วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ หน้าที่ ๒๘๐ - ๒๘๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 280)

อภิญญานิเทศ ปริจเฉทที่ ๑๓[แก้ไข]

บัดนี้ ถึงวาระแสดงเรื่องทิพพโสตธาตุต่อไป นักศึกษาพึงทราบความแห่งพระบาลี เป็นต้นว่า พระโยคีนั้นเมื่อมีจิตตั้งมั่นอย่างนี้ ดังในทิพพโสตธาตุนิเทศนั้นก็ดี ในอภิญญา ๓ ต่อนั้นไปก็ดี ด้วยความหมายดังที่กล่าวไว้แล้วในตอนว่าด้วยอิทธิวิธนิเทศเถิด ในพระบาลีว่าด้วยเรื่องอภิญญาทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าจักขยายเฉพาะข้อความที่แปลกกันเท่านั้น


ทิพพโสตธาตุกถา

บรรดาคำเหล่านั้น ในคำว่า ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์ นี้มีอธิบายดังต่อไปนี้
โสตธาตุชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะเป็นเช่นเดียวกับของทิพย์ ความจริงเป็นเรื่องธรรมดาที่ธาตุคือประสาทหูของพวกเทวดาเป็นธรรมชาติที่เกิดจากสุจริตกรรม มิได้เกลือกกลั้วด้วยโทษมีน้ำดี, เสมหะ และโลหิตเป็นต้น จึงสามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้ เพราะพ้นจากสิ่งที่เข้าไปทำให้ขุ่นมัว แม้ธาตุคือประสาทหูอันสำเร็จด้วยญาณ ซึ่งบังเกิดขึ้นได้ด้วย กำลังแห่งวิริยภาวนาของภิกษุนี้เล่า ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ทิพย์ เพราะเป็นเหมือนของทิพย์ อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะพระโยคีได้ด้วยอำนาจทิพยวิหารและเพราะเหตุที่อิงอาศัยทิพยวิหารของตนชื่อว่า โสตธาตุ เพราะอรรถว่าได้ยิน และเพราะอรรถว่ามิใช่ชีวะ เป็นแต่เพียงธาตุเท่านั้น อนึ่ง ชื่อว่า โสตธาตุ แม้เพราะเป็นเพียงดัง โสตธาตุ เพราะทำกิจของโสตธาตุได้ด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์นั้น คำว่า หมดจด คือบริสุทธิ์ปราศจากเครื่องเข้าไปเศร้าหมอง คำว่า ล่วงวิสัยของมนุษย์ คือล่วง ได้แก่ ดำรงอยู่ล่วงเลยหูเนื้อซึ่งเป็นวิสัยของมนุษย์ เพราะได้ยินเสียงล่วงอุปจารของมนุษย์ไป คำว่า ฟังได้ ๒ เสียง คือฟังเสียงได้ ๒ ชนิด ๒ ชนิดอะไรบ้าง ? คือเสียงทิพย์ ๑ เสียงมนุษย์ ๑ มีอธิบายว่า เสียงของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยคำว่า ฟังได้ทั้ง ๒ เสียงนี้ พึงทราบการกำหนดส่วนที่จะได้ยินเสียงดังนี้ คำว่า เสียงเหล่าใดทั้งไกลและใกล้ นั้นมีอธิบายว่า เสียงเหล่าใดอยู่ที่ไกล คือแม้จะอยู่ในจักรวาลอื่น และเสียงเหล่าใดอยู่ที่ใกล้จนชั้นที่สุดแม้แต่เสียงของสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่อยู่อาศัยในร่างกายของตน เธอย่อมได้ยินเสียงเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนด้วยคำว่า เสียงเหล่าใดทั้งไกลและใกล้ นั้น พึงทราบการกำหนดอย่างไม่มีเขตแดน ดังนี้



(หน้าที่ 281)



