วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๗๑ - ๒๗๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 271)


นั้นเข้าโดยช่องจมูกซ้ายออกโดยช่องจมูกขวา ขณะนั้นนาคราชจึงอ้าปาก พระเถระเข้าไปทางปากแล้วเดินจงกรมอยู่ภายในท้อง โดยทิศปราจีนและทิศปัจฉิม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเตือนว่า “โมคคัลลานะ จงใส่ใจระวังนะว่า นาคราชตัวนี้มีฤทธิ์มาก” พระเถระจึงทูลว่า “พระเจ้าข้า อิทธิบาททั้ง ๔ ข้าพระองค์อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานได้แล้ว ทำให้มั่นคงแล้ว ตามตั้งไว้แล้ว บ่มสุกแล้ว ปรารภดีแล้วพระเจ้าข้า เพียงแต่นันโทปนันทนาคราชเท่านั้น สบายพระทัยได้ นาคราชเช่นนันโทปนันทะตั้งพันตั้งแสน ข้าพระองค์ก็ยังทรมานได้เลย”
ฝ่ายนาคราชก็คิดว่า “สมณะรูปนี้เวลาเข้าไปเราไม่ทันได้เห็นก่อน เอาเถิดในเวลาออกมาเราจักงับมันเคี้ยวเสียให้ยับในระหว่างฟันในบัดนี้” ดังนี้แล้ว จึงแสร้งพูดว่า ”ท่านเจ้าข้า นิมนต์ออกมาเถิด อย่าเที่ยวเดินไป ๆ มา ๆ อยู่ในท้อง จนทำให้ข้าพเจ้าลำบากเลย” พระเถระได้ออกมายืนข้างนอกแล้ว นาคราชเห็นแล้วฉุกคิดว่า “พระสมณะรูปนี้ คือท่านองค์นั้น” จึงพ่นลมออกทางจมูก พระเถระเข้าจตุตถฌานแล้ว แม้แต่ขุมขนของพระเถระนั้นลมก็ไม่สามารถจะให้หวั่นไหวได้ นัยว่า พวกภิกษุที่เหลือก็อาจทำปาฏิหาริย์ทุกอย่างได้ตั้งแต่ต้น แต่เมื่อถึงที่นี้จักไม่อาจเป็นผู้เข้าได้ฉับพลันอย่างนี้ได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุเหล่านั้นทรมานนาคราช นาคราชจึงคิดว่า “เราไม่สามารถจะทำให้ขุมขนของพระสมณะนี้หวั่นไหวด้วยลมจมูกได้เลย พระสมณะนี้มีฤทธิ์มาก” พระเถระจึงละอัตภาพนิรมิตเป็นรูปครุฑแสดงการกระพือปีกอย่างครุฑไล่ติดตามนาคราชไป นาคราชจึงละอัตภาพนั้น นิรมิตเป็นเพศมาณพน้อยกล่าวอยู่ว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอถึงท่านว่าเป็นสรณะ” ไหว้เท้าพระเถระแล้ว พระเถระจึงกล่าวว่า “นันทะ พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ท่านจงมา เราจักพาไป” ดังนี้ ครั้นทรมานนาคราชให้สิ้นพยศได้แล้ว จึงได้ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า นาคราชถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์ว่าเป็นที่พึ่ง” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “จงเป็นผู้มีความสุขเถิดนาคราช ดังนี้ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ได้เสด็จไปสู่นิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกะ
ท่านอนาถบิณฑิกะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไฉนวันนี้พระองค์จึงเสด็จมาถึงสายนัก” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “โมคคัลลานะกับนันโทปนันทะได้ทำสงครามกันขึ้น”



(หน้าที่ 272)



ท่านอนาถบิณฑิกะทูลถามว่า “ใครชนะใครแพ้ พระเจ้าข้า” พระองค์ตรัสว่า “โมคคัลลานะชนะ นันโทปนันทะแพ้” ท่านอนาถบิณฑิกะจึงทูลว่า “พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับภัตของข้าพระองค์ โดยติดต่อกัน ๗ วัน ข้าพระองค์จักทำสักการะแก่พระเถระให้ตลอด ๗ วัน” ดังนี้ แล้วได้ทำสักการะเป็นอันมาก แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ตลอด ๗ วัน
คำว่า เมื่อใดทำอัตภาพให้ใหญ่ เมื่อนั้นก็เป็นอัตภาพอันใหญ่ เช่นอัตภาพของพระมหาโมคคัลลานเถระ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายถึงอัตภาพใหญ่ซึ่งพระมหาโมคคัลลานะทำแล้วในเวลาที่ท่านทรมานนันโทปนันทนาคราชนี้ ดังบรรยายมานี้ แม้เมื่อท่านจะกล่าวอย่างนั้น พวกภิกษุก็ยังกล่าวว่า สังขารที่ไม่มีใจครองนั้นแหละย่อมเจริญขึ้น เพราะอาศัยสังขารที่มีใจครอง ในเรื่องนี้เป็นอันยุติเพียงเท่านี้


