็น ๗ ชั้น แผ่พังพาน ณ เบื้องบนปกคลุมถึงภพดาวดึงส์ด้วยพังพานอันงุ้มลงให้มืดมองไม่เห็น



(หน้าที่ 270)



ครั้งนั้นแล ท่านพระรัฐบาลกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพระองค์ยืนอยู่ตรงนี้มองไปเห็นภูเขาสิเนรุ เห็นภูเขาที่ล้อมรอบเขาสิเนรุ เห็นภพดาวดึงส์ เห็นเวชยันต์ปราสาท เห็นธงบนยอดเวชยันต์ปราสาทได้ชัดเจน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย บัดนี้ข้าพระองค์จึงไม่เห็นภูเขาสิเนรุ ฯลฯ ไม่เห็นธงบนยอดเขาเวชยันต์ปราสาทได้” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชี้แจงว่า “ดูก่อนรัฐบาล นาคราชชื่อนันโทปนันทะนี้มีความขุ่นเคืองแค้นต่อพวกเธอ จึงเอาขนดโอบพันรอบเขาสิเนรุถึง ๗ ชั้น เอาพังพานปกปิดกั้นไว้เบื้องบน จึงทำให้มืดอยู่อย่างนี้” พระรัฐบาลนั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์จะทรมานนาคราชนั้นเอง” พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตต่อมาภิกษุแม้ทั้งหมดก็ได้พากันลุกขึ้นกราบทูลตามลำดับ มีท่านพระภัททิยะ ท่านพระราหุลเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต ในที่สุดพระมหาโมคคัลลานเถระจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะทรมานนาคราชนั้นเองพระเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตว่า “เธอจงทรมานเถิด โมคคัลลานะ”
พระเถระจึงละอัตภาพแปลงเพศเป็นนาคราชรูปร่างใหญ่โต เอาขนดโอบพันทับขนดของนันโทปนันทนาคราชถึง ๑๔ ชั้น วางพังพานของตนทับเหนือพังพานของนาคราชนั้นแล้ว บีบรัดเข้ากับภูเขาสิเนรุ นาคราชบังหวนควันแล้ว แม้พระเถระกล่าวว่า ”มิใช่ว่าการบังหวนควันจะมีแต่ในสรีระของท่านเท่านั้น ควันในสรีระของเราก็มีเหมือนกัน” ดังนี้จึงบังหวนควันตอบไปบ้าง ควันของนาคราชไม่ได้เป็นอันตรายแก่พระเถระเลย แต่ควันของพระเถระเป็นอันตรายต่อนาคราช แต่นั้นนาคราชจึงโพลงเป็นไฟขึ้น แม้พระเถระก็กล่าวว่า “ไฟมิใช่จะมีในสรีระของท่านอย่างเดียวเท่านั้น ไฟในสรีระของเราก็มี” ดังนี้ จึงโพลงเป็นไฟขึ้นแล้ว ไฟของนาคราชไม่ทำอันตรายแก่พระเถระได้ แต่ไฟของพระเถระทำอันตรายแก่นาคราชได้ นาคราชจึงคิดว่า “นาคราชนี้บีบเรากับภูเขาสิเนรุแล้ว บังหวนควันและโพลงเป็นไฟขึ้นก็ได้” จึงซักถามว่า “แน่พ่อ พ่อเป็นใครกันนะ” พระมหาโมคคัลลานะจึงตอบว่า “นันทะ เราคือโมคคัลลานะ” “ท่านเอ๋ย ขอท่านจงตั้งอยู่โดยความเป็นภิกษุของตนเถิด” พระเถระละอัตภาพนั้นแล้ว เข้าไปโดยช่องหูขวาของนาคราชนั้นแล้วออกโดยช่องหูซ้าย เข้าไปโดยช่องหูซ้ายออกโดยช่องหูขวา เข้าไปโดยช่องจมูกขวาแล้วออกช่องจมูกซ้าย เหมือนเช่น


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]