ก็ทิพพโสตธาตุนี้ จะพึงให้เกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการอย่างไร ? คือภิกษุนั้นต้องเข้าฌานที่มีอภิญญาเป็นบาท พอออกแล้วมีจิตตั้งมั่นด้วยบริกรรมสมาธิ ตอนแรก ๆ พึงนึกถึงเสียงที่หยาบ มีเสียงราชสีห์ในป่าเป็นต้น ซึ่งอยู่ในที่ไกลที่มาปรากฏทางโสตประสาทตามปกติพึงนึกถึงเสียงที่ละเอียดเป็นชั้น ๆ ไปโดยลำดับ เริ่มต้นแต่เสียงที่หยาบกว่าเขาทั้งหมดอย่างนี้ คือ เสียงระฆังในวิหาร เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงที่พวกภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยพากันท่องบ่นอยู่อย่างเต็มกำลัง เสียงที่พวกคนผู้พูดอยู่ตามปกติเช่นว่า อะไรนะขอรับ อะไรกันคุณ เป็นต้น เสียงนก เสียงลม เสียงเท้า เสียงน้ำเดือดดังคลัก ๆ เสียงใบตาลที่แห้งกรอบอยู่ที่แดด เสียงมดดำ และมดแดง พระโยคีนั้นพึงสนใจสัททนิมิตแห่งเสียงทั้งหลายในทิศตะวันออก ในทิศตะวันตก ในทิศเหนือทิศใต้ ในทิศเบื้องล่าง ในทิศเบื้องบน ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระโยคีนั้นพึงสนใจสัททนิมิตแห่งเสียงทั้งหลายทั้งที่หยาบทั้งที่ละเอียด เสียงเหล่านั้นย่อมปรากฏชัดแก่พระโยคีนั้นผู้มีจิตดำรงอยู่ตามปกติ ก็เมื่อเธอมีจิตเป็นสมาธิด้วยการบริกรรม เสียงย่อมปรากฏชัดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเธอมนสิการถึงสัททนิมิตอยู่นั่นแล มโนทวาราวัชชนะทำเสียงเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นว่า ทิพพโสตธาตุ จักเกิดขึ้นในบัดนี้ เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้วชวนะ ๔ หรือ ๕ ดวงที่มีชวนะ ๓ หรือ ๔ ดวงข้างต้นมีกามาวจร มีชื่อว่า บริกรรม, อุปจาร, อนุโลม และโคตรภู ดวงที่ ๔ หรือ ๕ เป็นอัปปนาจิตชั้นรูปาวจร นับเข้าฌานหมวด ๔ ย่อมแล่นไป ญาณใดซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับอัปปนาจิตนั้นในอัปปนาวิถีนั้นนี้พึงทราบว่าทิพพโสตธาตุ เบื้องหน้าแต่นั้น ทิพพโสตธาตุก็ตกไปในกระแสนั้น พระโยคีเมื่อทำทิพพโสตธาตุนั้นให้เกิดขึ้น กำลังกำหนดที่ระยะเพียงชั่วองคุลีเดียวว่าจะฟังเสียงในระยะนี้แล้วพึงให้ขยาย แต่นั้นพึงกำหนดด้วยอำนาจ ๒ องคุลี ๔ องคุลี ๘ องคุลี คืบ ศอก ภายในห้องหน้ามุข ปราสาท บริเวณ สังฆาราม โคจรคาม และชนบท เป็นต้น จนตลอดถึงจักรวาล หรือกำหนดให้ยิ่งกว่านั้นก็ได้ กำหนดแล้วพึงให้ขยายออกไป พระโยคีนี้ได้บรรลุอภิญญาแล้วอย่างนี้ ย่อมได้ยินเสียงแม้ที่อยู่ภายในระยะโอกาสที่ทิพพโสตธาตุญาณที่มีฌานเป็นบาทเป็นอารมณ์ถูกต้องแล้ว ก็เมื่อฟังอย่างนี้ แม้หากจะมีเสียงกึกก้องเป็นอย่างเดียวกัน