อธิบายผู้มีฤทธิ์แสดงฤทธิ์

ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นทำอย่างนี้แล้ว มิใช่จะลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์เท่านั้น ถ้าปรารถนาจะทำเป็นกระเบื้องเช็ดเท้าวางไว้แทบเท้าก็ได้ ทำเป็นตั่งนั่งก็ได้ ทำเป็นเตียงนอนก็ได้ ทำเป็นพนักอิงพิงก็ได้ ท่านผู้มีฤทธิ์ผู้หนึ่งทำได้ ฉันใด แม้ผู้มีฤทธิ์อื่นอีกก็ทำได้ ฉันนั้น จริงอยู่ เมื่อภิกษุหลายแสนรูปพากันทำอยู่อย่างนี้ ปาฏิหาริย์ย่อมสำเร็จแก่ภิกษุเหล่านั้น และแต่ละรูปก็จะเหมือนกันทีเดียว อนึ่ง ถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์ก็คงโคจรส่องแสงอยู่อย่างเดิม เปรียบเหมือนในตุ่มพันลูกที่เต็มด้วยน้ำ ดวงจันทร์ย่อมปรากฏในตุ่มทุก ๆ ตุ่ม และพระจันทร์ก็ยังโคจรและส่องแสงสว่างอยู่เหมือนเดิม ฉันใด ปาฏิหาริย์นี้ก็มีอุปมาเหมือนกันอย่างนั้น
ข้อว่า จรดพรหมโลก คือทำพรหมโลกให้เป็นเขตกำหนด คำว่า ยังอำนาจให้เป็นไปทางกาย คือ ทำอำนาจให้เป็นไปทางกายของตนในพรหมโลกนั้น ความหมายแห่งข้อนั้น นักศึกษาพึงทราบโดยคล้อยตามบาลีนั้นเถิด ก็บาลีในอธิการนี้ มีดังต่อไปนี้ คำว่า ยังอำนาจให้เป็นไปทางกายตลอดถึงพรหมโลก มีอธิบายว่า ถ้าภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้น มีความชำนาญทางใจ ต้องการจะไปสู่พรหมโลก ย่อมอธิฐานถึงไกลแสนไกลให้ใกล้ก็ได้ว่า สนฺติเก โหตุ จงมีในที่ใกล้ ดังนี้ ที่ไกลย่อมกลายเป็นที่ใกล้ได้ดังหมาย ย่อมอธิษฐาน



(หน้าที่ 273)



