วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๒ อิทธิวิธนิเทศ หน้าที่ ๒๗๖ - ๒๗๙

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 276)


คำว่า น้อมจิตไปด้วยอำนาจแห่งกาย คือน้อมจิตไปด้วยอำนาจแห่งกรัชกาย คือ ยึดจิตซึ่งมีฌานเป็นบาทวางลงในกาย คือ ทำให้คล้อยตามร่างกายให้ไปช้า ๆ เพราะว่าการไปด้วยกายเป็นของช้ากว่าใจ คำว่า หยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา คือ หยั่งลง, เข้าไป, ถูกต้อง, ถึงพร้อม ด้วยสุขสัญญาและลหุสัญญา อันเกิดพร้อมกับจิตที่มีฤทธิ์ซึ่งมีฌานเป็นบาทเป็นอารมณ์ ที่ชื่อว่าสุขสัญญา ได้แก่สัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา จริงอยู่ อุเบกขาท่านกล่าวว่า เป็นสุขอันสงบ ก็สัญญานั้นนั่นแหละพึงทราบชื่อว่าลหุสัญญาก็ได้ เพราะพ้นจากนิวรณ์และข้าศึกมีวิตกเป็นต้น ก็เมื่อภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นหยั่งลงสู่สัญญานั้น แม้กรัชกายก็เบาปานปุยนุ่น เธอย่อมไปได้ถึงพรหมโลกพร้อมทั้งร่างกายที่เบาและมองเห็นกันอยู่นี้แหละ ดุจปุยนุ่นซึ่งถูกลมพัดลอยขึ้นไปได้แล้วฉะนั้น ก็เมื่อไปอย่างนี้ ถ้าต้องการก็จะนิรมิตหนทางในอากาศด้วยอำนาจปฐวีกสิณไปได้ด้วยเท้า หรือถ้าต้องการจะอธิษฐานเป็นลมด้วยอำนาจวาโยกสิณไปตามลมดุจปุยนุ่นก็ได้ อีกอย่างหนึ่ง ความเป็นผู้ต้องการจะไปนั่นแหละเป็นสำคัญในปาฏิหาริย์นี้ เพราะเมื่อมีความพอใจจะไปอยู่ เธอทำการอธิษฐานจิตอย่างนี้แล้ว อันกำลังแห่งการอธิษฐานส่งขึ้นไปแล้ว ย่อมลอยไปอย่างเห็น ๆ อยู่ ดุจลูกศรที่นายขมังธนูยิงขึ้นไปฉะนั้น
คำว่า น้อมกายไปด้วยอำนาจของใจ คือ ยึดเอากายไปวางไว้ที่จิต (ทำกายให้เบาเหมือนจิต) คือเอาเยี่ยงอย่างใจ ได้แก่ไปได้เร็วเหมือนใจ จริงอยู่ การไปของใจเป็นอาการที่รวดเร็ว คำว่า หยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา คือ หยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาอันเกิดพร้อมกับจิตซึ่งมีฤทธิ์มีรูปกายเป็นอารมณ์ คำที่เหลือพึงทราบตามความดังที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล ก็ปาฏิหาริย์ที่น้อมกายไปด้วยอำนาจแห่งใจนี้ ก็คือไปได้อย่างใจนั่นเอง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นว่า ก็พระโยคีนี้เมื่อไปด้วยกายอันไม่ปรากฏอยู่อย่างนี้ ย่อมไปในขณะที่อธิษฐานจิตนั้นเกิดขึ้น หรือว่าขณะที่อธิษฐานจิตแล้วดำรงอยู่ หรือว่าในขณะที่อธิษฐานจิตดับแห่งอธิษฐานจิตนั้นดังนี้แล้ว พระเถระจึงกล่าวว่า ไปได้ทั้ง ๓ ขณะ ถามว่า ก็ผู้มีฤทธิ์นั้นไปเอง หรือว่าส่งรูปที่นิรมิตไป ? ตอบว่า เรื่องนี้ทำการส่งไปได้ตามสบายใจ แต่ในที่นี้ท่านซักตัวอย่างมาเฉพาะการไปด้วยตัวเอง ของท่านผู้มีฤทธิ์เท่านั้น คำว่า สำเร็จ