(หน้าที่ 282)



กับเสียงสังข์กลอง และบัณเฑาะว์เป็นต้นดังขึ้นไปจนกระทั่งพรหมโลก เมื่อมีความมุ่งหมายจะกำหนดเฉพาะเสียงเดียว เธอก็อาจจะกำหนดแยกเสียงได้ว่านี้เสียงสังข์ นี้เสียงกลองได้ทีเดียว
จบทิพพโสตธาตุกถา


เจโตปริยญาณกถา

คำว่า ด้วยเจโตปริยญาณ ในเจโตปริญาณกถานี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ ญาณชื่อว่า ปริยะ เพราะอรรถว่าไปรอบ อธิบายว่า ย่อมกำหนดด้วยญาณอันกำหนดใจของผู้อื่นได้ ชื่อว่า เจโตปริยะ ญาณนั้นด้วย กำหนดใจของผู้อื่นได้ด้วย เหตุนั้นชื่อว่า เจโตปริยญาณ อธิบายว่าเพื่อประโยชน์แก่เจโตปริยญาณนั้น คำว่า ของสัตว์อื่น คือของสัตว์พวกที่เหลือ เว้นตนเสีย แม้คำว่า แห่งบุคคลอื่นนี้ ก็มีความหมายเป็นอันเดียวกันกับบทว่าของสัตว์พวกอื่นนี้เหมือนกัน แต่ที่ท่านทำพยัญชนะให้ต่างกัน ก็ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์และด้วยความไพเราะแห่งเทศนา คำว่า กำหนดใจด้วยใจ คือ กำหนดใจเหล่านั้นของสัตว์ด้วยใจของตนเอง คำว่า รู้ชัด คือรู้ทุกสิ่งทุกประการ ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ผู้มีราคะเป็นต้น
ถามว่า ก็ญาณนี้จะพึงให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ตอบว่า ก็ญาณนี้ย่อมสำเร็จด้วยอำนาจทิพยจักษุ ทิพยจักษุญาณนั้นเป็นบริกรรมแห่งเจโตปริยญาณนี้เอง เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเจริญอาโลกกสิณแล้วมองเห็นสีแห่งโลหิตซึ่งเป็นไปอาศัยหทัยรูปของผู้อื่นด้วยจักษุดุจทิพย์แล้ว พึงสอบสวนดูจิต ก็เมื่อใดโสมนัสจิตเป็นไป เมื่อนั้นหทัยรูปย่อมมีสีแดงเป็นเช่นเดียวกับผลไทรสุกปลั่ง เมื่อใดโทมนัสจิตเป็นไป เมื่อนั้นหทัยรูปย่อมมีสีดำเช่นเดียวกับผลหว้าสุก เมื่อใดอุเบกขาจิตเป็นไป เมื่อนั้นหทัยรูปย่อมผ่องใสเช่นเดียวกับน้ำมันงา เหตุนั้นเธอเห็นสีเลือดหัวใจผู้อื่นว่า รูปนี้มีอินทรีย์คือ โสมนัสเป็นสมุฏฐาน รูปนี้มีอินทรีย์คือโทมนัสเป็นสมุฏฐาน รูปนี้มีอินทรีย์คืออุเบกขาเป็นสมุฏฐาน ดังนี้แล้ว เมื่อจะสอบสวน พึงทำเจโตปริญาณให้ถึงความแรงกล้าเถิด แม้เมื่อเจโตปริยญาณนั้นถึงความมีกำลังแรงกล้าอย่างนี้แล้ว เธอย่อมรู้ชัดถึงกามาวจรจิตและรูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต ทั้งหมดอยู่ จึงดำเนินเข้าหาจิตอื่นนั่นแลจากจิตนั้นได้โดยลำดับแม้เว้นการดูหทัยรูป จริงอยู่ แม้คำนี้ท่านก็กล่าวไว้ในอรรถกถาว่า
ถามว่า สำหรับอรูปสมาบัติ พระโยคีต้องการจะรู้จิตของผู้อื่นจะดูหทัยรูปของใคร ? จะมองอินทรีย์อันแปลก ๆ ของใคร ?