แม้ที่ใกล้ให้ไกลก็ได้ว่า ทูเร โหตุ จงมีในที่ไกล ดังนี้ ที่ใกล้ก็ย่อมกลายเป็นที่ไกลได้ดังหมาย แม้ของมากมายก็อธิฐานให้เป็นของน้อยได้ว่า โถกํ โหตุ จงมีของน้อยดังนี้ ของมากมายก็ย่อมกลายเป็นของน้อยได้ดังหมาย แม้ของน้อยก็อธิษฐานให้เป็นของมากมายได้ว่า พหุกํ โหตุ จงเป็นของมาก ดังนี้ ของน้อยก็ย่อมกลายเป็นของมากได้ดังหมาย จะใช้จักษุดุจทิพย์แลดูรูปของพรหมนั้นก็ได้ จะใช้โสตธาตุปานทิพย์ฟังเสียงของพรหมนั้นก็ได้ จะใช้เจโตปริยญาณกำหนดรู้จักใจของพรหมนั้นก็ได้ ถ้าหากภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นมีความชำนาญทางใจ ต้องการจะไปยังพรหมโลกด้วยทั้งร่างกายที่ปรากฏชัด ๆ ย่อมน้อมจิตด้วยอำนาจแห่งกาย อธิษฐานจิตด้วยอำนาจแห่งกาย ครั้นน้อมจิตด้วยอำนาจแห่งกาย อธิษฐานจิตด้วยอำนาจแห่งกายแล้ว หยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา เธอย่อมมีกายปรากฏชัด ๆ ไปสู่พรหมโลกได้ดังหมาย ถ้าภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นมีความชำนาญทางใจ ต้องการจะไปสู่พรหมโลกด้วยทั้งกายที่มิได้ปรากฏ จึงน้อมกายด้วยอำนาจแห่งจิต อธิษฐานกายด้วยอำนาจแห่งจิต ครั้นน้อมกายด้วยอำนาจแห่งจิต อธิษฐานกายด้วยอำนาจแห่งจิตแล้ว หยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา ย่อมไปสู่พรหมโลกด้วยทั้งกายที่มิได้ปรากฏ ภิกษุผู้มีฤทธิ์ นั้นย่อมนิรมิตรูปที่สำเร็จด้วยใจอันมีอวัยวะน้อยใหญ่ครบทุกอย่าง มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ข้างหน้าพรหมนั้น หากภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นเดินไป ถึงแม้ภิกษุที่นิรมิตแล้วก็เดินในที่นั้น ถ้าหากภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้น ยืน นั่ง นอน ภิกษุนิรมิตก็สำเร็จการยืน นั่ง นอน ในที่นั้น ถ้าภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้น บังหวนควัน โพลงเป็นไฟ กล่าวธรรม ถามปัญหา ถูกถามปัญหา ย่อมแก้ แม้ภิกษุนิรมิต ฯลฯ ถูกถามปัญหา ย่อมแก้ ณ ที่นั้นได้ ภิกษุผู้มีฤทธิ์ยืนร่วมเจรจาซักถามกับพรหมนั้น แม้นิรมิต ภิกษุก็ยืนร่วม, เจราจา ซักถาม กับพรหม ณ ที่นั้น รวมความว่าภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นทำกิจใด ๆ นิรมิตภิกษุนั้นก็ทำกิจนั้นได้ด้วย ฉะนี้
ในพระบาลีนั้นคำว่า อธิษฐานแม้ที่ไกลให้ใกล้ก็ได้ คือ ออกจากฌานที่เป็นบาทแล้วนึกถึงเทวโลกหรือพรหมโลกในที่ไกลกว่า สนฺติเก โหตุ ของจงเป็นที่ใกล้ ดังนี้แล้วจึง ทำบริกรรมเข้าฌานอีก แล้วอธิษฐานด้วยฌานว่า ขอจงเป็นที่ใกล้ ที่ไกลย่อมกลายเป็นที่ใกล้ได้ดังหมาย แม้ในบทที่เหลือก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน



(หน้าที่ 274)



ถามว่า – ในปาฏิหาริย์นั้น ใครได้ย่อที่ไกลทำให้เป็นที่ใกล้ได้ ?
ตอบว่า – พระผู้มีพระภาคเจ้า จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปสู่เทวโลกในกาลที่เสร็จยมกปาฏิหาริย์ ทรงทำภูเขายุคนธรและภูเขาสิเนรุให้ใกล้ ทรงยกพระบาทข้างหนึ่งจากพื้นปฐพี ทรงเหยียบที่ภูเขายุคนธร ทรงปลงพระบาทที่ ๒ ลงบนยอดภูเขาสิเนรุ
ถามว่า – คนอื่นใครเล่าที่ได้เคยทำแล้ว ?
ตอบว่า – พระมหาโมคคัลลานเถระ จริงอยู่ พระเถระย่นทางไปสู่เมืองสังกัสประมาณ ๓๐ โยชน์ ยังบริษัท ๑๒ โยชน์ ผู้ทำภัตกิจจากกรุงสาวัตถีให้ถึงในทันใดนั้นนั่นเอง
ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ท่านพระจูฬสมุททเถระ ได้ทำในเกาะลังกา เล่ากันมาว่า ในสมัยอดอยาก พระภิกษุ ๗๐๐ รูป ได้ไปสู่สำนักของพระเถระแต่เช้าตรู่ พระเถระคิดว่า พระภิกษุสงฆ์มีมาก จักมีบ้านที่ภิกขาจารที่ไหน ดังนี้ ไม่มองเห็นในทวีปลังกาทั้งหมด แต่มองเห็นว่าจักมีในเมืองปาฏลีบุตรฟากโน้น จึงให้ภิกษุทั้งหลายถือเอาบาตรและจีวรแล้วพูดว่า “มาเถิดอาวุโส เราจักไปสู่ที่ภิกขาจาร” ย่นแผ่นดิน ไปสู่กรุงปาฏลีบุตร แล้วพระภิกษุทั้งหลาย ถามว่า “เมืองนี้คือเมืองไหนขอรับ ? ตอบว่า “เมืองปาฏลีบุตร อาวุโส” ถามว่า “ท่านขอรับ เมืองปาฏลีบุตรอยู่ในที่ไกล ?” ตอบว่า “ดูก่อนอาวุโส พระเถระผู้เฒ่าย่นแม้ที่ไกลทำให้ใกล้ก็ได้” ถามว่า “มหาสมุทรอยู่ที่ใหนขอรับ ?” ตอบว่า “ดูก่อนอาวุโส ท่านข้ามเหมืองเขียวแห่งหนึ่งมาในระหว่างทาง มิใช่หรือ ?” พระภิกษุทั้งหลายพูดว่า “จริงละขอรับ แต่มหาสมุทรเป็นของใหญ่” พระเถระพูดว่า “ดูก่อนอาวุโส พระเถระผู้เฒ่าทั้งหลายทำแม้ของใหญ่ให้เป็นของเล็กก็ได้” ก็พระเถระนี้เป็นฉันใด แม้พระติสสทัตตเถระก็เป็นฉันนั้น ท่านสรงน้ำในเวลาเย็นห่มผ้าอุตตราสงค์แล้วเกิดคิดขึ้นว่า จักไหว้ต้นพระมหาโพธิ์ได้ทำให้เป็นที่ใกล้แล้ว
ถามว่า - ก็ใครเล่าถือเอาที่ใกล้ทำให้เป็นที่ไกลได้ ?
ตอบว่า - พระผู้มีพระภาคเจ้า จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคได้ทรงทำที่ระหว่างพระองค์กับพระองคุลิมาล แม้ใกล้ก็ทรงทำให้ไกลได้