(หน้าที่ 277)



ด้วยใจ คือ แล้วแต่ใจจะนิรมิต เพราะรูปนั้นนิรมิตขึ้นได้ด้วยจิตอธิษฐานนิรมิต คำว่า มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจที่ตั้งอยู่ของ ตา, หู เป็นต้น แปลกอยู่ว่า ปสาทรูป ๔ มีจักขุปสาทรูปเป็นต้น ไม่มีในรูปที่ภิกษุนิรมิตแล้วนั้น คำว่า ถ้าภิกษุผู้มีฤทธิ์กำลังเดินอยู่แม้รูปที่นิรมิตนั้นก็เดินไปในที่นั้นด้วย เป็นต้นทั้งหมดนี้ ท่านกล่าวหมายถึงการนิรมิตรูปของพวกพระสาวก ส่วนรูปที่พระพุทธเจ้าทรงนิรมิตขึ้น ย่อมทำดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำก็ได้ หรือทำกิจอย่างอื่นตามความพอพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้
ก็ในอธิการนี้ ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นอยู่ ณ ที่นี้เอง มองเห็นรูปได้ด้วยตาทิพย์ ฟังเสียงได้ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์ กำหนดใจด้วยเจโตปริยญาณแม้ใด ด้วยฤทธิ์เพียงเท่านี้ยังไม่ชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกาย แม้ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นอยู่ ณ ที่นี้เอง ยืนร่วมเจรจาสนทนากับพรหมนั้นแม้ใด แม้ด้วยฤทธิ์เพียงเท่านี้ยังไม่ชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกาย แม้การอธิษฐานของภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นเป็นต้นว่า อธิษฐานแม้ที่ไกล ๆ ให้เป็นที่ใกล้แม้ใด แม้ด้วยฤทธิ์เพียงเท่านี้ก็ยังไม่ชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกายเลย แม้ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นไปสู่พรหมโลกด้วยทั้งกายที่ยังปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ได้แม้ใด แม้ด้วยฤทธิ์เท่านี้ก็ยังไม่ชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกาย ก็แล ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นปฏิบัติตามวิธีที่ท่านกล่าวไว้โดยใจความเป็นต้นว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นนิรมิตรูปข้างหน้าพรหมนั้นก็ได้อันใด ด้วยฤทธิ์มีประมาณเท่านี้จึงจะชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกายได้ ส่วนคำที่เหลือในบทนี้ ท่านกล่าวไว้ก็เพื่อแสดงถึงบุรพภาคแห่งฤทธิ์ ซึ่งเป็นเหตุทำอำนาจให้เป็นไปทางกายได้


จบอธิษฐานฤทธิ์เพียงเท่านี้ก่อน



วิกุพพนาและมโนมยาฤทธิ์

ส่วนวิกุพพนาฤทธิ์และมโนมยาฤทธิ์ มีข้อแตกต่างกันดังต่อไปนี้ อันดับแรกพระโยคีผู้เมื่อจะทำวิกุพพนาฤทธิ์ พึงอธิษฐานแปลงเพศให้เป็นไปตามที่ตนมุงปรารถนาได้ ทุก ๆ เพศ เช่นแปลงเพศเป็นเด็กน้อยเป็นต้น ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นละเพศเดิมของตนแล้ว แสดงเพศแปลงเป็นเด็กน้อย หรือแสดงเพศแปลงเป็นนาค แสดง



(หน้าที่ 278)