(หน้าที่ 283)



ตอบว่า ไม่ต้องดูของใคร อันนี้เป็นวิสัยของท่านผู้มีฤทธิ์ คือการที่จะนึกถึงจิตในแห่งใดแห่งหนึ่ง จึงรู้จักจิต ๑๖ ประเภท ก็ถ้อยคำนี้ท่านกล่าวหมายถึงผู้ที่ไม่ได้ทำการสั่งสมไว้
ก็ในคำเป็นต้นว่า จิตมีราคะหรือ ดังนี้ มีอธิบายว่าจิตที่สหรคตด้วยโลภมูลจิต ๘ ดวง พึงทราบว่าจิตมีราคะ จิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตอันเป็นไปในภูมิ ๔ ที่เหลือชื่อว่าจิตที่ปราศจากราคะ ก็จิต ๔ ดวงเหล่านี้คือ จิตที่ประกอบด้วยโทมนัส ๒ ดวง จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ๑ ดวง จิตที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ๑ ดวง ไม่ได้ทำการรวบรวมเข้าในทุกะนี้ แต่พระเถระบางพวกก็ทำการรวบรวมทั้งจิต ๔ ดวงนี้นั้นเข้าด้วย ก็จิตที่ประกอบด้วยโทมนัส ๒ ดวง ชื่อว่า จิตมีโทสะ แม้จิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งมวลชื่อว่า จิตที่ปราศจากโทสะ อกุศลจิต ๑๐ ดวง ที่เหลือ ไม่ได้ทำการรวบรวมเข้าในทุกะนี้ แต่พระเถระบางพวกก็ทำการรวบรวมอกุศลจิต ๑๐ ดวงนั้นเข้าด้วย ก็ในคำว่า มีโมหะ ปราศจากโมหะ นี้มีอธิบายว่า จิต ๒ ดวง คือจิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ๑ ที่สหรคตด้วย อุจธัจจะ ๑ ชื่อว่า จิตมีโมหะ ตามนัยที่เป็นไปเฉพาะ คือเป็นโมหะแท้ ๆ ไม่ปนด้วยโลภะ โทสะ ฝ่ายอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง พึงทราบว่า จิตมีโมหะ เพราะโมหะเกิดในอกุศลทั้งปวง จิตที่เหลือชื่อว่าจิตปราศจากโมหะ ส่วนจิตที่คล้อยไปตามถิ่นเจตสิกและมิทธเจตสิกพึงทราบว่าเป็นจิตที่หดหู่ จิตที่คล้อยไปตามอุทธัจจเจตสิกพึงทราบว่าเป็นจิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่เป็นรูปาวจร และอรูปาวจรพึงทราบว่าเป็น มหัคคตจิต จิตที่เหลือจากนั้นพึงทราบว่ามิใช่ มหัคคตจิต จิตที่เป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทุกดวง พึงทาบว่า สอุตตรจิต จิตที่เป็น โลกุตตระ พึงทราบว่าเป็น อนุตตรจิต จิตที่บรรลุ อุปจาร และ อัปปนา พึงทราบว่าเป็น จิตที่ตั้งมั่น จิตที่ไม่บรรลุถึง อุปจาร และ อัปปนา ทั้ง ๒ อย่างนั้นพึงทราบว่า จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น จิตที่บรรลุถึง ตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ และ นิสสรณวิมุตติ พึงทราบว่าเป็น วิมุตติจิต จิตที่ยังไม่ถึงวิมุตติทั้ง ๕ อย่างนี้ พึงทราบว่ายังไม่เป็น วิมุตติจิต ภิกษุผู้ได้ เจโตปริยญาณ ดังที่ว่ามาทั้งหมดนี้ย่อมรู้ชัดแม้ทุกสิ่งทุกอย่างว่า จิตนี้มีราคะ ฯลฯ หรือยังไม่หลุดพ้น ดังนี้ได้