(หน้าที่ 275)



ถามว่า - ใครหรือได้ทำของมากให้เป็นของน้อย ?
ตอบว่า - พระมหากัสสปเถระ นัยว่า ในวันเล่นนักษัตรฤกษ์ในกรุงราชคฤห์ พวกเด็กผู้หญิง ๕๐๐ คนพากันทำขนมมีลักษณะคล้ายดวงจันทร์แล้วไปเล่นนักษัตร พบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมิได้ถวายอะไร ๆ เลย แต่ครั้นพบพระเถระซึ่งมาข้างหลังจึงชวนกันว่า พระเถระของพวกเรากำลังมา พวกเราจักถวายขนมทั้งหมด จึงถือเอาขนมเข้าไปหาพระเถระแล้ว พระเถระเอาบาตรออกแล้วได้ทำขนมทั้งหมดให้พอเต็มบาตรใบเดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งรอพระเถระอยู่ข้างหน้า พระเถระได้นำมาถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ก็ในเรื่องอิลลิสเศรษฐี พระมหาโมคคัลลานเถระได้ทำของน้อยให้กลายเป็นของมาก และในเรื่องกากวฬิยะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงทำของน้อยให้เป็นของมาก เล่ากันมาว่า พระมหากัสสปเถระเข้าพักอยู่ด้วยสมาบัติตลอด ๗ วัน เมื่อจะทำการสงเคราะห์แก่คนเข็ญใจ ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของมนุษย์เข็ญใจ ชื่อว่ากากวฬิยะ ภริยาของนายกากวฬิยะนั้นเห็นพระเถระ แล้วได้เกลี่ยข้าวยาคูซึ่งไม่เค็มไม่เปรี้ยวอันตนต้มเพื่อสามีลงไปในบาตร พระเถระรับข้าวยาคูนั้นแล้วได้วางไว้บนพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอธิษฐานทำให้เพียงพอแก่พระภิกษุหมู่ใหญ่ ข้าวยาคูที่นำมาด้วยบาตรใบเดียวก็เพียงพอแก่พระภิกษุทุกรูป ฝ่ายนายกากวฬิยะก็ได้ตำแหน่งเศรษฐีในวันที่ ๗ นั้นแล และมิใช่แต่จะทำของน้อยให้เป็นของมากได้เท่านั้น แม้สิ่งที่ตนมุ่งหมายในบรรดาสิ่งของเป็นต้นว่าของอร่อยทำให้ไม่อร่อย หรือของไม่อร่อยทำให้อร่อย ทั้งหมดย่อมสำเร็จแก่ท่านผู้มีฤทธิ์ ความจริงก็เป็นเช่นนั้น พระเถระชื่อมหาอนุฬะเห็นพระภิกษุมากด้วยกันไปเที่ยวบิณฑบาตได้แต่ภัตทีเลว ๆ นั่งฉันอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ จึงอธิษฐานว่าน้ำในแม่น้ำจงเป็นเนยใส แล้วได้ให้สัญญาแก่พวกสามเณร สามเณรเหล่านั้นได้เอาขันไปตักน้ำมาถวายแก่หมู่พระภิกษุ ภิกษุทุกรูปพากันฉันอาหารกับเนยใสอย่างเอร็ดอร่อย
คำว่า ด้วยตาทิพย์ คือภิกษุผู้มีฤทธิ์ยืนอยู่ ณ ที่นี้เอง ทำแสงสว่างให้ขยายออกแล้วมองเห็นรูปของพรหมนั้น และยืนอยู่ ณ ที่นี้เอง เมื่อพรหมนั้นกล่าวก็ได้ยินเสียง และรู้วาระจิตของเขาได้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]