เพศแปลงเป็นครุฑ แสดงเพศแปลงเป็นอสูร แสดงเพศแปลงเป็นพระอินทร์ แสดงเพศแปลงเป็นเทวดา แสดงเพศแปลงเป็นพระพรหม แสดงเพศแปลงเป็นทะเล แสดงเพศแปลงเป็นภูเขา แสดงเพศแปลงเป็นราชสีห์ แสดงเพศแปลงเป็นเสือโคร่ง แสดงเพศแปลงเป็นเสือเหลือง แสดงเพศแปลงเป็นทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ และเป็นทัพเดินเท้าก็ได้ หรือแสดงเพศแปลงเป็นกองทัพแม้ตั้งหลาย ๆ ขบวนก็ได้ ก็เมื่อจะอธิษฐาน พึงออกจากฌานมีอภิญญาเป็นบาท มีปฐวีกสิณเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ พึงนึกถึงเด็กน้อยของตนเท่านั้น ครั้นนึกแล้วในที่สุดบริกรรมต้องเข้าสมาบัติใหม่ออกแล้วจึงอธิษฐานว่า เอวรูโป นาม กุมารโก โหมิ ขอให้เราจงเป็นเด็กน้อยเห็นปานนี้เถิด พร้อมกับจิตที่อธิษฐาน เธอก็จะเป็นเด็กน้อยทันที ตัวอย่างเช่นพระเทวทัต แม้ในเพศทั้งปวงมีการแสดงเพศแปลงเป็นนาคเป็นต้นก็มีวิธีการอย่างนี้แล แต่คำว่าแสดงเพศแปลงเป็นทัพช้างเป็นต้น ในบทมาติกานั้นท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจการแสดงเพศแปลงเป็นช้างเป็นต้น แม้ภายนอก ในกรณีอย่างนี้อย่าพึงอธิษฐานว่า หตฺถี โหมิ ขอให้เราจงเป็นช้างเถิด แต่ต้องอธิษฐานว่า หตฺถี โหตุ ขอจงเป็นช้างเถิด แม้ในทัพม้าเป็นต้น ก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างนี้ชื่อว่า วิกุพพนาฤทธิ์ คือ ฤทธิ์ที่แสดงทำให้เป็นได้หลาย ๆ อย่าง


มโนมยาฤทธิ์

ก็พระโยคีผู้ต้องการจะเจริญมโนมยาฤทธิ์ พึงออกจากฌานที่เป็นบาทแล้ว นึกถึงกายก่อนแล้วอธิษฐานตามวิธีการที่กล่าวแล้วว่า สุสิโร โหตุ ขอจงเป็นโพลง ดังนี้ ร่างกายก็ย่อมเป็นโพรงขึ้นได้ดังใจหมาย ต่อจากนั้นจึงค่อยนึกถึงกายอื่นไว้ภายในของกายนั้น ทำบริกรรมแล้วจึงอธิษฐานตามนัยดังที่กล่าวไว้แล้วนั่นแหละว่า กายอื่น จงมีในภายในกายนั้น พระโยคีนั้นย่อมชักกายนั้นออกกลับมาได้ คล้ายชักไส้หญ้าปล้องออกจากหญ้าปล้อง และดุจชักดาบออกจากฝัก และมีครุวนาดุจดังงูออกจากขวด ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวไว้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมนิรมิตกายให้เป็นอย่างอื่นจากร่างกายนี้ ให้มีรูปร่างสำเร็จแล้วตามใจปรารถนา มีองค์อวัยวะครบถ้วนทุกอย่าง มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง



(หน้าที่ 279)



เช่นเดียวกับบุรุษชักไส้หญ้าปล้องออก บุรุษนั้นแลก็จะพึงมีความรู้อย่างนี้ว่า ส่วนนี้เป็นหญ้าปล้อง ส่วนนี้เป็นไส้หญ้าปล้อง หญ้าปล้องเป็นส่วนหนึ่ง ไส้หญ้าปล้องก็เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก แต่ว่าไส้หญ้าปล้อง เราชักออกจากหญ้าปล้อง ดังนี้เป็นต้น ก็ในข้ออุปมาเหล่านี้ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อแสดงว่า ไส้หญ้าปล้องเป็นต้นเป็นของคล้ายกับหญ้าปล้องเป็นต้น ฉันใด รูปที่สำเร็จด้วยใจก็เป็นของคล้ายกันกับภิกษุผู้มีฤทธิ์ฉันนั้น นี้ชื่อว่า มโนมยาฤทธิ์ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ


อิทธิวิธนิเทศ ปริจเฉทที่ ๑๒

ในปกรณ์วิเศษ ชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้เพื่อความปราโมทย์แห่งสาธุชน

ยุติลงด้วยประการฉะนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]