จบ เจโตปริยญาณกถา


(หน้าที่ 284)



ปุพเพนิวาสานุสสติญาณกถา

นักศึกษาพึงทราบวินิจฉัยใน ปุพเพนิวาสานุสสติญาณกถา ดังต่อไปนี้ คำว่า เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณกถา นี้คือเพื่อประโยชน์แก่ญาณในการนึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยมาในกาลก่อน ที่ชื่อว่า ขันธ์ที่เคยอาศัยมาในกาลก่อน ก็คือขันธ์ที่เคยอยู่ครอบครองในกาลก่อน ได้แก่ชาติที่ล่วงไปแล้วนับไม่ถ้วน คำว่า อยู่ครอง คือ ที่ตนได้เคยครอบครองมา ที่ตนได้เคยเสวยผลมา ได้แก่ที่เกิดดับในสันดานของตน หรืออาการต่าง ๆ ที่อาศัยขันธ์ คำว่า อยู่ครอบครอง คือ อยู่ประจำโดยการอยู่อาศัยเป็นโคจร ได้แก่ที่กำหนดรู้ชัดด้วยวิญญาณของตน หรือ ที่กำหนดรู้ชัดได้ด้วยวิญญาณของผู้อื่น ในเวลาที่อนุสรณ์ถึงท่านผู้ตัดขาดวัฏสงสารถึงนิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นจึงจะมีนิวุฏฐธรรมเหล่านั้นได้ คำว่า นึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยมาในกาลก่อน คือ พระโยคีนึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาในกาลก่อนได้ด้วยสติใด สตินั้นชื่อว่า ปุพเพนิวาสานุสสติ ญาณอันสัมปยุตด้วยสตินั้นชื่อว่า ญาณ เพื่อประโยชน์แก่ญาณอันสัมปยุตด้วยสติ นึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาในกาลก่อนนี้ดังบรรยายมานี้ มีอธิบายว่า เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือเพื่อการบรรลุถึงซึ่งญาณนี้ คำว่า มิใช่อย่างเดียว คือหลายอย่าง หรือที่ท่านให้เป็นไป คือพรรณนาได้หลายอย่าง คำว่า ขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาในกาลก่อน คือ สันดานที่ตนเคยอาศัยอยู่อาศัยครอบครองในภพนั้น ๆ ตั้งต้นแต่ภพที่เป็นอดีตล่วงมานี่เอง คำว่า นึกได้ คือระลึกย้อนไปตามลำดับแห่งขันธ์ หรือว่าตามลำดับจุติและปฏิสนธิ
ความจริง ชน ๖ จำพวกย่อมระลึกถึงปุพเพสันนิวาสนี้ได้ คือ พวกเดียรถีย์ ๑ พระสาวกปกติทั้งหลาย ๑ พระมหาสาวกทั้งหลาย ๑ พระอัครสาวกทั้งหลาย ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ๑ ในชน ๖ จำพวกนั้น พวกเดียรถีย์ระลึกได้เพียง ๔๐ กัล์ปเท่านั้น ไม่ยิ่งไปกว่านั้นได้เลย เพราะเหตุไร ? เพราะมีปัญญาน้อย จริงอยู่ พวกเดียรถีย์เหล่านั้นเป็นผู้มีปัญญาน้อย เพราะยังกำหนดนามรูปไม่ได้ พระสาวกปกติทั้งหลายระลึกได้ ๑๐๐ กัล์ปก็ได้ ๑,๐๐๐ กัล์ปก็ได้ เพราะมีปัญญามาก พระมหาสาวก ๘๐ องค์ระลึกได้แสนกัล์ป พระอัครสาวกทั้งสองระลึกได้ ๑ อสงไขย กำไรแสนกัล์ป พระ



(หน้าที่ 285)



ปัจเจกพระพุทธเจ้าระลึกได้ ๒ อสงไขย กำไรแสนกัล์ป ก็อภินิหารของท่านเหล่านั้นมีกำหนด ประมาณไว้เท่านี้ ส่วนอภินิหารของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีกำหนดกาล
อนึ่ง พวกเดียรถีย์ระลึกได้เฉพาะลำดับแห่งขันธ์เท่านั้น ไม่สามารถจะละลำดับขันธ์แล้วมาระลึกโดยจุติและปฏิสนธิได้เลย จริงอยู่ เดียรถีย์เหล่านั้นไม่มีการแวะลงสู่ที่ที่ตนปรารถนาได้ เช่นเดียวกับคนตาบอด คือคนตาบอดละไม้เท้าเสียแล้วย่อมเดินไปไม่ได้ฉันใด พวกเดียรถีย์ละลำดับแห่งขันธ์แล้วย่อมระลึกไม่ได้ ฉันนั้น พระสาวกปกติทั้งหลายย่อมระลึกตามลำดับขันธ์ได้ ทั้งระลึกต่อไปด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิก็ได้ พระมหาสาวก ๘๐ ก็เหมือนกัน ส่วนพระอัครสาวกทั้งสองไม่ต้องมีการระลึกตามลำดับขันธ์ เพราะว่า ท่านเห็นจุติแห่งอัตภาพหนึ่งแล้วเห็นปฏิสนธิและเห็นจุติแห่งอัตภาพอื่นอีกแล้วจึงเห็นปฏิสนธิ ท่านก้าวข้ามไปด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ ด้วยอาการอย่างนี้แล พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เหมือนกัน แต่สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กิจด้วยการระลึกตามลำดับขันธ์ไม่มีเลย กิจด้วยการระลึกข้ามไปด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิก็ไม่มี จริงอยู่ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงมีพระประสงค์จะทราบถึงที่ใด ๆ ในเบื้องต่ำหรือเบื้องบนก็ตาม ถึงเวลาจะผ่านไปตั้งหลายโกฏิกัล์ป ที่นั้น ๆ ก็ย่อมปรากฏขึ้นทันที เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นจึงทรงย่นย่อได้หลาย ๆ โกฏิกัล์ป ดุจย่นย่อบาลีด้วยมีเปยยาล (ฯเปฯ) ฉะนั้น ทรงพระประสงค์จะทรงทราบตรงที่ใด ๆ ในกัล์ปใดในภพใด ก็ก้าวเจาะลงในพระญาณในที่นั้น ๆ ในกัล์ปนั้นในภพนั้นได้เลย ทรงดำเนินพระญาณไปได้อย่างแม่นยำ ปานดังราชสีห์ปบสัตว์ในที่นั้น ๆ ฉะนั้น ก็พระญาณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นซึ่งดำเนินไปอย่างนี้ย่อมไม่ผิดพลาดในชาติอันเป็นระหว่าง ๆ เมื่อไม่ผิด ไม่พลาด ย่อมจับเอาเฉพาะที่ซึ่งพระองค์ปรารถนา ๆ ทีเดียว เปรียบเหมือนอย่างลูกศรที่นายขมังธนู เช่นท่านสรภังคาจารย์ผู้ทำการอบรมยิงขนทราย ยิงไปแล้วมิได้กระทบต้นไม้ และเครือเถาเป็นต้นในระหว่าง ย่อมถูกต้องเป้าหมายไม่ผิดไม่พลาด ฉันนั้น
ก็ในพวกชนผู้นึกถึงปุพเพสันนิวาสได้เหล่านี้ การเห็นปุพเพสันนิวาส (ระลึกชาติได้) ของพวกเดียรถีย์ ย่อมปรากฏเป็นเช่นเดียวกับแสงสว่างแห่งหิ่งห้อย การระลึกชาติได้ของพระสาวกปกติย่อมปรากฏเป็นเช่นเดียวกับแสงประทีป การระลึกชาติได้ของพระมหาสาวก


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]